Thursday, 4 June 2026
คนต่างด้าว

สตม. รวบหนุ่มแดนมังกรสวมบัตรประชาชนไทย พบประวัติฉ้อโกงประชาชน นานกว่า 14 ปี ความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท

กก.4 บก.สส.สตม. ได้ทำการสืบสวนคนต่างด้าวทำการสวมบัตรประชาชนไทย พบว่า  Mr.Yu (นามสมมติ) อายุ 59 ปี สัญชาติจีน มีพฤติการณ์ต้องสงสัยสวมบัตรประชาชนไทยในชื่อนายยงยุทธ์ จึงได้มีหนังสือไปยังสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย เพื่อสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล อัตลักษณ์ ประวัติการกระทำผิดของ Mr.Yu รับแจ้งว่า Mr.Yu มีประวัติกระทำความผิดในสาธารณรัฐประชาชนจีน ในความผิดฐาน ฉ้อโกงประชาชน โดยพฤติการณ์คือ Mr.Yu ได้เปิดบริษัทประกอบกิจการโรงแรม และได้ชักชวนหลอกลวงกลุ่มผู้เสียหายเข้ามาร่วมลงทุน มูลค่าความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท แล้วได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทย กก.4 บก.สส.สตม. จึงได้รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ Mr.Yu ส่งให้กับกรมการปกครองเพื่อตรวจสอบ ต่อมากรมการปกครอง ได้มีคำสั่งเพิกถอนบุคคลชื่อนายยงยุทธ์ ออกจากฐานระบบทะเบียนราษฎร์ 

จากการสืบสวนของ กก.4 บก.สส.สตม. ทราบว่าหลังจากที่ Mr.Yu ได้เดินทางออกจากประเทศไทยทางจังหวัดสระแก้วเพื่อไปยังประเทศกัมพูชา จากนั้นได้หลบหนีเข้ามายังประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ แล้วได้สวมบัตรประชาชนไทยในชื่อนายยงยุทธ์ อาศัยอยู่ในประเทศไทย มานานกว่า 14 ปี โดยพักอาศัยอยู่บ้านพักแห่งหนึ่งย่านห้วยขวาง จึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ส่วนป้องกันและปรามปรามการทุจริตทางทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง และเจ้าหน้าที่ส่วนการสอบสวนคดีอาญา สำนักการสอบสวนและนิติการ นำหมายค้นของศาลแขวงพระนครเหนือเข้าตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบ Mr.Yu พร้อมบัตรประชาชนไทยชื่อนายยงยุทธ์ ซึ่ง Mr.Yu ให้การรับสารภาพว่าได้หลบหนีเข้ามาที่ประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติและทำการสวมบัตรประชาชนไทย เมื่อปี พ.ศ.2553 และได้อยู่ในประเทศไทยมาโดยตลอด เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต นำตัวส่ง พนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. ดำเนินคดีตามกฎหมาย สำหรับในส่วนการกระทำความผิดในเรื่องของการสวมบัตรและการใช้บัตรประชาชนที่ได้มาจากการกระทำความผิด กรมการปกครองได้พิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปแล้ว      

สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิด ในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือติดต่อตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สืบ ตม.รวบ 18 จีน พร้อมคนนำพาชาวไทย ยึดมือถือ 35 เครื่อง ซิมการ์ด 92 เบอร์

(18 พ.ย. 67) กก.2 บก.สส.สตม. จับกุมนายอดิศักดิ์ (นามสมมติ) อายุ 43 ปี สัญชาติไทย โดยกล่าวหาว่า รู้ว่าคนต่างด้าวคนใดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืน พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยเหลือ ด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม และจับกุมนายยีซุย (นามสมมติ) อายุ 21 ปี สัญชาติจีน พร้อมกับพวกรวม 18 คน โดยกล่าวหาว่า เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.สส.บก.ตม.3 ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุม รีสอร์ตแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จว.ปทุมธานี
พฤติการณ์จับกุม เจ้าหน้าที่ กก.2 บก.สส.สตม. ได้รับแจ้งจากสายลับว่า จะมีการลักลอบขนคนต่างด้าว เข้าเมืองผิดกฎหมายมาพักไว้ที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.ลำลูกกา จว.ปทุมธานี จึงได้ลงพื้นที่สืบสวนหาข่าวติดตามเฝ้าสังเกตการณ์ จนทราบจุดซ่อนตัวอยู่ที่รีสอร์ตใน ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จว.ปทุมธานี จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นจึงได้เข้าตรวจสอบ พบชายชาวจีนซึ่งลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย จำนวน 18 คน กระจายพักอาศัย 4 ห้อง และพบคนไทยทราบชื่อว่า นายอดิศักดิ์ จากการตรวจค้นภายในห้องพักพบโทรศัพท์มือถือจำนวน 35 เครื่อง ซิมการ์ดโทรศัพท์เมียนมา ซิมการ์ดระหว่างประเทศ รวม 92 หมายเลข จากการสอบถามชาวจีนทั้ง 18 คน ให้การว่าเดินทาง มาจากประเทศจีนเพื่อมาทำงานคอลเซ็นเตอร์ โดยเคยทำที่ประเทศลาว กัมพูชา และเมียนมา มาก่อน ในครั้งนี้ลักลอบเข้าประเทศไทยเพื่อจะเดินทางไปยังชายแดน อ.แม่สอด จว.ตาก และไปทำงานเป็นพนักงานคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเมียนมา โดยได้ขึ้นรถที่บริเวณใกล้ชายหาด อ.หัวหิน มีนายอดิศักดิ์เป็นผู้ให้การช่วยเหลือในการจัดหารถ ขับรถนำทางมาที่รีสอร์ต เช่าห้องพักที่รีสอร์ต จัดหาอาหารให้ ส่วนโทรศัพท์และซิมการ์ดที่เจ้าหน้าที่ยึดได้นั้น จะนำไปใช้เปิดบัญชีโซเชียลมีเดีย เพื่อการหลอกลวงผู้เสียหาย ส่วนนายอดิศักดิ์ให้การว่าได้รับการว่าจ้างจากนายหน้าทางภาคใต้ ให้นำ คนจีนทั้ง 18 คน ไปส่งยังชายแดน อ.แม่สอด จว.ตาก โดยเป็นผู้นำทาง ติดต่อรถรับส่ง จัดหาอาหาร ได้รับเงินค่าจ้าง 12,000 บาทต่อคน เจ้าหน้าที่ กก.2 บก.สส.สตม. จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาและจับกุมทั้ง 19 คน ดำเนินคดีในข้อหาดังกล่าว และยึดของกลางไว้ตรวจสอบและสืบสวนขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการต่อไป

สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิด ในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือติดต่อตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

ผบ.ตร. สั่งระดมกวาดล้างต่างด้าวกระทำผิดกฎหมายทั่วประเทศ 18 – 24 กุมภาพันธ์ 2568 จับกุมกว่า 9,500 ราย กำชับปฏิบัติการต่อเนื่อง

(26 ก.พ.68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามนโยบาย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สั่งการให้ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) โดยมี พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ ให้ทุกหน่วยระดมกวาดล้างอาชญากรรมในพื้นที่รับผิดชอบ ในห้วงระหว่างวันที่ 18 – 24 กุมภาพันธ์ 2568 โดยมุ่งเน้นจับกุมการกระทำความผิดของคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และคนต่างด้าวถูกหลอกลวง หรือประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย และอาชญากรรมข้ามชาติ นั้น 

ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) สรุปผลการระดมกวาดล้างอาชญากรรมทั่วประเทศระหว่างวันที่ 18 – 24 กุมภาพันธ์ 2568 มีการจับกุมรวมทั้งสิ้น 9,532 ราย แบ่งเป็น จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 207 ราย , ลักลอบหลบหนีเข้าเมือง 6,239 ราย , Over stay 875 ราย , เพิกถอนการอนุญาต 120 ราย , ทำงานโดยผิดกฎหมาย 463 ราย และอื่นๆ 1,628 ราย โดยผู้ต้องหาเป็นสัญชาติไทย 564 ราย , เมียนมา 4,879 ราย , ลาว 1,699 ราย , กัมพูชา 1,376 ราย เวียดนาม 103 ราย และอื่นๆ 911 ราย  

โดยในจำนวนนี้มีการจับกุมรายสำคัญหลายราย อาทิ การสกัดจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ซุกระเบิดสังหารชนิดขว้างและคีตามีน กว่า 1 กิโลกรัม และยาเสพติดชนิดอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นปฏิบัติการร่วมระหว่างตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจสอบสวนกลาง และตำรวจท่องเที่ยว จับกุมผู้ต้องหา จำนวน 4 ราย เป็นสัญชาติไทย ไต้หวัน และ ฟิลิปปินส์ จากการตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหาชาวไต้หวันที่ถูกจับกุม เป็นบุคคลที่ทางการไต้หวันได้ออกหมายจับ จำนวน 5 คดี และชาวฟิลิปปินส์ จำนวน 2 คน เชื่อว่าน่าจะถูกหลอกลวงไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในประเทศเมียนมา เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสิงห์บุรี คัดกรองเพื่อหาข้อบ่งชี้จากการค้ามนุษย์ตามกลไกส่งต่อระดับชาติ (NRM) 

อีกคดี ได้แก่ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดสุรินทร์ ให้ความช่วยเหลือบุคคลต่างด้าวสัญชาติจีน ในพื้นที่ อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งให้การว่าถูกกลุ่มขบวนการนำพาตนกับพวกรวมสัญชาติจีน รวม 6 คน เดินทางด้วยรถยนต์กระบะจากพื้นที่ชายแดนมายังจุดเกิดเหตุ เมื่อมีโอกาสจึงกระโดดรถหลบหนีออกมา จากนั้นได้ขยายผลตรวจสอบบ้านเช่าและอาคารพาณิชย์ในพื้นที่ จ.สุรินทร์ ที่สืบทราบว่ามีการนำพาคนต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย และเป็นสถานที่ปลอมพาสปอร์ตคนจีนที่กลุ่มขบวนการขนคนได้ลักลอบพาเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่หากถูกเรียกตรวจ จึงได้จับกุมผู้ต้องหา จำนวน  13 ราย ดำเนินการตามกฎหมายทั้งขบวนการ รวมทั้งดำเนินการสืบสวนขยายผลต่อไป

ทั้งนี้ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ผบ.ตร.ได้กำชับศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการกวดขัน สืบสวน ป้องกัน ปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง รวมถึงมีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของประชาชน สอดรับตามนโยบายของรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

‘ตรีนุช’ ย้ำ!! อาชีพไกด์ ห้าม!! ต่างด้าวทำ ต้องสงวนไว้ให้ ‘คนไทยเท่านั้น’ ฝ่าฝืน!! มีโทษปรับสูงสุด 50,000 บาท ส่งกลับประเทศ

(23 ต.ค. 68) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงไฮซีซันด้านการท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐประชาชนจีนที่นิยมเดินทางในรูปแบบกรุ๊ปทัวร์หรือผ่านบริษัทนำเที่ยว ซึ่งส่งผลให้มีผู้ประกอบธุรกิจบางรายใช้บริการไกด์หรือมัคคุเทศก์ชาวต่างชาติที่ลักลอบประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ในประเทศไทย ซึ่งเป็นการกระทำที่มีความผิดตามกฎหมาย เพราะอาชีพมัคคุเทศก์หรืองานจัดนำเที่ยว เป็นงานที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพต้องมีสัญชาติไทยเท่านั้น และเป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยเด็ดขาด ซึ่งระบุไว้ในบัญชีท้ายประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ

นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า รัฐบาล มีนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อนำเงินตราเข้าประเทศ ซึ่งหากผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวเลือกจ้างไกด์ต่างชาติแทนคนไทย นอกจากจะมีความผิดตามกฎหมายแล้วยังถือเป็นการแย่งอาชีพของคนไทยอีกด้วย เนื่องจาก งานมัคคุเทศก์ หรืองานจัดนำเที่ยว เป็นงานที่กฎหมายกำหนดไว้ในบัญชีที่ 1 ห้ามคนต่างด้าวทำเด็ดขาดในจำนวน 27 งาน เพราะเป็นอาชีพสงวนของไทย คนต่างด้าวจึงไม่สามารถขอใบอนุญาตทำงานต่อนายทะเบียนเพื่อทำงานดังกล่าวได้ รวมทั้งหากได้รับใบอนุญาตทำงานแล้วแต่ภายหลังลักลอบทำงานมัคคุเทศก์ จะมีความผิดตามกฎหมาย

“คนต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่ทำได้ มีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท และจะถูกส่งกลับประเทศต้นทาง รวมถึงห้ามขอใบอนุญาตทำงานเป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับโทษ ขณะที่นายจ้าง/สถานประกอบการที่รับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน หรือให้คนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ  จะมีความผิดเช่นเดียวกัน โดยมีโทษปรับตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน หากกระทำผิดซ้ำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 – 200,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน และห้ามจ้างคนต่างด้าวทำงานเป็นเวลา 3 ปี” นางสาวตรีนุช  กล่าว

ผู้ที่พบเห็นการจ้างคนต่างชาติทำงานโดยผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน โทร. 02 354 1729 หรือที่สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 และสำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top