Thursday, 4 June 2026
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

'แพทย์จุฬาฯ รุ่น 35' ออกโรงค้าน!! ประเทศไทย ไม่พร้อมมี 'กาสิโน' ชี้!! พนันถูกกฎหมาย จะนำ ‘ความเสื่อมเสียทางศีลธรรม’ มาสู่สังคม

(7 เม.ย. 68) ศิษย์เก่า คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่น 35 ออกแถลงการณ์คัดค้านร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร โดยระบุว่า พวกเรา ในนามของศิษย์เก่าคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นที่ 35 ผู้มีรายชื่อดังต่อไปนี้ ขอร่วมคัดค้าน ร่างพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร เนื่องจากเห็นว่า ร่างฯ ดังกล่าว มีการอนุญาตให้มีการเล่นการพนันอย่างถูกกฏหมายอยู่ จะนำมาซึ่งความเสื่อมทางศีลธรรมของสังคมไทยอย่างมาก

ประเทศไทยยังไม่พร้อมที่จะมีการพนัน แม้จะทำให้ถูกกฏหมายในช่วงเวลานี้ อีกทั้งกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย หรือความโปร่งใสในการบริหารจัดการยังไม่เป็นที่ไว้วางใจ และยังไม่มีความชัดเจนในหลายส่วน เราไม่สนับสนุนการดำเนินการทางกฎหมายเพื่อให้มีการเปิดบ่อนการพนัน หรือกาสิโนในประเทศไทย จึงได้ร่วมลงนามคัดค้านการเสนอ พ.ร.บ. ดังกล่าว เข้าสู่สภาในช่วงเวลานี้

ขอให้รัฐบาลและนักการเมืองที่เกี่ยวข้อง โปรดพิจารณาให้ถี่ถ้วนอีกครั้ง

รายชื่อ แพทย์จุฬาฯ รุ่น 35 ที่คัดค้านคาสิโน
1.ศ.นพ.รื่นเริง ลีลานุกรม ประธานรุ่น 35 อดีตประธานราชวิทยาลัยวิสัญญีแพทย์ 
2.พญ.จันทร์ทิพย์ เอกศิลป์ 
3.นพ.พรเอก อภิพันธุ์ 
4.นาวาอากาศเอก พญ.ภัทรวดี นาราวงศ์ 
5.นาวาอากาศโท นพ.ศักดา นาราวงศ์ 
6.นพ.วิศิษฐ์ วทานิยกุล 
7.นพ. สมรัช หิรัญยะวะสิต 
8.นพ. สวัสดิ์ ไตรตรึงษ์ทัศนา 
9.นพ. ยุทธชัย ตริสกุล 
10.นพ. มนตรี ลักษณ์สุวงศ์ 
11.พญ.มณฑา ไชยะวัฒน 
12.นพ.นรินทร์ บัญชานุรัตน์ 
13.นพ.วิสิทธิ์ เสถียรวันทนีย์ 
14.นพ.ปริทรรศ ศิลปกิจ 
15.นพ.สมชาย ไวกิตติพงษ์ 
16.นพ.ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล 
17.พญ.เอมอร วาสนสิริ 
18.นพ.ประพันธ์ ชนม์ยืน 
19.ศ.ดร.นพ.พรชัย สิทธิศรัณย์กุล 
20.นพ.พรชัย วงศ์อุไรเลิศกุล
21.พญฺ.สุจิตรา ทศบวร 
22.นพ.สมบูรณ์ ทศบวร 
23.นพ.โกวิท คัมภีรภาพ 
24.นพ.กิจชัย ภัทรกุลพงษ์ 
25.นพ.นรชาติ รัตนชาตะ 
26.นพ.ประดิษฐ์ ไชยบุตร 
27.พญ.สมนึก ไพบูลย์เกษมสุทธิ 
28.นพ.พิชญ์ ไพบูลย์เกษมสุทธิ 
29.นพ.สุนทร ไกรสุวรรณ 
30.นพ.ชัยชาญ ดีโรจนวงศ์ 
31.นพ.วิชาญ ลือสมบูรณ์ 
32.นพ.เสกสรรค์ แซ่แต้ 
33.นพ.เสถียร เทศวิเชียรชัย 
34.นพ.สมชาย จิตเป็นธม 
35.นพ.กนก กนกวงศ์นุวัฒน์ 
36.นพ.อดุลย์ สายสังข์ 
37.ศ นพ สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ 
38.นพ.สมคิด วิระเทพสุภรณ์ 
39.นพ.ทิวา พงศ์บุญชู 
40.พล.ร.ท.วิชัย มนัสศิริวิทยา 
41.นพ.นเรศ วิไลสกุลยง 
42.นพ.ศิริพงษ์ ปาจรีย์
43.นพ.ชำนาญ เตชะนิรัติศัย 
44.นพ.พงศธร อาสนศักดิ์ 
45.นพ.พรสรรพ์ ปุญญาภิบาล 
46.นพ.พิชัย วิจักขณ์พันธ์ 
47.นพ.สามภพ สาระกุล 
48.พญ.วิภา สาระกุล 
49.นพ.ธีรพงษ์ บุญยะลีพรรณ 
50.นพ.วิชัย ลีวรรณนภาใส 
51.พลอากาศโท นพ.นพดล วีรยางกูร 
52.นพ.สมคิด สุพรรณ์ 
53.นพ.สงัด วงศ์สิโรจน์กุล 
54.นพ.ธวัช คงคาลัย 
55.ศ.นพ.เทวารักษ์ วีระวัฒกานนท์ 
56.พ.อ.(พ.) นพ.ประสิทธิ์ จงฤทธิพร 
57.นพ.ปัญญา สินธุรัตเวช 
58.นพ.สุธีร์ พันธ์ทองลาภทวี 
59.ศ.นพ.สมศักดิ์ คุปต์นิรัติศัยกุล 
60.พล.ต.ท.สุพล จงพาณิชย์กุลธร 
61.นพ.กัมปนาท ตั้งอมตะกุล 
62.พล.อ.ท ไกรเลิศ เธียรนุกุ

‘รศ.ดร.ปิติ’ ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ ‘อุ๊งอิ๊ง’ เสนอ 10 ข้อรับมือระเบียบโลกใหม่ ท่ามกลางความขัดแย้งสหรัฐ-จีน

(21 เม.ย. 68) รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีของไทย เสนอข้อคิดเห็นและข้อเสนอ 10 ข้อ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกใหม่ ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อทุกภูมิภาคทั่วโลก

ในจดหมายดังกล่าว รศ.ดร.ปิติชี้ว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ “สามห่วงโซ่มูลค่า” (Global Value Chains – GVCs) นำโดยสหรัฐฯ จีน และกลุ่มประเทศอื่นๆ ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศอย่างถาวร ประเทศไทยในฐานะสมาชิกอาเซียนจึงควรมีบทบาทเชิงรุกในการวางยุทธศาสตร์กับมหาอำนาจ และผลักดันผลประโยชน์ของชาติในเวทีระหว่างประเทศ

10 ข้อเสนอสำคัญของ รศ.ดร.ปิติ ประกอบด้วย

1. เปิดรับแนวคิดใหม่ (New Mindset) ต่อระเบียบโลกที่เปลี่ยนไป

2. บูรณาการความรู้แบบสหสาขาวิชา โดยยึดผลประโยชน์ของชาติ

3. วางยุทธศาสตร์เชิงลึกต่อสหรัฐฯ จีน และบทบาทนำในอาเซียน

4. ใช้มิติความมั่นคง-การเมืองเป็นอำนาจต่อรองกับสหรัฐฯ

5. ขยายตลาดสินค้าไทยในจีน พร้อมเจรจาควบคุมสินค้านำเข้าจากจีน

6. ใช้อาเซียนเป็นกลไกเพิ่มอำนาจต่อรองในระดับภูมิภาค

7. มองหาโอกาสในขั้วโลกใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มโลกมุสลิม

8. ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโดยยกระดับการบริโภคภายใน

9. เสริมเสถียรภาพการเงิน การคลัง และทุนสำรองของประเทศ

10. ใช้ Soft Power ทางวัฒนธรรม มนุษยธรรม และความร่วมมือพหุภาคี

นอกจากนี้ รศ.ดร.ปิติ ยังเสนอให้รัฐบาลสนับสนุนการพัฒนากลไก “Friends of Thailand” เพื่อสร้างเครือข่ายสนับสนุนผลประโยชน์ของชาติในเวทีโลก พร้อมแนบลิงก์บทความฉบับเต็มจาก The Standard สำหรับการศึกษารายละเอียดเชิงลึกของแต่ละข้อเสนอ (https://thestandard.co/new-world-order-thailand-strategy/)

ท้ายจดหมาย รศ.ดร.ปิติ ระบุว่า เนื่องจากเป็นเพียงนักวิชาการคนหนึ่ง จึงไม่มีช่องทางสื่อสารโดยตรงกับนายกรัฐมนตรี จึงขอให้ประชาชนช่วยกันแชร์เนื้อหานี้ เพื่อให้ผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องมีโอกาสได้พิจารณา

อดีตคณบดีนิติฯ จุฬาฯ หนุนเพิกถอนปริญญาบัณฑิตหากพบทุจริตสอบนิติฯ มั่นใจคณะดำเนินการรอบคอบ ตรงไปตรงมาเพื่อรักษาศักดิ์ศรีสถาบัน

(24 เม.ย. 68) จากกรณีที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ดำเนินคดีจับกุมผู้ต้องหาซึ่งเกี่ยวข้องกับการลักลอบนำข้อสอบของคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกไปให้บุคคลอื่นทำก่อน แล้วส่งต่อให้กับอดีตนายตำรวจระดับสูงเพื่อคัดลอกข้อสอบ : ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงปี 2566 และได้สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของหลักสูตรอย่างมาก 

กระทั่งคณะนิติศาสตร์ต้องออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมไม่ใช่ศิษย์เก่าและไม่ใช่บุคลากรของมหาวิทยาลัย แต่สามารถเข้าถึงข้อสอบได้จากการอาศัยโอกาสเข้ามาติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ของหลักสูตร ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมาย

ในประเด็นนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความเห็นอย่างชัดเจนว่า เมื่อถึงเวลาที่ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานปรากฏอย่างแน่ชัด หากพบว่ามีบัณฑิตคนใดได้รับปริญญาจากการกระทำอันเป็นการทุจริต การเพิกถอนปริญญาควรเป็นผลที่ตามมาอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งนี้เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของวุฒิการศึกษา และยืนยันว่ามหาวิทยาลัยไม่ยอมให้มีการใช้เส้นสายหรือกลวิธีที่ไม่ชอบธรรมในการเข้าสู่ระบบการศึกษา

ศาสตราจารย์ธงทองยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ตนมั่นใจว่าคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะดำเนินการในเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา รอบคอบ และอยู่ภายใต้กรอบของความยุติธรรม เพื่อพิทักษ์หลักนิติธรรมและจริยธรรมทางวิชาการ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาด้านกฎหมายในสังคมไทย

ทั้งนี้ ศ.ธงทอง ยังได้ฝากกำลังใจมายังคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และชาวจุฬาฯ ทุกคน ให้ยืนหยัดรักษาความน่าเชื่อถือของหลักสูตรและสถาบันต่อไป พร้อมทั้งย้ำว่า ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและความถูกต้องจะเป็นพลังสำคัญในการฝ่าฟันวิกฤตในครั้งนี้

‘ดร.ไชยันต์’ โพสต์ย้ำ!! วิทยานิพนธ์มีปัญหา ‘จุฬาฯ’ ไม่เปิดเผยผลตรวจสอบ ลั่น!! ‘สกว.’ ให้ทุน จากภาษีปชช. ไปค้นคว้า แต่กลับมาเขียนปั้นเรื่อง บิดเบือน

(14 มิ.ย. 68) ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Chaiyan Chaiyaporn ระบุว่า …

โพสต์ทุกวัน กัน (สภาจุฬาฯ) ลืม!!

(วันที่ยี่สิบแปด 28)

วิทยานิพนธ์ที่มีปัญหา และจุฬาฯไม่เปิดเผยผลตรวจสอบ!!

‘สกว.’ ให้ทุนกาญจนาภิเษก (ภาษีประชาชน) แก่นิสิตนักศึกษาปริญญาเอกไปค้นคว้าทำวิจัยในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ ณัฐพล ใจจริง ได้ทุนดังกล่าวไปค้นข้อมูลที่หอจดหมายเหตุในต่างประเทศ

แต่กลับมาเขียนปั้นเรื่อง บิดเบือนแหล่งอ้างอิง หลอกประชาชนที่เสียภาษี โดยแหล่งอ้างอิงต่างประเทศนั้น คนที่ไม่มีโอกาสไปต่างประเทศ ไม่สามารถตรวจสอบได้ อย่างนี้ ประชาชนผู้เสียหายและเสียภาษี ไม่เรียกร้องอะไรเลยหรือครับ ??

เพื่อประโยชน์สาธารณะ ความรับผิดชอบและความถูกต้องทางวิชาการ ผมขอนำจุดต่างๆที่มีปัญหาในวิทยานิพนธ์ของณัฐพล ใจจริง มาให้สังคมได้รับรู้ จะได้ไม่มีส่วนในการอ้างอิง และ เผยแพร่ จุดผิดพลาดให้ขยายวงต่อ ๆ ไป สร้างความเข้าใจผิด เกิดความเสียหายต่อบุคคลต่าง ๆ

21 อาจารย์ นิติฯ จุฬาฯ ร่วมลงชื่อ อนุญาตนิสิต ไม่ต้องแต่งเครื่องแบบมาเรียน ชี้ไม่กระทบการเรียน

(10 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก คณะจุฬาฯ ได้เผยแพร่บันทึกข้อความของคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ที่อนุญาตให้นิสิตระดับปริญญาตรีเลือกแต่งกายด้วยชุดเครื่องแบบปกติ หรือชุดสุภาพเข้าเรียนในทุกรายวิชา และทุกชั่วโมงที่คณาจารย์ผู้ลงนามในบันทึกข้อความเป็นอาจารย์ผู้สอน

โดยระบุว่า คณาจารย์ผู้ร่วมลงนามในบันทึกข้อความ เห็นร่วมกันว่า นิสิตควรมีเสรีภาพในการแต่งกาย อันเป็นเสรีภาพที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ประกอบกับการไม่แต่งกายชุดเครื่องแบบปกติไม่ได้เป็นอุปสรรคกีดขวาง หรือ กระทบต่อประสิทธิภาพในการเรียนการสอนแต่อย่างใด

จึงสมควรอนุญาตให้นิสิต สามารถเลือกแต่งกายด้วยชุดเครื่องแบบปกติ หรือแต่งกายด้วยชุดสุภาพ ในการเข้าห้องเรียนในทุกรายวิชาและทุกชั่วโมง ที่คณาจารย์ผู้ลงนามในบันทึกเป็นผู้สอน

อย่างไรก็ตาม บันทึกข้อความดังกล่าว ได้มีคณาจารย์ร่วมเข้าชื่อหลายปีต่อเนื่องกัน โดยจะมีรายนามอาจารย์เพิ่มขึ้น เรื่อยมา สำหรับปีนี้ มีเหล่าคณาจารย์ลงนามทั้งหมด 21 คน

8 ตุลาคม พ.ศ. 2483 นิสิตนักศึกษา 8,000 คนรวมพลังเดินขบวน ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติ เรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ฝรั่งเศสได้เข้ามาคุกคามสยาม (ประเทศไทยในปัจจุบัน) และยึดดินแดนไปถึง 5 ครั้ง รวมพื้นที่กว่า 467,500 ตารางกิโลเมตร ซึ่งต่อมากลายเป็นประเทศลาวและกัมพูชาในปัจจุบัน ทำให้ไทยต้องสูญเสียดินแดนไปกว่าครึ่งประเทศ เหตุการณ์นี้ฝังใจคนไทยมาหลายยุคสมัย จนเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ค.ศ. 1940 (พ.ศ. 2483) นิสิตนักศึกษาจากจุฬาฯ และธรรมศาสตร์กว่า 8,000 คน ได้เดินขบวนสนับสนุนรัฐบาลพลตรีหลวงพิบูลสงครามให้เรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส ซึ่งต่อมาในวันที่ 12 ตุลาคม ประชาชนกว่า 50,000 คนก็รวมตัวกันที่ท้องสนามหลวง แสดงพลังสนับสนุนแนวคิด “เอาดินแดนคืน” อย่างล้นหลาม

รัฐบาลไทยได้ยื่นข้อเรียกร้องให้ฝรั่งเศสคืนดินแดน แต่ถูกปฏิเสธและถูกยิงปืนใหญ่ข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาในไทย รวมถึงการรุกล้ำน่านฟ้า กองทัพไทยจึงเตรียมพร้อมตอบโต้และเริ่มเคลื่อนกำลังเข้าสู่ดินแดนเดิมในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2483 การสู้รบดำเนินไปในหลายสมรภูมิ ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ โดยเฉพาะยุทธนาวีเกาะช้างซึ่งไทยมีชัยเหนือฝรั่งเศส และสามารถยึดพื้นที่สำคัญหลายแห่ง เช่น หลวงพระบาง จัมปาศักดิ์ พระตะบอง และเสียมราฐ

ต่อมา ญี่ปุ่นเข้ามาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย จนมีการลงนามสัญญาพักรบที่ไซ่ง่อน และการเจรจาสันติภาพที่กรุงโตเกียวในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2484 ซึ่งผลสุดท้าย ฝรั่งเศสยอมคืนดินแดนบางส่วนให้ไทย รวมพื้นที่ราว 90,000 ตารางกิโลเมตร โดยจัดตั้งเป็น 4 จังหวัดใหม่ ได้แก่ พระตะบอง พิบูลสงคราม นครจัมปาศักดิ์ และลานช้าง ถือเป็นชัยชนะทางทหารและการทูตครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทย

เพื่อรำลึกถึงความกล้าหาญของทหารไทยที่เสียชีวิตในการรบ รัฐบาลได้สร้าง “อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ” ณ กรุงเทพมหานคร เปิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2485 เพื่อเชิดชูวีรชน 160 นาย ที่สละชีพเพื่อปกป้องแผ่นดินและเกียรติยศของชาติ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่ง “ชัยชนะในการกู้เอกราชคืน” และจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทยตราบจนทุกวันนี้

25 ตุลาคม พ.ศ. 2473 จารึกวันสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปยังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระราชทานปริญญาบัตร ครั้งแรกของไทย

วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2473 จารึกเป็นอีกวันสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษาไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปยังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพระราชทานปริญญาบัตร “เวชศาตรบัณฑิต” (ต่อมาคือ แพทยศาสตรบัณฑิต) แก่บัณฑิตเป็นครั้งแรกของประเทศ ณ ห้องประชุมตึกบัญชาการ หรือ “ตึก 1” ของคณะอักษรศาสตร์ในปัจจุบัน

ภายในพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้รับฉลองพระองค์ครุยบัณฑิตพิเศษจากกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ก่อนจะพระราชทานครุยกิตติมศักดิ์แก่ข้าราชการของมหาวิทยาลัย 2 ท่าน ได้แก่ พระยาภะรตราชา (หม่อมหลวงทศทิศ อิศรเสนา) ผู้บัญชาการมหาวิทยาลัย ในระดับบัณฑิตชั้นโท และศาสตราจารย์ นายแพทย์ A.G. Ellis คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ในระดับบัณฑิตชั้นเอก

จากนั้นพระองค์ทรงพระราชทานประกาศนียบัตรแก่เวชบัณฑิตชั้นตรีรวม 29 คน ซึ่งเป็นผู้สำเร็จการศึกษาในปี 2471 และ 2472 ถือเป็นก้าวแรกของประเพณีพระราชทานปริญญาบัตรในประเทศไทย ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ในโอกาสนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโชวาทตอนหนึ่งว่า “ความเจริญของประเทศย่อมวัดได้ด้วยความเจริญของการศึกษา” สะท้อนถึงพระราชปณิธานในการพัฒนาคนและการศึกษา เพื่อเป็นรากฐานแห่งความก้าวหน้าของชาติอย่างแท้จริง

นิสิตรัฐศาสตร์จุฬาฯ ชูป้ายต้อนรับ!! อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เรียกร้อง!! ทวงความยุติธรรม เหตุสลายชุมนุมปี 53 เจ้าตัวยัน!! ไม่เคยแทรกแซงคดี ยกฟ้องแล้วทั้ง 3 ศาล ศ.ไชยันต์ แจง!! อธิบาย เหตุใดถึงเชิญมา ก่อนนิสิตแยกย้าย

(2 พ.ย. 68) ประชาไท Prachatai.com ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ นิสิตรัฐศาสตร์จุฬาฯ ถือป้ายต้อนรับนายอภิสิทธิ์ โดยในป้ายนั้นเขียนว่า "สลายการชุมนุม 53 คนสั่งฆ่าอยู่นี่"

นิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือป้ายข้อความ "สลายการชุมนุม 53 คนสั่งฆ่าอยู่นี่" ต้อนรับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกเชิญมาเป็นวิทยากรพิเศษในเสวนาเชิงนโยบาย (Policy Talk) หัวข้อ "นโยบายสาธารณะ: ทฤษฎีและการปฏิบัติ" ของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ หลักสูตรปริญญาเอก สาขานโยบายสาธารณะ

กลุ่มนิสิตทวงถามความยุติธรรมกรณีสลายการชุมนุมเสื้อแดง 2553 ต่ออภิสิทธิ์ และความเหมาะสมในการเชิญอภิสิทธิ์มาบรรยายต่อคณะรัฐศาสตร์

โดยอภิสิทธิ์ได้นั่งพูดคุยกับนิสิตกลุ่มนี้หน้าตึกเกษม อุทยานิน เป็นเวลากว่า 20 นาที ชี้แจงว่าก่อนหน้านี้ก็มีการดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยที่ตนไม่เคยแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เขายกข้อสรุปของ ปปช. มายืนยันว่าคำสั่งของตนในขณะนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกกล่าวหา รวมถึงกรณีที่ธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดี DSI เคยส่งฟ้องตนในข้อหาสั่งฆ่าประชาชน แต่ยกฟ้องทั้งสามศาล และธาริตเองถูกศาลฎีกาสั่งจำคุก เพราะมีเจตนากลั่นแกล้ง

รวมถึงศาสตราจารย์ไชยันต์ ไชยพร ที่อธิบายให้นิสิตฟังว่าเหตุใดจึงเชิญมา โดยไชยันต์ตั้งคำถามกลับว่านับตั้งแต่ทักษิณ ชินวัตร เป็นต้นมา ใครบ้างเป็นนายกฯ ที่ตัดสินใจโดยอิสระ ไม่อยู่ภายใต้คนอื่น เขามองว่าอดีตนายกฯ คนอื่น ๆ เช่น สมัคร สุนทรเวช, สมชาย วงศ์สวัสดิ์, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คือนายกฯ ที่ไม่เป็นอิสระ

เมื่อนิสิตถามว่าพวกเขาอยู่ใต้ใคร ทักษิณใช่หรือไม่ ไชยันต์ตอบว่า "ใช่ ทักษิณครับ"
 

‘เนเน่’ เล่าบรรยากาศตึงเครียด เหตุการณ์ ‘อภิสิทธิ์’ นั่งเคลียร์นิสิตจุฬาฯ หลังชูป้ายป่วนถามกรณีสลายชุมนุมปี 53 สุดท้ายจบสวยด้วยเหตุผลบนข้อเท็จจริง

'เนเน่ รัดเกล้า' เล่าเหตุระทึก 'อภิสิทธิ์' นั่งเคลียร์นิสิตจุฬาฯ ประท้วงเหตุสลายชุมนุมปี 53 ก่อนเข้าบรรยายในหัวข้อ “นโยบายสาธารณะ: ทฤษฎีและการปฏิบัติ”

นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ด้านสตรี เยาวชน ความยั่งยืน) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เนเน่ รัดเกล้า สุวรรณคีรี เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่า "เพราะอยู่ในเหตุการณ์จริง #อภิสิทธิ์นิสิตจุฬา …เลยอยากเล่าให้ฟังค่ะ 

วันนี้เนเน่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ที่ด้านล่างคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ก่อนที่การบรรยายในห้องจะเริ่มขึ้นไม่นานค่ะ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนที่กลุ่มน้องๆนิสิตจุฬาฯ ประมาณ 5–6 คน เข้ามาถือป้ายแสดงออกและขอคำชี้แจงกับ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เกี่ยวกับกรณี #สลายการชุมนุมปี53 ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายคนยังคงมีคำถาม และอยากฟังจากเจ้าตัวโดยตรง

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ สื่อประชาไท ที่บันทึกเหตุการณ์ไว้อย่างครบถ้วน และเผยแพร่คลิปให้ประชาชนได้เห็นข้อเท็จจริงด้วยตนเองค่ะ

เหตุการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม Policy Talk หัวข้อ “นโยบายสาธารณะ: ทฤษฎีและการปฏิบัติ” จัดโดย ศาสตราจารย์ ไชยันต์ ไชยพรในหลักสูตรรัฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขานโยบายสาธารณะ (CU-DriPP) ซึ่งเนเน่เองก็กำลังศึกษาอยู่พอดีค่ะ

อาจารย์ไชยันต์ ได้เชิญ คุณอภิสิทธิ์ มาเป็นผู้บรรยายคนแรกของซีรีส์ Policy Talk (จากทั้งหมด 4 ครั้ง ซึ่งการคัดเลือกผู้มาบรรยายเป็นการหารือร่วมกันระหว่างคณะนักศึกษา ปริญญาเอกในหลักสูตรและอาจารย์ไชยันต์) เนื่องจากท่านเป็นหนึ่งในอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีความอิสระในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะอย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากในผู้นำทางการเมืองของไทยยุคหลัง ในความเห็นของอาจารย์ ไชยันต์

เหตุการณ์ในวันนี้... ทั้งคณะอาจารย์ และคณะนักศึกษาปริญญาเอก ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าเลย ว่าน้อง ๆ นิสิตประมาณ 5–6 คน จะเข้ามาถือป้ายใส่แขกรับเชิญของพวกเราเช่นนี้ ทั้งนี้ (ดูได้จากในคลิป) พี่ๆ ทีม รปภ. พยายามทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสุดความสามารถ พยายามเข้าดูแลสถานการณ์ แต่คุณอภิสิทธิ์กลับพูดกับเจ้าหน้าที่อย่างสุภาพ (พร้อมแตะที่แขน รปภ. เบาๆ) ว่า...

“ไม่เป็นไรครับ ให้เขาแสดงออกเถอะ อย่าไปกีดกัน”

จากนั้นท่านได้ชวนน้อง ๆ มานั่งพูดคุยกันที่ม้านั่งบริเวณใกล้ ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ถาม-ตอบกันตรงไปตรงมา การสนทนานั้นกินเวลาประมาณ 20 กว่านาที โดยหนึ่งในน้องนิสิตได้ขออนุญาตบันทึกเสียงและวิดีโอไว้ คุณอภิสิทธิ์ไม่ติดขัดใดๆ ซึ่งเราก็พึ่งมารู้กันภายหลังว่า มีสื่อประชาไทมารวมอยู่ในกล้องของน้อง ๆ นิสิตด้วย

สำหรับเนเน่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ตรงนั้นตั้งแต่เริ่มจนจบ อยากให้ทุกคนได้ดูคลิปเต็มจากประชาไทด้วยตาของตัวเอง เพื่อรับรู้บรรยากาศและข้อเท็จจริงทั้งหมดในแบบที่มันเป็นจริง ๆ เพราะบางครั้ง… “สิ่งที่เราเห็นผ่านบางมุม อาจไม่ใช่เรื่องทั้งหมด” การได้ฟังจากต้นเหตุการณ์ ย่อมดีที่สุดเสมอค่ะ เนเน่ขอแชร์คลิปฉบับเต็มไว้ตรงนี้ค่ะ

คลิปเต็มจากประชาไท – เหตุการณ์นิสิตจุฬาฯ ขอคำชี้แจงคุณอภิสิทธิ์
https://youtu.be/EjHzPh95PyM?si=gG1UqEZJSHpVw2YO

ไม่ว่าคุณจะคิดเห็นอย่างไร… สิ่งสำคัญคือการฟังกันด้วยเหตุผล และใช้วิจารณญาณบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง

 

3 มกราคม 2458 จุดเริ่ม “มหาวิทยาลัยของชาวสยาม” รัชกาลที่ 6 ทรงวางศิลาฤกษ์ “โรงเรียนข้าราชการพลเรือน” ก่อนจะเปลี่ยนเป็น ‘จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย’ ในปัจจุบัน

(3 ม.ค. 58) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ทรงวางศิลาฤกษ์พระฤกษ์โรงเรียนข้าราชการพลเรือนที่ปทุมวัน

ซึ่งต่อมาคือมหาวิทยาลัยสมัยใหม่แห่งแรกของไทย

 

พิธีจัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติโดยมีการตั้งกองทหารมหาดเล็กกองเกียรติยศ

และเสียงแตรวงบรรเลงสรรเสริญพระบารมีรับเสด็จ

พระองค์ทรงเผยว่า "รัชกาลที่ 5 มีพระราชดำริจะตั้งมหาวิทยาลัยของชาวสยาม

และผมถือว่าการสร้างสถาบันนี้เป็นภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จ"

 

โรงเรียนข้าราชการพลเรือนซึ่งเริ่มจากโรงเรียนมหาดเล็ก

ถูกพัฒนาสู่การเป็นแหล่งผลิตบุคลากรที่มีความรู้และคุณธรรมสำหรับรัฐ

และพื้นที่ปทุมวันกลายเป็นเมืองมหาวิทยาลัยกลางกรุง

 

วันที่ 26 มี.ค. 2460 สถาบันนี้ได้รับการยกระดับเป็นเป็น

'จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย' ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยสมัยใหม่

การวางศิลาฤกษ์เมื่อ 3 ม.ค. จึงเป็นรากฐานสำคัญสู่การพัฒนาประเทศผ่านการสร้างคน

ที่มา : https://www.cuartculture.chula.ac.th/news/6098/


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top