Tuesday, 21 July 2026
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

'คิม จองอึน' ต้อนรับ 'ลูกาเชนโก' ประธานาธิบดีเบลารุสเยือนเกาหลีเหนือ พิธีต้อนรับจัดเต็มยิงสลุต 21 นัด แสดงความอบอุ่นอย่างเป็นทางการ 'ลูกาเชนโก' ขอบคุณผ่าน KCNA

'คิม จองอึน' ผู้นำเกาหลีเหนือ เป็นประธานในพิธีต้อนรับ 'อเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก' ประธานาธิบดีแห่งเบลารุส ที่จัตุรัสคิม อิลซุง เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา การต้อนรับครั้งนี้เป็นไปอย่างเป็นทางการและมีพิธีกรรมครบครัน

พิธีประกอบด้วยการยิงสลุต 21 นัด การตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ และการบรรเลงเพลงชาติ นอกจากนี้ 'คิม จองอึน' ยังได้ต้อนรับ 'ลูกาเชนโก' พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเบลารุสอย่างอบอุ่น ตามรายงานของสำนักข่าว KCNA

ด้าน 'ลูกาเชนโก' แสดงความขอบคุณโดยกล่าวว่า "ความขอบคุณจากใจจริง" ต่อผู้นำและประชาชนของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี สำหรับ "การต้อนรับอย่างจริงใจ" ตามรายงานของ KCNA

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือและเบลารุสที่แน่นแฟ้นมากขึ้น ท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคและโลก โดยการเยือนครั้งนี้อาจเปิดทางสำหรับความร่วมมือในระดับสูงกว่าเดิมในอนาคต

ที่มา : Sputnik

ปากีสถานลุยเจรจาจีน รัฐมนตรีต่างประเทศเดินทางเยือนจีน ถกปัญหาความขัดแย้งภูมิภาค เสริมแกร่งความสัมพันธ์ทวิภาคี ตั้งเป้าส่งเสริมสันติภาพร่วมกัน

รมว.ต่างประเทศปากีสถานเตรียมเยือนจีน หารือปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาค

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนเปิดเผยว่าโมฮัมหมัด อิสฮัก ดาร์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของปากีสถาน จะเดินทางเยือนจีนในวันอังคาร (31 มี.ค.) ตามคำเชิญของหวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน และกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นปัญหาระหว่างประเทศ ความขัดแย้งระดับภูมิภาค ตลอดจนความสัมพันธ์ทวิภาคี

แถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศของปากีสถานที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (30 มี.ค.) ระบุว่าการเยือนจีนครั้งนี้ของดาร์มีขึ้นขณะที่ปากีสถานยกระดับความพยายามไกล่เกลี่ยความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และจะเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้หารือเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาค ตลอดจนประเด็นทวิภาคีและประเด็นระดับโลกที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสนใจร่วมกัน

ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีต่างประเทศทั้งสองได้สนทนาทางโทรศัพท์เกี่ยวกับสถานการณ์ในอิหร่านเมื่อวันศุกร์ (27 มี.ค.) โดยหวังระบุว่าจีนยินดีเสริมสร้างการสื่อสารและการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์กับปากีสถาน และทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมสันติภาพและยุติความขัดแย้ง

ที่มา : Xinhua

รัสเซียประณามญี่ปุ่น!! ความสัมพันธ์ทวิภาคีต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ปมข้อตกลงลงทุนพัฒนาโดรนในยูเครน เรียกทูตญี่ปุ่นยื่นประท้วงอย่างเป็นทางการ การเจรจาสันติภาพคูริลยุติชั่วคราว

กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียออกแถลงการณ์ประณามรัฐบาลญี่ปุ่น ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี 'ซานาเอะ ทากาอิชิ' ว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่นได้ตกลงสู่ "ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์" เนื่องจากนโยบายของญี่ปุ่นที่รัสเซียมองว่าเป็นการแสดงตนเป็นศัตรูอย่างชัดเจนและเป็นระบบ

ทางการรัสเซียได้เรียกตัวนาย 'อากิระ มูโตะ' เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกรุงมอสโก เข้าพบเพื่อยื่นประท้วงอย่างเป็นทางการกรณีบริษัท "Terra Drone" ของญี่ปุ่นได้ลงนามข้อตกลงร่วมกับบริษัท "Amazing Drones" ของยูเครนในการพัฒนาโดรน Terra A1 ที่ออกแบบมาเพื่อต่อต้านโดรนพลีชีพของรัสเซีย ซึ่งถือเป็นการคุกคามความมั่นคงของรัสเซียโดยตรง

การประกาศว่าความสัมพันธ์เหลือศูนย์ สะท้อนว่าจะไม่มีการเจรจาสนธิสัญญาสันติภาพหรือประเด็นหมู่เกาะพิพาทคูริลในทันที ตราบใดที่ญี่ปุ่นยังสนับสนุนยุทโธปกรณ์ให้แก่ยูเครนไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม

นี่เป็นการชี้ชัดถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างรัสเซียและญี่ปุ่นท่ามกลางสงครามในยูเครน ปัจจุบันความสัมพันธ์ทางการทูตกำลังเผชิญภาวะย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของทั้งสองประเทศ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1596632125642455&id=100058870487273&rdid=gW9efNBbmhw8tTXR#

จีนลุยปรับทัศน์โลก!! หลีกกับดักธูซิดิดีส เสนอทางเลือกอยู่ร่วมกัน เน้นภูมิปัญญาดั้งเดิมจีน ต้านเกมแข่งเบอร์หนึ่งโลก

ออกจากกับดักธูซิดิดีส (Thucydides Trap)

สู่กระบวนทัศน์แบบจีน. : อยู่ร่วมกันภายใต้ฟ้า มิใช่แข่งกันเป็นเบอร์หนึ่ง

โลกถูกครอบงำด้วยตรรกะแห่ง "ตัวเลข"  ใครเป็นเบอร์หนึ่ง ใครเป็นเบอร์สอง นี่คือกรอบคิดที่งอกงามบนแผ่นดินตะวันตก และถูกทำให้ดูเหมือนเป็น "ธรรมชาติ" เหลือเกินของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น

ผมเชื่อว่า จีนไม่ควรเล่นเกมนี้ และดูเหมือนจีนก็ไม่คิดจะเล่น เพราะการยอมรับว่าตนเป็น "หมายเลขสอง" ก็เท่ากับยอมรับว่าเกมการจัดอันดับที่อีกฝ่ายกำหนดขึ้นมานั้นชอบธรรมแล้ว การดิ้นรนเป็น "หมายเลขหนึ่ง" คือการวิ่งตามเงื่อนไขที่คนอื่นวางไว้ต่างหาก

ถึงเวลาที่เราทั้งโลกควรพิจารณา การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ จากกรอบคิดแข่งขันชิงอันดับ ไปสู่แนวทางการต่างประเทศที่ต่างก็มีรากฐานมาจากอารยธรรมของตนเอง

กับดักธูซิดิดีส: มายาคติจากกรอบคิดตะวันตก

เกรแฮม แอลลิสัน ศาสตราจารย์จากฮาร์วาร์ดชี้ว่าเมื่อมหาอำนาจเกิดใหม่เผชิญหน้ากับมหาอำนาจเดิม สงครามเกิดขึ้นใน 12 จาก 16 กรณีที่ศึกษา

แต่คำถามที่ควรตั้งอย่างถึงรากคือ: ทำไมต้องยอมรับว่าตนคือ "ผู้ท้าทาย"? กับดักนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าทุกรัฐต้องการเป็น "เบอร์หนึ่ง" ในระบบพีระมิด นี่คือวิธีคิดแบบตะวันตกที่ถูกทำให้ดูเป็นสากล กับดักธูซิดิดีสจึงเป็นกับดักทางความคิดเป็นเสียยิ่งกว่าอาวุธทางความคิดและเคล็ดลับเชิงยุทธศาสตร์

เหตุใดจึงเชื่อว่าจีนจะไม่เดินตามเกมนี้

หนึ่ง: ประวัติศาสตร์การต่างประเทศที่ต่างออกไปมาก งานศึกษาประวัติศาสตร์หลายชิ้นชี้ว่า แม้ในยุครุ่งเรือง จีนก็ไม่ได้ส่งกองเรือและผู้คนไปตั้งอาณานิคมในต่างแดนแบบชาติตะวันตก การเดินทางของ แม่ทัพเรือเจิ้งเหอ ในศตวรรษที่ 15 เป็นไปเพื่อการทูตและการค้า มากกว่าการยึดครอง

สอง: ภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ยังมีชีวิต ภูมิปัญญาจีนโบราณมิใช่ซากปรักหักพังหรือเป็นโบราณวัตถุล้ำค่าในพิพิธภัณฑ์ หากแต่ยังมีชีวิตในวิธีคิดและวิธีตัดสินใจของผู้นำจีนร่วมสมัย ตัวอย่างที่ชัดเจนคือคำสอนของเล่าจื๊อและขงจื่อ

เล่าจื๊อสอนว่า "ผู้รู้จักพอจะไม่ต้องอับอาย" หลักการนี้แปลเป็นการต่างประเทศได้ว่า: มหาอำนาจที่ไม่รู้จัก "พอ" ต้องการขยายอำนาจไปทุกภูมิภาค ต้องการเป็นผู้นำในทุกเรื่อง ต้องการให้ทุกประเทศยอมรับตนเป็นศูนย์กลาง จะลงเอยด้วยความอัปยศและการล่มสลายเช่นเดียวกับทุกจักรวรรดิที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์

ตรงกันข้าม การรู้จักที่จะ "พอ" ในการต่างประเทศหมายถึงการรู้ว่าขอบเขตอิทธิพลที่เหมาะสมของตนอยู่ตรงไหน การไม่พยายามครอบงำทุกเรื่อง และการปล่อยให้ประเทศอื่นมีพื้นที่ของตนเอง นี่คือวิธีคิดที่อธิบายว่าทำไมจีนจึงไม่ส่งทหารไปทั่วโลกแบบสหรัฐ แม้จะมีศักยภาพทางเศรษฐกิจและการทหารที่จะทำเช่นนั้นได้

ขงจื่อสอนว่า "อย่าทำแก่ผู้อื่นในสิ่งที่ตนไม่ปรารถนา" ในการต่างประเทศ หลักการนี้แปลว่า: จีนรู้ว่าการถูกมหาอำนาจอื่นย่ำยีเป็นอย่างไร จากสนธิสัญญานานกิงหลังสงครามฝิ่น ไปจนถึงการถูกญี่ปุ่นรุกรานในสงครามโลกครั้งที่สอง ความเจ็บปวดจากการตกเป็นเหยื่อของจักรวรรดินิยมนี้เองที่ทำให้จีน "ไม่อยาก" เป็นจักรวรรดิ และไปทำแบบนั้นกับประเทศอื่นที่เข้มแข็งทางการทหารน้อยกว่า

ผมคิดว่านี่มิใช่แค่ศีลธรรมที่กล่าวลอย ๆ แต่เป็นรูปธรรมในการกำหนดนโยบาย: การไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น การไม่ส่งออกระบอบการเมืองของตน และการเน้นความสัมพันธ์แบบประโยชน์ร่วมกัน ทั้งหมดนี้สามารถโยงกลับไปหาหลักการ "อย่าทำแก่ผู้อื่นในสิ่งที่ตนไม่ปรารถนา" ของขงจื่อได้

คำสอนเหล่านี้ไม่ใช่แค่ "คำพูด" ในตำรา ผู้นำจีนร่วมสมัยอ้างอิงคำสอนเหล่านี้ในสุนทรพจน์สำคัญหลายครั้ง โดยเฉพาะเมื่อกล่าวถึงนโยบายต่างประเทศและการสร้างภาพลักษณ์ของจีนในเวทีโลก

สาม: จุดยืนที่ปรากฏมาต่อเนื่อง จีนเสนอแนวคิด "ประชาคมร่วมอนาคตมนุษยชาติ" และ "หลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติห้าประการ" มาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 ก่อนจะมีกำลังทางเศรษฐกิจและการทหารมากมายเช่นทุกวันนี้

.

สี่: ความเสี่ยงที่สูงเกินรับได้ ในยุคอาวุธนิวเคลียร์ การเล่นเกมชิงความเป็นเบอร์หนึ่งตามบทธูซิดิดีส แม้ "ชนะ" ก็คือการแพ้ ซุนวูสอนไว้ว่า "การชนะโดยไม่ต้องรบคือยอดแห่งยุทธศาสตร์" ต่างหาก

กระบวนทัศน์การต่างประเทศแบบจีน: สามแนวคิดหลัก

หนึ่ง: "ใต้หล้า" (เทียนเซี่ย) ทุกสิ่งภายใต้ฟ้าเดียวกัน

แนวคิดโบราณนี้มองโลกเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ฟ้า ไม่มีรัฐใดเป็นเจ้าของฟ้า จักรพรรดิจีนถูกเรียกว่า "โอรสแห่งสวรรค์" (เทียนจื่อ)  ซึ่งแปลว่า "ผู้รับใช้สวรรค์" มากกว่า "เจ้าแห่งฟ้า"

เหตุใดภายใต้ฟ้านี้จึงไม่มีใครเป็นจ้าวได้? เพราะฟ้าในที่นี้หมายถึงระเบียบธรรมชาติที่สมบูรณ์ในตัวเอง ไม่ต้องการผู้ปกครอง ฟ้ากว้างใหญ่เกินกว่าใครจะครอบครอง แม้แต่จักรพรรดิก็เป็นเพียงผู้รับมอบหมายชั่วคราว ที่สามารถถูกถอดถอนได้หากไร้คุณธรรม การอ้างตนเป็นจ้าวคือต้นตอของสงครามและความพินาศ ดังที่ทุกจักรวรรดิล้วนล่มสลายจากการแผ่ขยายเกินตัว

สอง: "วิถีราชา" (หวางเต้า) ปกครองด้วยคุณธรรม ไม่ใช่กำลัง

ขงจื่อแยกแยะระหว่าง "วิถีราชา" — ปกครองด้วยคุณธรรมและความชอบธรรม กับ "วิถีอำนาจ" (ป้าเต้า) 

ปกครองด้วยกำลังบังคับ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐมักถูกวิจารณ์ว่าใช้แนวทางหลังผ่านการตั้งฐานทัพทั่วโลกและการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ

แนวคิด "วิถีราชา" เสนอทางเลือก: การทำให้ประเทศอื่นสมัครใจร่วมมือ เพราะเห็นประโยชน์ร่วมกัน โดยไม่ต้องประกาศตนเป็นผู้นำ

สาม: "ความสมานฉันท์" (เหอ) อยู่ร่วมในความแตกต่าง

"ความสมานฉันท์" แบบจีนยอมรับความแตกต่างหลากหลาย แต่แสวงหาการอยู่ร่วมอย่างสงบ คล้ายอาหารจีนที่ใช้เครื่องปรุงหลากรส แต่เมื่อผสมแล้วกลายเป็นรสสมดุล

นัยของแนวคิดนี้คือ: ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบอบการเมืองของใคร ไม่ต้องกำหนดให้ผู้อื่นเป็นเหมือนตน แต่ยอมรับว่าโลกมีหลายระบบและทั้งหมดสามารถอยู่ร่วมกันได้ ความคิดนี้ก้าวหน้ามาก แม้จะคิดมาเมื่อหลายพันปีแล้ว

จากพีระมิดสู่จักรวาลแห่งดวงดาว

อาจกล่าวได้ว่า โลกแบบอเมริกันคือ พีระมิด มีจุดยอดเดียว ทุกสิ่งลดหลั่นกันลงมา

ส่วนโลกตามแนวคิดนี้คือ จักรวาลแห่งดวงดาว ทุกดวงมีแสงในตัวเอง ไม่มีใครเป็นศูนย์กลาง แต่ทุกดวงส่งอิทธิพลถึงกัน

ในระบบนี้ เราไม่จำเป็นต้องเป็นศูนย์กลาง อาจเป็นเพียง "ดาวเหนือ" ดาวที่ไม่ได้สว่างที่สุด แต่เป็นที่หมายในการเดินทาง เพราะดาวดวงนี้ นิ่ง และ มั่นคง

แนวคิดเหล่านี้อธิบายจีนทุกวันนี้อย่างไร?

อาจถามกันว่า ก็แล้วหลักการโบราณเหล่านี้จะช่วยให้เราเข้าใจท่าทีของจีนในปัจจุบันได้จริงหรือ คำตอบคือ ได้ และอาจอธิบายได้ดีกว่าการมองผ่านกรอบคิดตะวันตกเสียด้วยซ้ำ ขอให้ทำใจเป็นกลาง คิดต่อไป

ประการแรก: การไม่ส่งทหารไปรบในต่างแดน

นับจากสงครามกับเวียดนามในปี 1979 จีนไม่เคยส่งกำลังทหารเข้าสู่ความขัดแย้งขนาดใหญ่ในต่างประเทศอีกเลย — ผิดกับสหรัฐ ขออภัยที่ต้องเอ่ยถึง — ที่ผ่านสงครามอ่าวเปอร์เซีย อัฟกานิสถาน อิรัก และปฏิบัติการทางทหารในลิเบีย ซีเรีย และเร็วนี้ต่อสู้กับอิหร่าน

ในทางตรงข้าม ยิ่งจีนแข็งแกร่งยิ่งขึ้นทางเศรษฐกิจและการทหารมากเท่าใด ดูจีนจะ "ระมัดระวัง" มากขึ้นเท่านั้น

นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่สอดคล้องกับหลัก "วิถีราชา" และคำสอนของซุนวูที่ว่า "การชนะโดยไม่ต้องรบคือยอดแห่งยุทธศาสตร์"

ประการที่สอง: ยุทธศาสตร์ "หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง"

แทนที่จะตั้งฐานทัพเหมือนมหาอำนาจตะวันตก จีนเลือกที่จะสร้างถนน ท่าเรือ ทางรถไฟ และโครงสร้างดิจิทัล ในประเทศยากจนหรือกำลังพัฒนา ใช้การลงทุนและการค้าเป็นเครื่องมือหลัก แทนการใช้กำลังทหาร นักวิจารณ์อาจมองว่านี่คือ "กับดักหนี้" หรือการขยายอิทธิพลรูปแบบใหม่ ต้องดูต่อไป แต่จากมุมมองของกระบวนทัศน์จีน นี่คือการเดินตาม "วิถีราชา" — ทำให้ประเทศอื่นเห็นประโยชน์ร่วมกัน และสมัครใจร่วมมือ โดยไม่ต้องใช้กำลังบังคับ และผู้นำอัฟริกาและละตินอเมริกาจำนวนไม่น้อยออกมาแสดงทัศนะเช่นนี้เองเสียด้วยซ้ำ

ประการที่สาม: ท่าทีต่อความขัดแย้งในทะเลจีนใต้

แม้จะมีข้อพิพาททางดินแดนทางทะเลกับหลายประเทศในอาเซียน จีนเลือกที่จะเจรจาทวิภาคีและผลักดัน "แนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้" แทนการใช้กำลัง แม้จะมีปฏิบัติการสร้างเกาะที่ถูกวิจารณ์หนัก แต่จีนก็ยังไม่เคยเปิดฉากยิงก่อน

นี่สะท้อนแนวคิด "ความสมานฉันท์" การยอมรับว่ามีความขัดแย้ง แต่เลือกที่จะจัดการผ่านการเจรจา ไม่ใช่สงคราม

ประการที่สี่: การตอบสนองต่อแรงกดดันจากสหรัฐ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อสหรัฐใช้มาตรการกีดกันทางการค้า คว่ำบาตรบริษัทเทคโนโลยีจีน และเสริมกำลังในอินโดแปซิฟิก จีนตอบโต้ด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจและการทูต แต่หลีกเลี่ยงการปะทะทางทหารโดยตรง นับตั้งแต่ปี 1979 เป็นต้นมา สงครามกับเวียดนามในปีนั้น เป็นต้นมา จีนไม่มีสงครามกับประเทศใด เว้นแต่การปะทะตามชายแดนบ้าง

นี่คือ "อู๋เหวย" หรือ "การไม่ฝืนธรรมชาติ" "เข้าใจกระแส เข้าใจทิศทาง" ก็สำเร็จผลแล้ว โดยไม่ต้องทำอะไร ในทางปฏิบัติคือไม่ตอบสนอง ไม่ถลำทำตามบทที่อีกฝ่ายคาดหวัง หรือวางหลุมพรางเอาไว้ ไม่ตกหลุมพรางทางความคิดที่ยกระดับความขัดแย้งให้อาจบานปลายไปสู่สงครามได้

ประการที่ห้า: "ประชาคมร่วมอนาคตมนุษยชาติ"

นี่ไม่ใช่แค่วาทกรรมทางการทูต หากแต่เป็นการแปลแนวคิด "ใต้หล้า" ให้เป็นภาษาสมัยใหม่ โลกที่ทุกประเทศอยู่ร่วมกันภายใต้ฟ้าเดียวกัน โดยไม่มีใครเป็นเจ้าของหรือเป็นเบอร์หนึ่งแต่เพียงผู้เดียว

ท่าทีที่เป็นไปได้ต่อสหรัฐ

ภายใต้แนวคิดนี้ ท่าทีที่อาจเกิดขึ้นคือ:

"เราอยู่ภายใต้ฟ้าเดียวกัน ท่านมีวิถีของท่าน เรามีวิถีของเรา เราอาจอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน และช่วยกันดูแลโลกใบนี้"

นี่คือการเสนอทางเลือกที่สาม ไม่ยอมจำนน ไม่ต่อต้าน แต่ "อยู่ร่วมอย่างเสมอภาคในความแตกต่าง"

บทสรุป

การเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการแข่งขันเป็นเบอร์หนึ่ง ไปสู่การอยู่ร่วมภายใต้ฟ้า ไม่ใช่การ "ถอย" แต่คือการ "ก้าวข้าม" กรอบคิดเดิม

กับดักธูซิดิดีสเป็นเรื่องจริงสำหรับผู้ที่เล่นเกมแห่งอำนาจ แต่สำหรับผู้ที่เลือกอยู่นอกเกม มันไม่มีกับดักใด ๆ ให้ติด

นี่คือหลัก "อู๋เหวย" หรือ "การไม่ฝืนธรรมชาติ" ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การไม่ตอบสนองตามบทที่อีกฝ่ายคาดหวัง การไม่กระทำตามแรงยั่วยุ

หากมองในทางปฏิบัติ นี่คือการเสนอให้ระบบระหว่างประเทศเปลี่ยนจากสนามประลองที่มีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว ไปเป็นพื้นที่ที่อำนาจกระจายตัว ต่างฝ่ายต่างรักษาเกียรติภูมิของตนโดยไม่ต้องหักล้างอีกฝ่ายให้ย่อยยับ

สุดท้ายแล้ว คำถามไม่ใช่ "ใครจะเป็นเบอร์หนึ่ง" หากแต่เป็น: เราจะอยู่ร่วมกันในโลกที่ไม่มีใครเป็นเบอร์หนึ่งได้หรือไม่

ความตั้งใจของผู้เขียน

บทความนี้เขียนขึ้นด้วยความหวังว่า สหรัฐจะเข้าใจจีนมากขึ้น — ไม่ใช่ในฐานะ "ศัตรู" หรือ "คู่ท้าทาย" ตามกรอบคิดแบบธูซิดิดีส แต่ในฐานะอารยธรรมที่มีวิธีคิด ภูมิปัญญา และจารีตการต่างประเทศเป็นของตนเอง

การเข้าใจจีนจากวิธีคิดของจีน ไม่ใช่จากการคาดเดาด้วยกรอบคิดตะวันตก อาจเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่มีใครต้องการ และนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างมีเกียรติและเท่าเทียมในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านนี้

เอนก เหล่าธรรมทัศน์

ภาคีราชบัณฑิต

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1487547926078596&id=100044702075274&post_id=100044702075274_1487547926078596&rdid=sy8dIYxAsUR2Jz5g#

นักศึกษารังสิตลุยเวที TEDx Jyoti Singh ขึ้นพูดเวที TEDx เวทีนานาชาติที่คัดเลือกเข้มงวด แสดงวิสัยทัศน์ด้านความสัมพันธ์ สะท้อนศักยภาพนักศึกษาระดับโลก

นักศึกษาการทูต ม.รังสิต สร้างชื่อระดับสากล ได้รับเชิญเป็น Speaker
บนเวที TEDxHarrow Intl School Bangkok 2026

เวทีระดับโลกอย่าง TEDxHarrow Intl School Bangkok 2026 พื้นที่สื่อสารระดับสากลที่ทรงอิทธิพลและจำกัดโอกาสให้เฉพาะผู้ที่มีแนวคิดโดดเด่นและควรค่าแก่การส่งต่อ (Ideas Worth Spreading) กับการก้าวขึ้นสู่เวทีที่มีการคัดเลือกอย่างเข้มข้นในครั้งนี้ นับเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพอันเหนือชั้นของนักศึกษาในรั้วรังสิตที่พร้อมจะแสดงพลังทางปัญญาและวิสัยทัศน์ท่ามกลางการยอมรับจากคนทั่วโลก

Ms. Jyoti Singh นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการพัฒนา (IRD) หลักสูตรนานาชาติ คณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้รับคัดเลือกและรับเชิญให้ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ในฐานะองค์ปาฐก (Speaker) ณ โรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ กรุงเทพฯ โดยการได้รับเชิญให้เป็น Speaker ในครั้งนี้ของ Jyoti Singh ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพที่โดดเด่นของนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต ในการถ่ายทอดเรื่องราวและแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับสังคมในวงกว้าง โดยเฉพาะในมิติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการพัฒนาที่เธอได้ศึกษาอยู่ ตลอดการบรรยายบนเวที Jyoti ได้แสดงให้เห็นถึงทักษะการสื่อสารที่เป็นเลิศและการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของหลักสูตร IRD ที่เน้นให้ผู้เรียนเข้าใจความซับซ้อนของโลกสมัยใหม่และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การก้าวขึ้นสู่เวที TEDx ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จส่วนบุคคล แต่ยังสะท้อนถึงคุณภาพการเรียนการสอนของคณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่มุ่งส่งเสริมให้นักศึกษามี "เสียง" ในระดับสากลและกล้าที่จะแบ่งปันมุมมองเพื่อการเปลี่ยนแปลงโลก

“สำหรับการขึ้นพูดบนเวที TEDx ในครั้งนี้ ฉันได้นำเสนอแนวคิดที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งสอดคล้องกับหัวใจสำคัญของสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการพัฒนา ที่ต้องการให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการเสนอทางออกให้กับประเด็นท้าทายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสิทธิมนุษยชน การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือความร่วมมือระหว่างประเทศ”

อาจารย์ฐานุวัชร์ รินนานนท์ รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้แทนจากคณะการทูตและการต่างประเทศ (SDIS) เปิดเผยว่า "ทางคณะรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ Jyoti Singh ได้เป็นตัวแทนเยาวชนคนรุ่นใหม่ไปแสดงพลังทางความคิดในงาน TEDx ครั้งนี้ การได้รับเกียรติเป็น Speaker ในงาน TEDxHarrow Intl School Bangkok 2026 ของ Jyoti Singh ในฐานะนักศึกษาชั้นปีที่ 2 นับเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า อายุหรือระดับชั้นการศึกษาไม่ใช่ข้อจำกัดในการส่งต่อไอเดียที่มีคุณค่า หากมีความมุ่งมั่นและการสนับสนุนจากสถาบันการศึกษาที่พร้อมเปิดพื้นที่ให้ความเป็นเลิศในทุกด้าน มหาวิทยาลัยรังสิตขอชื่นชมและร่วมเป็นกำลังใจให้ Jyoti ในการสร้างสรรค์ผลงานและเป็นกระบอกเสียงที่สำคัญให้แก่คนรุ่นใหม่ในเวทีระดับนานาชาติต่อไป และนี่คือสิ่งที่สอดคล้องกับนโยบายของคณะที่ต้องการผลักดันให้นักศึกษาไม่ได้มีอยู่เพียงในห้องเรียน แต่ต้องมีความสามารถในการนำเสนอประเด็นสาธารณะและร่วมขับเคลื่อนสังคมด้วยความรู้และจินตนาการ ทั้งนี้ งาน TEDxHarrow Intl School Bangkok 2026 ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการสร้างความตระหนักรู้ และส่งต่อพลังบวกให้กับผู้ฟัง ทั้งในและต่างประเทศ โดยวิดีโอการพูดของ Jyoti จะถูกเผยแพร่ผ่านช่องทางหลักของ TEDx เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจ นี้ไปสู่ผู้คนทั่วโลกต่อไป”

นายกปากีสถาน ยินดีดีลประวัติศาสตร์!! ‘เชห์บาซ ชารีฟ’ เผยทรัมป์–เปเซชเกียน ลงนาม MOU อิสลามาบัด เปิดช่องแคบฮอร์มุซทันที เลิกปิดล้อมทางทะเล

"เชห์บาซ ชารีฟ" นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ประกาศว่าบันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด (MoU) ได้รับการลงนามทางอิเล็กทรอนิกส์โดยทรัมป์และเปเซชเกียนแล้ว

ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะประกาศว่า “บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด” (Islamabad Memorandum of Understanding) อันเป็นประวัติศาสตร์ ได้รับการลงนามทางอิเล็กทรอนิกส์แล้วในวันนี้ ระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ได้รับการลงนามโดยประธานาธิบดีของทั้งสองประเทศ และได้รับการรับรองโดยผมในฐานะผู้ไกล่เกลี่ย การลงนามในข้อตกลงครั้งนี้ในระดับสูงสุดของรัฐบาลทั้งสองฝ่าย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแสวงหาทางออกทางการทูตต่อความขัดแย้ง

บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัดจะมีผลบังคับใช้ทันที โดยในขั้นแรก สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งโดยทันที ขณะที่ สหรัฐอเมริกาจะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลทันทีเช่นกัน

ผมขอแสดงความยินดีจากใจจริง และขอชื่นชมต่อ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ (Donald J. Trump) ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งความมุ่งมั่นต่อแนวทางการทูตและความต้องการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีของเขา ได้ช่วยยุติความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ผลกระทบอันร้ายแรงต่อภูมิภาคและทั่วโลกอีกครั้งหนึ่ง

ผมยังขอชื่นชมความทุ่มเทและความพยายามอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของคณะเจรจาของสหรัฐฯ ซึ่งประกอบด้วย เจดี แวนซ์ (J.D. Vance), สตีฟ วิทคอฟฟ์ (Steve Witkoff) และ จาเร็ด คุชเนอร์ (Jared Kushner) สำหรับบทบาทอันทรงคุณค่าในการทำให้ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นได้

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1325082423113448/?rdid=TUs9YMQS7ApjCgww#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top