“บีโอไอ” ยันญี่ปุ่นลงทุน!! ญี่ปุ่นยื่นขอส่งเสริม 302 โครงการ มูลค่ากว่า 1.13 แสนล้านบาท เน้นยกระดับเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ เศรษฐกิจไทยฐานบ้านหลังที่สอง

บีโอไอยันญี่ปุ่นปักหลักลงทุนไทยต่อเนื่อง เร่งอัปเกรดฐานผลิต รับเทคโนโลยีใหม่

บีโอไอเผยทิศทางการลงทุนญี่ปุ่นในไทยกำลังเข้าสู่รอบใหม่ จากฐานการผลิตที่สั่งสมมาหลายทศวรรษ ต่อยอดสู่การลงทุนเพื่อยกระดับเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ รองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม ชี้ปี 2568 ญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริม 302 โครงการ มูลค่ากว่า 1.13 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีก่อน และเป็นหนึ่งในปีที่มียอดลงทุนสูงสุดของญี่ปุ่น แสดงถึงความต่อเนื่องของการขยายฐานลงทุนญี่ปุ่นในไทย และตอกย้ำภาพ “ประเทศไทยคือบ้านหลังที่สอง” ของนักลงทุนญี่ปุ่น

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรด้านการลงทุนที่สำคัญของไทยมาอย่างยาวนาน และมีบทบาทสำคัญในการสร้างฐานอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องจักร ปัจจุบันการลงทุนของญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยมาเน้นการลงทุนเพื่อยกระดับเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพ รวมถึงการต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ตอบโจทย์ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมโลก

ตัวเลขการลงทุนของญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็นตัวสะท้อนได้อย่างชัดเจน โดยในปี 2568
นักลงทุนญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน จำนวน 302 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 113,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีก่อน และเป็นหนึ่งในปีที่มียอดลงทุนสูงสุดของญี่ปุ่น โดยอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมหลักของนักลงทุนญี่ปุ่น มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริม 28,310 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 57 จากปีก่อน อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 19,378 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 76 อุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร 4,069 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 54 ขณะที่กลุ่มโลจิสติกส์และบริการมีมูลค่า 1,468 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีก่อนหน้า นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นการลงทุนที่หลากหลายขึ้นในกิจการดิจิทัล รวมถึงอุตสาหกรรมอากาศยานและชิ้นส่วน การลงทุนก็เพิ่มขึ้นมากอย่างชัดเจน สะท้อนการยกระดับฐานอุตสาหกรรมเดิม ควบคู่กับการต่อยอดสู่กิจการที่ใช้เทคโนโลยีและสร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ญี่ปุ่นปรับทัพลงทุน รับการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม
ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจของหอการค้าญี่ปุ่น (JCC) ประจำครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งมีบริษัทตอบแบบสำรวจ 504 บริษัท พบว่า บริษัทญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการรักษาและยกระดับฐานธุรกิจในประเทศไทย โดยบริษัทญี่ปุ่นร้อยละ 23 มีแผนเพิ่มการลงทุนในไทยในปี 2569 ขณะที่ร้อยละ 48 คาดว่าจะรักษาระดับการลงทุนเดิมไว้ โดยเมื่อพิจารณารูปแบบการลงทุน พบว่าบริษัทญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการปรับปรุงประสิทธิภาพของฐานการผลิตเดิม โดยเฉพาะการลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักรทดแทนเครื่องเดิม การใช้พลังงานสะอาด การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้มากขึ้น รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทญี่ปุ่นยังคงให้ความสำคัญกับการยกระดับประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
ความเชื่อมั่นดังกล่าวสะท้อนชัดเจนผ่านโครงการลงทุนที่สำคัญ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ เช่น บริษัท อีซูซุ ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนกว่า 15,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับฐานการผลิตรถกระบะในไทยด้วยระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ การใช้พลังงานสะอาด และการพัฒนาผลิตภัณฑ์รองรับมาตรฐาน Euro 6 ขณะที่ บริษัท มาสด้า ภายใต้บริษัทร่วมทุนออโต้อัลลายแอนซ์ ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนกว่า 7,400 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงโรงงานให้รองรับการผลิตรถยนต์ Mazda รุ่นใหม่แบบ MHEV โดยมาสด้าเลือกไทยเป็นฐานการผลิตหลัก เพื่อจำหน่ายในไทยและส่งออกไปยังญี่ปุ่นและอาเซียน นอกจากนี้ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีและประกาศแผนลงทุนในไทยเพิ่มเติมอีก 16,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 เพื่อรองรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า พร้อมใช้ไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ All New Pajero เพื่อจำหน่ายในไทยและส่งออกทั่วโลก ขณะที่บริษัท ฮอนด้า ได้ประกาศเตรียมลงทุนเพิ่ม 12,000 ล้านบาท ภายในปี 2572 เพื่อขึ้นไลน์ผลิตรถยนต์โมเดลใหม่ 2 รุ่น ส่งผลให้ไทยเป็นประเทศเดียวนอกญี่ปุ่นที่ฮอนด้าผลิตรถยนต์รวม 8 รุ่น แสดงให้เห็นว่าไทยยังเป็นฐานผลิตสำคัญและมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกในอนาคต

การลงทุนในซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมยานยนต์ ยังขยับไปสู่ชิ้นส่วนสำหรับเทคโนโลยียานยนต์ยุคใหม่ เช่น บริษัท แอสเตโม ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 3,500 ล้านบาท เพื่อผลิตอุปกรณ์สำคัญในระบบควบคุมและแปลงกำลังไฟฟ้าสำหรับระบบขับเคลื่อนของยานยนต์ไฟฟ้า (PCU Inverter) และบริษัท ไอซิน พาวเวอร์เทรน ลงทุนผลิตระบบส่งกำลังสำหรับรถยนต์ไฮบริด (Hybrid Transmission) สะท้อนการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นตั้งแต่ระดับโรงงาน รถยนต์รุ่นใหม่ ไปจนถึงชิ้นส่วนสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์

อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นอีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่ญี่ปุ่นขยายการลงทุนอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เทคโนโลยีสูง เช่น บริษัท มูราตะ อิเล็กทรอนิกส์ ลงทุนผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เช่น Multilayer Ceramic Capacitor (MLCC) ซึ่งใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและยานยนต์ ขณะที่ บริษัท พานาโซนิค แมนูแฟคเจอริ่ง อยุธยา ลงทุนผลิตวัสดุต้นน้ำสำหรับแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Prepreg และ Copper Clad Laminate (CCL) โดยโรงงานแห่งใหม่จะเป็นฐานผลิตวัสดุ “MEGTRON” แห่งแรกในอาเซียน รองรับการเติบโตของดิจิทัลและ AI
ขยายลงทุนสู่กิจการมูลค่าเพิ่มสูง

นอกจากอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์แล้ว บริษัทญี่ปุ่นยังขยายการลงทุนในกิจการที่ใช้เทคโนโลยีและมีมูลค่าเพิ่มสูงอีกหลายอุตสาหกรรม เช่น บริษัท เอ็นเอ็มบี-มินีแบ ไทย ในเครือ MinebeaMitsumi ลงทุนเพิ่มกว่า 2,600 ล้านบาท เปิดโรงงานแห่งใหม่ที่จังหวัดลพบุรี ผลิตชิ้นส่วนอากาศยานความแม่นยำสูงสำหรับ Airbus และ Boeing โดยยกระดับไทยเป็น ฐานการผลิตหลักระดับโลก (Global Core Factory) สำหรับธุรกิจการบินของกลุ่ม พร้อมจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ในกลุ่มเกษตรและอาหาร บริษัท โตโย ไซกัน ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 2,470 ล้านบาท
ผลิตเครื่องดื่มจากพืชผักผลไม้ รวมถึงชาและกาแฟ ขณะที่ บริษัท อิวาตานิ คอร์ปอเรชั่น ลงทุน 840 ล้านบาท ผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ชีวภาพเหลว โดยใช้เทคโนโลยี Carbon Capture and Utilization (CCU) ดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการหมักวัตถุดิบทางการเกษตรเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม สะท้อนการต่อยอดฐานเกษตรและอาหารของไทยไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

บีโอไอหนุนญี่ปุ่นลงทุนไทยต่อเนื่อง
ล่าสุดในช่วงครึ่งแรกปี 2569 นักลงทุนญี่ปุ่นยังคงยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนอย่างต่อเนื่อง จำนวน 123 โครงการ มูลค่า 32,790 ล้านบาท ตอกย้ำว่าญี่ปุ่นยังเลือกไทยเป็นฐานลงทุนหลัก โดยบีโอไอจะเดินหน้าสนับสนุนทั้งการยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพฐานการผลิตเดิม รวมทั้งการลงทุนในสาขาใหม่ ๆ โดยเฉพาะกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง กิจการในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทย (Regional Headquarters) ซึ่งปัจจุบันกิจการสำนักงานภูมิภาคที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ กว่าร้อยละ 40 มาจากประเทศญี่ปุ่น
“ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรด้านการลงทุนที่สำคัญของไทยมายาวนาน และมีศักยภาพที่จะเติบโตต่อเนื่อง
ในอนาคต ฐานการลงทุนของญี่ปุ่นในไทยไม่ได้หยุดนิ่ง แต่กำลังปรับตัวและยกระดับไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลก บีโอไอให้ความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนทั้งการยกระดับกิจการเดิมและการลงทุนในสาขาใหม่ ๆ เพื่อให้บริษัทญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาธุรกิจ เทคโนโลยี และซัพพลายเชนสำหรับภูมิภาคและตลาดโลก และเติบโตไปพร้อมกับประเทศไทยอย่างยั่งยืน” นายนฤตม์ กล่าว