Thursday, 4 June 2026
กสทช

'กสทช.' เผย!! ผลยืนยันตัวตนซิมมือถือ พบมีผู้ที่ถือครองซิมสูงสุดหลักหมื่นเบอร์ ส่วนใหญ่เป็นผู้ค้ารายย่อยและผู้จำหน่ายปลายทางที่จะนำซิมไปขายต่อ

(15 ก.ค. 67) พล.ต.อ.ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธานอนุกรรมการบูรณาการแนวทางในการบังคับใช้กฎหมายความผิดทางเทคโนโลยีโทรคมนาคมและความมั่นคงของรัฐ พร้อมผู้ที่เกี่ยวข้อง ประชุมติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทุกรูปแบบ โดยมี 4 เรื่องหลัก 

ประเด็นแรก การดำเนินการตามประกาศ กสทช. เรื่อง การยืนยันตัวตนของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในกลุ่มผู้ถือครองซิมการ์ด 6-100 เลขหมาย ซึ่งครบกำหนดเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 67 พบว่า มีผู้ที่ลงทะเบียนยืนยันตัวตนทั้งหมด

ข้อมูลล่าสุดสำหรับ ผู้ที่ถือครองซิม 6-100 เลขหมาย มีผู้มาลงทะเบียน 1,839,934 เลขหมาย โดยจะเริ่มทยอยระงับการใช้งานในกลุ่มนี้อีกจำนวน 2,141,317 เลขหมาย คือ ระงับการโทรออก / การส่งข้อความ และการใช้อินเทอร์เน็ต แต่ยังคงรับสายโทรเข้าได้อีกระยะหนึ่งก่อนถูกเพิกถอน คาดว่า 2-3 สัปดาห์หลังการระงับจะมีผู้ใช้บริการจำนวนมากมายืนยันเพิ่มเติม

ส่วนกลุ่มผู้ที่ถือครองซิมตั้งแต่ 101 หมายเลขขึ้นไป มีผู้มาลงทะเบียน 3,982,283 เลขหมาย โดยถูกระงับการใช้งานไป จำนวน 1,096,000 เลขหมาย ดังนั้น ซิมที่เปิดใช้โดยไม่มีการลงทะเบียน หรือ ลงทะเบียนด้วยข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน และคาดว่าอยู่ในความครอบครองของแก็งคอลเซ็นเตอร์ก็จะถูกกำจัดออกไป

“ผลการดำเนินการพบว่า มีผู้ที่ถือครองซิมสูงสุดอยู่ที่หลัก 10,000 เลขหมาย ส่วนใหญ่เป็นผู้ค้ารายย่อยและผู้จำหน่ายปลายทางซึ่งจะนำซิมไปจำหน่ายต่อ” พล.ต.อ.ดร.ณัฐธร กล่าว

ประเด็นที่สอง การตรวจสอบข้อมูลการลงทะเบียนซิมการ์ด Mobile Banking กับบัญชีธนาคารว่าเป็นของบุคคลคนเดียวกันหรือไม่ ขณะนี้ กสทช. ได้รับข้อมูลจากธนาคารทั้ง 21 แห่งผ่านทาง ปปง. แล้ว จำนวน 113,568,836 บัญชี คิดเป็น 79 ล้านเลขหมาย ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบแยกเครือข่าย

ก่อนส่งให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่ละราย ตรวจเปรียบเทียบ ว่าเจ้าของซิมการ์ดโทรศัพท์ที่ใช้ทำธุรกรรมออนไลน์ กับเจ้าของบัญชีธนาคารนั้น ๆ เป็นของบุคคลคนเดียวกันหรือไม่ จากนั้น กสทช. จะรวบรวมส่งกลับให้ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งผ่านทางระบบของ ปปง. เพื่อดำเนินการต่อไป คาดว่าจะแล้วเสร็จได้ภายในกำหนด

ประเด็นที่สาม มาตรการกำจัด เสา สาย กระจายสัญญาณโทรคมนาคมเถื่อน กสทช. ร่วมกับ สตช. กวาดล้างจับกุมผู้ลักลอบติดตั้งเสาส่งสัญญาณเถื่อน ตามแนวชายแดน เอื้อกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มาดำเนินคดีตามกฎหมาย 29 ราย และตรวจสอบสถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่และเสาสัญญาณของผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม ตรวจสอบทิศทางการกระจายสัญญาณบริเวณชายแดน ออกมาตรการตรวจสอบเข้มข้น

โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจาก ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ราย ผลการดำเนินการในพื้นที่ 5 จังหวัด 7 อำเภอ ได้แก่ อ.แม่สอด จ.ตาก, อ.แม่สาย อ.เชียงของ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย, อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว, อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี และ อ.เมือง จ.ระนอง มีสถานีวิทยุคมนาคมที่ให้บริการโทรคมนาคมเข้าข่ายและมีการดำเนินการแล้ว ดังนี้ ระงับสัญญาณ 465 จุด, ปรับทิศทางสายอากาศ 470 จุด และรื้อถอนสายอากาศ จำนวน 179 จุด นอกจากนี้ กสทช. ได้มีหนังสือแจ้งเพิ่มเติมพื้นที่บริเวณชายแดนที่มีความเสี่ยงใน อ.แม่ระมาด อ.พบพระ จ.ตาก อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ และ อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์

ประเด็นสุดท้าย แถลงผลตรวจค้นจับกุมอุปกรณ์โทรคมนาคมเถื่อนที่ไม่ได้อนุญาตจาก กสทช. จับกุมผู้ต้องหา และยึดของกลางได้เป็นจำนวนมากในพื้นที่เขตสวนหลวง และเขตวัฒนา เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยตรวจยึดของกลางได้ 18 ประเภทรายการ มากกว่า 6,000 ชิ้น รวมมูลค่าของกลางมากกว่า 12 ล้านบาท เป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยวิทยุคมนาคม ในข้อหา มี ใช้ นำเข้า และค้า 

ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต จึงได้จับกุมตัวผู้ต้องหา พร้อมด้วยตรวจยึดของกลางทั้งหมด นำส่งพนักงานสอบสวน สน.คลองตัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ มาตรการกำจัดซิมผีบัญชีม้า โค่นเสาสัญญาณเถื่อน และตรวจค้นจับกุมอุปกรณ์โทรคมนาคมผิดกฎหมายดังกล่าว เป็นการทำลายปัจจัยสำคัญ ในการก่ออาชญากรรมของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้อย่างเป็นรูปธรรม จะเห็นได้จากการไหลทะลักเข้ามาของอุปกรณ์สื่อสารผ่านดาวเทียม Starlink ไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง คาดว่าคนร้ายเริ่มปรับตัว

กระบี่- กสทช.ภาค 4 จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการฝึกซ้อม การใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยใช้คลื่นความถี่ในการติดต่อ ประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชน กรณีเกิดภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน”

(9 ส.ค.67) เวลา 08.30-16.30 น.ณ โรงแรมดีวาน่า พลาซ่า กระบี่ อ่าวนาง จังหวัดกระบี่ โดยมี นายธานี หะยีมะสา ปลัดจังหวัดกระบี่เป็นประธานในพิธีเปิด นายสุวรรณรัตน์ ทองใส ผู้อำนวยการสำนักงาน กสทช. เขต 42 กล่าวรายงาน “โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการฝึกซ้อมการใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยใช้คลื่นความถี่ในการติดต่อ ประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชน กรณีเกิดภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน” และสมาชิกผู้เข้าร่วมประชุม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการวิทยุกระจายเสียงในพื้นที่ สมาคมวิทยุสมัครเล่น และประชาชนในวันนี้

ตามที่ผู้อำนวยการ สำนักงาน กสทช. เขต 42 ได้กล่าวมาตั้งแต่ต้น ด้วยในปัจจุบันสถานการณ์ภัยพิบัติ เหตุฉุกเฉิน เหตุอุทกภัย ที่เป็นภัยธรรมชาติมีแนวโน้มทวีความรุนแรงและเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคใต้เป็นพื้นที่ราบ สลับกับภูเขา และติดชายฝั่งทะเล ซึ่งเกิดภัยพิบัติทุกปีการปฏิบัติงานช่วยเหลือในสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ  จำเป็นต้องมีการบูรณาการ ประสานความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ / ทั้งนี้ ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือ  การมีระบบติดต่อประสานงานสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ แต่อย่างไรก็ดี เหตุภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉิน ที่ผ่านมาหลายครั้ง พบว่าการติดต่อประสานงานดังกล่าว ยังไม่เป็นระบบและไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ดังนั้น เพื่อให้การประสานงานของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ได้มีการเตรียมความพร้อมในการแก้ไขข้อขัดข้องของระบบโทรศัพท์ประจำที่ โทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบบวิทยุคมนาคม และระบบโทรคมนาคมอื่นๆ ให้สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้ ในการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยให้กับประชาชน และการประสานงานให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน  หรือบรรเทาความเดือนร้อนของผู้ประสบภัย ตลอดจนให้มีการประกาศ ประชาสัมพันธ์ รับแจ้งเหตุและรายงานสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องมีการฝึกซ้อมแผนบูรณาการบุคลากร  และข่ายวิทยุสื่อสาร เตรียมความพร้อม กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินหรือภัยพิบัติ เพื่อรองรับสถานการณ์ กรณีเกิดภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน ในเขตพื้นที่จังหวัดกระบี่ ต่อไป

'กสทช.' วิเคราะห์ 'โอกาส-ความได้เปรียบ' ของประเทศไทย หากได้เป็น 'ฐานปล่อยจรวด-ศูนย์กลางท่าอวกาศยาน'

(5 ก.ย. 67) พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวถึงกรณีการสร้างสนามยิงจรวดเพื่อส่งดาวเทียมในประเทศไทยว่า “กสทช.ต้องเป็นผู้ดูแลอนุญาตหรือไม่ ?” นั้น ได้ชี้แจงว่า ตามอำนาจหน้าที่ กสทช. ไม่ได้เป็นผู้ดูแลโดยตรง แต่ กสทช.เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และส่วนตัวสนับสนุนให้เกิดขึ้น

“เพราะ กสทช.มีหน้าที่และอำนาจในการอนุญาตสิทธิในการเข้าใช้ ‘วงโคจรดาวเทียม’ ซึ่งหากเปรียบเทียบระหว่างเครื่องบินที่บินอยู่บนท้องฟ้า กับดาวเทียมที่โคจรรอบโลกอยู่บนอวกาศนั้น ‘เครื่องบิน’ ก็ต้องมีสนามบิน หรือ ‘ท่าอากาศยาน’ (Airport) ที่ใช้ในการขึ้นและลงของเครื่องบิน

ดังนั้น ‘ดาวเทียม’ ก็ต้องมี ‘สนามหรือฐานยิงจรวด’ (Rocket Launch Site) เพื่อส่งดาวเทียม และพัฒนาต่อยอดเป็น ‘ท่าอวกาศยาน’ (Spaceport) ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมใช้ในการส่งและรับจรวดเพื่อส่งดาวเทียมเข้าสู่วงโคจรบนอวกาศนั้นเอง

โดยที่ ‘วงโคจรดาวเทียม’ (Satellite Orbit) ก็เปรียบเสมือนเส้นทางการบิน (Flight Route) ที่ดาวเทียมนั้นใช้ในการโคจรรอบโลก ดังนั้น กสทช.มีหน้าที่ในการอนุญาตสิทธิในการเข้าใช้ ‘วงโคจรดาวเทียม’ แต่มิได้มีหน้าที่ในการอนุญาตสิทธิในการสร้างท่าอวกาศยาน”

อย่างไรก็ตาม ต่อคำถามที่ว่า ประเทศไทยมีดาวเทียมไม่กี่ดวง แล้วจะสามารถเป็นท่าอวกาศยานได้หรือไม่นั้น ขอให้เปรียบดูกรณีประเทศไทยก็มีเครื่องบินเป็นของตนเองไม่น่าเกินหลักพัน และไม่ได้ผลิตเครื่องบินเองด้วยซ้ำ แต่ทำไมประเทศไทยมีสนามบินสุวรรณภูมิ ที่เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางการบินของโลกได้ ทั้งนี้เช่นเดียวกัน และเมื่อเข้าใจถึงเงื่อนไขทางเทคนิคที่ใช้ในการพิจารณาจัดตั้งท่าอวกาศยานที่มีเงื่อนไขที่สำคัญ เช่น

1.ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้มีความเหมาะสมมาก เพราะตามหลักแล้วท่าอวกาศยานควรตั้งอยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตร (Equator) มากที่สุด เพื่อใช้ประโยชน์จากความเร็วการหมุนของโลก ที่จะช่วยให้จรวดสามารถบรรทุกสิ่งของที่หนักกว่า เช่น ดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรได้ โดยใช้เชื้อเพลิงที่น้อยลง เนื่องจากได้รับการหนุนจากการหมุนของโลกเป็นอย่างมาก

2.ตำแหน่งควรอยู่ในพื้นที่ห่างไกลจากประชาชนเพื่อลดความเสี่ยงจากความล้มเหลวเวลายิงจรวด จึงมักนิยมอยู่บนสถานที่ริมฝั่งทะเลเพื่อยิงจรวดไปเหนือน่านน้ำทะเลเปิด ซึ่งพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความเหมาะสม

3.สภาพอากาศควรมีท้องฟ้าแจ่มใส ลมสงบ อุณหภูมิคงที่ ไม่เป็นพื้นที่แผ่นดินไหว ภูเขาไฟ หรือเกิดพายุ ฟ้าผ่าบ่อยครั้ง

4.ควรมีโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ รองรับ เช่น ไฟฟ้า การสื่อสารโทรคมนาคม และอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะด้านการบินและอากาศยาน ซึ่งประเทศไทยก็มีความพร้อมรองรับจากโครงการ EEC ที่มี S-Curve ด้านอุตสาหกรรมการบิน และสามารถต่อยอดได้ดียิ่งขึ้น

ดังนั้น ประเทศไทยได้เปรียบเป็นอย่างมาก โดยในอดีตการส่งจรวดเป็นสิ่งที่ถูกสงวนไว้สำหรับรัฐบาลและทหารเท่านั้น ทำให้มีท่าอวกาศยานอยู่ไม่กี่แห่ง เช่น ที่แหลมคะแนเวอรัล รัฐฟลอริดา ที่ NASA ใช้ ส่วนยุโรปก็ต้องไปที่เฟรนช์เกียนา ทวีปแอฟริกา ยกเว้นรัสเซียใช้ฐานยิงที่คาซัคสถาน ซึ่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ไม่ค่อยเหมาะสมเช่นเดียวกับของประเทศจีน

แต่ปัจจุบันเอกชนและหน่วยงานอวกาศจากนานาประเทศเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมอวกาศมากขึ้น รวมทั้งความต้องการในการสร้างและส่งดาวเทียมได้เปลี่ยนไปมาก

จากเดิมที่ต้องสร้างดาวเทียมขนาดใหญ่ขึ้นสู่วงโคจรดาวเทียมค้างฟ้า หรือ Geostationary Earth Orbit (GEO) ที่มีระยะที่สูงจากพื้นโลกมาก แต่ใช้จำนวนดาวเทียมที่น้อย มาเป็นการสร้างดาวเทียมขนาดเล็ก ขึ้นสู่วงโคจรดาวเทียมต่ำ หรือ Low Earth Orbit (LEO) เช่น Starlink ของอเมริกามีแผนจะปล่อยดาวเทียมมากถึง 42,000 ดวง เช่นเดียวกับ Oneweb ของประเทศในยุโรป รวมทั้งประเทศจีน ที่มีแผนที่จะยิงดาวเทียมนับหมื่นดวงเช่นกัน และดาวเทียมประเภทนี้จะมีอายุสั้นประมาณ 5 ปีเท่านั้น ทำให้ต้องมีการยิงดาวเทียมดวงใหม่ขึ้นไปทดแทนอย่างต่อเนื่อง

“กิจการอวกาศเป็นอุตสาหกรรมขาขึ้นที่มีพัฒนาการต่อเนื่อง ที่มิใช่เฉพาะเรื่องดาวเทียมเท่านั้น ในอนาคตอันใกล้จะมีกิจกรรมอื่น เช่น การส่งคนขึ้นไปท่องเที่ยวบนอวกาศ หรือการสร้างและส่ง Data Center บนอวกาศ ที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ จึงถือว่าเป็นหนึ่งใน Sunrise Industry ที่เทคโนโลยีปัจจุบันรองรับในเชิงพาณิชย์ได้

ดังนั้นประเทศไทยควรเห็นโอกาสและร่วมมือกับประเทศที่มีความต้องการในเรื่องนี้ เช่น ประเทศจีนที่พื้นที่ตั้งอาจไม่เอื้ออำนวย โดยให้มีการร่วมลงทุนในไทยที่มาพร้อมเทคโนโลยี เช่นเดียวกับในอดีตที่เคยดึงญี่ปุ่นมาลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ ทำให้ประสบความสำเร็จมาแล้ว และจะทำให้ประเทศไทยได้รับการพัฒนาบุคลากรทางด้านนี้ด้วย

และเมื่อเศรษฐกิจดี ปัญหาสังคมความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ก็น่าจะเบาบางลงด้วย ดังนั้นหากผู้บริหารมีวิสัยทัศน์และมีความรู้คู่คุณธรรมได้มาบริหารองค์กรแล้ว คงจะเจริญก้าวหน้าไปได้อย่างต่อเนื่อง เหมือนดั่งที่บรรพบุรุษของเราได้สร้างไว้ครับ”

เปิดคำพิพากษา จำคุก 2 ปี ‘ดร.พิรงรอง’ อดีตกรรมการ กสทช. ผิด!! ‘อาญา 157’ ฐานรายงานประชุมเท็จ ทำเอกชนเสียหาย

(9 ก.พ. 68) เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ‘ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง’ ได้มีคำพิพากษาในคดีสำคัญ ซึ่งถือเป็นกรณีตัวอย่างในการยกระดับมาตรฐานของคณะกรรมการกำกับดูแล หรือ Regulator ของประเทศไทย ในการใช้อำนาจทางกฎหมายอย่างระมัดระวัง โดยจะต้องดำเนินการตามหลักความโปร่งใส ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตใจ หลีกเลี่ยงผลประโยชน์ที่ทับซ้อน 

โดย ‘ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง’ ได้อ่านคำพิพากษาคดีที่ ‘บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด’ เป็นโจทก์ ฟ้อง!! ‘นางสาวพิรงรอง รามสูต’ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ในฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 

การกระทำของ ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต อดีตกรรมการ กสทช. ในการออกหนังสือแจ้งไปยังผู้รับอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ ทำให้ผู้ได้รับอนุญาตเข้าใจว่า โจทก์เป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้รับอนุญาตอาจระงับเนื้อหารายการต่าง ๆ ที่บริษัทส่งไปออกอากาศ ส่อแสดงเจตนากลั่นแกล้งให้บริษัทฯ ได้รับความเสียหาย 

โดยศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยที่สั่งการให้ส่งหนังสือไปยังผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ 127 ราย เพื่อชะลอหรือขยายระยะเวลาเข้าทำนิติกรรมกับโจทก์นั้น เป็นการกระทำโดยมิชอบ ไม่ผ่านมติที่ประชุม  และมีการแก้ไขรายงานการประชุมเพื่อปกปิดความจริง  รวมถึงการใช้ถ้อยคำที่สื่อความหมายถึงการต้องการให้ธุรกิจของโจทก์ได้รับความเสียหาย เช่น  ‘ต้องเตรียมตัวจะล้มยักษ์’ ซึ่งจำเลยก็ยอมรับว่า คำว่า ‘ยักษ์’ นั้นหมายความถึงโจทก์ ถ้อยคำดังกล่าวเป็นการสื่อความหมายชัดเจนว่า ประสงค์ให้กิจการของโจทก์ได้รับความเสียหาย ศาลจึงเห็นว่าเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์

ประเด็นสำคัญที่ศาลได้ยกขึ้นพิจารณาก็คือ ‘กสทช.’ ไม่เคยกำหนดให้ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันประเภท ‘โอทีที’ ต้องขอใบอนุญาต  และการกระทำของจำเลยถือเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด  ส่งผลให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จากการที่ผู้ประกอบการหลายรายชะลอการทำนิติกรรมกับโจทก์

คำตัดสินของศาล

พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ โดยมีเจตนามุ่งประสงค์กลั่นแกล้งโจทก์ และใช้อำนาจหน้าที่ของตนไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย 

เพราะภายหลังจากมีหนังสือดังกล่าวแจ้งไปยังผู้ประกอบการรวม 127 รายแล้ว มีผู้ประกอบกิจการหลายรายได้ชะลอหรือขยายระยะเวลา ในการเข้าทำนิติกรรมกับโจทก์ 

เมื่อศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พยานหลักฐานของ ‘จำเลย’ ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของ ‘โจทก์’ ได้  

ศาลพิจารณาแล้ว เห็นว่า ศ.ดร. พิรงรอง รามสูต อดีตกรรมการ กสทช. ได้กระทำความผิดจริงตามที่โจทก์ บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด (ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน True ID) ได้ยื่นฟ้อง 

จึงได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก จำเลย ‘นางสาวพิรงรอง’ เป็นเวลา 2 ปี ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 

นอกจากนี้ศาลได้อนุญาตให้ประกันตัวด้วยวงเงิน 120,000 บาท และมีเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

คดีนี้ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ ในการใช้อำนาจของทางภาครัฐ ผิดก็ว่ากันไปตามผิด ถูกก็ว่ากันไปตามถูก พิจารณากันอย่างเป็นธรรม    

ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย!! 

ประกาศใหม่จาก กสทช. ตัด ‘ฟุตบอลโลก 2026’ ออกจากกฎ Must Have ที่ต้องให้คนไทยชมฟรี

(24 มิ.ย. 68) ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศฉบับใหม่ของ กสทช. เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2568 ว่าด้วย “หลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สำคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะในบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป (ฉบับที่ 2)” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กฎ Must Have” ซึ่งลงนามโดย ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์ สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.

ประกาศฉบับนี้มีการยกเลิกภาคผนวกเดิมจากปี 2555 และใช้รายชื่อรายการใหม่แทน โดยเน้นย้ำให้ประชาชนสามารถรับชมรายการกีฬาสำคัญระดับชาติและนานาชาติผ่านฟรีทีวีโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม ไฮไลต์สำคัญคือ “ฟุตบอลโลก 2026” ไม่ได้ถูกรวมอยู่ในรายชื่อรายการที่ต้องออกอากาศผ่านฟรีทีวีอีกต่อไป

รายการกีฬาที่ ยังคงอยู่ภายใต้กฎ Must Have ได้แก่ ซีเกมส์, อาเซียนพาราเกมส์, เอเชียนเกมส์, เอเชียนพาราเกมส์, โอลิมปิกเกมส์ และพาราลิมปิกเกมส์ ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจของ กสทช. ในการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงการแข่งขันกีฬาที่เกี่ยวข้องกับนักกีฬาชาติไทยเป็นหลัก

ทั้งนี้ กฎ Must Have ทำงานร่วมกับกฎ Must Carry ซึ่งกำหนดให้ผู้ให้บริการทีวีทุกระบบ ต้องถ่ายทอดสัญญาณฟรีทีวีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถรับชมรายการสำคัญได้อย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะในเหตุการณ์ที่มีความสำคัญระดับประเทศและระดับภูมิภาค

กสทช. จัดอบรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และจริยธรรมสื่อมวลชนในพื้นทึ่ภาคตะวันออก

สำนักงาน กสทช. โดยสำนักส่งเสริมการแข่งขันและกำกับดูแลกันเอง จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ “การส่งเสริมการรวมกลุ่มของผู้รับใบอนุญาต ผู้ผลิตรายการ และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ให้ปฏิบัติงาน ภายใต้จริยธรรมสื่อ” ในหัวข้อ “การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความท้าทายภายใต้มาตรฐานจริยธรรมสื่อมวลชน” ระหว่างวันที่ 18 – 19 กันยายน 2568 ณ ห้องประชุมคลาสสิค โรงแรมแมนดาริน อีสต์วิลล์ พัทยา จังหวัดชลบุรี

นายณัฐนนท์ ลี้ศัตรูพ่าย ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการแข่งขันและกำกับดูแลกันเอง กล่าวเปิดการอบรมว่า ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสิทธิมนุษยชนด้านความเป็นส่วนตัว ซึ่งถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย แม้สื่อมวลชนจะมีข้อยกเว้นบางประการในการนำเสนอข่าวเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ก็ยังต้องระมัดระวังในการเก็บ รวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อไม่ให้ละเมิดสิทธิหรือก่อให้เกิดผลกระทบต่อเจ้าของข้อมูล

ที่ผ่านมา สำนักงาน กสทช. ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการนำเสนอเนื้อหารายการที่มีการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งอาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิเสรีภาพ ชื่อเสียง หรือความเป็นส่วนตัวของบุคคล ตามมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 จึงจำเป็นต้องส่งเสริมให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อดำเนินงานภายใต้มาตรฐานจริยธรรมที่ชัดเจน

สำหรับการอบรมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้รับใบอนุญาต ผู้ผลิตรายการ และผู้ประกอบวิชาชีพในกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ ได้เรียนรู้แนวทางการปฏิบัติด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนสร้างมาตรฐานร่วมกันในการทำงานสื่ออย่างมีจริยธรรม

นายณัฐนนท์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ขอให้การอบรมครั้งนี้ประสบความสำเร็จตามความมุ่งหมาย ผู้เข้าร่วมสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานสื่อมวลชนอย่างมีมาตรฐานและจริยธรรมต่อไป”

จากศึกมือถือ 3 ค่าย กสทช. เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจ หรือเปลี่ยนแค่ชื่อผู้เล่น? ต้อง “กล้ากว่านี้” ในการสร้างสมดุล ระหว่างผลประโยชน์รัฐ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค

เมื่อยี่สิบปีก่อน โทรศัพท์มือถือคือสนามรบของสามอาณาจักร — AIS, DTAC และ TA Orange วันนี้ ไทยเหลือผู้เล่นหลักเพียงสองราย คือ AIS และ True Corp (ที่รวม DTAC เข้าแล้ว) “กสทช.” ผู้ถือกฎในเกมใหม่นี้ กำลังสร้างสมดุล หรือเปิดทางให้ผูกขาดทางเศรษฐกิจกันแน่?

ศึกมือถือยุค 2000s: เมื่อ “นาทีทอง” คือสมรภูมิ

ต้นยุค 2540 – 2549 เป็นช่วงที่อุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือไทย “แตกมวลชน” จริงจัง AIS นำตลาดด้วยบริการ “วัน-ทู-คอล!” DTAC โต้กลับด้วย “แฮปปี้” และ TA Orange (ร่วมทุนฝรั่งเศส) จุดไฟสงครามราคาด้วยแพ็กสุดแรง “กลางคืนบาทเดียว” ปี 2546 AIS ครองตลาดกว่า 52%, DTAC ราว 30%, TA Orange ประมาณ 15% — แข่งขันกันทุกวิถีทาง ทั้งราคา โปรโมชั่น สัญญาณ และภาพลักษณ์แบรนด์ยุคนั้น โทรศัพท์มือถือไม่ใช่เพียงเครื่องมือสื่อสาร แต่เป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพทางเศรษฐกิจใหม่ คนไทยทุกระดับเข้าถึงการติดต่อกันได้ในราคาที่ไม่เคยเป็นไปได้มาก่อน

การถือกำเนิดของ “กสทช.” และระบบใบอนุญาต

ปี 2553 คือจุดเปลี่ยนใหญ่ เมื่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง โทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ถือกำเนิดขึ้นแทนระบบสัมปทานเดิม เป้าหมายหลักคือ “ทำให้ตลาดแข่งขันอย่างเป็นธรรม” โดยเปลี่ยนจากระบบที่รัฐวิสาหกิจถือคลื่น สู่ระบบใบอนุญาต ประมูลคลื่น โปร่งใส และเปิดเสรี.ผลลัพธ์ช่วงแรกถือว่าน่าชื่นชม — รัฐได้รายได้มหาศาลจากการประมูลคลื่น 3G และ 4G, ค่ายมือถือเร่งพัฒนาโครงข่าย และราคาค่าโทรและอินเทอร์เน็ตเริ่มถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ. แต่เมื่อเวลาผ่านไป “สนามแข่งขัน” ที่ควรจะกว้างกลับเริ่มแคบลง

จาก 3 ค่าย เหลือ 2 ขั้ว: โครงสร้างตลาดใหม่ของไทย

ปี 2566 True Corporation ควบรวมกิจการกับ DTAC อย่างเป็นทางการ ทำให้ประเทศไทยเหลือเพียง 2 ผู้เล่นหลักในตลาดมือถือ — True Corp (True + DTAC) ครองส่วนแบ่งผู้ใช้ประมาณ 52%, AIS ครองอีก 48% (ข้อมูลปี 2024 – Twimbit Research & รายงานผู้ถือหุ้น AIS) การแข่งขันที่เคยขับเคี่ยวจึงกลายเป็นการแข่งขันระหว่างสองขั้วใหญ่ หรือที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Duopoly Market.ในเชิงรายได้ AIS ยังคงนำเล็กน้อย (ส่วนแบ่งรายได้ราว 49%) เพราะฐานลูกค้าคุณภาพสูงกว่า ส่วน True Corp ได้เปรียบด้านจำนวนลูกค้าและแพ็กเกจคอนเวอร์เจนซ์ แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหน “ตัวเลือกของผู้บริโภคลดลง” คือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

กสทช. ในฐานะกรรมการกลาง: สมดุล หรือ สมยอม?

การควบรวมครั้งนี้ผ่านการอนุมัติของ กสทช. ภายใต้เงื่อนไขควบคุมราคาและคุณภาพบริการ แต่หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า “กสทช. เข้มพอหรือยัง?” นักวิชาการบางส่วน เช่น TDRI ชี้ว่า แม้ กสทช. จะออกข้อกำหนดเพื่อป้องกันการผูกขาด แต่ในทางปฏิบัติยังไม่สามารถสร้างแรงกดดันให้ตลาดแข่งขันได้จริง.ขณะเดียวกัน ผู้เล่นรายเล็กหรือ MVNO (ผู้ให้บริการเสมือน) ก็ไม่เติบโต เพราะไม่สามารถเข้าถึงโครงข่ายของค่ายใหญ่ได้อย่างเป็นธรรม ผลคือ ตลาดไทยในปัจจุบันกลายเป็นตลาดมือถือที่แข่งขันน้อยที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียผลต่อเศรษฐกิจและผู้บริโภค

1. ราคาค่าบริการมีแนวโน้มทรงตัวหรือลดช้า — การไม่มีค่ายใหม่เข้ามาแข่ง ทำให้แรงกดดันด้านราคาอ่อนลง 2. คุณภาพบริการไม่โตเท่าความเร็วของเทคโนโลยี — แม้เข้าสู่ 5G แล้ว แต่บางพื้นที่ยังประสบปัญหาความเร็วต่ำ 3. รายได้ภาคโทรคมนาคมรวมยังสูง — มูลค่าตลาดเกิน 2 ล้านล้านบาทต่อปี แต่ผลประโยชน์กระจุกอยู่ในผู้เล่นไม่กี่ราย 4. เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยได้ประโยชน์ทางอ้อม — การลงทุนใน 5G, IoT, Cloud, AI จากค่ายใหญ่ช่วยขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่หากไม่มีแรงกดดันจากคู่แข่ง แรงผลักนวัตกรรมอาจชะลอตัวในระยะยาว

บทเรียนจากศึกมือถือ: เสรีภาพทางเศรษฐกิจไม่ควรถูกจำกัดด้วยคลื่น

จากสงครามโปรโมชั่นบาทเดียวในอดีต มาถึงยุคที่โทรศัพท์มือถือกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของชีวิต สิ่งที่ประเทศไทยต้องการไม่ใช่เพียงเครือข่ายเร็วที่สุด แต่คือ 'ตลาดที่แข่งขันจริงที่สุด' เพราะเมื่อการแข่งขันหายไป แรงขับเคลื่อนนวัตกรรมก็จะหายไปด้วย และสุดท้าย คนที่ต้องจ่ายแพงที่สุด คือประชาชน

บทสรุของเกมนี้

กสทช. อาจไม่ได้ “ผิด” ในการกำกับดูแล แต่ต้อง “กล้ากว่านี้” ในการสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์รัฐ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ยุคต่อไปของโทรคมนาคมไทยควรมีมากกว่า “สองขั้วใหญ่” ควรเปิดทางให้ผู้เล่นใหม่ MVNO Tech Startup และบริการดิจิทัลรายใหม่เข้ามาได้จริง เพราะสุดท้าย เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ไม่ได้เกิดจากจำนวนเสา 5G ที่มากขึ้น แต่มาจากจำนวนตัวเลือกที่ประชาชนมีในมือ

วิเคราะห์เชิงนโยบายอย่างรอบด้าน — เพราะเศรษฐกิจไทยไม่ได้เปลี่ยนแค่เทคโนโลยี แต่เปลี่ยนที่ “โครงสร้างของเกม”

กตป. เผยผล กสทช. ปี 68 แถลงผลติดตามงาน กสทช. ปี 2568 ประเมิน 6 มิติสอดคล้องมาตรฐานสากล ชี้ช่องว่างกฎหมายบริการ OTT ดิจิทัล เสนอนโยบายปรับปรุงรองรับโลกใหม่

คณะ กตป. แถลงผลการดำเนินงานการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการทำงานของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. ประจำปี 2568

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน หรือ กตป. ร่วมกับบริษัท อินไซท์ คอนซัลติ้ง รีเสิร์ช จำกัด จัดงานแถลงผลและเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะเกี่ยวกับการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงานของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. รวมถึงนโยบายสำคัญ ประจำปี 2568 โดยใช้กรอบประเมิน 6 มิติที่เชื่อมโยงกับมาตรฐาน OECD, ERGA และ ITU เพื่อสะท้อนศักยภาพการกำกับดูแลทั้งด้านโครงสร้าง กระบวนการ และผลลัพธ์ของการกำกับดูแล

กตป. 5 ด้าน ได้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. จากการรวบรวมข้อมูลการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียส่วนกลางและส่วนภูมิภาค การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติจากแบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก
.
ผลการประเมินภาพรวมปี 2568 พบว่า กสทช. สามารถกำกับดูแลกิจการภายใต้กรอบกฎหมายเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการอนุญาต การจัดสรรคลื่น การกำกับการแข่งขันหลังการควบรวมธุรกิจ การคุ้มครองผู้บริโภค การสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน การส่งเสริมการเข้าถึงสื่อของคนพิการผ่าน AD, CC และ SL รวมถึงการลดความเหลื่อมล้ำผ่านโครงการ USO อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่บริการดิจิทัล แพลตฟอร์มข้ามพรมแดน และ OTT ทำให้เกิดช่องว่างทางกฎหมาย ความไม่เท่าเทียมในการแข่งขัน และความเสี่ยงต่อผู้บริโภค จึงควรกำหนดทิศทางนโยบายให้ชัดเจน ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย และกำหนดขอบเขตการกำกับดูแลบริการใหม่อย่างเหมาะสม เพื่อให้ระบบสื่อสารไทยมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย เป็นธรรม และรองรับโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

พลตำรวจตรี เอกธนัช  ลิ้มสังกาศ ประธานคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน และกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านกิจการกระจายเสียง พบผลการประเมินว่า กสทช. มีการดำเนินงานตามภารกิจที่มีกฎหมายรองรับได้เป็นไปอย่างดี เช่น การประมูลคลื่น FM ระดับท้องถิ่น การจัดทำแผนความถี่และมาตรฐานทางเทคนิค การพัฒนาระบบ e-BCS ให้การยื่นผังรายการเป็นดิจิทัล การลดระยะเวลาการจัดการเรื่องร้องเรียน และการกำกับโฆษณาเกินจริงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกัน ประเด็นที่ต้องเร่งพัฒนา โดยเฉพาะการกำกับดูแลวิทยุออนไลน์และบริการรูปแบบใหม่ซึ่งกฎหมายยังไม่ครอบคลุม การบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างสายงาน การผลักดันวิทยุดิจิทัล DAB+ มาตรการสนับสนุน และความเข้าใจจากผู้ประกอบกิจการ ตลอดจนสนับสนุนผู้ประกอบกิจการรายย่อยที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านต้นทุนและความพร้อมทางเทคโนโลยี
ดร. พันธ์ศักดิ์ จันทร์ปัญญา กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านกิจการโทรทัศน์ พบผลการประเมินว่า กสทช. ยังสามารถกำกับดูแลโทรทัศน์แบบดั้งเดิมได้ค่อนข้างดี ทั้งด้านใบอนุญาต การติดตาม

ผังรายการ การจัดการเรื่องร้องเรียน การกำกับมาตรฐานเนื้อหา และการส่งเสริมบริการ AD, CC, SL สำหรับคนพิการ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยเผชิญพฤติกรรมผู้ชมที่เปลี่ยนไปสู่การรับชมหลายช่องทาง ขณะเดียวกัน ยังมีข้อกังวลด้านคุณภาพเนื้อหา เช่น ข่าวเชิงดราม่า โฆษณาเกินจริง และรายการรีรันจำนวนมาก ประเด็นท้าทายในระยะต่อไปคือ การอุดช่องว่างกฎหมายต่อ OTT และแพลตฟอร์มออนไลน์ การกำหนด Roadmap หลังปี 2567 และการพัฒนาเครื่องมือ Real-time Monitoring/AI รวมถึงยกระดับผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ไทยให้แข่งขันได้ พร้อมผลักดัน EWS ให้ใช้งานจริง เพื่อคงบทบาทโทรทัศน์ในฐานะสื่อสาธารณะทั้งภาวะปกติและฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รองศาสตราจารย์ ดร. อุรุยา วีสกุล กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านกิจการโทรคมนาคม ผลการประเมินพบว่า กสทช. มีความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนภารกิจเชิงโครงสร้างและเครื่องมือกำกับดูแล โดยเฉพาะระบบ e-FA และ e-Licensing ที่ลดภาระเอกสาร เพิ่มความโปร่งใส และตรวจสอบย้อนหลังได้ รวมถึงการพัฒนา CBS, EWS และ Mobile ID เพื่อยกระดับความปลอดภัยของธุรกรรมดิจิทัลและบริการสื่อสารสมัยใหม่ ขณะเดียวกันการดำเนินงานตามแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม ฉบับที่ 3 สะท้อนความก้าวหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารคลื่นความถี่ เลขหมายโทรคมนาคม และการเตรียมพร้อมสู่ 5.5G/6G อย่างไรก็ตาม ยังต้องเร่งปรับกฎหมายให้ทันต่อบริการ OTT และบริการข้ามพรมแดน พัฒนาระบบเฝ้าระวังการใช้คลื่นแบบ Real time และคุ้มครองผู้บริโภคจากค่าบริการ คุณภาพบริการ การหักเงินโดยไม่ตั้งใจ และภัยหลอกลวง ตลอดจนการส่งเสริมการแข่งขันรายใหม่ เช่น MVNO/Wholesale

พลเอก สิทธิชัย มากกุญชร กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค พบผลการประเมินว่า กสทช. มีความก้าวหน้าในการพัฒนาเครื่องมือและมาตรการด้านความปลอดภัย เช่น CBS, EWS, Mobile ID การจัดการ SIM Box และการป้องกันการใช้ซิมในทางมิชอบ รวมถึงส่งเสริมความรู้เท่าทันสื่อตามแนวทาง MIDL โดยผลการดำเนินงานเห็นผลชัดเจน โดยเฉพาะการลดระยะเวลาจัดการเรื่องร้องเรียน และการเพิ่มเครื่องมือคุ้มครองผู้ใช้บริการ อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องเร่งผลักดัน ได้แก่ ช่องว่างการกำกับดูแล OTT ผลกระทบหลังการควบรวม ราคาค่าบริการ คุณภาพสัญญาณ ความชัดเจนของแพ็กเกจ ภัยไซเบอร์ และการรับรู้ช่องทางร้องเรียนไม่ทั่วถึง ระยะต่อไปจึงควรยกระดับสู่การกำกับเชิงรุก ผ่าน Real-time Monitoring Dashboard การใช้ AI ป้องกันปัญหาล่วงหน้า การปิดช่องว่างกฎหมาย และมาตรการที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้ใช้บริการจริง

นางสาวอิสรารัศมิ์ เครือหงส์ กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน พบผลการประเมินว่า กสทช. มีความก้าวหน้าในการวางหลักการและพัฒนาเครื่องมือคุ้มครองสิทธิประชาชน เช่น CBS, EWS, Digital ID และมาตรการลดค่าบริการสำหรับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการส่งเสริมบริการ AD, CC และ SL เพื่อเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลของคนพิการ และการพัฒนา MIDL เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อท้าทายเรื่องช่องว่างการกำกับดูแล OTT ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และคุณภาพบริการสำหรับคนพิการที่ต้องสอดคล้องกับการใช้งานจริงโดยเฉพาะมาตรการดิจิทัลบางประเภท เช่น Face Scan หรือบริการผ่านเสียง ที่อาจไม่เหมาะกับข้อจำกัดของคนพิการบางกลุ่ม จึงควรออกแบบมาตรการร่วมกันและมีหลายช่องทาง ทั้งข้อความ ภาพ เสียง และระบบเฉพาะทาง เพื่อให้สิทธิของประชาชนเกิดผลจริงในทางปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ทั่วถึง และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของแพลตฟอร์มและบริการใหม่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top