ทั่วโลกเตือนสำรองเสบียง แต่ทำไมไทยยังนิ่ง?! จับตากระแส 33 ประเทศ แนะประชาชนเตรียมอาหาร–น้ำรับวิกฤต 3–10 วัน ตั้งคำถามไทยมั่นคงทางอาหารจริง หรือมองข้ามความเสี่ยงสงคราม–พลังงาน–ไซเบอร์
33 ประเทศทั่วโลกเตือนประชาชนสำรองเสบียง แล้วประเทศไทยล่ะ? ไม่ประกาศเพราะมั่นคงทางอาหารจริง หรือกำลังประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป?
ในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมามีรายงานที่สร้างความสนใจไปทั่วโลกว่า มีอย่างน้อย 33 ประเทศออกคำแนะนำให้ประชาชนเตรียมสำรองอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็นสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยระยะเวลาที่แนะนำแตกต่างกันตั้งแต่ 72 ชั่วโมง หรือ 3 วัน ไปจนถึง 7–10 วัน รายชื่อประเทศดังกล่าวครอบคลุมทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี สหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และประเทศอื่น ๆ ในยุโรปและเอเชีย
คำถามที่น่าสนใจคือ เมื่อหลายประเทศเริ่มยกระดับการเตรียมความพร้อมให้ประชาชน แล้วเหตุใดประเทศไทยจึงไม่มีประกาศในลักษณะเดียวกัน? ประเทศไทยไม่มีความเสี่ยง หรือรัฐบาลประเมินว่าความมั่นคงทางอาหารของประเทศยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้?
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจคือ ตัวเลข 33 ประเทศไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลทั้ง 33 ประเทศเพิ่งประกาศคำเตือนพร้อมกัน หรือได้รับข่าวกรองว่ากำลังจะเกิดสงครามโลก หลายประเทศมีมาตรการเตรียมพร้อมสำหรับเหตุฉุกเฉินเป็นนโยบายประจำอยู่แล้ว เพียงแต่ในช่วงนี้มีการนำกลับมาประชาสัมพันธ์และยกระดับความสำคัญมากขึ้น ตัวอย่างเช่น
- สหราชอาณาจักร: โครงการ Be Ready แนะนำให้ครัวเรือนมีอาหาร น้ำ และสิ่งจำเป็นสำหรับอย่างน้อย 72 ชั่วโมง
- ฝรั่งเศส: มีแนวทางเตรียมชุดยังชีพ 72 ชั่วโมง เพื่อรับมือเหตุฉุกเฉินหลายรูปแบบ
- เยอรมนี: มีคำแนะนำให้ประชาชนเตรียมเสบียงสำหรับระยะเวลานานถึง 10 วัน
- สวีเดนและนอร์เวย์: ส่งเสริมให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในช่วงที่ระบบสาธารณูปโภคหยุดชะงัก
- ญี่ปุ่น: มีแนวทางสำรองอาหารและน้ำอย่างน้อย 3 วัน และควรมีเพียงพอสำหรับ 1 สัปดาห์
- สิงคโปร์: มีคู่มือของหน่วยป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (SCDF) แนะนำการจัดเก็บอาหารและสิ่งของจำเป็นสำหรับครัวเรือน
สิ่งที่ประเทศเหล่านี้กำลังเตรียมรับมือไม่ได้มีเพียงสงคราม แต่รวมถึงภัยธรรมชาติ การโจมตีทางไซเบอร์ ระบบไฟฟ้าขัดข้อง การหยุดชะงักของระบบขนส่ง และปัญหาห่วงโซ่อุปทานด้วย ดังนั้น สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงการเกิดสงคราม แต่คือความเป็นไปได้ที่ระบบสาธารณูปโภคและระบบขนส่งจะไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ แม้จะเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก็ตาม
คำถามต่อมาคือ….แล้วทำไมประเทศไทยจึงไม่มีประกาศให้ประชาชนสำรองเสบียง?
ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2569 คือ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ยืนยันว่าไม่ได้ออกประกาศให้ประชาชนสำรองอาหาร ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็นสำหรับ 72 ชั่วโมง ตามข้อความที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้ยืนยันว่าประเทศไทยยังมีความมั่นคงทางอาหาร โดยมีผลผลิตทางการเกษตรและวัตถุดิบเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ พร้อมขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์อย่างมีสติ ไม่ตื่นตระหนก เอย่ามองว่าการที่ประเทศไทยยังไม่มีประกาศลักษณะเดียวกับต่างประเทศ อาจอธิบายได้จากปัจจัยสำคัญ 4 ประการ
ประการแรก ความได้เปรียบด้านการผลิตอาหาร ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม มีศักยภาพในการผลิตข้าว เนื้อสัตว์ ไข่ ผัก ผลไม้ และอาหารแปรรูป อีกทั้งยังเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารรายสำคัญของโลก จึงมีความได้เปรียบกว่าประเทศที่ต้องนำเข้าอาหารส่วนใหญ่
ประการที่สอง การบริหารความเสี่ยงในระดับรัฐบาล รัฐบาลอาจประเมินว่าความเสี่ยงด้านอาหารในระยะสั้นยังไม่อยู่ในระดับที่จำเป็นต้องประกาศเตือนประชาชนให้สำรองเสบียง เพราะการประกาศดังกล่าวอาจกระตุ้นให้เกิดการซื้อสินค้าเกินความจำเป็น การกักตุน และราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น
ประการที่สาม ลักษณะความเสี่ยงของประเทศไทยแตกต่างจากประเทศอื่น ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในพื้นที่ขัดแย้งทางทหารโดยตรงแบบบางประเทศในยุโรปหรือภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยจากผลกระทบทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ
ประการสุดท้าย แม้ประเทศไทยจะมีการนำระบบไซเบอร์เข้ามาใช้ในการค้าปลีกมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นระบบสแกนจ่ายเงินหรือแอพสั่งซื้อสินค้า แต่หากระบบไซเบอร์ในประเทศไทยล่ม เราก็แค่เดินทางออกไปยังตลาดใกล้บ้านหรือรถพุ่มพวงที่เข้ามาขายอาหารสดในชุมชน ซึ่งนี่เป็นพฤติกรรมหลักที่ทำให้เรามีความเสี่ยงต่ำหากเกิดปัญหาด้านไซเบอร์ขึ้น ประเด็นจึงไม่น่าเป็นห่วงอย่างกรณีหลายๆประเทศที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงหากเกิดเหตุไม่ว่าจะเป็นสงคราม ภัยธรรมชาติหรือภัยไซเบอร์
แล้วความเสี่ยงใดละที่ไทยจะต้องเผชิญในกรณีที่โลกตกในภาวะไม่ว่าจะเป็นสงครามในอาระเบียที่ดูท่าทีจะขยายขนาดออกไปหรือภัยพิบัติรูปแบบอื่นๆที่เราอาจจะไม่เคยเจอ หรือสงครามไซเบอร์ที่อาจจะไม่ได้จู่โจมไทยโดยตรงแต่ไทยเป็นเพียงลูกหลงจากสิ่งที่เกิดขึ้น โดยความเสี่ยงที่ประเทศไทยควรจับตามอง ได้แก่
1. พลังงาน: หากเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางและกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมัน ราคาน้ำมันและต้นทุนการขนส่งของไทยอาจเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อราคาสินค้าและอาหาร
2. ปุ๋ยและวัตถุดิบทางการเกษตร: การผลิตปุ๋ยเคมีและวัตถุดิบหลายชนิดเชื่อมโยงกับตลาดพลังงานและการค้าระหว่างประเทศ หากเกิดการหยุดชะงัก ต้นทุนการเพาะปลูกอาจสูงขึ้น
3. อาหารสัตว์: แม้ประเทศไทยผลิตเนื้อสัตว์ได้มาก แต่การเลี้ยงสัตว์เชิงอุตสาหกรรมยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบบางประเภท เช่น ข้าวโพดและกากถั่วเหลือง ซึ่งมีความเสี่ยงจากราคาตลาดโลกและการนำเข้า
4. ระบบขนส่งและโลจิสติกส์: หากเกิดสงคราม การปิดเส้นทางเดินเรือ หรือวิกฤตด้านพลังงาน อาหารอาจยังมีอยู่ในประเทศ แต่ต้นทุนในการผลิตและกระจายสินค้าอาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ประเทศไทยอาจไม่ขาดข้าวหรืออาหารในภาพรวม แต่ประชาชนอาจได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่แพงขึ้น วัตถุดิบขาดตลาด หรือการกระจายสินค้าไม่ทั่วถึง ความมั่นคงทางอาหารจึงไม่ได้วัดเพียงว่าเรามีอาหารมากแค่ไหน แต่ต้องวัดด้วยว่าประชาชนสามารถเข้าถึงอาหารในราคาที่เหมาะสมได้ต่อเนื่องหรือไม่
ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลไทยควรทำ ไม่ใช่รอให้เกิดวิกฤตก่อนค่อยแก้ไข แม้ประเทศไทยจะมีความได้เปรียบด้านอาหาร แต่เอย่ามองว่ารัฐบาลควรดำเนินมาตรการเชิงป้องกันอย่างน้อย 4 ด้าน ได้แก่
1. จัดทำแผนสำรองอาหาร น้ำดื่ม ยา และเวชภัณฑ์ระดับครัวเรือน โดยแนะนำให้ประชาชนเตรียมความพร้อมเบื้องต้น 72 ชั่วโมง
2. ประเมินความเสี่ยงของการนำเข้าพลังงาน ปุ๋ย วัตถุดิบอาหารสัตว์ และวัตถุดิบจำเป็นจากต่างประเทศ
3. ตรวจสอบปริมาณสำรองสินค้าและความพร้อมของระบบกระจายสินค้าในกรณีที่การขนส่งระหว่างประเทศหยุดชะงัก
4. สื่อสารข้อมูลความเสี่ยงกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่สร้างความตื่นตระหนก แต่ก็ไม่ควรทำให้ประชาชนเข้าใจว่าประเทศไม่มีความเสี่ยง หรือให้ประชาชนเสพข่าวจากสื่ออื่นที่ไม่ใช่ประกาศจากรัฐบาลโดยตรง
การเตรียมพร้อมล่วงหน้าไม่ใช่การสร้างความกลัว แต่เป็นการลดความเสียหายเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ เพราะในโลกที่สงครามสามารถกระทบราคาน้ำมัน การขนส่ง และอาหารได้พร้อมกัน ประเทศที่ได้เปรียบที่สุดอาจไม่ใช่ประเทศที่มีอาหารมากที่สุด แต่เป็นประเทศที่เตรียมรับมือกับวันที่อาหารและสินค้าจำเป็นไม่สามารถส่งถึงประชาชนได้ตามปกติ และคำถามที่ประเทศไทยควรถามตัวเองในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงว่าเรามีอาหารเพียงพอหรือไม่ แต่คือ หากวันหนึ่งห่วงโซ่อุปทานโลกหยุดชะงัก ประเทศไทยพร้อมรับมือได้นานแค่ไหน?
ที่มา : AYA










