Thursday, 4 June 2026
ชายแดนไทย

‘สม รังสี’ เผย!! ‘ฮุน เซน’ โกรธไทย ไม่ใช่เพราะรักชาติ ชี้!! กลัวการปกครองล่มสลาย เพราะไทยปราบ ‘มาเฟียจีน’

(28 มิ.ย. 68) ‘สม รังสี’ อดีตผู้นำฝ่ายค้านของปร้ะทศกัมพูชา ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า ...

ฮุน เซน โกรธ ประเทศไทย ที่ทําให้ ตั๋ว ต๋องสับสน ไม่ใช่เพราะรักชาติ แต่เพราะกลัวการปกครองล่มสลาย ซึ่งอาศัยเงินนับพันล้านดอลลาร์จากกลุ่มอาชญากรรมระหว่างประเทศ นําโดยโจรมาเฟียจีนที่ดําเนินการตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย

ทางการไทยตัดสินใจที่จะปราบโจรมาเฟียที่ป้อนระบอบฮุนเซน นี่คือเรื่องราวที่ทําให้ฮุนเซนเป็นห่วงและโกรธจนสับสนกับไทย

คนทรยศฮุนเซนไม่เคยคิดถึงชาติ เขาทําได้ทุกอย่างถ้าเขายังมีพลัง เขาตัดดินแดนเขมรตะวันออกของเราไปยังต่างประเทศ ซึ่งทําให้เขาเป็นผู้นํา ถ้าคุณรักชาติของคุณจริง คุณต้องรักทั้งตะวันตกและตะวันออก อย่าลืมตาข้างเดียว มองไปทางตะวันตกเท่านั้น ต้องเปิดตาข้างหนึ่ง มองไปทิศตะวันออก

ส่งยานเกราะล้อยาง - ช่างซ่อม ประจำชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมช่วยซ่อมรถฮัมวี่ - รถสายพานลำเลียงพล M113 ฟรี

‘มาดามรถถัง’ ส่งยานเกราะล้อยาง - ช่างซ่อม เข้าประจำชายแดนไทย-กัมพูชา เตรียมพร้อมช่วยซ่อมยานยนต์ทหารฟรี ประกาศช่วยชาติจิตอาสา ไม่มีค่าใช้จ่าย ขอคนไทยสามัคคียามศึก

(18 ส.ค. 68) ที่กองบัญชาการกองทัพไทย นางนพรัตน์ กุลหิรัญ หรือมาดามรถถัง เจ้าของ บริษัท ชัยเสรีเม็ททอลแอนด์รับเบอร์ จำกัด พร้อมลูกชาย กล่าวถึงเหตุการณ์สู้รบ ชายแดนไทย-กัมพูชา  ว่า ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วพี่น้องคนไทยก็ต้องร่วมมือกัน สามัคคีกัน ช่วยอะไรได้ก็ต้องช่วย เพื่อการป้องกันประเทศ

บริษัท ชัยเสรีฯ เป็นบริษัทสัญชาติไทย ในฐานะคนไทย มีหน้าที่ รักษาเอกราช และความมั่นคงของชาติ ขีดความสามารถของชัยเสรี คือการคิดค้นยุทโธปกรณ์ เพื่อการป้องกันประเทศ ที่ได้ดำเนินการไปแล้วคือการออกแบบ ข้อต่อสายพาน ซ่อมรถให้กับกองทัพ และออกแบบรถ เฟิสต์วิน 4x4 และรถสะเทินน้ำสะเทินบก 8x8 ให้กับกองทัพ 

ซึ่งขณะนี้ก็ปฏิบัติงานอยู่ที่ชายแดน เราก็ทำรถเกราะกันกระสุนกันระเบิด ไปช่วยชายแดน และในฐานะที่เราเป็นโรงงานซ่อมสร้างยานยนต์ทหาร เราได้ส่งคณะช่าง อะไหล่ ไปอยู่ประจำที่ชายแดน เพื่อรอซ่อมรถต่างๆ ให้กองทัพ ในภารกิจปกป้องประเทศ  เช่น รถฮัมวี่ และ M113 

พร้อมกันนี้ ยังได้รวบรวมจิตอาสา ในการคิดค้นโดรน เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานที่ชายแดน ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมด ไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นสิ่งที่ภาคเอกชน ร่วมมือกัน

‘กองทัพภาค 2’ ยืนยัน!! ทหารกัมพูชา ละเมิด!! แนวลวดหนามชายแดน ‘ตัดลวดหนาม - ขโมยอุปกรณ์ตรวจการณ์’ พฤติกรรมไม่ต่างจากโจรป่า

(11 ต.ค. 68) กองทัพภาค2 ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณี การละเมิดแนวลวดหนามชายแดน บริเวณปราสาทตาควาย

กองทัพภาคที่ 2 ขอเรียนว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าได้มีการละเมิดแนวลวดหนามชายแดนในพื้นที่บริเวณทิศตะวันออก ของปราสาทตาควาย โดยหลังได้รับการแจ้งเตือนจากระบบเฝ้าตรวจ หน่วยได้จัดกำลังเข้าตรวจสอบทันที 

และยืนยันว่า มีการลักลอบตัดลวดหนามในบางจุด ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสองประเทศ ทั้งนี้กองทัพภาคที่ 2ได้รายงานไปยังกองทัพบก เพื่อทราบและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว

สำหรับกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ว่า "ทหารกัมพูชาตัดลวดหนามยาวกว่า 3 กิโลเมตร" 

กองทัพภาคที่ 2 ขอชี้แจงว่าเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน ข้อเท็จจริง คือ พื้นที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากตัวปราสาทประมาณ 3 กิโลเมตร ไม่ได้หมายความว่ามีการตัดลวดหนามยาวตลอดแนว ความเสียหายเกิดขึ้นเพียงบางจุดในพื้นที่ดังกล่าว และได้ดำเนินการซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว

สำหรับจุดเกิดเหตุ อยู่บริเวณพื้นที่ช่องเหว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่มีความขัดแย้ง ฝ่ายเรา จึงใช้การวางเครื่องมือเฝ้าตรวจเอาไว้ เพื่อแจ้งเตือนการเข้ามาของฝ่ายกัมพูชา 

การกระทำดังกล่าวของทหารกัมพูชาเป็นการละเมิดข้อตกลงโดยการเข้ามาขโมยเครื่องมือเฝ้าตรวจของฝ่ายเราทำให้ฝ่ายเราต้องจัดกำลังเพิ่มเติมเข้าไปเพื่อคุ้มครองอุปกรณ์เครื่องมือและพื้นที่ดังกล่าว

จากเหตุการณ์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่า สถานการณ์ในพื้นที่สามารถดีขึ้นได้หากไม่มีการยั่วในการปฏิบัติใดๆ ของฝ่ายกัมพูชา เพราะการกระทำแบบนี้ไม่ต่างอะไรจากโจรป่า ที่เข้ามาขโมยสิ่งของที่อยู่ในบริเวณบ้านของผู้อื่น 

ถือเป็นการกระทำที่ไม่อาจยอมรับได้ ซึ่งฝ่ายเราจะทำการประท้วงผ่านระบบกลไกการตรวจสอบของคณะ IOT ต่อไป

กองทัพภาคที่ 2 ได้สั่งการให้เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวน และเฝ้าตรวจพื้นที่เสี่ยงทุกจุด พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยปฏิบัติตามกฎการปะทะ (Rules of Engagement) อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการละเมิดซ้ำ รวมทั้งให้เตรียมแผนเผชิญเหตุรองรับทุกพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว

กองทัพภาคที่ 2 ขอยืนยันว่า จะดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ตลอดแนวชายแดน ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า กองทัพภาคที่ 2 ยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ เข้มแข็ง และมุ่งมั่น ในการปกป้องอธิปไตยของชาติตลอดไป

จับตาชายแดนไทย-กัมพูชา หลังเลือกตั้งจบแต่ความเจ็บปวดยังไม่จาง เมื่อนักการเมืองได้แต้ม แต่คนชายแดนได้ 'ระเบิด' และ 'บ้านแตก'

ปลุกชาตินิยมเอาคะแนน แต่ชายแดนเอาชีวิต: ไทย-กัมพูชาอย่าให้การเมืองลากประเทศไปติดกับดัก

ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ใช่ดราม่าในโซเชียลอีกต่อไป เพราะหลังการปะทะหนักในเดือนธันวาคม 2568 แม้จะมีการหยุดยิง แต่ยังมีคนจำนวนมากต้องอยู่ในศูนย์พักพิง บ้านและที่ดินจำนวนมากเข้าไม่ถึง และยังมีความเสี่ยงจากทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้าง

ความจริงในพื้นที่ที่ถูกกลบด้วยวาทกรรม
• มีผู้พลัดถิ่นฝั่งกัมพูชาหลายพันคนยังไม่สามารถกลับบ้านได้ เพราะพื้นที่ถูกกั้น/เข้าไม่ถึง
• เหตุปะทะทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และทิ้งปัญหาระเบิดตกค้างที่กระทบโรงเรียน วัด โรงพยาบาล และเส้นทางทำมาหากิน
• ความเสียหายยังลามถึงพื้นที่มรดกโลก เช่นบริเวณปราสาทพระวิหารที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะ

เมื่อ "ชาตินิยม" กลายเป็นเครื่องมือหาเสียง
• กระแสชาตินิยมสามารถดึงคะแนนได้เร็วกว่าเรื่องปากท้อง และทำให้การเมืองหลบคำถามยาก ๆ เรื่องเศรษฐกิจได้ง่ายขึ้น
• เมื่อการเมืองแข่งกัน "แข็ง" ประชาชนในพื้นที่กลับเป็นคนที่จ่ายราคา ทั้งความปลอดภัย รายได้ และอนาคตของลูกหลาน
• งานวิเคราะห์ชี้ว่าชาตินิยมของทั้งสองฝ่ายถูกจัดวางต่างกัน แต่ต่างก็ถูกใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมืองในแบบของตน

ข้อพิพาทเก่า แต่บทเรียนใหม่: ยิ่งซับซ้อน ยิ่งต้องใช้สติ
• กรณีปราสาทพระวิหารเคยไปถึงศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) มีคำพิพากษาสำคัญในอดีต และมีคำวินิจฉัยเรื่องการตีความเพิ่มเติมในเวลาต่อมา
• ข้อพิพาทแนวชายแดนจึงไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินด้วยอารมณ์แบบ "บุก/ไม่บุก" แต่ต้องวางบนข้อเท็จจริง กฎหมายระหว่างประเทศ และความปลอดภัยของประชาชน

ทางออกที่ "รักชาติจริง" ต้องกล้าทำ
• ลดความร้อนแรงของวาทกรรม: เลิกขายคะแนนด้วยการปลุกอารมณ์จนความเสี่ยงบานปลาย
• ย้ำหลักความปลอดภัยประชาชน: เร่งกวาดล้างทุ่นระเบิด/วัตถุระเบิดตกค้าง เปิดทางให้คนกลับบ้านและกลับไปทำมาหากิน
• ใช้การทูตและกลไกเจรจาในพื้นที่: ทำมาตรการร่วม ลดโอกาสปะทะซ้ำ และสร้างกติกาในพื้นที่ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top