Thursday, 4 June 2026
จีนเทา

“เชียงราย”ตม.เชียงราย ร่วมตร.ท่องเที่ยวจับจีนเทา 19 คนหนีทัพจากแม่สอดมุ่งสู่ลาว”

คืนวันที่ 24 ต.ค. 2568 ที่ผ่านมาทางตม.เชียงรายและตร.ท่องเที่ยวโดยการอำนวยการของรัฐพล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. , พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. , พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผบก.ตม.5 , พ.ต.อ.เอกกร บุษบาบดินทร์ รอง ผบก.ตม.5  มอบหมายให้ พ.ต.อ.สุรศักดิ์ เทียนทอง ผกก.ตม.จว.เชียงราย , พ.ต.ท.ตุลย์วรรษ ณรงค์ศักดิ์,พ.ต.ท.วิชัย ปันนา สว.ตม.จว.เชียงราย


โดยได้รับแจ้งว่ามีกลุ่มคนต่างชาติรูปพรรณสัณฐานเป็นชาวจีนและมีท่าทีน่าสงสัยพากันไปเช่าอยู่ที่บ้านเลขที่ 12 หมู่บ้านพลูทอง หมู่ 11 ต.ทาสุด อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย จึงชุดสืบสวน กก.2 บก.ทท.2 และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) จ.เชียงราย รุดไปตรวจสอบที่บ้านหลังดังกล่าว ปรากฏว่าเมื่อเปิดประตูบ้านเข้าไปพบชายจำนวน 19 คน พากันนอนกระจายไปทั่วบ้านเช่าซึ่งมีอยู่หลายห้อง

จากการสอบถามพบว่าทั้งหมดพูดภาษาไทยไม่ได้แต่ตรวจสอบพบว่าเป็นชาวสัญชาติจีน อายุตั้งแต่ 18-37 ปี แต่ละคนมีหนังสือเดินทางระหว่างประเทศหรือพาสปอร์ตเพียง 6 คนและวีซ่าหมดอายุ ส่วนอีก 13 คนไม่มีเอกสารประจำตัว ตรวจในกระเป๋าสัมภาระพบมีโทรศัพท์มือถืออยู่เป็นจำนวนมากผิดปกติ นอกจากนี้ในบ้านเช่าพบ น.ส.ชัชฎา อายุ 35 ปี ชาว ต.เจดีย์หลวง อ.แม่สรวย จ.เชียงราย แสดงตัวเป็นคนเช่าบ้านและบอกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าได้มีคนติดต่อขอให้ไปหาบ้านเช่าเพื่อให้คนจีนไปพัก โดยตนจะมีรายได้จากการจัดหาอาหาร น้ำดื่ม ทำความสะอาดบ้าน ฯลฯ เป็นเงินวันละ 200 บาท โดยไม่รู้ว่าคนเหล่านี้มาจากไหนอย่างไร

เจ้าหน้าที่จึงได้สอบถามชาวจีนทั้งหมดผ่านล่ามแปลภาษาได้ความเพียงว่าทั้งหมดได้เดินทาง จ.เมียวดี ประเทศเมียนมา โดยลักลอบเข้าประเทศไทยทางช่องทางธรรมชาติผ่านชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก จากนั้นไปหาห้องพักในเขต อ.เมืองเชียงราย เพื่อรอให้มีคนรับตัวส่งไปทำงานที่ฝั่ง สปป.ลาว ต่อไป เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตั้งแจ้งข้อกล่าวหาชาวจีนที่มีพาสปอร์ตว่า "เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยอนุญาตสิ้นสุด" ส่วนผู้ไม่มีเอกสารใด ๆ ตั้งข้อหาว่า "เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต" สำหรับหญิงสาวคนไทยตั้งข้อหา "ช่วยเหลือ ซ่อนเร้น หรือช่วยเหลือด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม" จากนั้นนำตัวทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านดู่ ดำเนินคดีตามกฎหมาย
และขยายผลกลุ่มกระบวนการดังกล่าวต่อไป

 

‘อนุทิน’ ขึ้นเหนือ!! แถลงผลปฏิบัติการครั้งใหญ่ ทลายขบวนการส่วยสัญชาติ สั่งฟันนายอำเภอ-จับกุมแก๊งยานรก ลั่นต้องล้างบางให้สิ้นซาก

(20 พ.ย. 68) เมื่อเวลา 10.40 น. ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 จ.เชียงใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย แถลงผลปฏิบัติการครั้งใหญ่ 2 ภารกิจ คือ “ยุทธการตัดหมอกเวียงแหง” และ “ยุทธการสกัดยานรก” ท่ามกลางการเข้าร่วมของทีมความมั่นคง ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานปราบปรามทุกภาคส่วน สะท้อนการทำงานแบบบูรณาการ เพื่อกวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมทั้งด้านทุจริตและยาเสพติดอย่างจริงจัง

นายอนุทินระบุว่า คดีเรียกรับผลประโยชน์จากคนต่างด้าว หรือ “ส่วยสัญชาติ” เป็นภัยร้ายแรงต่อหลักนิติรัฐ และเปิดช่องให้อาชญากรรมข้ามชาติเล็ดลอดเข้ามา จึงสั่งให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบทันที นำไปสู่ “ยุทธการตัดหมอกเวียงแหง” ที่พบเครือข่ายทุจริตเชื่อมโยงกลุ่มจีนเทา และการออกเอกสารให้คนไร้สัญชาติอย่างมิชอบ แม้มติ ครม. เร่งรัดให้สถานะคนไร้สัญชาติ 4.8 แสนคน จะเป็นของรัฐบาลก่อน แต่เมื่อกลับมารับตำแหน่งก็สั่งตรวจสอบทุกขั้นตอน ทั้งยังดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว เช่น กรณีอำเภอฝางที่ผู้ใหญ่บ้านถูกไล่ออกและถูกดำเนินคดี พร้อมย้ำว่าเป็นเรื่อง “น่าอับอาย” ที่เจ้าหน้าที่บางคนหาประโยชน์จากกลุ่มเปราะบาง และยังเอื้อประโยชน์ให้จีนเทา ซึ่งยอมรับไม่ได้โดยเด็ดขาด

ผลสอบสวนพบว่า พฤติกรรมทุจริตในอำเภอเวียงแหงเกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2554 แม้เคยจับกุมปลัดอำเภอและมีโทษจำคุกมาแล้ว แต่เครือข่ายยังไม่หมดไป จึงต้องเปิดปฏิบัติการ “ล้างบาง” ครั้งใหญ่ และถือเป็นครั้งแรกที่กระทรวงมหาดไทยออกหมายจับ “นายอำเภอ” ในคดีทุจริตทะเบียนราษฎร สะท้อนจุดยืนรัฐบาลว่า “ไม่ปกป้องคนผิด ไม่ว่าอยู่ตำแหน่งใด” โดยจากการขยายผลพบความเชื่อมโยงกับคดีใน จ.ปทุมธานี ที่มีการรับทำบัตรประชาชนผ่านแพลตฟอร์ม XiaoHongShu สร้างความเสียหายนับพันล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับรวม 28 ราย จับได้แล้ว 12 ราย ครอบคลุมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ นายหน้า และคนต่างด้าว พร้อมยึดของกลางหลายรายการ

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้แถลงผล “ยุทธการสกัดยานรก” ปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงจากนอกประเทศสู่ตอนในของไทย โดยบูรณาการกำลังตำรวจภูธรภาค 5 ทหาร ปกครอง ป.ป.ส. และหน่วยงานความมั่นคง ปิดล้อม ตรวจค้น และสกัดกั้นตลอด 24 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 13–19 พ.ย. สามารถจับกุมคดียาเสพติดสำคัญ 3 คดี ยึดยาบ้าประมาณ 11 ล้านเม็ด ไอซ์ 500 กิโลกรัม และอายัดทรัพย์สินเครือข่ายค้ายาอีกหลายรายการ 

นายอนุทินระบุว่า การทำงานครั้งนี้มุ่ง “ตัดวงจรทั้งระบบ” ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ลำเลียง ผู้ค้ารายย่อย ไปจนถึงเครือข่ายการเงินสีเทา บัญชีม้า สแกมเมอร์ และขบวนการลักลอบเข้าเมือง พร้อมประกาศชัดว่า รัฐบาลเป็น “ศัตรูกับผู้ค้ายาเสพติดและผู้กระทำผิดความมั่นคงทุกรูปแบบ” ไม่มีใครหลุดพ้นได้ หากเป็นต่างชาติ แม้รับโทษในไทยแล้วก็ต้องถูกส่งกลับประเทศไปรับโทษต่อ

กองทัพเรือ แฉเครือข่ายจีนเทาชายแดนทมอดา หลอกลวงและกักตัวแรงงานต่างชาติบังคับทำสแกมเมอร์ ตรวจพบหลบหนีต่อเนื่องตอกย้ำภัยคุกคามข้ามชาติ

(19 ก.พ. 69) พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือ โดยกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ตรวจพบชาวต่างชาติหลบหนีออกจากชุมชนในฝั่งตรงข้ามบริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษทมอดา ประเทศกัมพูชา อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 สามารถจับกุมชาว เวียดนาม 6 ราย หลบหนีออกจากชุมชนชาวจีน ข้ามแนววางกำลังเข้ามา (Troop Deployment Line) โดยให้ข้อมูลว่าถูกหลอกลวงมากักขังและบังคับใช้แรงงาน เอกสารเดินทางถูกแก๊งชาวจีนเทายึดไว้ และต้องการเดินทางกลับประเทศ และเมื่อวานนี้ (18 กุมภาพันธ์ 2569) จับกุมชาวจีนอีก 4 ราย หลบหนีออกจากพื้นที่เดียวกัน พร้อมให้ข้อมูลว่าถูกบังคับให้ทำงานในขบวนการหลอกลวงออนไลน์ (Cyber Scam)

ทั้งนี้ หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ฉก.นย.ตราด) ได้ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเบื้องต้น ทั้งอาหาร น้ำดื่ม และการปฐมพยาบาลบาดแผลที่เกิดระหว่างการหลบหนี พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าสู่กระบวนการคัดกรองและดำเนินการตามกฎหมาย รวมทั้งขยายผลด้านการข่าวเพื่อตรวจสอบโครงสร้างเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติต่อไป

โฆษกกองทัพเรือระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องสะท้อนรูปแบบการหลอกลวง กักตัว และบังคับใช้แรงงานต่างชาติของกลุ่มธุรกิจสีเทาในพื้นที่ชายแดน ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ โดยกองทัพเรือจะเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าตรวจและบูรณาการกับทุกหน่วยงานเพื่อสกัดกั้นเครือข่ายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top