Thursday, 4 June 2026
Y WORLD

แผลเป็นที่คาดว่าการระบาดของโควิด-19 จะส่งผลกระทบที่ยาวนานและอาจถาวร คือแผลเป็นด้านการศึกษา โดยสามารถมองเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ไปพร้อม ๆ กัน

หมายเหตุ – ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เสนอแนะการรับมือสถานการณ์ระบาดโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนในระบบการศึกษาหัวข้อ การจัดการ “แผลเป็นด้านการศึกษา” จากโควิด-19 เพื่อพลิกวิกฤตเป็นโอกาส

มีการกล่าวกันมากว่าการระบาดของโควิด-19 จะก่อให้เกิด “แผลเป็น” ด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการตอกย้ำแนวโน้มการตกงานของกลุ่มแรงงานที่ก้าวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก (ซึ่งสำหรับประเทศไทยอาจมีเกือบประมาณ 40% ของแรงงานทั้งหมด) ผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง เช่น ครอบครัวที่มีคนแก่ คนพิการ เด็กเล็ก ยากจน ถูกผลกระทบแรงกว่ากลุ่มอื่นและมีต้นทุนในการปรับตัวเพื่อรับแรงกระแทกน้อยกว่า จนทำให้ฐานะทางเศรษฐกิจและต้นทุนสังคมถูกกัดกร่อนและร่อยหรอจนอาจยากจะฟื้นตัว แต่ละแผลเป็นมีเรื่องให้ต้องขบคิดกันมากว่าจะทำอย่างไรในการป้องกันหรือให้ความช่วยเหลือคนเหล่านั้นได้บ้าง

อีกหนึ่งแผลเป็นที่คาดว่าการระบาดของโควิด-19 จะส่งผลกระทบที่ยาวนานและอาจถาวร คือแผลเป็นด้านการศึกษา โดยจะมองเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสไปพร้อม ๆ กัน

ความท้าทายมีหลายประการ อย่างที่ทราบกันดีว่าการปิดโรงเรียนและการเรียนออนไลน์ในช่วงที่มีการระบาดก่อให้เกิดผลกระทบต่อนักเรียน ผู้ปกครอง ครู และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่น ๆ อย่างมาก นักเรียนจำนวนมากเรียนรู้จากการเรียนออนไลน์ได้อย่างจำกัดมาก ไม่ว่าจะเป็นเพราะขาดอุปกรณ์ ขาดสัญญาณอินเตอร์เน็ต ขาดผู้ปกครองที่มีเวลาช่วยแนะนำและกำกับการเรียน ขาดสมาธิ

ปัญหาเหล่านี้ยิ่งหนักขึ้นถ้าเป็นนักเรียนยากจน ซึ่งอาจมีเรื่องอื่นเพิ่มเติม เช่น ช่วงเรียนออนไลน์ไม่อยากเปิดวิดีโอเพราะอายสภาพบ้าน ทำให้ปฏิสัมพันธ์ยิ่งน้อยลง และถ้าเด็กยิ่งอายุน้อยก็ยิ่งมีโอกาสเรียนรู้ได้น้อย (มีงานวิจัยหนึ่งระบุว่าเด็กอนุบาล 3 ของไทยเรียนรู้น้อยลงคิดเป็นประมาณ 4-5 เดือน) ผู้ปกครองเองก็จัดเวลายาก เพราะต้องทำงานไปด้วย ดูแลลูกหลานที่เรียนที่บ้านไปด้วย ครูเองก็ต้องปรับตัวมากในการสอนออนไลน์ บางคนปรับตัวไม่ได้ก็ทำให้ประสิทธิภาพการสอนหย่อนลง

แนวทางการลดผลกระทบก็มีการพูดถึงกันบ้างแล้วไม่ว่าการสลับวันเรียน การลดขนาดห้อง การปรับหลักสูตร นอกจากนี้ ยังมีแนวทางอื่นที่มีการทำในต่างประเทศ เช่น ประเทศอังกฤษมีการตั้งกองทุนชื่อว่า Education catch-up initiatives เพื่อช่วยสอนเสริมและฟื้นฟูความรู้ให้กับนักเรียนที่เรียนรู้น้อยลงในช่วงออนไลน์ ในอเมริกามีโครงการคล้ายกันคือ Acceleration Academies, High Intensity Tutoring หรือมีการคิดค้นกระบวนการเรียนรู้ที่ง่าย ๆ ใช้อุปกรณ์ใกล้ตัวในชุมชน เช่น ในประเทศอินเดียเป็นต้น

ดังนั้น จะขอเน้นเรื่องการแปลงวิกฤตให้เป็นโอกาส ซึ่งก็สามารถทำได้หลายประการ กล่าวคือ

ประการแรก ควรใช้ประโยชน์ให้มากที่สุดจากกระแสดิจิทัลในกระบวนการเรียนรู้ (digital learning) ที่ถูกบังคับให้เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน เช่น ในกลุ่มครูและอาจารย์ มีการสร้างเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และระดมสมองถึงวิธีการใหม่ๆ ในการสอนให้มีประสิทธิภาพภายใต้สภาพแวดล้อมใหม่ เช่น การใช้การสอนแบบ multi-mode คือไม่ใช่ online หรือ offline อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ผสมผสานกัน ควรมีนโยบายส่งเสริมการสร้างเครือข่ายเช่นนี้ให้มีความกว้างขวางยิ่งขึ้น

หรือในกลุ่มผู้ปกครองก็ควรใช้ประโยชน์จากความรู้ความเข้าใจถึงแนวทางในการกระตุ้นการเรียนรู้ของลูกหลานในระหว่างที่ทำหน้าที่กำกับและสนับสนุนการเรียนที่บ้าน แล้วทำการขยายความเข้าใจนี้ไปสู่กลุ่มผู้ปกครองด้วยกัน กลุ่มครูและอาจารย์ รวมถึงการถ่ายทอดสู่วงกว้างด้วย

นอกจากนั้น ยังอาจต่อยอดแนวโน้มเดิมที่เกิดก่อนการระบาดของโควิด เช่น การเปิดคอร์สเรียนออนไลน์แบบ MOOC (Massive Online Open Course) ที่เริ่มในต่างประเทศและได้แพร่กระจายเข้ามาในประเทศไทยโดยมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ปัจจุบันมีการจัดตั้ง Platform รวม ชื่อ Thai MOOC (Thailand Massive Online Open Course) และ Thailand Cyber University ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนทุกระดับการศึกษา ทุกอายุ และทุกอาชีพ โดยในช่วงโควิดมีผู้เรียนต่อวันเพิ่มขึ้นเกือบ 60% และมีเนื้อหาวิชาเกือบ 500 วิชา ผู้เรียนสามารถได้รับประกาศนียบัตรคุณวุฒิ หรือกระทั่งโอนหน่วยกิตเพื่อไปรับปริญญาได้

สิ่งที่ควรปรับปรุงในเรื่องนี้ ควรเป็นเรื่องการทำให้แน่ใจว่าหลักสูตรและเนื้อหาที่สอนตรงกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงเร็วของตลาดแรงงาน ซึ่งการสอนแบบ MOOC มีจุดเด่นในเรื่องความยืดหยุ่นของเนื้อหาได้อยู่แล้วจึงควรใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่นอกจากนี้ เนื่องจากเป็นการสอนที่ไม่จำกัดวุฒิการศึกษาและอายุของผู้เรียน จึงอยากให้มีการคิดนอกกรอบในเรื่องเนื้อหาด้วย

เช่น อาจเป็นเนื้อหาที่เหมาะกับแรงงานที่กำลังจะถูกทอดทิ้งจากตลาดแรงงาน เช่นผู้ที่สูงวัยกว่า 40 ปี และมีการศึกษาไม่เกินประถมหรือมัธยมต้น MOOC ควรใช้ความยืดหยุ่นของเนื้อหาสร้างทักษะให้คนกลุ่มนี้ด้วย โดยอาจไม่ใช่ทักษะที่ไม่มีมูลค่าตลาดก็ได้ เช่น การดูแลเด็กเล็ก การดูแลผู้สูงวัย การรักษาสภาพแวดล้อม เป็นต้น

ประการที่สอง กระทรวงศึกษาธิการควรปฏิรูปแนวทางการวัดผลการเรียนให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ในภาวการณ์ใหม่ โดยถือโอกาสนี้ปรับปรุงระบบ KPI ที่ล้าสมัยและไม่เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไปพร้อมกัน

ประการที่สาม ควรยกระดับการใช้กลไกชุมชนในกระบวนการเรียนรู้ เช่น การสร้าง “อาสาสมัครการศึกษา” ที่ทำหน้าที่คล้ายอาสาสมัครสาธารณสุข คือ มีในทุกหมู่บ้าน เรื่องนี้มีการทำบ้างแล้วในการระบาดรอบแรก เช่น จ.ราชบุรี ซึ่งสนับสนุนโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา จึงควรขยายให้กว้างขวางขึ้น รวมทั้งการระดมคนในชุมชนให้ช่วยสร้างอุปกรณ์การเรียนรู้ด้วยตัวเอง

ประการที่สี่ จากข้อเสนอแนะต่าง ๆ ข้างต้นผสมผสานกัน น่าจะก่อให้เกิดบริบทของการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ด้วย โดยเป็นการร่วมมือกันของภาคีต่างๆ และนำนวัตกรรมต่างๆ ที่ค้นพบและทดลองใช้ในช่วงนี้มาเป็นบทเรียน และอยากให้มีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายเพิ่มเติมเป็นกลุ่มแรงงานที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เช่น ผู้สูงวัยเกิน 40 ปี และมีการศึกษาไม่เกินมัธยมต้นที่กล่าวถึงข้างต้น

ข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ยังมีเรื่องใหม่ ๆ อีกหลายประการที่เกิดขึ้นในกระบวนการศึกษาช่วงนี้ที่ควรเอามาสกัดเป็นบทเรียนและใช้ประโยชน์ในระยะยาวได้


ขอบคุณที่มา: https://www.matichon.co.th/politics/politics-in-depth/news_2676168

เรื่องราวของสาวน้อยที่ต้องการขับเคลื่อนความเท่าเทียมกันในสังคม ทำให้เธอตัดสินใจออกเดินทางไปใช้ชีวิตที่เชียงใหม่ ก่อนที่จะไปศึกษาต่อยังสหรัฐอเมริกา ที่นั่นทำให้เธอได้ทั้งแรงบันดาลใจและประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืม

“พี่ครับ ถ้าเราไปอยู่ดาวอังคาร แล้วเราจะหายใจยังไงหรอครับ?”

“อืม นั่นน่ะสิ พี่ก็ไม่รู้แฮะ แต่บนดาวอังคารมันเต็มไปด้วยคาร์บอนไดออกไซด์เราคิดว่าไงล่ะ?

“อ๋อพี่ งั้นเราก็เอาต้นไม้ไปปลูกสิ ต้นไม้จะได้เปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลายเป็นออกซิเจนไง”

บทสนทนานี้ของเรากับเด็กชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ที่คุ้นชินกับป่าไม้ บทสนทนานี้คือส่วนหนึ่งของของการผจญภัยที่มีค่าที่สุดในช่วงเวลาก่อนที่เราจะเดินทางมาศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

เดือนตุลาคมปี 2020 ระว่างที่เรากำลังเรียนออนไลน์จากอีกฝั่งของโลก เรารู้สึกเบื่อกับชีวิตที่วนกับการทำการบ้าน เรียน นั่งหน้าคอมทั้งวัน รวมถึงข่าวการเมืองต่าง ๆ โพสท์เกี่ยวกับปัญหาสังคมเต็มหน้าฟีด เราตั้งคำถามกับตัวเองว่านี่เรากำลังทำอะไรอยู่ และทำไปทำไม เราจะเป็นส่วนนึงที่ขับเคลื่อนความเท่าเทียมกันในสังคมได้ยังไงบ้าง

เราเลื่อนฟีดเฟซบุ๊กไปเรื่อยๆ แล้วเจอกิจกรรมอาสา เป็นพี่เลี้ยงเด็กพาเดินป่า ที่เชียงดาว จ.เชียงใหม่ มันก็กระตุกให้จำได้ว่า เรามีความสุขกับการได้พูดคุยกับเด็กๆ และคิดว่าเราน่าจะมีอะไรไปแชร์ให้น้อง ๆ ได้เยอะ ตอนนั้นเลยตัดสินใจสมัครไป น้อง ๆ มีกัน 24 คน อายุระหว่าง 7-15 ปี เป็นน้องจากบ้านเด็กกำพร้าแห่งหนึ่ง แม้เวลาจริง ๆ ของค่ายจะเป็นแค่ 2 วัน 1 คืน แต่เราตัดสินใจย้ายไปอยู่เชียงใหม่คนเดียวเพื่อใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ที่นั่น

เสียงเพรียกจากดาวอังคาร

คืนนั้นในค่าย  หลังจากเดินป่าด้วยกันก็เริ่มเข้าสู่ช่วงกลางคืน ตอนนั้นเป็นปลายเดือนตุลาคม หน้าฝนต้นหนาว ทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา เมฆเยอะจนเราไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ดูดาวกับน้อง ๆ แต่โชคดี ในค่ายเยาวชนเชียงดาว ท่ามกลางบรรยากาศของดอยหลวงเชียงดาว ในคืนนั้นฟ้าใสมาก เราวิ่งกลับห้องไปเอาของเล่นสุดที่รักซึ่งก็คือเลเซอร์ชี้ดาว จริง ๆ เราก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมเราถึงพกมันตลอดเวลา แต่มันเป็นสิ่งที่มีค่ามาก ๆ

กิจกรรมรอบกองไฟในคืนนั้น เราฟังความประทับใจในวันนั้นของพี่ ๆ น้อง ๆ จนไมค์ถูกยื่นมาถึงเรา ซ้ายมือของเรา (ทิศตะวันออก) คือดาวเคราะห์สีแดงดวงหนึ่ง ซึ่งบังเอิญเป็นช่วงที่อยู่ในตำแหน่ง Conjunction (ใกล้โลกที่สุดในรอบปี) พอดี เราเล็งเลเซอร์ไปที่ดาวสีแดงสว่างจ้าดวงนั้นแล้วพูดว่า

“น้อง ๆ นี่คือดาวเคราะห์ที่เราอยากไปกัน”

สายตาของเด็กๆ 24 คน ที่จ้องไปดาวอังคารและว้าวให้กับเลเซอร์ของเรา ก็ทำให้เราว้าวไม่ต่างกันเลย ในคืนนั้นมีดาวเคราะห์อยู่ 3 ดวง และดวงจันทร์อีกหนึ่ง เราให้น้องลองสังเกตตำแหน่งของดาวเคราะห์และลักษณะของมันว่าต่างจากดาวฤกษ์ยังไง สอนหาดาวเหนือด้วยกลุ่มดาวค้างคาว หลังจากนั้นก็เริ่มพูดถึงนิทานเกี่ยวกับดวงดาว เรื่องรัก ๆ ของสามเหลี่ยมฤดูร้อน ตำนานหนุ่มทอผ้าและสาวเลี้ยงวัว ที่ดาวเดเนบคือหงส์ที่เชื่อมเป็นสะพานให้นางฟ้าโอริฮิเมะ (ดาวเวกา) และฮิโกโบชิ (ดาวอัลแทร์) ข้ามแม่น้ำ (ทางช้างเผือก) มาเจอกัน ทุกวันที่ 7 เดือน 7 หลังจากนั้น นิทานดวงดาวก็มาจากจินตนาการของน้อง ๆ เอง

ในคืนนั้นเลเซอร์ของเรากลายเป็นดินสอสี และท้องฟ้าเป็นก็กลายเป็นผืนกระดาษขนาดใหญ่ที่อนุญาตให้เด็ก ๆ มองขึ้นไปและได้ปลดปล่อยจินตนาการให้เป็นอิสระกว่ากระดาษแผ่นใดบนโลกจะให้ได้ เรานอนลงบนสนามหญ้ากับน้องๆ และฟังเรื่องราวจากรูปวาดของน้องๆ ที่เชื่อมดาวแต่ละดวงเข้าด้วยกัน

“พี่ครับ หมากำลังตะครุบแมว” น้องคนหนึ่งกล่าว “พี่ครับ ดาวดวงนั้นเคลื่อนที่เร็วมากเลย กระพริบได้ด้วย” เรารีบหันไป “นั่นมันเครื่องบิน!” น้อง ๆ หยอกเย้ากันไปกันมาใต้แสงดาว

ระหว่างรับฟังจินตนาการของเด็ก ๆ ก็มีคำถามมากมาย “ทำไมดาวบางดวงถึงสว่างกว่าดวงอื่น” “จริง ๆ แล้วดาวเกิดขึ้นมาได้อย่างไร” หรือ “ถ้าเราไปอยู่บนดาวดวงอื่น เราจะเห็นโลกสว่างแบบนั้นมั้ย” แต่ก่อนจะตอบคำถามของเด็ก ๆ เราจะถามก่อนว่า “แล้วเราคิดว่ายังไงล่ะ” เพื่อหลีกเลี่ยงการลัดกระบวนการเรียนรู้ของน้อง ๆ

เราไม่ได้เป็นคนสอนคนเก่งนัก และเราคงสอนน้อง ๆ ไม่ได้ทุกเรื่อง เราใช้ดาราศาสตร์เป็นตัวกลางในการเรียนรู้ ไม่ใช่เพื่อให้น้อง ๆ ชอบดาราศาสตร์ แต่มันเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขา กล้าที่จะถาม กล้าที่จะจินตนาการ และกล้าที่จะพยายามหาคำตอบ อย่างอิสระ และระหว่างที่เราเองมองไปที่จักรวาลอันกว้างใหญ่ร่วมกับน้อง ๆ เราก็คิดขึ้นได้ว่า การได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่ดูจะไกล และยิ่งใหญ่ อย่างจักรวาล คงจะช่วยกระตุ้นให้ เรากล้าที่จะตั้งคำถามเกี่ยวกับทุก ๆ อย่างโดยไม่ต้องกลัวว่ามันจะใหญ่เกินตัวเราหรือเปล่า ซึ่งรวมถึงการตั้งคำถามเกี่ยวกับความอยุติธรรม
 

วันต่อมา ก่อนน้อง ๆ ขึ้นรถกลับสันทราย มีน้องคนหนึ่งเข้ามาคุยกับเราว่า เขาชอบฟิสิกส์ ชอบเวลาได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฎการณ์ต่าง ๆ เรื่องราวก็เกิดขึ้นจากที่เราได้อธิบายระหว่างเดินป่าด้วยกัน เช่นการเกิดรุ้ง วัฏจักรของน้ำ ที่เราถามน้องว่าเชื่อป่าว ว่าเดี๋ยวน้ำจากน้ำตกที่เราเดินผ่านเนี่ย จะเป็นเมฆบนนั้น แล้วเดี๋ยวมันก็จะกลับมาเป็นน้ำตกใหม่ ในตอนนั้นน้องถามเราว่าทำไมโรงเรียนสอนฟิสิกส์เป็นการคำนวณไปหมดเลย และน้องชอบดาราศาสตร์ แต่โรงเรียนไม่สอนเลย ตอนนั้นเราเลยบอกไปว่าเดี๋ยวเราจะส่งหนังสือไปให้นะ

นักบินอวกาศ

เราแอบส่อง Facebook ของพี่ ๆ ที่ดูแลบ้านกำพร้า แล้วเจอคลิปน้องคนนั้น นำหมวกกันน็อคมาจินตนาการเป็นชุดอวกาศ และอธิบายว่าตัวเองกำลังไปดาวอังคาร ตอนนั้นเลยได้รู้ว่าน้องมีความสนใจทางด้านนี้มากจริง ๆ และในจุดที่น้องอยู่คงมีโอกาสเข้าถึงน้อย เราไม่อยากปล่อยให้ความฝันของน้องจางไป เราได้รู้ว่าน้องกำลังจบ ม.3 พอดี จึงตัดสินใจช่วยสอนหนังสือให้ “นักบินอวกาศ” และแนะนำทุน พสวท. ให้ เราดีใจที่น้องสนใจ จึงเริ่มลุยไปด้วยกัน

หลังจากค่ายที่เชียงดาว เราเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปแม่แฝกสันทรายแทบทุกอาทิตย์ เพื่อสอนดาราศาสตร์พื้นฐานให้กับน้อง ๆ เช่นความสัมพันธ์ระหว่างโลก ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ที่กำหนดวันเดือนปี การเกิดปรากฎการณ์น้ำขึ้น-น้ำลง อุปราคา ระบบสุริยะ ต่าง ๆ และติววิทยาศาสตร์ทั่วไปให้เด็กชายนักบินอวกาศ เพื่อเตรียมสอบ บ้างก็ไปคนเดียว บ้างก็ชวนเพื่อน ๆ ไป และมีเพื่อนหลาย ๆ คนฝากสื่อการเรียนรู้มาให้น้อง เช่นฝากใจจากมหาสารคาม ด้วยหัวใจที่สร้างจาก 3D Printer

จนช่วงที่เกิดปรากฎการณ์ดาวพฤหัส และดาวเสาร์กำลังขยับเข้ามาใกล้กันที่สุดในรอบ 400 ปี (The Great Conjunction) เราตัดสินใจซื้อกล้องโทรทรรศน์ เพื่อให้น้อง ๆ ได้ส่อง Galilion Moons ดวงจันทร์บริวารของดาวพฤหัส และวงแหวนดาวเสาร์ รวมถึงได้ส่องวัตถุท้องฟ้าที่เราเคยมองด้วยกันอย่างใกล้ขึ้น  ทุกครั้งที่ได้เจอกัน น้อง ๆ จะมาพร้อมกับคำถามที่เหมือนตั้งใจจดไว้เพื่อรอเราตอบ
 

“พี่น้ำหวาน วันก่อนดวงจันทร์ยิ้ม แต่มีแสงตรงที่ไม่ยิ้ม มันคือจันทรุปราคาที่พี่เคยบอกไหมคะ”
“พี่น้ำหวานคะ ดาว 2 ดวงที่เราส่อง มันค่อย ๆ เข้าใกล้กันทุกคืนเลย มันจะจูบกัน!” 
“พี่น้ำหวานครับ วันก่อนพวกเราเห็นดาวตกด้วย มันมาจากไหนหรอครับ”
และเหมือนเดิม เราจะถามน้องก่อนเสมอว่า “เราคิดว่ายังไงล่ะ”

เสียดายที่คืนที่ดาวเสาร์และดาวพฤหัสใกล้กันที่สุด ฟ้าปิด จึงอดพาน้อง ๆ ดูดาวเสาร์ กับดาวพฤหัสในเฟรมเดียวกัน แต่เอาจริง ๆ แทบทุกครั้งที่เราไป มักจะเมฆหนา ทั้งที่คืนก่อนหน้าฟ้าเปิด จนน้อง ๆ แซวเราว่าเป็นตัวเรียกเมฆ คืนที่เกิด The Great Conjunction นั้นเลยเปลี่ยนจากท่องอวกาศ มาเป็นท่องโลกแทน

เราเปิดรูปที่เราเคยไปต่างประเทศให้น้อง ๆ ดูรูปสัตว์ที่ไม่มีที่ไทย รูปบ้านเมือง สภาพแวดล้อมที่ต่างไปจากไทย และภาพถ่ายทางดาราศาสตร์ที่มีอยู่ประมาณหนึ่ง เช่นสุริยุปราคาวงแหวนที่เราไปถ่ายที่สิงคโปร์ ภาพท้องฟ้ากลางคืนของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นซีกโลกใต้จึงได้เห็นกลุ่มดาวกางเขนใต้ (กลุ่มดาวประจำตัวเรา) อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าไทย ดวงจันทร์ที่เป็นกระต่ายกลับหัว การได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการผจญภัยของเรา ได้ทำให้เราย้อนคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เราได้มาจากการเดินทาง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการเติบโตของเราเอง และคงได้ทำให้น้อง ๆ ได้รู้ว่า บนโลกนี้ยังมีอะไรอีกมากมายที่รอให้น้อง ๆ ได้ไปพบเจอ

25 ธันวาคม 2020 เราติว “นักบินอวกาศ” วันสุดท้ายก่อนสอบ ทบทวนเรื่องการออกแบบการทดลองเชิงวิทยาศาสตร์ สอนฟิสิกส์เล็ก ๆ น้อย ๆ จริง ๆ เรากลัวน้องนอนดึก แต่น้องก็ยังยืนยันจะเรียนต่อ มันคงเพราะใจที่สู้ของน้องที่ทำให้เราเองไม่เคยเหนื่อยเลยที่จะแบ่งเวลาจากการเรียน เขียน Essay ยื่นมหาลัยที่สหรัฐฯ มาติวให้น้อง

ในวันสอบของ “นักบินอวกาศ” เราไปเชียร์น้องสอบที่โรงเรียนยุพราชฯ และนั่งเฝ้าน้องทั้งวันกับลูกของเจ้าของบ้านเด็กกำพร้าชื่อแบงค์ แบงค์อายุเท่ากับเรา เลยคุยกันได้ง่าย ระหว่างนั่งรอน้องสอบ แบงค์เล่าเกี่ยวกับครอบครัวของ “นักบินอวกาศ” ให้ฟัง ว่าที่ ๆ น้องมา ในวัยของน้อง คนที่นั่นมักไม่เรียนต่อ ทำงาน มีครอบครัวกันแล้ว และจริง ๆ ช่วงที่เราติวสอบให้น้อง เป็นช่วงหยุดยาว และน้องก็เกือบกลับบ้าน ซึ่งคำว่ากลับบ้านในที่นี่ ไม่ใช่แค่กลับไปหาแม่ แต่อาจคือกลับไปดำเนินชีวิตตามวิถีของที่นั่น ซึ่งคือการทำสวน และแต่ละวันก็คงต้องกังวลเรื่องที่ดินทำกิน จนน้องคงหลุดจากการศึกษาไปเลย

ระหว่างรอสอบก็คิดว่าถ้าน้องรู้สึกว่าข้อสอบยากไป จะคุยกับน้องยังไงดี น้องจะท้อจนไม่อยากเรียนต่อไปเลยรึเปล่า ด้วยความที่เราเองอยู่ในวงการแข่งขัน และบ่อยครั้งที่คนรอบตัวจะเสียใจจากผลที่เทียบความสามารถของตัวเองกับคนอื่น

ช่วงพักเที่ยงน้องมาหาเรา และสิ่งที่น้องพูดคือ “พี่ผมเห็นเด็กชื่อโรงเรียนเท่ ๆ เยอะเลย” บ้างก็ว่า “ข้อสอบมีถามว่า สามารถเอาจักรยานที่พังไปทำเป็นอะไรได้บ้าง ผมอยากเอาไปทำเป็นเครื่องออกกำลังกายอ่ะพี่” หรือ “เอ้อ ที่พี่สอนเมื่อคืนช่วยได้เยอะเลย” นักบินอวกาศเริ่มสำรวจสิ่งรอบตัว “โรงอาหารโรงเรียนยุพราชใหญ่จัง” น้องไม่แม้แต่จะแสดงท่าทีท้อแท้  หรือรู้สึกเสียใจแต่อย่างใด น้องเล่าเกี่ยวกับข้อสอบ ผู้คน และสถานที่ที่น้องได้เจอในวันนั้นอย่างสนุกสนาน “นักบินอวกาศ” ได้ทำให้เราเข้าใจว่า บางทีการใช้ชีวิตที่ไม่ต้องเอาชนะใคร ก็ทำให้เราเปิดใจกว้าง และเห็นคุณค่าในสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้มากขึ้น

สุดท้ายแล้วถึง “นักบินอวกาศ” จะสอบไม่ติดทุน แต่น้องได้เห็นโรงเรียนที่ใหญ่ขึ้น ได้รู้จักชื่อโรงเรียนเท่ ๆ ได้รู้ว่ามันยังมีโอกาสให้น้องอีกมากมาย เราไม่ได้บังคับว่าน้องจะต้องเรียนต่อ ม.ปลาย เราไม่ได้บอกว่ามันคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับน้อง แต่เราแค่ทำให้น้องได้รู้ว่าน้องมีทางเลือก และถึงแม้น้องตัดสินใจที่จะกลับไปยังที่ ๆ น้องจากมา เพื่อหาเลี้ยงครอบครัวตามวิถีเดิม เราก็ไม่ได้เสียใจกับการที่เราทุ่มเท เราเชื่อว่าจากความพยายามของเด็กคนนึงที่ไม่ได้มีต้นทุนอะไรนอกจากความเชื่อที่จะไปดาวอังคาร  ได้ทำให้น้องได้เห็นพลังในตัวเอง และไม่ว่าจากนี้น้องจะอยู่ที่จุดไหน ชุดอวกาศของน้องจะค่อย ๆ ขยับจากหมวกกันน็อคเก่า ๆ ใบหนึ่ง เป็นอะไรที่มากกว่านั้นได้แน่นอน

คืนวันสิ้นปี เราไปเค้าท์ดาวน์ที่บ้านน้อง ๆ ก่อนไปที่บ้าน ก็เดินเล่นตลาดวโรรสแล้วเจอคนขายหนังสือพิมพ์ ตอนนั้นแค่รู้สึกว่าไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์นานแล้ว เลยซื้อมา และติดไปที่บ้านน้อง ๆ ด้วย เราไปถึงก็วางไว้บนโต๊ะ 

“พี่น้ำหวานคะ อันนี้คือหอไอเฟลหรอคะ หนูขอตัดเก็บไว้ได้มั้ยคะ” น้องเปิดดูหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น แล้วมีข่าวเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในช่วงโควิดระบาด จึงขอเราเก็บภาพสถานที่เหล่านั้นไว้ การเล่าเรื่องการท่องเที่ยวของเรา ช่วยให้น้องฝันที่อยากจะไปให้ไกลขึ้นได้หน่อยแล้วสินะ

มกราคม เมื่อปี 2021 เดินทางเข้ามา หลังจากการสอนดาราศาสตร์น้อง ๆ มาซักพัก เราเริ่มจัดการเรื่องยื่นมหาวิทยาลัยเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็อยากเรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานทางด้านดาราศาสตร์ โดยเฉพาะการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ด้วยอุปกรณ์ Optical ที่สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT)

NARIT เห็นความสำคัญของการพัฒนากำลังคน เราจึงได้รับโอกาสเข้าไปเรียนรู้ จากกล้องโทรทรรศน์เล็ก ๆ ที่เราซื้อให้น้อง เป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากศึกษาด้านนี้ให้ลึกขึ้น และได้ไปดูการติดตั้งอุปกรณ์ Spectrograph กับกล้องโทรทรรศน์ 2.4 เมตร บนดอยอินทนนท์
 

ชายขอบ

เชียงใหม่ช่วงนั้นมีการรวบรวมรายชื่อเพื่อเสนอร่างกฎหมาย พรบ. สภาชนเผ่า เพื่อให้ชนเผ่าพื้นเมืองสามารถเข้าถึงสาธารณูปโภค การศึกษา ฯลฯ ด้วยความที่น้อง ๆ ต่างก็เป็นกลุ่มชาติพันธุ์  ลาหู่ ม้ง ไทยใหญ่ และจากการสัมผัสกับน้อง ๆ ก็ได้เข้าใจถึงความขาดแคลนตรงนี้ ด้วยความผูกพัน และอย่างที่บอกว่าถึงความฝันของน้อง ๆ จะคือการช่วยที่บ้านทำไร่ ทำสวน ซึ่งก็ไม่ผิด แต่น้องต้องมีสิทธิ์เลือก ที่ไม่ใช่เพราะเกิดที่นั่น จึงเลือกได้แค่นั้น และเราคิดว่า หากร่างกฎหมายนี้ผ่าน คงเป็นการช่วยที่ยั่งยืนอีกทาง 

เสาร์-อาทิตย์ ว่างจากการฝึกงาน เราเดินทางจากตัวเมืองไปสมาคมชนเผ่าพื้นเมือง เพื่อพูดคุยถึงปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ และความสำคัญของสมาคมชนเผ่าพื้นเมือง หลัก ๆ คงเป็นการที่ปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ไม่เคยถูกรับฟังอย่างจริงจัง รัฐฯ แก้ปัญหาไม่ตรงตามวิถีชีวิต หรือแม้แต่การที่คนเมืองพยายามยัดเยียดความเจริญในนิยามของตนเองให้ ฯลฯ

เดือนกุมภาพันธ์ผ่านไป เราไปช่วยน้อง ๆ ย้ายบ้านกัน เนื่องจากเจ้าของที่ที่เคยบริจาคต้องการที่คืน หลังขนของกันอย่างเหน็ดเหนื่อย เราก็ยังสนุกด้วยกิจกรรมเดิม คืนนั้นบังเอิญเห็นดาวตกกัน แน่นอน กิจกรรมคลาสสิค ปิดตาขอพรจากดาวตก 

“เราขออะไรกันบ้างเนี่ย” เราถามน้อง ๆ “ขอให้ลุงตู่ออกไปครับ” เอ้อ ชื่นใจ
“ขอให้พี่น้ำหวานไม่ไปอเมริกาได้มั้ย”
“นี่ ถึงตัวพี่จะไม่อยู่แล้ว แต่สิ่งที่พี่ได้ให้น้องไว้ คำพูด ความคิด มันจะยังอยู่นะ และนั่นแหละคือตัวตนของพี่ ไม่ใช่ร่างกาย ดวงดาวที่เรามองด้วยกันก็ยังอยู่ เราไม่ได้ไกลกันเลย”
“พี่น้ำหวานอย่าลืมถ่ายดวงจันทร์ที่เมกาฝากนะคะ”
“นี่ตา ตา แล้วก็ยิ้ม แค่รอยยิ้มก็เต็มฟ้าแล้ว” จินตนาการอันบริสุทธิ์ ได้ทำให้เราไม่เคยเบื่อเวลาที่มองดาว มันเหมือนมีหน้ายิ้มให้เราตลอดเลย

หลังจากนั้นไม่กี่วันเราได้รับข้อความจากทางทุนว่าเราจะต้องเดินทางไปอเมริกาในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้าแล้ว กะทันหันอยู่นะเนี่ย โถ่ อดพาน้องๆดูดวงจันทร์บังดาวอังคาร กลางเดือนเมษาฯ เลย เราใช้เวลาที่เหลือในเชียงใหม่ เรียนรู้เกี่ยวกับงานทางด้าน Optics และหาลู่ทางศึกษาต่อด้านนี้ ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับ พรบ. สภาชนเผ่า เพื่อรวบรวมชื่อให้ได้มากที่สุด และเราต้องไปลาน้อง ๆ แล้ว

3 มีนาคม ครั้งสุดท้ายที่เราไปหาน้องๆ พี่ ๆ Optic Lab ของ NARIT ซึ่งมีชาวฝรั่งเศสที่มาทำ Post Doc ได้เดินทางไปหาน้อง ๆ ด้วยกัน วันนั้น NARIT ใจดีให้ยืมกล้องโทรทรรศน์ด็อบโซเนียน และสื่อการเรียนรู้ดาราศาสตร์มากมาย หลังจากกินมื้อเย็นด้วยกันเสร็จแล้ว เรากับพี่ ๆ จาก NARIT ได้สอนน้อง ๆ ใช้แผนที่ดาว หลังจากที่เราสอนจากการลากบนฟ้ามานานพอควร

“เดี๋ยวพี่น้ำหวานไม่อยู่แล้ว เราจะได้ดูดาวกันเองได้ทุกคืน” พี่คนหนึ่งพูด แอบใจหายเหมือนกันนะเนี่ย

คืนนั้นเป็นอีกคืนที่ฟ้าใสแบบที่เราไม่คาดคิด เพราะช่วงกลางวันฝุ่นควันหนามาก จนคิดว่าไม่น่าจะเห็นดาว มันเลยย้อนนึกไปถึงคืนแรกที่เราได้ดูดาวกับน้อง ๆ ที่จากเมฆหนาทั้งอาทิตย์ แต่ฟ้าเปิดให้เราได้วาดเขียนกันที่เชียงดาว และคืนนี้เป็นอีกครั้งที่ฟ้าเป็นใจให้ เหมือนเป็นสัญญาณบอกว่าถึงเวลาต้องลาแล้ว จากการหาดาวเหนือด้วยกลุ่มดาวค้างคาวเมื่อเดือนตุลาคม คืนสุดท้ายนั้น เราใช้ดาวหมีใหญ่ในการหาดาวเหนือ นั่นก็คือเกือบครึ่งปีเลยล่ะที่เราใช้เวลาด้วยกัน 

พี่โบ๊ท ลูกแท้ ๆ อีกคนของเจ้าของบ้านเด็กกำพร้าบอกกับเรา ว่าตั้งแต่ที่เรามาช่วยดูแล น้อง ๆ มีความมั่นใจในตัวเองกันมากขึ้นเยอะ กล้าคิด กล้าถาม ซึ่งเราคิดว่าเกือบ 5 เดือน ที่เราได้ทุ่มเททุกอย่าง ให้กับน้อง ๆ มันประสบผลมาก ๆ ทั้งกับตัวน้อง ๆ และกับตัวเราที่ได้เห็นภาพปัญหาได้มากขึ้น ได้แรงบันดาลใจในการต่อยอดความรู้ทางด้านที่เราสนใจต่อไป

อาจพูดได้ว่า เราทำนั่นนี่เต็มไปหมด ยังไม่ได้โฟกัสกับทางใดทางหนึ่ง จนอาจยังไม่เป็นชิ้นเป็นอันนัก แต่สำหรับเรา เรายังอยากใช้ชีวิตด้วยความกระหายที่จะรู้ว่ามีอะไรให้เราได้รู้อีกบ้าง วันนึงเราคงจะแกร่งพอที่จะรวบรวมสิ่งที่เราสะสมมา แล้วทำบางอย่างให้สุดทาง

น้อง ๆ ได้รู้จักดวงดาวเพิ่มขึ้นเยอะเลยจากแผนที่ดาว จากพี่ ๆ ที่ทำงานเฉพาะทางเกี่ยวกับดาราศาสตร์ และที่พิเศษคือ น้องๆ ได้เจอกับพี่นักวิจัยชาวฝรั่งเศส (ประเทศที่ตั้งของหอไอเฟลที่น้อง ๆ เคยขอเราตัดเก็บไว้) การได้เจอต่างชาติที่มาจากประเทศที่น้อง ๆ อยากไป คงทำให้น้อง ๆ มีความมั่นใจในการที่จะฝันถึงการเดินทางไปต่างประเทศได้มากขึ้น คิด ๆ ดูแล้ว เรานี่ก็สรรหาทุกอย่างมาให้ ตามความสนใจของน้อง ๆ จริง ๆ เลยนะเนี่ย

กิจกรรมดำเนินไปเรื่อย ๆ จนเริ่มดึก ก็เข้าสู่ช่วงอำลาแล้ว น้อง ๆ กล่าวขอบคุณพี่ ๆ ที่มา เหมือนทุก ๆ ครั้ง และเป็นเราที่พูดจบ เราขอบคุณน้อง ๆ สำหรับช่วงเวลาที่ผ่านมา ได้เล่นเป็นเด็กอีกครั้ง ได้รับความรัก มิตรภาพ ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากตัวน้อง ๆ ได้แรงบันดาลใจมากมาย และข้อความสุดท้ายที่เราบอกน้องคือ

“แม้ว่าสังคมจะบอกว่าความฝันของน้องเป็นไปไม่ได้ ยังไงก็ตามแต่ พี่ขอให้น้องยังยืนหยัดจะที่จะสู้ต่อไป เชื่อมั่นในตัวเองเข้าไว้ ถ้าน้องรู้สึกว่าไม่มีใครไปกับน้อง อย่างน้อยจะมีพี่คนนึงที่ไปด้วย ไปให้ถึงดาวอังคาร แบบที่น้องๆ อยากไป ไปด้วยกันนะ”

คืนสุดท้ายแล้ว ยากหน่อยกว่าเราจะเดินทางกลับจริง ๆ ได้ เป็นการกอดลาที่รู้สึกว่ากอดเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ มันคือความรักที่บริสุทธิ์ที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เราเคยได้สัมผัสมา การจากลาครั้งนั้น มันก็แค่การจากลาเพื่อแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี แล้วรอวันกลับมาพบกันใหม่

กางเขนใต้ (Crux)

กลุ่มดาวที่เรายึดถือเป็นกลุ่มดาวประจำตัว คือ Crux โดยปกติทางซีกโลกเหนือจะใช้ดาวเหนือในการหาทิศเหนือ แต่ซีกโลกใต้ ไม่เห็นดาวเหนือ จึงใช้กลุ่มดาว Crux (กางเขนใต้) ในการหาทิศใต้แทน ซึ่งซีกโลกใต้นั้นมีประชากรแค่ประมาณ 10% ของโลก 

Crux อาจดูไม่ได้มีความสำคัญมากนักสำหรับคนหมู่มาก แต่มีความสำคัญมาก ๆ กับคนกลุ่มหนึ่ง สิ่งที่เราทำอาจไม่ได้เปลี่ยนโลก แต่เราเชื่อว่ามุมมองในการมองโลก (และจักรวาล) ของน้อง ๆ ได้เปลี่ยนไปอย่างมากแน่นอน และการได้สัมผัสถึงพลังของตัวเอง การกล้าที่จะตั้งคำถามต่ออะไรก็ตาม จะทำให้น้อง ๆ กล้าที่จะไม่ยอมถูกกดขี่ กดขี่ทางอิสรภาพด้านความคิด พวกเขาฝันที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น และจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไปในทางที่ดีขึ้น 

จบจากเชียงใหม่ เราต้องเดินทางไปยังอีกฝั่งของโลก เพื่อสั่งสมของในตัวให้มากขึ้น และหวังว่าเราเองจะเป็น Crux ให้กับใครได้อีกหลาย ๆ คน หวังว่าจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ นี้จะช่วยให้ความเท่าเทียมเกิดขึ้นในสังคมได้สักวัน และเมื่อคุณอ่านมาถึงจุดนี้แล้ว เราอยากบอกว่า คุณเองก็สามารถเป็น Crux ให้กับผู้คนต่อไปได้เช่นกันนะ

เขียนและเรียบเรียงโดย น้ำหวาน ภิรมณ กำเนิดมณี นักเรียนทุน พสวท. (ฟิสิกส์) ปริญญาตรี-ปริญญาเอก สหรัฐอเมริกา

สามารถรับชมบทสัมภาษณ์ของน้องน้ำหวาน ได้ที่ YouTube : THE STUDY TIMES
.

.


ขอบคุณที่มา: https://spaceth.co/fringe-astronomy/
 

กระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันใช้กำหนดเปิดเรียนวันที่ 17 พ.ค. 2564 ตามเดิม แต่หากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ยังไม่ดีขึ้น อาจเลื่อนเปิดวันที่ 1 มิ.ย. 2564 โดยจะพิจารณาเป็นพื้นที่ไปตามสถานการณ์

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ เรียกประชุมคณะผู้บริหาร รวมทั้ง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หารือ เพื่อประเมินสถานการณ์เปิด-ปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 2564 เบื้องต้น เห็นตรงกันจะเปิดภาคเรียนในวันที่ 17 พ.ค.2564 นี้ ตามกำหนดการเดิม เพื่อไม่ให้กระทบกับการเรียนการสอนและการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ปกครอง

จากนั้นจะประเมินสถานการณ์เป็นระยะๆ ไป หากสถานการณ์ ยังไม่ดีขึ้นจะเลื่อนเปิดเรียนเป็นวันที่ 1 มิ.ย.2564 แทน แต่จะไม่สั่งปิดพร้อมกันทั่วประเทศ

ทั้งนี้ จะพิจารณาตามพื้นที่ความเสี่ยง และจัดรูปแบบการเรียนการสอน ให้เหมาะสมกับผู้เรียน และบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยผู้เรียนเป็นคนเลือกเอง ว่าจะเรียนรูปแบบไหน เช่น ให้ครูส่งแบบฝึกหัดไปให้ทำที่บ้าน เรียนออนไลน์ ต้องไม่บังคับเด็กว่าจะเรียนแบบไหน เปิดโอกาสให้เด็กเลือกเอง

เช่นเดียวกับ การสอบเข้า ม.1 ยังใช้แผนสอบเดิมคือวันที่ 1 พ.ค.2564 ส่วนนักเรียนชั้น ม.4 สอบวันที่ 2 พ.ค.2564 ให้ดำเนินการสอบได้ตามปกติ แต่ต้องปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข โดยกำหนดให้ห้องสอบและการรายงานตัวต้องไม่เกิน 50 คน หรือใช้สถานที่ของโรงเรียนอื่นที่ใกล้เคียงเป็นสนามสอบ เพื่อกระจายนักเรียนไปไม่ให้เกิดความแออัด โดยกระทรวงศึกษาธิการจะทำแผน เสนอให้ ศบค.พิจารณาตามความเหมาะ

ส่วนกรณี การสอบบรรจุครูที่เรียกตัวมาไม่ทัน อาจส่งผลให้โรงเรียนขาดครูในบางวิชาก็ให้ใช้บัญชีของครูที่มีอยู่แล้ว และให้ใช้แนวทางโรงเรียนพี่โรงเรียนน้อง และโรงเรียนที่มีความพร้อม เข้ามาช่วยเหลือกัน หากโรงเรียนใดยังมีปัญหาอยู่ ให้แจ้งมาที่ส่วนกลางเพื่อเข้าไปสนับสนุน

สำหรับ การหารือครั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการยังได้เปิดรับฟังข้อเสนอจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานเข้ามามีส่วนร่วมตัดสินใจ

ด้าน นายเกรียงไกร จงเจริญ ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา กทม. ระบุว่า ต้องรอประเมินสถานการณ์จำนวนผู้ติดเชื้อในพื้นที่ กทม.ในช่วง 2 สัปดาห์นี้ก่อน จึงจะตัดสินใจได้ว่า จะเลื่อนเปิดเรียนหรือไม่ จากเดิมกำหนดเปิดเรียนในวันที่ 17 พ.ค.2564 โดยจะประชุมวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์กับผู้อำนวยการโรงเรียนทั้ง 437 แห่ง ประมาณต้นเดือน พ.ค.นี้ แต่จะประเมินให้สอดคล้องกับกระทรวงศึกษาธิการด้วย

อย่างไรก็ตาม หากจำเป็นต้องปิดภาคเรียนต่อไป สำนักการศึกษาได้เตรียมจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสานไว้ 4 รูปแบบ คือ

1.) การสลับชั้นมาเรียนของนักเรียนแบบสลับวันเรียน

2.) การสลับชั้นมาเรียนของนักเรียนแบบสลับวันคู่ วันคี่

3.) การสลับช่วงเวลามาเรียนของนักเรียนแบบเรียนทุกวัน

4.) การสลับกลุ่มนักเรียนแบบแบ่งนักเรียนในห้องเป็น 2 กลุ่ม

โดยแต่ละรูปแบบจะมีความเหมาะสมกับขนาดโรงเรียน และพื้นที่ที่แตกต่างกัน ควบคู่กับมาตรการด้านสาธารณสุข

นอกจากนี้ ก่อนเปิดเรียนจะให้ทางโรงเรียนประเมินความเสี่ยงของผู้ปกครองผ่านแบบคัดกรองประเมินความเสี่ยงของ กทม.หากมีความเสี่ยงก็จะขอความร่วมมือให้หยุดเรียนไปก่อน และให้ครูประจำชั้นจัดการเรียนการสอนผ่านไลน์ให้กับนักเรียนแทน

ด้าน นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้ สพฐ.เตรียมความพร้อมเรื่องการเรียนการสอนออนไลน์ เพื่อรองรับสถานการณ์ที่ยังไม่ดีขึ้น เนื่องจาก รมว.ศธ.กำชับเรื่องการเรียนการสอนออนไลน์ต้องทำให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งที่ผ่านมาเรามีทางเลือกให้เด็กเรียนอย่างหลากหลายทั้งรูปแบบ Online Onsite และ Onhand ดังนั้น ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนได้ตามความถนัด หรือ จะเลือกเรียนแบบผสมผสานก็ได้ ซึ่ง สพฐ.ต้องเตรียมความพร้อมในทุกมิติไม่ว่าสถานการณ์โควิดจะเป็นอย่างไรเด็กต้องได้เรียนอย่างเต็มที่


ที่มา: https://workpointtoday.com/school190464/

CPA (Thailand) ประกาศฉบับที่ 010/2021: วันที่ 17 เมษายน 2564 เรื่อง: ประกาศปิดทำการตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน 2564 จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

เฉพาะสำหรับผู้สอบที่เลือกรับผลคะแนนด้วยตนเองไว้ สามารถรับผลสอบด้วยตนเองในวันที่ 19 - 20 เมษายน 2564 เวลา 10.00-15.00 เท่านั้น

กรุณาเตรียมเอกสารการรับผลให้ครบถ้วน ทั้งกรณีรับผลด้วยตัวเอง และกรณีรับผลแทน โดยผู้มารับผลคะแนนจะต้องผ่านกระบวนการคัดกรองตามมาตรการฯ​ ตามขั้นตอนปกติ


ที่มา: https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10157545409866467&id=154483551466

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ ศธ 04006/ ว1245 ลงวันที่ 9 เมษายน 2564 เรื่อง การรับนักเรียน ปีการศึกษา 2564 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

แนวทางการรับสมัครและการจัดสอบคัดเลือกหรือคัดเลือกผู้สมัครเข้าศึกษาต่อ (กรณีโรงเรียนมีการจัดสอบ) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด - 19

การรับสมัคร ให้ปฏิบัติตามแนวทาง ดังนี้

1. โรงเรียนสามารถรับสมัครผ่านระบบออนไลน์ หรือทางเว็บไซต์ของทางโรงเรียน

2. กรณีรับสมัคร ณ โรงเรียน

- ผู้สมัคร ผู้ปกครอง และผู้เข้ามาในบริเวณสถานที่รับสมัครของโรงเรียนทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า

- คัดกรอง ตรวจวัดอุณหภูมิผู้สมัคร ผู้ปกครอง และผู้เข้ามาในบริเวณสถานที่รับสมัครทุกคน

- สถานที่รับสมัคร ให้คำนึงถึงหลัก Social Distancing

- จัดให้มีจุดล้างมือต้วยสบู่ แอลกอฮอล์ เจล หรือน้ำยาอื่น ๆ ที่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้

- ข้อกำหนดอื่น ๆ ตามบริบทของโรงเรียน

กรณีโรงเรียนมีการจัดสอบคัดเลือก ให้ปฏิบัติตามแนวทาง ดังนี้

1. การดำเนินการก่อนวันสอบ

1.1 ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับแนวปฏิบัติของผู้เข้าสอบและผู้ปกครองทาง Online หรือช่องทางอื่น ดังนี้

- ผู้เข้าสอบ ผู้คุมสอบ และผู้เข้ามาในบริเวณสนามสอบทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าในวันสอบ

- โรงเรียนต้องประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์ เข้าสอบ กำหนดการสอบและตารางสอบ แผนผังที่นั่งสอบแผนผังโรงเรียน (ระบุจุดรับส่ง จุดคัดกรอง จุดพักคอย อาคารสอบ ฯลฯ โดยคำนึงหลัก Social Distancing

- โรงเรียนขอความร่วมมือผู้ปกครองมาส่งและมารับผู้เข้าสอบตามกำหนดเวลาโดยไม่พักคอยหากจำเป็นต้องพักคอย ผู้ปกครองต้องผ่านการคัดกรองและพักคอย ณ จุดที่โรงเรียนกำหนด

- โรงเรียนต้องแจ้งให้ทราบว่าไม่มีบริการจำหน่ายอาหารในวันสอบ

- ข้อกำหนดอื่น ๆ ตามบริบทของโรงเรียน

1.2 ประสานโรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อดูแลส่งต่อ

1.3 จัดห้องพยาบาลสำหรับให้บริการโดยเฉพาะ ณ สถานที่จัดสอบ

2. การจัดเตรียมห้องสอบ

2.1 กรณีใช้ห้องเรียนปกติ (ขนาด 8 x 8 เมตร ให้จัดไม่เกินห้องละ 20 คน เว้นระยะห่างอย่างน้อย 1.5 เมตร และไม่ควรจัดให้สอบในห้องปรับอากาศหรือห้องที่มีสภาพอากาศปิด

2.2 กรณีใช้ห้องเรียนขนาดอื่นหรืออาคารอเนกประสงค์ เว้นระยะห่างอย่างน้อย 1.5 เมตร และไม่ควรจัดให้สอบในห้องปรับอากาศหรือห้องที่มีสภาพอากาศปิด

2.3 จัดเตรียมห้องสอบสำรอง กรณีผู้เข้าสอบอยู่ในกลุ่มเสี่ยง หรือผู้ที่มีอุณหภูมิร่างกายมากกว่า หรือเท่ากับ 37.5 C โดยไม่จัดสอบในห้องปรับอากาศหรือห้องที่มีสภาพอากาศปิด และเว้นระยะห่างไม่น้อยกว่า 2 เมตร

2.4 ให้ทำความสะอาดพื้นที่ที่นักเรียนต้องใช้ร่วมกันด้วยน้ำยาหรือแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นที่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้

3. การดำเนินการในวันสอบ

3.1 ผู้เข้าสอบ ผู้คุมสอบ และผู้เข้ามาในบริเวณสนามสอบทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า

3.2 คัดกรอง ตรวจวัดอุณหภูมิผู้เข้าสอบ ผู้คุมสอบ และผู้เข้ามาในบริเวณสนามสอบทุกคน

3.3 จัดให้มีจุดล้างมือด้วยสบู่ แอลกอฮอล์ เจล หรือน้ำยาอื่น ๆ ที่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้

3.4 ให้ผู้เข้าสอบพักคอย ยืนยันตัวตน ณ จุดที่กำหนด โดยคำนึงหลัก Social Distancing

3.5 ให้ผู้เข้าสอบทยอยขึ้นห้องสอบ เว้นระยะห่างระหว่างการเดิน โดยคำนึงหลัก Social Distancing

3.6 ดำเนินการสอบให้แล้วเสร็จภายในครึ่งวัน (เวลา 09.00 - 12.00 น.) โดยโรงเรียนกำหนดวิชาและเวลาสอบในแต่ละวิชา ตามบริบทของโรงเรียน

3.7 หากดำเนินการสอบเกินกว่าครึ่งวัน (เกินเวลา 12.00 น) โรงเรียนต้องดำเนินการให้นักเรียนเข้าสอบครั้งเดียวจนเสร็จสิ้น จึงจะสามารถออกจากห้องสอบได้ โดยโรงเรียนจะต้องบริการอาหารว่างและน้ำดื่ม ให้แก่นักเรียนทุกคนที่เข้าสอบในช่วงเวลาพักที่โรงเรียนกำหนด เพื่อลดการสัมผัสและรวมกลุ่มกันของนักเรียน

3.8 เมื่อเสร็จสิ้นการสอบ อนุญาตให้ผู้เข้าสอบออกจากห้องสอบที่ละห้องสอบ โดยต้องให้ผู้เข้าสอบแต่ละคนเว้นระยะห่างระหว่างการเดิน โดยคำนึงหลัก Social Distancing

กรณีการคัดเลือกนักเรียนความสามารถพิเศษ (ถ้ามี)

ให้โรงเรียนดำเนินการปรับใช้แนวทางกรณีโรงเรียนมีการจัดสอบคัดเลือกข้างต้น โดยคำนึงถึงหลัก Social Distancing ทั้งนี้ หากวิธีการคัดเลือกเดิมกำหนดให้ผู้เข้ารับการคัดเลือกต้องสัมผัสตัวกัน ให้ปรับเปลี่ยนวิธีการคัดเลือก โดยถือหลักการหลีกเลี่ยงการติดต่อสัมผัสระหว่างกัน

คลิกเพื่ออ่าน หนังสือด่วนที่สุด ที่ ศธ 04006/ ว1245 ลงวันที่ 9 เมษายน 2564 เรื่อง การรับนักเรียน ปีการศึกษา 2564 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

http://www.kruwandee.com/datas/file/1618647192.pdf


ขอบคุณที่มา: https://www.kruwandee.com/news-id46093.html?fbclid=IwAR3KoHPuwPsQFDj8oznS-hDU3axcQR7kIJI_Pv_Q6blvgZifvCPltsqR4Rk

บอร์ด กพฐ. เห็นชอบรวมโรงเรียน 10 โรง เลิกสถานศึกษา 3 โรง แนะสพฐ. บริหารจัดการโรงเรียนให้เหลือ 2 หมื่นโรง การจัดสรรงบฯ จะได้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ประธาน กพฐ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุม กพฐ.ได้มีมติเห็นชอบการรวมสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 10 โรง ใน 7 เขตพื้นที่การศึกษา คือ

1. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) เชียงใหม่ เขต 5 โรงเรียนบ้านกองวะ มีนักเรียนระดับชั้น ป.3-6 จำนวน 4 คน รวมกับโรงเรียนบ้านโปงทุ่ง

2. สพป.เชียงใหม่ เขต 6 โรงเรียนวัดพระบาท มีนักเรียน ป.1-6 จำนวน 29 คน รวมกับโรงเรียนบ้านเมืองกลาง

3. สพป.พิจิตร เขต 2 โรงเรียนวัดคลองข่อย มีนักเรียน ป.1-6 จำนวน 36 คน รวมกับโรงเรียนศรีประสิทธิ์วิทยา

4. สพป.เพชรบุรี เขต 1 โรงเรียนวังตะโก มีนักเรียน ป.1-6 จำนวน 12 คน รวมกับโรงเรียนวัดทองนพคุณ (เจริญราษฎร์วิทยาคาร)

5. สพป.นครสวรรค์ เขต 2 โรงเรียนบ้านทุ่งรวงทอง มีนักเรียนชั้น ป.1-3 และ ป.5 14 คน รวมกับโรงเรียนบ้านเนินใหม่

6. สพป.ลำพูน เขต 1 โรงเรียนบ้านทาปลาดุก มีนักเรียน ป.1-6 จำนวน 25 คน รวมกับโรงเรียนบ้านดอยแก้ว

7. สพป.น่าน โรงเรียนบ้านธงหลวง มีนักเรียน ป.1-6 จำนวน 20 คน รวมกับ โรงเรียนบ้านน้ำครกใหม่ โรงเรียนบ้านห้วยมอญสาขาใหม่ในฝัน มีนักเรียน ป.1-6 จำนวน 15 คน รวมกับ โรงเรียนบ้านห้วยมอญ โรงเรียนบ้านน้ำอูน มีนักเรียน ป.1-6 จำนวน 17 คน รวมกับ โรงเรียนบ้านนาคา และโรงเรียนบ้านกาใส มีนักเรียน ป.1-6 จำนวน 30 คน รวมกับโรงเรียนบ้านวังตาว

นายเอกชัย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มีมติเห็นชอบเลิกสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 3 โรง ได้แก่ โรงเรียนบ้านห้วยขี้เหล็ก สพป.เชียงราย เขต 2 โรงเรียนบ้านสระลำใย สพป.สระบุรี เขต 1 และโรงเรียนวัดบางพระ สพป.นครศรีธรรมราช เขต 3 ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามสถานการณ์อัตราการเกิดของประชากรที่ลดลง และยังสอดคล้องกับโครงการโรงเรียนคุณภาพของชุมชนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ด้วย

อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าในอนาคต เราควรที่จะบริหารจัดการโรงเรียนให้เหลือประมาณ 20,000 โรง จาก จำนวน 30,000 กว่าโรง เพื่อที่จะทำให้การบริหารจัดการงบประมาณเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่จะต้องคงมีโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล (Stand alone) ไว้


ที่มา: https://www.thaipost.net/main/detail/99659

รมว. อุดมศึกษา ลงนามในประกาศ เรื่อง มาตรการและการเฝ้าระวังการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) (ฉบับที่ 11) โดยมีสาระสำคัญคือ ให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ หยุดสอน เรียนออนไลน์แทน

นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ลงนามในประกาศ อว. เรื่อง มาตรการและการเฝ้าระวังการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) (ฉบับที่ 11)

ตามที่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมได้ประกาศมาตรการและการเฝ้าระวังการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เป็นลำดับ เพื่อเป็นแนวปฏิบัติสำหรับสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานภายในกระทรวงเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ดังกล่าว นั้น

เพื่อให้การดำเนินการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงและเป็นไปตามมาตรการที่ ศบค. ประกาศกำหนด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จึงยกเลิกประกาศกระทรวงฯ เรื่อง มาตรการและการเฝ้าระวัง การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ฉบับที่ 10 และกำหนดมาตรการและแนวทางการปฏิบัติเพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานภายในกระทรวง อว. พิจารณาดำเนินการให้สอดคล้องกับ สถานการณ์ ดังนี้

1. ให้สถาบันอุดมศึกษางดการเรียนการสอนในสถานที่ รวมทั้งการสอบ การฝึกอบรมหรือ กิจกรรมใด ๆ ที่มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมากทำให้เสี่ยงต่อการแพร่โรค โดยให้จัดการเรียนการสอนเป็นแบบออนไลน์ และปรับวิธีการวัดประเมินผลให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้การจัดการศึกษามีความต่อเนื่อง และมิให้เกิดผลกระทบต่อนิสิตนักศึกษา

2. ให้สถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานภายในกระทรวง หลีกเลี่ยงการจัดกิจกรรมที่มีคนเข้าร่วม มากกว่า 50 คน ทั้งนี้หากมีความจำเป็นต้องจัดกิจกรรมที่มีคนเข้าร่วมเป็นจำนวนมากจะต้องได้รับอนุญาตจากหัวหน้าส่วนราชการ/ผู้บริหารหน่วยงาน และให้ดำเนินการตามมาตรการควบคุมหลักในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID- 19) อย่างเคร่งครัด

3. ให้สถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานภายในกระทรวง กำหนดมาตรการในการทำงานสำหรับ บุคลากรในสังกัด โดยให้ใช้มาตรการการทำงานที่บ้าน (Work from Home) หรือปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งเพื่อลดการเดินทางและลดการสัมผัสเชื้อ โดยให้หัวหน้าส่วนราชการ/ผู้บริหารหน่วยงานพิจารณาระดับความเสี่ยงและบริบทของพื้นที่ตามที่ ศบค.ประกาศกำหนด เพื่อกำหนดสัดส่วนการทำงานที่บ้าน (Work from Home) หรือปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง หรือการสลับวันหรือการเหลื่อมเวลา การเข้าปฏิบัติงานได้ตามควาเหมาะสมของพื้นที่

4.ให้สถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานภายในกระทรวง ปรับรูปแบบวิธีการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ โดยเน้นการทำงานในรูปแบบออนไลน์ หรือจัดประชุมผ่านระบบทางไกล โดยให้หัวหน้าส่วนราชการ/ผู้บริหารหน่วยงานพิจารณาปรับระบบการบริหารจัดการและรูปแบบการประเมินผลการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ทั้งนี้อาจมีบางงานหรือกิจกรรมที่มีผู้เข้าร่วมไม่มาก เช่น งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID- 19) หรืองานวิจัยที่สำคัญ หรืองานบริการประชาชนที่จำเป็นให้อยู่ในดุลพินิจของอธิการบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการ/ผู้บริหารหน่วยงาน

5. ให้สถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานภายในกระทรวง พิจารณาดำเนินการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม หรือสถานที่ดูแลผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วย โดยประสานงานกับศูนย์ปฏิบัติการและบริหารสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID- 19 ของกระทรวง อว. (ศปก.อว.) และหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งกระทรวงมหาดไทยในพื้นที่

6. ให้โรงพยาบาลของสถาบันอุดมศึกษาปฏิบัติภารกิจด้านการให้บริการประชาชน บริการสาธารณะและการบริหารจัดการตามภาระหน้าที่ โดยให้มีมาตรการความปลอดภัยสูงสุดสำหรับบุคลากรในสังกัด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้รับบริการในทุกระดับ

7. ให้ศูนย์ประสานงานในระดับหน่วยงานเป็นกลไกในการกำกับ ติดตามและเฝ้าระวังการระบาดของเชื้อโรคดังกล่าว รวมถึงเป็นศูนย์แจ้งเหตุและทำหน้าที่ประสาน งานภายในหน่วยงานและประสานงานกับกระทรวง พร้อมทั้งเผยแพร่สื่อสารประชาสัมพันธ์ให้บุคลากรภายในหน่วยงานได้รับทราบข้อมูลที่ชัดเจนและถูกต้อง โดยให้สถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานภายในกระทรวงติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อย่างใกล้ชิด และให้ดำเนินการตามมาตรการควบคุมหลักในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ตามที่กระทรวงสาธารณสุข ศบค. และกระทรวง อว. กำหนดอย่างเคร่งครัด

กรณีมีเหตุการณ์ผิดปกติให้รายงานศูนย์ปฏิบัติการและบริหารสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของกระทรวง อว. (ศปก.อว.) ทราบโดยด่วน เพื่อร่วมกันควบคุมสถานการณ์ โดยของให้รายงานข้อมูลในระบบกลุ่มไลน์ที่กำหนด หรือประสานแจ้งข้อมูลได้ที่ ศปก.อว.โทร 02 354 5568 โทรสาร 02 354 5524-6

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2564 เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 17 เมษายน 2564


ที่มา: https://www.amarintv.com/news/detail/75611

"พงศธร จันทร์แก้ว" นักสังคมสงเคราะห์ด้านเด็กและครอบครัว นักเรียนทุนสหภาพยุโรป | Click on Clever EP.11

เพราะมีโอกาสมากกว่าคนอื่นจึงอยากจะตอบแทนสังคมด้วยบทบาทนักสังคมสงเคราะห์ เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนมองเพื่อนมนุษย์อย่างเข้าอกเข้าใจ

.

.

คติประจำใจจาก "Shai Reshef" (ผู้ก่อตั้งและประธานของมหาวิทยาลัยประชาชน)

“When you educate one person you can change a life, when you educate many you can change the world.”

“เมื่อคุณให้การศึกษากับคนหนึ่งคน คุณเปลี่ยนชีวิตได้ แต่ให้การศึกษากับคนหลายคน คุณสามารถเปลี่ยนโลกได้”


- Shai Reshef (ผู้ก่อตั้งและประธานของมหาวิทยาลัยประชาชน)

4 สาวเพื่อนซี้ ชวนมาค่าย Chinese Camp | เพื่อนซี้หนี่ห่าว EP.9

 

4 สาวเพื่อนซี้ ชวนมาค่าย Chinese Camp ค่ายภาษาจีน ที่จะฝึกทักษะภาษาจีนเน้น ๆ กิจกรรมมันส์ ๆ พร้อมพักรีสอร์ทชิล ๆ

.

.

“แพทริเซีย ธัญชนก กู๊ด” นักแสดงสาวที่ทั้งสวย มากความสามรถ และเรียนเก่งสุด ๆ ถึงงานจะรัดตัว แต่เธอยังสามารถแบ่งเวลาเรียนและทำงานได้เป็นอย่างดี จนเรียนจบตามแผน คว้าเกียรตินิยมอันอันดับ 1 มาครองได้สำเร็จ

“แพทริเซีย ธัญชนก กู๊ด” เรียนจบปริญญาตรี จากคณะนิเทศศาสตร์ สาขาวิชาการจัดการการสื่อสาร (หลักสูตรนานาชาติ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 (ปีการศึกษา 2561) ด้วยคะแนนเฉลี่ย 3.70

ถึงแม้ว่าจะต้องทำงานไปควบคู่กับการเรียน เธอก็สามารถทำทั้งสองหน้าที่ได้อย่างดีมาโดยตลอด อีกทั้งเธอได้ไปสอบ IELTS ทดสอบเกี่ยวกับความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษ ผ่านด้วยคะแนน 8 เต็ม 9


ที่มา: https://campus.campus-star.com/variety/135816.html

คติประจำใจจาก "Benjamin Franklin" (หนึ่งในบิดาผู้สร้างชาติของสหรัฐอเมริกา)

“An investment in knowledge pays the best interest.”

"การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด คือการลงทุนในความรู้”


- Benjamin Franklin (หนึ่งในบิดาผู้สร้างชาติของสหรัฐอเมริกา)

ทำความรู้จัก 5 เมืองที่น่าเรียนที่สุดในเอเชีย จัดอันดับโดย QS Best Student Cities Ranking 2019 โดยพิจารณาจากค่าครองชีพ ความพึงพอใจ การจ้างงาน และมุมมองของนักศึกษา

ทวีปเอเชียถือเป็นทวีปที่มีความหลากหลายทางอารยธรรมและวัฒนธรรมในแต่ละประเทศ ในด้านการศึกษาทวีปเอเชียก็ไม่แพ้ทางฝั่งตะวันตก หลาย ๆ เมืองมีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับจากนานาชาติ 

ทำความรู้จัก 5 เมืองที่น่าเรียนที่สุดในเอเชีย จัดอันดับโดย QS Best Student Cities Ranking 2019 โดยพิจารณาจากค่าครองชีพ ความพึงพอใจ การจ้างงาน และมุมมองของนักศึกษา

โตเกียว

QS Best Student Cities Ranking 2019 จัดให้โตเกียวเป็นเมืองที่เหมาะกับนักเรียนมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลก โตเกียวเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับโลกถึง 13 แห่ง และได้คะแนนอยู่ในระดับดีในด้านความพึงพอใจ นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในสามของศูนย์กลางทางการเงินชั้นนำของโลก (อีก 2 แห่งคือนิวยอร์กและลอนดอน)

ในด้านการสื่อสารเป็นที่ทราบกันดีว่าคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่ได้สื่อสารภาษาอังกฤษกันอย่างแพร่หลาย ทางมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จึงเปิดคอร์สเรียนภาษาญี่ปุ่นฟรีสำหรับนักศึกษาต่างชาติด้วย

กรุงโซล
.
เมืองแห่งนี้ได้รับการจัดอันดับ QS Best Student Cities Ranking 2019 ในอันดับที่ 10 ของโลก มหาวิทยาลัยทั้ง 18 แห่งในกรุงโซลต่างมีชื่อเสียงและมีจุดเด่น โดยเฉพาะ มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล (Seoul National University) มหาวิทยาลัยเกาหลี (Korea University) และมหาวิทยาลัยยอนเซ (Yonsei University)

ฮ่องกง

ด้านการศึกษา ได้รับการจัดอันดับ QS Best Student Cities Ranking 2019 ในอันดับที่ 14 ของโลก รวมถึงมีคะแนนที่สูงในหมวดการจ้างงานซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงตลาดแรงงานที่ต้องการบัณฑิตจบใหม่

มหาวิทยาลัยชั้นนำ ได้แก่ Hong Kong University of Science and Technology (HKUST), The University of Hong Kong, The Hong Kong Polytechnic University และ The Chinese University of Hong Kong (CUHK)

เกียวโต - โอซาก้า – โกเบ

ได้รับการจัดอันดับ QS Best Student Cities Ranking 2019 ในอันดับที่ 18 ของโลก
.
มหาวิทยาลัยชั้นนำในภูมิภาคนี้ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกียวโต (สถาบันที่ได้รับการจัดอันดับสูงสุดเป็นอันดับ 2 ในญี่ปุ่น) มหาวิทยาลัยโอซาก้าและมหาวิทยาลัยโกเบ

นอกจากโปรแกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยแล้ว ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนต่างชาติได้เรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น การป้องกันภัยพิบัติ อะนิเมะและมังงะ ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของประเทศญี่ปุ่นเลย

สิงคโปร์

สิงคโปร์เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดฮิตของของนักเรียนต่างชาติ เพราะมีอัตราการก่ออาชญากรรมและการว่างงานต่ำ อีกทั้งได้รับการจัดอันดับ QS Best Student Cities Ranking 2019 ในอันดับที่ 20 ของโลกและมีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง

มหาวิทยาลัยชั้นนำ ได้แก่ National University of Singapore (NUS) และ Nanyang Technological University (NTU) นอกจากนี้มหาวิทยาลัยนานาชาติหลายแห่งยังได้เปิดสอนหลักสูตรการเรียนที่มีความหลากหลาย 


ขอบคุณที่มา:

https://www.hotcourses.in.th/study-abroad-info/applying-to-university/best-students-cities-in-asia/?fbclid=IwAR3AcNbzaevebn-NZByRzvXdT2WNk2mDkHFVSBRM2BIJ-9SSMFsypabAwv0
 

ทุนการศึกษาสำหรับผู้ที่สนใจสายงาน IT เปิดรับสมัครแล้ว!! กับโครงการพัฒนาโมเดลสะเต็มศึกษาสู่โลกอาชีพ (Career Academies) รับทุนการศึกษาเต็มจำนวน อบรมหลักสูตรระยะสั้น 3 เดือน และ 6 เดือน

เป็นอีกหนึ่งทุนการศึกษาเต็มจำนวนที่น่าสนใจ จากศูนย์ภูมิภาคว่าด้วยสะเต็มศึกษาขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด รับรองว่าทั้ง 2 หลักสูตรที่เปิดสอน จะช่วยเปิดโอกาสมีงานทำในหน่วยงาน และสถานประกอบการหลังจบหลักสูตร รายละเอียดทุนเพิ่มเติมดังนี้

#1 นักพัฒนาเว็บไซต์ และ Chatbot เพื่อธุรกิจออนไลน์ หลักสูตร 3 เดือน

มูลค่าทุนการศึกษา:

– Full Scholarship ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมการศึกษาทั้งหมดตลอดหลักสูตร และได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายส่วนตัว ด้านที่พักอาศัย ค่าเดินทาง และค่าอาหาร ตลอดระยะเวลา 6 เดือน

– Academic Scholarship ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมการศึกษาทั้งหมดตลอดหลักสูตร

ระดับการศึกษา:

– สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่า เช่น ปวช. หรือ ปวส.

– หรือจะสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563

รูปแบบการอบรม: อบรมภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ วันจันทร์ – ศุกร์ วันละ 9 ชั่วโมง

ระยะเวลาอบรมตลอดหลักสูตร: 1 มิถุนายน – 31 สิงหาคม 2564

คุณสมบัติผู้สมัคร:

– มีอายุระหว่าง 18 – 25 ปีบริบูรณ์ นับถึงวันเสาร์ ที่ 31 สิงหาคม 2564

– มีสัญชาติไทย และต้องมีบัตรประจำตัวประชาชนไทย

– ไม่เป็นโรคติดต่อร้ายแรง โรคที่สังคมรังเกียจ หรือโรคที่จะเป็นอุปสรรคต่อการอบรม

– ไม่เคยหรือถูกให้ออกจากสถาบันการศึกษาใดๆ เพราะความประพฤติไม่เหมาะสม

สมัครได้ที่: https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSe66cIqFcfB6xgQbhXJH2IwVhKpgjVKT6bvNjZr_mQDq9n_Mw/viewform

ปิดรับสมัคร: 23 เมษายน 2564

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://drive.google.com/file/d/1hz6bnveGAdL7tCpB9CVj39GxwOLD7-TB/view?fbclid=IwAR3Aad7caRL7r3DetlzBis1JJgYEmd1CM4zwhnuTSD18KZS93GDL_eP8q-k

#2 นักพัฒนาซอฟท์แวร์ หลักสูตร 6 เดือน

มูลค่าทุนการศึกษา:

– Full Scholarship ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมการศึกษาทั้งหมดตลอดหลักสูตร และได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายส่วนตัว ด้านที่พักอาศัย ค่าเดินทาง และค่าอาหาร ตลอดระยะเวลา 6 เดือน

– Academic Scholarship ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมการศึกษาทั้งหมดตลอดหลักสูตร

ระดับการศึกษา:

– สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่า เช่น ปวช. หรือ ปวส.

– หรือจะสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563

รูปแบบการอบรม: อบรมภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ วันจันทร์ – ศุกร์ วันละ 9 ชั่วโมง

ระยะเวลาอบรมตลอดหลักสูตร: 1 กันยายน 2564 – 28 กุมภาพันธ์ 2565

คุณสมบัติผู้สมัคร:

– มีอายุระหว่าง 18 – 25 ปีบริบูรณ์ นับถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565

– มีสัญชาติไทย และต้องมีบัตรประจำตัวประชาชนไทย

– ไม่เป็นโรคติดต่อร้ายแรง โรคที่สังคมรังเกียจ หรือโรคที่จะเป็นอุปสรรคต่อการอบรม

– ไม่เคยหรือถูกให้ออกจากสถาบันการศึกษาใดๆ เพราะความประพฤติไม่เหมาะสม

สมัครได้ที่: https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSe66cIqFcfB6xgQbhXJH2IwVhKpgjVKT6bvNjZr_mQDq9n_Mw/viewform

ปิดรับสมัคร: 7 พฤษภาคม 2564

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://drive.google.com/file/d/1jQDJTHrIXdWWHdHgSqcI8VsJGvdHPo2U/view?fbclid=IwAR3n8cHL1IF3U5Rv1GJEh-EpCa4cqwb5NbiqAwBmPMsL0ODOLqfidVLUIic

รายละเอียดโครงการเพิ่มเติม

https://www.chevronenjoyscience.com/th/career-academies


ขอบคุณที่มา: https://www.scholarship.in.th/stem-career-academies-scholarships/

ศูนย์ดำเนินงาน PISA แห่งชาติ สสวท. เผยแพร่รายงานผลการประเมิน PISA 2018 การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ (ฉบับสมบูรณ์) ดาวน์โหลดฟรี! พร้อมตัวอย่างข้อสอบ PISA : สมรรถนะการอยู่ในสังคมโลก

การสอบ PISA เป็นการจัดทดสอบความสามารถในด้าน ‘การรู้เรื่อง’ (Competency) ของนักเรียนอายุ 15 ปีจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก จัดทดสอบโดยองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ OECD)

ข้อสอบ PISA จะประเมิน ‘การรู้เรื่อง’ ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน โดยที่ไม่ได้อ้างอิงกับเนื้อหาหรือหลักสูตรใดๆ เป็นการเฉพาะ

รายงานผลการประเมิน PISA 2018 การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ (ฉบับสมบูรณ์)

ดาวน์โหลดฟรี >> https://pisathailand.ipst.ac.th/pisa2018-fullreport/

PISA 2018 เป็นรอบการประเมินที่เน้นการอ่านเป็นการประเมินหลักครั้งที่สามถัดจาก PISA 2000 และ PISA 2009 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงผลการเรียนรู้ด้านการอ่านของนักเรียนในช่วงเวลาที่เปลี่ยนไป รายงานฉบับนี้จะเป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลการประเมิน PISA 2018 ทั้งในระดับนานาชาติและระดับประเทศ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดการศึกษาและยกระดับคุณภาพการศึกษาต่อไป

https://pisathailand.ipst.ac.th/pisa2018-fullreport/

------------------------------------

ตัวอย่างข้อสอบ PISA : สมรรถนะการอยู่ในสังคมโลก

ฝึกทำโจทย์ >> https://pisaitems.ipst.ac.th/quiz_global

ขณะนี้ทาง OECD ได้อนุญาตให้เผยแพร่ข้อสอบ "สมรรถนะการอยู่ในสังคมโลก" จำนวน 5 เรื่อง ได้แก่

1. การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล

2. เรื่องเล่าเพียงเรื่องเดียว

3. เสื้อผ้าตามหลักจริยธรรม

4. นักกีฬาโอลิมปิกผู้ลี้ภัย

5. นโยบายด้านภาษา

ข้อสอบนี้เป็นข้อสอบวัดสมรรถนะการอยู่ในสังคมโลก ซึ่งเป็นนวัตกรรมการประเมินใหม่ที่มีในรอบการประเมิน PISA 2018 โดยข้อสอบดังกล่าวได้รับอนุญาตให้เผยแพร่แล้วและเป็นลิขสิทธิ์ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ OECD)

จัดทำโดย : ศูนย์ดำเนินงาน PISA แห่งชาติ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


ที่มา:

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=3830429316993428&id=145276782175385&sfnsn=mo


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top