‘อรรถพล’ ติดเบรก พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ฉบับ ‘พีระพันธุ์’ อ้างความเห็นกฤษฎีกา ชี้ซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่เดิม
‘อรรถพล’ ไม่เดินหน้าต่อ 'ร่าง พ.ร.บ. โซลาร์เสรี' ของกระทรวงพลังงานยุค ‘พีระพันธุ์’ หลังกฤษฎีกาตีตก ด้วยเหตุผลมีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่เดิม ที่เปิดให้ประชาชนสามารถติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าได้อยู่แล้ว
ประเด็น “ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์” ที่ผลักดันในสมัยที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการ ไปเมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2568 แต่ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) เห็นว่ายังไม่มีความจําเป็นถึงขนาดที่จะต้องตราร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขึ้นมาใหม่ เพราะมีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายเดิมที่มีอยู่ รวมทั้งมาตรการหรือกลไกตามร่างกฎหมายที่เสนอก็มีความคลุมเครือ มีการใช้ดุลยพินิจอย่างกว้างขวาง ซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนเกินสมควร จึงเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาทบทวนหลักการให้ชัดเจน นั้น
ล่าสุด นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าว เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ว่า ความเห็นของทาง คณะกรรมการกฤษฎีกา ถือว่ามีเหตุผล ซึ่งกระทรวงพลังงานคงจะไม่เดินหน้าต่อในการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ดังกล่าว แต่จะใช้วิธีการเจรจากับกระทรวงที่เกี่ยวข้องในการปรับปรุงระเบียบขั้นตอนการดำเนินการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้นแทน โดยจะมีการนำเสนอเรื่องให้ คณะรัฐมนตรีพิจารณาทบทวนในหลักการตามความเห็นของ คณะกรรมการกฤษฎีกา
ทั้งนี้การไม่เดินหน้าต่อ ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จะไม่กระทบต่อการผลักดันโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน และ โซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร ภายใต้นโยบายการสร้างรายได้ลดรายจ่ายด้านพลังงาน Quick Big Win ของรัฐบาล
สำหรับ “ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์” ที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการนั้น เป็นร่างกฎหมาย ที่กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือ โซลาร์รูฟท็อป สำหรับใช้เองในที่อยู่อาศัยและในสถานประกอบกิจการ โดย มีเนื้อหาสำคัญ 5 เรื่อง ได้แก่ 1. กำหนดให้มีการแจ้งการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อใช้เองในที่อยู่อาศัยหรือสถานประกอบการ ต่ออธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยไม่ต้องขออนุญาตการติดตั้งจากหน่วยงานของรัฐหลายๆ แห่งอีก
2. มีการกำกับให้ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโซลาร์รูฟท็อปเฉพาะในสถานที่ติดตั้งเท่านั้น 3. กำหนดหลักเกณฑ์การติดตามการจัดการซากอุปกรณ์และห้ามถอดแยกชิ้นส่วนซากอุปกรณ์ของโซลาร์รูฟท็อปหลังหมดอายุการใช้งานแล้ว ให้เป็นไปอย่างถูกต้องและปลอดภัย
4.กำหนดอำนาจและหน้าที่ของเจ้าพนักงานเพื่อตรวจสอบและติดตามการติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ และ
5.มีบทลงโทษสำหรับการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ. ฉบับนี้
ในขณะที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งเป็นผู้ผลักดันร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ได้เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจของพรรครวมไทยสร้างชาติ แสดงความไม่เห็นด้วยต่อความเห็นของ คณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะการยกร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว จะช่วยให้การติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้า ดำเนินการได้ภายใต้กฎหมายฉบับเดียวจากเดิมที่ต้องไปขออนุญาตกับหลายหน่วยงาน โดยยืนยันว่าเป็นกฎหมายที่ไม่ซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่เดิม เพราะปัจจุบันประเทศไทย ยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นการเฉพาะ
นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังเห็นว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ไม่ได้เป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชน อย่างที่คณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็น แต่กลับให้สิทธิและโอกาส ประชาชนเข้าถึงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น สะดวก และรวดเร็วขึ้น










