Friday, 4 September 2026
ฐานทัพสหรัฐ

ญี่ปุ่น ผวา 'โอมิครอน' แพร่สู่ชุมชน หลังพบคลัสเตอร์ใหม่ ในฐานทัพโอกินาวา 

คลัสเตอร์ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เชื่อมโยงกับฐานทัพสหรัฐฯ ในญี่ปุ่น ขยายวงกว้างมากขึ้นเป็นอย่างน้อย 180 รายแล้ว จากการเปิดเผยของรัฐบาลญี่ปุ่นเมื่อวันจันทร์ (20 ธ.ค.) ก่อความกังวลว่ามันอาจแพร่กระจายเชื้อไวรัสสู่ชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนั้นพบเคสตัวกลายพันธุ์โอมิครอนแล้ว 1 ราย

เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นเปิดเผยว่า คนงานชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งที่ค่ายแฮนเซน บนเกาะโอกินาวา ทางภาคใต้ของประเทศ มีผลตรวจเชื้อตัวกลายพันธุ์โอมิครอนออกมาเป็นบวกเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว (17 ธ.ค.)

ฮิโรคาสึ มัตสึโนะ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีกล่าวระหว่างแถลงข่าวประจำวัน ว่าเวลานี้คลัสเตอร์ที่เชื่อมโยงกับฐานทัพพบแล้ว 180 เคส แต่ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าในนั้นมีจำนวนมากน้อยแค่ไหนที่ติดเชื้อตัวกลายพันธุ์โอมิครอน ที่แพร่กระจายเชื้อได้ง่ายมาก

"รัฐบาลญี่ปุ่นขอเรียกร้องอีกครั้งให้ฝ่ายสหรัฐฯ รับประกันว่าพนักงานทุกคนที่ฐานทัพสหรัฐฯ ในญี่ปุ่น จะปฏิบัติตามคำสั่งและใช้มาตรการที่หนักหน่วงหากมีการฝ่าฝืนใดๆ" มัตสึโนะ กล่าว

โอกินาวา จังหวัดทางใต้สุดของญี่ปุ่น เป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ ราวๆ 70% ที่อยู่ในญี่ปุ่น และก่อนหน้านี้ เคยเผชิญการแพร่ระบาดที่เชื่อมโยงกับค่ายทหารเหล่านี้มาแล้วหลายครั้ง

จังหวัดโอมิกานา ถึงขั้นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเดือนมกราคม ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ในขณะที่คลัสเตอร์ล่าสุดนั้นมีทั้งคนงานชาวญี่ปุ่น และบุคลากรของสหรัฐฯ จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น

เดนนิ ทามากิ ผู้ว่าราชการจังหวัดโอกินาวาบอกกับพวกผู้สื่อข่าวเมื่อวันศุกร์ (17 ธ.ค.) ว่าเจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนการแพร่ระบาดของโอมิครอน และร้องขอให้กองทัพสหรัฐฯ ดำเนินการตรวจวิเคราะห์สารพันธุกรรม เพื่อสรุปว่าผู้ที่ติดเชื้อนั้นเป็นตัวกลายพันธุ์โอมิครอนหรือไม่

ดิเอโก การ์เซีย สะท้อนอดีต ฐานทัพสหรัฐฯ บนเกาะชากอส ถูกยิงขีปนาวุธอิหร่าน ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ และคราบน้ำตาชาวชากอสเซียน

ดิเอโก การ์เซีย ฐานทัพสหรัฐฯ บนดินแดนอังกฤษ

เกิดขึ้นด้วยคราบน้ำตาของชาวพื้นเมืองกว่าสองพันชีวิต

จากข่าวที่กลายเป็นประเด็นที่ฮื้อฮาไปทั่วโลก เมื่อวันศุกร์ที่ 21 มีนาคม 2026 อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธพิสัยกลาง/ไกล (IRBM) 2 ลูก โจมตีฐานทัพอากาศสหรัฐฯ บนเกาะดิเอโก การ์เซีย ในหมู่เกาะชาโกส กลางมหาสมุทรอินเดีย (ระยะทางประมาณ 3,800–4,000 กิโลเมตรจากอิหร่าน) ซึ่งเป็นดินแดนของสหราชอาณาจักร

แม้ว่า อิหร่านจะไม่ได้ระบุรุ่นขีปนาวุธที่แน่ชัดต่อสาธารณะ แต่รายงานที่น่าเชื่อถือหลายฉบับเห็นพ้องต้องกันเกี่ยวกับชนิดของขีปนาวุธที่ใช้ว่าเป็น ขีปนาวุธพิสัยกลาง IRBM รุ่นใหม่ (ซึ่งยังไม่เปิดเผย) เป็นรุ่นพัฒนาใหม่ (extended-range IRBM) ซึ่งอาจต่อยอดจาก Khorramshahr-4 สาเหตุที่น่าจะเป็น “รุ่นใหม่” เพราะ 1) ระยะ 4,000 กม. = ระดับ IRBM เต็มตัว ต้องออกแบบเฉพาะ ไม่ใช่แค่ “อัปเกรดเล็กน้อย” และ 2) รูปแบบการยิง ยิงไกลมาก แต่ไม่ได้เน้นความแม่นสูง ลักษณะเป็นการ “ทดสอบศักยภาพ” มากกว่าการใช้ขีปนาวุธรุ่นเก่า โดยขีปนาวุธพิสัยกลาง 2 ลูกถูกปล่อยออกไป แต่ไม่ถูกเป้าหมาย เพราะลูกหนึ่งประสบอุบัติเหตุระหว่างทาง และอีกลูกถูกสกัดกั้นโดยเรือรบของสหรัฐฯ

สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับเกาะดิเอโก การ์เซีย (Diego Garcia) พอสังเขปมีดังนี้: ศูนย์กลางการบริหารดินแดนของ ‘บริติชอินเดียนโอเชียนเทร์ริทอรี’ (British Indian Ocean Territory) ดินแดนโพ้นทะเลของสหราชอาณาจักร มีพื้นที่เป็นเกาะปะการังวงแหวน เกาะตั้งอยู่ที่ประมาณ 1,970 ไมล์ทะเล (3,650 กิโลเมตร) ทางตะวันออกของชายฝั่งของแอฟริกา (ที่แทนซาเนีย ),ห่างออกไป 967 ไมล์ทะเล (1,790 กิโลเมตร) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย (ที่ Kanyakumari ) และ 2,550 ไมล์ทะเล (4,720 กิโลเมตร) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย (ที่รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย) ดิเอโกการ์เซียอยู่ในเกาะชากอส

เกาะแห่งนี้แม้จะเป็นดินแดนของสหราชอาณาจักร แต่สหรัฐอเมริกาได้เข้ามาตั้งหน่วยสนับสนุนกองทัพเรือ (Naval Support Facility) ในช่วงสงครามเย็น เพื่อตอบโต้โซเวียต โดยเกาะดิเอโกการ์เซียแห่งนี้เป็นสถานีขนส่งกำลังสนับสนุนเรือลำเลียงของกองทัพ เรือดำน้ำ ทั้งยังมีฐานทัพอากาศสมัยสงครามอัฟกานิสถาน เคยมีเครื่องบินทิ้งระเบิด B-1, B-2 และ B-52 ฐานแกะรอยสื่อสารและดาวเทียม ท่าจอดเรือแบบทอดสมอสำหรับการส่งกำลังบำรุงอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อปฏิบัติการในภูมิภาคนี้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีสถานีควบคุมดาวเทียมสื่อสารที่เรียกว่า REEF และมีสถานีวิทยุสื่อสารความถี่สูง GeoDSS  (สถานี HF ทั่วโลก : High Frequency Global Communications System) กองทัพอากาศสหรัฐฯมีเครื่องรับส่งสัญญาณระบบสื่อสารความถี่สูงทั่วโลก ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของเกาะปะการังใกล้กับสถานี GEODSS เครื่องรับส่งสัญญาณทำงานจากระยะไกลจากฐานทัพอากาศแอนดรูว์สและฐานทัพอากาศแกรนด์ฟอร์กส์ และได้รับการดูแลโดยบุคลากรของ NCTS และยังเป็นที่ตั้งของสถานี จีพีเอส 1 ใน 5 แห่งที่ควบคุมโดยกองทัพสหรัฐ

สนามบินบนเกาะแห่งนี้เป็นสถานที่ลงจอดฉุกเฉินสำหรับเครื่องบินพาณิชย์สองเครื่องยนต์ ที่มีมาตรฐาน ETOPS (คือเครื่องบินที่สามารถบินด้วยเครื่องยนต์เดียวหากเกิดเหตุฉุกเฉินได้ภายในเวลาที่กำหนด ก่อนลงจอดฉุกเฉิน) เช่น แอร์บัส เอ330 โบอิ้ง 767 หรือ โบอิ้ง 777 เพื่อให้สามารถบินได้โดยไม่ต้องหยุดพักระหว่างการเดินทางข้ามมหาสมุทร

นอกจากนี้ ดิเอโก การ์เซีย ยังเป็นหนึ่งในสถานที่ลงจอดฉุกเฉินสำหรับกระสวยอวกาศ NASA หนึ่งใน 33 แห่งทั่วโลกซึ่งยังไม่เคยใช้สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ตลอดโปรแกรมรับส่งกระสวยอวกาศเลย แต่เคยถูกใช้ในระหว่างโครงการอพอลโล

ทำไมดิเอโก การ์เซียจึงยังคงมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในปัจจุบัน ดิเอโก การ์เซียยังคงมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างมากในปัจจุบันเนื่องจากที่ตั้ง การสนับสนุนขีดความสามารถทางทหาร และบทบาททางภูมิรัฐศาสตร์ 

1. ทำเลที่ตั้งอันสมบูรณ์แบบในมหาสมุทรอินเดีย ตั้งอยู่เกือบใจกลางมหาสมุทรอินเดีย ระหว่าง: ตะวันออกกลาง แอฟริกาตะวันออก เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีงเป็นทำเลที่เหมาะสมในการเข้าถึงจุดยุทธศาสตร์สำคัญๆ ทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว

2. ฐานทัพทหารหลักของสหรัฐฯ ดำเนินการโดยกองทัพสหรัฐฯ สำหรับภารกิจต่างๆ ได้แก่:

- การปฏิบัติการสำหรับเครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกล

- การสนับสนุนทางทะเลสำหรับเรือและเรือดำน้ำ

- คลังสำหรับจัดเก็บอาวุธยุทโธปกรณ์และเสบียงทางทหาร เปรียบเสมือนศูนย์กลางลอยน้ำบนบก

3. บทบาทสำคัญในความขัดแย้งและปฏิบัติการต่างๆ ดิเอโก การ์เซียถูกใช้ในปฏิบัติการสำคัญๆ ได้แก่:

สงครามอ่าวเปอร์เซีย สงครามในอัฟกานิสถาน สงครามอิรัก เป็นฐานทัพของเครื่องบินทิ้งระเบิดและเครื่องบินสนับสนุน เพราะปลอดภัยจากการโจมตีโดยตรง แต่ก็อยู่ใกล้กับเขตความขัดแย้งมากพอ

4. ศูนย์กลางข่าวกรองและการเฝ้าระวัง มีระบบปฏิบัติการขั้นสูง:

- การติดตามดาวเทียม

- ข่าวกรองสัญญาณ

- ระบบสื่อสาร

ทำหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางเดินเรือและกิจกรรมทางทหารในมหาสมุทรอินเดีย

5. การควบคุมเส้นทางเดินเรือสำคัญ อยู่ใกล้เส้นทางเดินเรือสำคัญระดับโลกที่ขนส่ง: น้ำมันจากตะวันออกกลาง การค้าขายระหว่างเอเชีย แอฟริกา และยุโรป จากที่นี่สามารถมีอิทธิพลต่อการค้าโลกได้

6. ความสำคัญที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากการแข่งขันระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา การแข่งขันกับจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเพิ่มมากขึ้น ดิเอโก การ์เซีย ทำให้สหรัฐอเมริกามีฐานที่มั่นคงโดยไม่ต้องพึ่งพาประเทศอื่น เป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่สหรัฐอเมริกามีอิสระในการปฏิบัติการอย่างเต็มที่

7. ปลอดภัยและอยู่ห่างไกลจากภัยคุกคามบนแผ่นดินใหญ่ me.shยากต่อการโจมตี ไม่มีประชากรพลเรือน (หลังจากชาวชากอสเซียนถูกขับไล่ออกไป) จึงเป็นสินทรัพย์ทางทหารที่มีความเสี่ยงต่ำและมีมูลค่าสูง

จุดเด่นทั้ง 7 ข้อร่วมกันเช่นนี้ นับว่าหาได้ยาก ดังนั้นแม้ในปัจจุบันก็ยังคงเป็นหนึ่งในฐานทัพเชิงยุทธศาสตร์ที่มีค่าที่สุดในโลกของกองทัพสหรัฐฯ

เรื่องราวของคราบน้ำตาของชาวชากอสเซียน ชนพื้นเมืองของเกาะแห่งนี้เกิดจากการที่สหราชอาณาจักรได้ทำการอพยพชาวพื้นเมืองออกจากเกาะดิเอโก การ์เซีย โดยเกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1960 และต้นทศวรรษ 1970 สหราชอาณาจักรได้แยกหมู่เกาะชากอสออกจากมอริเชียสเพื่อจัดตั้งดินแดนมหาสมุทรอินเดียของอังกฤษ เกาะที่ใหญ่ที่สุดคือดิเอโก การ์เซีย ถูกให้เช่าแก่สหรัฐอเมริกาเพื่อใช้เป็นฐานทัพ อันเนื่องมาจากรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ (เวียดนาว ลาว และเขมร) มีแนวโน้มสูงมากที่จะพ่ายแพ้แก่ฝ่ายต่อต้านซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ ประเทศไทยซึ่งมีฐานทัพอากาศหลายแห่งมีเครื่องบินรบในขณะนั้นรวมกันรองจากที่ประจำการในประเทศสหรัฐฯ เท่านั้น ก็อาจล่มสลาย ล้มตามประเทศเพื่อนบ้านกลายเป็นคอมมิวนิสต์ตามทฤษฎีโดมิโน

การอพยพโดยบังคับ ระหว่างปี 1967 ถึง 1973 รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้อพยพชาวพื้นเมืองประมาณ 1,500-2,000 คน (ชาวชากอสเซียน หรือที่เรียกว่าชาวอิโลอิส) โดยบังคับผู้คนส่วนใหญ่ถูกส่งไปยังมอริเชียสและเซเชลส์ หลายคนไม่ได้รับอนุญาตให้กลับมา และรายงานต่างๆ บรรยายถึงสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ความยากจน และการขาดค่าชดเชยหลังจากการย้ายถิ่นฐาน

เหตุผลที่เกิดขึ้น การอพยพดังกล่าวทำขึ้นเพื่อเปิดทางให้ฐานทัพสหรัฐฯ บนเกาะดิเอโก การ์เซีย ซึ่งถือว่ามีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในช่วงสงครามเย็น ข้อพิพาทที่ดำเนินอยู่ ชาวชากอสเซียนและลูกหลานของพวกเขาต่อสู้มานานหลายทศวรรษเพื่อ: สิทธิในการกลับคืนสู่ถิ่นฐาน ค่าชดเชย คดีนี้เกี่ยวข้องกับ:

ศาลในสหราชอาณาจักร คำตัดสินระหว่างประเทศ รวมถึงความเห็นเชิงแนะนำจากศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในปี 2019 ซึ่งระบุว่าการควบคุมเกาะของสหราชอาณาจักรควรยุติลง และสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติยังเรียกร้องให้สหราชอาณาจักรคืนดินแดนให้กับมอริเชียส โดยสหราชอาณาจักรยอมรับว่าการปฏิบัติต่อชาวชากอสเซียนนั้นผิด แต่ยังไม่อนุญาตให้ชาวพื้นเมืองกลับมามีการตั้งถิ่นฐานใหม่บนเกาะดิเอโก การ์เซียอย่างเต็มที่แต่อย่างใด การเจรจาระหว่างสหราชอาณาจักรและมอริเชียสเกี่ยวกับอธิปไตยยังคงดำเนินอยู่จนทุกวันนี้

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

 

น่านฟ้ารัสเซียถูกยกเป็นโล่เหล็ก!! ระบบป้องกันรัสเซียทำลายโดรนเกือบพัน ขีปนาวุธและระเบิดหลายลูกถูกสกัดไว้ สหรัฐฯป้องกันฐานทัพในอ่าวเปอร์เซียพลาด นักประวัติศาสตร์เตือนยุทธวิธีหวังผลทางการเมือง

ระบบป้องกันน่านฟ้าของรัสเซียปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม ยูรี คนูตอฟ นักประวัติศาสตร์ด้านการป้องกันภัยทางอากาศ กล่าวกับ Sputnik

เขาระบุว่า กองกำลังรัสเซียสามารถทำลายโดรนได้ราว 992 ลำ ขีปนาวุธร่อนพิสัยไกล 4 ลูก และระเบิดอีก 10 ลูก ในการโจมตีระลอกล่าสุดของยูเครน

เมื่อเปรียบเทียบกัน ระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ กลับพิสูจน์ให้เห็นว่าไร้ประสิทธิภาพอย่างยิ่ง หลังไม่สามารถป้องกันอิหร่านจากการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ได้ราว 15 แห่ง และทำให้ฐานทัพสหรัฐฯ 5 แห่งในอ่าวเปอร์เซียใช้งานไม่ได้

คนูตอฟมองว่า ยูเครนพยายามสร้างความหวาดกลัวต่อประชาชนพลเรือนของรัสเซีย ด้วยความหวังว่าจะบีบให้รัสเซียยอมจำนน

เขาอธิบายว่า “นี่คือยุทธวิธีคลาสสิกของผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ คือจับประชาชนพลเรือนเป็นตัวประกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเมืองของตนเอง”

ที่มา : Sputnik

ไทยต้องปรับเกมใหญ่!! หลัง 14 ต.ค. 16 เกิดกระแสเรียกร้อง ถอนฐานทัพสหรัฐฯ ให้ออกไปภายในปี 19 สัมพันธ์จีน-ไทยขยายหลัง 75 จีนสู้รบเวียดนามปี 79 ไทยได้ประโยชน์

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.7)

ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา พ.ศ.2516 กระแสการขับไล่ฐานทัพสหรัฐฯ ให้ออกไปจากประเทศไทยก่อตัวขึ้น โดยขบวนการนักศึกษา ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) พรรคการเมืองฝ่ายซ้าย และประชาชน ได้เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับ Sovereignty (อธิปไตย) ของไทย ด้วยมองว่า การมีฐานทัพต่างชาติทำให้ไทยเสี่ยงตกเป็นเป้าโจมตี อีกทั้งเห็นว่าสหรัฐฯ สนับสนุนรัฐบาลเผด็จการทหารไทยในอดีต กอปรกับ เหตุการณ์เรือมายาเกซ (Mayaguez Incident)* ซึ่งถือเป็น "ฟางเส้นสุดท้าย" เมื่อสหรัฐฯ ละเมิดอธิปไตยของไทย โดยการใช้ฐานทัพอู่ตะเภาเป็นจุดส่งกำลังบุกชิงเรือสินค้าอเมริกันคืนจากเขมรแดง โดยที่รัฐบาลไทยในขณะนั้น (นำโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช) ได้คัดค้านและปฏิเสธแล้ว สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้แก่สาธารณชนและรัฐบาลไทย
*ย้อนรอย 48 ปี วิกฤตการณ์ Mayaguez อันเป็นปัจฉิมบทของฐานทัพของสหรัฐฯ ในไทย และปฐมบทแห่งความสัมพันธ์ไทย-จีน https://thestatestimes.com/post/2023051918

กระบวนการผลักดันและการถอนกำลังการเรียกร้องของประชาชน โดยขบวนการนักศึกษาและประชาชนจัดชุมนุมประท้วงใหญ่อย่างต่อเนื่อง เรียกร้องให้ถอนทหารอเมริกันออกไปภายในกำหนดเวลา และรัฐบาลไทยกำหนดเส้นตายให้สหรัฐฯ ถอนกำลังพลและฐานทัพทั้งหมดออกจากประเทศไทย สหรัฐฯ ยินยอมปฏิบัติตามคำขอ และได้ทำการถอนทหาร อุปกรณ์สงคราม และเครื่องบินรบทั้งหมดออกจากประเทศไทยจนเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976)

"ภัยคุกคามทางทหารจากเวียดนาม" ปลายปี 1978 กองทัพเวียดนามเปิดการรุกเข้าสู่เขมร และในเดือนมกราคม 1979 สามารถโค่นรัฐบาลเขมรแดงได้ ผลที่เกิดกับไทยคือ ไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่กองทัพเวียดนามซึ่งมีประสบการณ์จากสงครามอินโดจีนจำนวนมาก อยู่ห่างจากชายแดนไทยเพียงไม่มาก เมื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้รับทราบจากผู้บัญชาการระดับสูงของกองทัพไทย สรุปได้ว่า: "หากเวียดนามยกกำลังบุกไทยเต็มอัตราศึก กองทัพไทยจะสามารถยับยั้งและต้านทานไว้ได้ประมาณ 4-7 วัน"

หลังจีนกับไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 1975 ความสัมพันธ์ค่อย ๆ เปลี่ยนจากความหวาดระแวงในยุคสงครามเย็น ไปสู่ความร่วมมือด้านความมั่นคงมากขึ้น เมื่อเวียดนามเข้ายึดเขมร จีนมองว่า การรักษาแรงกดดันต่อเวียดนามเป็นผลประโยชน์ร่วมกับไทย จีนจึงสนับสนุนกลุ่มต่อต้านเวียดนามในเขมร ขณะที่ไทยเปิดพื้นที่ชายแดนสำหรับการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการดำเนินงานของฝ่ายต่อต้านบางส่วน ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ไทยกับจีนเป็นพันธมิตรทางทหารอย่างเป็นทางการ แต่ผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของทั้งสองประเทศในช่วงนั้นมีความสอดคล้องต้องกันเป็นอันมาก

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 1979 จีนส่งกองทัพขนาดใหญ่ข้ามพรมแดนเข้าเวียดนามเหนือ สงครามจีนสั่งสอนเวียดนาม ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนทางยุทธศาสตร์การเมืองและการทูตที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของไทยยุคสงครามเย็น แม้ไทยจะไม่ได้ส่งกำลังทหารเข้าร่วมการสู้รบโดยตรง แต่ไทยเป็น "ปัจจัยศูนย์กลาง" ที่ทำให้เกิดสงครามครั้งนี้ และเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ทางความมั่นคงอย่างมหาศาล
1.บริบทก่อนสงคราม: วิกฤตการณ์ภัยคุกคามไทย (ค.ศ. 1978–1979) ช่วงปลายปี 1978 กองทัพเวียดนามบุกยึดเขมรและโค่นล้มรัฐบาลเขมรแดงได้สำเร็จ ทำให้ประชิดชายแดนไทยที่จังหวัดสระแก้วและปราจีนบุรี
· ทฤษฎีโดมิโน: ไทยเสี่ยงตกเป็นเป้าหมายต่อไปตามแนวคิด "สหพันธรัฐอินโดจีน" ของเวียดนาม
· ภัยสองด้าน: ขณะนั้นไทยกำลังเผชิญการสู้รบภายในกับ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) และต้องรับศึกนอกติดชายแดน
2. การเดินทางลับของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ไปปักกิ่ง ก่อนที่จีนจะบุกเวียดนาม นายกรัฐมนตรีของไทยในขณะนั้น พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ได้ดำเนินทางการทูตอย่างชาญฉลาดและเด็ดขาด:
· เจรจาพันธมิตรใหม่: พล.อ.เกรียงศักดิ์ เดินทางเยือนจีนเพื่อเข้าพบ เติ้ง เสี่ยวผิง ผู้นำจีน
· ข้อตกลงยุทธศาสตร์:
-จีนสัญญาว่าจะช่วยถ่วงดึงกำลังเวียดนามไว้ไม่ให้บุกเข้าไทย
-ไทยยินยอมเปิดทางให้จีนส่งเสบียงและอาวุธผ่านดินแดนไทยไปสนับสนุนกองกำลังเขมรแดงที่ถอยร่นมาอยู่ตามชายแดนไทย-เขมร เพื่อสู้รบแบบกองเวียดนามในเขมร

3. ผลกระทบสำคัญต่อประเทศไทย
1) การรอดพ้นจากการถูกเวียดนามบุกยึด การที่จีนเปิดสงครามบุกทางเหนือของเวียดนามในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1979 ทำให้เวียดนามต้องตรึงกำลังทหารส่วนใหญ่ไว้ทางพรมแดนจีน และไม่สามารถทุ่มกำลังทั้งหมดมาบุกไทยทางชายแดนเขมรได้ตามที่หลายฝ่ายหวั่นเกรง

2) จุดจบของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) "ผลพลอยได้ทางยุทธศาสตร์" ที่สำคัญที่สุดของไทย:
- เพื่อแลกกับการที่ไทยให้ความช่วยเหลือจีนในการส่งเสบียงให้เขมรแดง ไทยได้ขอให้จีน ยุติการสนับสนุน พคท
- จีนยอมสั่งปิดสถานีวิทยุ เสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) ที่เคยส่งสัญญาณออกจากมณฑลยูนนาน และตัดการส่งอาวุธ/งบประมาณให้ พคท. เมื่อขาดการสนับสนุนจากจีน ประกอบกับนโยบาย 66/23 ของไทยในเวลาต่อมา พคท. จึงล่มสลายลงอย่างรวดเร็ว ปัญหาคอมมิวนิสต์ในไทยจึงยุติลง

3) วิกฤตผู้ลี้ภัยและการตั้ง "พันธมิตร 3 ฝ่าย"
- เกิดคลื่น ผู้ลี้ภัยชาวเขมร นับแสนคนทะลักเข้าสู่ชายแดนไทย
- ไทยได้ร่วมมือกับจีนและชาติตะวันตก ผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่มของฝ่ายต่อต้านเวียดนาม (เขมรสามฝ่าย) เพื่อรักษาเก้าอี้ของเขมรในสหประชาชาติ เพื่อไม่ให้รัฐบาลหุ่นเชิดที่เวียดนามตั้งขึ้นได้รับการยอมรับ

หลังจากกองทัพจีนบุกเวียดนามเหนือในเดือนกุมภาพันธ์ 1979 ด้วยกำลังพลจำนวนมาก มีการสู้รบกันอย่างหนักในพื้นที่ชายแดน เช่น เมืองลางเซิน (Lạng Sơn) และเมืองอื่นๆ ใกล้ชายแดน หลังจากเริ่มปฏิบัติการผ่านไปประมาณ 1 เดือน จีนได้ถอนทัพกลับ โดยประกาศว่าได้ "สั่งสอน" เวียดนามสำเร็จแล้ว โดยทั้งสองฝ่ายอ้างว่าตนเองเป็นฝ่ายชนะ แม้ว่า จีนสามารถบีบให้เวียดนามต้องถอนกำลังบางส่วนจากเขมรกลับไปป้องกันชายแดนจีน และสามารถลดแรงกดดันที่มีต่อกองกำลังต่อต้านเวียดนามตามชายแดนไทย-เขมร ซึ่งทั้งจีนและไทยต่างให้การสนับสนุนอยู่ แต่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่มองว่าเป็นความสูญเสียหนักทั้งคู่ และจีนไม่สามารถบรรลุเป้าหมายหลักคือการบีบให้เวียดนามถอนกำลังทั้งหมดจากเขมรได้ มีการปะทะชายแดนย่อยๆ ต่อเนื่องไปอีกหลายปีหลังจากนั้น (จนถึงปลายทศวรรษ 1980) ความสัมพันธ์จีน-เวียดนามเป็นปฏิปักษ์กันยาวนาน กว่าจะฟื้นฟูความสัมพันธ์ปกติก็ล่วงเข้าปี 1991 แล้ว

ถึงแม้เป้าหมายหลักของจีนคือการปกป้องชายแดนตัวเองและคานอำนาจเวียดนาม แต่การกระทำดังกล่าวก็ส่งผลให้ไทยได้รับประโยชน์อย่างมาก แม้ไทยจะไม่ได้เข้าร่วมรบกับเวียดนามโดยตรง แต่สงครามครั้งนี้ได้เปลี่ยนสมการภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค ทำให้ไทยกลายเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของจีน และช่วยปกป้องประเทศไทยจากภัยคุกคามของเวียดนามในยุคนั้น ด้วยความสูญเสียหน่วยทหารชั้นดีและมีประสบการณ์มากมายของเวียดนาม ขีดความความสามารถในการรบของกองทัพเวียดนามจึงลดลงเป็นอันมาก และทำให้ภัยคุกคามของเวียดนามต่อไทยลดลงตามไปด้วยเช่นเดียวกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top