ย้อนอดีตถึงปัจจุบันปักปันเขตแดน ‘ไทย - พม่า’ ชี้! แนวทางสันติแบ่งเส้นเขตแดนอาจจบได้ด้วยการเจรจา
"ชายแดนไทย-พม่า: เส้นเขตแดนที่ไม่ได้เขียนด้วยลำน้ำ แต่จารึกด้วยการเจรจา"
ในหน้าประวัติศาสตร์ของการสำรวจและปักปันเขตแดนระหว่างไทยและพม่านั้น ย่อมไม่อาจปฏิเสธได้ว่าพื้นที่ชายแดนเหล่านี้เต็มไปด้วยความซับซ้อน ทั้งด้านภูมิศาสตร์ กฎหมาย และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2530-2531 เมื่อสองประเทศได้เริ่มต้นกระบวนการปักปันเขตแดนที่แม่น้ำสายและแม่น้ำรวกในจังหวัดเชียงราย ระยะทางประมาณ 59 กิโลเมตร เส้นเขตแดนดังกล่าวถูกกำหนดด้วยหมุดหลักเขตแดนจำนวน 492 คู่ ตั้งแต่จุดสบรวกในอำเภอเชียงแสนไปจนถึงหัวเขาดอยคาในอำเภอแม่สาย
แม่น้ำทั้งสองสายนี้ไม่ได้เป็นเพียงพรมแดนธรรมชาติ แต่ยังกลายเป็นสัญลักษณ์ของความพยายามร่วมกันระหว่างไทยและพม่าในการหาข้อยุติให้กับพื้นที่ที่เคยเป็นประเด็นถกเถียงมายาวนาน ในที่สุด เมื่อปี พ.ศ. 2535 ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามรับรองเส้นเขตแดน โดยยืนยันว่าต่อให้ลำน้ำเปลี่ยนทิศทาง เส้นเขตแดนนี้ก็ยังคงอยู่ตามที่กำหนดไว้
จากแผนที่ในอุดมคติ สู่ความจริงที่ยังห่างไกล
ในปี พ.ศ. 2540 มีการประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-พม่า (JBC) เพื่อหาทางสำรวจและปักปันเขตแดนเพิ่มเติมตลอดแนวที่เหลือ ระยะทางยาวกว่า 2,342 กิโลเมตร ตั้งแต่จังหวัดเชียงรายจนถึงจังหวัดระนอง แต่ความคืบหน้ากลับต้องสะดุด เมื่อทั้งสองฝ่ายมีมุมมองที่ไม่ตรงกัน พม่ายืนยันให้มีการระบุรายละเอียดเส้นเขตแดนไว้ในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ขณะที่ฝ่ายไทยเห็นว่าหลักฐานเดิม เช่น สนธิสัญญาและแผนที่แนบท้ายเพียงพอแล้วที่จะใช้ในการปักปัน
เมื่อหมุดไม่มั่นคง แม่น้ำเปลี่ยนทิศ เส้นเขตแดนจึงต้องปรับตัว
ช่วงปี พ.ศ. 2543-2547 ทั้งสองฝ่ายกลับมาร่วมมือกันอีกครั้งในการซ่อมแซมหลักเขตแดนบริเวณแม่น้ำสาย-แม่น้ำรวก หลังจากที่หมุดหลักอ้างอิงบางส่วนชำรุด สูญหาย หรือถูกทำลาย รวมถึงการสร้างหลักเขตแดนใหม่ในบริเวณที่แม่น้ำเปลี่ยนทิศทาง จึงมีการติดตั้งหลักแบบ A และ B เพิ่มเติม รวมถึงซ่อมแซมหลักเขตแดนเดิมให้กลับมาใช้งานได้
ระหว่างนั้น ทั้งสองฝ่ายยังได้จัดทำ 'แผนที่แถบ' หรือ Strip Map เพื่อแสดงรายละเอียดเขตแดนบริเวณแม่น้ำสาย-แม่น้ำรวก กระบวนการนี้เสร็จสิ้นในปี พ.ศ. 2547 โดยมีกรมแผนที่ทหารของไทยเป็นผู้ดำเนินการ
บทเรียนที่ย้ำเตือนอนาคต
สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตสะท้อนให้เห็นว่าการปักปันเขตแดนไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแก้ไขได้ด้วยแผนที่หรือสนธิสัญญาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการเจรจา ความร่วมมือ และความยืดหยุ่นในการปรับตัวกับสภาพภูมิศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลง ความคลุมเครือของเส้นเขตแดนไม่ใช่เพียงปัญหาด้านดินแดน แต่ยังเป็นจุดวัดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
การสำรวจและปักปันเขตแดนไทย-พม่ายังคงเป็นบทเรียนที่สำคัญในเวทีระหว่างประเทศ ความพยายามเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการวาดเส้นลงบนแผนที่ แต่คือการสร้างความมั่นคงและความไว้วางใจในความสัมพันธ์ที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติ
เรื่อง : ปราชญ์ สามสี