Thursday, 4 June 2026
ดาวเทียม

GISTDA จับมือ สำนักงานฯ นโยบายที่ดินแห่งชาติ ใช้ข้อมูลจากอวกาศช่วยชุมชนจัดการที่ดินทำกิน

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ สคทช. สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อการกำหนดและขับเคลื่อนนโยบายและแผน ด้านการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ ณ ห้องวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการ คอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

การจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรมในการใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศสำหรับการบริหารจัดการข้อมูลแปลงที่ดินในการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนอันจะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชนผ่านการจัดทำระบบฐานข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ เพื่อให้มีภูมิสารสนเทศ (Geo- Informatics) ที่มีความพร้อมสำหรับใช้ในการติดตาม ตรวจสอบ ตลอดจนใช้ประโยชน์ในการวางแผนการบริหารจัดการพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสองหน่วยงาน

การนำข้อมูลจากดาวเทียมมาใช้ในครั้งนี้จะเน้นการใช้ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม THEOS-2 ซึ่งเป็นดาวเทียมรายละเอียดสูงมากของประเทศไทยมาสนับสนุนในการจัดทำแผนที่ในโครงการ one map รวมถึงจะมีการบูรณาการข้อมูลจากดาวเทียมดวงอื่นของหน่วยงานพันธมิตรมาใช้ในการวิเคราะห์การใช้ประโยชน์ที่ดิน และติดตามการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในแต่ละช่วงเวลา เนื่องจากข้อมูลดาวเทียมมีคุณสมบัติในการจำแนก วิเคราะห์ข้อมูลบนพื้นโลก สามารถแยกแยะการใช้ประโยชน์พื้นที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงจัดให้มีระบบภูมิสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ ซึ่งสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว เหมาะสำหรับการนำไปใช้ในการบริหารจัดการที่ดินของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกทั้งยังช่วยติดตามความเปลี่ยนแปลงของการใช้พื้นที่ให้เป็นไปตามแนวทางของนโยบายของรัฐบาล 

MOU ในวันนี้ เป็นการต่อยอดความร่วมมือระหว่างกัน หลังจากที่ปัจจุบัน สคทช. และ GISTDA อยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูลเพื่อติดตามการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ คทช. นับเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างสองหน่วยงานอย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับการกำหนดและขับเคลื่อนนโยบายและแผนการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศบนพื้นฐานของข้อมูลเชิงพื้นที่จากเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของ THEOS-2 ซึ่งเป็นดาวเทียมที่มีประสิทธิภาพสูงจากการลงทุนของประเทศไทย เนื่องจากการขับเคลื่อนภารกิจที่สำคัญของ สคทช. ทั้งการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1 : 4,000 (One Map) การพิสูจน์สิทธิในเขตที่ดินของรัฐ การจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน และการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง ด้านที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ ต้องอาศัยการมีข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีความถูกต้อง แม่นยำ และน่าเชื่อถือ ซึ่ง สคทช. เล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรมของ GISTDA มาใช้ในการบริหารจัดการที่ดินของประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสำหรับเป็นฐานของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแอปพลิเคชัน Dragonfly ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจวางแผนและบริหารจัดการแปลงเพาะปลูกของเกษตรกรในพื้นที่ คทช. ตั้งแต่เริ่มเพาะปลูกจนถึงจำหน่ายผลผลิตอย่างครบวงจร

ดาวเทียมฝีมือคนไทย ‘THEOS-2’ ขึ้นสู่ห้วงอวกาศ

นับเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ และถือเป็นอีกหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของวงการวิทยาศาสตร์ไทย หลังจากดาวเทียม ‘THEOS-2’ ทะยานขึ้นสู่วงโคจรสำเร็จ เมื่อวันที่ 9 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยขึ้นสู่วงโคจรจากท่าอวกาศยานยุโรปเฟรนช์เกียนา (Guiana Space Center) เมืองกูรู รัฐเฟรนช์เกียนา ทวีปอเมริกาใต้ ท่ามกลางความตื่นเต้นและยินดีของผู้คนที่จับตามองทั่วทั้งโลก 

สำหรับดาวเทียมสำรวจโลก หรือ ดาวเทียม ‘THEOS-2’ (Thailand Earth Observation Satellite 2) เป็นโครงการของหน่วยงาน สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และเป็นรุ่นพัฒนาต่อยอดมาจาก ดาวเทียม THEOS-1 หรือ ไทยโชต (Thaichote) ที่ขึ้นสู่ห้วงอวกาศเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2551

การพัฒนาดาวเทียม ‘THEOS-2’ เพื่อใช้เป็นดาวเทียมทรัพยากรดวงใหม่ที่ยกระดับเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอวกาศในทุก ๆ องค์ประกอบ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

นอกจากนี้ ดาวเทียม ‘THEOS-2’ ยังเป็นเทคโนโลยีดาวเทียมที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยฝีมือคนไทย และถือเป็นดาวเทียมสำรวจดวงแรกของประเทศไทยในระดับ Industrial Grade ที่วิศวกรดาวเทียมไทยได้มีส่วนสำคัญในการออกแบบและพัฒนาร่วมกับองค์กรต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญ ความชำนาญ และมีชื่อเสียงระดับโลกทางด้านเทคโนโลยีอวกาศอีกด้วย

สำหรับคุณประโยชน์ของดาวเทียมดวงนี้ก็มีอยู่หลายด้านด้วยกัน ได้แก่

1. ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เก็บข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ปริมาณพื้นที่ป่าที่เคยมีและการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าที่เกิดขึ้นว่ามีการลดลงหรือเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด ในพื้นที่ไหนบ้าง และประเทศไทยควรมีแนวทางในการบริหารจัดการอย่างไรเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

2. ด้านการจัดการภัยพิบัติ เพื่อส่งข้อมูลให้กับหน่วยงานที่ทำหน้าที่เฝ้าระวังภัยพิบัติต่าง ๆ อาทิ ไฟป่า น้ำท่วม น้ำแล้ง และ PM 2.5 สามารถวางแผนความช่วยเหลือต่าง ๆ ได้อย่างเท่าทันต่อสถานการณ์และทันท่วงที

3. ด้านการจัดการเกษตร เพื่อติดตามและคาดการณ์การปลูกพืชเศรษฐกิจ เพื่อคาดการณ์ผลผลิตและราคาพืชผล รวมถึงการวิเคราะห์ความสมบูรณ์ของพืช เพื่อการใส่ปุ๋ยที่แม่นยำ หรือการแก้ปัญหาการระบาดของแมลงและโรคพืช เป็นต้น

4. ด้านการแบ่งปันข้อมูล โดยประเทศไทยจะเป็นเจ้าของข้อมูล ที่แบ่งปันกันได้ทั้งในแวดวงวิชาการ แวดวงธุรกิจ และความมั่นคง ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้มีประโยชน์แค่ภาครัฐเท่านั้นแต่ยังรวมถึงภาคเอกชนและผู้ประกอบการเทคโนโลยีอวกาศทั้งในและต่างประเทศอีกด้วย

5. ด้านการพัฒนาวงการวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ไทย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทยที่สนใจในด้านวิทยาศาสตร์และอยากทำงานสายวิทยาศาสตร์ โดย GISDA ได้วางแผนระยะยาว เรื่องการส่งเสริมบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

#เหตุการณ์ที่ต้องจำ

‘SpaceX’ ลุยส่ง ‘ดาวเทียม’ ชุดแรกขึ้นวงโคจร หวังส่งสัญญาณโทรศัพท์มาสู่สมาร์ทโฟนโดยตรง

(4 ม.ค. 67) จากเพจเฟซบุ๊ก ‘Business Tomorrow’ โพสต์ข้อความ ‘SpaceX’ ส่งดาวเทียมชุดแรกขึ้นสู่วงโคจร เพื่อเตรียมส่งสัญญาณโทรศัพท์สู่สมาร์ทโฟนโดยตรง โดยมีเนื้อหาดังนี้…

T-Mobile บริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือในสหรัฐฯ ประกาศว่าจรวด Falcon 9 ของ SpaceX ได้ส่งดาวเทียม 6 ดวง ขึ้นสู่วงโคจร ซึ่งเป็นดาวเทียมชุดแรกที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณโทรศัพท์ตรงสู่พื้นโลกไปที่อุปกรณ์สมาร์ทโฟน

เป้าหมายคือการเชื่อมต่อผู้ใช้งานแบบ Direct to Cell (D2C) ให้ได้ทุกที่ในโลก แม้อยู่ในจุดที่ไม่มีสัญญาณ โดยนอกจาก T-Mobile แล้ว SpaceX ยังร่วมทดสอบบริการนี้กับผู้ให้บริการโทรศัพท์อีก 6 ราย ใน 6 ประเทศ ได้แก่ Optus (ออสเตรเลีย), Rogers (แคนาดา), One NZ (นิวซีแลนด์), KDDI (ญี่ปุ่น), Salt (สวิตเซอร์แลนด์) และ Entel (ชิลี)

D2C ในช่วงแรกจะทดสอบด้วยการส่งข้อความตัวหนังสือก่อน จากนั้นจึงขยายมาทดสอบบริการคุยเสียง และการรับส่งข้อมูล ซึ่งจะต้องใช้เวลาอีกหลายปี

ด้าน ‘Elon Musk’ CEO ของ SpaceX ให้ข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน X ของเขาว่า การส่งลำแสงจากดาวเทียมแต่ละครั้งรองรับข้อมูลประมาณ 7Mb ทำให้เป็นทางออกที่ดีในพื้นที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถือ แต่ยังห่างไกลจากการเป็นคู่แข่งผู้ให้บริการเครือข่ายภาคพื้น

‘จีน’ ส่งดาวเทียม ‘Long March-5 Y7’ สู่วงโคจรสำเร็จ สานต่อการทดลอง-พัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารความเร็วสูง

เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 67 สำนักข่าวซินหัว, เหวินชาง รายงานข่าวว่า จีนประสบความสำเร็จในการส่งดาวเทียมทดลองเทคโนโลยีการสื่อสาร จากศูนย์ปล่อยยานอวกาศเหวินชาง มณฑลไห่หนาน (ไหหลำ) ทางตอนใต้ของประเทศขึ้นสู่ห้วงอวกาศ เมื่อช่วงค่ำของวันศุกร์ที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า ‘จรวดขนส่งลองมาร์ช-5 วาย7’ (Long March-5 Y7) นำส่งดาวเทียมข้างต้นสู่วงโคจรที่กำหนดไว้ โดยดาวเทียมดวงนี้จะถูกใช้ทดลองเทคโนโลยีการสื่อสารความเร็วสูง และหลายย่านความถี่เป็นหลัก ส่วนการส่งดาวเทียมครั้งนี้นับเป็นภารกิจที่ 509 ของจรวดขนส่งตระกูลลองมาร์ช

อนึ่ง ‘ลองมาร์ช-5’ เป็นจรวดขนส่งแบบอุณหภูมิต่ำขนาดใหญ่ที่สุดที่ใช้งานในจีน พัฒนาโดยสถาบันเทคโนโลยีจรวดขนส่งแห่งประเทศจีน ตัวแกนหลักมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 เมตร ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ไฮโดรเจน-ออกซิเจนวายเอฟ-77 (YF -77) 2 ตัว และเครื่องยนต์ออกซิเจนเหลวและน้ำมันก๊าดวายเอฟ-100 (YF-100) 8 ตัว พร้อมแรงขับทะยานมากกว่า 1,000 ตัน

‘โหลวลู่เลี่ยง’ รองหัวหน้านักออกแบบ กล่าวว่า ปีนี้มีแนวโน้มปล่อยจรวดขนส่งลองมาร์ช-5 ราว 4-5 ครั้ง และจะรักษาความถี่นี้ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้าต่อไป

‘จีน’ ทดสอบการสื่อสาร ‘ดาวเทียมเชวี่ยเฉียว-2’ สำเร็จ หนุนเพิ่มขีดความสามารถสำรวจ ‘ดวงจันทร์’ ในอนาคต

(12 เม.ย.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า องค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีนรายงานว่า ดาวเทียมเชวี่ยเฉียว-2 (Queqiao-2) ได้เสร็จสิ้นการทดสอบการสื่อสารในวงโคจรเมื่อไม่นานนี้ โดยแพลตฟอร์มและอุปกรณ์บนดาวเทียมสามารถทำงานเป็นปกติ

ทั้งนี้ องค์การฯ ระบุว่า การทำงานและประสิทธิภาพของดาวเทียมเชวี่ยเฉียว-2 เป็นไปตามข้อกำหนดของภารกิจ และสามารถให้บริการการสื่อสารสำหรับระยะที่ 4 ของโครงการสำรวจดวงจันทร์ของจีน และภารกิจสำรวจดวงจันทร์ของจีนและประเทศอื่น ๆ ในอนาคต

ดาวเทียมเชวี่ยเฉียว-2 ประสบความสำเร็จในการทดสอบการสื่อสารกับยานอวกาศฉางเอ๋อ-4 (Chang’e-4) ซึ่งปัจจุบันกำลังทำภารกิจสำรวจบนด้านไกลของดวงจันทร์ เมื่อวันที่ 6 เม.ย. และดำเนินการทดสอบการสื่อสารกับยานฉางเอ๋อ-6 ซึ่งยังอยู่บนโลก เมื่อวันที่ 8-9 เม.ย.

อนึ่ง ดาวเทียมเชวี่ยเฉียว-2 ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันที่ 20 มี.ค. และเข้าสู่วงโคจรที่กำหนดเมื่อวันที่ 2 เม.ย. หลังจากปรับทิศทางการโคจร หยุดอยู่ใกล้ดวงจันทร์ และเคลื่อนตัวในวงโคจรรอบดวงจันทร์

‘ตุรกี’ ปล่อย ‘ดาวเทียมสื่อสาร’ สร้างเองดวงแรกสำเร็จ พร้อมปฏิบัติภารกิจขยายพื้นที่บริการสื่อสารของประเทศ

เมื่อวันที่ (10 ก.ค. 67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ‘เติร์กแซต 6เอ’ (Turksat 6A) ดาวเทียมสื่อสารที่สร้างขึ้นในตุรกี (ทูร์เคีย) ดวงแรก ถูกส่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศโดยจรวดฟอลคอน 9 ของสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) จากศูนย์อวกาศเคนเนดีในรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ เมื่อช่วงเช้าวันอังคาร (9 ก.ค.) ที่ผ่านมา

ด้าน เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี กล่าวระหว่างร่วมพิธีปล่อยดาวเทียมผ่านทางระบบวิดีโอว่า การปล่อยดาวเทียมในครั้งนี้ทำให้ตุรกีเข้าสู่ระยะใหม่ในการผลิตดาวเทียม โดยดาวเทียม 6A ระดับชาติของเราจะสนับสนุนการสำรองข้อมูลของดาวเทียมที่มีอยู่เดิม พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถ

ด้าน อับดุลกาดีร์ อูราโลกลู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานของตุรกี เผยว่า ได้รับสัญญาณแรกจากดาวเทียมเติร์กแซต 6A ภายหลังการปล่อยสู่ห้วงอวกาศแล้ว 67 นาที ซึ่งเป็นไปตามแผนการที่วางไว้ โดยดาวเทียมดวงนี้มีกำหนดเข้าสู่วงโคจรปฏิบัติการที่ระดับความสูง 35,786 กิโลเมตรเหนือพื้นผิวโลก และดำเนินการทดสอบในวงโคจรเป็นเวลาหนึ่งเดือน

ทั้งนี้ เมื่อวันจันทร์ (8 ก.ค.) แถลงการณ์จากอูราโลกลูระบุว่า ดาวเทียมดวงนี้จะปฏิบัติหน้าที่ที่ลองจิจูด 42 องศาตะวันออก ซึ่งจะขยายพื้นที่บริการสื่อสารของตุรกีครอบคลุมผู้คน 5 พันล้านคน

อนึ่ง เมื่อเดือนเมษายน 2023 ตุรกีได้ปล่อยไอมีซ (IMECE) ดาวเทียมที่ออกแบบและผลิตภายในประเทศดวงแรกสู่วงโคจรด้วยจรวดฟอลคอน 9 จากรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ

Geely ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีน ปล่อยดาวเทียม 11 ดวง

(10 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ผู้ผลิตรถยนต์จีนก็ผลิตดาวเทียมเช่นกัน เมื่อคืนที่ผ่านมา มีการปล่อยดาวเทียม 11 ดวงจากทะเลในเกาะรื่อจ้าวของจีนอีกครั้ง

ดาวเทียมเหล่านี้มาจากบริษัทเอกชนจีนในเครือของ Geely และจะทำหน้าที่ระบุตำแหน่ง สื่อสาร และสนับสนุนการขับเคลื่อนอัตโนมัติสำหรับ EV ของ Geely

ด้วยการเปิดตัวครั้งนี้ Geely ได้ปล่อยดาวเทียมไปแล้ว 41 ดวง และจำนวนดาวเทียมทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นเป็น 64 ดวงภายใน 2 เดือนข้างหน้า

รัสเซียลุยดาวเทียม เปิดเกมใหม่ในภูมิรัฐศาสตร์ ปล่อยดาวเทียม Rassvet 16 ดวง แข่งกับ Starlink เพื่ออำนาจดิจิทัล สะท้อนยุทธศาสตร์อธิปไตยทางเทคโนโลยี

รัสเซียเปิดเกมอวกาศ ปล่อยดาวเทียม “Rassvet” ท้าชน Starlink ในศึกภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยี

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2026 ที่ผ่านมา บริษัท Bureau 1440 «Бюро 1440» ซึ่งเป็นบริษัทด้านอวกาศของสหพันธรัฐรัสเซียได้ประสบความสำเร็จในการปล่อยดาวเทียมสื่อสารชุดแรก จำนวน 16 ดวง ของเครือข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำ “Rassvet” «Рассвет» การปล่อยครั้งนี้ดำเนินการโดยใช้จรวดขนส่ง Soyuz-2.1b เมื่อเวลา 20:24 น. ตามเวลามอสโก ดาวเทียมทั้งหมดถูกนำขึ้นสู่วงโคจรเริ่มต้น (parking orbit) ได้สำเร็จ และอยู่ภายใต้การควบคุมของศูนย์ควบคุมการบินของบริษัทเป็นที่เรียบร้อย ทั้งนี้ในอดีตอินเทอร์เน็ตถูกมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและการสื่อสาร แต่ในปัจจุบันระบ อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมได้กลายเป็น “สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์” ที่รัฐสามารถใช้สร้างอำนาจและอิทธิพลได้โดยตรง เห็นได้จากกรณีของ Starlink ที่ถูกใช้งานในสงครามต่าง ๆ  เช่น สงครามรัสเซีย - ยูเครน สงครามอิหร่าน - อิสราเอล แสดงให้เห็นชัดว่าการควบคุมโครงข่ายสื่อสารสามารถส่งผลต่อความได้เปรียบในสนามรบ การข่าว และการรับรู้ของสาธารณะ
ด้วยเหตุนี้การที่รัสเซียพัฒนา “Starlink เวอร์ชันของตนเอง” จึงไม่ใช่แค่การแข่งขันทางธุรกิจ แต่เป็นความพยายามสร้าง “อธิปไตยทางดิจิทัล” (digital sovereignty) เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากตะวันตกและเพิ่มความสามารถในการควบคุมข้อมูลและการสื่อสารภายในและภายนอกประเทศ การปล่อยดาวเทียมสื่อสารชุดแรกของโครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอวกาศ หากแต่สะท้อนการ “เปิดเกมใหม่” ในภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยีโลก ท่ามกลางการแข่งขันกับ Starlink ของ SpaceX และตอกย้ำว่า “อวกาศ” กำลังกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของมหาอำนาจ ไม่เพียงรัสเซียแต่รวมถึงสหรัฐฯ และจีนอีกด้วย


ในโลกที่โครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัลเป็นตัวกำหนดอำนาจรัฐ โครงการ Rassvet จึงเป็นความพยายามสร้าง “อธิปไตยทางดิจิทัล” และเป็นสัญลักษณ์ของการแข่งขันเพื่อควบคุมโครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็นในศตวรรษที่ 21ทั้งนี้ โครงการ “Rassvet” (แปลว่า “รุ่งอรุณ”) เป็นเครือข่ายดาวเทียมอินเทอร์เน็ตวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit: LEO) ของ Russia ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างระบบสื่อสารผ่านอวกาศของตนเอง โดยมี Bureau 1440 เป็นผู้ดำเนินการหลัก ภายใต้การสนับสนุนจากภาครัฐและภาคธุรกิจ โครงการฯ มีเป้าหมายหลักในการสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมที่ครอบคลุมทั่วประเทศและในระยะยาวขยายไปสู่ระดับโลกเพื่อให้สามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงแม้ในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ที่โครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดินเข้าถึงได้ยาก ในเชิงเศรษฐกิจโครงการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล (digital divide) ภายในประเทศโดยเฉพาะในภูมิภาคชนบทที่ห่างไกลที่การพัฒนาโครงข่ายอินเทอร์เน็ตยังล้าหลัง การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพจะช่วยสนับสนุนทั้งภาคธุรกิจ การศึกษา และบริการสาธารณะ

ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ในด้านความมั่นคงโครงการ Rassvet มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้าง “อธิปไตยทางดิจิทัล” ของรัสเซียโดยลดการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานจากต่างประเทศ เช่น Starlink และช่วยให้รัฐสามารถควบคุมระบบการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤตหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ ในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์โครงการนี้ยังเป็นเครื่องมือในการขยายอิทธิพลของรัสเซียในเวทีโลกผ่านการให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศอื่น ๆ ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางดิจิทัล และเพิ่มอำนาจต่อรองของรัสเซียในระบบระหว่างประเทศ

โดยโครงการ “Rassvet” ของ Russia ที่พัฒนาโดย Bureau 1440 ถูกออกแบบให้เป็นเครือข่ายดาวเทียมสื่อสารยุคใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงหลายด้านเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความเสถียร และความสามารถในการแข่งขันกับระบบอย่าง Starlink

ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ดาวเทียมของโครงการนี้อยู่ในวงโคจรต่ำของโลก (Low Earth Orbit: LEO) ซึ่งช่วยลดความหน่วง (latency) ของสัญญาณเมื่อเทียบกับดาวเทียมวงโคจรสูงทำให้สามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ใกล้เคียงกับระบบภาคพื้นดินมากขึ้นในด้านการสื่อสาร ดาวเทียมถูกติดตั้งระบบ 5G NTN (Non-Terrestrial Network) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงเครือข่ายโทรคมนาคมภาคพื้นดินเข้ากับโครงข่ายอวกาศช่วยให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมได้อย่างมีประสิทธิภาพและรองรับการใช้งานในอนาคต

อีกหนึ่งเทคโนโลยีสำคัญคือระบบสื่อสารระหว่างดาวเทียมด้วยเลเซอร์ (inter-satellite laser links) ซึ่งช่วยให้ดาวเทียมสามารถส่งข้อมูลหากันได้โดยตรงในอวกาศโดยไม่ต้องผ่านสถานีภาคพื้นดินทุกครั้ง ส่งผลให้เครือข่ายมีความเร็วสูงขึ้น ลดความล่าช้าและเพิ่มความมั่นคงของระบบโดยรวมในด้านพลังงานและการควบคุม ดาวเทียมของ Rassvet ใช้ระบบพลังงานรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง และติดตั้ง ระบบขับเคลื่อนแบบพลาสมา (plasma propulsion) ซึ่งช่วยให้สามารถปรับตำแหน่งวงโคจรได้อย่างแม่นยำ ยืดอายุการใช้งานของดาวเทียมและเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการเครือข่าย

นอกจากนี้ โครงการยังมีการพัฒนาระบบแยกตัวดาวเทียมจากจรวด (satellite deployment system) ของตนเอง เพื่อรองรับการปล่อยดาวเทียมจำนวนมากในแต่ละครั้งและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอก โดยดาวเทียมในรุ่นปัจจุบันยังได้นำบทเรียนจากภารกิจทดลองก่อนหน้า เช่น Rassvet-1 และ Rassvet-2 มาปรับปรุง ทำให้มีความเสถียรและประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในด้านการดำเนินงาน โครงการได้เริ่มต้นด้วยการปล่อยดาวเทียมชุดแรกจำนวน 16 ดวงในเดือนมีนาคม 2026 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญจาก “ระยะทดลอง” ไปสู่ “ระยะปฏิบัติการจริง” โดยดาวเทียมจะผ่านการตรวจสอบระบบก่อนเคลื่อนย้ายไปยังวงโคจรปฏิบัติการเป้าหมาย สำหรับแผนในอนาคต รัสเซียตั้งเป้าจะขยายจำนวนดาวเทียมเป็นมากกว่า 250 ดวงภายในปี 2027 เพื่อเริ่มให้บริการเชิงพาณิชย์ และเพิ่มเป็นหลายร้อยดวงในระยะยาวเพื่อให้ครอบคลุมการให้บริการอินเทอร์เน็ตทั้งภายในประเทศและระดับโลกตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้โครงการมีงบประมาณรวมมากกว่า 514 พันล้านรูเบิลจนถึงปี 2036 โดยรัฐจะสนับสนุนบางส่วนและเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยสรุปโครงการ Rassvet ไม่ได้เป็นเพียงระบบอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมแต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเชิงยุทธศาสตร์ที่มีเป้าหมายทั้งในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ
การขยายการเข้าถึงเทคโนโลยี และการเสริมสร้างอำนาจของรัฐในยุคภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยี

หากพิจารณาผู้เขียนพบว่าการพัฒนาโครงการ “Rassvet” ของรัสเซียเป็นผลลัพธ์ของแรงกดดันทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และความมั่นคงที่ทวีความเข้มข้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ประการแรก บริบทสำคัญคือความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับโลกตะวันตก โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์สงครามรัสเซีย -ยูเครนซึ่งนำไปสู่มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ทำให้รัสเซียเผชิญกับข้อจำกัดในการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัลและนวัตกรรมจากต่างประเทศ ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวการพัฒนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมของตนเองจึงกลายเป็น “ความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์” มากกว่าทางเลือกประการที่สอง การเติบโตอย่างรวดเร็วของ Starlink ของ SpaceX ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของอินเทอร์เน็ตโลกอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่โครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตพึ่งพาโครงข่ายภาคพื้นดินเป็นหลัก สู่ยุคที่ “อวกาศ” กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ การที่บริษัทเอกชนสามารถควบคุมเครือข่ายอินเทอร์เน็ตระดับโลกได้ ยิ่งกระตุ้นให้รัฐอย่างรัสเซียต้องเร่งสร้างระบบของตนเอง เพื่อไม่ให้ตกอยู่ภายใต้การพึ่งพาหรืออิทธิพลจากต่างชาติ

ประการที่สาม ภายในประเทศเอง รัสเซียมีความต้องการขยายการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไปยังพื้นที่ห่างไกล ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมยังไม่สามารถครอบคลุมได้อย่างทั่วถึง โครงการ Rassvet จึงตอบโจทย์ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม โดยช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล และสนับสนุนการพัฒนาในพื้นที่ชายขอบของประเทศ นอกจากนี้โครงการยังสะท้อนแนวโน้มของ “อธิปไตยทางดิจิทัล” (digital sovereignty) ที่หลายประเทศกำลังให้ความสำคัญมากขึ้น กล่าวคือ การที่รัฐต้องสามารถควบคุมโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและการสื่อสารของตนเองได้ โดยไม่ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีหรือผู้ให้บริการจากต่างประเทศ โดยสรุป บริบทของโครงการ Rassvet จึงเป็นการผสมผสานระหว่างแรงกดดันจากภายนอกและความจำเป็นภายในประเทศ ทำให้โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระดับชาติในการปรับตัวต่อโลกที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีและอำนาจกำลังย้ายเข้าสู่ “อวกาศและโครงข่ายดิจิทัล” อย่างเต็มรูปแบบ

เมื่อพิจารณาโครงการ “Rassvet” ของ Russia เทียบกับ Starlink ของ SpaceX จะเห็นได้ว่าทั้งสองมี “เป้าหมายคล้ายกัน” แต่ “สถานะและศักยภาพยังต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ” ในเชิงเป้าหมาย ทั้ง Rassvet และ Starlink ต่างมุ่งสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมพื้นที่กว้าง รวมถึงพื้นที่ห่างไกล อย่างไรก็ตาม Starlink มีจุดเริ่มต้นในฐานะ “บริการเชิงพาณิชย์ระดับโลก” ขณะที่ Rassvet มีมิติของ “ความมั่นคงและอธิปไตยดิจิทัล” ที่เด่นชัดกว่า โดยต้องการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากตะวันตกและสร้างระบบของตนเอง

ในด้านความก้าวหน้า Starlink ถือว่า “นำหน้าอย่างมาก” โดยมีดาวเทียมมากกว่าหลายพันดวงในวงโคจร และให้บริการจริงในหลายประเทศทั่วโลกแล้ว ขณะที่ Rassvet เพิ่งเริ่มต้นด้วยการปล่อยดาวเทียมชุดแรกจำนวน 16 ดวงในปี 2026 และยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาโครงข่าย

ในเชิงเทคโนโลยี ทั้งสองระบบใช้แนวคิดคล้ายกัน เช่น ดาวเทียมวงโคจรต่ำและการสื่อสารความเร็วสูง แต่ Starlink มีความได้เปรียบด้านประสบการณ์ การทดสอบจริง และโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาแล้ว ในขณะที่ Rassvet พยายาม “ก้าวกระโดด” ด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ เช่น การสื่อสารด้วยเลเซอร์และระบบ 5G NTN มาใช้ตั้งแต่ระยะแรก

ในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ Starlink ถูกมองว่าเป็น “เครื่องมืออิทธิพลของ United States” โดยเฉพาะจากบทบาทในความขัดแย้ง เช่น Russia–Ukraine War ขณะที่ Rassvet เป็นความพยายามของรัสเซียในการสร้าง “ทางเลือกของตนเอง” เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกควบคุมหรือจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยี โดยสรุปแม้ว่าในปัจจุบัน Rassvet ยังตามหลัง Starlink อย่างมากในด้านขนาดและการใช้งานจริง แต่ในระยะยาวโครงการนี้สะท้อนถึงแนวโน้มสำคัญของโลก คือการที่รัฐต่าง ๆ พยายามสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตนเอง” และลดการพึ่งพามหาอำนาจอื่น ซึ่งอาจนำไปสู่การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในสมรภูมิอวกาศและเทคโนโลยีในอนาคต

สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญคือ ไทยจะวางตำแหน่งของตนเองอย่างไรในภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน ไทยยังคงเป็น “ผู้ใช้เทคโนโลยี” มากกว่าผู้พัฒนา โดยพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานจากต่างประเทศเป็นหลัก หากไทยต้องการลดความเสี่ยงในระยะยาว ก็จำเป็นต้องเริ่มลงทุนในเทคโนโลยีอวกาศและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตนเอง รวมถึงสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับหลายฝ่าย เพื่อไม่ให้ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่ง

โดยสรุป การเปิดตัวโครงการ Rassvet ของรัสเซียไม่ได้เป็นเพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอวกาศ หากแต่สะท้อนการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐในโลกที่ “ข้อมูลและโครงข่ายดิจิทัล” กลายเป็นแหล่งอำนาจใหม่ การแข่งขันกับ Starlink ของ SpaceX จึงไม่ใช่แค่การแข่งขันทางธุรกิจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเกมภูมิรัฐศาสตร์ที่กำหนดทิศทางของระเบียบโลกในอนาคต ในบริบทนี้โครงการ Rassvet แสดงให้เห็นว่า “อวกาศ” ได้กลายเป็นพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ที่รัฐต้องเข้าไปมีบทบาทเพื่อรักษาอธิปไตยและเพิ่มอำนาจต่อรอง ขณะเดียวกันก็สะท้อนแนวโน้มที่ประเทศต่าง ๆ จะเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตนเองเพื่อลดการพึ่งพาภายนอก ท้ายที่สุด บทเรียนสำคัญจากกรณีนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่คือ “วิธีคิดเชิงยุทธศาสตร์” ในการมองเทคโนโลยี ข้อมูล และอวกาศเป็นทรัพยากรเชิงอำนาจในโลกยุคใหม่ ซึ่งประเทศที่สามารถปรับตัวและวางตำแหน่งของตนเองได้อย่างชัดเจน ย่อมเป็นฝ่ายกำหนดทิศทางของเกมได้ก่อนเสมอ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top