‘Lord West’ แห่ง Spithead ส่งคำเตือนถึงกองทัพอังกฤษว่า ‘อ่อนแอเกินกว่าจะปกป้องประเทศจากผู้รุกรานได้’

 

ปัจจุบันคนไทยส่วนหนึ่งมักเอ่ยอ้างว่า การจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์สำหรับการรักษาอธิปไตยของชาติไม่จำเป็นแล้ว ด้วยสมัยนี้ไม่มีใครรบกันแล้ว แต่ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนจนกลายเป็นสงคราม ทำให้สังคมต้องกลับมาคิดทบทวนถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อม ทั้งกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ สำหรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ดังที่อดีตผู้บัญชาการทหารเรืออังกฤษได้กล่าวเตือนรัฐบาลอังกฤษในรัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักร

Lord West แห่ง Spithead (พลเรือเอก Sir Alan William John West) อดีตผู้บัญชาการกองทัพเรืออังกฤษ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๕-๒๕๔๙

Lord West แห่ง Spithead (พลเรือเอก Sir Alan William John West) ได้กล่าวเตือนว่า กองทัพของสหราชอาณาจักรอ่อนแอเกินกว่าที่จะป้องกันประเทศในกรณีที่เกิดความขัดแย้งที่ต้องมีการใช้กองกำลังติดอาวุธ จากการประเมินของ Lord West แห่ง Spithead ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพเรืออังกฤษ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๕-๒๕๔๙ ได้เน้นย้ำถึงการเพิ่มงบประมาณทางทหารที่ไม่เพียงพอ อันเป็นปัญหาที่สะสมเรื้อรังมานาน โดยเขาบอกว่า งบประมาณในปัจจุบันนั้น "น้อยเกินไป"

Lord West แห่ง Spithead (พลเรือเอก Sir Alan William John West) อดีตผู้บัญชาการกองทัพเรืออังกฤษ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๕-๒๕๔๙

Lord West กล่าวว่า 'อาจจะ' เกิดสงครามขึ้นได้ในอนาคต แต่กองทัพอังกฤษ 'ขาดอุปกรณ์และกำลังพลในระดับที่จะทำให้ประเทศมีความมั่นคง' เขากล่าวในฐานะสมาชิกสภาขุนนาง (House of Lords) ในรัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักร (UK Parliament) ณ พระราชวัง Westminster ในขณะที่มีการถกเถียงกันในรัฐสภาถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในยูเครนหลังจากการบุกของรัสเซีย ซึ่งนำไปสู่ความตึงเครียดระหว่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น


Ben Wallace รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม อดีตร้อยเอกแห่งกองทัพบกสหราชอาณาจักร ผู้ซึ่งจบจากราชวิทยาลัยการทหาร Sandhurst

เดือนมีนาคมที่ผ่านมา Ben Wallace รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม อดีตร้อยเอกแห่งกองทัพบกสหราชอาณาจักร ผู้ซึ่งจบจากราชวิทยาลัยการทหาร Sandhurst ได้ประกาศว่า กองทัพอังกฤษจะมีการลดกำลังทหารลง ๑๐,๐๐๐ นาย โดยอ้างว่า เทคโนโลยีใหม่มี 'ผลกระทบอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยเพราะกำลังพลเพียงไม่กี่นายก็สามารถควบคุมปฏิบัติการทางทหารได้แล้ว' ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นการสั่นคลอนครั้งใหญ่ต่อกองทัพอังกฤษ รัฐมนตรีกลาโหม Wallace ยังกล่าวด้วยว่า กำลังทหารของกองทัพบกอังกฤษโดยรวมจะลดลงเหลือ ๗๒,๕๐๐ นาย ภายในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางต่อความเคลื่อนไหวดังกล่าว

Lord West ขณะแถลงในรัฐสภา ด้วยฐานะสมาชิกแห่งสภาขุนนาง (House of Lords)

Lord West แถลงในรัฐสภาว่า “แม้จะมีความตั้งใจในทุกรูปแบบ แต่งบประมาณในการป้องกันประเทศก็ยังขาดแคลนซึ่งเป็นมาหลายปีแล้ว และเมื่อมองต่อไปยังอนาคต การขาดแคลนงบประมาณก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ด้วยสมมติฐานที่ว่า ‘เป็นการประหยัดที่มีประสิทธิภาพ’ ซึ่งเป็นเรื่องที่โกหกหลอกลวง เพราะการประหยัดที่มีประสิทธิภาพไม่มีทางเกิดขึ้นได้ และไม่มีจริง การใช้จ่ายงบประมาณเพื่อการป้องกันประเทศอย่างชัดเจนเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับรัฐบาลในสังคมของเราที่อบอุ่นและมั่นคง แต่เหตุผลที่เราสามารถอยู่ในสังคมที่อบอุ่นและมั่นคงได้ ก็เพราะว่าเราใช้จ่ายงบประมาณในการป้องกันประเทศ” 

“คำกล่าวที่ว่า สงครามไม่ได้แพ้ชนะกันในสนามรบ แต่แพ้ชนะกันด้วยการสร้างขีดความสามารถทางการทหารไว้ล่วงหน้า นั้นเป็นความจริง โดยเฉพาะเมื่อศัตรูสังเกตเห็น ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมไม่ให้เกิดสงคราม ซึ่งต้องใช้ทั้งเวลาและงบประมาณ”


“พวกเราหลายคนได้เคยเตือนถึงการขาดแคลนงบประมาณที่เรื้อรังต่อเนื่องมายาวนาน แต่เราได้รับการบอกตอบครั้งแล้วครั้งเล่าว่า ‘เราคิดผิด’ ซึ่งความจริงก็คือกองกำลังติดอาวุธของเราอ่อนแอเกินกว่าที่จะป้องกันประเทศจากสงครามได้...และหากมีสงคราม เกรงว่า สักวันพวกเขาอาจจะขาดแคลนอาวุธยุทโธปกรณ์ และกำลังพลในระดับที่จะให้ประเทศของเราปลอดภัย และกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศในปัจจุบันของเรามีขนาดเล็กเกินไป พวกเขาขาดแคลนทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์และกำลังพลทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เพื่อให้เพียงพอสำหรับอัตราการใช้ในสงครามที่จะสูงอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ การลดขนาดของกองทัพเป็น ‘ขั้นตอนที่เร็วเกินไป’ ” Lord West กล่าวในรัฐสภา

Lord West ยังกล่าวอีกว่า “ปริมาณมีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น เรือรบ เครื่องบิน หรือกำลังพล” การลดกำลังพลจนเหลือเพียง ๗๒,๕๐๐ นายนั้นเป็นก้าวที่เร็วมากจนเกินไป และดูเหมือนว่า รัฐบาลจะมีความเชื่อว่า สงครามในอนาคตจะต่อสู้ในโลก Cyber โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเท่านั้น...และไม่จำเป็นต้องใช้จำนวนและอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารแบบดั้งเดิม ซึ่งนั่นเป็นเรื่องไร้สาระที่น่าอันตรายมากๆ”

กองทัพของสหราชอาณาจักรมีขนาดใหญ่เพียงใดเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ความแข็งแกร่งโดยรวมของกองทัพแห่งสหราชอาณาจักรมีทหารปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาอยู่ที่ประมาณ ๑๕๖,๐๐๐ นาย เมื่อต้นเดือนมกราคมปีนี้ ตามการบรรยายสรุปของหอสมุดแห่งสภาผู้แทนราษฎร กว่าครึ่งของกำลังพลเหล่านั้นรับราชการในกองทัพบก (ร้อยละ ๕๖) โดยที่เหลือแบ่งระหว่างกองทัพเรือและกองทัพอากาศในจำนวนพอๆ กัน บุคลากรเหล่านั้นมากกว่า ๓๐,๐๐๐ นายเป็นนายทหาร และอีก ๑๒๖,๔๐๐ เป็นระดับประทวนและพลทหาร 

เมื่อต้นปีนี้ ทุกเหล่าทัพมีกำลังพลต่ำกว่าเป้าหมายของรัฐบาลที่ตั้งไว้ในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ จำนวนทหารที่ได้รับการฝึกและพร้อมรบเต็มเวลานั้นอยู่ที่ ๑๓๕,๐๐๐ นายเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี พ.ศ. ๒๕๖๓ เกือบ ๙,๐๐๐ นาย 

การเปรียบเทียบระดับนานาชาติในด้านจำนวนของบุคลากรในทุกเหล่าทัพทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า จำนวนทหารของสหราชอาณาจักรตามหลังกองทัพทั่วโลกบางส่วนอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลที่เผยแพร่โดย International Institute for Strategic Studies ระบุว่ากำลังรบโดยรวมของสหราชอาณาจักรอยู่ที่ ๑๔๘,๔๕๐ นาย ในปี พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งต่ำกว่าเพื่อนบ้านอย่างฝรั่งเศสที่มีทหาร ๓๐๔,๘๐๐ นาย อย่างเห็นได้ชัด สหรัฐอเมริกามี ๑.๓๘ ล้านนาย รัสเซียมี ๑.๕ ล้านนาย และจีนมี ๒.๗ ล้านนาย
 

 

Lord West กล่าวกับรัฐสภาด้วยว่า “แม้จะเห็นได้ชัดว่าสิ่งใหม่ๆ เหล่านี้มีความสำคัญต่อวิธีที่ใช้สู้รบในสงคราม แต่เราต้องการมากกว่านั้น” 

โดยเขาเสริมอีกว่า “ข้อได้เปรียบของเทคโนโลยีขั้นสูงในการช่วยเหลือยูเครนได้รับการเน้นย้ำในความขัดแย้งครั้งล่าสุดนี้ แต่ยูเครนยังคงต้องการกำลังพลที่ได้รับการฝึกพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์อยู่ดี แรงกดดันอย่างต่อเนื่องของกองกำลังหลักกำลังบดขยี้พวกเขา ซึ่งหากเราละเลยสิ่งนั้นก็จะเป็นอันตรายต่อเรา ตัวอย่างเช่น จำนวนรถถังก็ไม่ได้มีมากจนเกินไปเลย และความจริงที่ว่า ในระหว่างสงคราม มีความพยายามในการทำลายกำลังทหารด้วยค่าใช้จ่ายมากมาย ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า กำลังทหารยังคงมีความสำคัญในสนามรบ”

นอกจากนี้ เขากล่าวเสริมอีกว่า "รัฐบาลมีทางเลือกว่าเราจะใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นเพื่อความมั่นคงของประเทศในแง่ของการป้องกันประเทศ หยุดการทำสงครามโลก เพื่อมาดูแลพลเมืองของเราหรือไม่ แต่ในปัจจุบันนี้ ผมเชื่อว่าพวกเขา กำลังเลือกทางผิด"

Lord West กล่าวต่อไปว่า "ด้วยสงครามที่โหมกระหน่ำในยุโรป และอาจขยายไปสู่สงครามโลกอีกครั้งหนึ่ง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศขึ้นในทันที" 



Lord Stirrup (พลอากาศเอก Graham Eric Stirrup) อดีตหัวหน้าเสนาธิการกองทัพสหราชอาณาจักร (เทียบเท่าผู้บัญชาการทหารสูงสุด) ปัจจุบันสมาชิกสภาขุนนาง

นอกจาก Lord West แล้ว ยังมี Lord Stirrup (พลอากาศเอก Graham Eric Stirrup) อดีตหัวหน้าเสนาธิการกองทัพสหราชอาณาจักร (เทียบเท่าผู้บัญชาการทหารสูงสุด) สมาชิกสภาขุนนางอีกผู้หนึ่งก็ได้เตือนว่า กระสุนสำรองของ NATO ยัง 'ไม่เพียงพอ' เขายืนยันว่า ต้องมีการผลิตเพิ่มขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่า พันธมิตร NATO จะมีกระสุนมากพอจนสามารถป้องกันตัวเองได้


สมาชิกสภาอิสระอีกผู้หนึ่งบอกกับรัฐสภาว่า “สงครามในยูเครนได้เตือนบรรดาผู้ที่อาจลืมอัตราที่น่าตกใจของอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ถูกใช้ไปในการสู้รบในอัตราที่สูงมากๆ นานมากแล้วที่เราและประเทศ NATO อื่นๆ เสี่ยงกับอาวุธยุทโธปกรณ์ในคลังที่มีอย่างจำกัดมากจนเกินไป 

 

 

พวกเขาคิดว่า มีอาวุธยุทโธปกรณ์เพียงพอแล้ว แต่ก็หมดลงอย่างรวดเร็ว อันเนื่องจากความจำเป็นในการจัดหาสำหรับใช้ในยูเครน ตอนนี้เราต้องการความพยายามร่วมกันเพื่อเก็บกระสุนให้มากพอสำหรับใช้ทั้งสำหรับสามเหล่าทัพ ไม่ใช่แค่กลับไปยังจำนวนเดิมที่เคยมีอยู่ แต่ต้องมุ่งไปยังจำนวนที่ควรจะมีตั้งแต่แรก และเราต้องกดดันให้พันธมิตร NATO ของเราทำเช่นเดียวกัน”

 

 


👍 ติดตามผลงาน อาจารย์โญธิน มานะบุญ เพิ่มเติมได้ที่ : https://thestatestimes.com/author/ดร.โญธิน%20มานะบุญ