Wednesday, 23 September 2026
คดีฆาตกรรม

ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชื่นชมตำรวจจราจรคุณภาพ ไหวพริบดี ช่างสังเกต จนสามารถจับกุมคนร้ายคดีฆาตกรรม 

เมื่อวานนี้ (4 มี.ค.68) พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากกรณีตำรวจจราจร สภ.เมืองนครปฐม สามารถจับกุมตัวคนร้ายคือ นายเคี่ยม อดีตนักมวยซึ่งกลายเป็นทาสยาเสพติด ก่อเหตุสะเทือนขวัญฆาตกรรมแม่แท้ๆ ภายในบ้านพักในพื้นที่หมู่ 3 บ้านเกาะแต้ว ต.เกาะเปียะ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง พบศพเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา หลังก่อเหตุคนร้ายได้ขี่รถจักรยานยนต์หลบหนี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้วิทยุสกัดจับตามเส้นทางต่างๆ กระทั่งวันที่ 2 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 11.00 น. ตำรวจจราจร สภ.เมืองนครปฐม ใช้ไหวพริบในการปฏิบัติหน้าที่สามารถจับกุมตัวไว้ได้นั้น มีกระแสชื่นชมในโลกโซเชียลจำนวนมาก 

การจับกุมคนร้ายดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่าง ร.ต.ต.กฤตปณัชช์ ทองยินดี รองสารวัตรฝ่ายจราจร สภ.เมืองนครปฐม ขี่รถจักรยานยนต์ออกตรวจสภาพการจราจรพื้นที่รับผิดชอบ ได้พบนายเคี่ยม ขี่รถจักรยานยนต์บริเวณไฟแดงจุดโพธิ์ทอง ไม่สวมหมวกกันน็อค สภาพมีพิรุธ ท่าทางเหมือนคนเสพยาเสพติด หากปล่อยไปให้ขับขี่ต่อเกรงว่าจะเกิดอันตรายกับผู้ใช้ทางทั่วไป ซึ่งอาจเกิดอุบัติเหตุความสูญเสียต่างๆ ได้ ประกอบกับสังเกตทะเบียนรถเป็นทะเบียน จ.ตรัง จึงเอะใจว่าขี่รถจักรยานยนต์มาหลายร้อยกิโลเมตรมาที่ จ.นครปฐม จึงได้เรียกตรวจและแจ้งกับนายเคี่ยม ว่าทำผิดกฎจราจร ไม่สวมหมวกกันน็อค และไม่มีใบขับขี่ และให้โทรศัพท์แจ้งญาติมาเสียค่าปรับ ก่อนพาไปสถานีตำรวจ สุดท้ายสืบทราบว่าชายคนนี้คือคนร้ายที่ทำร้ายแม่เสียชีวิตแล้วหลบหนี

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าว พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ชื่นชม ร.ต.ต.กฤตปณัชช์ฯ ที่มีไหวพริบปฏิภาณในการปฏิบัติหน้าที่ พบเห็นผู้กระทำความผิด แม้เป็นเรื่องที่เล็กน้อยไม่สวมหมวกนิรภัย แต่เห็นว่ามีการขับขี่ที่ผิดปกติวิสัย ด้วยความ ห่วงใยผู้ที่ขับขี่ยานพาหนะเอง และประชาชนทั่วไปที่ร่วมใช้รถใช้ถนน จึงเรียกตรวจ และมีความช่างสังเกตในความผิดปกติอื่นๆ จึงดำเนินการจนสามารถจับกุมคนร้ายได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งกรณีนี้นับว่า ร.ต.ต.กฤตปณัชช์ฯ เป็นตัวอย่างที่ดีของตำรวจจราจรคุณภาพ ที่ไม่ได้ดูแลประชาชนด้านการจราจรเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังใช้ทักษะและจิตวิญญาณของความเป็นตำรวจในการปราบปรามจับกุมคนร้ายอีกด้วย  

ตำรวจไทยยืนยันสาเหตุการเสียชีวิต!! ของหญิงไทยที่ถูกกล่าวหาว่า ถูกชายชาวออสเตรเลียฆาตกรรม ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ตำรวจย้ำเดินหน้าความยุติธรรมทั้งคนไทยและต่างชาติ

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ตำรวจไทยยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตของหญิงไทยที่ถูกกล่าวหาว่าถูกชายชาวออสเตรเลียฆาตกรรมในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

ตามรายงานการชันสูตรพลิกศพของตำรวจที่สำนักข่าว ABC ได้รับมา ระบุว่า ธัญชนก ดอนหอมหล้า วัยรุ่นสาวชาวไทย ถูกทำให้ขาดอากาศหายใจเสียชีวิต

ตำรวจไทยแจ้งกับสำนักข่าวเอพีว่า จากหลักฐานที่รวบรวมได้ พวกเขาเชื่อว่าการสืบสวนใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว

กรณีชายชาวออสเตรเลียวัย 65 ปี ถูกกล่าวหาว่าฆาตกรรมหญิงไทยวัย 17 ปี หรือ “น้องเค้ก” ธัญชนก ดอนหอมหล้า ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ยังคงเป็นคดีที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากทั้งในประเทศไทยและออสเตรเลีย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและรอผลการชันสูตรอย่างเป็นทางการ เพื่อประกอบสำนวนคดี

สำนักข่าวรอยเตอร์ส์รายงานว่า ผู้ต้องสงสัยชื่อนายไซมอน ปีเตอร์ คาร์แมน เป็นชายชาวออสเตรเลียอายุ 45 ปี ถูกจับกุมที่สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน ขณะกำลังซื้อตั๋วเครื่องบินสายการบินเจ็ตสตาร์ เพื่อเดินทางกลับมายังนครเพิร์ธ รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย

พ.ต.อ. เอนก สระทองอยู่ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา เปิดเผยกับเอสบีเอส ไทย ว่า จากพยานแวดล้อมและหลักฐานที่ตำรวจมีในขณะนี้ เชื่อว่าผู้ต้องหาเป็นผู้ลงมือทำร้ายผู้เสียชีวิต โดยระบุว่า “ไม่มีคนอื่นเข้าไป [ในห้อง] นอกเหนือจากคุณไซมอนและน้องเค้ก” ขณะที่ผู้ต้องหาให้การอ้างว่าได้บีบคอผู้เสียหายจนแน่นิ่ง ก่อนนำร่างไปไว้ในห้องน้ำ และภายหลังนำศพใส่กระเป๋าเพื่อนำไปทิ้ง
สำหรับบาดแผลรอยข่วนที่พบบนร่างของผู้ต้องหา ตำรวจสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากการต่อสู้ของผู้เสียชีวิตระหว่างถูกทำร้าย โดย พ.ต.อ.เอนก กล่าวว่า

“น้องอาจจะมีการต่อสู้ระหว่างที่อาจจะถูกบีบคอ ก็อาจจะดิ้นหรืออะไรต่าง ๆ มือก็คงไปข่วนที่ตัวของคุณไซมอน”

ในประเด็นแรงจูงใจของคดี ตำรวจระบุว่า ผู้ต้องหาอ้างว่าเกิดจากการทะเลาะกันเรื่องส่วนตัว แต่เจ้าหน้าที่ขอสงวนความเห็นในส่วนนี้ เนื่องจากผู้เสียชีวิตไม่สามารถชี้แจงหรือโต้แย้งข้อกล่าวอ้างดังกล่าวได้

จากการสอบสวนพบว่า ก่อนเกิดเหตุ ผู้เสียชีวิตได้ส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชันไลน์ถึงเพื่อน โดยแจ้งว่าได้เดินทางมาถึงห้องพักของผู้ต้องหาแล้ว และกล่าวว่าห้องพักมีสภาพรก แต่ไม่มีข้อความใดที่บ่งชี้ว่าผู้เสียชีวิตรู้สึกไม่ปลอดภัยหรือคาดว่าจะเกิดอันตรายขึ้น

ด้านครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้ติดต่อพนักงานสอบสวนและแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สามารถติดตามตัวผู้ต้องหาได้อย่างรวดเร็ว
พ.ต.อ.เอนก กล่าวว่า ในช่วงแรกของการสืบสวน ตำรวจรับแจ้งเพียงว่ามีเยาวชนสูญหายและไม่สามารถติดต่อได้ จึงแจ้งข้อหาพรากผู้เยาว์ไว้ก่อน เนื่องจากขณะนั้นยังไม่พบศพของผู้เสียชีวิตและยังไม่พบกระเป๋าที่ใช้ซ่อนศพ

สำหรับกระบวนการทางกฎหมาย เจ้าหน้าที่ระบุว่า คดีนี้มีอัตราโทษสูง โดยหากพิสูจน์ได้ว่าเป็นการกระทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อัตราโทษสูงสุดตามกฎหมายไทยคือประหารชีวิต อย่างไรก็ตาม การกำหนดโทษจะขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ผลการพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ คำให้การของผู้ต้องหา และดุลพินิจของศาล

ในฐานะที่ผู้ต้องหาเป็นชาวออสเตรเลีย พ.ต.อ.เอนก ระบุว่า สถานทูตออสเตรเลียได้ติดต่อมายังเจ้าหน้าที่เพื่อสอบถามรายละเอียดของคดีแล้ว และตำรวจพร้อมรับฟังข้อสงสัยหรือข้อมูลที่อาจเป็นประโยชน์ต่อการต่อสู้คดีของผู้ต้องหา ทั้งนี้ เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง เจ้าหน้าที่ได้จัดหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหาในระหว่างการสอบสวนตามกระบวนการกฎหมายไทย

ผู้กำกับการตำรวจยังยอมรับว่า ในพื้นที่พัทยาเคยมีเหตุทะเลาะวิวาทหรือทำร้ายร่างกายระหว่างชาวต่างชาติกับผู้หญิงไทยเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากความเข้าใจผิดหรือการโต้เถียงกัน แต่โดยทั่วไปไม่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตเช่นคดีนี้

อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.เอนก ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ความสำคัญกับการสร้างความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวและการอำนวยความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย โดยกล่าวว่า “ไม่ว่าจะเป็นชาวต่างชาติหรือคนไทยที่กระทำผิด เราพยายามจะทำให้ความยุติธรรมทุกฝ่ายอยู่แล้ว” พร้อมยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นกรณีที่ไม่คาดคิดและไม่สะท้อนภาพรวมด้านความปลอดภัยของเมืองพัทยา

ที่มา : https://www.sbs.com.au/language/thai/th/podcast-episode/pattaya-police-australian-man-charged-for-murder/dzvdgn6m4?fbclid=IwY2xjawTzT4VwZG9mAWV4dG4DYWVtAjEwAGJyaWQRMWUxMXVLQ2xnQVp3TGtYV2NzcnRjBmFwcF9pZBAyMjIwMzkxNzg4MjAwODkyAAEeJSwe8zhWSBqgOBXC42Q0T6tV2Uh3SdCzSU7yu-qGf4-oYyAdKF1uVZxDTH4_aem_XL5UyI11zOZqUsKG24n6zA

คดีสาวจีนในแทกูสะเทือนสังคม!! จากทริปรับปริญญาสู่โศกนาฏกรรม สาวจีนรับปริญญาเกาหลีใต้หายปริศนา ก่อนพบเป็นศพในบ้านอาจารย์ ตำรวจเร่งสอบปมฆาตกรรม

สาวจีนไปรับปริญญาที่เกาหลีใต้ก่อนหายตัว สุดท้ายพบศพในบ้านอาจารย์

เหวินเหวิน (นามสมมุติ) หญิงชาวจีนวัย 25 ปี เพิ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยแดกูคาทอลิก (Daegu Catholic University) ในเกาหลีใต้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาและเดินทางกลับจีนหลังจบการศึกษา

กระทั่งวันที่ 14 ส.ค. เธอเดินทางกลับไปยังเมืองแทกู เกาหลีใต้เพียงลำพัง เพื่อไปรับใบปริญญาที่มหาวิทยาลัย โดยมีกำหนดเดินทางกลับจีนจากท่าอากาศยานนานาชาติอินชอนในวันที่ 23 ส.ค. เพื่อเริ่มต้นการทำงาน ชีวิตของหญิงสาวดูเหมือนกำลังเดินหน้าไปสู่บทใหม่อย่างราบรื่น แต่เหตุการณ์ไม่คาดคิดกลับเกิดขึ้นก่อนที่เธอจะได้เดินทางกลับบ้าน

หลังเดินทางถึงเกาหลีใต้ เหวินเหวินยังคงติดต่อกับครอบครัวที่จีนอย่างสม่ำเสมอและรายงานความเคลื่อนไหวให้พี่สาวทราบทุกวัน โดยคืนวันที่ 19 ส.ค. เวลาประมาณ 23.30 น. ทั้งคู่ยังพูดคุยกันผ่านวิดีโอคอลตามปกติ ไม่มีสัญญาณผิดปกติหรือความหวาดกลัวใดๆ

กระทั่งช่วงค่ำวันที่ 20 ส.ค. เวลาประมาณ 19.00-20.00 น. เหวินเหวินเก็บสัมภาระออกจากที่พักของเพื่อน โดยตั้งใจจะไปพักที่โรงแรมย่านการค้าทงซองโรในเมืองแทกู ก่อนเดินทางต่อไปยังสนามบินอินชอน แต่หลังจากออกจากที่พัก เธอกลับขาดการติดต่อ โทรศัพท์ถูกปิดและไม่สามารถติดตามที่พัก การใช้จ่ายหรือเส้นทางการเดินทางได้ ขณะที่ข้อมูลตรวจคนเข้าเมืองระบุว่าเธอมีเพียงประวัติเดินทางเข้าเกาหลีใต้และยังไม่มีข้อมูลการเดินทางออกนอกประเทศ

เมื่อครอบครัวเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงเริ่มความช่วยเหลือจากหลายฝ่าย แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า ฃกระทั่งวันที่ 22 ส.ค. ครอบครัวได้แจ้งความในจีน ก่อนที่ข้อมูลคดีจะถูกส่งต่อให้ตำรวจเกาหลีใต้ดำเนินการ โดยในช่วงแรก คดีถูกจัดเป็นกรณีบุคคลสูญหายทั่วไป ทำให้การสอบสวนดำเนินไปอย่างล่าช้า

เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านภาษา ครอบครัวจึงต้องว่าจ้างทนายความในเกาหลีใต้เพื่อประสานงานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบคดี แต่สามารถได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพียงเล็กน้อย ครอบครัวจึงติดต่อสถานกงสุลใหญ่จีน ณ เมืองปูซานเพื่อขอความช่วยเหลือ พร้อมเผยแพร่ข้อมูลตามหาผ่านช่องทางออนไลน์ โดยหวังว่าจะสามารถพบตัวและยืนยันได้ว่าเธอยังปลอดภัย

ต่อมา ช่วงค่ำของวันที่ 21 ส.ค. เจิ้งชางเซิ่ง ชายชาวจีนเชื้อสายเกาหลีวัย 30 กว่าปีและผู้ถือสถานะผู้พำนักถาวรในเกาหลีใต้เดินทางเข้าแจ้งความกับตำรวจด้วยตัวเอง โดยอ้างว่าเป็นแฟนหนุ่มของเหวินเหวิน พร้อมแจ้งว่าเธอหายตัวไปและขอให้ตำรวจช่วยติดตามหา เขายังแสดงท่าทีวิตกกังวลและให้ความร่วมมือในการสอบถามของตำรวจอย่างเต็มที่

แต่เมื่อการสืบสวนลงลึกมากขึ้น คำให้การของเขากลับพบพิรุธหลายจุดและไม่สอดคล้องกับภาพจากกล้องวงจรปิด ทำให้ข้อสงสัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ชุดสืบสวนจึงเร่งปรับแนวทางการทำงานและยกระดับจากคดีคนหายเป็นคดีฆาตกรรม กระทั่งช่วงเย็นวันที่ 25 ส.ค. ตำรวจเข้าควบคุมตัวเจิ้งชางเซิ่ง ก่อนเข้าตรวจค้นบ้านพักของเขาในตำบลฮายัง เมืองคย็องซานและพบร่างไร้วิญญาณของเหวินเหวินอยู่ภายใน

เจิ้งชางเซิ่งเป็นอาจารย์ผู้สอนในสถาบันการศึกษาที่เหวินเหวินศึกษาอยู่ โดยทั้งสองมีความสัมพันธ์ในฐานะอาจารย์กับนักศึกษา ส่วนความสัมพันธ์ในฐานะแฟนที่เขากล่าวอ้างนั้นเป็นเพียงข้อมูลที่เขาอ้างต่อบุคคลภายนอกฝ่ายเดียวและตำรวจยังไม่ได้ยืนยันว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวแต่อย่างใด ทั้งนี้มีข้อมูลว่าเหวินเหวินมีคนรักอยู่ที่จีนอยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน อดีตนักศึกษาบางรายได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยอ้างว่าเจิ้งชางเซิ่งเคยมีพฤติกรรมคุกคามนักศึกษาหญิงและถึงขั้นใช้เรื่องการจบการศึกษาเป็นเงื่อนไขกดดันนักศึกษา และหตุร้องเรียนในครั้งนั้นก็ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม

หลายฝ่ายสงสัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของทั้งสอง รวมถึงแรงจูงใจที่อาจอยู่เบื้องหลัง โดยตำรวจเกาหลีใต้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบหลักฐานเพิ่มเติม

ด้านสถานกงสุลใหญ่จีน เมืองปูซานได้ขอให้ตำรวจเกาหลีใต้เร่งตรวจสอบรายละเอียดของคดีอย่างรอบด้านและดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องตามกฎหมาย พร้อมทั้งจะให้ความช่วยเหลือครอบครัวของผู้เสียชีวิตในการจัดการเรื่องต่างๆ ความจำเป็นตลอดกระบวนการ

แม้เกาหลีใต้จะมีสถานการณ์ด้านความปลอดภัยโดยรวมอยู่ในระดับดี แต่ในพื้นที่ห่างไกล การถูกคนรู้จักทำร้ายอาจรับมือได้ยากกว่าการเผชิญเหตุจากคนแปลกหน้า เนื่องจากความคุ้นเคยทำให้หลายคนไม่ทันระมัดระวัง

ขณะนี้ทุกฝ่ายยังคงเฝ้ารอความจริงจากกระบวนการยุติธรรมเกาหลีใต้ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับผู้เสียชีวิตและครอบครัว

ที่มา : https://www.facebook.com/100059514523438/posts/1431822808811523/?rdid=o9c9h5bV6aBHEj0S#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top