Wednesday, 22 July 2026
กฟภ

กรมธุรกิจพลังงาน ลงนามร่วม กพพ. -กฟน.-กฟภ. ผสานกำลังกำกับดูแลสถานีชาร์จไฟฟ้ารถอีวี

กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) จับมือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ร่วมกันกำกับดูแลด้านความปลอดภัยของการประกอบกิจการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า

(20 พ.ย. 67) นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน พร้อมด้วยนายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน นางสาวภัทรา สุวรรณเดช รองผู้ว่าการธุรกิจ การไฟฟ้านครหลวง และนายประสิทธิ์ จันทร์ประสิทธิ์ รองผู้ว่าการธุรกิจและการตลาด การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Understanding : MOU) เรื่อง การกำหนดกรอบระยะเวลาในการปฏิบัติงานการอนุมัติอนุญาต และจัดทำมาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าของสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) ภายในเขตสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ณ ห้องประชุม 9 ชั้น 15 ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ อาคารบี ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

นายสราวุธ กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในวันนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานอนุมัติ อนุญาต ทั้ง 4 หน่วยงาน ได้แก่ กรมธุรกิจพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยมีวัตถุประสงค์ในการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยของการประกอบกิจการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) ที่ติดตั้งภายในเขตสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง และเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จไฟฟ้าของยานยนต์ไฟฟ้า และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน 

ภายใต้ความร่วมมือนี้ ทางหน่วยงานทั้ง 4 จะทำงานร่วมกันเพื่อกำหนดกรอบระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ที่เกี่ยวกับการขออนุมัติอนุญาต และจัดทำมาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าฯ เพื่อใช้เป็นข้อกำหนดในการอนุมัติ อนุญาต ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน และมุ่งหวังให้ประชาชนสามารถใช้งานสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ที่ติดตั้งภายในเขตสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ได้อย่างมั่นใจ มีความปลอดภัย และยังเป็นการดำเนินการตามนโยบาย 30@30 ตามมติคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ในการส่งเสริมให้เกิดการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ในปี 2573 (ค.ศ. 2030) ให้ได้ร้อยละ 30 ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดในประเทศ

‘กฟภ.’ ยัน ไม่ได้งดจำหน่ายไฟฟ้าให้กัมพูชา แต่ฝั่งเขมรไม่ได้ใช้ไฟจากไทยเลยทั้ง 8 จุด

(27 มิ.ย.68) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.-PEA) ชี้แจงกรณี PEA ไม่ได้งดจำหน่ายไฟฟ้าให้กับราชอาณาจักรกัมพูชา ระบุว่า ตามที่เกิดเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงบริเวณแนวชายแดนไทย - กัมพูชา ซึ่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) มีสัญญาจำหน่ายไฟฟ้าให้กับราชอาณาจักรกัมพูชาจำนวน 8 จุดซื้อขายไฟฟ้านั้น สถานะปัจจุบัน (26 มิถุนายน 2568 เวลา 20.00 น.) PEA ยังมิได้ดำเนินการงดจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ราชอาณาจักรกัมพูชาแต่อย่างใด ทั้งนี้จากข้อมูล

การตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าตามจุดซื้อขายทั้ง 8 จุด นั้น ราชอาณาจักรกัมพูชา มิได้มีการใช้พลังงานไฟฟ้าจาก PEA โดยมีหน่วยการใช้ไฟฟ้าเป็น 0 ทั้ง 8 จุดซื้อขายไฟฟ้า ดังนี้

1.เทศบาลบ้านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว → อำเภอปอยเปตจังหวัดบันเตียเมียนเจย วงจรที่ 1 และ วงจรที่ 2
2.  อำเภอกาบเชิง (ช่องจอม) จังหวัดสุรินทร์ → บ้านโอเสม็ด จังหวัดอุดรมีชัย 
3.  บ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด → บ้านหาดทรายยาว จังหวัดเกาะกง
4.  บ้านซับตารี อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี → อำเภอพนมปรึก จังหวัดพระตะบอง
5.  บ้านสวนส้ม อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี → บ้านโอลั๊ว อำเภอกร็อมเรียง จังหวัดพระตะบอง
6.  บ้านเขาดิน อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว → อำเภอสำเภาลูน จังหวัดพระตะบอง
7.  บ้านแหลม อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี → อำเภอกร็อมเรียง จังหวัดพระตะบอง
8.  บ้านหนองปรือ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว → อำเภอมาลัย จังหวัดบันเตียเมียนเจย

สำหรับเงื่อนไขการงดจำหน่ายไฟฟ้าและยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้า PEA สามารถดำเนินการได้ดังนี้
1. คู่สัญญาซื้อขายไฟฟ้าหรือตัวแทนรัฐ (สถานทูตกัมพูชา รัฐกัมพูชา) ทำหนังสือขอยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและงดจำหน่ายไฟฟ้า

2. สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ มีหนังสือแจ้ง PEAให้ดำเนินการงดจำหน่ายไฟฟ้าและยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้า

3. ไม่ดำเนินการตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เช่น ไม่ชำระค่าไฟฟ้าภายในเวลาที่กำหนด หรือ หลักประกันการใช้ไฟฟ้าไม่ครบถ้วน เป็นต้น

ปมชาวบ้านกลับจากศูนย์อพยพ เจอบิลค่าไฟ 2 พัน ชี้! เกิดการสับสนในทางปฏิบัติ - ยันไม่ต้องจ่าย

(21 ส.ค. 68) ตามที่มีการนำเสนอข่าวชาวบ้านในพื้นที่อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ที่อพยพกลับจากศูนย์พักพิงภายหลังสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา และได้รับใบแจ้งค่าไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ทั้งที่รัฐบาลประกาศมาตรการเยียวยางดเว้นการเก็บค่าไฟฟ้าให้ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยเป็นเวลา 2 เดือน นั้น

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ขอเรียนชี้แจงดังนี้ 1. ค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าตามที่ปรากฏในข่าว เป็นค่าไฟฟ้าในช่วงเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม 2568 ซึ่งมีการ จดหน่วยและแจ้งค่าไฟฟ้าเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 จึงเกิดการสับสนในทางปฏิบัติกับมาตรการเยียวยาดังกล่าว

 2. ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย ให้ PEA ดำเนินมาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าฟรีในใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม 2568 ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่อยู่ในพื้นที่ที่ภาครัฐประกาศอพยพไปศูนย์พักพิง 

สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ดังกล่าว ไม่ต้องชำระค่าไฟฟ้าในใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2568 กรณีชำระแล้ว PEA จะดำเนินการคืนเงินโดยนำไปหักลดจากค่าไฟฟ้าในเดือนถัดไป 

ทั้งนี้ ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 1129 PEA Contact Center ตลอด 24 ชั่วโมง

INTERLINK ลงนามสร้างสายเคเบิลใหม่!! ก่อสร้างสายเคเบิล 115 เควีใต้น้ำ เชื่อมต่อเกาะสมุย ค่ากว่า 1.8 พันล้าน โครงการสำคัญ เพิ่มศักยภาพระบบไฟฟ้า เสร็จภายใน 540 วัน รองรับอนาคตไทย

วันนี้ (6 กรกฎาคม 2569) INTERLINK CONSORTIUM ได้ลงนามสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการสายเคเบิลใต้น้ำแรงดันสูง 115 กิโลโวลต์ (เควี) เพื่อทดแทน และเพิ่มความสามารถในการจ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ร่วมกับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งนับเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญของประเทศ มี มูลค่าสัญญารวม 1,813,300,000 บาท ภายใต้สัญญาเลขที่ จ.ป.105/2569 โดยมี นายธนะ โชคพระสมบัติ รองผู้ว่าการ ปฏิบัติงานแทนผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และนายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ร่วมลงนามในสัญญาดังกล่าว ในฐานะผู้มีอำนาจของ INTERLINK CONSORTIUM ประกอบด้วย บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) และบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เพาเวอร์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ผู้ได้รับการคัดเลือกให้ดำเนินโครงการสำคัญระดับประเทศครั้งนี้ โดยผู้รับจ้างจะต้องดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาไม่เกิน 540 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญาจ้าง

การที่ INTERLINK CONSORTIUM ได้รับความไว้วางใจให้ดำเนินการก่อสร้างโครงการสายเคเบิลใต้น้ำ115 เควี สายวงจร 4 ไปยังเกาะสมุย นับเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ เนื่องจากเป็นงานวิศวกรรมเฉพาะทางที่ต้องอาศัยองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในระดับสูง อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพ ความพร้อม และความน่าเชื่อถือที่สั่มสมมากว่า 17 ปี โดยมี ผลงานการติดตั้ง และก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ทั้งภาครัฐ และเอกชนทั่วประเทศที่ให้ความเชื่อมั่น ได้แก่

-จ้างก่อสร้างเคเบิลใต้น้ำระบบ 33 เควี ไปยังเกาะมุกด์ เกาะสุกร และเกาะลิบง จังหวัดตรัง
-จ้างก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 115 เควี ไปยังเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามโครงการก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำไปยังเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
-งานจ้างดำเนินงานสนับสนุน Facility เพื่อการปรับปรุงสายเคเบิลใต้น้ำ ระบบ 33 เควี วงจรบ้านน้ำเค็ม-เกาะคอเขา จังหวัดพังงา
-จ้างก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 115 เควี ไปยังเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามโครงการก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำไปยังเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
-จ้างก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 115 เควี ไปยังเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามโครงการก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำไปยังเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี (Spare Part)
-งานก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 22 เควี ระยะทาง 50 กิโลเมตร ไปยังเกาะต่างๆ เกาะกูด เกาะหมาก จังหวัดตราด
-งานจ้างก่อสร้างสายเคเบิใต้น้ำระบบ 22 เควี วงจรอำเภอศรีราชา - เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี
-งานจ้างออกแบบ จัดหา ก่อสร้างและติดตั้งอุปกรณ์ระบบสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 33 เควี และระบบสายเคเบิลใยแก้วใต้น้ำ ไปยังเกาะปูยู และเกาะยาว จังหวัดสตูล
-งานจ้างก่อสร้างระบบจำหน่ายใต้ดิน 22 เควี เพื่อเชื่อมต่อกับสายเคเบิลใต้น้ำ ไปยังเกาะล้าน จังหวัดชลบุรี
-งานจ้างก่อสร้างตัดและเชื่อมต่อสายเคเบิลใต้น้ำ วงจร อำเภอศรีราชา-เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี ระบบ 22 เควี
-งานจ้างก่อสร้างเคเบิลใต้น้ำ 33 เควี ตามโครงการขยายเขตติดตั้งระบบไฟฟ้าให้เกาะต่างๆ (เกาะปันหยี จังหวัดพังงา)
-จ้างก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำ 33 เควี ไปยังเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี
-จ้างก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำ 33 เควี ไปยังเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี
-งานก่อสร้าง Concete mattress เพื่อป้องกันสายเคเบิลใต้น้ำ 33 เควี ตามโครงการขยายเขตติดตั้งระบบไฟฟ้าให้เกาะต่างๆ (เกาะปันหยี จังหวัดพังงา)

อีกทั้ง ยังมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน พร้อมด้วยเทคโนโลยี เครื่องมือ และระบบบริหารจัดการโครงการที่ทันสมัย สามารถรองรับงานที่มีความซับซ้อน และต้องการความแม่นยำในระดับสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการส่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าสู่เกาะสมุยได้อย่างมั่นคง และเพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นลดความเสี่ยงจากข้อจำกัดของระบบเดิม เพิ่มความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า และรองรับการขยายตัวของภาคเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการลงทุนในระยะยาว อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง ทันสมัย และพร้อมรองรับการเติบโตของประเทศไทยในอนาคต โดย กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ พร้อมนำองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน มุ่งมั่นดำเนินโครงการให้สำเร็จตามแผนงาน และมาตรฐานวิศวกรรมสูงสุด เพื่อส่งมอบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีคุณภาพ และสร้างประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา : https://interlink.co.th/news/detail/OpO4IfweVN


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top