Monday, 19 October 2026
กรุงศรีอยุธยา

ไขปม!! แก่นแท้แห่ง ‘กรุงศรีฯ’ พินาศหนแรก เมื่อสาย ‘อ่อนโอน’ VS ‘คลั่งสงคราม’ วัดพลังกัน

เนื้อหาในรอบนี้น่าจะมีใครหลายคนอยากตามติด เพราะผมจะพาทุกท่านไปติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับการเสียกรุงศรีอยุธยาทั้ง 2 ครั้ง ที่เกิดจากการ ‘แสวงหาอำนาจ’ จนลืมนึกถึงคนในชาติ แต่ก่อนที่ผมจะเล่า ผมขอออกตัวก่อนว่านี่คือเรื่องเล่าจาก ‘บริบท’ ของอดีตที่จะนำมาสอนใจทุกท่าน เพื่อร่วมกันพัฒนาประเทศชาติให้แข็งแกร่ง ไม่ใช่การนำเอาอดีตมาตอกย้ำหรือสร้างดรามาให้ใครนะครับ 

สำหรับบทความแรกนี้ ผมจะสรุปถึงการเสียกรุงครั้งที่ 1 ของเรากันก่อน

หากพูดการเสียกรุงครั้งที่ 1 หลายคนคงทราบจากหนังสือประวัติศาสตร์ภาคบังคับแล้วว่ามี ‘ไส้ศึก’ ที่ชื่อ ‘พระยาจักรี’ ขุนนางกรุงศรีอยุธยาที่รู้เห็นเป็นใจกับกับพม่า ทำให้กองทัพพม่าสามารถบุกเข้ายึดกรุงศรีอยุธยาได้ แต่คุณเคยรู้หรือไม่ว่าก่อนที่จะเสียกรุงในปี พ.ศ.2112  ปัจจัยนอกจาก ‘พระยาจักรี’ มีเรื่องอะไรอีกบ้าง? แล้วพระยาจักรีคือคนขายชาติจริง ๆ หรือ? 

จริง ๆ แล้วการเสียกรุงนั้นเกิดขึ้นจากการสะสมความขัดแย้งของตระกูลราชวงศ์เป็นปฐมเหตุ นับแต่เมื่อคราวที่ ‘สมเด็จพระไชยราชาธิราช’ แห่งราชวงศ์ ‘สุพรรณภูมิ’ สวรรคต ‘พระยอดฟ้าราชโอรส’ ได้ขึ้นครองราชย์ โดยมี ‘แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์’ เป็นผู้สําเร็จราชการ จนเมื่อผ่านไป 1 ปี 2 เดือน พระองค์ถูกลอบปลงพระชนม์ จากนั้นก็ได้สถาปนา ‘ขุนวรวงศาธิราช’ ขึ้นครองบัลลังก์ ซึ่งตามรากของตระกูลที่พอสมมติได้ ‘ขุนวรวงศาธิราช’ และ ‘แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์’ นั้นมาจาก ‘ราชวงศ์ละโว้-อโยธยา’ ที่อยากมีอำนาจเหนือราชบัลลังก์กรุงศรีอยุธยาอันนี้เป็นคำรบหนึ่งแห่งความวุ่นวาย

แต่เพียงแค่ 42 วัน ‘ขุนวรวงศาธิราช’ ก็ตกบัลลังก์โดยการจัดหนักของทีมงาน ‘ขุนพิเรนทรเทพ’ ซึ่งสืบเชื้อสายพระร่วงเจ้า มาแต่ราชวงศ์สุโขทัย ซึ่งถือว่าเป็นใหญ่ในหัวเมืองฝ่ายเหนือตามชอบธรรม เมื่อกู้บัลลังก์คืนแล้วจะขึ้นครองเองก็ได้แต่ด้วยความไม่พร้อมบางประการ จึงได้มอบบัลลังก์ให้แก่ ‘พระเทียรราชา’ จากราชวงศ์สุพรรณภูมิ ซึ่งต่อมาขึ้นครองราชย์เป็น ‘สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ’ พระอนุชาต่างมารดากับ ‘สมเด็จพระไชยราชาธิราช’

เมื่อได้เสวยราชสมบัติแล้ว 'สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ' ทรงตอบแทนคุณความดีของคณะผู้ก่อการทั้งหลายอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะ 'ขุนพิเรนทรเทพ' ที่ได้อวยยศเป็นถึง 'พระมหาธรรมราชา' และยังยก 'พระสวัสดิราช' ซึ่งกาลต่อมาคือ 'พระวิสุทธิกษัตรี' ที่ผู้ที่พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาเรียกว่า 'สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฝ่ายใน' ให้เป็นพระมเหสีแก่ 'พระมหาธรรมราชา' ก่อนขึ้นไปครองเมืองพิษณุโลก คุมหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งหมด ซึ่งเป็นการตอบแทนที่ใหญ่โตเป็นอย่างยิ่ง และเป็น 'ดาบสองคม' ที่เป็นเหตุทำให้ถึงกับเสียกรุงศรีอยุธยาเลยทีเดียว

ซึ่งถ้ามองประวัติศาสตร์ในห้วงเวลานี้อย่างถ่องแท้จะเห็นว่าความผูกพันระหว่างกรุงศรีอยุธยากับเมืองเหนือ เหมือนจะดีแต่เอาเข้าจริง ๆ มันยังคงมีลักษณะของความไม่แน่นอนแฝงอยู่มาก เช่น ตำแหน่งของราชบุตรเขยที่ 'พระมหาธรรมราชา' เปรียบเหมือนรัชทายาท เป็นเจ้าผู้ครองแคว้น เป็นเจ้าฟ้าสองแคว ปกครองหัวเมืองเหนือทั้งหมด ใหญ่กว่า 'พระราเมศวร' รัชทายาทที่มีอำนาจรองจาก 'สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ' ไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอะไร เพราะสิทธิ์ขาดอยู่ที่องค์เหนือหัว อำนาจบารมีก็ไม่ได้ก่อร่างสร้างขึ้น แตกต่างจาก 'พระมหาธรรมราชา' อย่างสิ้นเชิง สรุปคือ 'พระราชบุตรเขย' มีอำนาจมากกว่า 'พระราชโอรส' ของกษัตริย์อยุธยา ดังนั้นเมื่อมีมือที่สามเข้ามาแทรก หรือมีคนมาเสี้ยม ไม่แปลกที่ย่อมทำให้แตกร้าว ออกอาการกันได้ และการศึกพม่าจากหงสาวดีก็เปรียบเสมือนเป็นลิ่มที่ตอกรอยแตกแยกให้ปรากฏชัดเร็วขึ้น 

จากการเรียนประวัติศาสตร์ไทย ก่อนที่เราจะเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าครั้งที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2112 นั้น พม่าได้ยกทัพเข้ามาทําศึกกรุงศรีอยุธยาถึง 3 ครั้ง ดังนี้ 

ครั้งแรกเป็นสงครามเสียพระสุริโยทัย พ.ศ. 2091 'พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้' ยกทัพมาทางด่านในเขตจังหวัดกาญจนบุรีเข้าประชิดกรุงศรีอยุธยา ครั้งนี้พระมหาธรรมราชายังร่วมมือกับกรุงศรีอยุธยาแต่เป็นการร่วมมือแบบห่าง ๆ ไม่ได้ลงมาตีกระหนาบ กองทัพเมืองเหนือได้เข้าปะทะกองทัพพม่าก็เมื่อพม่าได้ล่าถอยเข้าสู่เขตแดนเมืองเหนือแล้ว ซึ่งพม่าก็ได้เห็นถึงความเปราะบางของความผูกพันนี้ โดยเฉพาะแม่ทัพที่ชื่อ 'บุเรงนอง' ซึ่งคือตัวละครหลักในการเสียกรุงจากฝั่งพม่า

ครั้งที่สองเป็นสงครามช้างเผือก พ.ศ. 2106 'พระเจ้าบุเรงนอง' ยกกองทัพใหญ่เข้ามาทางด่านแม่สอดจังหวัดตาก มีหน่วยลําเลียงเสบียงอาหารจากล้านนา และยึดเมืองเหนือได้ทั้งหมด เหลือเพียงเมืองพิษณุโลกของ 'พระมหาธรรมราชา' ที่ต่อสู้ป้องกันเมือง แต่กระนั้นก็ไม่มีกำลังเสริมใด ๆ โดยเฉพาะกรุงศรีฯ ที่ส่งสารไปแล้วก็ไม่ตอบสนองการทัพขึ้นไปช่วยแต่อย่างใด สุดท้ายก็ต้องยอม ซึ่งพระเจ้าบุเรงนองคาดการณ์สิ่งนี้ไว้แล้ว 

จากนั้นกองทัพของพระเจ้าบุเรงนองก็ยกเข้าประชิดกรุงศรีอยุธยา โดยมี 'พระมหาธรรมราชา' คุมกําลังเมืองเหนือร่วมทัพมาด้วย การยกทัพมาประชิดเมืองครั้งนี้ 'พระเจ้าบุเรงนอง' อ้างเหตุมาขอแบ่งช้างเผือกเพื่อประดับบารมี แต่พระมหาจักรพรรดิไม่ยอมถวาย ก็พยายามเข้าราวี ต่อกร แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถต้านทานความแข็งแกร่งของทัพพม่าได้ ซึ่งสงครามครั้งนี้มีบันทึกไว้ว่านอกจากจะเสีย 'ช้างเผือก' แล้ว ยังต้องมอบ 'พระราเมศวร' พระราชโอรสองค์โตในฐานะ 'องค์ประกัน' และต้องมอบขุนนางที่อำนวยการสงครามอีกผู้หนึ่ง นั่นก็คือ 'พระยาจักรี' ให้ไปเป็นข้ารับใช้พระเจ้าบุเรงนอง ที่หงสาวดีด้วย 

หลังจากเสร็จสงครามช้างเผือกแล้ว 'สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ' ก็ทรงลาผนวช โดยมี 'สมเด็จพระมหินทราธิราช' ขึ้นครองบัลลังก์อยุธยา แต่แค่เพียงอยุธยาและเมืองที่ขึ้นกับอยุธยาในด้านอื่น ๆ เท่านี้นะครับ ไม่รวมหัวเมืองเหนือและเมืองที่ขึ้นตรงกับหงสาวดี โดยเฉพาะเมืองเหนือนั้น พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาบันทึกไว้ว่า “เมืองเหนือทั้งปวงเป็นสิทธิแก่พระมหาธรรมราชาเจ้า อนึ่งการแผ่นดินในกรุงพระมหานครศรีอยุธยา พระมหาธรรมราชาบังคับบัญชาลงมาประการใด สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดินต้องทำตามทุกประการ” สรุปกรุงศรีอยุธยาอยู่ภายใต้อํานาจของพม่าแล้ว โดยมีพระมหาธรรมราชาที่เมืองเหนือกํากับดูแลเป็นหูเป็นตาแทน แต่ยังให้เกียรติแก่กรุงศรีอยุธยาไม่ได้นับเป็นเมืองขึ้น (สวามิภักดิ์ในฐานะเมืองน้อง ห้ามกระด้างกระเดื่อง) และยังให้อำนาจปกครองตนเองอยู่ ก่อนจะเข้าสู่สงครามครั้งที่ 3 

ครั้งที่สาม คือสงครามกรุงศรีอยุธยาแตก พ.ศ. 2112 สงครามครั้งนี้ห่างจากสงครามช้างเผือกประมาณ 6 ปี เป็นช่วงเวลาที่ราชอาณาจักรพม่าหงสาวดีภายใต้การนําของบุเรงนอง มีความเป็นปึกแผ่น และทรงพลานุภาพที่สุด แต่กระนั้นฝั่งกรุงศรีฯ ยังคงมีความคิดแข็งข้อกับพม่า โดยหันไปคบกับพระไชยเชษฐาแห่งราชอาณาจักรลาวล้านช้างด้วยหวังจะให้มาเช็กบิลกับ 'พระมหาธรรมราชา'

ไขปม!! เสียกรุงศรีฯ ครั้งที่ 1 ความขัดแย้งของคนในชาติ สู่การเป็นเมืองขึ้นของพม่า | THE STATES TIMES STORY EP.109

วันนี้ THE STATES TIMES Story จะพาคุณไปรับฟัง 
เรื่องราวแห่งการเสียกรุงครั้งที่ 1 ของ ‘กรุงศรีอยุธยา’ เกิดจากสาเหตุความแตกแยก แตกความสามัคคีของชาวกรุงศรีฯ เพียงอย่างเดียวใช่หรือไม่ และสาเหตุที่แท้จริงคืออะไร? ติดตามได้จากรายการในวันนี้...

ไปติดตามกันได้ใน THE STATES TIMES Story ใน EP. นี้ได้เลย 

รับชม THE STATES TIMES STORY ตอนอื่นๆ ได้ที่ :  https://youtube.com/playlist?list=PL60bae1syuyLbSZPZIUmXvd6NiToeX5qW 

🎥 ช่องทางรับชม
Facebook: THE STATES TIMES PODCAST
YouTube: THE STATES TIMES PODCAST
TikTok: THE STATES TIMES PODCAST

รู้จัก กรมหมื่นเทพพิพิธ 'แมวเก้าชีวิต' แห่งกรุงศรีอยุธยา อยู่แห่งหนใด นำพาสิ่งไหนก็ไม่ชนะ มีแต่พังพินาศ

กรมหมื่นเทพพิพิธ 'ลูกพระสนม' ในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เป็นเจ้านายนักเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา ชีวิตของพระองค์เต็มไปด้วยสีสัน ทั้งหนีราชภัย ออกผนวช ถูกจับ ถูกเนรเทศ เป็นเจ้าผู้ปกครอง เป็นเชลย พระองค์ สู้กับชีวิต สู้กับอุปสรรค จนวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพ

กรมหมื่นเทพพิพิธ มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าแขก เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ หลังจากพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศปฏิวัติสำเร็จ ก็ทรงสถาปนาพระราชวงศ์ให้ทรงกรม คือ ให้พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าแขก เป็น 'กรมหมื่นเทพพิพิธ' ร่วมกับ เจ้าพี่ เจ้าน้อง อีกหลายพระองค์ โดยเป้าประสงค์ให้สามารถคานอำนาจกับเหล่าบรรดาขุนนางทั้งหลาย แต่ก็ไม่เป็นไปตามที่พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงคาดไว้...ทำไมล่ะ ? 

ลูกพระสนมพระองค์อื่น ๆ ที่ได้ 'ทรงกรม' และมีบทบาทในหน้าประวัติศาสตร์ช่วงนี้มีกลุ่ม ที่เรียกกันว่า 'เจ้าสามกรม' คือ กรมหมื่นจิตรสุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ และกรมหมื่นเสพภักดี ซึ่งเจ้าทั้ง ๓ นี้เป็นขั้วตรงข้ามอีก ๓ เจ้าฟ้า 

กลุ่ม ๓ เจ้าฟ้านำโดย 'เจ้าฟ้ากุ้ง' กรมขุนเสนาพิทักษ์ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เจ้าฟ้าเอกทัศ กรมขุนอนุรักษ์มนตรี และ เจ้าฟ้าดอกมะเดื่อ กรมขุนพรพินิต ซึ่งกรมหมื่นเทพพิพิธอยู่ในขั้วนี้ ซึ่งแปลก แต่ก็นับว่าอยู่ถูกขั้ว 

'เจ้าสามกรม' เริ่มต้นความขัดแย้งในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ด้วยการเดินเกมหนักจัดการ 'เจ้าฟ้ากุ้ง' ด้วยการกราบบังคมทูลฟ้องว่า "เจ้าฟ้ากุ้ง เสด็จเข้ามาลอบทำชู้กับเจ้าฟ้านิ่ม เจ้าฟ้าสังวาลย์ ถึงในพระราชวังเป็นหลายครั้ง" จนเป็นเหตุให้องค์รัชทายาทถูกลงลงพระราชอาญาถึงกับสวรรคต จนว่างวังหน้าอยู่ถึง ๒ ปี 

ส่วน 'กรมหมื่นเทพพิพิธ' ใช้เวลา ๒ ปีที่ว่างนี้ 'ล็อบบี้' เสนาบดีขุนนางผู้ใหญ่ พร้อมกราบบังคมทูลให้ 'เจ้าฟ้าดอกมะเดื่อ กรมขุนพรพินิต' ขึ้นเป็นวังหน้า โดย 'ข้าม' เจ้าฟ้าเอกทัศไป ด้วยความมั่นใจว่าถ้าไม่มีอะไรพลิกผัน 'กรมขุนพรพินิต' ต้องได้เป็น 'พ่ออยู่หัว' แน่ๆ ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศก็มีพระราชดำริเห็นชอบ แม้ว่าเจ้าฟ้าดอกมะเดื่อจะทรงเป็น 'น้อง' ก็ตาม 

เพราะมีบันทึกระบุไว้ว่าพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศได้ทรงมีพระราชดำรัสไว้ครั้งหนึ่งว่า “กรมขุนอนุรักษ์มนตรี(เจ้าฟ้าเอกทัศ)นั้นโฉดเขลาหาสติปัญญาและความเพียรมิได้ ....” ตรัสมอบราชสมบัติให้ 'กรมขุนพรพินิต' กรมหมื่นเทพพิพิธจึงกล้าเปิดหน้าเล่น

แต่เมื่อพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เสด็จสวรรคต ความอลหม่านก็เกิดขึ้น

คือทั้ง ๒ ฝ่าย เริ่มต้นจาก 'กลุ่มสามเจ้าฟ้า' กรมหมื่นเทพพิพิธซึ่งทรงอยู่ฝ่ายเจ้าฟ้าดอกมะเดื่อ ก็เชิญเอาพระแสงดาบ พระแสงกระบี่ และพระแสงง้าวข้างพระที่ ส่งให้ชาวที่เชิญตามเสด็จฯ เจ้าฟ้าดอกมะเดื่อ ไปยังพระตำหนักสวนกระต่าย 

ข้างฝ่าย 'เจ้าสามกรม' แสดงการไม่ยอมรับแผ่นดินใหม่ พากันเสด็จฯ เข้าไปในวังบ้าง แล้วเชิญเอาพระแสงบนพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ ไปไว้ที่ตำหนักศาลาลวด ฐานที่มั่นของ 'เจ้าสามกรม'

ครั้นเมื่อถึงเวลาเข้าเฝ้าถวายสัตย์ ต่อพอ่อยู่หัวพระองค์ใหม่ ก็ปรากฏว่า “เจ้าสามกรม” ไม่เสด็จฯ มา “กรมขุนอนุรักษ์มนตรี” จึงได้คิดแผน อาราธนาพระราชาคณะ ๕ รูป ก็ไปเจรจากับ “เจ้าสามกรม” เพื่อให้ยินยอมที่จะเข้าเฝ้าถวายสัตย์ต่อหน้าพระพักตร์

แต่เมื่อเจ้าสามกรมยินยอมมาเฝ้าเป็นที่ปรึกษาราชการ 'เจ้าฟ้าเอกทัศน์ กรมขุนอนุรักษ์มนตรี' ในฐานะที่ปรึกษาจึงทำการจับกุมทั้ง 3 พระองค์แล้วนำไปสำเร็จโทษ 

จบตรงนี้ 'เจ้าฟ้าดอกมะเดื่อ กรมขุนพรพินิต' ก็ได้ครองราชย์เป็น 'พระเจ้าอุทุมพร' ซึ่งถ้ามองเกม กรมหมื่นเทพพิพิธ ก็น่าจะได้อวยยศแน่ๆ แต่เหตุการณ์ไม่เป็นอย่างนั้น 

ความซวยครั้งที่ ๑ ของ กรมหมื่นเทพพิพิธ ก็มาเยือน เพราะผ่านไป ๒ เดือน ได้เกิดเหตุการณ์ก็ 'น้อง' ไม่ต้องการบัลลังก์ จึงขอคืนให้พี่ แล้ว 'พระเจ้าอุทุมพร' ก็เสด็จออกผนวช จนรู้จักกันในพระนามว่า 'ขุนหลวงหาวัด' 

ส่วนเจ้าฟ้าเอกทัศน์ กรมขุนอนุรักษ์มนตรี จึงได้ขึ้นครองราชย์เป็น 'พระเจ้าเอกทัศน์' หรือ 'สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์' ถึงตรงนี้ กรมหมื่นเทพพิพิธก็กลัวพระราชภัย ก็เลยต้องออกผนวชเช่นกัน

แต่ออกบวชไม่นานก็คิดอ่านจะนำเอาพระราชบัลลังก์คืนแก่พระเจ้าอุทุมพร เพราะบรรดาขุนนางน้อยใหญ่มาฟ้องว่า 'พระเจ้าเอกทัศน์' นั้นน่าจะทำให้กรุงศรีฯ ต้องวิบัติ เนื่องจาก ขุนนางพี่น้อง ๒ กร่าง ผู้ใกล้ชิดพ่ออยู่หัว คือ พระยาราชมนตรีบริรักษ์และหมื่นศรีสรรักษ์ มาป่วนงานราชการ จนเละเทะไปหมด 

กรมหมื่นเทพพิพิธก็เลยนำความกราบบังคมทูลพระภิกษุพระเจ้าอุทุมพร เพื่อขอเชิญพระองค์ชิงบัลลังก์พระเจ้าเอกทัศน์ แต่ พระภิกษุพระเจ้าอุทุมพร อาจจะเกรงว่า กรมหมื่นเทพพิพิธ จะล้มกระดานหรือทำการยึดครองบัลลังก์กรุงศรีฯ ซะเอง ก็เลยนำไปฟ้องเรื่องนี้กับ 'พระเจ้าเอกทัศน์' 

ความซวยครั้งที่ ๒ ก็บังเกิดจากหวังดีกลับกลายเป็น 'กบฏ' ถูกจับประหารทั้งแก๊ง แต่โชคดีที่ กรมหมื่นเทพพิพิธถูกเว้นโทษตาย รับแต่โทษเนรเทศไปลังกา ซึ่งในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศท่านได้สร้างวัดและฝังรากหยั่งลึกไว้บ้างแล้ว

'พระเจ้ากรุงลังกา พระเจ้ากิตติศิริราชสิงห์' ได้ให้การต้อนรับ 'กรมหมื่นเทพพิพิธ' เป็นอย่างดี เมื่อไปอยู่เกาะลังกาได้ไม่นานนั้น เป็นที่ชื่นชอบของขุนนางและราษฎรมาก เพราะเป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง และที่สำคัญทรงเป็นชาวพุทธมาตั้งแต่กำเนิด 

ความซวยครั้งที่ ๓ ของพระองค์ก็มาเยือน เพราะในลังกามีกระแสอยากจะล้มล้าง พระเจ้ากิตติศิริราชสิงห์ เนื่องจากทรงเป็นชาวทมิฬ ที่นับถือฮินดูมาก่อน พอมานับถือพุทธก็มีวัตรปฏิบัติที่แปลกประหลาด ซึ่งถ้าล้มล้างได้ก็จะนำบัลลังก์ถวายแก่กรมหมื่นเทพพิพิธ !!! 

แต่การล้มล้างยังไม่ทันเกิด  พระเจ้ากิตติศิริราชสิงห์ ทรงทราบข่าว จึงทรงกวาดล้างผู้ไม่หวังดีทั้งหมด ส่วน 'กรมหมื่นเทพพิพิธ' ก็ต้องหนีตามระเบียบเพราะมีสิทธิ์ตายนอกราชอาณาจักรเป็นแน่ 

พระองค์ทรงลงเรือหนีกลับมาเมืองมะริด แต่ต้องถูกกักตัวไว้เพราะต้องโทษเนรเทศ กรมการเมืองก็แจ้งมายังกรุงศรีอยุธยาว่า กรมหมื่นเทพพิพิธเสด็จ ฯ กลับเข้ามา ก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการสั่งให้รับตัวมากักไว้ที่เมืองตะนาวศรี 

ความซวยครั้งที่ ๔ ของพระองค์ก็มาถึงอีกครั้ง เมื่อสงครามเสียกรุงครั้งที่ ๒ ได้อุบัติขึ้น โดย 'พระเจ้ามังระ' ได้มีพระบัญชาให้ 'มังมหานรธา' ยกทัพบุกเข้าเมืองชายแดนกรุงศรีฯ ตั้งแต่ ทวาย มะริด รวมไปถึงตะนาวศรีที่ 'กรมหมื่นเทพพิพิธ' ทรงประทับอยู่  พระองค์ก็เลยต้องหนีเตลิดไปถึงเมืองเพชรบุรี ทางการจึงรายงานขึ้นไปที่กรุงศรีอยุธยา จึงมีพระบรมราชโองการสั่งให้กรมหมื่นเทพพิพิธไปอยู่เมืองจันทบุรี ขนาดสงครามมาประชิด พระเจ้าเอกทัศก็ยังทรงไม่ไว้วางพระราชหฤทัยให้กรมหมื่นเทพพิพิธกลับกรุงศรี ฯ 

แต่ใช่ว่า 'กรมหมื่นเทพพิพิธ' จะนิ่งเฉย เพราะมองว่าจะช้า จะเร็วกรุงศรีฯ ก็น่าจะแตก เลยทรงรวบรวมกำลังคนโดยทรงอ้างว่าจะไป 'กู้กรุง' ทำให้มีผู้คนไปร่วมด้วยจำนวนมาก ดังข้อความที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า “คนในกรุงเทพมหานครรู้ก็ยินดี คิดกันพาครอบครัวหนีออกจากพระนคร ออกไปเข้าด้วยกรมหมื่นเทพพิพิธเป็นอันมาก บรรดาหม่อมเจ้าชายหญิง ซึ่งเป็นพระหน่อ ในกรมหมื่นเทพพิพิธ กับทั้งหม่อมห้ามและข้าไทก็หนีออกไปหาเจ้า” 

โดยมีผู้คนจากทั้ง ปราจีนฯ, นครนายก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี มาร่วมกันเพื่อ 'กู้กรุง' หลายพันคน กรมหมื่นเทพพิพิธ จึงทรงยกกองกำลังไปตั้งไว้ ณ ปากน้ำโยทกา เมืองนครนายก ซึ่งพระองค์ดำเนินการก่อน 'พระเจ้าตาก' ถึง ๖ เดือน 

แต่ไม่รู้ว่าพระองค์ทำกรรมอะไรไว้ ความซวยครั้งที่ ๕ ก็มาถึง เพราะยังไม่ทันจะไป 'กู้กรุง' พม่าก็ยกทัพมาจัดการจนกระเจิง แต่การนี้บางบันทึกก็บอกว่า กองทัพที่ยกมาปราบกองกำลังกรมหมื่นเทพพิพิธครั้งนี้ ไม่ใช่กองทัพพม่า แต่เป็นกองทัพของพระเจ้าเอกทัศนั่นเอง เพราะกลัวกรมหมื่นเทพพิพิธจะ 'ปฏิวัติ' ยึดอำนาจก็เลยชิงจัดการซะก่อน...ก็ว่ากันไป 

ไม่ว่าจะเป็นกองทัพของใคร พม่าหรือกรุงศรีฯ ผลที่ได้ก็เหมือนกันคือทำให้กรมหมื่นเทพพิพิธต้อง 'หนี' โดยครั้งนี้หนีไป 'เมืองนครราชสีมา'

เมื่อมาถึงเมืองนครราชสี 'กรมหมื่นเทพพิพิธ' ก็ทรงคิดจะชวนเจ้าเมืองนครราชสีมาให้เกณฑ์กองทัพไปรบพม่าอีก แต่พระยานครราชสีมาไม่คิดแบบนั้น ความซวยครั้งที่ ๖ ก็มาเยือนพระองค์ 

เพราะพระยานครราชสีมาคิดจะจับตัว 'กรมหมื่นเทพพิพิธ' ส่งกรุงศรีอยุธยา ตอนแรกพระองค์คิดจะ 'หนี' อีก แต่พระโอรส หม่อมเจ้าประยงค์ ทูลให้ 'สู้' จึงได้ทรงฆ่าเจ้าเมืองนครราชสีมาเหลือแต่หลวงแพ่งน้องชายพระยานครราชสีมาที่หนีไปได้ หลังจากนั้นพระองค์จึงได้เข้าไปตั้งกองกำลังอยู่ในเมืองนครราชสีมา

ความซวยครั้งที่ ๗ มาเยือนอย่างรวดเร็ว เพราะ 'หลวงแพ่ง' มา 'เอาคืน' โดยตีเมืองนครราชสีมาคืนได้สำเร็จ แรกทีเดียวหลวงแพ่งจะฆ่ากรมหมื่นเทพพิพิธ แต่พระพิมายขอชีวิตไว้ ด้วยเห็นว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ที่เหลือรอดอยู่ไม่กี่คนในขณะนั้น ก่อนที่ 'พระพิมาย' จะทูลฯ เชิญ กรมหมื่นเทพพิพิธ ไปเมืองพิมายและยกกรมหมื่นเทพพิพิธขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน สืบพระวงศ์พระเจ้าแผ่นดินต่อไป ซึ่งรู้จักและเรียกกันว่า 'เจ้าพิมาย'

ส่วน 'พระพิมาย' ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็น 'เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ แห่งเมืองพิมาย'

หลังจากนั้นไม่นาน 'เจ้าพิมาย' ก็ได้วางแผนจัดการ 'หลวงแพ่ง' ที่ครองเมืองนครราชสีมาที่ไม่ให้เป็นหอกข้างแคร่ โดยใช้โอกาสที่ 'หลวงแพ่ง' ได้เชิญ 'พระพิมาย' เพื่อนเก่า มางานบุญที่บ้าน 'พระพิมาย' เล่นไม่ซื่อถือโอกาสขณะนั่งดูละครเพลินๆ ฆ่าหลวงแพ่งกลางงานบุญนั่นเอง ก่อนนำกองกำลังเข้ายึดเมืองนครราชสีมา อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด 

จากการณ์นี้ทำให้ 'เจ้าพิมาย กรมหมื่นเทพพิพิธ' ได้เมืองนครราชสีมาเพิ่มเข้ามาอีก จนมีเขตปกครองจนถึงเวียงจันทน์ ด้านใต้จรดกรุงกัมพูชา มีอํานาจเหนืออาณาเขตเมืองนครราชสีมาทั้งหมด เป็นที่รู้จักกันในชื่อ 'ก๊กเจ้าพิมาย'

แต่เวลานั้นเกิด 'เจ้าแผ่นดิน' ขึ้นหลายกลุ่ม เนื่องจากกรุงศรีอยุธยาสูญสลายไปแล้ว ทำให้ผู้นำท้องถิ่นตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้าปกครองบ้านเมืองของตัวเอง ไม่ขึ้นกับใคร นอกจากเจ้าพิมาย ก็มี เจ้าพระพิษณุโลก เจ้าพระฝาง เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช และพระเจ้ากรุงธนบุรี (พระเจ้าตาก)

เจ้าพิมาย 'เป็นเจ้าแผ่นดิน' อยู่ได้ไม่นาน ความซวยครั้งที่ ๘ ก็เข้ามาเยือนเพราะ พระเจ้ากรุงธนบุรีประกาศที่จะรวบรวมหัวเมืองทั้งหลายให้กลับมาเหมือนในสมัยกรุงศรีอยุธยา จึงยกทัพมาเยือน 'เจ้าพิมาย กรมหมื่นเทพพิพิธ'

เจ้าพิมายเมื่อทราบข่าวการศึกว่าพระเจ้ากรุงธนบุรีจะยกทัพขึ้นมาตี จึงให้จัดแต่งนายทัพ นายกอง ออกไปรับศึกที่นอกเมืองนครราชสีมาเป็น ๒ ทัพใหญ่ ผลปรากฏว่า กองทัพเจ้าพิมายถูกตีแตกพ่ายไปทั้งหมด จึงถึงคราวต้องทรง 'หนี' อีกครั้ง โดยทรงตั้งใจจะมุ่งหน้าสู่กรุงเวียงจันทน์ แต่ก็ถูกจับได้ระหว่างทาง และนำตัวกลับมายังกรุงธนบุรี

แรกเริ่ม 'พระเจ้ากรุงธนบุรี' ทรงไม่ปรารถนาจะสำเร็จโทษ แต่ 'เจ้าพิมาย กรมหมื่นเทพพิพิธ' ไม่ยอมสวามิภักดิ์ 'พระเจ้ากรุงธนบุรี' จึงตรัสว่า...

"ตัวหาบุญวาสนาบารมีมิได้ ไปอยู่ที่ไหนก็พาพวกผู้คนที่นับถือพลอยพินาศฉิบหายที่นั่น ครั้นจะเลี้ยงไว้ก็จะพาคนที่เชื่อถือบุญพลอยล้มตายเสียอีกด้วย เจ้าอย่าอยู่เลยจงตายเสียครั้งนี้ทีเดียวเถิด อย่าให้เกิดจลาจลในแผ่นดินสืบไปข้างหน้าอีกเลย"

ความซวยครั้งสุดท้ายนี้จึงเป็นอันปิดบัญชีชีวิตนักการเมือง แมวเก้าชีวิต แห่งกรุงศรีอยุธยาไปแต่เพียงเท่านี้

11 กรกฎาคม พ.ศ. 2231 ‘สมเด็จพระนารายณ์มหาราช’ เสด็จสวรรคต สิ้นสุดราชวงศ์ปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2231 หรือวันนี้เมื่อ 337 ปีก่อน สมเด็จพระนารายณ์มหาราช กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ปราสาททอง กรุงศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศ เมืองลพบุรี หลังจากประชวรหนักในช่วงที่ ‘พระเพทราชา’ กระทำการชิงราชสมบัติ

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ 4 ของราชวงศ์ปราสาททอง ทรงเป็นพระโอรสของพระเจ้าปราสาททองและพระนางเจ้าสิริกัลยานี พระราชสมภพในปีพ.ศ. 2175 เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2199 มีพระนามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3 เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 27 แห่งกรุงศรีอยุธยา ขณะทรงมีพระชนมายุ 25 พรรษา

หลังจากประทับที่กรุงศรีอยุธยาได้ 10 ปี พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองลพบุรีขึ้นเป็นราชธานีแห่งที่ 2 ในปีพ.ศ. 2209 และเสด็จไปประทับทุก ๆ ปี ครั้งละเป็นเวลานานหลายเดือน กระทั่งเสด็จสวรรคตในปีพ.ศ. 2231 ขณะพระชนมายุได้ 56 พรรษา รวมเวลาที่ทรงครองราชสมบัติ 32 ปี

พระองค์ได้ทรงสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่กรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างมาก ด้วยพระปรีชาสามารถหลายด้านของพระองค์ ทั้งด้านการปกครอง การทหาร ทรงชำนาญด้านการศึก ทรงปราบปรามหัวเมืองต่าง ๆ ให้มาสวามิภักดิ์ต่อกรุงศรีอยุธยาเป็นจำนวนมาก

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ครั้งเสด็จออกรับคณะทูต ฝีมือวาดช่างฝรั่งเศส จากหนังสือนวนิยายเรื่อง รุกสยาม ในนามของพระเจ้า โดย มอร์กาน สปอร์แตช

ด้านการทูต ทรงสร้างความสัมพันธ์กับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง ทั้ง อังกฤษ ฝรั่งเศส ฮอลันดา จีน ญี่ปุ่น อิหร่าน เช่น พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ส่งคณะราชทูตไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส การค้ากับต่างประเทศจึงเจริญมาก มีชาวต่างชาติเข้ามารับติดต่อค้าขาย และบางส่วนเข้ารับราชการในพระราชอาณาจักรด้วย

อีกทั้งยังทรงรับวิทยาการสมัยใหม่ เช่น กล้องดูดาว และยุทโธปกรณ์บางประการ การวางระบบท่อประปาภายในพระราชวังอีกด้วย

นอกจากนี้ในรัชสมัยของพระองค์เป็นยุคที่วรรณคดีและศิลปะเจริญถึงขีดสุด มีงานวรรณคดีชิ้นสำคัญเกิดขึ้นหลายชิ้น อาทิ สมุทรโฆษคำฉันท์, คำฉันท์กล่อมช้าง, อนิรุทธคำฉันท์ และ จินดามณี ของพระโหราธิบดี ซึ่งจัดเป็นตำราเรียนเล่มแรกของไทย

3 เมษายน 1893 ถือว่าเป็นวันสถาปนากรุงศรีอยุธยา โดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือที่รู้จักในชื่อ "พระเจ้าอู่ทอง" ทรงก่อตั้งอยุธยาเป็นราชธานีสำคัญของไทย

เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 1893 คือวันที่ถือว่าเป็นวันสถาปนากรุงศรีอยุธยา โดย สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือที่รู้จักในชื่อ พระเจ้าอู่ทอง ทรงก่อตั้งอยุธยาเป็นราชธานีสำคัญของไทย ซึ่งต่อมามีบทบาทเด่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยาวนานถึง 417 ปี

ตามข้อมูลจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ 3 เมษายนของทุกปี จะมีพิธีรำลึกเพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา โดยมีการระลึกถึงการรวมกลุ่มเมืองสำคัญในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและการสถาปนาอำนาจการปกครองอย่างเข้มแข็งในปี พ.ศ. 1893 นี้

ทำเลที่ตั้งของอยุธยาในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำป่าสัก ยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เมืองนี้เป็นศูนย์กลางการค้าและการปกครองที่เหมาะสม พร้อมเป็นจุดเชื่อมต่อทางการค้าในระดับภูมิภาคและนานาชาติ โดยตัวเมืองเต็มไปด้วยการวางผังเมืองที่ใช้ระบบน้ำช่วยการป้องกันและการขนส่งภายใน

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงวางรากฐานอำนาจและการปกครองที่มั่นคง พร้อมขยายอิทธิพลออกจากอยุธยาไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ในภูมิภาค การสถาปนาอยุธยาจึงเป็นการรวมศูนย์อำนาจที่สำคัญของรัฐโบราณไทย ปัจจุบันอยุธยายังคงเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่สำคัญและได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกจากยูเนสโก

"3 เมษายน พ.ศ. 1893" จึงไม่ใช่เพียงวันหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่เป็นวันที่สะท้อนถึงจุดเริ่มต้นของราชธานีที่สำคัญและความรุ่งเรืองของอาณาจักรไทยในอดีต

ที่มา : https://ayutthaya.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/378709

รู้หรือไม่? ไทยเคยมีขันที!! ขันที ในอยุธยาเป็นคนต่างชาติ มีบทบาทเฉพาะฝ่ายในและราชสำนัก ไม่มีอำนาจเหมือนขันทีจีน สิ้นสลายสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

นักเทศขันทีไทย องครักษ์ผู้ดูแลฝ่ายในและองค์เหนือหัว ผู้ไม่มีอำนาจเหมือนขันทีจีน มีหนวด ตัวใหญ่ ไม่ใช่คนไทย และมีบทบาทสำคัญในยุคกรุงศรีอยุธยา

ราชสำนักไทยในอดีตมี "ขันที" ปรากฏ และปฏิบัติหน้าที่อยู่จริง ตามหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุด ย้อนกลับไปสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ "ขันที" ไทยมีเอกลักษณ์ มีที่มาแตกต่างจากภาพที่เราคุ้นเคยจากซีรีส์จีนอยู่หลายประการ

หลักฐานตามกฎหมายโบราณ มีข้อมูลของขันทีปรากฏชัดเจนตามกฎหมาย และเอกสารสำคัญหลายฉบับ เช่น
กฎมณเฑียรบาล ตราขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กำหนดทำเนียบศักดินาขุนนางฝ่ายใน โดยระบุถึงตำแหน่งของกลุ่มคนที่เรียกว่า "นักเทศขันที"
กฎหมายตราสามดวง ในพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน ระบุตำแหน่งขุนนางในกรมขันที เช่น หลวงศรีมโนราช หลวงศรีสัจจา เป็นต้น ซึ่ง 2 ตำแหน่งนี้เป็นหัวหน้าดูแลเหล่านักเทศ และขันที

ขันทีในไทยเป็น "คนต่างชาติ" นักประวัติศาสตร์ระบุว่า ราชสำนักไทยไม่มีนโยบายตอนชายไทยเป็นขันที แต่ใช้การ “นำเข้า” จากต่างประเทศ โดยมักเป็นชาวเอเชียใต้ และตะวันออกกลาง ซึ่งสอดคล้องกับคำว่า "นักเทศ" หรือ “แขกเทศ” ที่แปลว่าคนต่างภาษาหรือต่างเมือง

ตามบันทึกของ ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ (Simon de la Loubère) ราชทูตฝรั่งเศสที่เข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้จำแนกกลุ่มขันทีในราชสำนักสยาม ซึ่งเขาเรียกว่า ยูนุค ออกเป็น 2 กลุ่มตามสีผิว ดังนี้

“กลุ่มยูนุคผิวขาว” เป็นกลุ่มขันที ที่เดินทางมาจากอาณาจักรใหญ่ ๆ ในแถบตะวันออกกลางและเอเชียใต้ ซึ่งมีวัฒนธรรมการใช้ขันที และ "ฮาเร็ม" (ฝ่ายใน) ฝังรากลึกอยู่แล้ว ขันทีกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ทำหน้าที่ควบคุมระเบียบงานขั้นสูง เป็นหัวหน้า หรือองครักษ์ใกล้ชิด ซึ่งมาจากเชื้อชาติหลัก ๆ คือ

ชาวเปอร์เซีย (อิหร่านในปัจจุบัน) : เป็นกลุ่มที่มีบทบาทสูงมากในราชสำนักอยุธยา เนื่องจากมีความสัมพันธ์ทางการค้า และการทูตที่แน่นแฟ้น โดยภาพจิตรกรรมฝาผนังโบราณ เช่น ที่วัดไชยทิศ กรุงเทพฯ มีภาพขันทีแต่งกายด้วยชุดยาว และโพกศีรษะตามแบบชาวอิหร่านโบราณ

ชาวอาหรับ: มาจากดินแดนในคาบสมุทรอาหรับ เดินทางเข้ามาพร้อมกับเรือสินค้า และการเผยแผ่ศาสนา
ชาวอินเดีย (โมกุล): มาจากจักรวรรดิโมกุลทางตอนเหนือของอินเดีย ซึ่งเป็นราชสำนักมุสลิมขนาดใหญ่ที่มีการฝึกฝนวิชาชีพขันทีโดยเฉพาะ

ชาวโต้ระกี่ (ตุรกี / ออตโตมาน): แม้จะมีหลักฐานระบุไว้ไม่มากนัก แต่จักรวรรดิออตโตมานในยุคนั้นคือศูนย์กลางขันทีที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีการส่งออก และเชี่ยวชาญระบบขันที จึงมีบางส่วนเดินทางมายังอยุธยา

“กลุ่มยูนุคผิวดำ” ลาลูแบร์ระบุว่า มีขันทีผิวสีอยู่ด้วย ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็น "ชาวแอฟริกัน" (เช่น ชาวอะบิสสิเนีย หรือเอธิโอเปียในปัจจุบัน) คนกลุ่มนี้มักถูกจับตัวมาตั้งแต่เด็ก โดยพ่อค้าทาสชาวอาหรับ จากนั้นจะถูกตอนเพื่อนำมาขายเป็นแรงงาน

แล้ว "ขันทีชาวจีน" มีไหม? ในหมู่นักประวัติศาสตร์มีข้อสันนิษฐานแตกออกเป็น 2 ทาง คือ
ทางแรก: เชื่อว่า “มี” เพราะในยุคอยุธยาตอนต้น ซึ่งเป็นช่วงที่ติดต่อกับราชวงศ์หมิงของจีนอย่างใกล้ชิด อาจเคยมีการนำเข้าขันทีจีนมาเป็นกลุ่มแรก ๆ เพราะสันนิษฐานจากคำว่า “นักเทศ” กับ “ขันที” ที่มักถูกเขียนแยกกัน
ทางที่สอง: เชื่อว่า “ไม่มี” เพราะหลักฐานเอกสารเกือบทั้งหมดที่หลงเหลืออยู่ รวมถึงรายชื่อราชทินนามขุนนาง เช่น ขุนราชาข่าน ซึ่งคำว่า ข่าน เป็นตำแหน่งมุสลิม ชี้ไปทางเดียวกันว่า ขันทีที่ทำงานจริง ๆ และมีบทบาทเด่นชัดในไทยล้วนเป็น "ชาวมุสลิม" หรือ “แขกเทศ” แทบทั้งสิ้น

หน้าที่ของขันทีในไทย ขันทีในราชสำนักอยุธยาไม่มีอำนาจล้นฟ้าหรือยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเหมือนในจีน แต่มีหน้าที่เฉพาะทาง ในฐานะผู้ประสานงานระหว่าง "ฝ่ายหน้า" ซึ่งเป็นพื้นที่ของพระมหากษัตริย์ และขุนนางชายในการว่าราชการงานแผ่นดิน กับ "ฝ่ายใน" ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามเฉพาะสตรี นางใน และพระมหากษัตริย์เท่านั้น ซึ่งหน้าที่หลัก ๆ ได้แก่
อารักขาความปลอดภัยในเขตพระราชฐานชั้นใน / อัญเชิญพระราชกระแสรับสั่งจากฝ่ายหน้าไปฝ่ายใน /
จัดเตรียมการร่วมขบวนเสด็จ ฯ ที่มีฝ่ายในติดตามออกไปข้างนอก / ติดตามองค์พระมหากษัตริย์เมื่อเสด็จฯ เข้าไปยังฝ่ายใน และในสถานที่อื่น ๆ ตามพระราชประสงค์

ตำแหน่งสำคัญของนักเทศขันที
หลวงศรีมโนราชภักดีศรีเทพรักษา องครักษ์ ขันที และ หลวงเทพชำนาญภักดีศรีเทพรักษา องครักษ์ ขันที ทั้ง 2 ตำแหน่งนี้มีชื่อ และราชทินนามเทียบเท่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ขึ้นตรงกับเสนาบดีกรมวัง ถือศักดินา 1,000 ไร่ ซึ่งถือว่าสูงมากหากเทียบกับชั้น “หลวง” คือเทียบเท่ากับ “เจ้ากรม” ซึ่งเป็น “ออกพระ” เลยทีเดียว โดยมีหน้าที่เฉพาะคือเป็น "ราชองครักษ์ขันที" ถวายอารักขาพระมหากษัตริย์ และดูแลความปลอดภัยให้กับเหล่าสตรีฝ่ายใน หรือจะเรียกว่า “องครักษ์ฝ่ายใน” ก็ได้ มีหน้าที่ถวายอารักขาใกล้ชิดพระมหากษัตริย์ในยามที่เสด็จฯ ร่วมกับฝ่ายใน เช่น การถวายอารักขาเมื่อเสด็จฯ ทางชลมารคไปโดยมีเรือพระที่นั่งของฝ่ายในร่วมเสด็จฯ ด้วย / ตรวจตราความเรียบร้อยไม่ให้ชายใดลอบเข้ามาในเขตหวงห้าม รวมถึงกำกับดูแลความประพฤติของนางกำนัลให้อยู่ในระเบียบวินัย / คุมสิ่งของสมโภชในกระบวนเสด็จฯ ซึ่ง "ตำราแบบธรรมเนียมในราชสำนักครั้งกรุงศรีอยุธยา" บันทึกว่ายามที่พระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินทางสถลมารค (ทางบก) เพื่อไปสมโภชพระพุทธบาทสระบุรี ขุนนางขันทีระดับหัวหน้าจะมีหน้าที่คุมบัญชี และดูแลขบวนเกวียนขนสิ่งของเครื่องใช้ ดอกไม้เพลิง และสรรพาวุธต่าง ๆ ของทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน

ออกพระศรีมะโนราชภักดีศรีปลัยวัล เจ้ากรมนักเทศขันที ถือศักดินา 1,000 ไร่ ซึ่งเป็นระดับเดียวกับเจ้ากรมชั้นผู้ใหญ่ในวังหลวง เป็นผู้ดูแล "นักเทศขันที" ทั้งหมด โดยมีหน้าที่บริหาร ควบคุม ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในเขตพระราชฐานชั้นใน รับส่งสารพระราชกระแสรับสั่ง ประสานงานเชื่อมต่อระหว่างฝ่ายหน้ากับฝ่ายใน ฝ่ายนักเทศดูแลการออกฝ่ายหน้า ฝ่ายขันทีดูแลฝ่ายใน ซึ่งงานของเขามีตัวอย่างเช่น การเข้าเฝ้าในพระราชพิธีสำคัญอย่างพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ดูแลการเข้าออกของฝ่ายในทั้งหมด ซึ่งตัวออกพระศรีฯ เองก็ห้ามออกไปนอกด่านขนอนโดยเด็ดขาด ออกพระศรีฯ มีผู้ใต้บังคับบัญชาในทำเนียบเช่น หลวงราชาชานภักดี ปลัดกรมมีศักดินา 500 ไร่ ปลัดจ่านุชิด ปลัดพิพิท ปลัดมระกฎ ซึ่งเป็นกลุ่มขันทีระดับปฏิบัติการ

จากตำแหน่งที่มีชื่อในข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่าราชสำนักอยุธยามีการจัดระบบกลุ่มข้าราชบริพารที่เป็นขันทีอย่างเป็นกิจจะลักษณะ และมีแบบแผนที่ชัดเจน

การแต่งกาย และอุปกรณ์ของนักเทศขันที
เนื่องจากนักเทศ ขันที เหล่านี้มักถูกตอนเฉพาะอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกบางส่วน เพื่อให้ยังคงมีฮอร์โมนเพศชายในการเป็น "องครักษ์" จึงไม่ได้มีลักษณะอ้อนแอ้น รูปร่างของพวกเขาจึงยังคงมีความแข็งแรงกำยำแบบบุรุษ ภาพจิตรกรรมฝาผนัง เช่น ที่วัดไชยทิศ กรุงเทพฯ และหอเขียน วังสวนผักกาด มีภาพที่สะท้อนการแต่งกายของขันทีไว้อย่างชัดเจนว่ามีการแต่งกาย "ตามเชื้อชาติและวัฒนธรรมอิสลาม/เปอร์เซีย" มีการใช้ผ้าโพกศีรษะ ตามแบบชาวมุสลิม นุ่งห่มและสวมเสื้อคลุมยาวแบบแขกเทศ เหน็บกริช ไว้ที่เอว ถือไม้เท้าเดินตามเสด็จฯ ที่เรียกว่า “ไม้หวด” โดยไม้เท้านี้มีไว้สำหรับตีหรือหวด เจ้านายฝ่ายในหรือนางกำนัลที่ประพฤติตนออกนอกลู่นอกทาง รวมถึงใช้ตีไล่พวกมหาดเล็กหนุ่มๆ ฝ่ายหน้า ที่แอบเข้ามาด้อมๆ มองๆ สาวๆ ฝ่ายใน บางครั้งต้องถือ "กระสุน" และ “ธนูยิงกระสุน” เพื่อใช้ยิงไล่พวกที่ประพฤติไม่เหมาะสมขณะเสด็จฯ ร่วมเดินแห่เพื่ออารักขา หรือทำหน้าที่ ตีกรับ/เป่าสังข์ ในการส่งสัญญาณห้ามคนเข้าใกล้ขบวนเสด็จฝ่ายใน

แล้วพวกนักเทศ ขันทีเขาอยู่กันอย่างไร ?
"ทิมนักเทศ" และ "ทิมขันที" คือโรงหรืออาคารพักอาศัย ที่ถูกแบ่งอย่างเป็นสัดส่วนของกลุ่มข้าราชบริพารชายที่ถูกตอนแล้วมาทำงานในพระราชฐานชั้นในของพระราชวังหลวงสมัยกรุงศรีอยุธยา คำว่า "ทิม" ในภาษาโบราณหมายถึง แถวห้องพัก อาคารยาว หรือโรงเรือนพักสำหรับเจ้าพนักงานในวัง ข้อมูลตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เช่น ตำราแบบธรรมเนียมในราชสำนักครั้งกรุงศรีอยุธยา ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับทิมกลุ่มนักเทศขันทีไว้ดังนี้
มีแยกทิมอย่างชัดเจน ในบันทึกระบุสิ่งก่อสร้างเพื่อพักอาศัยของข้าราชบริพารฝ่ายในว่า "...ทิมนักเทศ ทิมขันที ทิมโขลน..." สิ่งนี้เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่นักประวัติศาสตร์ใช้ยืนยันว่า "นักเทศ" กับ "ขันที" เป็นคนละกลุ่ม และมีที่พักแยกจากกัน ไม่ใช่คำเรียกเหมารวมอย่างที่เข้าใจกันในยุคหลัง โดยสันนิษฐานว่า ทิมนักเทศ เป็นที่พักของยูนุคกลุ่มที่มาจากฝั่งตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ (มุสลิม/แขกเทศ) ซึ่งมักนั่งเฝ้าฝั่งขวาในพระราชพิธี ทิมขันที เป็นที่พักของยูนุคกลุ่มที่อาจจะได้รับอิทธิพลหรือมาจากฝั่งอื่น ๆ ซึ่งมักนั่งเฝ้าฝั่งซ้าย
ตั้งอยู่ตรงไหนของเขตหวงห้ามชั้นใน ? ทิมเหล่านี้ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นใน แวดล้อมไปด้วยสิ่งปลูกสร้างที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของสตรีฝ่ายใน เช่น พระตำหนักเรือนหลัง พนักงานสนมซ้ายขวา โรงสะดึง (สำหรับปักผ้า) โรงเทียน และทิมโขลน (ที่พักของตำรวจหญิง) การตั้งอยู่บริเวณนี้ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มนักเทศ และขันทีจำเป็นต้องพร้อมปฏิบัติหน้าที่อารักขา และเดินสารตลอด 24 ชั่วโมง
ระบบชนชั้นภายในทิม “ทิมนักเทศ" และ "ทิมขันที จะเป็นลักษณะห้องพักรวม (เรือนนอนรวม) สำหรับขันทีระดับปฏิบัติการทั่วไป ส่วนข้าหลวงขันทีชั้นผู้ใหญ่ที่มีบรรดาศักดิ์สูง และกุมอำนาจคุมกรม เช่น ออกพระศรีมะโนราชภักดี ฯ หรือ หลวงศรีมโนราช จะได้รับพระราชทานความสะดวกสบายที่มากกว่า โดยมีเรือนพักส่วนตัวแยกออกไปเป็นเอกเทศ ไม่ต้องนอนรวมในทิมกับคนอื่น ๆ

ระบบขันทีชายในราชสำนักไทยได้สูญสิ้นไปอย่างเป็นทางการในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยถูกยกเลิกลงอย่างเด็ดขาดในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เมื่อสิ้นกรุงศรีอยุธยา เข้าสู่ยุคกรุงธนบุรี ต่อเนื่องมาจนถึงการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ในปี พ.ศ. 2325 แม้ว่าจะมีการรวบรวมกฎหมายเก่ามาจัดทำเป็น "กฎหมายตราสามดวง" ซึ่งยังคงใส่ชื่อตำแหน่งอย่าง หลวงศรีมโนราชฯ หรือ หลวงศรีสัจจาฯ ไว้ตามธรรมเนียมอยุธยาเพื่อเป็นแบบแผน แต่ในความเป็นจริง รัชกาลที่ 1 ทรงสั่งยกเลิกขุนนางตำแหน่งนักเทศขันทีทั้งหมด และไม่มีการนำเข้านักเทศขันทีต่างชาติเข้ามาใช้งานในพระบรมมหาราชวังอีกต่อไป จึงถือเป็นจุดสิ้นสุดของ "ขันทีชาย" ในประวัติศาสตร์ไทยอย่างแท้จริง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top