Saturday, 25 July 2026
กนอ.

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ร่วมวงเสวนา ASEAN Sustainable Energy Week 2021 ชู 4 ปัจจัยหลักสอดคล้อง Smart Eco สู่การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยถึงการเข้าร่วมการประชุมและนิทรรศการนานาชาติด้านเทคโนโลยีพลังงานและสิ่งแวดล้อมนานาชาติ หรือ ASEAN Sustainable Energy Week 2021 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการเสวนาในหัวข้อ “นวัตกรรมรากฐานพัฒนายั่งยืนสู่ไทยก้าวไกลระดับโลก” ภายใต้หัวข้อ “Smart Eco Industrial อุตสาหกรรมยั่งยืน” โดยระบุตอนหนึ่งว่า แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยที่ กนอ.มุ่งส่งเสริมเพื่อสนับสนุนให้เกิดความยั่งยืนและเป็นรากฐานในการจัดทำแผนแม่บทในอนาคต ที่ กนอ.ดำเนินงานอย่างเข้มงวด ขณะนี้มี 4 แนวทาง คือ...

1.) กนอ.จะนำแนวคิด BCG Economy ของรัฐบาลมาเป็นแกนหลักในการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ตลอดจนปรับใช้ในการดำเนินงานด้านต่างๆ ที่สอดคล้อง ประกอบด้วย เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ซึ่งการประสานงานเข้าด้วยกันจะก่อให้เกิดความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางสังคม และความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม 

2.) การดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจก ภายใต้โครงการ Eco Efficiency ของ กนอ. โดยในปี 2563 สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ 1.2 ล้านกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2e) สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 5 แสนกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2e) อาทิ การติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในสำนักงาน การจัดทำโครงการลดของเสียในหน่วยงาน เป็นต้น ขณะเดียวกันก็ดำเนินการต่อเนื่องมาถึงปี 2564 และคาดว่าจะลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างน้อย 7 แสนกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2e)

กนอ. ลุยศึกษาตั้งนิคมฯ!! ศึกษาความเป็นไปได้จัดตั้งนิคมเกษตร ที่สุพรรณบุรี ชูอุตสาหกรรมสีเขียว เน้นเทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร จับมือพันธมิตร พัฒนาอย่างยั่งยืน

กนอ. ลุยศึกษาตั้ง “นิคมฯ เกษตรมูลค่าสูงสุพรรณบุรี (Agri-Med)” มุ่งอุตสาหกรรมสีเขียวฝ่าวิกฤตพลังงานโลก

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ขานรับนโยบาย “รมว.อุตสาหกรรม” ลุยศึกษาความเป็นไปได้จัดตั้ง “นิคมอุตสาหกรรมการเกษตรมูลค่าสูง สุพรรณบุรี” (Suphan Buri Agri-Med Innovation Park) เพื่อเปลี่ยนผ่าน ภาคเกษตรกรรมดั้งเดิมสู่อุตสาหกรรมฐานชีวภาพ (Bio-based) และการแพทย์บูรณาการ มุ่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก 

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า  ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญกับโจทย์ท้าทายครั้งสำคัญรอบด้าน โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และปัจจัยการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กนอ. จึงเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (นายวราวุธ ศิลปอาชา) ที่มุ่งเน้นส่งเสริม 'อุตสาหกรรมสีเขียวและความยั่งยืน' (Green Industry) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ผู้ประกอบการไทย และปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้พึ่งพาตนเองได้ด้วยการใช้ทรัพยากรภายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมการเกษตรมูลค่าสูงที่จังหวัดสุพรรณบุรีในครั้งนี้ ถือเป็นคำตอบเชิงยุทธศาสตร์ที่ กนอ. ตั้งใจผลักดันให้เกิดขึ้นจริง เรามุ่งหวังที่จะขานรับการดูแลและสนับสนุนให้เกิดการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรให้เป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง (High-Value Products) เปลี่ยนความท้าทายด้านพลังงานและต้นทุนให้เป็นโอกาสด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูงในการแปรรูปวัตถุดิบต้นน้ำในพื้นที่

นายสุเมธ กล่าวอีกว่า จากผลการศึกษาและพิมพ์เขียวด้านยุทธศาสตร์เบื้องต้น ระบุว่า จังหวัดสุพรรณบุรีมีศักยภาพและความพร้อมใน 6 มิติหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “มิติด้านศักยภาพฐานวัตถุดิบทางการเกษตรและห่วงโซ่อุปทาน” ที่มีความหลากหลายสูง ทั้งพืชเชิงปริมาณ เช่น ข้าว อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และสินค้าอัตลักษณ์ที่มีชื่อเสียงอย่าง “แห้วสุพรรณ” ซึ่งความอุดมสมบูรณ์นี้สามารถนำมาต่อยอดและเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ อาหารฟังก์ชัน (Functional Food) สารเสริมอาหาร (Nutraceuticals) ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-based) พลังงานหมุนเวียน (Bioenergy) รวมถึงระบบคลังสินค้าอุณหภูมิต่ำ (Cold Chain) และการขนส่งสินค้าเกษตร (Agri-Food Logistics)

นอกจากนี้ โครงการยังออกแบบภายใต้แนวคิดการลงทุนแบบคล่องตัว (Agile) และพัฒนาเป็นขั้นตอน (Phased Development) เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) โดย กนอ. ได้วางปัจจัยความสำเร็จไว้ 3 ด้านหลัก คือ 1.การจับมือพันธมิตรหลัก (Anchor Partnerships) บูรณาการร่วมกับหน่วยงานวิจัยและสถาบันการศึกษาชั้นนำ เช่น กรมการข้าว, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, Food Innopolis และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อดึงดูดผู้เช่าหลักรายใหญ่และผลักดันให้เกิดการใช้นวัตกรรมชั้นสูง 2.สิทธิประโยชน์และการบริการจุดเดียว (OSS) ประสานความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้บริการอนุมัติอนุญาตที่รวดเร็ว ณ จุดเดียว (Onsite) อำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนอย่างครบวงจร และ 3.การสร้างระบบนิเวศที่เป็นมิตรต่อชุมชน (Eco-industrial & Community License) พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ตามมาตรฐานเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ เชื่อมโยงผลประโยชน์และกระจายรายได้สู่สหกรณ์การเกษตรและแรงงานท้องถิ่นโดยตรง เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนร่วมกัน

“หากโครงการนิคมอุตสาหกรรมการเกษตรมูลค่าสูงจังหวัดสุพรรณบุรีสำเร็จลุล่วง จะสามารถยกระดับจังหวัดสุพรรณบุรีจากฐานการผลิตภาคเกษตรกรรมดั้งเดิมของภาคกลาง สู่การเป็น “ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง (Agri-Med Hub)” ของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรไทยแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เชื่อมโยงเศรษฐกิจในพื้นที่เข้ากับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตลอดจนสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนตามเป้าหมายของกระทรวงอุตสาหกรรม”นายสุเมธ กล่าวสรุป

กองสื่อสารองค์กร 

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)

ผลตรวจ 19 โรงงานอมตะซิตี้!! กนอ.ปูพรมตรวจโรงงานกลุ่มเสี่ยงอมตะซิตี้ ระยอง ยืนยันไม่พบปล่อยน้ำเสียลงคลองภูไทร ยืนยันโรงงานแยกระบบน้ำเสีย–น้ำฝนตามมาตรฐาน กนอ.ย้ำหากฝ่าฝืนสั่งระงับกิจการทันที

กนอ.เผยผลสุ่มตรวจ 19 โรงงานกลุ่มเป้าหมาย อมตะซิตี้ ระยอง“ไม่พบการลักลอบปล่อยน้ำเสีย”
การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เผยผลตรวจ 19 โรงงานกลุ่มเป้าหมาย ที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้โรงบำบัดน้ำเสียแห่งที่ 3 แห่งที่ 4 และบริเวณใกล้คลองภูไทร นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง“ไม่พบการลักลอบปล่อยน้ำเสีย” ชี้เหตุน้ำเอ่อเกิดจากดินทรุดบ่อพักน้ำหลังการบำบัด สั่งแก้ด่วน! ย้ำโรงงานไหนฝ่าฝืน สั่งระงับกิจการทันทีไม่มีข้อยกเว้น

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบการระบายน้ำลงสู่ลำคลองสาธารณะและพื้นที่บุคคลอื่นที่อยู่ใกล้เคียง นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง ระหว่างวันที่14-15 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา โดย กนอ. ได้สั่งการให้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเฝ้าระวังและป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด ล่าสุด กนอ. ได้จัดตั้ง คณะทำงานรวมทั้งสิ้น 35 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง,ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี, ผู้อำนวยการกองควบคุมมลพิษ,ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด , กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะซิตี้ ระยอง จำกัดและบริษัท อมตะ ยู จำกัด รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจากทุกหน่วยงาน โดยคณะทำงานแบ่งออกเป็น 4 ทีม ปูพรมเข้าตรวจสอบตามแผนเฝ้าระวังโรงงานกลุ่มเป้าหมายที่ตั้งอยู่บริเวณโรงบำบัดน้ำเสียแห่งที่ 3 (อยู่ระหว่างก่อสร้าง) แห่งที่ 4 และบริเวณใกล้เคียงคลองภูไทร โดยเบื้องต้นได้เข้าตรวจสอบระบบภายในเสร็จสิ้นแล้วจำนวน 19 โรงงาน โดยจากการส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบโรงงานกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวอย่างละเอียด ปรากฎว่า ไม่พบโรงงานใดที่มีเจตนาฝ่าฝืนหรือลักลอบปล่อยน้ำเสียจากกระบวนการผลิตออกสู่คลองภูไทร หรือลงสู่ระบบระบายน้ำฝนส่วนกลางของนิคมอุตสาหกรรมแต่อย่างใด อีกทั้งทุกโรงงานได้มีการแยกระบบระบายน้ำเสียออกจากระบบระบายน้ำฝนอย่างชัดเจน ก่อนระบายเข้าสู่ระบบสาธารณูปโภคของนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด โดยจัดการคุณภาพน้ำให้เป็นไปตามมาตรฐานที่นิคมอุตสาหกรรมกำหนด ก่อนระบายลงสู่ระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางของนิคมอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม สำหรับจุดที่เป็นสาเหตุหลักของเหตุการณ์น้ำไหลเข้าสู่รางระบายน้ำฝนและพื้นที่ใกล้เคียงในครั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า เกิดจากการใช้น้ำหลังการบำบัดรดพื้นที่สีเขียวในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น การรั่วซึมและการทรุดตัวของชั้นดินบริเวณข้างบ่อพักน้ำหลังการบำบัด โดย กนอ. ได้ดำเนินมาตรการตอบโต้สถานการณ์ทันที โดยสั่งการให้ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ปิดกั้นรางระบายน้ำฝนเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำดังกล่าวรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ พร้อมสั่งการให้เร่งปรับปรุงแก้ไขระบบบ่อพักน้ำและจุดที่ดินทรุดตัวให้คืนสู่สภาพสมบูรณ์โดยเร็วที่สุด รวมถึงการฟื้นฟูคลองภูไทรและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

“กนอ. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้เติบโตควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม สังคมให้เดินหน้าไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน โดยขอย้ำเตือน ให้โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมปฏิบัติตามกฎหมายโรงงานและข้อบังคับของ กนอ. อย่างเคร่งครัด โดยระบบระบายน้ำเสียจะต้องแยกออกจากระบบระบายน้ำฝนอย่างเด็ดขาด และต้องมีบ่อตรวจคุณภาพน้ำอย่างน้อย 1 บ่อ หากตรวจพบการฝ่าฝืน กนอ. จะใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งการลงโทษและระงับการกระทำที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบทันที” ผู้ว่าการ กนอ.กล่าวปิดท้าย

กองสื่อสารองค์กร
การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top