Thursday, 4 June 2026
ขายชาติ

‘จีน’ แฉ!! ทุน NED ปั้นชาติ ปชต.จอมปลอม ก่อเหตุจลาจล เพื่อหนุนประโยชน์ให้มะกัน

เค้าลางการปะทะทางการทูตและเศรษฐกิจ ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ดูจะระอุมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสหรัฐฯ ปักหมุดรุกคืบในเอเชีย-แปซิฟิกอย่างต่อเนื่อง เพื่อพุ่งเป้าปิดล้อมจีน รวมถึงโดดเดี่ยวรัสเซียอย่างออกนอกหน้าไม่ปิดบัง 

อย่างไรก็ตามทางการจีนได้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วทั้งด้านเศรษฐกิจการเมืองและการทหาร โดยไม่ยอมเป็นฝ่ายถูกกระทำแต่ฝ่ายเดียว ผ่านท่าทีของเจ้าหน้าที่จีน และคำพูดของผู้นำที่ยกระดับเข้มข้นขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 

ล่าสุดกระทรวงการต่างประเทศจีนได้เผยแพร่รายงานเปิดโปงพฤติกรรมบ่อนเซาะ แทรกแซงของสหรัฐฯ ในโลกอย่างหมดเปลือกว่า แผนการร้ายทำลายประเทศอื่นๆ นั้นผ่านเข้ามาในฉากหน้าของประชาธิปไตยโดยหน่วยงานเอ็นจีโอหลักที่เรียกว่า NED 

เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 65 สำนักข่าวโกลบอลไทมส์ รายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศจีนเปิดเผยรายงาน การบริจาคเพื่อประชาธิปไตยแห่งชาติ โดยองค์กร NED ของสหรัฐ หรือ The National Endowment for Democracy ซึ่งมีสถานะหนึ่งเหมือน ‘ทหารราบ’, ‘ถุงมือขาว’ และ ‘ครูเสดประชาธิปไตย’ ของรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลังการจลาจลแบ่งแยกดินแดน การปฏิวัติสี และวิกฤตทางการเมืองทั่วโลก โดยเอกสารข้อเท็จจริงที่เผยแพร่โดยกระทรวงการต่างประเทศจีน เมื่อวันเสาร์ที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่า... 

รัฐบาลหุ่นเชิดในประเทศต่างๆ และการปลูกฝังกองกำลังหุ่นเชิดที่สนับสนุนสหรัฐฯ เกิดขึ้นภายใต้ข้ออ้างว่าส่งเสริมประชาธิปไตย

ประเทศจีนเป็นเป้าหมายหลักของกิจกรรมการแทรกซึมและการโค่นล้มของ NED มานานแล้ว NED ลงทุนมหาศาลในโครงการต่อต้านจีนที่มุ่งแบ่งเขตซินเจียง ทิเบต และฮ่องกงออกจากจีน 

อย่างไรก็ตาม จะสังเกตได้ว่าความพยายามใดๆ ที่จะเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นๆ ในนามของประชาธิปไตยนั้น ล้วนไม่เป็นที่นิยม และในที่สุดก็ประสบกับภาวะที่ล้มเหลว เฉกเช่นกรณีที่ฮ่องกง

ในรายงานดังกล่าว ยังระบุอีกว่า สหรัฐฯ ใช้ประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือและอาวุธมานานแล้ว เพื่อบ่อนทำลายประชาธิปไตยในนามของประชาธิปไตยจอมปลอม ยุยงให้เกิดความแตกแยกและการเผชิญหน้า และเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของประเทศอื่นๆ ซึ่งก่อให้เกิดผลร้ายตามมา คือ NED ได้ล้มล้างรัฐบาลที่ถูกกฎหมาย และปลูกฝังกองกำลังหุ่นเชิดของสหรัฐฯ ทั่วโลกภายใต้ข้ออ้างในการส่งเสริมประชาธิปไตย

ไทยติดโผ 1 ใน 4 ประเทศสุดขัดใจต่างชาติ เพราะครอบครองสิทธิที่ดินได้ยากที่สุด

(31 ต.ค. 65) จากเฟซบุ๊ก 'Pat Sangtum ได้โพสตฺ์ข้อความ ระบุว่า...

ประเทศไทยเป็น 1 ใน 4 ประเทศในโลกที่บุคคลต่างชาติจะครอบครองกรรมสิทธิที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์ได้ยากที่สุด เช่นเดียวกับ เวียดนาม, เม็กซิโก และกรีซ

นั่นเท่ากับประเทศที่ยอมให้ชาวต่างชาติเป็นเจ้าของที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ได้ ทั้งสหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, อิตาลี, ฝรั่งเศส, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย ฯลฯ ล้วนขายชาติทั้งนั้นใช่ไหม?

อย่าไปเรียกใครว่าขายชาติแบบชุ่ย ๆ เอาเวลาไปหาซื้อสมองก่อน


ที่มา: https://www.facebook.com/100000845184675/posts/pfbid0S1u11jo8KV7ybcyN8Kkx89LVdDq8EHXaZqjMhWbkGrRJWZtwn66211x9eMUxHsPJl/

‘พิชัย’ อัด ‘ประยุทธ์’ ล้มเหลวแก้ราคาพลังงาน พร้อมจวก ‘ขายชาติ’ หลังจะปล่อยขายที่ต่างชาติ

(1 พ.ย. 65) ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองประธานยุทธศาสตร์พรรคพท.ด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ความล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ได้รับการตอกย้ำอีกครั้งจากการกระทำของพล.อ.ประยุทธ์เองที่อนุญาตให้ต่างชาติซื้อที่ดินได้ง่าย จะทำให้ที่ดินราคาเพิ่มขึ้นสูง คนไทยส่วนใหญ่ประมาณ 80% ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง จะเดือดร้อนและจะไม่มีปัญญาซื้อที่ดินเป็นของตัวเองได้ ทำให้ถูกโจมตีทั้งโซเชียลอย่างหนักว่าเป็นการขายชาติมากกว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ แต่เรื่องที่น่าจะเป็นปัญหาและที่ขาดความรู้ความเข้าใจ คือเรื่องพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงหลังที่ราคาพลังงานแพงขึ้นมาก ทั้งราคาน้ำมัน ก๊าซหุงต้มราคาไฟฟ้าที่มหาโหด

นายพิชัย กล่าวต่อว่า โดยเฉพาะราคาไฟฟ้าที่พุ่งขึ้นมากถึงหน่วยละ 4.72 บาท และยังมีแนวโน้มที่จะขึ้นต่ออีก ส่วนหนึ่งมาจากให้ใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าที่เกินความจำเป็น ทำให้มีปริมาณการผลิตไฟฟ้าสูงกว่า 50% ทำให้ต้องจ่ายค่าความพร้อมสำหรับโรงงานไฟฟ้าที่สร้างเสร็จแต่ไม่ได้จ่ายไฟฟ้าเป็นจำนวนที่สูงเดือนละหลายพันล้านบาท ทั้งๆ ที่มีปริมาณการผลิตที่เกิน แต่พล.อ.ประยุทธ์ก็ยังจะออกใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าใหม่ถึง 5,203 เมกกะวัตต์ ซึ่งจะยิ่งทำให้การผลิตไฟฟ้าที่มีกำลังผลิตล้นอยู่แล้ว ล้นเพิ่มขึ้นอีก นอกจากนี้ยังมีความขัดแย้งในวงการพลังงานในระดับสูงแทบทุกระดับ ตามที่จะมีข่าวการเปลี่ยนประธานบอร์ด บมจ.ปตท.ทั้งที่เจ้าตัวยังไม่ได้ลาออก และจะลามไปเป็นการเปลี่ยน CEO ของ บมจ.ปตท.ด้วย รวมถึงการจะเปลี่ยนปลัดกระทรวงพลังงาน เพราะไม่ตามใจผู้มีอำนาจ หรือต้องการเอาใจนายทุนผู้มีอิทธิพลเท่านั้น หากเป็นจริงนี่ก็เป็นการขายชาติทางด้านพลังงานอีกรูปแบบหนึ่ง และไม่ได้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างไร

ส่อง!! 5 ประเทศในเอเชีย ที่ต่างชาติเป็นเจ้าของที่ดินได้ พร้อมชั่งน้ำหนัก ‘ผลดี-ผลเสีย’ หากต่างชาติครองที่ดินในไทย

จากการที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2564 เห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ชาวต่างชาติเข้ามาอยู่ในประเทศไทยแบบระยะยาว พร้อมกับสามารถซื้ออสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ได้ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น โดยเป็นผู้พำนักอาศัยในไทยระยะยาว 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.) กลุ่มประชากรโลกผู้มีความมั่งคั่งสูง (Wealthy Global Citizen) 2.) กลุ่มผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศ (Wealthy Pensioner) 3.) กลุ่มที่ต้องการทำงานจากประเทศไทย (Work from Thailand Professional) 4.) กลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ (Highly Skilled Professional)    

โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่ามาตรการนี้จะช่วยดึงดูดชาวต่างชาติกลุ่มมั่งคั่งจำนวน 1 ล้านคน ให้ย้ายถิ่นฐานมาพำนักอาศัยในประเทศไทยภายในระยะเวลา 5 ปีงบประมาณ (พ.ศ. 2565-2569) ของการดำเนินมาตรการ และหากเป็นไปตามเป้าหมายจะช่วยเพิ่มปริมาณเงินใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ 1-2.5 แสนล้านบาท (สมมติฐานการใช้จ่ายในประเทศเฉลี่ย 1 ล้านบาทต่อคนต่อปี)   

ต่อมาวันที่ 25 ต.ค. คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของคนต่างด้าว ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโดยการดึงดูดคนต่างด้าวที่มีศักยภาพสูงสู่ประเทศไทย พ.ศ. …. ซึ่งร่างกฎกระทรวงนี้ จะมีระยะเวลาบังคับใช้ 5 ปี นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา  

‘ไตรรัตน์ จารุทัศน์’ นักวิชาการ อาจารย์ภาควิชาเคหการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ได้เขียนบทความลง TerraBKK ไว้ว่า ข้อเท็จจริง มีเกือบ 100 ประเทศทั่วโลกที่อนุญาตให้ต่างชาติมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน

1.) สำหรับประเทศอื่นๆ แบ่งเป็น 
- ประเทศที่ไม่มีข้อจำกัดในการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน สำหรับชาวต่างชาติ เช่น สเปน ฝรั่งเศส อิตาลี คอสตาริกา 

- ประเทศที่มีข้อตกลงการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน เช่น โครเอเชีย ตุรกี และเกาหลีใต้ เปิดให้เฉพาะบางสัญชาติที่มีข้อตกลงการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน อียิปต์อนุญาตสิทธิการเช่า 99 ปี 

2.) มีมาตรการเสริมเพื่อป้องกันราคาอสังหาริมทรัพย์ที่สูงขึ้น หรือเพื่อเหตุผลความมั่นคง เช่น สวิส มีการจำกัดจำนวนชาวต่างชาติที่สามารถซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ในแต่ละปี สหราชอาณาจักร เก็บภาษีกำไรจากการขายที่สูงกว่ามากซึ่งเรียกเก็บจากกำไรที่ได้จากการขายบ้านในสหราชอาณาจักรโดยชาวต่างชาติ ออสเตรเลีย

ปัจจุบันจำกัดเฉพาะประเภทอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อได้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะเป็นโครงการก่อสร้างใหม่เท่านั้น ผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายสามารถถูกตัดสินจำคุกหรือปรับจำนวนมาก

>> ศรีลังกา ให้ชาวต่างชาติได้รับอนุญาตให้ถือครองที่ดิน แต่มีภาษีการโอน 100% สำหรับชาวต่างชาติในศรีลังกา 

>>  แคนาดา จังหวัดชายฝั่งตะวันออกอื่นๆ รวมถึงจังหวัดควิเบก ออนแทรีโอ และบริติชโคลัมเบียไม่มีข้อจำกัดในการเป็นเจ้าของในต่างประเทศ

>> ออสเตรเลีย ชาวต่างชาติ ที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในออสเตรเลียและบริษัทต่างๆ สามารถซื้อการพัฒนาที่อยู่อาศัยได้ถึง 50% และได้รับอนุญาตให้ซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือที่ดินใหม่เพื่อสร้างอาคารได้ตราบเท่าที่การก่อสร้างเริ่มขึ้นภายใน 12 เดือนนับจากวันที่ซื้อ สามารถซื้อทรัพย์สินที่เก่ากว่าได้โดยมีเงื่อนไขว่าอย่างน้อย 50% ของราคาซื้อจะใช้ในการปรับปรุง

3.) ข้อจำกัดอื่นๆ ในการซื้อที่ดินของต่างชาติ ประมาณ 40% ของ 195 ประเทศ มีข้อจำกัด ในการอนุญาตให้ชาวต่างชาติเป็นเจ้าของทรัพย์สิน เช่น (1) ที่ดินอยู่ห่างจากพรมแดนระหว่างประเทศ เช่น ปานามา ที่ดินอยู่ห่างจากพรมแดนระหว่างประเทศไม่เกิน 6 ไมล์ เม็กซิโก ชาวต่างชาติ ชาวต่างชาติไม่ได้รับอนุญาตให้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ภายใน 62 ไมล์จากชายแดนระหว่างประเทศหรือ 31 ไมล์จากชายฝั่ง สเปน ที่ดินทางทหารและที่ดินใกล้พรมแดนระหว่างประเทศ (2) ทรัพย์สินริมน้ำบางแห่ง นิวซีแลนด์ ที่ดิน ‘อ่อนไหว’ รวมถึงเขตสงวน เกาะที่ระบุ และที่ดินและทะเลสาบทางประวัติศาสตร์หรือมรดก ปานามา การจำกัดที่ดินบนเกาะ ริมชายหาด

>> 5 ประเทศที่ชาวต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของที่ดินได้ในเอเชีย  

1.) มาเลเซีย มาเลเซียเป็นที่เดียวที่ชาวต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของที่ดินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ อสังหาริมทรัพย์ประเภทเดียวที่ชาวต่างชาติไม่สามารถซื้อได้คือ ‘อสังหาริมทรัพย์ที่เป็นมรดก’ หรืออสังหาริมทรัพย์เก่าแก่ในยุคอาณานิคม ชาวต่างชาติสามารถขอที่พักอาศัยในมาเลเซียได้โดยการลงทุนผ่าน My Second Home Program (MM2H) ซึ่งช่วยให้ชาวต่างชาติได้รับวีซ่า 10 ปีโดยฝากเงินประมาณ 70,000 เหรียญสหรัฐ และเก็บไว้ในธนาคาร

2.) เกาหลีใต้ เกาหลีใต้ไม่มีข้อจำกัดมากมายในการถือครองที่ดิน การเปิดกว้างสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศนี้ค่อนข้างสมเหตุสมผลเมื่อพิจารณาถึงความเป็นสากลของเกาหลี ชาวต่างชาติเหล่านี้มักต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ของตนเอง สาธารณรัฐเกาหลีนั้นพิถีพิถันในการออกวีซ่าระยะยาว ยกเว้นที่ เกาะเชจู เกาะเล็กๆ แห่งนี้ตั้งอยู่นอกชายฝั่งทางตอนใต้ของคาบสมุทรเกาหลี เป็นเขตปกครองพิเศษที่อนุญาตให้ทุกคนเข้าชมได้โดยไม่ต้องมีวีซ่า ในทำนองเดียวกัน เชจูยังมีใบอนุญาตผู้พำนักสำหรับนักลงทุนทุกคนที่ต้องการลงทุนอสังหาริมทรัพย์มูลค่าประมาณ 430,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ บนเกาะนี้ ใบอนุญาตผู้พำนักดังกล่าวสามารถนำไปสู่การถือสัญชาติเกาหลีได้

3.) ไต้หวัน ไต้หวันเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีข้อจำกัดในการเป็นเจ้าของทรัพย์สินในต่างประเทศเพียงเล็กน้อย การซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไต้หวันไม่ได้ให้สิทธิ์ชาวต่างชาติในการพักอาศัยที่นั่นโดยอัตโนมัติ ต่างจากประเทศมาเลเซียและเกาหลีใต้ โดยมีโปรแกรมการอยู่อาศัยสำหรับนักลงทุนบางรูปแบบสำหรับเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ ชาวต่างชาติจะต้องผ่านช่องทางการย้ายถิ่นฐานปกติเพื่ออาศัยอยู่ในไต้หวันอย่างถาวร ชาวต่างชาติสามารถซื้อบ้านหรือที่ดินที่ยังไม่พัฒนาในไต้หวันได้ 

4.) ญี่ปุ่น ชาวต่างชาติสามารถซื้ออสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่นได้ โดยไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับประเภทของอสังหาริมทรัพย์ ชาวต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในชื่อตนเองได้ ทั้งนี้ชาวต่างชาตินั้นจะต้องมีงานทำ หรือทำธุรกิจ หรือใช้วีซ่าประเภทใช้ชีวิตในญี่ปุ่นแบบเต็มเวลา 

5.) สิงคโปร์ ในสิงคโปร์ ชาวต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของคอนโด บ้าน และที่ดินได้ตามกฎหมาย สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่ง่ายที่สุดในเอเชียในการซื้อคอนโด อย่างไรก็ตาม แม้ว่าชาวต่างชาติจะได้รับอนุญาตให้เป็นเจ้าของบ้านหรือที่ดินในทางทฤษฎี แต่จริงๆ แล้วการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ประเภทนี้อาจเป็นเรื่องยากและมีราคาแพงอย่างเหลือเชื่อในทางปฏิบัติ การจะถือครองที่ดินเป็นคนต่างด้าวนั้นต้องได้รับอนุญาตจากทางราชการเสียก่อน การอนุมัติดังกล่าวต้องมีการซื้อจำนวนมาก (คิดมูลค่าที่ดินมากกว่า 20 ล้านดอลลาร์) และพิสูจน์ว่าการซื้อดังกล่าว ‘เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของสิงคโปร์’

'กบ ไมโคร' เขียนจดหมายถึง 'ดาราสลิ่ม' อัด!! โง่ฉิบหาย ตังไม่ได้ ยังเชียร์ให้ขายแผ่นดินอีก

(5 พ.ย. 65) จากเฟซบุ๊ก 'ไกรภพ จันทร์ดี' หรือ 'กบ ไมโคร' อดีตมือกีตาร์วงร็อกชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

"จม.ถึงดาราสลิ่ม"

สวัสดีครับ ดาราสลิ่มทั้งหลายที่หัวใจยังมีนกหวีดอยู่เสมอ

นายกคนดีย์ของพวกคุณโดนถล่มเป็นขรี้เลยครับเรื่องขายแผ่นดิน 

พวกคุณก็พากันเป็นตุ๊ดตู่หลบลงรู ไม่เอาไม้แหย่ดูก็ไม่รู้ว่ายังหายใจ

ที่ผ่านๆ มา ที่ชาวต่างชาติซื้อกรรมสิทธิ์ห้องชุดได้ มันไม่ใช่การครอบครองโฉนดที่ดินนะ มันต่างกันมาก  

กรรมสิทธิ์ห้องชุดนั่นมันลอยตัวอยู่บนแผ่นปูนในอากาศ จะกี่ชั้นก็ว่ากันไป แต่ครั้งนี้ มันคือการซื้อผืนดิน ชาวต่างชาติจะมีชื่อเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินโดยสมบูรณ์แบบ นอกจาก 1 ไร่ในชื่อตัวเอง

ยังแถมโปรพิเศษอีกนับสิบไร่ ใช้สำหรับทำกิจการส่วนต่างๆ สลักหลังบนโฉนดที่ดินจะเป็นชื่อมหาเศรษฐีต่างชาติ (หรืออาจเป็นนอมินีที่สร้างมาไม่ต่ำกว่าสิบชื่อเพื่อครอบครองที่ดินแปลงสวยๆ สิบไร่)

ฉะนั้นอย่าว่าแต่ 40 ล้านบาทต่อคน ต่อให้แม่งเอาเงินมาซื้อพันธบัตรทิ้งไว้คนละพันล้าน / 1 ไร่ ก็ไม่ควรขาย  

ผมเห็นการโต้แย้งว่า มันเกิดจากคุณชวนและคุณทักษิณสร้างบาดแผลไว้ ตู่เลยต้องมาแก้  

'ชนินทร์' จวก 'รบ.ประยุทธ' ไร้น้ำยาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ชี้!! จนมุมถึงขั้นขายที่ดินของชาติแลกการลงทุนไม่กี่ล้าน

เมื่อวันที่ 6 พ.ย. นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) และผู้ซึ่งประสงค์จะสมัครรับเลือกตั้งส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้แม้จะมีกระแสสังคมต้านทานถึงการออกกฎกระทรวงว่าด้วยการถือครองที่ดินของชาวต่างชาติ ที่มีมติการประชุม ครม.ออกมาเมื่อช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ก็ไม่มีทีท่าว่าจะล้มเลิกความตั้งใจในการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ 

ส่วนตัวมองว่าเวลานี้พล.อ.ประยุทธ์ต้องเลิกห่วงเสียหน้าหันมาห่วงเสียแผ่นดินบ้าง เพราะแนวคิดการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเอาที่ดินของชาติไปแลก ได้รับฉันทามติคัดค้านต่อต้านจากพี่น้องประชาชนคนไทยแล้ว แม้กระทั่งจากกลุ่มที่เคยเป็นผู้นิยมตัวพล.อ.ประยุทธ์เองก็ไม่เห็นด้วย

นายชนินทร์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลที่นำโดยไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย มีแนวทางปฏิบัติหลากหลายรูปแบบ แต่ยังไม่เคยเห็นรัฐบาลใดสิ้นไร้ไม้ตอก ขนาดต้องผ่อนปรนกฎหมายขายที่ดินกับต่างชาติ แลกกับการลงทุนในรูปแบบของการให้กู้เงินความเสี่ยงต่ำระยะสั้นแค่ 3 ปี เปิดช่องให้ชาวต่างชาติสามารถเข้ามาจับจองถือกรรมสิทธิ์ถาวรที่ดินในประเทศไทย ในระหว่างที่คนไทยในเมืองจำนวนมากยังถูกละเลยให้ไร้กรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย ไม่มีการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ ส่วนประชาชนในต่างจังหวัดจำนวนมากก็ยังเข้าไม่ถึงสิทธิในที่ดินทำกิน จึงอยากเสนอว่าสิ่งที่รัฐบาลควรมุ่งทำมากกว่าในเวลานี้ คือ

1.) จัดสรรที่ดินรกร้างว่างเปล่าของรัฐในเมือง เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยราคาประหยัดเป็นสวัสดิการให้แก่ประชาชน ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในเมือง

2.) จัดสรรกรรมสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์บนที่ดินของรัฐ ให้แก่ประชาชน ที่ยังเข้าไม่ถึงที่ดินทำกินได้เข้าไปประกอบอาชีพ เพื่อสร้างรายได้ สร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ

นายชนินทร์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลคงยังไม่เข้าใจว่าการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติที่มั่นคงและส่งผลบวกระยะยาว ต้องแก้ปัญหาที่ข้อจำกัดของกฎหมายที่วุ่นวายยุ่งยาก และการขาดข้อตกลงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ที่จะช่วยขยายขนาดของตลาดผู้ซื้อจากการผลิตในประเทศไทย ให้ไทยเป็นศูนย์กลางในการส่งออกของภูมิภาคที่แท้จริง แต่การกระตุ้นในแบบที่พล.อ.ประยุทธ์อยากทำ เป็นการเอาทรัพย์สินถาวรของชาติไปแลกเงินกู้เงินลงทุนระยะสั้น ไม่ก่อให้เกิดการสร้างเศรษฐกิจที่มั่นคงในระยะยาว

'บิ๊กป๊อก' เสนอ ถอน กม.ต่างชาติซื้อที่ดิน หลังกระแสคัดค้านรุนแรง

(7 พ.ย. 65) รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ได้รับหนังสือจากกระทรวงมหาดไทย ซึ่งลงนามโดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 ขอถอนเรื่องร่างกฎกระทรวงการได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของคนต่างด้าวตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุนโดยการดึงดูดคนต่างด้าวที่มีศักยภาพสูงสู่ประเทศไทย พ.ศ. … ออกจากมติ ครม.ซึ่งได้มีการอนุมัติหลักการไปเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2565 หลังมีเสียงค้านจำนวนมากทั้งประชาชนและฝ่ายการเมืองว่าเป็นการขายชาติ

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการระทรวงกลาโหม ก็มีความกังวลต่อเรื่องนี้เป็นอย่างมากเช่นกัน คาดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะยกเลิกร่างกฎกระทรวงฉบับใหม่นี้

'เพจดังแฉ' พบเอกสารขอสัญชาติไทยให้คนพม่าใน 'อุ้มผาง' เกลื่อนเมือง ชาวเน็ตจี้ฝ่ายมั่นคงลงพื้นที่ตรวจสอบด่วน หวั่นบางพรรคการเมืองหนุน

(18 ก.ย. 67) เพจ 'วันนี้พรรคส้มโกหกอะไร' ได้โพสต์คลิปข่าวตำรวจและท่องเที่ยว พร้อมระบุว่า "คิดเห็นอย่างไรกับคลิปนี้ ชาวพม่าได้สัญชาติไทย ต่อมาได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน และช่วยเหลือให้พวกพ้องได้เป็นสัญชาติไทย ส่วนตัวหนู ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายก็โอเค แต่ถ้าไม่ตรงไปตรงมา หรือมีการเมืองแอบแฝง ก็รับไม่ได้ทีมงานกำลังตรวจสอบข้อมูลอยู่"

นอกจากนี้ ทางเพจยังโพสต์ด้วยว่า "พบเอกสารและภาพกิจกรรม ขอสัญชาติไทยให้ชาวเมียนมาจำนวนมาก ในพื้นที่ หมู่ 2 ต.แม่จัน อ.อุ้มผาง จ.ตาก ซึ่งเป็นพื้นที่ของ สส.พรรคส้ม ที่มีนโยบายให้สัญชาติไทยกับต่างด้าวภายใน 3 ปี"

พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า 'เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่า รายชื่อตามภาพนี้ เป็นบุตรคนต่างด้าวเกิดในประเทศไทย ซึ่งมีสิทธิ์ในสัญชาติไทยตามกฎหมาย เค้ามีสัญชาติไทยโดยชอบ แต่ขณะเกิด เค้าไม่ได้รับการรับรองสัญชาติไทย จึงไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน เพื่อให้มีชื่อในทะเบียนบ้าน เค้าต้องไปยื่นคำขอต่อนายอำเภอ เพื่อลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้าน ส่วนประเด็นที่กำลังเป็นกระแสว่า เกี่ยวข้องกับพรรคส้มหรือไม่ เจ้าหน้าที่ไม่สามารถยืนยันได้ โดยทางเพจระบุเพิ่มเติมว่า ตอนนี้ต้องตรวจสอบต่อว่า การขอสัญชาติดังกล่าว มีการเร่งรัดและไม่ตรงไปตรงมาหรือไม่ กำลังเจาะอยู่ค่ะ"

นอกจากนี้ ทางเพจยังได้โพสต์ภาพที่ นายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล สวมชุดชนเผ่า ถ่ายร่วมกับคนในพื้นที่ ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเป็นคนไทยหรือชนเผ่าอะไร ส่วนคนขวาสุด คือ สส.พรรคส้ม ที่รับผิดชอบในพื้นที่นั่นเอง

หลังโพสต์นี้ถูกเผยแพร่ออกไป มีชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์ถกเถียงกันเป็นจำนวนมาก เช่น...

- "เห็นคลิปยูทูบเบอร์ต่างชาติ บอกว่า ไทยขอสัญชาติยากมาก ทำไมคนพม่าถึงขอได้ง่าย ๆ ฝ่ายความมั่นคงต้องเข้าตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน"

- "ถ้ามีพรรคการเมืองหนุน อันนี้เรื่องใหญ่เลยครับ เกี่ยวกับความมั่นคงชัดเจน เรื่องขอสัญชาติเป็นการขอที่ยากมาก ขนาดเรียนและโตในไทยยังขอไม่ได้เลย"

- "เข้าข่ายขายชาติหรือเปล่าครับ"

- "ถ้าได้สัญชาติแบบไม่โปร่งใส ยื่นถอนสัญชาติได้ไหมคะ"

- "ที่นี่ คือ สถานที่เดียวกันกับหมู่บ้านที่ มีผู้ใหญ่บ้านเป็นคนพม่า หรือไม่?"

อย่างไรก็ตาม ทางเพจยังได้ออกแถลงการณ์ทำความเข้าใจกับแรงงานชาวเมียนมาด้วย ระบุว่า "ทุกคนคะ หนูและทีมงานขอชี้แจงดังนี้ พวกเรายินดีให้รัฐบาลไทยช่วยเหลือพี่น้องชาวเมียมา จากภัยสงคราม ตามหลักมนุษยธรรม อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และการรักษาพยาบาล ปัจจุบันเรามีค่ายผู้ลี้ภัยรองรับได้ถึง 1 แสนคน พวกเรากังวลว่า พี่น้องชาวเมียนมา กำลังถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือ จากบางพรรคการเมือง โฆษณาขายฝัน ให้สิทธิพิเศษต่าง ๆ เพื่อเป็นคนไทย โดยเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ ด้วยปัญหาภายในประเทศ และการเก็บภาษีของไทย ที่มีผู้จ่ายเพียง 4 ล้านคน ไทยเราอาจไม่ซัพพอร์ตได้ทุกอย่าง แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะช่วยพวกคุณให้ถึงที่สุด ขอย้ำอีกครั้ง อย่าหลงเชื่อนโยบายขายฝันจากบางพรรคการเมือง เพราะเขาโกหกเป็นสันดาน ขอบคุณค่ะ จากน้องหนู"

‘ทักษิณ’ ซัด ‘ฮุนเซน’ คนไร้จริยธรรม แต่เรากลับไปเข้าข้าง พรรคที่เพิ่งหลุดจากรัฐบาลหาว่า ‘อิ๊งค์’ ขายชาติ ถามกลับเป็นคนไทยหรือเขมร

เมื่อวันที่ (17 ก.ค.68) ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมปาฐกถาพิเศษ ในงานเสวนาปลดล็อกอนาคตประเทศไทยสู้วิกฤตโลก(Unlocking Thailand’s Future) โดยมีคนการเมือง และภาคธุรกิจแห่ร่วมงานจำนวนมาก

โดยนายทักษิณ ได้ขึ้นเวทีปาฐกถา เมื่อเวลาประมาณ 19.30 น.โดยกล่าวว่า ตนพูดมาหลายรอบมีเรื่องใหม่บ้าง เก่าบ้าง และเรื่องเคยพูดสมัยเมื่อเป็นนายกฯ 20 ปีที่แล้ว วันนี้มันไม่ค่อยไปไหน หลายเรื่องมีถอยไปด้วยซ้ำ ตนก็งงว่าจากประเทศไปหลายปี กลับมาเจอหลายเรื่องแย่กว่าเดิม แต่ละเรื่องก็ก้าวหน้ามาก โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวข้องกับภาคเอกชน หรือส่วนราชการ ที่มีคนเก่ง ๆ ประเทศไทยวันนี้เราต้องการความเชื่อมั่น ในหมู่คนไทยด้วยกัน

วันนี้บางทีคนไทยก็ไม่เชื่อมั่นในตัวเอง และไม่พยายามที่จะรวมพลังกัน ให้มีความเป็นหนึ่งเพื่อจะแก้ไขปัญหาด้วยกัน

“เรื่องที่เกิดขึ้นกับกัมพูชา ตนก็แปลกใจ ผู้นำเขมร ไอ้มันไร้จริยธรรมจะตาย แต่เรากลับไปเข้าข้างมัน ผมงงว่าทำไมวันนี้คนไทยไม่รักกัน ทั้ง ๆ ที่เป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิด ไม่มีผู้นำที่ไหนในโลกเขาทำกัน แต่ว่าเรากลับอื้ม.. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคเพิ่งหลุดออกไปจากรัฐบาลนี้ ก็กลับมามองว่าเป็นการขายชาติ เลยไม่รู้ว่าตกลงเค้าเป็นเขมรหรือเป็นไทย ไม่แน่ใจ” นายทักษิณ กล่าว

นายทักษิณกล่าวต่อว่า วันนี้สิ่งที่เราสะดุดปัญหาของประเทศ อย่างแรกคือปัญหาการเมือง การเมืองในสมัยรัฐธรรมนูญปี40 เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน วันนั้นพรรคไทยรักไทยเข้ามา เลือกตั้งครั้งแรก เป็นครั้งแรกที่ขายนโยบาย แล้วชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย แต่ตอนหลังความแข็งแรงของพรรคไทยรักไทย ในช่วงรัฐธรรมนูญปี40 เมื่อมีการปฏิวัติก็เลยถอยกลับ วันนี้การตั้งรัฐบาลผสมและหลายพรรค ก็นึกถึง 51 ปีที่แล้ว ตอนช่วยราชการอยู่กับ นายปรีดา พัฒนถาบุตร อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย โดยมีหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี เหมือนกันเลยการเมืองไม่มีเสรีภาพ ล้มกันไปล้มกันมา ผลสุดท้ายบ้านเมืองไม่ไปไหน แต่ตนอยากขอร้องทุกคนว่า การเมืองเปลี่ยนเเปลงได้ แต่บ้านเมืองต้องถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นั่นคือข้าราชการต้องทำงานต่อไป ภาคเอกชนก็ต้องทำงานต่อไป และรัฐบาลก็มีหน้าที่สนับสนุน ให้ภาคเอกชนแข็งแรง

นายทักษิณกล่าวว่า อีกเรื่องที่เราสะดุด คือเรื่องภาษีทรัมป์ ที่เรากำลังเจรจาอยู่ ทีมไทยแลนด์กำลังเจรจาอยู่ โดยได้ยื่นข้อเสนอใหม่ๆ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็นั่งกำกับ ไม่ให้เราเสียเปรียบ ไม่ให้เราถูกเบียดเบียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสินค้าเกษตร อย่างที่ตนเคยบอกว่ามี3 ก้อน ก้อนหนึ่งคือเราเอาของเข้ามาจากจีน แล้วประกอบและส่งไป เป็นผลิตในประเทศไทย อีกสองคือส่งไปในอเมริกา โดยเทคโนโลยีและบริษัทอเมริกัน มาตั้งในประเทศไทย สองตัวนี้จะไม่กระทบอะไรกับเรามาก แต่ที่กระทบมากคือตัวที่เกี่ยวข้อง กับสินค้าที่เราส่งไป เช่นสินค้าเกษตร สินค้า SMEs หรือพวกอัญมณี ซึ่งเรากำลังแก้ไข และให้แนวทางกันว่า ถ้าเราจะนำเข้าสินค้าจากอเมริกา แล้วมาแข่งขัน กับสินค้าที่เรานำเข้าจากประเทศอื่น ก็เป็นเรื่องที่ดี เรายอมรับให้เข้ามาแข่งกันเอง เช่นเนื้อ ที่จะมีการแข่งขันกับออสเตรเลีย หรือมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ ก็ไม่เป็นอะไร หลายอย่างที่เราเปิดได้เราก็เปิด สิ่งที่เราเปิดวันนี้เราก็คุยกัน น่าจะเป็นข้อเสนอ ที่นำไปสู่การตกลงใจกันได้ แต่ให้จำไว้ว่า คำว่าดีลไม่มีจบ ถ้ายังไม่พอใจก็ดีลกันต่อ นี่เป็นลักษณะการเจรจาธุรกิจ คำว่าประเทศ เขาใช้คำว่า Economic ก็คล้าย ๆ ธุรกิจ ที่ต้องเจรจากันต่อเนื่องตลอดไป เพราะฉะนั้นเราหยุดตรงนี้ไม่ได้

นายทักษิณ กล่าวว่า สิ่งที่เป็นปัญหาของประเทศเราอีกอัน จากการวิเคราะห์ทั่วโลก GDP ของประเทศไทย โตน้อยเกินศักยภาพ ไประหว่าง 22-75 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เราอยู่อันดับที่ 24 ของโลก GDP ที่โตช้า มาจากหลายสาเหตุ ซึ่งการบริหารจัดการที่ผิดพลาดเป็นเรื่องใหญ่ คือเราบริหารโดยไม่บริหารมานาน ไม่มีกลยุทธ์ ว่าจะแข่งขันกับเขาอย่างไร ทำให้เราช้า อีกเรื่องคือธนาคารแห่งประเทศไทย พยายามจะรักษาสถานะ ของธนาคารพาณิชย์ เพราะกลัวธนาคารพาณิชย์จะพลาด เหมือนยุคต้มยำกุ้ง ทำให้ดึงฐานเงินออกจากระบบ เป็นจำนวนมาก จนทำให้ธนาคารพาณิชย์มีความเสี่ยงน้อย ธุรกิจก็เหนื่อย ไม่รู้จะไปหาแหล่งทุนที่ไหน ประกอบกับการที่เราไม่ป้องกันตัวเอง พอจีนส่งสินค้าเข้ามา มีคอร์รัปชันตามชายแดน ศุลกากรต่างๆ ก็ทำให้SMEsของเราตาย ซึ่งเราสู้เขาไม่ได้ ในเชิงของ Economies of Scale อยู่แล้ว และเทคโนโลยีเราก็ไม่ค่อยทันสมัย มาเจอสินค้าที่เข้ามาทุ่มตลาด ราคาถูกโดยไม่ผ่าน มอก. และไม่มีอย. พอตนต่อว่าไป เขาบอกว่าอย.ขอยากมาก นี่เป็นสิ่งที่เราต้องไปแก้กติกาของเรา นี่เป็น3ข้อที่ทำให้เศรษฐกิจไทย ชะงักเงินในช่วงนี้

นายทักษิณ กล่าวว่า ตนพยายามอย่างยิ่ง ที่จะจัดตั้ง AMC ( Asset Management Company) หรือ บริษัทจัดการสินทรัพย์ ของภาคประชาชน เพราะหนี้ครัวเรือนสูงเหลือเกิน แต่คลังยังไม่รับลูกเท่าไหร่ แต่ตนเชื่อว่าเที่ยวนี้มันจำเป็น วันนี้นี่ครัวเรือนสูง อาจจะต่อเนื่องมาตั้งแต่โควิด-19 และคนไทยก็ไปเสียเงิน จากการเล่นหวยเล่นพนันออนไลน์ ซึ่งวันนี้หนี้สินอยู่ที่ 92% ของGDP วันนี้ถ้าเราซื้อหนี้ภาคประชาชน ออกมาจัดตั้งAMC ซึ่งเป็นคนละสายพันธุ์ กับ AMC ที่มีอยู่ แต่สามารถทำในสาขาแยกออกมาได้ ถ้าใช้พันธุ์เดียวกันจะมีปัญหา ใช้กฎหมายเดียวกันได้ แต่ต้องแยกมนุษย์คนละพันธ์ุมาบริหาร เพราะเป็นลูกค้าคนละกลุ่ม พร้อมย้ำว่า AMC จำเป็นอย่างยิ่ง ต้องเอาจริงจัง ถ้าไม่ทำคนไทยหายใจไม่ได้ กำลังซื้อจะไม่กลับมา และไม่มีทางที่จะดิ้นรนทำมาหากิน ในเรื่องใหม่ ๆ ได้

นายทักษิณกล่าวอีกว่า การลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ อย่างเรื่องไฟฟ้า วันนี้ตนอยากจะพูดยาวหน่อย วันนี้ถ้าเราใช้รถไฟฟ้า แต่ถ้าเป็นของจีนทั้งหมด เราเจ๊งก่อน แล้วจะทำอย่างไร ถึงจะสร้างอุตสาหกรรม ที่มีอีโคซิสเต็มส์ (Ecosystem) ของเรา ที่แข็งแรงแล้ว โดยใช้โรงงานผลิตในประเทศไทย ใช้อุตสาหกรรมต่อเนื่องทางรถยนต์ ที่เรามีระบบที่ดีอยู่แล้วให้ได้ แล้วส่งเสริมไฟฟ้าอย่างจริงจัง มันเป็นเรื่องที่ควรต้องทำ เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้ภาคประชาชน

นายทักษิณ กล่าวว่า สำหรับเรื่อง 20 บาทตลอดสาย สิ่งที่เราคิดวันนี้ต้องลดค่าจราจร ซึ่งตนเป็นคนเสนอสร้างรถไฟฟ้า 10 สาย ซึ่งปรากฏว่าคนยังใช้ไม่มาก เพราะไม่มีฟีดเดอร์ และวันนี้หากลดค่าบริการลงเหลือ 20 บาทตลอดสาย ทำให้ประชาชนสามารถใช้บริการได้ และนำรถเมล์เปลี่ยนเป็นฟีดเดอร์ เราจึงจะประสบความสำเร็จที่สุด เพื่อให้ประชาชนใช้ระบบสาธารณะ และรถราต่าง ๆ จะลดน้อยลง ขณะเดียวกันถนนใหญ่ ๆ ต้องทำถนนชาร์จไฟแบบไร้สาย ซึ่งต่างประเทศเขาทำกัน เพื่อนำเงินส่วนนี้มาเป็นเงินอุดหนุนให้กับคนทั่วไปที่ใช้รถสาธารณะ ซึ่งจะเร่งให้เสร็จภายใน 2-3 เดือนนี้

นอกจากนี้ประสิทธิภาพของภาครัฐเป็นปัญหามาก เพราะส่วนราชการใหญ่ขึ้นจำนวนข้าราชการมีมากขึ้น และการบริการแย่ลง เมื่อก่อนตอนที่ตนอยู่เราพยายามให้ข้าราชการให้บริการ รวมถึงช่วงวันเสาร์อาทิตย์ แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งวันนี้ต้องมาแก้ไขระบบราชการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และถ้าจะปรับโครงสร้างระบบราชการทุกกระทรวงไม่ว่าจะเป็นองค์กร ระเบียบกฎหมาย และงบประมาณ ซึ่งอาจจะขอให้มหาวิทยาลัยรับไปดูแลในแต่ละกระทรวงเพื่อทำแผน และนำเสนอให้กับรัฐบาลเพื่อเห็นแนวทางในการปรับปรุงการบริหารของระบบราชการ และต้องพยายามประหยัดค่าใช้จ่ายภาครัฐลง เพราะวันนี้ค่าใช้จ่ายภาครัฐสูงมาก สูงจนไม่มีเงินจะบริหาร จึงต้องดูว่าจะปรับปรุงข้าราชการอย่างไร

นายทักษิณ กล่าวว่า เช่นที่ดูไบไม่มีภาษี แต่เขามีคำว่า Fee คือการเก็บค่าธรรมเนียมบริการใช้บริการของภาครัฐ และนำสิ่งเหล่านี้มาเป็นสวัสดิการของข้าราชการ ซึ่งจะทำให้การบริการดีขึ้น และไม่มีใต้โต๊ะ และคำนวณได้ว่าค่าใช้จ่ายจะเป็นเท่าไหร่ ในการเดินงานแต่ละเรื่อง ทั้งอย่างรวดเร็วทันใจ และเป็นระบบดิจิทัลหมด ดังนั้นวันนี้ต้องแก้ไขระบบราชการให้ทันสมัย และประหยัด รวมถึงพยายามเก็บเป็น Fee มากกว่าใต้โต๊ะ เช่น ที่ข้างบ้านเล็กๆ 60 ตารางวา ขอรังวัดที่ดินมีค่าธรรมเนียมถูกต้องตามกฎหมาย และมีค่าวัดขั้นตอนเพื่อให้รวดเร็วขึ้น ซึ่งแพงกว่าค่าธรรมเนียม เราก็ต้องจ่ายไม่เช่นนั้นก็ไม่ได้รังวัดสักที นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย ดังนั้นสู้เก็บบนโต๊ะ และเก็บมากหน่อยเพื่อนำไปแบ่งกับข้าราชการ เป็นค่า Fee จะดีจะดีกว่าหรือไม่ซึ่งตนมองว่าเป็นสิ่งที่ต้องรีบ ส่วนงบประมาณของรัฐต้องประหยัด เช่น วันนี้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขนั่งอยู่สำหรับเรื่อง 30 บาทรักษาทุกที่ ซึ่งมีการกลบงบประมาณเพิ่มขึ้นทุกปี แต่กลับไม่ได้ไปรีวิวว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนไป การบริการค่าใช้จ่ายผิดไปแล้ว ต้องเริ่มที่การจัดทำงบประมาณโดยความจำเป็น (Zero Based) ได้หรือไม่ ซึ่งต้องคำนวณว่าเป็นเท่าไหร่ต่อหัว อาจจะทำให้เราประหยัดได้มาก ไม่ใช่กลบไปเรื่อย ๆ ไม่เช่นนั้นสวัสดิการบ้านเราจะรับไม่ไหว

นายทักษิณ ยังกล่าวถึงเรื่องงบประมาณทหาร ซึ่งสูงขึ้นมากระหว่างที่ตนไม่อยู่ น่าจะถึงเวลาที่ต้องหาทางลดและปรับ เพราะต่อไปจะเป็นสงครามไซเบอร์ ต้องปรับเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ ไม่เช่นนั้นเราจะล้าหลังและล้าสมัย รวมถึงสิ้นเปลือง ซึ่งหลายอย่างเราเก็บซากไว้เพื่อเบิกค่าน้ำมัน เราต้องแก้ไขในจุดนี้ ดังนั้นระบบสวัสดิการของข้าราชการจึงจำเป็นอย่างยิ่ง ถ้าใช้มหาวิทยาลัยเข้าไปดูแต่ละกระทรวงว่าจะปรับอะไรได้บ้าง ดีกว่าเอานักการเมืองเข้าไปดู เขาจะหาว่านักการเมืองไปกลั่นแกล้ง พร้อมย้ำว่า ต้องลดค่าใช้จ่ายภาคประชาชน และภาครัฐ

นายทักษิณ กล่าวต่อว่า วันนี้สิ่งที่ทำให้สะดุดปัญหาของประเทศที่ทำให้ประเทศนั้นชะงักอยู่ อันแรกคือปัญหาการเมือง ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ที่ตอนนั้นพรรคไทยรักไทยเข้ามาจากการเลือกตั้งครั้งแรก โดยเป็นการขายนโยบาย และชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย แต่ตอนหลังความเข้มแข็งของพรรคไทยรักไทย หลังมีการปฏิวัติกลับถดถอย วันนี้การตั้งรัฐบาลผสมหลายๆ พรรค ต้องนึกถึงเมื่อ 51 ปีที่แล้วที่ตนไปช่วยราชการนายปรีดา พัฒนถาบุตร อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เหมือนกันเลยที่การเมืองไม่มีเสถียรภาพล้มกันไปล้มกันมา ผลสุดท้ายบ้านเมืองไม่ไปไหน ตนก็อยากจะขอร้องทุกคนว่าการเมืองเปลี่ยนแปลงได้ แต่บ้านเมืองต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องต่อไป ไม่ว่าการเมืองจะเป็นอย่างไร ข้าราชการ นักธุรกิจก็ทำงานต่อไป ใครเป็นรัฐบาลก็มีหน้าที่มาเสริมทำให้ภาคเอกชนแข็งแรง

นายทักษิณ ยังกล่าวถึงปัญหานักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงว่า เกิดจากข่าวดาราจีนที่มาไทยแล้วถูกหลอกไปทำงานคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก ทำให้นักท่องเที่ยวกลัวเรื่องความไม่ปลอดภัย วันก่อนมีคนทิ้งระเบิดควันไปที่ข้างบ้านของเพื่อนบ้านตอนตี 3 ตี 4 ตำรวจก็ตามจนไปเจอจากรูปในเซเว่นฯ แถววงเวียนใหญ่แล้วตามจับได้หมด ดังนั้นหากมีการทำเมืองเป็นสมาร์ทซิตี้ ติดกล้องวงจรปิด จะมีความปลอดภัยสูง สามารถเรียกความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวได้

นายทักษิณ กล่าวอีกว่า ตนไปประเทศจีนรอบหน้าจะให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์จีนด้วยตัวเอง ใครมาเมืองไทยโดนฆ่าโดนปล้นขอรับผิดชอบเองและตนจะจ่ายเงินให้เอง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวจีนมาประเทศไทยให้ได้

นายทักษิณกล่าวอีกว่าตนเองเป็นคนชอบเสี่ยงทั้งชีวิต แต่ไม่การเล่นการพนัน ตอนสมัยที่เป็นนายกฯ ตอนนั้นโรคซาร์สกำลังระบาดคนก็พากันใส่หน้ากากอนามัย แต่โรคชนิดนี้ตนรู้ว่ามันไม่ติดต่อกันทางอากาศ จึงบอกกับรัฐมนตรีพากันไปสนามโดยไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัย จนคนเชื่อมั่น หรือตอนไข้หวัดนก ตนเองก็ไปกินไก่โชว์ เพราะรู้ว่าไก่ถ้าทำให้สุกเกิน 80 องศาไม่มีเชื้อโรค ก็ไปทำครัวกลางสนามหลวงและไปโชว์กินไก่แล้วไก่ก็ขายได้ราคาดี ดังนั้นถ้าให้มาเสี่ยงเพื่อบ้านเมืองตนไม่เคยกลัว

ส่วนเรื่องเอนเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ที่มีคนบอกว่าสามารถทำได้โดยไม่ต้องมีกาสิโน ตนก็อยากถามว่าใครจะมาลงทุน ชิโนไทย(ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของตระกูลชาญวีรกูล) มาลงทุนไหม ซึ่งเอนเตอร์เทนคอมเพล็กซ์มีสิทธิ์ที่จะเป็นศูนย์รวมท่องเที่ยวหลายอย่าง เช่น อาจจะมีที่เล่นสกี ไม่ต้องไปเล่นที่ต่างประเทศ ส่วนกาสิโนไม่ใช่ใครจะเดินเข้าไปได้ง่าย หากใครไม่มีรายได้มากมายก็เข้าไม่ได้ ไม่ใช่จะมาบอกว่าทำแล้วจะมามอมเมา มันยังไม่ได้รู้เรื่องเลย แล้วจะมาบอกว่ามอมเมาได้ยังไง สิ่งเหล่านี้ก็ต้องเดินหน้าต่อไป

“พวกที่ว่ามอมเมา ยังไม่รู้อะไรเลย พวกที่รู้น้อยพูดมาก น่ารำคาญ” นายทักษิณ กล่าว

ส่วนเรื่องการเปลี่ยนรัฐบาล นายทักษิณกล่าวว่า การเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนนายก ไม่มีหรอก เราต้องทำงานต่อเนื่อง น.ส.แพทองธาร เป็นนายกฯ ก็แถมตนเข้าไปด้วย

"ผมขอเป็นเสมียนประเทศ รวบรวมทุกอย่างส่งให้นายกฯ ให้รัฐมนตรี ไปดูหน่อยสิ ไปทำต่อทั้งหมดเป็นเรื่องที่ผมอยากเห็น” นายทักษิณกล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top