เปิดตำนาน “ซิโก้” แข้งไทยผู้ทลายกำแพงอคติ จากซูเปอร์สตาร์เบอร์หนึ่งในบ้านเกิด สู่ฮีโร่ขวัญใจเวียดนาม ไอคอนลูกหนังสองแผ่นดิน

ซิโก้ ยอดตำนานสองแผ่นดิน ผู้เป็นสะพานเชื่อมไทย และ เวียดนาม

ในโลกของลูกหนัง คำว่า คู่ปรับ มักมาพร้อมกับกำแพงความเกลียดชัง และศักดิ์ศรีที่ยอมกันไม่ได้ ยิ่งในเวทีฟุตบอลอาเซียนระหว่าง ไทย กับ เวียดนาม ด้วยแล้ว กำแพงนั้นยิ่งสูงชันจนแทบมองไม่เห็นอีกฝั่ง จนมีวลีที่ว่า “แพ้ใครก็แพ้ได้ แต่ห้ามแพ้คู่แค้นร่วมภูมิภาคเด็ดขาด”

ท่ามกลางบรรยากาศอันดุเดือดจากอดีตจนถึงปัจจุบัน กลับมีชายไทยคนหนึ่งตัดสินใจก้าวข้ามกำแพงแห่งความขัดแย้งนั้นไป เขาไม่ได้เดินข้ามไปด้วยความก้าวร้าว ไม่ได้ใช้อำนาจทางการเมือง หรือแม้แต่เงินตรา

แต่ข้ามไปพร้อมกับ รอยยิ้ม และ ฝีเท้าอันยอดเยี่ยม จนกลายเป็นไอคอน และได้รับการยกย่องจากชาวเวียดนามราวกับเขาเป็นลูกชายของแผ่นดิน ชายคนนั้นคือ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง

ปรากฏการณ์ Zico Fever

ย้อนกลับไปในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ถึงต้นปี 2000 ฟุตบอลเวียดนาม กำลังอยู่ในช่วงตั้งไข่สร้างลีกอาชีพที่เรารู้จักกันในชื่อ “วีลีก” โครงสร้างสโมสรในยุคนั้นยังเป็นเพียงทีมท้องถิ่น พวกเขากำลังโหยหาจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่จะมายกระดับ

ขณะที่ ฝั่งไทย เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ซึ่งเป็นศูนย์หน้าหมายเลขหนึ่ง เป็นกัปตันทีมชาติไทย และเป็นซูเปอร์สตาร์ขวัญใจคนทั้งประเทศ กำลังอยู่ในช่วงพีคที่สุดของชีวิตการค้าแข้งถึงขนาดได้เซ็นสัญญาไปร่วมทีม ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ในศึก ดิวิชัน 1 เดิมของอังกฤษ

แม้ไม่ประสบความสำเร็จกับในเมืองผู้ดี แต่ความพลิกผันระดับประวัติศาสตร์ก็เกิดขึ้นในปี 2002 เมื่อสโมสรเศรษฐีใหม่อย่าง ฮอง อันห์ ยาลาย ภายใต้การนำของ ด่วน เหงียน ดึ๊ก เจ้าพ่อแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ และเกษตรกรรมเวียดนาม ได้ทุ่มเงินมหาศาลดึงตัว ซิโก้ ไปร่วมทีม

ในเวลานั้น สื่อมวลชน และแฟนบอลไทยต่างตั้งคำถามครั้งใหญ่ว่า เหตุใดดาวยิงอันดับหนึ่งของประเทศถึงเลือกไปเล่นในลีกที่มาตรฐานยังเป็นรอง ? นี่เป็นการตัดสินใจที่เสี่ยงต่อชื่อเสียงหรือไม่ ?

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น คือ สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ซิโก้ ไม่ได้แค่ย้ายไปรับค่าเหนื่อยก้อนโต และเล่นให้ครบตามสัญญา แต่เขาระเบิดฟอร์มถล่มประตูเป็นว่าเล่น พา ฮองอันห์ ยาลาย ผงาดคว้าแชมป์วีลีก 2 สมัยซ้อนในปี 2003 และ 2004

ภาพแฟนบอลชาวเวียดนามหลายหมื่นคนพากันหลั่งไหลเข้าสนามจนแตกทะลัก เพียงเพื่อมาชมฝีเท้าของนักเตะไทย กลายเป็นปรากฏการณ์ที่สื่อเวียดนามขนานนามว่า Zico Fever ที่ระบาดไปทั่วทุกหัวระแหง

เด็กๆ สวมเสื้อหมายเลข 13 ของเขา ผู้คนพูดถึงแต่ชื่อเขา นั่นคือวินาทีแรกที่กำแพงแห่งความเกลียดชังระหว่างชาติ ถูกพังทลายลงด้วยลูกฟุตบอลที่ส่งไปซุกก้นตาข่าย

มากกว่าฝีเท้า คือ หัวใจ และการยอมรับในความเป็นมนุษย์

หากฝีเท้าบนสนาม คือ เหตุผลเดียว ซิโก้ คงเป็นได้เพียงแข้งต่างชาติราคาแพงที่แฟนบอลเวียดนามชื่นชมแล้วลืมไป แต่สิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจในหัวใจของคนเวียดนาม คือ ความเป็นมืออาชีพ ทัศนคติ และความถ่อมตน

ในยุคที่กระแสความขัดแย้งระหว่างแฟนบอลสองชาติยังคุกรุ่น นักเตะต่างชาติหลายคนอาจเลือกวางตัวเป็นซูเปอร์สตาร์ หรือรักษาระยะห่าง แต่ ซิโก้ กลับเลือกทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

ซิโก้ ใช้เวลาว่างศึกษาภาษาเวียดนามอย่างจริงจัง เขาไม่ได้เรียนรู้แค่ศัพท์ฟุตบอล แต่พยายามสื่อสารกับเพื่อนร่วมทีม สื่อมวลชน และแฟนบอลด้วยภาษาเวียดนาม

ความพยายามนี้ทำให้คนเวียดนามสัมผัสได้ถึงความจริงใจ ว่าชายคนนี้ไม่ได้มองพวกเขาเป็นแค่ที่สร้างรายได้ แต่มองด้วยความเคารพ และให้เกียรติอย่างแท้จริง

ไม่ว่าเขาจะยิงประตูได้มากมาย หรือถูกแฟนบอลฝั่งตรงข้ามกดดันด้วยเสียงโห่ในการเป็นทีมเยือน ซิโก้ มักจะรับมือด้วยรอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ ความใจเย็น และความสุภาพอ่อนน้อม

สมัยที่ ซิโก้ อาศัยอยู่ในเมืองเพลย์กู ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ฮองอันห์ ยาลาย ยุคนั้นเมืองท่ามกลางหุบเขาแห่งนี้ยังคงมีความยากลำบาก แต่เขาใช้ชีวิตราวกับชาวบ้านคนหนึ่ง กินอาหารท้องถิ่น และทำตัวติดดิน จนทำให้ชาวเวียดนามรู้สึกว่า เขาไม่ใช่นักเตะแปลกหน้าจากชาติคู่แข่งอีกต่อไป

สะพานเชื่อมสองแผ่นดิน

เวลาผ่านไปนับสิบปี ซิโก้ แขวนสตั๊ด ผันตัวมาเป็นกุนซือ พาทีมชาติไทยชุดใหญ่ก้าวสู่ยุคทองด้วยสไตล์ “Tiki-Taka” คว้าแชมป์มากมาย

แต่เส้นทางชีวิตของเขาก็ยังคงผูกพันกับแผ่นดินเวียดนามอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการกลับไปรับงานคุมทัพ ฮองอันห์ ยาลาย หรือการขยับไปคุมทีม กงอัน ฮานอย ในเวลาต่อมา

สิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็คือ ไม่ว่า ซิโก้ จะสวมเสื้อของทีมไหน หรือยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามในฐานะโค้ชคู่แข่ง ปฏิกิริยาของแฟนบอลเวียดนามที่มีต่อเขาก็ไม่เคยเปลี่ยน ทุกครั้งที่เขาก้าวลงสู่สนาม เสียงปรบมือและเสียงตะโกนเรียกชื่อ “ซิโก้! ซิโก้!” จะดังกระหึ่มทันที

เมื่อเรามองย้อนกลับไปในเส้นทางชีวิตของ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง มรดกที่เขาทิ้งไว้บนแผ่นดินเวียดนามไม่ได้มีเพียงถ้วยรางวัล หรือสถิติการยิงประตูที่ยากจะทำลาย

แต่มันคือ บทเรียนเรื่องการใช้ชีวิต และการเชื่อมโยงผู้คนสองประเทศเข้าด้วยกัน

ชายคนนี้แสดงให้เห็นว่า กำแพงแห่งอคติ ความชาตินิยม หรือความเคียดแค้นในกีฬาสามารถทลายลงได้ หากเราเริ่มต้นด้วยความเข้าใจ การให้เกียรติวัฒนธรรมของผู้อื่น และการปฏิบัติต่อกันด้วยความจริงใจที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมี

เรื่อง : Che GuevarA