Saturday, 4 July 2026
POLITICS

สภาฯ เดือด!! 'สว.สรชาติ' ชำแหละนโยบายรัฐบาลฯ

ที่ประชุมรัฐสภาฯ นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดหนองบัวลำภู ได้อภิปรายคณะรัฐมนตรีที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตาม ม. 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ

​​​​​​

ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้รู้สึกดีใจที่ทางฝ่ายรัฐบาลยังพอมีเหลือนั่งฟังอยู่บ้าง ความเป็นจริงวันนี้ เพื่อนสมาชิกพูดคุยกันมาเยอะแล้ว 

แต่วันนี้จะขออนุญาตเอาสิ่งที่ซ่อนเร้นไว้ในนโยบายของท่านในหน้า 7 และหน้า 12 มาพูดคุยกับท่านโดยเฉพาะอย่างยิ่งอยากจะให้เห็นภาพว่าการกำหนดนโยบายรัฐบาลนั้นมีใน 3 ส่วน ตั้งแต่การก่อร่างนโยบาย การกำหนดนโยบาย และการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ  

นโยบายเรือธงของท่านประธาน ฝากไปยังรัฐบาลมีประเด็นสำคัญ 3 ส่วนหลักๆ ที่สุด อยากจะพูดถึงสามนโยบายหลักๆ เพื่อที่จะให้เห็นภาพนั่นคือ นโยบายแรก Digital Wallet ซึ่งซ่อนในหน้าที่ 7 ได้การกระจายอำนาจในหน้าที่ 12 ส่วนมากทั้งหมดเป็นเรื่องของการคลัง เพราะคงไม่พูดเรื่องการคลัง คงไม่ใช่เพราะทั้งหมดนี้คือการคลังเข้ามาเกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายของรัฐบาลที่เกิดขึ้นทั้งหมด ผมเห็นการกำหนดก่อร่างนโยบาย Digital Wallet เกิดขึ้นมาตั้งแต่ก่อนที่จะรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งฯ นำเสนอว่าอยากจะทำ หลายๆท่านสงสัยว่านโยบายเหล่านี้ผ่านนโยบายรัฐบาลแล้วมาหาเสียงได้อย่างไร สุดท้ายก็ผ่าน กกต. รับรองให้ก็ดีใจด้วยที่สิ่งเหล่านี้ใด้เกิดขึ้น นั่นคือสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นมาถึง ณ วันนี้ได้เกิดขึ้น 

ส่วนนโยบายเรือธงที่สอง เป็นนโยบายทางด้านเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ซึ่งบอกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจได้มากมายมหาศาลทุกอย่างลงมาที่เรื่องเศรษฐกิจทั้งหมด รวมไปถึงนโยบายเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ที่เกิดขึ้น แต่นโยบายนี้ซ่อนเร้นเอาไว้ ตอนรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ผมไม่ได้เห็นว่ารัฐบาลกล้าที่จะเอามาพูดคุยถึงเรื่องนี้มาก่อนเลยประชาชนไม่ได้รับทราบมาก่อน แต่อยู่ๆ ก็เกิดขึ้นมา ถามว่าเกิดขึ้นมา ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว ตั้งแต่สมัย ปี 2546 หรือปี 2547 

พี่น้องชาวหนองบัวลำภู เตรียมพื้นที่รองรับเอาไว้แล้วที่บนภูเขา ที่หนองบัวลำภู สร้างถนนลาดยางขึ้นไปรองรับเพราะมุ่งหวังตั้งใจว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ของเมืองไทย นั้นคงจะไม่แตกต่างจากมาเลเซีย อยู่ที่เก็นติ้งลักษณะอย่างนั้น เช่นเดียวกันวันนี้ผมเห็นกลับมาอีกครั้งหนึ่งในนโยบายเรือธงที่อยากจะทำหน้าที่ ที่ดีที่สุด 

และอีกนโยบายหนึ่งซึ่งไปซ่อนหน้า 12 ก็คือการกระจายอำนาจ การกระจายอำนาจเป็นแนวนโยบายแห่งรัฐแล้วท่านประธานไม่ใช่เป็นนโยบายที่ท่านบอกว่าท่านจะมาทำหน้าที่ตรงนี้ นโยบายแห่งรัฐตั้งแต่ปี 2540 ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ 40 แล้วมาเป็นกฎหมายเมื่อปี 2542 นั่นก็คือการกำหนดแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจ      

วันนี้ท่านมีหน้าที่อยู่ในส่วนของการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ท่านจะเสริมต่อนโยบายกระจายอำนาจอย่างไรต่างหาก ซึ่งผมเองก็ต้องขออนุญาตพูดถึงเรื่องคลังท้องถิ่น ในวันนี้ 3 ส่วน เพื่อจะได้เห็นภาพว่าการกำหนดนโยบายของท่านเป็นมาอย่างไรทั้ง 3 ส่วนนี้และจะนำไปแก้ปัญหาอย่างไรที่จะเกิดขึ้น 

นโยบายแรกนโยบาย Digital Wallet ในขณะที่รณรงค์กันนั่นพรรคการเมืองอื่นๆ เสนอแนวทางบัตรประชารัฐ ท่านก็นำเสนอตามมา แต่ก็ได้ผล เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่ท่านนำเสนอขึ้นมา ไม่เป็นไรเพราะเป็นสิ่งที่ท่านคิดเอาไว้ก่อนแล้วท่านก็มากำหนดเป็นนโยบาย แต่ในการก่อร่างนโยบายนั้น ได้กลับไปมองดูพื้นฐานของสภาพัฒน์ฯ ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือกระทรวงการคลัง หรือไม่ ว่าเป็นขบวนการในการก่อร่างก่อนที่จะกลับมาเป็นการกำหนดนโยบาย

ขบวนการก่อร่างไม่ได้เห็นด้วยตั้งแต่เริ่มต้น หลายคนสงสัยมาตลอดสุดท้ายท่านบอกว่าจะแจกเงินให้กับกลุ่มเปราะบางก่อนและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ท่านบอกตรงตรงก็ได้ว่าต้องการเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสิ่งนี้มีอยู่แล้ว 14 ล้านคน คือ สิ่งที่ถูกต้องเพราะเชื่อว่าการจดทะเบียนบัตรประชารัฐในรอบสุดท้ายเป็นการกลั่นกรองที่ดีที่สุดของประชาชนกลุ่มเปราะบางและคนที่มีรายได้เพียงพอที่อยากจะเป็น   

ส่วนการที่ท่านจะเพิ่มสวัสดิการแห่งรัฐขึ้นมากับกลุ่มอื่นท่านก็สามารถกำหนดรายได้เนื่องจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมี 14 ล้านคน เพราะเราจำกัดที่ว่ามีปริมาณที่ดินเท่าไหร่ มีรายได้เท่าไหร่ ได้ 14 ล้านคน ส่วนท่านจะขยายกรอบขึ้นมามากขึ้นท่านสามารถเพิ่มรายได้ ได้แต่ไม่เห็นด้วยกับการที่ท่านต้องไปแจกทุกท่านแล้วทุกท่านก็ไม่อยากจะเห็นเรื่องพวกนี้ที่จะเกิดขึ้น

สุดท้ายเป็นนโยบายคลังท้องถิ่นที่อยากจะเสนอ วันนี้ ท่านมีหน้าที่ทำต่อจากกฎหมายแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจซึ่งเป็นแนวนโยบายแห่งรัฐ มีรัฐธรรมนูญมีในกฎหมายแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจอยู่แล้ว ท่านเมื่อไหร่จะออกกฎหมายคลังท้องถิ่นเพื่อจะแก้เงินท้องถิ่นที่จะเกิดขึ้น 

เมื่อท่านมีโครงการขนาดใหญ่อย่างสนามบินสุวรรณภูมิ วันนี้รอบรอบสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งตอนนั้นท่านคิดว่าจะเป็นรัฐสุวรรณภูมิเกิดขึ้น ซึ่งร่างกฎหมายขึ้นมาไม่ผ่าน เงินเหล่านี้ไปตกที่รอบสุวรรณภูมิไม่รู้จะเอาไปทำปั้นวัวปั้นควายหรือสายไฟเทวดาต่างๆ เพียงพอเกินกว่าเหตุแต่ท่านมีกฎหมายว่าด้วยคลังท้องถิ่นเกิดขึ้น

โดยเฉพาะเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ เกิดขึ้น 4-5 แห่งรอบๆ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ต้องทำหน้าที่ให้ท้องถิ่นรับเงินส่วนนั้น เพราะรัฐไปลงทุนให้ ออกกฏหมายเพื่อเก็บภาษีรอบๆ ท้องถิ่น แต่ไม่ส่งรัฐบาลกลาง แต่ส่งให้กับคลังท้องถิ่นกลาง เพราะคลังท้องถิ่นกลางทำหน้าที่กระจายเงินเหล่านี้ไปให้กับท้องถิ่นที่อยู่ห่างไกลซึ่งท้องถิ่นเหล่านี้ เขาไม่มีโอกาสใช้เงิน จากการที่รัฐบาลลงทุน เขาต้องได้รับเงินจากส่วนนี้เข้าไปทำ อมก๋อย หนองบัวลำภู สุวรรณคูหา ซึ่งท่านประธานทำหน้าที่เป็นนายอำเภอมาก่อน จึงรู้ว่าเขาไม่สามารถเก็บภาษีบำรุงท้องถิ่นได้อยู่แล้ว เพราะต้องอาศัยเงินจากคลังกลางท้องถิ่น 

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมอยากจะเสนอให้ท่านประธาน ไปยังรัฐบาลให้รีบออกกฎหมายคลังท้องถิ่นเพื่อกระจายเงินเหล่านี้รองรับเมกะโปรเจกต์ ของรัฐบาลเพื่อให้กับคนที่อยู่รอบรอบนอกได้มีโอกาสได้เงินไปพัฒนาไม่ใช่มีเงินเฉพาะการไปจ่ายเงินเดือนเจ้าหน้าที่ทั้งหมด แต่เงินไปสู่การพัฒนาไม่มีเลย นั่นคือสิ่งที่ผมนายสรชาติ สุวรรณพรหม สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ฝากถึงรัฐบาลชุดนี้...

นายกฯ อิ๊งค์ 'ผ่าน' แต่อนาคตน่าห่วง รุ่นใหม่ พท. ยกระดับเบียดขยี้พรรคส้ม

มีสถานการณ์ที่เกี่ยวกับเหตุบ้าน 'การเมือง' มากมายหลายประเด็นที่อยากจะเขียนเป็นรายงานสัก 3-4 หน้ากระดาษ  แต่ด้วยพื้นที่เล็กๆ ของ 'เลียบการเมือง' ขอใช้วิธีสรุปไฮไลต์ที่อยากหมายเหตุเอาไว้โดยเฉพาะการแถลงนโยบายของรัฐบาลเมื่อ 12-13 ก.ย.ที่ผ่านมาให้เป็นที่ประจักษ์ ณ วันนี้ ดังนี้...

1) กรณีแถลงนโยบาย
- นโยบายเร่งด่วน 10 ประการของรัฐบาลไม่มีอะไร 'ว้าว' กลางสภาฯ เพราะทักษิณ ชินวัตร เปิดว้าวไปก่อนแล้วเมื่อ 22 ส.ค.67 แต่ที่น่าจับตานโยบายเร่งด่วนร้อนๆ อย่าง เอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์, พลังงาน และพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา, แลนด์บริดจ์...จะเป็นองศาเดือดทางการเมือง ทำให้รัฐบาลเอียงกะเท่เร่หรือไม่? อย่างไร?

- กรณีนโยบาย ดิจิทัล วอลเล็ต แจก 1 หมื่นบาท ได้บทสรุปว่าจะแจกเฟสแรก 14.2 ล้านคนกลุ่มเปราะบาง จากงบฯ 2567 จำนวน 1.45 แสนล้านบาทที่มีอยู่ภายในวันที่ 25 ก.ย.67 ส่วนเฟสสองคำตอบจากในสภาและนอกสภาพอจะอนุมานสรุปได้ว่า...ไม่น่าจะมี รัฐจะช่วยเหลือในรูปแบบอื่น กรณีนี้จะกลายเป็นการ 'เสียรังวัด' ครั้งสำคัญของรัฐบาลนายกฯ อิ๊งค์

- ภาพรวมการแถลงนโยบาย นายกฯ อิ๊งค์-แพทองธาร ชินวัตร สอบผ่านแบบหวุดหวิด ถ้าไม่มีเหตุต้องไปตรวจอุทกภัยภาคเหนือต้องอยู่ในสภาฯ สองวันอาจสอบตกก็เป็นได้...และน่าเสียดายที่ยังไม่ใช้เวลาสภาในวันแรกให้เป็น 'นาทีทอง' ในการโชว์กึ๋น โชว์วิสัยทัศน์แบบชัดๆ ให้ขาเชียร์ได้กรี๊ดซักกรี๊ด...การพูดถึง...วาทกรรมเกลียดชัง ฝ่ายค้านเป็นฝ่ายแค้น...นั้น ถึงที่สุดมันก็คือ 'การเมืองเรื่องวาทกรรม' เหมือนกัน...

- ซีก สส.ฝ่ายค้าน พรรคประชาชน ที่นำโดยณัฐวุฒิ เรืองปัญหาวงษ์ หน.พรรค, ศิริกัญญา ตันสกุล รองหน.พรรค อภิปรายได้ตามมาตรฐานของตัวเองและพยายามเชื้อเชิญนายกฯ อิ๊งค์ ออกมาทำยุทธหัตถี (แต่ไม่ประสบความสำเร็จ) ฝ่ายค้านอีกหลายคนก็ได้ยกระดับฝีมือของตัวเองได้อย่าง น่าจับตา เช่น ศุภโชติ ไชยสัจ (เรื่องพลังงาน), ภคมน หนุนอนันต์ (เรื่องแลนด์บริดจ์) ฯลฯ

- ขณะที่ซีกรัฐบาล ต้องยอมรับว่ารอบนี้ สส.คนรุ่นใหม่พรรค เพื่อไทย ได้ยกระดับ-ทำการบ้านมาอภิปรายได้น้ำได้เนื้อดีกว่าอภิปรายเรื่องงบประมาณฯหรือรอบอื่นๆ ไม่ว่า นิกร โสมกลาง  สส.โคราช, ขัตติยา สวัสดิผล (บัญชีรายชื่อ), รวี  เล็กอุทัย (อุตรดิตถ์), ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ (บัญชีรายชื่อ) ฯลฯ ... จากนี้ไปน่าจะได้เห็น 'รุ่นใหม่เพื่อไทย' ประชันขันแข่ง 'รุ่นใหม่พรรคส้ม' ได้แบบน่าดูชม เหลือแต่ 'รุ่นใหม่ภูมิใจไทย' ที่จะต้องรีบโชว์กึ๋นอีกหน่อย...

- ในขณะที่พรรคอื่นๆ เช่น รวมไทยสร้างชาติ บทบาทเด่น กลับไปโฟกัสอยู่ที่คนรุ่นใหม่อย่าง เอกนัฏ พร้อมพันธ์ เลขาธิการพรรค ในฐานะรมว.อุตสาหกรรม และสส.บัญชีรายชื่อ...ที่ประกาศนโยบายและปณิธานการทำงาน...

2) สงครามสองบ้าน-อนาคตอิ๊งค์...
- สรุปสั้นๆ ได้เพียงว่า กรณี 'คลิปลุง' หลุดออกมานั้น เป้าหมายหลักก็เพื่อหยุดและบดขยี้แนวรบบ้านในป่าที่เป็นเสมือนเสี้ยนหนามในรองเท้ารัฐบาลให้สิ้นซาก...เป็นสงครามบ้านจันทร์ส่องหล้า-บ้านในป่า ภาคสุดท้าย...หมัดเด็ดของบ้านในป่าคือ การใช้กฎหมายที่เรียกว่า 'นิติสงคราม'...ล่าสุดไพบูลย์ นิติตะวัน เลขาธิการพรรค พรรคพลังประชารัฐ ตอบโต้เรื่องคลิปด้วยการฟ้องเรียกค่าเสียหาย 50 ล้าน และให้ กสทช.ยุบรายการ 'เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์' ทางช่อง 9 อสมท.ของ 'หมาแก่'...

- แม้ขณะนี้จะมีเรื่องร้องเรียน กล่าวหารัฐบาล-ตัวนายกฯ และพรรคเพื่อไทยสารพัดสารพัน แต่กว่าเรื่องราวต่างๆ จะตั้งแฟ้มตั้งเรื่องว่าจะปัดตกหรือเดินหน้าต่อไป อย่างเร็วก็อีก 3-4 เดือนข้างหน้า...นายกฯ ไม่ต้องมาเสียสมาธิกับเรื่องราวเหล่านี้ เพราะมีทีมงานที่จะดำเนินการอยู่แล้ว...โจทย์ใหญ่ของนายกฯ อิ๊งค์คือ ใน 2-3 เดือนนี้ ต้องแสดงฝีมือการทำงาน-โชว์กึ๋นให้เป็นที่ประจักษ์สักเรื่องสองเรื่อง...แม้ว่ารอบนี้เข้ามาทำงานโดยไม่มีกติกา 'ทดลองงาน' หรือ Probation ก็ตาม...

- 'เล็ก เลียบด่วน' ทำโพลส่วนตัวมาแล้ว...พบว่านับจากวันถวายสัตย์ปฏิญาณตน จนถึงวันที่ 14 ก.ย.ที่เขียนต้นฉบับ...หากใช้ระบบทดลองงานโอกาสที่จะผ่านโปรฯ อยู่ที่ 50/50...ต้องฮึดและปรับกระบวนท่ามีสมาธิอีกพอประมาณ !!

งานหนัก!! ‘บิ๊กอ้วน’ แต่งตั้งโยกย้ายทหารระดับนายพล ‘บิ๊กปู-ทัพบก’ ไม่น่าพลิก ส่วน ‘บิ๊กแมว-ทัพเรือ’ รอลุ้น

ในจันทร์ที่ (16 ก.ย. 67) เวลา 10.00 น. คงเป็นทั้งฤกษ์งามยามดีและฤกษ์สะดวกที่ ‘บิ๊กอ้วน’ หรือ ‘สหายใหญ่’ - ภูมิธรรม เวชยชัย รมว.กลาโหม เจ้าของรหัสเรียกขาน ‘สนามไชย 1’ จะไปสักการะศาลหลักเมืองและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในกระทรวงกลาโหม ก่อนจะไปรับฟังบรรยายสรุป-มอบนโยบายและรับประทานอาหารกับปลัดกลาโหม ผบ.เหล่าทัพ     

แน่นอนภาพการตรวจแถวกองทหารเกียรติยศของ ‘บิ๊กอ้วน’ จะถูกโฟกัสและใครหลายคนที่ยังมีอารมณ์ค้าง ปมประเด็นความเป็น ‘สหายใหญ่’ ก็คงจะนำไปเม้าท์มอยตามประสา...ซึ่งภูมิธรรมก็คงจะทำใจปลงใจเอาไว้แล้ว คงไม่หนักใจเท่ากับการบ้านที่จะต้องทำให้บรรลุนโยบายและวัตถุประสงค์…

เฉพาะหน้า…มีโจทย์ร้อนที่ ‘สนามไชย 1’ จะต้องถอดสลักก็คือ โผทหารร้อน ๆ ที่รมว.กลาโหม คนก่อน (สุทิน คลังแสง) ประชุมคณะกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับนายพล หรือ ‘บอร์ดโยกย้าย’ 6 คน ได้เคาะเอาไว้เป็นเบื้องต้นแล้ว ซึ่งน่าสนใจก็คือในส่วนของกองทัพบก และ กองทัพเรือ…

เอาเฉพาะไฮไลต์ขอแปะโผร้อน ๆ ไว้ดังนี้ 

>>กองทัพบก
-พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ (ตท.26) เสธ.ทบ. เป็น ผบ.ทบ.
-พล.อ.ณัฐวุฒิ นาคะนคร (ตท.24) ที่ปรึกษาพิเศษทบ.เป็น รอง ผบ.ทบ.
-พล.อ.วสุ เจียมสุ (ตท.25) รองผอ.สนง.รมน.เป็น ผู้ช่วย ผบ.ทบ.
-พล.ท.ชิษณุพงศ์ รอดศิริ (ตท.26) แม่ทัพภาคที่ 1 ผู้ช่วย ผบ.ทบ.
-พล.ท.ธงชัย รอดย้อย (ตท.25) รองเสธ.ทบ.เป็น เสธ.ทบ. 
-พล.ท.อมฤต บุญสุยา (ตท.27) แม่ทัพน้อยที่ 1 เป็นแม่ทัพภาคที่ 1
-พล.ท.บุญสิน พาดกลาง (ตท.26) แม่ทัพน้อยภาคที่ 2 เป็น มทภ.2
-พล.ท.กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ (ตท.23) แม่ทัพน้อยที่ 3 เป็นแม่ทัพภาคที่ 3
-พล.ต.ไพศาล หนูสังข์  รองแม่ทัพภาคที่ 4 เป็น แม่ทัพภาคที่ 4

>>กองทัพเรือ
-พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ (ตท.23) ที่ปรึกษาพิเศษ ทร. เป็น ผบ.ทร.

สั้น ๆ ที่อยากจะขีดเส้นใต้เอาไว้ก็คือ ในส่วนของกองทัพบกแม้จะมีเบื้องลึกเบื้องหลังให้เจาะลึก โดยเฉพาะการ (จะ) ผงาดของพล.อ.พนา หรือ ‘บิ๊กปู’ นั้นสาหัสยิ่ง...และคาดว่าท่าน ‘บิ๊กอ้วน’ ไม่น่าจะกล้าปรับเปลี่ยนใด ๆ อีก

ที่อาจจะเปิดช่องให้ ‘บิ๊กอ้วน’ คิดใหม่จัดใหม่ได้ถ้าจะมีก็อาจจะเป็นกรณี ผบ.ทร.ที่ พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผบ.ทร.(ตท.23) ยืนยันว่าต้องเป็น ‘บิ๊กแมว’ พล.ร.อ.จิรพล ที่เรียนจบนอก (โรงเรียนนายเรือเยอรมันเมอร์วิค) ไม่ได้มาจาก 5 ฉลามเสือ ถือว่าแหวกม่านประเพณีและหลักนิยมเดิม ๆ ทำให้ตัวเต็งอีก 3 คนคือ พล.ร.อ.ชลทิศ นาวานุเคราะห์ ผช.ผบ.ทร. (ตท.23), พล.ร.อ.วรวุธ พฤกษารุ่งเรือง เสธ.ทร. (ตท.24) และพล.ร.อ.สุวิน แจ้งยอดสุข (ตท.25) รองผบ.ทร. ได้แต่นั่งมองหน้ากันตาปริบ ๆ และไม่กี่วันก่อนปรากฏว่าหลังโผออกได้มีใบปลิวโจมตีบิ๊กแมวทั้งเรื่องปัญหาการทำงานและเรื่องจริยธรรมส่วนตัว…

เรียกกันว่าเล่นกันแรง...สมควรที่ท่านบิ๊กอ้วนจะได้หยุดศึกทหารน้ำในขณะนี้...ไม่ว่าจะเลือกบิ๊กแมวหรือบิ๊กใดก็ตาม…เพราะปัญหาในกองทัพเรือที่จะต้องแก้นั้นมีเพียบ...!!

‘อนุทิน’ เผย!! นายกฯ ให้ผู้ว่าฯ จังหวัดขยายวงเงินช่วยเหลือน้ำท่วมได้ทันที ยัน!! ทุกฝ่ายทำงานเต็มที่ องคาพยพแห่งการช่วยเหลือมุ่งสู่พื้นที่หมดแล้ว

(13 ก.ย. 67) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ ถึง กรณีที่มีการอ้างว่าจังหวัดเชียงรายยังไม่มีการประกาศเป็นเขตภัยพิบัติทั้งที่ประสบปัญหาน้ำท่วมอย่างหนัก ว่า ได้ประกาศให้จังหวัดเชียงรายเป็นพื้นที่ภัยพิบัตินานแล้ว ยิ่งภัยพิบัติที่เกิดขึ้นหนักขนาดนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ต้องประกาศเป็นเขตภัยพิบัติอยู่แล้วเป็นสิ่งแรก ไม่ต้องห่วง ทั้งนี้ตนขอให้ทุกคนเชื่อมั่นในระบบราชการว่าไม่พลาดเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว และถ้าไม่มีการประกาศให้เป็นพื้นที่ภัยพิบัติ จะนำเงินทดลองจ่ายมาใช้ได้อย่างไร นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีได้กำชับในการประชุมเมื่อวานนี้ว่าถ้าเงินทดลองจ่ายดังกล่าวไม่เพียงพอ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถขยายวงเงินได้เลย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มวลน้ำจากภาคเหนือตอนบนดูเหมือนว่าจะมุ่งหน้าไปยังภาคอีสาน เช่นจังหวัดหนองคายและนครพนม? นายอนุทิน กล่าวว่า "เราต้องเร่งระบายให้ลงแม่น้ำโขงให้เร็วที่สุด ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่รายงานว่า น้ำที่ท่วมในจังหวัดเชียงใหม่จะต้องไหลผ่านอำเภอแม่อาย ที่กำลังเกิดปัญหาดินถล่ม ซึ่งน้ำดังกล่าวจะไหลผ่านจังหวัดเชียงราย และลงสู่แม่น้ำโขง เราจึงต้องพยายามเร่งระบายน้ำให้ลงแม่น้ำโขงให้เร็วที่สุด"

เมื่อถามว่า ขณะนี้ประเทศจีนจะมีการปล่อยน้ำลงมาในแม่น้ำโขง จะส่งผลต่อสถานการณ์น้ำท่วมในไทยหรือไม่อย่างไร? นายอนุทิน กล่าวว่า "เราก็ต้องติดตามสถานการณ์ตรงนั้น ขณะเดียวกันเราต้องแก้ไขปัญหาในส่วนของเรา"

เมื่อถามอีกว่า จะดำเนินการรับมือน้ำที่จะท่วมภาคอีสานโดยเฉพาะบริเวณตะเข็บชายแดนอย่างไร? นายอนุทิน กล่าวว่า "ตนมั่นใจว่าผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆที่อยู่ในพื้นที่สุ่มเสี่ยงว่าจะเกิดน้ำหลาก ก็ต้องมีแผนเผชิญเหตุรองรับไว้อยู่แล้ว ขณะที่กระทรวงมหาดไทยได้เตรียมความพร้อม เรื่องการส่งความช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความปลอดภัยการอพยพประชาชน รวมถึงเรื่องการจัดหาเครื่องอุปโภคบริโภคอาหารข้าวสาร และศูนย์พักพิง ซึ่งตนเห็นว่ากรณีของจังหวัดเชียงรายจะใช้เป็นโมเดลได้ดี เพราะที่นั่งประชาชนมีน้ำใจซึ่งกันและกัน มีเจ้าของโรงแรมหลายแห่งในอำเภอแม่สาย เปิดให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมเข้ามาพักพิงในโรงแรม โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งตรงนี้นายกรัฐมนตรีระบุว่าจะสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ไปจัดทำบัญชีและชดเชยให้กับโรงแรมเหล่านั้น อย่างไรก็ตามการที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายในวันนี้ ก็จะมี น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย เป็นตัวแทนกระทรวงมหาดไทยเดินทางไปกับนายกรัฐมนตรีด้วย"

ผู้สื่อข่าวถามว่า สถานการณ์ในอำเภอแม่สายจังหวัดเชียงรายกำลังจะเข้าสู่ระยะฟื้นฟู แต่พบว่าร้านค้าต่างๆ ได้รับความเสียหายอย่างมาก จำนวนเงินเยียวยาที่รัฐบาลจะจ่ายให้ จะเป็นเงินประมาณเท่าไหร่? นายอนุทิน กล่าวว่า "นายกรัฐมนตรีจะของบกลางลงไปเอง ขณะที่ของกระทรวงมหาดไทยก็จะมีทั้ง น.ส.ธีรรัตน์ ร่วมลงพื้นที่ ขณะเดียวกันก็ยังมีนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อยู่ในพื้นที่อำเภอแม่สายอยู่แล้ว ดังนั้นทุกฝ่ายก็จะเร่งหาวิธีช่วยเหลือเยียวยาอยู่แล้ว และยิ่งนายกรัฐมนตรีได้ลงไปเห็นหน้างานด้วยตัวเอง ท่านก็ต้องตัดสินใจได้ทันทีอยู่แล้ว"

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้จะต้องส่งความช่วยเหลือเพิ่มเติมอะไรเป็นพิเศษให้กับพื้นที่ภาคเหนือตอนบนหรือไม่? นายทิน กล่าวว่า "องคาพยพทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับการกู้ภัยและการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยได้ถูกนำส่งไปแล้ว ขณะที่ศูนย์ป้องกันบรรเทาสาธารณภัยในทุกพื้นที่ ก็ยังมีการสแตนด์บายพร้อมเข้าช่วยเหลือหากมีการร้องขอเข้ามา และเรื่องอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องจักรต่างๆ ถ้ามีการร้องขอเข้ามาก็พร้อมจะส่งช่วยเหลือเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน แต่เท่าที่ตนเห็นในขณะนี้คิดว่าทุกอย่างยังมีเพียงพอ โดยเฮลิคอปเตอร์ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจำนวนสองลำก็ถูกส่งไปแล้ว ได้ไปช่วยนำตัวประชาชนที่ติดอยู่ในบ้านออกมาจากพื้นที่"

เมื่อถามถึงกรณีที่มีเสียงจากประชาชนในพื้นที่บางส่วนระบุว่า ยังขาดศูนย์บัญชาการสถานการณ์ในพื้นที่ ที่ประสบภัยน้ำท่วม? นายอนุทิน กล่าวว่า "ขอยืนยันว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทำงานกันทุกคน เมื่อวานนี้ก็มีการประชุมกันอย่างที่ทุกคนได้เห็น จึงขออย่าถามคำถามแบบนี้ เพราะจะทำให้คนที่ทำงานเสียกำลังใจ วันนี้ไม่ควรมาบอกว่าใครถูกหรือใครผิด เพราะทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ อย่างในวันนี้นายกรัฐมนตรีก็รีบลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย ทั้งที่วันนี้ก็ยังมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาอยู่ แต่นายกฯ ก็ยังเดินทางไปลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ความเดือดร้อนของประชาชน"

อีกด้าน!! ความจริงที่ว่า “ทำไมไม่ค่อยเห็น ‘รมต.-สส.’ ลงน้ำท่วม?” เพราะ 'สั่งการ-ประสานทีมพื้นที่' ช่วยประชาชนไว้แล้ว

(13 ก.ย. 67) จากเฟซบุ๊ก 'KUL' โดย กุลวิชญ์ สำแดงเดช ผู้ดำเนินรายการ Ringside การเมือง ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า...

ทำไม ไม่ค่อยเห็น รมต. สส. ลงน้ำท่วม

ช่วงนี้มันเป็นการแถลงนโยบาย อันนี้ ต้องให้ความเป็นธรรม มันมีการถามตอบกันอยู่ตลอด

แล้วถามมา ก็ต้องตอบ 

คนอื่นตอบแทนไม่ได้

ดังนั้น รัฐมนตรี ใช้การสั่งการ แทนลงจริง ไปก่อน

และ สำหรับ เหล่า สส. จากที่พูดคุย ทีมงานของทุกท่าน ประจำอยู่ในพื้นที่ มีการประสานช่วยเหลือแล้ว 

เพียงแต่เป็นทีมประสานงาน ทีมเฉพาะกิจ ก็ไม่มีข่าวปรากฏ แต่ไม่ได้หมายถึงนักการเมืองทิ้งประชาชนแบบที่ มีการพยายามสื่อ

ถ้าจำกันได้ ที่ผ่านมา ช่วงน้ำท่วม ซึ่งมันไม่ติดงานแถลงนโยบาย รมต. สส. ก็ลงกันไปเยอะ 

ผมมั่นใจว่า หลังแถลงนโยบาย 

จะมีการลงพื้นที่อย่างอึกทึกครึกโครมแน่นอน

‘ไอซ์ รักชนก’ เปิดศึกน้ำลายแซะปมน้ำท่วม 'นายกฯ แพทองธาร' ชีวิตคงไม่เคยเจอความลำบาก เลยไม่เข้าใจความรู้สึกคนอื่น

(12 ก.ย. 67) นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กว่า…

“อยากรู้ว่าคนเชียงใหม่เชียงรายที่กำลังประสบภัยน้ำท่วมจนออกจากพื้นไม่ได้ ทั้งความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งอาหารและน้ำไปไม่ถึงในตอนนี้ กดดูสตอรี่บนอินสตาแกรม (ไอจี) ของนายกฯ อิ๊งค์แล้วรู้สึกยังไงบ้าง อยากให้อธิบายความรู้สึก เพราะส่วนตัวเราเชื่อว่าเค้าไม่รู้จริงๆ ว่าประชาชนรู้สึกยังไง ชีวิตคงไม่เคยเจอความลำบาก มันเลยไม่เข้าใจความรู้สึกของคนที่ต้องอยู่ในสถานการณ์แบบนี้”

“เอาจริงๆ ไม่ต้องให้พ่อมาคอยสอนตลอดก็ได้ แค่คิดให้เยอะกว่านี้หน่อย ก็คงไม่มีอารมณ์จะไม่มานั่งรีโพสต์สตอรี่อวยตัวเองในช่วงเวลาแบบนี้หรอก ใจคอคนเรานะ ประชาชนรอความช่วยเหลืออยู่เป็นแสนเป็นล้าน”

'สามารถ' แจง!! คลิปหลุด บ้านป่าฯ ไม่ใช่ของจริง ชี้!! เทคโนโลยี AI ไปไกลมาก ยกตัวอย่างใช้ AI ทำคลิปเสียง 'ลุงป้อม' ร้องเพลงข้ามกำแพง ก็มีมาแล้ว

(11 ก.ย. 67) นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่มีคลิปเสียงสนทนาคล้ายเสียงของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ หลุดออกมาเผยแพร่ว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีไปไกลมาก ทั้งในเรื่องจัดทำคลิปเสียง หรือปลอมคลิปเสียง พร้อมเปิดคลิปตัวอย่างที่มีการใช้ AI ทำคลิปเสียง พล.อ.ประวิตร ร้องเพลงข้ามกำแพงกับนาย ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 

แต่ข้อเท็จจริง พล.อ.ประวิตร ไม่ได้ไปร้องเพลง และคนก็ไม่เชื่อว่าเป็น พล.อ.ประวิตร ทั้งที่มีภาพเงารูปร่างคล้าย พล.อ.ประวิตรมาก แล้วคลิปเสียงที่หลุดออกมาจะไปเชื่อว่าเป็นเสียง พล.อ.ประวิตรจริงได้อย่างไร แต่คนที่ปล่อยคลิปมีเจตนาชัดเจนว่าต้องการให้คนเข้าใจผิด ซึ่งส่วนตัวมองว่า ไม่เป็นธรรมกับ พล.อ.ประวิตร และกระบวนการตรวจสอบมีอยู่แล้ว 

ส่วนจะเป็นการดิสเครดิต พล.อ.ประวิตรหรือไม่นั้น นายสามารถ ยอมรับว่า การดิสเครดิตทางการเมืองมีทุกวันอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่เฉพาะช่วงนี้ แต่การโจมตี ให้ร้าย ใส่ร้าย สะท้อนว่า พล.อ.ประวิตรสามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ใช่หรือไม่ จึงมีกระบวนการนี้ออกมา แต่ส่วนตัวเชื่อว่า พล.อ.ประวิตรคงจะไม่ได้ใส่ใจ เพราะไม่ใช่เรื่องจริง 

ส่วนความเป็นไปได้ที่คนอัดคลิปเสียงจะเป็นคนใกล้ชิด พล.อ.ประวิตรหรือไม่นั้น นายสามารถ กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ทราบ แต่โดยปกติ พล.อ.ประวิตรเป็นคนเปิดกว้างต้อนรับทุกคนที่ต้องการจะเข้าหาอยู่แล้ว ไม่ได้ปิดกั้นใคร แต่สิ่งที่อยากจะเน้นย้ำ คือจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคลิปเสียงนั้นเป็นของจริง 

ส่วนกรณีนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ยอมรับว่า เป็นเสียงของตัวเองจริงนั้น นายสามารถ บอกว่า ส่วนตัวไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ จึงไม่ทราบ และคงต้องไปถามนายสุทธิพงษ์เองว่า ท่านคุยเรื่องอะไร แต่ในส่วน พล.อ.ประวิตร เชื่อว่า ไม่ได้รับความเสียหายจากคลิปดังกล่าว เพราะไม่ใช่คลิปจริง จะไปถือเป็นสาระได้อย่างไร คงต้องไปพิสูจน์ก่อน ทางที่ดีต้องให้สื่อที่นำคลิปมาเปิดเผย บอกถึงกระบวนการได้มาซึ่งพยานหลักฐานเหล่านี้ได้มาจากใคร และได้มาอย่างไร 

“ส่วนตัวเชื่อว่า บ้านจันทร์ฯ น่าจะมีคลิปมากกว่า ไม่น่าจะเป็นที่บ้านป่าฯ แต่กระบวนถ้าไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ก็คงต้องมีการไต่สวนหาข้อเท็จจริงอยู่แล้ว และมองว่าประชาชนน่าจะสนใจคลิปที่บ้านจันทร์ฯ มากกว่า”

นายสามารถ กล่าวย้ำว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้มองว่า พล.อ.ประวิตรเป็นคนดี ที่ไม่ได้สกรีนอะไรเลย อย่าไปมองว่าคนรอบข้าง พล.อ.ประวิตรจะไว้ใจไม่ได้ เพราะท่านมองทุกคนเหมือนลูกเหมือนหลาน และเป็นจิตใจดีเหมือนท่าน ไม่ได้ระแวดระวังใครเลย จึงควรนับถือหัวใจ พล.อ.ประวิตร และทุกครั้งที่ พล.อ.ประวิตรโดนกระทำ รังแก ก็ไม่เคยออกมาตอบโต้ แต่อาศัยความเป็นชายชาติทหาร เป็นนักรบ เป็น ผบ.ทบ. ใช้เกียรติของท่านรับเองทั้งหมด 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้รอบตัวของ พล.อ.ประวิตร อาจจะเป็นคนที่ไว้ใจไม่ได้นั้น นายสามารถ กล่าวว่า ขอให้มองว่าท่านเป็นคนดี ไม่ได้มีการคัดกรองอะไร ท่านเป็นบุคคลที่ควรนับถือหัวใจ ทุกครั้งที่โดนกระทำก็ไม่เคยออกมาตอบโต้ ใช้ความเป็นชายชาติทหารนักรบ โดยที่ไม่ได้ออกมาบอกว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ และเป็นผู้ถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว ส่วนจะไปตรวจสอบอะไรหรือไม่ คิดว่าพล.อ.ประวิตรคงไม่ได้รู้สึก เพราะมันไม่ใช่เรื่องจริง ส่วนอนาคตถ้าเป็นคลิปเรื่องคอขาดบาดตาย ก็ขอให้ค่อยว่ากัน อย่าคาดเดาเหตุที่ยังไม่เกิด 

นายสามารถ ยังมองการลาออกของสมาชิกพรรคพลังประชารัฐว่าเหมือนกับนักฟุตบอล เพราะนักการเมืองก็เป็นอาชีพที่ไม่ใช่ว่าใครก็จะจับต้องไม่ได้ อาชีพที่มีเข้าออก ฟุตบอลเมื่อมีการเปิดฤดูกาลก็จะเห็นว่านักเตะหลายทีมไปเข้ากับทีมที่มีเงื่อนไขดีกว่า เราจึงควรเคารพการตัดสินใจ อย่างตระกูลรัตนเศรษฐ์ ที่ขอลาออกไปแบบนั้น ส่วนจะออกไปกันไปด้วยดีหรือไม่ตนไม่ทราบ แต่ไม่อยากให้มาเป็นประเด็นทางการเมือง 

ส่วนการลาออกของสมาชิกพรรคคนอื่น ๆ แม้ว่ายังจะไม่ถึงระยะเวลาเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ตนคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะพรรคจะได้เริ่มใหม่ ไม่ใช่มีแต่คนตระกูลใหญ่บ้านใหญ่ จะได้มีบุคคลใหม่ใหม่มาทำเพื่อชาติบ้านเมือง หากจะเอาแต่คนรุ่นเก่าไว้ก็จะการเมืองไม่ได้ ส่วนเหตุผลที่หลายคนลาออก เพราะไม่ชอบนายไพบูลย์ นิติตะวัน เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ นั้น นายสามารถคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว อย่าเอามาตัดสินภาพรวม ในฐานะที่ตนอยู่ในพรรคมาตั้งแต่ปี 2561 เลขาธิการพรรคก็มีมาหลายคน ส่วนตัวก็เห็นว่านายไพบูลย์มีความเหมาะสมสำหรับช่วงนี้ที่พรรคต้องการจะปรับรูปแบบการดำเนินการ และย้ำว่าต้องเคารพความคิดเห็นของทุกคน

‘พิเชษฐ์’ ฉลุย!! นั่งตำแหน่งรองประธานสภาคนที่ 1 ฟาก ‘ภราดร-ภูมิใจไทย’ ครองรองประธานสภาคนที่ 2

(11 ก.ย. 67) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม วาระเลือกตำแหน่งรองประธานสภาฯ คนที่ 1 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกุล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นผู้เสนอชื่อนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 1 เนื่องจากไม่มีผู้เสนอชื่อแข่ง จึงถือว่านายพิเชษฐ์ได้เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 1

โดยนายพิเชษฐ์ แสดงวิสัยทัศน์ว่า ตนจะปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจของรัฐสภาคือตรากฎหมาย ตรวจสอบหรือยกเลิกกฎหมาย, ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหาร, ให้ความเห็นชอบเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อประชาชน สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ปัญหาประเทศ โดยมีนโยบายดังนี้ 

1.ทำสภาฯ ให้ใกล้ชิดประชาชนมากขึ้นเพื่อให้มีการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยจัดให้รัฐสภาประจำจังหวัด ทดลองใช้อย่างน้อย 5 จังหวัด 

2.นำรัฐสภามุ่งสู่ความเป็นสมาร์ท พาลิเม็นท์ กรีน พาลิเม็นท์ ซีโร่คาร์บอน นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการบริหารองค์กรเพื่อนำไปสู่รัฐสภาดิจิทัล ปรับปรุงซ่อมแซมอาคารรัฐสภาให้สมบูรณ์หลังได้รับมอบแล้ว สร้างท่าเทียบเรือฝั่งวุฒิสภา และสส. ภายในปี 2568 ทำที่จอดรถเพิ่มอีก 3,000 คัน ให้ถูกต้องตามกฎหมายของกรุงเทพมหานคร จัดให้มีความปลอดภัยในรัฐสภา เตรียมพร้อมชุดอัคคีภัยเร็วที่สุด 

3.เป็นผู้ช่วยประธานสภาฯ ดำเนินการประชุมสภาฯ ให้เรียบร้อยมีประสิทธิภาพ เสริมสร้างศักยภาพสมาชิกให้มีความรู้ ประสบการณ์มากขึ้น เพื่อนำไปพัฒนาท้องถิ่นตัวเองให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด 

4.เป็นผู้ช่วยประธานสภาฯ นำพารัฐสภาไทยก้าวขึ้นสู่การเป็นรัฐสภาผู้นำของอาเซียนและรัฐสภาผู้นำของเอเซีย 

จากนั้นเป็นการเลือกตำแหน่งรองประธานสภาฯ คนที่ 2 โดยนายสรวงศ์ เทียนทอง สส.สระแก้ว และเลขาธิการพรรค พท. เสนอชื่อนายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย

โดยนายภราดร แสดงวิสัยทัศน์ว่า ถือเป็นเกียรติและไม่ใช่เฉพาะตัวตนแต่เป็นเกียรติของคนอ่างทอง ต้องขอขอบคุณพรรค ภท. นายอนุทิน เพื่อนสมาชิกและวิปรัฐบาล ตนใช้เวลา 17 ปีที่อยู่ที่สภาฯ นับไปนับมาแล้วเกือบจะครึ่งชีวิตที่ใช้เวลาอยู่ที่นี่ ตนทำงานอยู่ที่นี่ ตนผูกพันกับองค์กรแห่งนี้ ผูกพันกับสภาฯ จึงเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของตน เมื่อที่นี่เป็นบ้านหลังที่สอง ตนก็อยากจะเห็นบ้านหลังที่สองมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และเป็นที่เชื่อมั่น เป็นที่ศรัทธาของพี่น้องประชาชน การจะสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน ไม่ใช่เกิดขึ้นจากประธานและรองประธานทั้งสองคน แต่เกิดขึ้นจากสมาชิกสภาฯ ทั้ง 493 ชีวิตที่เหลือ อยู่ในฐานะประธานและรองประธานของสภาผู้แทน พวกเรามีหน้าที่ที่จะอำนวยความสะดวกให้กับเพื่อนสมาชิกในการที่จะแสดงศักยภาพของตัวเองให้สูงที่สุด และปฏิบัติหน้าที่เพื่อที่จะให้สมาชิกได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด 

“แม้สถานะของผมจะเหมือนกับประธานและสมาชิก คือเราเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เราปฏิเสธการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่ได้ แต่ผมให้คำมั่นสัญญาว่าผมจะไม่เป็นรองประธานสภาฯ ของพรรคภูมิใจไทย จะไม่เป็นรองประธานสภาฯ ของเพื่อนสมาชิกฝ่ายรัฐบาล แต่ผมจะเป็นรองประธานของสภาฯ แห่งนี้ของเพื่อนสมาชิกทั้ง 493 คน ผมจะทำหน้าที่ในฐานะผู้ช่วยของประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ผมจะทำหน้าที่ตามที่ประธานได้มอบหมายให้ปฏิบัติอย่างเต็มกำลังความสามารถ เต็มกำลังสติปัญญา ผมจะยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผมจะช่วยประธานในการที่จะทำให้สภาฯ แห่งนี้เป็นสภาของพี่น้องประชาชน” นายภราดร กล่าว

นายภราดร กล่าวต่อว่า เพื่อนสมาชิกหลายท่านพูดว่าสภาแห่งนี้ไม่ใช่สภาของพวกเรา แต่เป็นสภาของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งหมด พวกเราจะช่วยกันทำให้สภาแห่งนี้เป็นสภาของพี่น้องประชาชน พื้นที่ทั้งในส่วนที่เป็นอาคารสถานที่ พี่น้องประชาชนจะต้องได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นลานประชาชนหรือดำริของประธานสภาฯ ที่จะทำห้องสมุด ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่จะทำให้ประชาชนได้เข้ามาใช้ประโยชน์ 

นอกจากนั้น ในเรื่องของข้อมูลข่าวสารที่พี่น้องประชาชนก็จะต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของสภาได้เต็มที่ เต็มประสิทธิภาพมากที่สุด และสภาจะต้องเป็นสภาที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นสภาของพี่น้องประชาชน

“ผมขอย้ำกับประธานว่าผมจะไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการฉวยโอกาสสร้างประโยชน์ทางการเมืองให้กับพรรคการเมือง หรือให้กับตัวผมเอง ขอย้ำว่าผมจะไม่เป็นรองประธานสภาฯ ของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง จะไม่เป็นรองประธานสภาฯ ของฝ่ายรัฐบาล แต่ผมจะเป็นรองประธานสภาฯ ของเพื่อนสมาชิกทั้ง 493 คน จากวันนี้เป็นต้นไปจนกระทั่งวันสุดท้ายของการปฎิบัติหน้าที่ ผมไม่รู้ว่าจะทำหน้าที่ได้ดีหรือเป็นกลางในสายตาของใครได้มากน้อยแค่ไหน แต่ยืนยันกับประธานและเพื่อนสมาชิกว่าจะทำหน้าที่ดีที่สุด จะทำหน้าที่ร่วมกับประธานและเพื่อนสมาชิกทั้งหมด เพื่อที่จะสร้างศรัทธาสร้าง ความเชื่อมั่น และสร้างเกียรติยศให้กับสภาแห่งนี้ เป็นที่เชิดหน้าชูตาของพี่น้องประชาชน” นายภราดร กล่าว 

จากนั้นนายวันมูหะมัดนอร์ ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า จะรีบนำชื่อนายพิเชษฐ์และนายภราดรขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งการประชุมวันนี้ถือว่าเป็นบรรยากาศดีมาก ไม่เสียเวลาเรื่องต่าง ๆ ที่ได้ประโยชน์น้อย วันนี้เราได้ประโยชน์ล้วน ๆ จากนั้นได้กล่าวปิดประชุมในเวลา 11.39 น. เพื่อให้สส.เตรียมตัวอภิปรายแถลงนโยบายรัฐบาลในวันที่ 12-13 กันยายนนี้

‘อนุทิน’ สั่ง!! 'มท.' ทุกหน่วยฯ หนุนช่วยเหตุน้ำท่วมแม่สาย ย้ำ!! ภารกิจสูงสุด เน้นช่วยเหลือชีวิตประชาชนก่อน

(11 ก.ย.67) ‘นายอนุทิน ชาญวีรกูล’ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ได้มีข้อกำชับไปยังผู้บริหารทุกหน่วยงานเกี่ยวข้องของกระทรวงมหาดไทย ให้พร้อมเข้าสนับสนุนให้ความช่วยเหลือประชาชนที่กำลังประสบความเดือดร้อนจากน้ำท่วมหนักในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย และ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ให้ความสำคัญสูงสุดกับการเข้าช่วยเหลือชีวิตประชาชน

ทั้งนี้ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งเชียงใหม่ และเชียงราย ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินการตามแผนป้องกันสาธารณภัย ลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้ได้มากที่สุด หลังจากที่ได้รับรายงานจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ว่าขณะนี้มีฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ทั้ง 2 จังหวัด โดยเฉพาะใน อ.แม่อาย, จ.เชียงใหม่, อ.แม่สาย, อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย และทราบว่าในส่วนของ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่นั้น ได้เกิดเหตุดินสไลด์ และมีรายงานว่ามีประชาชนเสียชีวิตจากเหตุดังกล่าว 1 ราย และยังสูญหายอีก 4 ราย

"ทราบว่าขณะนี้ในพื้นที่ อ.แม่สาย มีสถานการณ์น้ำที่ค่อนข้างรุนแรง มีกรณีประชาชนติดบนหลังคาเจ้าหน้าที่ใช้เรือเข้าช่วยเหลือลำบาก ผมขอให้ส่วนงานของมหาดไทย เช่น ปภ.ที่มีอุปกรณ์เครื่องจักรที่เอื้ออำนวยพิจารณาเข้าช่วยเหลือ ประชาชนอย่างเต็มที่ จากที่ได้รับรายงาน ปภ. พร้อมเข้าช่วยเหลือแต่ต้องพิจารณาความปลอดภัยของผู้เข้าช่วยเหลือด้วย และขอกำชับให้ท่านผู้ว่าเชียงใหม่ และเชียงราย ให้ติดตามข้อมูลน้ำอย่างใกล้ชิด ในสถานการณ์ที่มีภัยพิบัติขอให้ท่านอยู่ในพื้นที่ พร้อมเป็นตัวกลางในการประสานงานกับทุกภาคส่วนเพื่อจัดการปัญหากรณีเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น ทางด้านเหตุดินสไลด์ใน อ.แม่อาย เชียงใหม่ผมขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสียจากภัยพิบัติในครั้งนี้ ขอย้ำให้พื้นที่ช่วยกันดูแลเรื่องการให้ข้อมูลข่าวสารแจ้งเตือนระวังอันตรายอย่าให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก" นายอนุทิน กล่าว 

สำหรับรายงานผลกระทบจากน้ำท่วมล่าสุด ปภ. รายงานว่าได้เกิด สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก สุโขทัย พิษณุโลก อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา มีบ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 14,328 ครัวเรือน

'สส.พรรคส้ม-แม่สาย' โพสต์สร้างความเกลียดชังเจ้าหน้าที่ ทั้งที่รู้ความยากจากกระแสน้ำแรง จนท.ต้องเตรียมการให้พร้อม

(11 ก.ย. 67) จากกรณี 'หญิง-จุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม' สส.เชียงราย พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า "น้ำท่วมแม่สายอ่วม พี่น้องติดอยู่ในอาคาร เจ้าหน้าที่พร้อมช่วย แต่รอคำสั่งจากผู้บัญชาการ จะสั่งการกี่โมง?"

ทั้ง ๆ ที่ต่อมา สส.คนดังกล่าว ก็ยังกล่าวเองว่า "การทำงานครั้งนี้ค่อนข้างยากลำบาก เนื่องจากกระแสน้ำแรง การเข้าถึงจุดต่าง ๆ ต้องถูกประเมินจากทางเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญอย่างเข้มงวด มีระบบเชือกอย่างเดียวที่สามารถทำงานได้ หลายหน่วยงานกำลังระดมกำลังและยุทโธปกรณ์เข้าพื้นที่กันอยู่"

จากโพสต์ดังกล่าวทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ในโลกโซเชียล โดยส่วนใหญ่มองว่า ทำไม สส.ไม่ลงพื้นที่เข้าไปช่วยเองเสียเลย ถ้าเจ้าหน้าที่เขารอคำสั่งไม่รู้เมื่อไหร่ สส.ของประชาชนก็ลงไปช่วยเองเลย ไม่ใช่ลงไปมองตาตอนน้ำลดแล้วบอกไปร่วมทุกข์ร่วมสุข

ด้านเพจ 'วันนี้พรรคส้มโกหกอะไร' ก็ได้โพสต์วิจารณ์เช่นกัน โดยระบุว่า...

#ทุกคนคะ สส.พรรคส้ม โพสต์ทำร้ายน้ำใจคนทำงานมาก ทุกหน่วยงานมีผู้บัญชาเหตุการณ์ในพื้นที่ที่ทำงานได้ทันที ไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง เพราะเป็นเหตุฉุกเฉิน 

เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือเขาถูกฝึกมา ต้องคำนึงถึงความปลอดภัย ต้องประเมินสถานการณ์ กระแสน้ำ การลำเลียงคน ไม่ใช่เข้าพื้นที่มั่ว

สส. พรรคส้ม แต่ละคน ยิ่งกว่าลุ้นกล่องสุ่มอีก เฮ้อ 

#น้ำท่วม #น้ำท่วมเชียงราย

‘ชัยวุฒิ’ ลั่น ‘พปชร.’ พร้อมเป็นความหวังให้คนไม่เอา 'ส้ม-แดง' ชู 3 กรอบประเด็นตรวจสอบ มั่นใจ!! ทำหน้าที่ฝ่ายค้านแบบเต็มที่

(10 ก.ย. 67) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์กับรายการ 'สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง' ทางช่องยูทูบ 'แนวหน้าออนไลน์' ในประเด็นพรรคพลังประชารัฐไม่ได้ไปต่อในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล และต้องไปเป็นฝ่ายค้าน ว่า รู้สึกสนุกขึ้น เพราะเป็นฝ่ายรัฐบาลบางครั้งก็ทำอะไรไม่ได้เต็มที่ เห็นอะไรที่ขัดใจหรือไม่ถูกต้อง คราวนี้จะได้ตรวจสอบอย่างเต็มที่ เพราะตนก็มีข้อมูลอยู่ไม่น้อย แต่ไม่มีคำว่ามือใหม่ ตนเชื่อว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทุกคนพร้อมทำหน้าที่ทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าได้คุยกับ สส. ในพรรคหรือไม่? เรื่องนี้ก็ชัดเจนอยู่แล้ว คนที่อยู่ก็คืออยู่ พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ส่วนคนที่ไม่อยากเป็นฝ่ายค้าน กลัวเสียผลประโยชน์ ถูกดูดไปก็ไปกันหมดแล้ว เหลือแต่คนที่เป็นเนื้อแท้พร้อมจะทำงาน ส่วนเรื่องการทำงานฝ่ายค้านร่วมกับพรรคประชาชน เบื้องต้นมีการคุยกัน เริ่มจากรัฐบาลแถลงนโยบายก็จะขอแบ่งเวลาอภิปราย ส่วนจะพูดประเด็นใดบ้างคงต้องหารือกัน ซึ่งหลังจากนี้ทางสภาก็คงจะมีเจ้าหน้าที่มาประสานการพูดคุยกันของวิปฝ่ายค้านต่อไป แต่ตนเข้าใจว่าขณะนี้คงรอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ผู้นำฝ่ายค้านคนใหม่กันก่อน

“ยังไม่มีการตั้งวิปฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ คือปกติเจ้าหน้าที่สภาเขาจะมานัดประชุมเรื่องเกี่ยวกับการเตรียมงานของฝ่ายค้าน เพราะอย่างวิปรัฐบาลเขามีสำนักงานเลขาธิการนายกฯ หรือ ครม. เป็นคนจัดประชุมวิปรัฐบาล แต่ขอฝ่ายค้านทางสภาจะเป็นคนจัด ณ วันนี้อาจจะยังไม่ลงตัว ยังไม่เป็นทางการเท่าไร ไม่เป็นไร ทำงานได้ไม่ต้องห่วง” นายชัยวุฒิ กล่าว

นายชัยวุฒิ กล่าวต่อไปว่า พรรคพลังประชารัฐจะเป็นฝ่ายค้านอิสระ ทำงานแยกตัวกับพรรคประชาชนหรือไม่ จริง ๆ ฝ่ายค้านคืออิสระอยู่แล้ว แต่ก็ต้องคุยกัน ต้องประสานงานการแบ่งเวลาอภิปราย การลงมติว่าจะไปในทิศทางใด ส่วนการตรวจสอบรัฐบาลในการแถลงนโยบาย ประเด็นที่จะตรวจสอบ...

1.เรื่องที่พูดแล้วไม่ได้ทำ ทั้งที่เป็นนโยบายของพรรคการเมือง หรือนโยบายที่ประชาชนคาดหวัง เช่น ราคาพลังงานที่บอกว่าค่าน้ำมันและก๊าซต้องถูกลงทำไมยังทำไม่สำเร็จ หรือดิจิทัลวอลเล็ตเหตุใดยังไม่สำเร็จเสียที เป็นต้น

2.ความพร้อมของรัฐบาล ตัวบุคคลมีความเหมาะสมสามารถทำงานได้หรือไม่ เพราะอย่างที่ทราบว่ามีปัญหาและประชาชนก็รู้อยู่ 

3.ความผิดปกติของรัฐบาล ที่มีเรื่องร้องเรียนต่าง ๆ 

ส่วนคำถามว่า จะได้เห็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็น สส.บัญชีรายชื่อของพรรค อภิปรายในสภาหรือไม่ ต้องบอกว่า พล.อ.ประวิตร ไม่ถนัดเรื่องอภิปราย แต่ถนัดเรื่องประสานงาน วางแผน หรือทำงานด้านยุทธศาสตร์มากกว่า 

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประวิตร คงไม่ต่างจากเดิม คือการสนับสนุนสมาชิกพรรคให้ทำงานได้อย่างเต็มที่ และช่วยประสานงานกิจกรรมต่าง ๆ ให้พรรคเดินไปข้างหน้า แต่ที่จะเข้มข้นขึ้นคือการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ตนก็ขอใช้คำว่าไม่ต้องเกรงใจกัน คือมีอะไรก็พูดกันตรง ๆ เลย ส่วนที่มีการพูดกันว่า การทำงานของพรรคพลังประชารัฐอยู่นอกสภาเสียเยอะ ก็ต้องยอมรับความจริงก่อนว่าจำนวน สส. ในสภามีไม่มาก คือแบ่งคนละครึ่งกับ สส. ฝ่ายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เฉลี่ยฝ่ายละ 20 คน คงไม่สามารถล้มรัฐบาลหรือเปลี่ยนแปลงอะไรได้

โดยการทำงานนอกสภา หมายถึงการที่ประชาชนหรือกลุ่มต่าง ๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล รวมถึงมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตต่าง ๆ อาจส่งข้อมูลมาที่พรรค เพราะคาดหวังให้พรรคพลังประชารัฐนำไปดำเนินการต่อให้ หากไม่มีใครดำเนินการก็จะถูกปล่อยค้างอยู่อย่างนั้น ก็ต้องมีคนนำไปดำเนินการให้ถึงที่สุด แต่คงไม่ต้องถึงกับตั้งทีมรับเรื่องร้องเรียนขึ้นมา เพราะในพรรครู้กันอยู่แล้วว่าใครทำหน้าที่นี้บ้าง

ส่วนที่มีการตั้งนายไพบูลย์ นิติตะวัน มือกฎหมายมาเป็นเลขาธิการพรรคคนล่าสุด มีคำถามว่าเป็นการส่งสัญญาณว่าจะทำอะไรหรือไม่ ก็เป็นอย่างที่คิด คือพรรคพลังประชารัฐจะมีบทบาทขับเคลื่อนเรื่องกฎหมายเยอะ อีกอย่างนายไพบูลย์ก็เป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งที่คณะกรรมการบริหารพรรคให้ความนับถือ การทำงานก็จะราบรื่นและต่อเนื่อง ตนมองว่าเป็นผลดีต่อพรรค ส่วนนายไพบูลย์จะไปผนึกกำลังกับสมาชิกพรรคอย่าง นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ หรือไม่ ก็พูดคุยกันอยู่ แต่เชื่อว่าต่างคนต่างทำหน้าที่ ไม่ถึงกับต้องมาประชุมหรือประสานกัน ใครเห็นปัญหาก็ว่าไป

โดยตนก็เป็นห่วงรัฐบาล เพราะแม้จะเป็นรัฐบาลต่อเนื่อง มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำเหมือนเดิมต่อมาจากนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ามีหลายอย่างประชาชนผิดหวังมาจากรัฐบาลชุดก่อน จึงคาดหวังว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันที่นำโดยนายกฯ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร จะทำให้ดีขึ้น แต่เท่าที่ดูก็ยังไม่เห็นอะไรที่ชัดเจนว่าจะดีขึ้น แต่ที่น่าเป็นห่วงคือปัจจุบันหนักกว่าเดิมเพราะมีเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลที่ขัดอารมณ์คน

“ทั้งการดูด สส. ไป การเอาพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งความรู้สึกของคนกลุ่มหนึ่งก็ไม่เห็นด้วยมาร่วม และที่หนักกว่านั้นก็คือปัญหาเรื่องจริยธรรม ซึ่งมันทำให้นักการเมืองหลายคนไม่สามารถดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้ แต่รัฐบาลนี้ก็ไปเลี่ยงกฎหมาย เลี่ยงรัฐธรรมนูญด้วยการใช้นอมินี ใช้ตัวแทนมาทำหน้าที่แทน ซึ่งอันนี้มันทำให้ประชาชนรู้สึกไม่ไว้วางใจ ไม่สบายใจกับสิ่งที่รัฐบาลทำ คือพอมันเริ่มต้นไม่ดี ผมว่าการเดินหน้าให้มันได้ใจประชาชนมันก็เป็นไปได้ยาก” นายชัยวุฒิ ระบุ

นายชัยวุฒิ ยังกล่าวอีกว่า ส่วนคำถามว่าพรรคพลังประชารัฐจะมีทีเด็ดอะไรหรือไม่ เพราะสังคมก็จับตาดูอยู่ ก็ต้องรอดูกันไปก่อน คงจะเป็นการตรวจสอบรัฐบาล และเป็นหลักในการรวบรวมกลุ่มต่าง ๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลมาช่วยกันทำงานเพื่อตรวจสอบรัฐบาล และแก้ปัญหาให้ประชาชน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า สีส้มกับสีแดงเคยอยู่ด้วยกันมาก่อน หรือมาจากไข่ใบเดียวกัน จึงอาจไม่ได้ค้านกันทุกเรื่อง บางเรื่องที่เห็นด้วยเหมือนกันก็ไม่ได้ค้าน แต่พรรคพลังประชารัฐไม่ได้มาจากไข่ใบเดียวกับส้มหรือแดง ชัดเจนว่าตรงข้ามกันแน่นอนเรื่องอุดมการณ์ และการทำงาน

อย่างพรรคการเมืองสีส้ม เวลาค้านก็เหมือนนักมวยเต้นฟุตเวิร์กวน ๆ แล้วออกหมัดแย็บ แต่ไม่มีหมัดน็อก อย่างเรื่องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เรื่องชั้น 14 ไม่มีการพูดถึง ในขณะที่พูดเรื่องทหารไม่ยุติธรรมบ้าง นักการเมืองเก่าไม่ดีบ้าง มันสะท้อนเรื่องการมีอยู่จริงของดีลลับระหว่างส้มกับแดง จึงต้องมีพรรคพลังประชารัฐเป็นหลักในการต่อสู้จริง ๆ ไม่มีดีลลับ ตนมองว่าเรื่องนี้เป็นความคาดหวังของประชาชนที่ไม่ไว้วางใจทั้งพรรคส้มและนายทักษิณ ซึ่งพลังนี้กำลังก่อตัวขึ้น 

“วันนี้คนมีส้ม-แดง และคนที่ไม่เอาส้มกับแดง แล้วผมเชื่อว่าส้มกับแดงเขาแตะมือกัน เพราะผมก็เคยวิเคราะห์การเมืองว่าถ้ารัฐบาลนี้มีปัญหามาก โดนร้องเรียน ไปไม่รอด เขายุบสภาปุ๊บ! เลือกตั้งรอบหน้าผมก็มีความเชื่อว่าส้มกับแดงพร้อมจะรวมกันแน่นอน ถามว่าส้มจะรวมกับพลังประชารัฐไหม? เป็นไปไม่ได้เพราะเราปกป้องสถาบันฯ จะรวมกับส้มได้อย่างไร และแดงก็ชัดเจนกับเราแล้วว่าไม่เอากัน มันก็เห็นอยู่แล้ว รัฐบาลหน้าหลังเลือกตั้งก็คือเป็นส้มกับแดงรวมกัน ซึ่งเขาก็พร้อมจะยุบสภาเพื่อรักษาความได้เปรียบทางการเมืองอย่างแน่นอน” นายชัยวุฒิ กล่าว

อุทาหรณ์!! จุดจบ 'สามนิ้ว' โดนคดี 112 ติดคุกยาวๆ ไร้คนเยี่ยมดูแล แม้แต่คนเคยปลุกปั่น วันนี้ก็เมิน

เวลาผมเขียนบทความในเรื่องที่เกี่ยวกับ 'บาปบุญคุณโทษ' ที่ใครสักคนกระทำเลว ๆ ต่อสถาบันเบื้องสูง ไม่ว่าจะด้วยตัวเอง, รับงานใครมา, ถูกหลอกใช้ หรือเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความเลวทรามอีกที เหล่านี้จะได้รับ 'กรรมสนอง' อย่างรวดเร็วและไม่ต้องรอถึงชาติหน้า มีให้เห็นมาแล้วนับไม่ถ้วน 

แต่ก็มักจะมีพวก 'ส้มสามนิ้ว' เข้ามาเยาะเย้ย ถากถาง เสียดสีผมว่าเป็น 'พวกหัวเก่า' เชื่อในสิ่งที่งมงาย ดีแต่บ้าบอยกยอว่า 'สถาบัน' นั้นศักดิ์สิทธิ์ ใครทำร้ายก็จะโดนเล่นงานให้ต้องพบวิบากกรรม

สิ่งที่ผมเขียน ผมเขียนมาจากประสบการณ์ตรงในชีวิต ผ่านการพบเห็นกับสองตามาตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา เขียนมาจากการที่มีพ่อแม่ครูอาจารย์ท่านอบรมสั่งสอน และเตือนสติไว้อย่างหนัก ๆ ว่า จะล้อเล่นกับอะไรก็ได้ แต่ 'อย่าล้อเล่นกับสถาบัน' อย่านำสถาบันไปลบหลู่ดูหมิ่น หรือคิดล้มล้างทำลาย ด้วยสถาบันเบื้องสูงไม่ใช่พระมหากษัตริย์เพียงพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง แต่คือราก คือฐาน คือหลายองค์ประกอบของผู้คนชั้นสูงในอดีต ยังรวมถึงเหล่านักรบที่รักชาติยิ่งชีพ รักและยอมตายเพื่อพระมหากษัตริย์ไทย 'แผ่นดินทอง' จึงรอดปลอดภัยจากอุ้งมือฝรั่งมาเป็น 'แผ่นดินไทย' ที่งามสง่าอย่างเช่นทุกวันนี้ 

คงมีแต่ 'คนเสียสติ' และต้องมีระดับของความอกตัญญูสูงปี๊ดชนิดที่ 'สัตว์เดรัจฉาน' ยังเรียกพี่เท่านั้น ที่นอกจากจะไม่ตอบแทน กลับคิดร้าย จ้องทำลายสิ่งที่มีส่วนสำคัญให้ 'ไทยเป็นไทย' 

แท้ที่จริง การไม่คิดปกป้องดูแล ไม่ใส่ใจไยดี อยากแค่ใช้ชีวิตทำมาหากินไปวัน ๆ ก็ยังจะดีกว่ากลุ่มคนที่ 'ชูสามนิ้ว' ที่ตั้งใจเซาะกร่อนสถาบัน จนต้องโดนคดี 112 จนนับไม่ถ้วน

เพราะความกตัญญูกตเวทีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นที่ตั้ง คนไทยรุ่นต่อรุ่น จึงส่งต่อแนวทางในการรักษาไว้ซึ่งสถาบันเบื้องสูง ให้เป็น 'ศูนย์รวมใจคนไทยทั้งชาติ' เสมือนเป็นเสาหลักของความมั่นคงที่คนไทยต้องปกปักรักษาไว้ตราบนาน เราจึงต้องมีกฎหมายเพื่อปกป้องสถาบัน ใครก็ตามที่คิดร้าย ทำลาย ก็หนีไม่พ้นต้องโดนคดี  

ดังเช่นวันนี้ กลุ่มคน 'สามนิ้ว' ที่ถูกปลุกปั่นจากพรรคการเมืองที่คิดล้มล้างการปกครอง ต้องติดคุกกันระนาว พรรคการเมืองที่อยู่เบื้องหลังตีตัวออกห่าง ปล่อยลอยแพ 'คนสามนิ้ว' ให้หมดอนาคตอยู่ในคุกโดยลำพัง 

แต่จงเชื่อเถิด ใครที่คิดร้ายต่อสถาบัน ไม่นานก็จะเกมตาม ๆ กันไป 

‘สุชาติ’ ยกย่อง ‘ภูมิธรรม’ มุ่งมั่นทำเพื่อชาติบ้านเมือง ยก!! เป็นคนดี-มีวิสัยทัศน์-เป็นผู้นำ ยินดีนั่งกลาโหม

(10 ก.ย. 67) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุผ่านแฟนเพจ ‘สุชาติ ชมกลิ่น’ เผยความประทับใจที่ได้ร่วมงานกับ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อครั้งนายภูมิธรรมดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ 

โดยระบุว่า “ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ที่ผมได้อยู่ใต้ร่มเงา ‘พี่อ้วน ภูมิธรรม’ ซึ่งเป็นเจ้ากระทรวงพาณิชย์ ผมมีเพียงความรู้สึกประทับใจในบทบาทการทำงาน ที่พี่ทำไว้เป็นแบบอย่าง เป็นต้นแบบการทุ่มเทกำลังแรงใจ เพื่อชาติเพื่อบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี ความเป็นผู้นำและวิสัยทัศน์ ทำให้พี่อ้วนเป็นเจ้ากระทรวงที่ดีมาก ๆ คนหนึ่ง และผมขอแสดงความยินดีกับการไปดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม ครับ…

‘เฮ้ง’ สุชาติ ชมกลิ่น”

'ปิยบุตร' อบรม 'พรรคส้ม' ทำการเมืองแบบโดดเดี่ยวตัวเอง หากปี 2570 ได้เสียงไม่ถึงครึ่งสภาอีก จะเป็นรัฐบาลได้อย่างไร

(10 ก.ย. 67) ขณะนี้กลุ่มชาวเน็ต ได้แชร์คลิปความเห็นทางการเมืองของ นายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตสส.บัญชีรายชื่อ อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ที่พูดในช่องสื่อออนไลน์แห่งหนึ่ง ถึงการเมืองในระบบรัฐสภา และวิพากษ์วิจารณ์พรรคก้าวไกล (ปัจจุบันชื่อพรรคประชาชน) กรณีการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งมีความยาว 2 นาที

โดยในคลิปมีเนื้อหาดังนี้ "...เราก็ต้องยอมรับ นี่ผมเตือน เดี๋ยวคนจะบอกว่าผมพูดเหมือนนางแบก ต้องยืนยันว่าระบบรัฐสภาทั่วโลก ไม่ได้หมายความว่าพรรคที่ได้ที่ 1 จะต้องเป็นรัฐบาลเสมอไป มันอยู่ที่คุณตั้งได้หรือตั้งไม่ได้ อย่างนายกฯ นิวซีแลนด์ ผมเข้าใจว่าเขาก็ไม่ได้ที่ 1 แต่เขาตั้งได้ เพราะระบบรัฐสภา คือการรวมเสียงข้างมากในสภา…

“ก้าวไกลมีความชอบธรรมสูงที่สุดในการตั้งรัฐบาลก่อน เพราะคุณได้ที่ 1 ตามธรรมเนียม แต่พอตั้งไม่ได้ หาไม่ได้ แล้วอีกข้างหนึ่งหาได้ แม้จะมี สว.พิเรนทร์โผล่มาด้วย ก็ว่ากันไป แต่สุดท้ายก็ต้องเข้าสู่ระบบรัฐสภา ต้องยึดว่า พรรคที่ได้ที่ 1 อาจจะไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ได้ ถ้าคุณรวมเสียงไม่ได้…

“ดังนั้น เวลาเราบอกว่า ก้าวไกลชนะแล้วไม่ได้เป็นรัฐบาล ก็มันรวมไม่ได้ แม้จะมีรัฐธรรมนูญที่พิการ เพราะมี สว. แต่ก็เหมือนกัน ผมพูดถึงการเลือกตั้ง 2570 ที่ไม่มี สว. มาโหวตนายกฯ แล้ว เกิดวันนั้นก้าวไกล (ปัจจุบันชื่อพรรคประชาชน) ได้ 200 กว่า แล้วคุณตั้งไม่ได้อีกจะทำยังไง…

“คุณมั่นใจได้ยังไงว่าครั้งหน้าคุณจะเกิน 250 ถ้ามันไม่ถึง คุณจะเดินการเมืองเพื่อมัดตัวเองตั้งแต่วันนี้ทำไม พูดในมุมของคนที่ชอบการปฏิวัติ ไม่ชอบระบบพ่อปกครองลูกในระบบรัฐสภา แต่ชวนให้คิดว่า ถ้าคุณอยากเป็นรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญแบบนี้ โครงสร้างแบบนี้ ที่คุณยังไปไม่ถึงครึ่งหนึ่ง คุณจะทำยังไง…

“ถ้าคุณล่อตั้งแต่วันนี้ ผมนึกไม่ออกเลยว่างวดหน้าจะเป็นยังไง จะคุยกับใครได้ มันคือเล่นการเมืองแบบโดดเดี่ยวตัวเองออกมา ถ้าคุณเล่นแบบนี้ คุณต้องเลิกคิดเรื่องนี้แล้ว พูดง่าย ๆ คุณเป็นรบทุกสนาม เพื่อการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ แต่ถ้ายังเชื่อว่า 2570 กำลังยังไม่พอ เราได้แค่นี้ ต้องคิดอีกมุมหนึ่ง ถ้าอยากเป็นรัฐบาล"

10 นโยบายเร่งด่วน ‘รัฐบาลแพทองธาร’ ทำทันที พบ!! ‘SPR’ ของ ‘พีระพันธุ์’ ถูกบรรจุวาระเร่งด่วน

(9 ก.ย. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 12-13 กันยายน 2567 รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะนำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นที่เรียบร้อย แถลงนโยบายคณะรัฐมนตรีต่อที่ประชุมรัฐสภา โดยมีการเปิดเผยนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลจะดำเนินการทันที ซึ่งมีการเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์รัฐสภา ดังนี้…

นโยบายที่ 1 รัฐบาลจะผลักดันให้เกิดการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อบ้านและรถ ช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ ภายใต้ปรัชญาที่จะไม่ขัดต่อวินัยทางการเงินและไม่ทำให้เกิดภาวะภัยทางจริยธรรม (Moral Hazard) ของผู้มีภาระหนี้สิน ควบคู่กับการเพิ่มความรู้ทางการเงินและส่งเสริมการออมในรูปแบบใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไทย โดยจะดำเนินนโยบายผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ธนาคารพาณิชย์ และบริษัทบริหารสินทรัพย์

นโยบายที่ 2 รัฐบาลจะดูแลและส่งเสริมพร้อมกับปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะ SMEs จากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมของคู่แข่งทางการค้าต่างชาติ โดยเฉพาะผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และการแก้ไขปัญหาหนี้ของ SMEs เช่น การพักหนี้ การจัดทำ Matching Fund ซึ่งเป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างรัฐบาลและเอกชน เพื่อประคับประคองให้กลับมาเป็นกลไกที่แข็งแรงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 

นโยบายที่ 3 รัฐบาลจะเร่งออกมาตรการเพื่อลดราคาค่าพลังงานและสาธารณูปโภค ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ควบคู่กับการเร่งรัดจัดทำปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อกำหนดเกี่ยวกับการทำสัญญาซื้อขายพลังงานได้โดยตรง (Direct PPA) รวมทั้งการพัฒนาระบบสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ของประเทศ (Strategic Petroleum Reserve: SPR) สำรวจหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติม และการเจรจาประเด็นพื้นที่ทับซ้อนกับกัมพูชา (OCA) เพื่อลดต้นทุนด้านพลังงาน พร้อมทั้งผลักดันการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ (Mass Transit) และการกำหนดโครงสร้างอัตราค่าโดยสารร่วมในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับนโยบาย ‘ค่าโดยสารราคาเดียว’ ตลอดสาย เพื่อลดภาระค่าเดินทาง

นโยบายที่ 4 รัฐบาลจะสร้างรายได้ใหม่ของรัฐด้วยการนำเศรษฐกิจนอกระบบภาษี (Informal Economy) และเศรษฐกิจใต้ดิน (Underground Economy) เข้าสู่ระบบภาษี ที่คาดว่าจะมีมูลค่าสูงกว่าร้อยละ 50 ของ GDP เพื่อนำไปจัดสรรสวัสดิการด้านการศึกษา สาธารณสุข และสาธารณูปโภค รวมทั้งอุดหนุนค่าใช้จ่ายขั้นพื้นฐานของประชาชน พร้อมทั้งจะปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัย สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

นโยบายที่ 5 รัฐบาลจะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย ควบคู่กับการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก และผลักดันโครงการดิจิทัลวอลเล็ต (Digital Wallet) ซึ่งจะเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัล และพัฒนาศูนย์ข้อมูลภาครัฐ ที่มุ่งการพัฒนานโยบายที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน พร้อมเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชน และการประกอบอาชีพ

นโยบายที่ 6 รัฐบาลจะยกระดับการทำเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรทันสมัย โดยใช้แนวคิด ‘ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้’ นำเทคโนโลยีด้านการเกษตร (Agri-Tech) เช่น เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) และเทคโนโลยีด้านอาหาร (Food Tech) มาใช้พัฒนาอาชีพด้านการเกษตร ประมง ปศุสัตว์ และอาชีพที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงการคว้าโอกาสในตลาดใหม่ ๆ รวมทั้งอาหารฮาลาล และฟื้นนโยบาย ‘ครัวไทยสู่ครัวโลก’ ซึ่งเป็นจุดเด่นของประเทศไทยเพื่อตอบสนองความต้องการของโลกด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และเร่งเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและราคาพืชผลการเกษตร รวมทั้งเพื่อยกระดับรายได้ของเกษตรก

นโยบายที่ 7 รัฐบาลจะเร่งส่งเสริมการท่องเที่ยว ด้วยการสานต่อความสำเร็จในการปรับโครงสร้างการตรวจลงตราทั้งหมดของประเทศเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ขอวีซ่า เช่น กลุ่มผู้เข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติ (MICE) และกลุ่มชาวต่างชาติที่ทำงานทางไกล (Digital Nomad) ซึ่งสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวถึง 1.892 ล้านล้านบาท ในปี 2566 โดยส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เพิ่มแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-made Destinations) เช่น สวนน้ำ สวนสนุก ศูนย์การค้า สถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) นำคอนเสิร์ต เทศกาล และการแข่งขันกีฬาระดับโลกมาจัดในประเทศไทย รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองน่าเที่ยว เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและเม็ดเงินมหาศาลที่จะกระจายลงสู่ผู้ประกอบการภายในประเทศได้อย่างรวดเร็ว 

นโยบายที่ 8 รัฐบาลจะแก้ปัญหายาเสพติดอย่างเด็ดขาดและครบวงจร เริ่มตั้งแต่การตัดต้นตอการผลิตและจำหน่ายด้วยการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน การสกัดกั้น ควบคุมการลักลอบนำเข้าและตัดเส้นทางการลำเลียงยาเสพติด การปราบปรามและการยึดทรัพย์ผู้ค้าอย่างเด็ดขาด การค้นหาผู้เสพในชุมชนเพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษา ตลอดจนการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด การฝึกอาชีพ การศึกษา และการฟื้นฟูสภาพทางสังคม รวมทั้งมีระบบติดตามดูแลช่วยเหลือเพื่อไม่ให้กลับไปสู่วงจรยาเสพติดอีก เพื่อคืนคนคุณภาพกลับสู่สังคม 

นโยบายที่ 9 รัฐบาลจะเร่งแก้ปัญหาอาชญากรรม อาชญากรรมออนไลน์/มิจฉาชีพ และอาชญากรรมข้ามชาติเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน โดยการเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และรับมือกับอาชญากรรมออนไลน์อย่างรวดเร็ว ช่วยเหลือเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างทันท่วงที โดยผนึกกำลังกับประเทศเพื่อนบ้าน และสร้างกลไกการร่วมรับผิดชอบของบริษัทผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมและธนาคารพาณิชย์

นโยบายที่ 10 รัฐบาลจะส่งเสริมพัฒนาศักยภาพ และจัดสวัสดิการสังคมให้สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป สร้างความเท่าเทียมทางโอกาสและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่สำคัญ ได้แก่ คนพิการ ผู้สูงอายุ กลุ่มชาติพันธุ์ บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการของรัฐได้โดยสะดวกตามที่กฎหมายบัญญัติ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top