Thursday, 4 June 2026
จเรตำรวจแห่งชาติ

จเรตำรวจแห่งชาติเตือนเข้มอย่าเป็นคนไทยขายชาติ โทษหนักจำคุก 41 ปี บัญชีม้า ล่าสุดสั่งตะครุบตัว 6 คนไทยถูกส่งตัวกลับ ตรวจสอบเกี่ยวข้องแก๊งคอลเซ็นเตอร์

(14 ก.ค. 68) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.) เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบบุคคลที่ทางการกัมพูชาส่งกลับประเทศไทยผ่านทางท่าอากาศยาน เป็นคนไทยจำนวน 6 คน อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ได้แก่ นายภูวนัย , นางสาวสุวิมล ส่งตัวมายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ส่วน นางสาวปรียา , นางสาววัลลภา , นายจักรกฤษณ์ และ นายพรชัย ส่งตัวมายังท่าอากาศยานดอนเมือง ได้มอบหมายให้สถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ , สถานีตำรวจนครบาลลุมพินี , สถานีตำรวจนครบาลดอนเมือง , สถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก , กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 , กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 , กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ควบคุมตัวทั้ง 6 คน สอบสวนปากคำ และตรวจสอบข้อเท็จจริง หากมีการกระทำความผิดจะเข้าสู่การดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย และขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ เตือนเข้มอย่าเป็นคนไทยขายชาติที่ไปร่วมขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพราะการดำเนินคดีคนไทยที่ไปเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์มีความเด็ดขาดและได้รับโทษสูง เช่น กรณีแก๊งธุระจัดหาฯ และบัญชีม้า คนไทย 6 ราย ศาลพิพากษาจำคุกสูงสุดถึง 119 ปี 234 เดือน ข้อหา “อั้งยี่ ซ่องโจร ฉัอโกง , ความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราบปรามการมีส่วนร่วมใบองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ , ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ , ความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการพ่อกเงิน และความผิดต่อพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยรายที่ 1 (บัญชีม้า) จำคุก 41 ปี 258 เดือน , รายที่ 2 (บัญชีม้า) จำคุก 41 ปี 243 เดือน , รายที่ 3 (บัญชีม้า) จำคุก 41 ปี 252 เดือน , รายที่ 4 (บัญชีม้า) จำคุก 41 ปี 249 เดือน , รายที่ 5 และ 6 (ธุระจัดหาฯ) จำคุกคนละ 119 ปี 234 เดือน (คงจำคุกคนละ 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา91(3)) พร้อมยึดทรัพย์สินรถยนต์ 4 คัน และของกลางอื่นๆ คืนทรัพย์ให้แก่ผู้เสียหาย 39 ราย รวมมูลค่าเกือบ 6 ล้านบาท

จเรตำรวจแห่งชาติประชุมผู้แทน 10 ประเทศ และ UNODC จับมือร่วมปฏิบัติการในวอร์รูม ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ

วันนี้ (29 กรกฎาคม 2568) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (จตช./ผบ.ศกค.) /International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) ประชุมหารือเตรียมความพร้อมในการดำเนินการร่วมกันในวอร์รูม IAC โดยมี พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว/รอง ผบ.เหตุการณ์ (2) ร่วมกับผู้แทนทูตนานาประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม ได้แก่ ผู้แทนทูตจากประเทศ บังกลาเทศ ญี่ปุ่น ลาว เมียนมา แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เวียดนาม สิงคโปร์ และ UNODC ณ ห้องประชุมวอร์รูม ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์นานาชาติ

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า จากการที่รัฐบาลสั่งการให้เดินหน้าปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้เห็นผลภายใน 3 เดือน โดยให้ร่วมมือกับนานาชาติในการปฏิบัติการ จึงเป็นที่มาของการตั้งวอร์รูมศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (IAC) ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีประเทศต่างๆ รวม 10 ประเทศ รวมทั้ง UNODC ในการทำงานร่วมกัน เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่สร้างปัญหาให้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งการทำงานร่วมกันของนานาประเทศในวอร์รูม IAC นี้ จะเป็นประโยชน์อย่างสูงในการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างรวดเร็วในกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการปฏิบัติการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศต่างๆ โดยวอร์รูมนี้จะเป็นการยกระดับปฏิบัติการในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในทุกมิติ 

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ผ่านมา พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (รอง ผบช.สอท.)/รอง ผบ.เหตุการณ์ (1) ประชุมเตรียมความพร้อมผู้ประสานงานวอร์รูม IAC โดยมีผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมปฏิบัติการในวอร์รูมร่วมประชุม อาทิ ผู้แทน บช.สอท. , กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง , สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง , ตำรวจภูธรภาค 2 , ผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ , กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม , ธนาคารแห่งประเทศไทย , สำนักงาน กสทช. , สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ , สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ , สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลบุคคล และ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

โดยการปฏิบัติการของวอร์รูม IAC จะเป็นการยกระดับการปฏิบัติการให้เข้มข้นและเป็นเอกภาพมากขึ้น ในการเร่งรัดข้อมูลเพื่อวิเคราะห์เส้นทางการเงินและอายัดบัญชีธนาคาร/Wallet/Cryto Wallet ทันที , เร่งรัดข้อมูลเพื่อวิเคราะห์จุด IP หาพิกัดที่ใช้ในการกระทำความผิด ขอข้อมูลการจดทะเบียนทั้งผู้ให้บริการและผู้ขอรับบริการ รวมทั้งระงับการใช้หมายเลขโทรศัพท์ หรือจุดที่จ่ายสัญญาณอินเทอร์เน็ต , วิเคราะห์แผนประทุษกรรม วิเคราะห์ความเชื่อมโยงขบวนการ และนำเสนอแนวทางการป้องกันปราบปราม นอกจากนี้ ยังจะสามารถปิดเพจ ปิดแพลตฟอร์มทันทีเมื่อรับแจ้งคดี และป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล ซึ่งจะทำให้การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์มีประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผลภายในระยะเวลาที่กำหนดได้

จเรตำรวจแห่งชาติประชุมวอร์รูม IAC เปิดปฏิบัติการ “ปิดประตูทุบหม้อข้าว” ตั้งเป้า 3 เดือน ล้างบางคอลเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะฐานใหญ่ของโลก

(4 ส.ค. 68) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) /International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) เป็นประธานการประชุมเปิดปฏิบัติการศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ โดยมี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.)/ที่ปรึกษา ศกค. , นายสุริยน ประภาสะวัต อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 1 สำนักงานอัยการสูงสุด/ที่ปรึกษา ศกค. , พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รอง ผบช.สอท./รอง ผบ.เหตุการณ์ (1)  , พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว/รอง ผบ.เหตุการณ์ (2) , พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 2 , ผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมปฏิบัติการในวอร์รูม IAC ร่วมประชุม อาทิ ผู้แทน บช.สอท. , กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง , สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง , ตำรวจภูธรภาค 2 , ผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ , กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม , ธนาคารแห่งประเทศไทย , สำนักงาน กสทช. , สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ , สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ , สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลบุคคล , สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และสถาบันการเงินต่างๆ 

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า “วอร์รูม ศกค.” หรือ IAC นี้ มีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศ และนานาประเทศ รวมทั้ง UNODC , FBI , Interpol ร่วมปฏิบัติการ ซึ่งจะทำให้ปัญหาคอลเซ็นเตอร์ที่เกิดขึ้นได้รับการแก้ไขทันทีได้ในทุกๆ วัน ขับเคลื่อนไปพร้อมกันทั้งระบบ ทุกมิติ ทั้งการปราบปราม การระงับบัญชี การติดตามเส้นเงิน ฯลฯ 

ปัจจุบันพบว่า ประเทศกัมพูชาเป็นฐานปฏิบัติการสำคัญของเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ระดับโลก ซึ่งมีพฤติการณ์หลอกลวงประชาชนในหลายประเทศอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการปราบปรามให้หมดสิ้นโดยเร็ว ทั้งนี้ เพื่อให้การกวาดล้างฐานปฏิบัติการขนาดใหญ่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ “วอร์รูม IAC” ได้กำหนดมาตรการเชิงรุกภายใต้แนวคิด “ปิดประตูทุบหม้อข้าว” พร้อมจัดวางกลไกการทำงานอย่างเป็นระบบ มุ่งปฏิบัติการอย่างเข้มข้น โดยตั้งเป้าให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมภายในระยะเวลา 3 เดือน

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า  ขณะนี้ยังพบว่ามีคนไทยลักลอบข้ามแดนไปทำงานให้กับขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศกัมพูชา ซึ่งถือเป็นการกระทำที่เข้าข่าย “ขายชาติ” โดยตำรวจจะเร่งติดตามจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดทุกรายอย่างเด็ดขาด เนื่องจากขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ดังกล่าวใช้วิธีการหลอกลวงประชาชนไทย เพื่อนำเงินไปสนับสนุนการจัดหาอาวุธ และก่อความไม่สงบที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ ด้วยเหตุนี้ การปราบปรามจึงต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อเป็นการตัดเส้นเลือดหล่อเลี้ยงเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา และยุติวงจรการหลอกลวงที่สร้างความเสียหายแก่ประชาชนไทยและทั่วโลก
 

จเรตำรวจแห่งชาติยกระดับความสัมพันธ์ตำรวจไทย-เวียดนาม พร้อมร่วมเสริมทัพวอร์รูม IAC ปราบคอลเซ็นเตอร์

 

พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปร่วมพิธีวันสถาปนาครบรอบ 80 ปี กระทรวงความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม หารือความร่วมมือด้านการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ระหว่างไทย–เวียดนาม และพบปะหารือเชื่อมความสัมพันธ์ตำรวจฮานอย เมื่อวันที่ 15-17 สิงหาคม 2568 ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ตามคำเชิญของกระทรวงความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมี พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี , พ.ต.อ.สัญญา เนียมประดิษฐ์ รองผู้บังคับการกองการต่างประเทศ และคณะ ร่วมเดินทาง

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ และคณะ ได้เข้าร่วมพิธีสถาปนาครบรอบ 80 ปี กระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ณ  ศูนย์ประชุมแห่งชาติเวียดนาม (National Convention Center )โดยมีผู้แทนจาก 17 ประเทศเข้าร่วม และประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นหนึ่งในประเทศสำคัญ เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจไทยและตำรวจเวียดนาม, พบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเวียดนาม อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะ อธิบดีกรมป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ และเจ้าหน้าที่กองบัญชาการตำรวจนครฮานอย เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกัน โดย พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้ขอบคุณตำรวจเวียดนามที่ได้ร่วมดำเนินการจับกุมและประสานงานให้กับตำรวจไทยเป็นอย่างดี และทางด้านตำรวจเวียดนามขอบคุณฝ่ายไทยที่ได้ประสานงานและจับกุมคนที่ทางการเวียดนามต้องการตัว มีการทำงานร่วมกันเป็นอย่างดีตลอดมา

ทั้งนี้ ได้มีการหารือถึงความเคลื่อนไหวของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือ Scam Center ที่มีการเคลื่อนไหวย้ายฐานปฏิบัติการจากฝั่งตะวันตกของประเทศกัมพูชา เช่น ปอยเปต ออกไปทางฝั่งตะวันออกมากขึ้น เช่น สวายเรียง ซึ่งอยู่ใกล้ประเทศเวียดนาม อาศัยสาธารณูปโภคของเวียดนามไปใช้ในการหลอกลวงคนเวียดนาม ซึ่งไทยและเวียดนามได้ยกระดับความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูล เช่น พิกัดสถานที่ของแก๊ง การปราบปราม และการประสานในการติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่มีหมายจับระหว่างประเทศ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตั้งศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) หรือ “วอร์รูม IAC” มีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งในและนานาประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง โอกาสนี้จึงได้เชิญเจ้าหน้าที่จากเวียดนามมาปฏิบัติงานในวอร์รูมดังกล่าว ซึ่งอธิบดีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของเวียดนามแสดงความยินดีและพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ประเทศเวียดนามให้ความสำคัญต่อการเชิญผู้แทนจากประเทศไทยเข้าร่วมในโอกาสสำคัญครั้งนี้ ซึ่งเป็นการเสริมสร้างและยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและเวียดนามในด้านความมั่นคงและการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติให้มีประสิทธิภาพและก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายต่างมีความพึงพอใจและประทับใจในความร่วมมือที่ผ่านมาในทุกระดับ และทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะปฏิบัติงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเข้มข้นต่อไป

จเรตำรวจแห่งชาติเร่งสืบสวนสอบสวนกรณีคนร้ายหลอกชายสูงวัยลงทุนเทรดหุ้น สูญเงินเกือบ 40 ล้านบาท สั่งกวาดล้างม้าบุคคล และม้านิติบุคคล รับโทษหนักทุกราย

เมื่อวานนี้ (12 ก.ย. 68) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้ติดตามคดีฉ้อโกงในการหลอกร่วมลงทุน พบผู้เสียหายเป็นชาย อายุ 85 ปี ถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกลวงลงทุนเทรดหุ้น เสียหายเกือบ 40 ล้านบาท โดยวันนี้ พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล, พ.ต.อ.สนอง แสงมณี ผู้กำกับการ สน.บางซื่อ, และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมคลี่คลายคดี ณ สน.บางซื่อ

สืบเนื่องจากผู้เสียหายมีการลงทุนเกี่ยวกับหุ้นมาก่อนเป็นปกติ รวมถึงมีหุ้นในการถือครองอยู่หลายรายการ ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 ได้พบเฟซบุ๊กใช้ชื่อว่า “ฮง สถาพร” อ้างว่าตนเองเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มการลงทุนในตลาดหุ้น และนำมาเสนอให้กับบุคคลทั่วไปที่สนใจในการเข้าร่วมลงทุนดังกล่าว ผู้เสียหายเกิดความสนใจจึงได้ทักเข้าไปพูดคุยขอคำปรึกษาอยู่หลายครั้ง จากนั้นบุคคลดังกล่าวได้เชิญเข้ากลุ่มไลน์ซึ่งมีสมาชิกจำนวนประมาณ 100 คน แนะนำให้โหลดแอปพลิเคชัน “ASP Next” แล้วเปิดบัญชีเพื่อใช้ในการเทรดหุ้น จากนั้นกลุ่มดังกล่าวได้ให้โอนเงินเข้าบัญชีที่สมัครไว้

ต่อมามิจฉาชีพชักชวนให้ลงทุน Big Lot คือเป็นการลงทุนเทรดหุ้นในจำนวนเงินสูง อ้างผลตอบแทนสูง โดยจะมีบุคคลส่งข้อมูลให้ทำการซื้อในช่วงเวลานั้นๆ มาให้ เพื่อสมาชิกในกลุ่มได้ร่วมทำการสั่งซื้อขายรายการนั้นพร้อมกัน ส่วนการโอนเงินนั้นจะเป็นการโอนเงินเข้าไปยังบัญชีที่มีการส่งมาให้ในแต่ละครั้ง ซึ่งบัญชีปลายทางเป็นบัญชีนิติบุคคล ทำให้ดูน่าเชื่อถือ จึงได้โอนเงินไปยังบัญชีทั้งหมด 46 รายการ ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2568 รวมเป็นจำนวนเงิน 38,465,000 บาท

โดยการโอนเงินครั้งสุดท้าย ธนาคารเจ้าของบัญชีของผู้เสียหายได้โทรศัพท์มาหาผู้เสียหาย เนื่องจากพบความผิดปกติของการโอนเงิน ซึ่งมีการโอนเงินจำนวนมาก จำนวนหลายครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน และตรวจสอบพบว่าบัญชีนิติบุคคลปลายทางเป็นบริษัทที่เพิ่งเปิดมาไม่นาน จึงขอให้ผู้เสียหายหยุดการโอนเงิน ทำให้ไม่สามารถโอนเงินครั้งนั้นได้สำเร็จ จากนั้นทางธนาคารจึงได้ประสานกองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล ให้ตรวจสอบ 

เมื่อตำรวจได้รับการประสานจากธนาคารเจ้าของบัญชีผู้เสียหายว่าพบความผิดปกติของการโอนเงิน และได้แจ้งเจ้าของบัญชีในเบื้องต้นแล้ว ตำรวจจึงได้ประสานสอบถามผู้เสียหายเพื่อให้แจ้งความดำเนินคดี โดยในครั้งแรกผู้เสียหายยังไม่เชื่อว่าถูกหลอก จึงได้ลองถอนเงินในบัญชีบนแอปพลิเคชัน ASP Next ที่มียอดเงินรวมทั้งสิ้นประมาณ 80 ล้านบาท แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ อ้างว่าโอนเงินเข้าบัญชีมาไม่ครบ และบอกให้โอนเงินมาเพิ่มอีก ผู้เสียหายจึงได้แจ้งความดำเนินคดีที่ สน.บางซื่อ ขณะนี้ชุดสืบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมกับชุดสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 2 และชุดสืบสวน สน.บางซื่อ กำลังตรวจสอบเส้นเงิน ล่าสุดพบบัญชีม้านิติบุคคล จำนวน 22 บัญชี ของ 20 บริษัท ซึ่งได้ทำการอายัดเรียบร้อยแล้ว และเบื้องต้นธนาคารอายัดเงินของผู้ต้องหาได้ทันจำนวน 1.9 ล้านบาท 

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลเร่งตรวจสอบกรณีดังกล่าว และติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีตามกฎหมาย เนื่องจากเป็นอีกคดีที่พบความเสียหายจำนวนมาก ประกอบกับคดีการหลอกลงทุนยังเป็นคดีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีผู้เสียหายจำนวนมาก และความเสียหายมูลค่ามหาศาล พร้อมขอเตือนพี่น้องประชาชนระมัดระวังในการลงทุนทุกประเภท โดยเฉพาะการเทรดหุ้น ควรตรวจสอบบริษัท โบรกเกอร์ ที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเท่านั้น 

พร้อมกันนี้ คาดโทษบัญชีม้า ไม่ว่าจะเป็นม้าบุคคล หรือม้านิติบุคคล จะต้องมีการสืบสวนนำตัวมาดำเนินคดีทุกราย ซึ่งปัจจุบันมีโทษหนักทั้งปรับและจำคุก ไม่มีละเว้น

'วอร์รูม IAC' บูรณาการปฏิบัติการเชิงรุกเห็นผลทุกวัน ล่าสุดพบความผิดปกติการโอนเงิน บัญชีปลายทางเป็นม้านิติบุคคล ระงับได้ทันควัน 2 ล้านบาท 

(19 ก.ย.68) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่วอร์รูม IAC ปฏิบัติการเชิงรุกในการป้องกันปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมทั้งการตรวจสอบเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อโอนเงินให้มิจฉาชีพ

ล่าสุดวอร์รูม IAC ตรวจสอบพบว่ามีการทำธุรกรรมโดยมีการโอนเงินจำนวน 2 ล้านบาท จากบัญชี น.ส.บุศราฯ ผู้เสียหาย ไปยังบัญชีปลายทาง ชื่อบัญชี บริษัท ซู หมิง เทรด จำกัด ซึ่งมีเคสไอดีว่าเป็นบัญชีม้านิติบุคคล เจ้าหน้าที่วอร์รูม IAC ซึ่งมีตำรวจไซเบอร์ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และเจ้าหน้าที่ธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ ปฏิบัติงานแบบบูรณาการอย่างต่อเนื่อง พบความผิดปกติจึงประสานระงับธุรกรรมการโอนเงินดังกล่าวไว้ได้ และประสานผู้เสียหายให้รับทราบ

จากการสอบถาม น.ส.บุศราฯ ผู้เสียหาย ทราบว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ได้รับโทรศัพท์จากมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น อ้างว่ามีการใช้ชื่อของผู้เสียหายไปเปิดบัญชีธนาคารแห่งหนึ่ง สาขาในจังหวัดขอนแก่น และมีการรับโอนเงินทุจริตจำนวน 8 ล้านบาท ขอให้ผู้เสียหายยืนยันความบริสุทธิ์โดยการเปิดเผยทรัพย์สินและโอนเงินมาตรวจสอบ ผู้เสียหายเกิดความกลัวและหลงเชื่อ จึงโอนเงินทั้งหมดในบัญชี รวมทั้งขายหุ้นเพื่อนำเงินโอนเข้าบัญชีที่มิจฉาชีพแจ้งไว้ จำนวน 18 บัญชี รวมเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 15 ล้านบาท ซึ่งบัญชีสุดท้ายที่ผู้เสียหายจะโอนไปเป็นชื่อบัญชีบริษัท ซู หมิง เทรด จำกัด ซึ่งวอร์รูม IAC พบความผิดปกติจึงระงับการทำธุรกรรมได้ทัน จำนวน 2 ล้านบาท

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้สั่งการให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบ ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดโดยเร็ว รวมทั้งกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายในวอร์รูม IAC ประสานการทำงานอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ เพื่อปฏิบัติการเชิงรุกในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในทุกมิติ รวมทั้งให้ความช่วยเหลือผู้เสียหาย และเร่งสร้างการรับรู้ในการป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อกลุ่มแก๊งอาชญากรรมเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด

ทั้งนี้ ผลการปฏิบัติการของ “วอร์รูม IAC” ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม - 17 กันยายน 2568 มีจำนวนเคสที่นำเข้าวอร์รูม 635 เคส มูลค่าความเสียหายรวม 390,399,162 บาท จากการดำเนินการของวอร์รูม สามารถอายัดได้ 296 เคส มูลค่าทรัพย์สินที่อายัดได้ 133,205,476 บาท นอกจากนี้ ยังพบเคสที่ถอนเงินสด 285 เคส มูลค่าเงินสดที่ถูกถอนรวม 149,636,756 บาท และยึดเงินสดได้ 6,169,700 บาท

จเรตำรวจแห่งชาติพร้อมรองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ผลักดันส่งตัวผู้ต้องหาสัญชาติเกาหลีรับโทษประเทศต้นทาง หลังตำรวจท่องเที่ยวทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

วันที่ 20-23 กันยายน 2568 พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และคณะ เดินทางไปราชการต่างประเทศ ณ สาธารณรัฐเกาหลี พร้อมกันนี้ได้ทำการผลักดันส่งตัวผู้ต้องหาสัญชาติเกาหลีใต้ จำนวน 2 ราย กลับไปรับโทษยังสาธารณรัฐเกาหลี 

ผู้ต้องหาชาวเกาหลีใต้จำนวน 2 รายดังกล่าว จากผู้ต้องหาทั้งหมด 19 รายที่ถูกตำรวจท่องเที่ยว สถานีตำรวจท่องเที่ยว 4 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 จับกุมและทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์เกาหลีใต้ในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 20 กันยายน ที่ผ่านมา โดยนายคิมดูซง กงสุลตำรวจสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย พร้อมด้วยฝ่ายภูมิภาค 2 กองการต่างประเทศ ร่วมผลักดันผู้ต้องหากลับไปยังสาธารณรัฐเกาหลี โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสาธารณรัฐเกาหลีที่เกี่ยวข้องมารับตัวไปดำเนินคดีต่อไป โดยผู้ต้องหาสัญชาติเกาหลีอีก 17 คนนั้น ได้ถูกผลักดันส่งตัวกลับไปดำเนินคดียังสาธารณรัฐเกาหลีไปก่อนหน้านี้แล้ว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 เวลา 02.00 น. ได้รับการประสานจาก คุณลี ยองกุน กงสุลตำรวจ สถานทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย เพื่อขอความช่วยเหลือชายสัญชาติเกาหลี อายุ 31 ปี หลังบิดาในประเทศเกาหลีใต้แจ้งว่า บุตรชายถูกบังคับให้ทำงานและถูกทำร้ายร่างกาย พร้อมเตรียมถูกเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ไม่ทราบแน่ชัด เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวรับคำสั่งให้ลงพื้นที่ตรวจสอบตามข้อมูลเบื้องต้น บริเวณซอยชุมชนชายทะเล ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จนสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายได้ที่บ้านหลังหนึ่งโดยปลอดภัย

ต่อมาวันที่ 6 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 น. จากการสั่งการขยายผลพบว่ามีกลุ่มชาวเกาหลีและจีนประมาณ 20 คน พักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ลักษณะทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงร่วมกับสถานทูตสาธารณรัฐเกาหลี เข้าตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว พบผู้ต้องสงสัยรวม 8 ราย เป็นชายสัญชาติเกาหลี 6 ราย หญิงสัญชาติเกาหลี 1 ราย และชายชาวจีน 1 ราย ซึ่งให้การรับสารภาพว่าทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงคนประเทศเกาหลีใต้ จากการตรวจสอบสถานที่ทำงานที่อาคารพาณิชย์ หมู่ 1 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พบว่าเป็นสำนักงานปิดทึบ ชั้น 1 และ 2 ถูกดัดแปลงเป็นห้องทำงาน พร้อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก ได้แก่ โน้ตบุ๊ก 14 เครื่อง, คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 4 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ 15 เครื่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวจึงควบคุมตัวผู้ต้องหา พร้อมรายงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี เพื่อดำเนินการเพิกถอนวีซ่า และนำของกลางส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรห้วยใหญ่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จเรตำรวจแห่งชาตินำนานาชาติหารือร่วม 'Warroom IAC' ปราบคอลเซ็นเตอร์ พร้อมนำคณะลงพื้นที่ชายแดนจันทบุรีดูสถานการณ์จริง

(25 ก.ย. 68) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (Warroom IAC) นำคณะผู้แทนนานาประเทศที่มาร่วมประชุมหารือด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์เกี่ยวเนื่องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการของหน่วยบังคับใช้กฎหมายจากต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่จากองค์กรระหว่างประเทศ ลงพื้นที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด ต.คลองใหญ่ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เพื่อรับฟังการสรุปสถานการณ์และการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่ จ.จันทบุรี โดยมี นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี, พล.ร.ต.ชรัมม์ภากร พรหมภากร ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด, พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว/รอง ผบ.ศกค., พล.ต.ต.ผดุงศักดิ์ รักษาสุข ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี, พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 4, พล.ต.ต.ทรงกลด เกริกกฤตยา ผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ และคณะ ร่วมประชุมสรุปสถานการณ์ 

จากนั้น พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้นำคณะลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา บริเวณช่องทางธรรมชาติใกล้เมืองไพลิน ประเทศกัมพูชา เพื่อตรวจสอบมาตรการป้องกันการลักลอบข้ามแดน และรับฟังรายงานจุดที่กลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้เป็นฐานปฏิบัติการ โดยพบว่ามีอาคารสูง รั้วรอบขอบชิดในฝั่งกัมพูชา ซึ่งมีชาวต่างชาติเข้าเช่าและใช้ประโยชน์เชื่อมโยงกับการกระทำผิด ทั้งนี้ฝ่ายไทยได้เข้มงวดในการตัดการลักลอบเชื่อมต่อสาธารณูปโภคจากฝั่งไทยไปยังพื้นที่ดังกล่าว ตามมาตรการ “ระเบิดสะพานโจร” หรือการตัดสาธารณูปโภคที่อาจเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มอาชญากรรม

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้มีแนวโน้มความพยายามลักลอบข้ามแดนในพื้นที่ จ.จันทบุรีเพิ่มขึ้น แต่ฝ่ายไทยได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังเข้มข้น และดำเนินการส่งข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถานที่ตั้งกลุ่มอาชญากรรมให้แก่ทางการกัมพูชาแล้ว โดยปลายเดือนกันยายนนี้ ทางการกัมพูชาจะนำ Action Plan มานำเสนอในการประชุมร่วมไทย–กัมพูชาครั้งต่อไป

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ยังย้ำว่า Warroom IAC เป็นความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงานในไทยและนานาชาติ โดยการประชุมครั้งนี้ถือเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการค้ามนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งยังมีเหยื่อจำนวนมากในหลายประเทศ ไทยในฐานะศูนย์กลางประสานงาน จะเดินหน้าสร้างเครือข่ายข้อมูลที่เข้มแข็ง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เพื่อมุ่งเป้าหมายสูงสุดในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้หมดสิ้น

จเรตำรวจแห่งชาติ ขยายความร่วมมือ Warroom IAC หารือผู้แทน International Narcotics and Law Enforcement Affairs (INL) กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ

(30 ก.ย. 68) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (Warroom IAC) เปิดการประชุมหารือกับคณะผู้แทนจากสำนักงาน International Narcotics and Law Enforcement Affairs (INL) กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อกระชับความร่วมมือในการต่อสู้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ในระดับสากล

การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของ ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (Warroom IAC) โดย พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้กล่าวถึงที่มา ความสำเร็จ และแนวทางการทำงานของ Warroom IAC ที่เน้นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากนานาชาติ เพื่อรับมือกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้น

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า นับตั้งแต่จัดตั้ง Warroom IAC เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 ได้วิเคราะห์พบว่า รูปแบบการฟอกเงินของแก๊งคอลเซ็นเตอร์มีการเปลี่ยนแปลง โดยจะถอนเงินสดทันทีหลังจากหลอกลวงเหยื่อได้ แต่ Warroom IAC ก็สามารถปฏิบัติการเชิงรุก อายัดทรัพย์สินที่ถูกหลอกลวงไว้ได้จำนวนมาก และในหลายกรณีสามารถจับกุมแก๊งบัญชีม้าที่ทำหน้าที่ถอนเงินได้ทันทีหลังการทำธุรกรรมเสร็จสิ้น นอกจากนี้ ยังสามารถป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อและโอนเงินให้กับมิจฉาชีพได้

ทั้งนี้ จุดมุ่งหมายสูงสุดคือการสร้างความร่วมมือที่ไร้รอยต่อกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วโลก เพื่อให้สามารถวิเคราะห์สถานการณ์อาชญากรรมในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้อย่างครอบคลุม รวมถึงสามารถสืบสวน จับกุม และอายัดทรัพย์สินที่ได้จากการหลอกลวงขององค์กรอาชญากรรมขนาดใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top