Monday, 19 October 2026
กรุงเทพ

‘ดร.เอ้’ โพสต์เฟซ!! เสนอแนะ วิธีปราบฝุ่นพิษ PM2.5 ย้ำ!! เคยเสนอ ‘ครั้งแล้วครั้งเล่า’ และ ‘ขอเสนออีกครั้ง’

(25 ม.ค. 68) ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก …

ฝุ่น PM2.5 วิกฤตเเล้ว! ผมเคยเสนอ ‘ครั้งแล้วครั้งเล่า’ และ ขอเสนออีกครั้ง...

‘การแก้ปัญหาฝุ่นพิษ 6 ข้อ’  ให้มลพิษ PM2.5 ลดลง คือ

1.ประชาชนทุกคนต้องรับรู้ข้อมูลและอันตรายของ PM2.5 
วันนี้เราสามารถเช็กค่าฝุ่นเบื้องต้นเพื่อทราบข้อมูล จากแอปพลิเคชัน เว็บไซต์ต่างๆ เพื่อตรวจเช็กค่าฝุ่นจากจุดใกล้ตัว ว่าค่าฝุ่นที่แสดงมีความอันตรายมากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เรา ทราบค่าฝุ่นได้แม่นยำมากขึ้น ก็ต้องมาจาก ‘จำนวนจุดวัดคุณภาพอากาศ ที่มากเพียงพอ’ ซึ่งควรมีอย่างน้อย ‘2000 จุดทั่วกรุงเทพ’ เพื่อให้ประชาชนสามารถทราบค่าได้อย่างแม่นยำ และต้องแสดงปริมาณฝุ่นให้ประชาชนได้รับรู้ บริเวณโรงเรียน โรงพยาบาล พื้นที่ก่อสร้าง และพื้นที่เสี่ยง เพื่อการปกป้องสุขภาพ และเพื่อการควบคุมฝุ่น ในพื้นที่ที่มีโรงงานอุตสาหกรรม และการก่อสร้าง ประชาชนมีสิทธิในการตรวจสอบ ขอประเมินคุณภาพอากาศ ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการรับรู้ ประเมิน และตรวจสอบ ร่วมกับภาครัฐและเอกชน ภาครัฐต้องเเนะนำให้ประชาชน ‘ป้องกัน’ ตัวเองด้วยหน้ากากอย่างจริงจัง  ในปัจจุบันหน้าการที่ป้องกันโควิดบางแบบสามารถป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้บ้างถึงแม้จะไม่ดีเท่า N95 โดยเมื่อเรารู้ว่าตัวเราอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ก็ใส่หน้าเพื่อป้องกันการสูดฝุ่นละอองเข้าสู่ร่างกาย  โดยเฉพาะเด็ก และผู้สูงอายุ ประมาทไม่ได้เลย ฝุ่น PM2.5 อันตรายถึงชีวิต แต่ที่เห็น เรายังไม่สนใจที่จะป้องกันตัวเอง และคนที่เรารักเท่าที่ควร

2.กำจัดฝุ่นที่ ‘ต้นกำเนิด’ อย่างจริงจัง 
วันนี้เรายังเห็นรถเมล์เก่า รถบรรทุกควันดำ วิ่งเต็มกรุงเทพ อยู่ทุกวัน จริงไหมครับ แสดงว่า เราไม่เคยจริงจังกับเรื่องฝุ่นพิษเลย รถควันดำ และเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ปล่อยมลพิษ จะต้องไม่มีในกรุงเทพอีกต่อไป ไม่ใช่ปล่อย PM2.5 ตลอดเวลา แล้วเมื่อไหร่ อากาศจะดีขึ้น ไม่มีทาง ‘รถบรรทุกควันดำ’ เป็นส่วนใหญ่ วิ่งเข้าออก ‘ไซต์งานก่อสร้าง’ ทุกวัน วันละไม่รู้กี่พันกี่หมื่นเที่ยว  กทม.มีข้อบัญญัติความปลอดภัย ความสะอาด และป้องกันสิ่งแวดล้อมในมือ จัดการได้ทันที ถึงระงับใบอนุญาตก่อสร้างได้ เป็นการแก้ปัญหาถึง ‘ต้นตอ’

3.กฎหมายต้อง ‘เข้มแข็ง จัดการผู้กระทำความผิด’
แน่นอนครับการปลูกฝังจิตสำนึกเป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้เวลา เเต่การใช้กฎหมาย ปรับให้เหมาะสมและต้องบังคับให้ใช้จริงเป็นสิ่งสำคัญ ตอนนี้เรากำลังจะมี ‘กฎหมายอากาศสะอาด’ ที่มาจากการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ภาควิชาการ และภาคการเมือง โดยยึดหลักมาตรฐานสากล กฎหมายอากาศสะอาด จะกำหนดเป้าหมายและมาตรฐานมลพิษทางอากาศอย่างเป็นธรรมต่อสุขภาพประชาชนและการพัฒนาประเทศ ตามหลักสุขภาพสากล กฎหมายอากาศสะอาดจะเน้นการกระจายอำนาจในการควบคุม ประเมิน ตรวจสอบ และแก้ไขปัญหา อย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ กฎหมายอากาศสะอาดจะใช้มาตรการ 'ภาษีฝุ่นและค่าธรรมเนียม' กับการปลอดมลพิษอย่างไร้ความรับผิดชอบของบุคคลและนิติบุคคล เพื่อนำมาใช้ในการรักษา เยียวยาปัญหาสุขภาพของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และจะให้ประโยชน์การลดหย่อนภาษีและโบนัสแก่บุคคลและนิติบุคคลที่ช่วยป้องกันฝุ่น ลดมลพิษ กฎหมายอากาศสะอาดจะส่งเสริมการวิจัย และการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมภายในประเทศ รวมทั้งการพัฒนาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อจัดการมลพิษทางอากาศ และสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด
ทั้งหมดนี้ ผู้มีอำนาจจะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ในต่างประเทศที่เคยประสบวิกฤตฝุ่นพิษ เช่น อังกฤษ อเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี จีน เขาใช้ กฎหมายอากาศสะอาด เป็นเครื่องมือที่ได้ผลที่สุด ในการต่อสู้กับมลพิษ เเละเขาจริงจังเเละเข้มงวด ใครทำผิดเขาจัดการทันที เเต่ประเทศไทยยังไม่เข้มงวดมากพอ

4.ใช้เทคโนโลยี ‘มีดาวเทียม รู้ทันที ใครเผา’
เทคโนโลยีดาวเทียม ‘ไม่โกหก’ เมื่อปีก่อน ไทยเราส่ง ‘ดาวเทียมธีออส 2’ ซึ่งเป็นดาวเทียมวงโคจรต่ำ เวียนมา ‘สอดส่องดู’ พื้นที่ประเทศไทย ใครเผาป่า เผ่าไร่ ตรงจุดไหน ที่แปลงใด รู้ทันที ‘ใครต้องรับผิดชอบ’ GISTDA หรือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ผู้ดูแลดาวเทียม ระบุว่าข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียมธีออส 2 มีรายละเอียดภาพหรือขนาดพิกเซล 50 เซนติเมตร ถือว่า ‘ความละเอียดสูงมาก’  ไม่มีอะไรรอดพ้นสายตา จะใช้หรือไม่ ก็เท่านั้นเอง เมื่อเทคโนโลยี ‘มีแล้ว’ เราต้องใช้แก้ปัญหา ให้คุ้มค่า

5.กำหนดเขตมลพิษต่ำ ‘Bangkok Low Emission Zone’
นี่คือ 'เป้าหมาย' และ 'วิธีแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม' ที่เราต้องทำทันที รอไม่ได้ เพราะกรุงเทพมี 'ความหนาแน่นขึ้น' ส่งผลให้ปริมาณการใช้รถยนต์เพิ่มขึ้นตาม ปัญหาการจราจรติดขัด และ มลพิษทางอากาศก็ตามมา โดยเฉพาะปัญหา PM 2.5 ที่ส่งผลต่อสุขภาพและชีวิตของพลเมือง

การประกาศ 'เขตมลพิษต่ำ' จะทำให้สามารถจำกัดการเข้ามาของยานพาหนะที่ปล่อยมลพิษสูงที่จะเข้ามาในเมือง ไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุกเก่าควันดำ รถเมล์ควันโขมง หรือรถอื่น ๆ ที่ปล่อยมลพิษอันตรายน่ากลัว โดยจะมีการมีกำหนดอัตราค่าธรรมตามปริมาณมลพิษรถที่ปล่อยออกมา เมื่อผ่านเขตที่กำหนด ยิ่งรถปล่อยมลพิษสูง ค่าธรรมเนียมยิ่งแพง ส่วนรถที่ปล่อยมลพิษตามมาตรฐาน รถยนต์ไฟฟ้าพลังสะอาด จะไม่มีค่าธรรมเนียม เข้าได้ฟรี ขับได้ตามปกติ เพื่อกระตุ้นให้คนหันมาดูแลรักษารถยนต์ให้มีมาตรฐาน ปล่อยมลพิษน้อยลง ใช้รถพลังงานสะอาดมากขึ้น หรือหันมาเลือกใช้ระบบขนส่งสาธารณะแทน ทำให้สามารถลดมลพิษจากท้องถนนได้

สำหรับกทม. ผมขอเสนอให้มีการกำหนดเขตมลพิษต่ำ 'Bangkok Low Emission Zone' นำร่อง 16 เขตกรุงเทพชั้นใน บริเวณเขตพระนคร ป้อมปราบศัตรูพ่าย สัมพันธวงศ์ ดุสิต พญาไท ราชเทวี ปทุมวัน สาทร บางรัก บางคอแหลม บางพลัด บางกอกน้อย บางกอกใหญ่ คลองสาน ธนบุรี และเขตยานนาวา ครอบคลุมพื้นที่กว่า 130 ตารางกิโลเมตร เพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างจริงจัง ผมเชื่อว่าสิ่งนี้จะทำให้ชาวกรุงเทพฯ ได้รับอากาศสะอาดกลับคืนมาได้ครับ

ทำไมต้อง 16 เขต กรุงเทพชั้นใน?

เพราะเขตชั้นในนี้ มีประชากรอาศัยหนาแน่น ทั้งผู้อยู่อาศัย ผู้มาทำงาน และนักเรียน ที่มีโรงเรียนและโรงพยาบาลอยู่ในพื้นที่นี้มากที่สุด จึงได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างมาก

เพราะพื้นที่นี้มีการก่อสร้างมากที่สุด มีปัญหามากที่สุดและส่งผลกระทบรุนแรงที่สุดต่อคนกรุงเทพ

และเพราะพื้นที่นี้อยู่ในแนวรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่พร้อมที่สุด ประชาชนมีทางเลือกในการเดินทางมากว่าพื้นที่อื่น

6.กำหนด ‘เป้าหมาย’ ลดฝุ่นอย่างจริงจัง ต้องชัดเจน
ผมไม่เห็นใครออกมา 'ตั้งเป้าหมาย' เลยว่า อีกกี่เดือน กี่ปี ฝุ่นพิษ PM2.5 จะลดลง ให้อากาศกรุงเทพกลับมาสะอาดพอ ให้ลูกหลานเราจะหายใจได้อย่างปลอดภัย

เมื่อบ้านเมืองไร้เป้าหมาย สุดท้ายคือ อยู่ไปวันๆ ตายผ่อนส่ง ไม่มีอนาคต จริงไหมครับ ?

เมื่อ PM2.5 คือ อันตราย ตายจริง และขอย้ำ 'ปล่อยฝุ่นว่าโหดร้าย ปล่อยไว้โหดยิ่งกว่า' หากเป็นเช่นนี้ต่อไป แสดงว่าเราไม่ได้ห่วงลูกหลานคนไทยเลย

ด้วยความห่วงใยมากครับ

ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

ผู้เชี่ยวชาญจีนเบรก ‘ฮุน เซน’ ย้ำอาวุธเขมรยิงไม่ถึงกรุงเทพฯ ชี้กัมพูชายังเป็นรอง!! ไทยเหนือกว่าหลายเท่า

(30 มิ.ย. 68) สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชากลับมาเป็นที่จับตาหลังฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาระบุว่า อาวุธที่ประเทศตนมีอยู่สามารถยิงถึงกรุงเทพฯได้ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จีนเตือนว่าเป็นไปไม่ได้ทางเทคนิค โดยชี้ว่าระบบอาวุธจีนที่กัมพูชามีไม่สามารถยิงไกลถึงกรุงเทพฯ และกัมพูชาก็ไม่มีเครื่องบินรบที่ติดอาวุธพิสัยไกลเช่นกัน

ซ่ง จงผิง (Song Zhongping) ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการทหารของจีน กล่าวว่า อาวุธที่จีนขายให้ต่างประเทศนั้นออกแบบมาเพื่อการป้องกัน ไม่ใช่การรุกราน และเมื่อส่งมอบแล้ว ก็เป็นสิทธิของประเทศผู้ซื้อในการใช้งาน แต่จีนไม่อยากเห็นสองประเทศที่เป็นมิตรกับตนอย่างไทยและกัมพูชาต้องเปิดฉากสู้รบกัน โดยเฉพาะเมื่อข้อพิพาทชายแดนมีที่มาจากปัญหาที่ตกค้างมาตั้งแต่สมัยที่ฝรั่งเศสยังเป็นเจ้าอาณานิคม

จีนยังย้ำว่าศักยภาพทางทหารของไทยเหนือกว่ากัมพูชาหลายเท่า ทั้งงบประมาณที่สูงกว่าราว 10 เท่า และอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยกว่า โดยไทยนำเข้าอาวุธจากจีนถึง 44% ขณะที่กัมพูชาพึ่งพาจีนเกือบทั้งหมด จีนจึงเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความอดกลั้น และเน้นเจรจาผ่านกลไกทวิภาคีและภูมิภาค

นอกจากนี้ จีนระบุอีกว่าไม่ใช่แค่จีนเท่านั้นที่ควรเข้ามาช่วย อาเซียนเองก็ควรมีบทบาทในการลดความตึงเครียด เพราะหากความขัดแย้งลุกลามเป็นความรุนแรง จะกระทบต่อเสถียรภาพของทั้งภูมิภาคโดยตรง

‘พลังประชารัฐ’ วาง!! ‘ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล’ นั่ง!! ‘แม่ทัพเมืองหลวง’ เตรียมลุย!! ศึกเลือกตั้ง 2569

(23 ต.ค. 68) การวางแม่ทัพครั้งใหม่ของพรรคพลังประชารัฐ เมื่อ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ถูกวางตัวให้เป็น แม่ทัพเมืองหลวง

พรรคพลังประชารัฐ ภายใต้การนำของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ปรับทัพครั้งใหญ่ หวังให้นายธีรชัย เป็นแม่ทัพใหญ่ในเมืองหลวง โดยให้วางยุทธศาสตร์ใหม่ในเมืองหลวง เพราะเขาคือนักเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อมั่นในระบบ เขาคืออดีตเลขาธิการก.ล.ต และนักเศรษฐศาสตร์แห่งธนาคารแห่งประเทศไทย เขามีจุดยืนในความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ ดังนั้นการมาของเขาสะท้อนพรรคพลังประชารัฐ ที่เลือกความมีเสถียรภาพเหนือกระแส จากพักที่พึ่งอำนาจของรัฐ ไปสู่พรรคการเมืองที่มีความน่าเชื่อถือ นี่คือนิยามของพรรคพลังประชารัฐ ก้าวใหม่ที่จะเดินไปสู่การเลือกตั้งครั้งหน้าในปี 2569

กรุงเทพต้องง่ายกว่านี้!! พรรคประชาชนชูแผนคืนคุณภาพชีวิตให้คนเมือง แก้ปัญหาเมืองจากโครงสร้างถึงตรอกซอกซอย ดันกรุงเทพเป็นเมืองของผู้คน ใช้ชีวิตง่ายขึ้นทุกเขตทุกซอย

กรุงเทพง่ายๆ Bangkok made Easy | 4 เสาทีมพรรคประชาชน เพื่อกรุงเทพที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน .
กรุงเทพ คือมหานครชั้นนำของโลกที่รายล้อมไปด้วยความเจริญและความสะดวกสบายเมื่อมองจากภายนอก แต่เมื่อเรามองเข้าไปให้ลึกถึงตรอกซอกซอยต่างๆ เราจะพบความจริงอันน่าเศร้าของปัญหาสารพัดที่ประชาชนในเมืองใหญ่นี้ต้องพบเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ด้วยขนาด จำนวนประชากร และรายได้ รวมถึงหน่วยการปกครอง งบประมาณ และอำนาจ ที่มากกว่าจังหวัดไหนๆ ในประเทศนี้ กรุงเทพควรที่จะสร้างคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้ให้กับพวกเราทุกคนได้

แต่ความเป็นจริงก็คือโครงสร้างของรัฐปัจจุบันไม่เอื้อให้กรุงเทพมีอำนาจและอิสระที่มากพอในการทำอะไรหลายๆ เรื่องได้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่ากรุงเทพ จะทำอะไรไม่ได้เลย เพียงแต่ที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครมาพร้อมเป้าหมายในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของกรุงเทพ

หัวใจของเมืองคือผู้คน หน้าที่ของเมืองคือการสร้างระบบที่โอบอุ้มผู้คนอย่างยั่งยืน และเราเชื่อมั่นว่าเราสามารถสร้าง กรุงเทพ ที่เป็นของผู้คน ดำรงอยู่เพื่อผู้คน ทำให้หลายเรื่องในชีวิตของคน กรุงเทพ ที่เป็นเรื่องยาก กลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นได้

วันนี้ พรรคประชาชนพร้อมแล้วที่จะทำให้ "กรุงเทพง่ายๆ" สำหรับทุกคน ด้วยแคนดิเดตผู้ว่าฯ ที่มีวิสัยทัศน์ ด้วยทีมบริหารที่พร้อมทำงานช่วยผู้ว่าครอบคลุมทุกด้าน ด้วยแคนดิเดต ส.ก. ที่พร้อมเคียงข้างผู้คนในทุกเขตไปจนถึงตรอกซอกซอย และด้วยนโยบายที่มีหัวใจอยู่ที่ผู้คน

เพื่อให้กรุงเทพ เป็นเมืองที่มีสวัสดิการที่ดี พร้อมโอบรับในทุกด้านของชีวิตคุณ เป็นเมืองที่จะคืนเวลาให้คุณได้ใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย ไม่ใช่หมดไปกับภารกิจจำเจในชีวิตประจำวัน

นี่คือ 4 เสาหลักของทีมผู้ว่าประชาชน ที่จะทำให้กรุงเทพง่ายขึ้นสำหรับทุกคน เพราะมีแต่พลังของผู้คนเท่านั้น ที่จะออกแบบและสร้างอนาคตของเมืองแห่งนี้ได้ด้วยกัน

ที่มา : พรรคประชาชน - People's Party 

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122195411612480817&id=61564424510198&rdid=q2d4UnrRYThRHk2E#

‘ชัชชาติ’ ยืนยัน กทม.ไม่ยกเลิกแก้มลิง ชี้หัวใจคือต้องนำน้ำเข้า–ออกได้ดี แค่ปรับแผนบริหารน้ำให้คุ้มค่า–มีประสิทธิภาพ จ่ายเยียวยาตามเกณฑ์ ปภ. จริงจัง ติดตามน้ำท่วมอย่างใกล้ชิด

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ยืนยัน กทม. ไม่ได้ยกเลิกแก้มลิง ปรับแผนจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพควบคู่ ย้ำเยียวยาน้ำท่วมปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ปภ.

(30 ก.ย. 69) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวชี้แจงในระหว่างลงพื้นที่ซอยลาดพร้าว 101 เขตบางกะปิ ถึงกรณีที่มีข่าวว่า กทม. ยกเลิกโครงการแก้มลิง โดยยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และแก้มลิงยังคงเป็นระบบพักน้ำที่สำคัญ แต่เป็นการปรับรูปแบบการบริหารจัดการน้ำให้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า ช่วงปี 54 กทม. มีแผนเลือกพื้นที่ทำแก้มลิง 5-6 แห่ง บางแห่งประชาพิจารณ์ไม่ผ่าน ส่วนแห่งที่ผ่าน ไม่ใช่บึงที่มีอยู่เดิม แต่ต้องไปซื้อที่ดินเปล่ามาขุดเป็นบึง ซึ่งมีราคาสูงระดับหมื่นล้านบาท ทั้งนี้ การทำแก้มลิงต้องพิจารณาความเหมาะสมคุ้มค่า เพราะหัวใจของแก้มลิงคือระบบส่งน้ำเข้า-ออก ที่เหมาะสม

กทม. จึงทบทวนและปรับเปลี่ยนมาเน้นการเพิ่มแก้มลิงในรูปแบบอื่น เช่น การพัฒนาระบบอุโมงค์ระบายน้ำ การขุดคลองให้ลึกขึ้น การทำเขื่อน ดาดท้องคลอง เพื่อใช้ตัวคลองเป็นแก้มลิงในตัว ซึ่งช่วยให้รองรับและส่งน้ำได้ดีขึ้น และคุ้มค่าต่อการลงทุน

“ยืนยันว่าไม่มีการยกเลิกแก้มลิง เราอยากให้มีแก้มลิงหลายแห่ง แต่ต้องให้อยู่ในพื้นที่เหมาะสมและแผนผังรวม หากอยู่ในตำแหน่งไม่ถูกต้องน้ำเข้าไม่ถึงก็เป็นเหมือนบึง หัวใจคือต้องมีการนำน้ำเข้า-ออกได้ดี” ผู้ว่าฯ ชัชชาติกล่าว

•กทม. ชี้แจงการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย ยึดตามระเบียบ ปภ. และเกณฑ์ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า กทม. จ่ายเงินเยียวยาตามระเบียบของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เช่น ค่าซ่อมแซมบ้าน โดยต้องจ่ายตามเกณฑ์และหลักฐานความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แล้ว กทม. จึงนำเอกสารไปเบิกจ่ายกับ ปภ.

กรณีที่มีข่าวที่ว่า กทม. จะจ่ายเงินเยียวยารายละ 9,000 บาท นั้นไม่เป็นความจริง ต้องขออภัยหากสื่อสารออกไปแล้วทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน กทม. ไม่มีนโยบายเหมาจ่ายรายหัวเนื่องจากมีงบประมาณจำกัด โดย กทม. ยึดหลักการจ่ายตามระเบียบ ปภ. เป็นหลักมาโดยตลอดตั้งแต่เหตุน้ำท่วมเขตลาดกระบังเมื่อปี 2565

ในส่วนของรัฐบาล จากการรับฟังในที่ประชุม นายกรัฐมนตรีไม่ได้ระบุถึงเรื่องนี้ในที่ประชุม แต่เน้นย้ำให้จ่ายตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ผู้ที่ได้รับความเสียหายมากจะได้การช่วยเหลือตามจริงมากกว่าผู้ที่ได้รับความเสียน้อย ทั้งนี้ขอให้รอฟังรายละเอียดที่ชัดเจนจากทางรัฐบาลอีกครั้ง
•ติดตามสถานการณ์น้ำซอยลาดพร้าว 101 เร่งสูบน้ำและดูแลผู้ได้รับผลกระทบต่อเนื่อง
สำหรับการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ชุมชนร่วมกันสร้าง ซอยลาดพร้าว 101 แยก 40 เขตบางกะปิ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า บริเวณนี้เป็นพื้นที่ต่ำติดคลองลำพังพวย ทำให้น้ำทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนจนชาวบ้านต้องขึ้นไปอยู่อาศัยบนชั้นสอง โดย กทม. ได้นำเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ เข้าตั้งจุดสูบน้ำออกอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งจุดพักคอย แจกจ่ายอาหาร น้ำดื่ม และให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด

โดยขณะนี้ถนนช่วงลาดพร้าว 101 ถึงบางกะปิ น้ำแห้งสนิทและสัญจรได้ตามปกติแล้ว อย่างไรก็ตาม กทม. ยังคงต้องเฝ้าระวังจุดเสี่ยงใกล้เคียงที่เชื่อมต่อกับคลองแสนแสบอย่างใกล้ชิด

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1442677281373750&id=100068944758423&rdid=H1KhZbMDdt78rGyy#

Agoda เลือกรุงเทพ!! เป็นศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีนานาชาติ จ้างคนไทยกว่าครึ่งจากทีม 4,500 คน บุคลากรจาก 80 ประเทศทั่วโลก ตอกย้ำไทย Tech Talent Hub

“Agoda” ปักหมุดกรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งสำนักงานภูมิภาคแห่งใหญ่ที่สุดของ Agoda ทั่วโลก และศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีระดับนานาชาติ จ้างงานบุคลากรกว่า 4,500 คน กว่าครึ่งเป็นคนไทย และมีบุคลากรต่างชาติจากกว่า 80 ประเทศ ร่วมกันทำงานไฮเทค ตอกย้ำศักยภาพไทยสู่ Tech Talent Hub

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการเยี่ยมชมกิจการบริษัท อโกดา เซอร์วิสเซส จำกัด (Agoda) พร้อมทั้งหารือกับนาย Omri Morgenshtern, CEO และทีมผู้บริหารของบริษัท ว่า Agoda เป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านการท่องเที่ยวในเครือ Booking Holdings โดยเป็นผู้นำแพลตฟอร์มจองที่พักออนไลน์รายใหญ่ของโลก และเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มหลักของกลุ่มตลาดเอเชียแปซิฟิก ให้บริการที่พักกว่า 6 ล้านแห่ง ในกว่า 200 ประเทศ/เขตแดน ผ่าน 39 ภาษา

ปัจจุบัน มีพนักงานทั่วโลกกว่า 8,000 คนใน 25 ประเทศ ในจำนวนนี้ เป็นพนักงานประจำอยู่ในประเทศไทยกว่า 4,500 คน มากที่สุดในบรรดาสำนักงานของ Agoda ทั่วโลก และคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของพนักงานทั้งหมด

*ปักหมุดกรุงเทพฯ ขยาย Global Tech & Operations Hub ในไทย
Agoda ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในกิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานที่ตั้งสำนักงานภูมิภาค และเป็นสำนักงานแห่งใหญ่ที่สุดของ Agoda ทั่วโลก ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและปฏิบัติการ (Global Tech & Operations Hub) ของกลุ่มบริษัท

โดยตั้งอยู่ที่โครงการ One Bangkok กรุงเทพฯ โดยใช้พื้นที่มากถึง 7 ชั้น รวมกว่า 30,000 ตารางเมตร มีพนักงานกว่า 4,500 คน และเป็นฐานสำคัญด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ อัลกอริทึม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Science) ซึ่งผลงานที่พัฒนาในไทยจะถูกนำไปใช้ขับเคลื่อนแพลตฟอร์มในตลาดทั่วโลก

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยได้รับบทบาทดังกล่าว คือฐานบุคลากรทักษะสูงในหลายสาขา ทั้งด้านการวิเคราะห์ข้อมูล เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร วิศวกรรม และการบริหารธุรกิจ ประกอบกับวัฒนธรรมการทำงานที่เปิดกว้าง และเอื้อต่อความร่วมมือของบุคลากรหลากหลายสัญชาติ
ทั้งนี้ การผสานความเชี่ยวชาญของคนไทยกับบุคลากรจากต่างประเทศ ทำให้บริษัทสามารถวางกิจกรรมที่มีความซับซ้อนและมูลค่าเพิ่มสูงในประเทศไทย พร้อมสร้างโอกาสในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ยกระดับทักษะบุคลากร และต่อยอดระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีของประเทศในระยะยาว

นอกจากนี้ การที่บีโอไอ ร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและกรมการจัดหางาน ได้ช่วยอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงานผ่านศูนย์บริการวันสต็อป Thailand Investment and Expat Service Center (TIESC) ณ อาคาร One Bangkok ได้ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญของ Agoda จากทั่วโลกเข้ามาทำงานร่วมกับทีมงานไทยได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ทำให้สามารถตอบสนองต่อลักษณะของธุรกิจระหว่างประเทศที่ต้องมีการฝึกอบรม ประสานงาน และเดินทางระหว่างประเทศอยู่ตลอดเวลา
*ศูนย์รวม Tech Talent สร้างโอกาสคนไทยสู่เวทีโลก
สำรวจเทคโนโลยี

จุดเด่นของธุรกิจ Agoda ในประเทศไทย คือการสร้างพื้นที่ให้บุคลากรทักษะสูงจากทั้งไทยและต่างประเทศได้มาทำงานร่วมกันภายใต้มาตรฐานระดับสากล แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี โดยปัจจุบันมีพนักงานในประเทศไทยกว่าครึ่งเป็นคนไทย ส่วนพนักงานต่างชาติประมาณ 2,000 คนมาจากกว่า 80 ประเทศ

โดยการตั้งฐานธุรกิจลักษณะนี้ ในประเทศไทยเปิดโอกาสให้คนไทยเข้าถึงงานด้านเทคโนโลยีและธุรกิจที่มีความซับซ้อน ตั้งแต่ Software Engineering, Data Science และ AI ไปจนถึง Product Management การตลาด และการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ พร้อมเรียนรู้กระบวนการทำงาน มาตรฐาน และวิธีการแก้ปัญหาในระดับโลก รวมทั้งสร้างเครือข่ายกับบุคลากรจากหลากหลายประเทศ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่สามารถต่อยอดได้ตลอดเส้นทางอาชีพ ขณะที่คุณภาพชีวิตและสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างของกรุงเทพฯ ช่วยดึงดูดบุคลากรนานาชาติและขยายฐาน Tech Talent ในไทยอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ Agoda ยังให้ความสำคัญกับการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่และเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษา ผ่านโครงการ Tech Camp Day ซึ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เข้ามาเรียนรู้และสัมผัสการทำงานด้านเทคโนโลยี โดยจัดปีละ 3 ครั้ง ครั้งละกว่า 100 คน ควบคู่กับโครงการฝึกงานที่เปิดรับนักศึกษากว่า 500 คนต่อปี จากมหาวิทยาลัยกว่า 10 แห่ง และเปิดโอกาสให้นักศึกษาฝึกงานสมัครเข้าทำงานกับบริษัท หลังสิ้นสุดการฝึกงาน

โดยปัจจุบันมีนักศึกษาฝึกงานกว่า 20% ที่ได้เข้าทำงานต่อกับ Agoda สะท้อนการสร้างเส้นทางพัฒนาบุคลากร ตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัยไปสู่การทำงานจริงในธุรกิจเทคโนโลยี
“การที่บริษัทระดับโลกอย่าง Agoda เลือกประเทศไทยเป็นฐานหลักสำหรับงานด้านเทคโนโลยีที่ใช้บุคลากรทักษะสูง เป็นตัวอย่างความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนในธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยคนและองค์ความรู้การลงทุนลักษณะนี้ ไม่เพียงสร้างงานที่มีคุณค่าสูง แต่ยังเปิดโอกาสให้คนไทยได้ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก เรียนรู้มาตรฐานระดับสากล และขยายเครือข่ายวิชาชีพ รวมถึงเปิดเส้นทางให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่งานด้านเทคโนโลยี ผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและโครงการฝึกงาน ประสบการณ์และความรู้ระดับโลกที่บุคลากรไทยได้รับในวันนี้ จะพัฒนาเป็นทักษะสำคัญที่นำไปต่อยอดในชีวิตการทำงาน คนเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างธุรกิจใหม่ และพัฒนาประเทศในระยะยาวต่อไป” นายนฤตม์ กล่าว

นาย Omri Morgenshtern ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Agoda กล่าวว่า การทำงานในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเปิดโอกาสให้บุคลากรไทยเรียนรู้มาตรฐาน เครื่องมือ และวิธีการทำงานจากทีมงานนานาชาติ ประสบการณ์เหล่านี้สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาธุรกิจใหม่ การสร้างสตาร์ทอัพ และการยกระดับองค์กรในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยกระจายองค์ความรู้และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน

ที่มา : https://www.infoquest.co.th/2026/660035


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top