Saturday, 4 July 2026
POLITICS

‘ธนกร’ สวน ‘ปิยบุตร’ หยุดเสี้ยมปม กม.จัดระเบียบกลาโหม ย้ำชัด กองทัพเป็นความมั่นคงของชาติ นักการเมืองไม่ควรแทรกแซง

‘ธนกร’ สวน ‘ปิยบุตร’ หยุดเสี้ยมปม กม.จัดระเบียบกลาโหม ยัน สส.ฟังเสียงประชาชน ปัดมีใบสั่งจากชนชั้นนำ ย้ำชัด กองทัพเป็นความมั่นคงของชาติทุกมิติ ลั่น นักการเมืองไม่ควรล้วงลูกทหาร ยกเทียบตร.ไม่อยู่ใต้ครม. ชี้ หากทำผิดก็อยู่ยาก ป้องกันรัฐประหารไม่ได้ 

วันที่ (11 ธ.ค. 67) นายธนกร วังบุญคงชนะ  อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ รองหัวหน้าพรรคและสส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์โจมตีนักการเมืองที่ออกมาประกาศไม่เอาร่างพ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมว่าไม่ให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชน ฟังแต่ชนชั้นนำนั้น ว่า ตนมองถึงเจตนาเบื้องลึกของนายปิยบุตร พยายามใช้วาทกรรมสร้างความแตกแยกให้ประชาชนเข้าใจผิดๆ ต่อนักการเมือง ผู้แทนราษฎรและเชื่อมโยงให้ถึงชนชั้นนำที่คนไทยทุกคนต่างทราบดี ว่าหมายถึงบุคคลระดับสูง ซึ่งเป็นสิ่งที่นายปิยบุตรมักแสดงออกลักษณะนี้มาโดยตลอด มองว่าเป็นเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ จึงเรียกร้องให้หยุดพฤติกรรมยุแยงสร้างความแตกแยกในสังคมเสียที โดยยืนยันว่า ผู้แทนราษฎรต้องรับฟังเสียงของประชาชนเป็นใหญ่ พิจารณากฎหมายที่เกิดประโยชน์ต่อภาพรวมประเทศและยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ซึ่งใบอนุญาตจากชนชั้นนำตามที่นายปิยบุตรออกมากล่าว อ้างนั้น ล้วนแต่ไม่เป็นความจริง

ทั้งนี้ นายธนกร ระบุว่า ร่างพ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่…) พ.ศ… เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญ เพราะกองทัพถือเป็นสถาบันหลักของชาติที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทุกมิติ หากจะแก้ไขเพื่อสามารถให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงการเปลี่ยน แปลงองค์ประกอบของสภากลาโหมที่มีอำนาจในการแต่งตั้งตำแหน่งหลักในกองทัพได้นั้น เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ควรพิจารณาด้วยความรอบคอบ เปรียบเทียบกับคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.)ให้อำนาจพิจารณาแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญโดยไม่ต้องนำรายชื่อเข้าขอเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เช่นเดียวกับสภากลาโหม 

“มติรทสช. มีจุดยืนชัดเจน ไม่เห็นด้วยที่จะให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงกระทรวงกลาโหม เพราะหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ทั้งทหารและตำรวจ ควรปราศจากการเมืองเข้าไปล้วงลูกทุกกระบวนการ ซึ่งเหตุผลที่จะแก้ไขเพื่อป้องกันรัฐประหารนั้นตนมองว่า หากรัฐบาลหรือใครก็ตามทั้งทหาร ตำรวจ กระทำความผิดก็ไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งได้ การแก้กฎหมายจึงป้องกันการรัฐประหารไม่ได้  ส่วนการที่นายปิยะบุตรออกมาพูดให้ประชาชนเกิดความสับสนเข้าใจผิด เชื่อมโยงไปถึงชนชั้นนำ เป็นการเบี่ยงประเด็นเพื่อโจมตีทุกฝ่ายให้เกิดความแตกแยก เป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง ขอพี่น้องประชาชนอย่าหลงเชื่อวาทกรรม” นายธนกร ย้ำ

‘ดร.หิมาลัย’ โพสต์เฟซ!! เรื่องการประมูลพลังงานสะอาด ที่อภิปรายกันในสภาฯ เผย!! ‘ท่านพีระพันธุ์’ ไม่นิ่งเฉย สั่งเร่งตรวจสอบโดยละเอียด จนพบข้อมูลใหม่

(10 ธ.ค. 67) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ หรือเสธหิ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ การอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา เรื่องของการประมูลพลังงานสะอาด โดยได้ระบุว่า ...

วันนี้ ผมมีเรื่องเล่า 3 เรื่อง มาเล่าแบบภาษาชาวบ้านครับ แต่ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ ระบอบประชาธิปไตย ที่เปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านได้มีโอกาสอภิปรายรัฐบาลและนำเสนอข้อติติงต่างๆ เพื่อให้รัฐบาลได้นำไปปรับปรุงแก้ไข ปฐมบทของเรื่องนี้ เกิดมาจากการอภิปรายที่ผ่านมา ในเรื่องของการประมูลพลังงานสะอาด 

หลังจากฟังการอภิปรายแล้ว และมีการตอบข้อซักถามในสภาฯไปแล้วทาง ‘ท่านพีระพันธุ์’ ได้นำข้อสังเกต ข้อติติง ของฝ่ายค้านมาพิจารณาโดยละเอียดและตรวจสอบการดำเนินการของ หน่วยงานในกำกับ อีกครั้ง จึงได้พบข้อมูลที่น่าจะต้องพิจารณาทบทวนให้รอบคอบ ดังนี้

1. ความต้องการไฟฟ้าพลังงานสะอาด เราต้องการที่ 5,000 จึงมีการเปิดประมูล มีผู้มาประมูล ถึง 17,000 ดังนั้น เมื่อประมูลไป 5,000 แล้ว จึงเหลือที่ประมูลไม่ได้ อยู่ที่ 12,000 ต่อมาผู้ที่ประมูลไป 5,000 ไม่สามารถส่งไฟเข้าระบบได้ 3,600 จึงเกิดเป็นฟันหลอในระบบขึ้น ทาง กฟผ.จึงเปิดประมูลใหม่ โดยแยก 3,600 ออกเป็น 2 ส่วน คือ 2,100 กับ 1,500 แต่ดันไปกำหนดการประมูลว่า 2,100 ให้จัดให้ผู้ประมูลเก่าที่ไม่ได้ ที่ค้างอยู่ 12,000 ส่วน 1,500 ที่เหลือ เปิดให้ประมูลใหม่ ซึ่งตรงนี้คือสิ่งที่ฝ่ายค้านติงมาว่าเอาหลักอะไรมาแบ่ง การประมูลครั้งแรกจบไปแล้ว น่าจะเปิดใหม่ทั้งหมดหรือถ้าจะให้สิทธิ์กับ 12,000 ที่เหลือ ทำไมไม่ให้ทั้งหมด หรือมีเกณฑ์อะไร มาแย่งแยก ประกอบกับ การจัดการ 2,100 ที่จัดสรรให้กับ 12,000 ยังไม่จบขบวนการ ท่านจึงมีหนังสือให้ระงับและทบทวน เพื่อตอบปัญหาที่สังคมกับฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตุไว้ หากตอบไม่ได้ ก็ควรหาวิธีดำเนินการทั้ง3,600 ให้ถูกต้องและเหมาะสม ไม่ให้สังคมเคลือบแคลงสงสัยได้

2. เรื่องของคณะกรรมการสรรหาบอร์ด กกพ. ที่ท่านให้ทบทวนเอาเรื่องกลับมา ก็เพราะประเด็นจากการอภิปราย ในเรื่องนี้ กฎหมายเขียนไว้ว่าต้องตั้งกรรมการสรรหา 9 คน หนึ่งในนั้น ต้องมาจากสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่เนื่องจาก สภาฯดังกล่าว ได้โดนยุบไปแล้ว ทาง กกพ.จึงส่งเรื่องมาให้ตั้ง แค่ 8 คน เมื่อท่านสอบถามว่าใครให้ความเห็นข้อกฎหมายในเรื่องนี้ ปรากฏว่าเป็นฝ่ายกฎหมายของ กกพ.เอง ท่านจึงให้ชะลอเรื่องแล้วให้รีบส่งเรื่องสอบถามความเห็นไปที่กฤษฎีกาก่อน เพื่อความรอบคอบครับ

3. เรื่องเหมืองแม่เมาะ เป็นการประมูลโครงการ 7,250 ล้านบาท ในครั้งแรกจะใช้วิธีพิเศษ ท่านก็ให้ทักท้วงไป จึงเปลี่ยนมาเป็นเปิดประมูล แต่มีข้อสังเกตุหลายอย่าง คือในการพิจารณาโครงการประมูลโครงการใหญ่ขนาดนี้ กลับใช้วิธีประชุมลับ ไม่ลงบันทึกประชุม เมื่อได้ผลประมูลแล้วต้องแจ้งให้ผู้เข้าประมูลทุกรายทราบ เพื่อให้ผู้ร่วมประมูลสามารถทักท้วงผลได้ในระยะเวลาที่กำหนด และหากมีการตกสเปค จะต้องแจ้งให้ทราบว่าตกเพราะเหตุใด ในเรื่องนี้บริษัทฯผู้ร้องได้รับแจ้งผลประมูลและเหตุผลหลังจากเลยระยะเวลาอุธรณ์หรือทักท้วงแล้ว ตลอดจนเหตุผลในการตกคุณสมบัติ ทางบริษัทก็โต้แย้ง ว่าสิ่งที่บริษัทได้เสนอให้มากกว่า ถ้าผมจำไม่ผิด น่าจะเป็นเรื่องเครื่องจักรอะไรสักอย่าง ที่กำหนดให้ต้องมีตัวใหญ่ 2 ตัวเล็ก 2 ทางผู้ร้องแจ้งว่า เขาเสนอให้ตัวใหญ่ 3 ตัวเล็ก 1 ซึ่งทางหน่วยงานจะได้ประโยชน์มากกว่า และตัวใหญ่ก็มีคุณสมบัติที่เหนือเกณฑ์มาตราฐานที่ตั้งไว้ แต่ประเด็นสำคัญ เขาไม่มีโอกาสโต้แย้ง ชี้แจง หรืออุทธรณ์ ร้องเรียนใดๆเลยเพราะการแจ้งผลให้เขาทราบ เป็นการแจ้งหลังจากผ่านระยะเวลาอุทธรณ์ไปแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติและไม่เป็นธรรม ประกอบกับในเรื่องดังกล่าวมีบอร์ดท่านหนึ่ง ได้ทำบันทึกตั้งข้อสังเกตุไว้ก่อนเกิดเรื่องร้องเรียนแล้ว พอมีการร้องเรียนมาท่านก็สั่งตรวจสอบ เพื่อให้ความเป็นธรรมและถูกต้อง 

เรื่องเล่าชาวบ้านของผมวันนี้ คงมีแค่ 3 เรื่องนี้ ช่วยกันรักษาคนดีและให้กำลังใจ คนที่ตั้งใจทำงานเพื่อความถูกต้องและประเทศชาติกันครับ ขอขอบคุณระบบรัฐสภาฯของเรา ที่เปิดให้มีการอภิปรายและตรวจสอบ ขอบคุณท่านพีระพันธุ์ฯ ที่ไม่ละเลยต่อคำทักท้วงตามระบอบประชาธิปไตยครับ

‘ทนายวันชัย’ โพสต์ข้อความเตือน!! รัฐบาล ให้ออกมาชี้แจง คลายความสับสน อย่ารอให้!! ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย อย่างสมัย ‘รัฐบาลทักษิณ’ ที่ชะล่าใจ

(10 ธ.ค. 67) นายวันชัย สอนศิริ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า กระบอกเสียงหรือกระบอกเสีย รัฐบาล

คำหนึ่งก็ขายชาติ คำหนึ่งก็เสียดินแดน คำหนึ่งก็ขัดพระบรมราชโองการ คำหนึ่งก็ทักษิณกับฮุนเซนแบ่งผลประโยชน์กัน คนที่เกลียดทักษิณก็พลอยเฮโลกันไปใหญ่ คนที่ไม่รู้เรื่องก็อะไรกันวะ... แต่จะประมาทเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ไม่ได้ เพราะสมัยรัฐบาลทักษิณก็เคยโดนเรื่องที่คิดว่าไม่เป็นเรื่องมาแล้ว ถึงขนาดชุมนุมประท้วงขับไล่ปฏิวัติรัฐประหาร ก็เพราะคิดว่าไม่มีอะไรนี่แหละ มันบานปลายจนมีอะไร

ขบวนการที่ไม่เอาทักษิณเขาเริ่มก่อตัวปล่อยข่าวว่าขายชาติ เสียดินแดน แบ่งผลประโยชน์กัน มันเรื่องใหญ่นะ แต่ฝ่ายรัฐบาลที่มีบุคลากรและเครื่องไม้เครื่องมือเต็มไปหมด กลับไม่ค่อยมีข่าวหรือให้ข้อมูลในเรื่องนี้มากนัก เหมือนจะเงียบกริบไปเสียด้วย ในขณะที่ข้อมูลอีกฝ่ายหนึ่งแรงกว่าและก็ดังกว่า ทั้งที่ฝ่ายรัฐบาลพร้อมทุกๆด้าน กลับดูเหมือนจะสู้เขาไม่ได้ และคนที่จะออกมาพูดแล้วทำให้รู้เรื่องเข้าใจและน่าเชื่อถือยังไม่มีเลย เป็นเพราะอะไรไม่รู้ คนจากทำเนียบรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศที่น่าจะให้ข้อมูลได้ดี ชี้แจงแถลงก่อให้เกิดความเข้าใจได้ กลับหายหัวไปไหนกันหมด ปล่อยให้นายกอึกๆอักๆ เก้ๆกังๆอยู่ได้...ผมแปลกใจมาก

หรือจะรอให้ประวัติศาสตร์มันซ้ำรอย...ที่รัฐบาลทักษิณเคยได้รับบทเรียนสาหัสสากรรจ์มาแล้วนั้น ยังไม่พออีกหรือ....

‘พี่ลุงแมน’ โพสต์คลิปเดือด!! ฟาดใส่ ‘นายทุนพลังงาน’ ตั้งพรรคการเมืองใหม่!! เพื่อรักษาผลกำไรของตน

(10 ธ.ค. 67) ‘พี่ลุงแมนไทยแลนด์แดนสวรรค์’ ได้โพสต์คลิปเกี่ยวกับ พรรคการเมืองที่จะเกิดขึ้นใหม่ โดยกลุ่มนายทุนพลังงาน ระบุว่า ...

ได้ยินข่าวการเปิดพรรคใหม่มาได้สักพักนึงแล้ว

ในวันประกาศตัวเปิดตัวเค้าก็บอกชัดเจน ว่าเพื่อดึงคะแนนเสียง ดึงคนจาก ‘พรรครวมไทยสร้างชาติ’ ตามรายงานข่าว ก็บอกว่าเป็นทุน ที่มีทุนไม่อั้น เป็นพรรคที่ทุนไม่อั้น เหตุที่เงินทุนไม่อั้น เดาว่า น่าจะเป็นทุนจากพลังงาน

‘พรรครวมไทยสร้างชาติ’ นั้นมีจุดเด่น ก็คือจะแก้ไข ในเรื่องของราคาพลังงาน เพื่อให้คนไทยได้ใช้ ‘พลังงาน’ ในราคาที่เหมาะสม ซึ่งเรื่องของการแก้ไข ‘ราคาพลังงาน’ นั้นเป็น
เรื่องที่ใหญ่มาก ใครแตะตาย ใครแตะเรื่องพลังงาน เละทุกคน 

เพราะว่าเงินเยอะ ผลประโยชน์มหาศาล แล้วเขา (กลุ่มคนที่จะตั้งพรรคการเมืองใหม่) ก็ประกาศชัดเจนว่า เขาตั้งพรรคมาเพื่อสนับสนุนให้ ‘พรรคเพื่อไทย’ เป็นแกนนํา ดังนั้นคนที่เป็น ‘สลิ่ม’ ที่เคยบอกว่าเกลียดพรรคเพื่อไทย ถ้าเขาอยากจะสนับสนุนพรรคนี้ ก็แล้วแต่ ผมจะไม่ว่าอะไรใคร แล้วแต่ความคิดของแต่ละท่าน 

ผมจะพูด แนวทางกว้างๆ ก็คือว่า การทําตลาด เขาก็จะทําให้ ไม่ สามารถรวมเป็นกลุ่มเป็นก้อนได้ ‘ประชาธิปไตย’ ไม่ใช่ระบอบอะไรซับซ้อนหรอก เป็นระบอบที่พ่อค้า ทําการตลาดแค่นั้นเอง ทีนี้ถ้าใครจะเชื่อว่าทุนพลังงาน จะมาทําเพื่อประชาชน เพื่อพลังงานที่ถูกลง ผมขออนุญาต ‘ถุย’ นะครับ ใครจะเชื่อก็เชื่อ ผมไม่เชื่อนะครับ 

แนวคิดหลักของ ‘พรรครวมไทยสร้างชาติ’ ที่เขาทำอยู่ก็คือ ‘SPR’ ทําเพื่อให้ราคาน้ำมัน ถูกลง น้ำมันปีนี้ เราขาย ‘น้ำมัน’ กันวันละ 150 ล้านลิตร ถ้าคุณพีระพันธุ์ หรือ พรรครวมไทยสร้างชาติทําสําเร็จ นั่นหมายความว่า 150 ล้านลิตร ทําลงแค่ลิตรละบาท เงินผลประโยชน์ กำไรของนายทุน ก็จะหายไปก็ 150 ล้านบาท ถ้าทำราคาลดลงได้ ลิตรละสองบาท ผลประโยชน์ กำไรของนายทุน ก็จะหายไป 300 ล้านบาท ต่อวัน

ดังนั้นไม่แปลกหรอกครับ ถ้าจะมีกลุ่มทุนพลังงาน อยากจะทําพรรคเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง โดยที่หาคําพูดสวยหรูอะไรก็ได้ ใครจะเชื่อก็เชื่อ แต่ผมไม่เชื่อ แล้วยิ่งบอกว่าจะไปสนับสนุน ‘พรรคแดง’ ด้วย

ยิ่ง ‘จบข่าว’ เลย กับพรรคนี้!! 

‘ศักดา นพสิทธิ์’ อดีตตัวตึง!! ‘นักการเมืองฝีปากกล้า’ แห่งชลบุรี ถูกยิง!! หลังร้านข้าวต้ม โดยเด็กในร้าน คาดเหตุ!! ทะเลาะวิวาท

(10 ธ.ค. 67) เปรี้ยง…เสียงมัจจุราชคำรามขึ้นในย่ำรุ่ง ร่างของ ‘ศักดา นพสิทธิ์' ลงไปนอนกองอยู่กับพื้น ณ ลานจอดรถ ร้านข้าวต้มบางปะกง 3

คำว่าย่ำรุ่ง คือเวลา 05.30 น. เจ้าหน้าที่กู้ภัย พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เสม็ด รีบรุดไปยังที่เกิดเหตุ พบร่างของศักดานอนจมกองเลือดอยู่บริเวณหลังร้านข้าวต้ม ซึ่งเป็นลานจอดรถ ใกล้ๆกันพบปลอกกระสุน 9 มม.1ปลอก และกระสุนที่ยังไม่ได้ยิงอีกจำนวนหนึ่ง

ศักดา นพสิทธิ์ อดีตโฆษกเพื่อไทย-พ่อ ส.ส.พรรคประชาชน ชลบุรี ”วรรณิดา นพสิทธิ์“ ซึ่งศักดามีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ลูกสาวประสบความสำเร็จ เพราะศักดาทำกิจกรรมทางการเมืองในชลบุรีมายาวนาน และหลังชนะการเลือกตั้งก็ยังลงพื้นที่ทำกิจกรรมต่อเนื่อง ลงพบปะพี่น้องประชาชนดึกๆดื่นๆกว่าจะกลับบ้านพักผ่อน บางวันก็นอนชลบุรี บางวันนอนกรุงเทพ

นายศักดา นพสิทธิ์ ปัจจุบันอยู่ในวัยเกษียณ อายุ 61 ปี อดีตเคยเป็นเลขานุการ รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โฆษกฝีปากกล้าของพรรคเพื่อไทยมาก่อน ถ้ากล่าวถึงศักดา นักศึกษากิจกรรมการเมืองช่วงปี 25-28 คงรู้จักศักดาดี

ศักดาเข้ามาเรียนรามคำแหงปี 2525 ก็เริ่มเข้ามาสัมผัสกับกลิ่นไปของกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคนักศึกษา 7 คณะ พรรคนักศึกษาระดับหัวก้าวหน้า ปี 2527 ศักดาลงสมัครเป็นสมาชิกสภานักศึกษา อศ.มร.และได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภานักศึกษา ในสมัยที่ ‘วันเลิศ กิตติธรกุล’ เป็นนายกองค์การนักศึกษา มร.

ในรุ่นไล่ๆกับกับศักดา ก็จะมี ‘นิกร จันพรม’ เจริญลักษณ์ เพ็ชรประดับ เป็นต้น หรือรุ่นไล่ขึ้นมาข้างบนหน่อยก็จะเป็น ‘ละม้าย เสนขวัญแก้ว’ อดีตประธานสภานักศึกษา มร.ปี 26 หรือ ‘นัดมุดดิน อูมาร์’ อดีต สส.นราธิวาส และอีกหลายๆคนที่ไม่อาจเอ่ยชื่อได้หมด

‘ศักดา’ เรียนจบนิติศาสตร์ แต่ด้วยความที่สนใจการเมืองมาตั้งแต่ต้น เมื่อเดินพ้นรั้วรามคำแหง ก็ไม่มีกำแพงใดกีดกั้น การเมืองคือวิถี ศักดากระโดนเข้าสู่เวทีการเมืองอย่างไม่ลังเล แต่ในวิถีของการเลือกตั้งศักดายังไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก้าวขึ้นไปเป็นโฆษกพรรคเพื่อไทย และเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพย์ พร้อมผลักดันให้ลูกสาวในวัยจบเผาะ ก้าวขึ้นเป็น สส.ชลบุรี พรรคประชาชน สมใจนึก

ช่วงระยะหลังศักดาผันตัวเองมาเป็นนักวิเคราะห์ทางการเมืองในทุกสถานการณ์แบบทันต่อเหตุการณ์ ทีวีหลายช่องก็เชิญมากขึ้น เริ่มติดชาร์ดนักวิเคราะห์การเมือง แต่การที่ศักดาโดนยิง เสี่ยวแรกของการฉุกคิด ต้องพุ่งปมไปสู่การเมือง แต่ข้อเท็จจริงน่าจะไม่ใช่ ลูกสาวที่เป็น สส.ก็บอกว่าไม่ใช่ปมการเมือง

ในทางการสอบสวน สืบสวนของตำรวจ พบว่าผู้ก่อเหตุเป็นเด็กในร้านข้าวต้ม เมาแล้วทะเลาะกับแฟนสาว ก่อนจะไปทะเลาะกับเด็กในร้านข้าวต้มคนอื่นๆ และลามมาถึงแขกในร้าน

จากพยานแวดล้อมไม่น่าจะยากในการติดตามจับกุมคนร้ายมาลงโทษ เพราะอาชญากรได้ทิ้งพยาน หลักฐานไว้มากมายในการก่ออาชญากรรม

‘อัครเดช’ ชี้!! ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ชัดเจน ไม่แก้ระเบียบกลาโหม มอง!! กองทัพเป็นสถาบันหลัก แก้กฎหมาย จะกระทบถึงความมั่นคง

(10 ธ.ค. 67) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการเสนอร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่…) พ.ศ... ว่า

ในการเสนอร่างกฎหมายดังกล่าว ได้เคยมี สส.ฝ่ายค้าน ยื่นเรื่องร่างกฎหมายเพื่อจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม มาแล้วในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ซึ่งในขณะนั้น ทางคณะรัฐมนตรีได้รับไปพิจารณาแล้ว มีความเห็นว่าให้ชะลอไว้ก่อน โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาว่าการแก้ไขดังกล่าวเหมาะสมกับสถานการณ์หรือไม่อย่างไร เนื่องจากเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญ มีความละเอียดอ่อน ส่งผลกระทบกับหลายภาคส่วน ในการเข้าไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบหรือกฎเกณฑ์ในกระทรวงกลาโหม จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน และที่สำคัญกองทัพถือเป็นสถาบันหลักของชาติที่เกี่ยวกับความมั่นคง จะต้องกระทำด้วยความรอบคอบ

ทางพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เคยหยิบยกเรื่องนี้เข้ามาหารือในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และ สส.ของพรรค ได้มีความมติในเบื้องต้นว่าไม่เห็นด้วยในการรับร่างของ พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ฯ ของพรรคก้าวไกล ในสมัยนั้น ซึ่งไม่เห็นด้วยในรายละเอียดหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขให้การเมืองเข้าไปแทรกแซงกองทัพโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของสภากลาโหมที่มีอำนาจในการแต่งตั้งตำแหน่งหลักในกองทัพและประเด็นอื่นๆอีก  ซึ่งในขณะนั้น พรรครวมไทยสร้างชาติไม่เห็นด้วย กับเสนอร่างกฎหมายของพรรคฝ่ายค้านที่เคยยื่นเข้ามา 

ดังนั้น ในกรณีการยื่นร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่…) พ.ศ... ของพรรคเพื่อไทย หากมีรายละเอียดที่มีความคล้ายคลึง กับ ร่างกฎหมายของพรรคฝ่ายค้านที่เคยยื่นมาแล้ว โดยให้การเมืองเข้าไปแทรกแซงกองทัพ พรรครวมไทยสร้างชาติ ขอยืนยันมติพรรคไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว ซึ่งพรรครวมไทยสร้างชาติเห็นด้วยกับการทำให้กองทัพมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ แต่ต้องไม่กระทบกับความมั่นคงโดยเฉพาะการให้การเมืองเข้าไปแทรกแซงกิจการของกระทรวงกลาโหม

‘รัฐบาล’ เดินหน้าประสาน!! ผลประโยชน์ ‘เกาะกูด’ เพื่อใคร‘ฝ่ายค้าน’ หมกมุ่น!! แต่การ ‘ล้มล้างสถาบัน’ เพื่อตะวันตก

(10 ธ.ค. 67) การได้เกิดมาเป็นคนไทย เติบโตมาจนปี พ.ศ. นี้ ก็ต้องพบกับความอดสูหัวใจอย่างที่สุด ใครจะคิดว่าเรามี ‘รัฐบาลไทย’ แต่กลับมีใจให้ ‘คนชาติเขมร’ คอยวิ่งเต้นคิดค้นวิธีสารพัดที่จะเอาผลประโยชน์ทางทะเลมหาศาลที่ไทยเราเป็นเจ้าของอย่างชอบธรรมมาตั้งแต่อดีต แบ่งปันให้กับกัมพูชา ทั้ง ๆ ที่มีหลักฐานว่าอาณาเขตทางทะเลส่วนนี้เป็นของคนไทยตามหลักสากล

นั่นเพราะทรัพย์ใต้ทะเลลึกรอบบริเวณเกาะกูดที่เป็นเรื่องเป็นราวนั้นมีมูลค่ากว่า 10 ล้านล้านบาทเป็นอย่างน้อย ด้วยมีแหล่งก๊าซธรรมชาติที่อุดมไปด้วยแหล่งน้ำมันดิบมากถึง 300 ล้านบาเรล ก๊าซธรรมชาติอีก 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ประเทศใดได้ไปครอบครองก็จะมีอันจะกินไปอีกยาวนาน เขมรหัวหมอจึงหวานปาก ใช้ความสนิทสนมกับ “นักโทษหนีคดี” ดีลลับส่วนตัว ขอแบ่งสมบัติทางทะเลหน้าตาเฉย เพื่อแลกกับสิ่งที่ไม่ต้องเป็นคนฉลาดก็จะทราบว่าผลประโยชน์ที่จะได้กลับมาก็จบอยู่ที่ ‘ตระกูลชั้น 14’ หาใช่คนไทยส่วนรวมไม่  

จึงถือเป็น “รัฐบาลไทยหัวใจกัมพูชา” อย่างไม่ต้องสงสัย 

เดินหน้าทำทุกอย่างโดยไม่แคร์เสียงท้วงติงของประชาชน ลุ เหลิงต่ออำนาจ มัวเมาในความโลภ มุ่งแต่จะตัดเฉือนสมบัติชาติของคนไทยทุกคนให้กับชนชาติอื่น ถ้าเป็นสมัยก่อนโทษของคนขายชาติก็ต้องโดนตัดหัวเจ็ดชั่วโคตรสถานเดียว 

เมื่อมีรัฐบาลจ้องจะขายชาติ เราก็หวังพึ่งฝ่ายค้านไม่ได้แม้แต่น้อย เพราะธงของฝ่ายค้านของเรา ก็ปักไว้อย่างโดดเด่นถึงการทรยศคนร่วมชาติไม่แพ้กัน นั่นคือการคิดแต่จะล้มสถาบันยังไงให้สำเร็จเพื่อประเทศตะวันตกที่ขี่คอฝ่ายค้านของเราอยู่ตลอดเวลา 

ทั้งรัฐบาล และฝ่ายค้านของไทยเรา ต่างมี ‘พฤติกรรมเลว’ ที่กินกันไม่ลง ยากมากที่ประเทศชาติจะพัฒนาไปได้ไกลเพราะนักการเมืองสายพันธุ์ขี้หมาแบบนี้ 

เป็นฝ่ายค้านทีเคยชูว่าจะกำจัดความเหลื่อมล้ำ และกวาดทิ้งนักการเมืองคอร์รัปชั่นให้สิ้นซาก แต่กลับไม่เคยกล้าแตะพฤติกรรมชั่ว ๆ ของ ‘นักโทษชั้น 14’ ที่เป็น ‘หัวหน้าใหญ่ตัวจริงของรัฐบาล’ เริ่มตั้งแต่การไม่นอนคุก กระทั่งดีลลับการขายสมบัติชาติทางทะเล ดีแต่โชว์วาทกรรมโง่ ๆ หลอกต้ม ‘คนที่โง่กว่า’ ไปวัน ๆ 

ถึงวันนี้ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากความกล้าหน้าด้านที่กินเงินเดือนจากภาษีประชาชน 

‘ถาวร‘ นัดถกทีม ส.อบจ.สาย ‘ไพเจน’ ก่อนตัดสินใจลงชิงเก้าอี้ นายกฯ อบจ.สงขลา

(9 ธ.ค. 67) ถาวร เสนเนียม อดีตรัฐมนตรีช่วยคมนาคม เดินทางกลับบ้านที่หาดใหญ่ พร้อมนัดสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (ส่วน.อบจ.) ในสายของ ’ไพเจน มากสุวรรณ์’ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดคนปัจจุบันมาร่วมประชุม และรับประทานอหาร

ซึ่งนอกจาก ส.อบจ.ในสายของไพเจนเข้าร่วมประชุม นำทีมโดยอริย์ธัช ทองเพชร ประธานสภา อบจ.สงขลา แกนนำทีม ”รวมพลังร่วมสร้างสุข” ซึ่งมีว่าที่ผู้สมัคร ส.อบจ.อยู่ในมือแล้ว 27 คน จากทั้งหมด 32 คน

“พี่ยังยืนยันในหลักการเดิมในการตัดสินว่าจะลงสมัครหรือไม่ลงสมัคร คือขอประเมินคดีก่อน คดีที่ถูกกล่าวหาว่าขัดขวางการเลือก สมัยการชุมนุมของ กปปส.คดีอยู่ระหว่างเตรียมการฎีกา” ถาวร กล่าว

ถาวร เปิดเผยว่า การประเมินผลทางคดี ต้องรอประชุมร่วมกับทีมทนายความของผู้ต้องหาทั้ง 15 คน ที่ใช้ทนายความถึง 10 คน

“ไม่เกินกลางเดือนผมจะตัดสินใจ และจะแถลงให้ได้รับทราบถึงการตัดสินใจ ซึ่งเราจะสู้ในประเด็นข้อกฎหมายเป็นหลัก ประเด็นว่า เมื่อการเลือกตั้งเป็นโมฆะไปแล้ว ยังจะมีความอีกเหรอ และ กกต.เองก็จัดการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งการเลือกตั้งทั่วไป กฎหมายกำหนดให้เลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศ แต่ครั้งนั้น กกต.ไม่สามารถจัดเลือกตั้งได้พร้อมกันทั่วประเทศ ยังขาดอีก 38 เขตเลือกตั้ง”

ถาวร กล่าวขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งสัญญาณกันมา สนับสนุนให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกฯอบจ.สงขลา แต่สำหรับตนแล้ว ไม่อยากให้ อบจ.สงขลาต้องสูญเสียงบประมาณจัดการเลือกตั้งใหม่ถึงเกือบ 100 ล้าน ถ้าคดีออกมาเป็นลบ

“เงินเกือบ 100 ล้าน เป็นเงินมาจากภาษีประชาชน สร้างอะไร ทำอะไรได้อีกมาก ไม่ควรเอามาใช้จ่ายเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่” ถาวร กล่าว

กล่าวสำหรับทีมรวมพลังร่วมสร้างสุข แม้จะยังไม่มีหัว แต่หาง (ส.อบจ.)พร้อมแล้ว และนายกฯไพเจน ก็จะยังให้การสนับสนุนทีมรวมพลังร่วมสร้างสุขต่อไป และถาวร เสนเนียม จะลงหรือไม่ลงสมัคร ก็น่าจะสนับสนุนทีมรวมพลังร่วมสร้างสุขแน่นอน

ส่วนประสงค์ บริรักษ์ ที่เปิดตัวลงชิงนายกฯอบจ.สงขลาด้วย น่าจะเป็นการลงแบบอิสระ ไม่เกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทย และไม่ส่ง ส.อบจ.ด้วย แต่มีทีมว่าที่ผู้สมัคร ส.อบจ.กลุ่มหนึ่งใช้ชื่อ “ภูมิใจสงขลา” ครบ 32 คน อันทำให้เข้าใจว่า ภูมิใจไทยสนับสนุน 

ส่วนสุพิศ พิทักษ์ธรรม อดีตอธิบดีกรมฝนหลวงฯ ที่เปิดตัวลงชิงตั้งแต่ไก่โห่  ประกาศความพร้อมอาสาเข้ามาเปลี่ยนสงขลา และเริ่มปล่อยรถตระเวนออกหาเสียงในทุกอำเภอแล้ว แม้จะประกาศลงสมัครอิสระ ไม่สังกัดพรรคไหน แต่การปรากฏตัวของนายกฯชาย เดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในศูนย์ประกาศสานงาน ทำให้คราบของประชาธิปัตย์ และคราบของนายกฯชาย ติดตัวสุพิศไปด้วยอย่างสลัดออกยาก

เป็นภาพติดตัวสุพิศในสถานการณ์ที่ประชาธิปัตย์อ่อนแอยิ่ง นายกฯชายก็ใช้ว่าจะได้รับการยอมรับมากนักกับการนำพาพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาลที่ทักษิณชักใยอยู่เบื้องหลัง

สุพิศต้องสลัดประชาธิปัตย์ ออกจากตัวให้ได้ และต้องอยู่ห่างนายกฯชายเข้าไว้ ทุกอย่างจะดีเอง

‘เจือ ราชสีห์’ ยื่นหนังสือ ก.คมนาคม เร่งโครงการสะพานเชื่อม อ.เมือง - อ.สิงหนคร

(9 ธ.ค. 67) นายเจือ ราชสีห์  ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยื่นหนังสือให้กับ นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อให้การสนับสนุนโครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เชื่อมอำเภอเมืองสงขลากับอำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา

โดยระบุว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดสงขลาและนักท่องเที่ยว ประสบกับปัญหาและความเดือดร้อน ในการข้ามฟากไป มา ระหว่างอำเภอเมืองสงขลา ไปยังอำเภอสิงหนคร ด้วยแพขนานยนต์ โดยเมื่อพิจารณา ลักษณะทางภูมิศาสตร์จังหวัดสงขลา ซึ่งถือเป็นเมืองที่สำคัญประกอบไปด้วย สถานศึกษา ศูนย์ราชการ และศูนย์การค้าทางเศรษฐกิจ มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ แต่ไม่สามารถเดินทางเข้าออก ไปยังตัวเมืองสงขลาได้อย่างสะดวก เพราะเส้นทางการเดินทางมีเพียงแค่ 2 ทาง คือ เดินทางผ่านสะพานติณสูลานนท์ มีระยะทาง ๒๐ กิโลเมตร และการเดินทางโดยการใช้แพขนานยนต์ จากฝังหัวเขาแดง ไปอำเภอสิงหนคร ไปยัง อำเภอเมืองสงขลา 

ซึ่งปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ และนักท่องเที่ยว ใช้วิธีการเดินทางด้วยแพขนานยนต์ เพื่อข้ามทะเลสาบ เนื่องจากมีระยะทางที่ใกล้กว่า สามารถลดระยะเวลาการทางได้ จึงทำให้มีผู้ใช้บริการแพขนานยนต์เป็นจำนวนมากที่ต้องมารอต่อแถวเข้าคิวเพื่อซื้อตั๋ว โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วนช่วงเวลาเช้าและช่วงเวลาเย็น จึงส่งผลให้เกิดปัญหาในการเดินทางเป็นอย่างมาก

นายเจือ ราชสีห์ ย้ำว่า เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน จึงขอความอนุเคราะห์ให้รัฐบาลสนับสนุนโครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา ซึ่งโครงการดังกล่าว สามารถช่วยให้พี่น้องประชาชน และนักท่องเที่ยว ได้รับความสะดวกปลอดภัยในการเดินทางสัญจรไป-มา ประหยัดเวลา ระยะทาง และลดค่าใช้จ่ายประจำวันได้ ตลอดถึงสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดสงขลาเป็นอย่างมาก

‘พิธา’ ถามรัฐบาล!! ตัวเลข 15% มาจากไหน ชี้!! ควรให้มี ‘การปฏิรูปภาษี’ ทั้งระบบ

(8 ธ.ค. 67) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงดรามาประเด็นการขึ้นภาษีแวต 15% ว่า ภาษีในประเทศ มีทั้งภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อม ทั้งนิติบุคคล บริษัท ส่วนตัว รวมไปถึงภาษีที่ดิน สรรพสามิต ศุลกากร และอีกมากมาย ทำไมต้องมาเจาะจงที่แวต ตนสนับสนุนให้มีการปฏิรูปภาษีทั้งระบบ ซึ่งต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าบริหารจัดการให้เพียงพอต่อทั้งประเทศและต้องเป็นธรรมอย่างไร แต่พอรัฐบาลบอกว่า 15 : 15 : 15

“คนที่ไม่เคยเสียภาษีในระดับ 15% ต้องมาเสีย 15% บริษัทนิติบุคคลที่เคยเสียภาษี 30% ก็ได้ลดสิ ใช่หรือไม่ เวลาหาเสียงขึ้นเวทีที่ไหนผมไม่เคยได้ยินว่าให้เสียแวตเกิน 9% นะ เท่าที่ผมจำได้ มีแต่ขึ้นทีละนิด เพื่อไม่ให้ลำบากประชาชนมากขึ้น พอไม่พูดทั้งระบบ แล้วมาเจาะจงที่แวต มันทำให้ผิดบริบทไป เพราะฉะนั้น ผมเห็นด้วยกับการปฏิรูปภาษีทั้งระบบทุกตัว … ถ้าพูดทั้งระบบ แล้วมาอธิบายทีละอัน ผมคิดว่าก็จะไม่ได้รับการต่อต้าน” นายพิธา กล่าว

นายพิธา กล่าวต่อว่า อยู่ดีๆ นายพิชัย ชุณหวิชร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็โพล่งมาที่แวต 15% แล้ววันต่อมาก็เป็น 15 : 15 : 15 ก็เลยทำให้ไม่ได้รับการตอบรับ จึงอยากฝากไปถึงนายพิชัย และนางสาวแพรทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่า การปฏิรูปภาษีทั้งหมดต้องมองทั้งระบบ อย่าเจาะจงที่อันใดอันหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ประชาชนสับสนและไม่ได้รับการยอมรับ

เมื่อถามว่าตัวเลข 15 % เป็นการโยนหินถามทางหรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า เท่าที่ฟัง นายพิชัยบอกว่าทั่วโลกเขาเก็บกัน 15-25% ตนคิดว่านายพิชัยน่าจะดูค่าเฉลี่ยโลก โดยที่ไม่ได้ดูบริบทประเทศไทยหรือไม่ ซึ่งตนขอให้โอกาสนายพิชัยได้อธิบายว่าทำไมต้อง 15%

“ตอนที่เป็นแคนดิเดตนายกฯกัน เคยพูดเรื่องปฏิรูปภาษี เรื่องแวต หรือแม้กระทั่งการอภิปรายในสภาที่มีงบประมาณ เคยมีการพูดกันถึง 9% แต่ว่า 15% ตัวเลขมาจากไหนผมก็ไม่เข้าใจ ต้องฝากถามด้วยว่าตัวเลข 15% มาจากไหน” นายพิธา กล่าว

นายพิธา กล่าวว่าต้องอธิบายให้มากขึ้นว่าการขึ้นภาษีแวต 15 % ลดความเหลื่อมล้ำอย่างไร รวมถึงแรงจูงใจในการลดหย่อนภาษีจะเอาอย่างไร ถ้าอธิบายเป็นระบบ แถลงแล้วจบก็ไม่สับสนเท่านี้

เมื่อถามว่าการเสนอลักษณะนี้ บ่งบอกได้หรือไม่ว่ารัฐบาลถังแตก นายพิธา กล่าวว่า “ผมว่าบ่งบอกอะไรไม่ได้เลย เพราะมันไม่รู้บริบท อยู่ดีๆก็โพล่งมา ถามผมไม่ได้ ต้องถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถามนายกรัฐมนตรี ถามรัฐบาลว่าทำไมอยู่ดีๆ ต้องขึ้น ทำไมต้องขึ้น 15% แล้วภาษีตัวอื่นทั้งทางตรงและทางอ้อมจะทำอย่างไรต่อ

‘แพทองธาร’ เตรียมแถลงผลงาน 12 ธ.ค. นี้ ชี้!! มีผลงานที่เป็นรูปธรรม สู่อนาคตที่ทำได้จริง

(8 ธ.ค. 67) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เตรียม แถลงผลงาน โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัว ระบุว่า 

2568 โอกาสไทย ทำได้จริง 2025 Empowering Thais: A Real Possibility จากผลงานที่เป็นรูปธรรม สู่อนาคตที่ทำได้จริง 

วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคมนี้ เวลา 10.00 น. 

ถ่ายทอดสดที่ช่อง NBT2HD และ Facebook Live: Live NBT2HD

ภูมิธรรม ย้ำ!! รัฐบาลรับฟังปม ‘เอ็มโอยู 44’ ขอ!! ‘สนธิ’ อย่าลงถนน ทำประเทศเสียหาย

(8 ธ.ค. 67) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เตรียมยื่นหนังสือถึงนายกฯ ให้ยกเลิกเอ็มโอยู 44 ในวันที่ 9 ธ.ค.ว่า

ถือเป็นเรื่องปกติ เมื่อมีความเห็นต่างก็สามารถเสนอความคิดเห็นเข้ามาได้ รัฐบาลพร้อมรับฟัง ยืนยันว่าเอ็มโอยู 44 ยังไม่ไปถึงไหน คณะกรรมการชุดเดิมได้หมดอายุลงแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาว่า จะตั้งคณะกรรมการในลักษณะใด มีองค์ประกอบอย่างไรบ้าง ซึ่งรัฐบาลกำลังฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายอยู่ ซึ่งขณะนี้ก็มีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและเห็นต่าง ซึ่งเราพร้อมรับฟัง

เมื่อถามว่า หลังจากนายสนธิยื่นหนังสือแล้ว ประเมินว่าจะมีสถานการณ์รุนแรงจนนำไปสู่การรัฐประหารหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เชื่อว่าจะไม่มีเหตุรุนแรงอะไร เพราะรัฐบาลยังไม่ได้ดำเนินการอะไรเลย ส่วนที่นายสนธิประกาศจะลงถนนนั้น ขอว่าอย่าทำแบบนั้นเลย เพราะจะทำให้ประเทศเสียหาย กระทบไปถึงภาคเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว รวมถึงความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ หากเกิดสภาวะที่ไม่ปกติ ความเชื่อมั่นก็จะหาย การฟื้นฟูเศรษฐกิจก็ไม่เกิด จึงหวังว่าอย่ามีใครสร้างสถานการณ์ทำให้เกิดความวุ่นวาย ขอให้ดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมายรัฐธรรมนูญ

“ขณะที่กองทัพเข้าใจสถานการณ์ดี ทุกเหล่าทัพ มีหน้าที่รักษาความมั่นคงของประเทศ และพร้อมช่วยกันประคับประคองเพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ ให้ทุกอย่างอยู่ในภาวะปกติที่สุด ส่วนตัวเชื่อว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่เหตุที่ทำให้เกิดการรัฐประหารได้ หากมีกลุ่มไหนสร้างสถานการณ์ทำให้เกิดความวุ่นวาย เราก็พร้อมดำเนินการตามกฎหมาย” นายภูมิธรรม กล่าวทิ้งท้าย

‘หมอวรงค์’ จวกยับ!! กรณีพักโทษ ‘คดีโกง’ ชี้!! เป็นการร่วมมือกัน ทำลายประเทศชาติ

(7 ธ.ค. 67) นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊กว่า …

‘ระวัง!! ประชาชนไม่เชื่อมั่น’

เป็นที่ฮือฮาของสังคม หลังจากรัฐบาลแพทองธารเข้ามาบริหารประเทศ เกิดปรากฏการณ์นักโทษชั้น 14 ที่เชื่อได้ว่าไม่ยอมติดคุกสักวัน จากคดีทุจริต 3 คดี

ถัดมาล่าสุด ผู้ต้องหาคดีรับจำนำข้าว ที่ถูกศาลตัดสินจำคุก 48 ปี บางราย 36 ปี บางรายนอกจากถูกจำคุกคดีจำนำข้าว 48 ปี ยังมีคดีบ้านเอื้ออาทร อีก 50 ปี ล้วนได้ออกจากเรือนจำ

นับรวมการติดคุกเฉลี่ยแล้ว 7 ปี

เราต้องยอมรับว่า คดีทุจริตที่เกิดจากนักการเมือง ต้องถือว่าเป็นคดีร้ายแรง พอๆกับคดีค้ายาเสพติด หรือแม้แต่คดีฆ่าข่มขืน เพราะการทุจริตเป็นการทำลายโอกาสของประชาชน มีผลกระทบต่อการพัฒนาการอยู่ดีกินดีของประชาชน

การที่กรมราชทัณฑ์จะมาอ้างว่า เนื่องจากผู้ต้องขังเข้าเกณฑ์ที่ต้องพักโทษ แต่เพราะคดีทุจริตเป็นคดีร้ายแรงที่ทำลายชาติ ท่านจะใช้มาตรฐานคดีปกติมาเป็นเกณฑ์ไม่ได้ ท่านควรต้องมีเกณฑ์ต่างหาก เพื่อให้เกิดความเกรงกลัวต่อการทำผิด

ท่านเห็นไหมว่า นักโทษคดีทุจริต ที่พวกท่านให้การพักโทษกรณีพิเศษ วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง คนพวกนี้สำนึกผิดหรือไม่ นอกจากไม่สำนึกผิด คนคนนี้กำลังจะสร้างปัญหาเดิมๆของประเทศ และดูแนวโน้มแล้ว ปัญหาเหล่านี้จะหนักกว่าเดิม ท่านเคยประเมินหรือไม่

พวกท่านทราบไหมว่า กว่ากระบวนการตรวจสอบการทุจริตของนักการเมือง จะรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานได้ ต้องทุ่มเทการทำงาน มากขนาดไหน กว่าจะผ่านป.ป.ช. ผ่านอัยการและไปต่อสู้ในชั้นศาลฎีกา เตรียมข้อมูลหลักฐานต่าง ๆ นำพยานมาเบิกความ

ทุกฝ่ายต้องทำงานด้วยความยากลำบาก ทั้งต้องอาศัยความตั้งใจ ความทุ่มเท เพื่อเก็บกวาดประเทศให้สะอาด และศาลฎีกาฯใช้เวลาหลายปีในการรวบรวมพยานหลักฐาน จนมีคำพิพากษาออกมา แต่สุดท้ายมาจบแบบไม่รับผิดชอบของราชทัณฑ์ ที่สำคัญคนที่ได้รับการพักโทษก็ไม่สำนึก

เพราะกระบวนการยุติธรรมท้ายน้ำของประเทศ เป็นแบบนี้ การที่หวังจะเก็บกวาดประเทศไทยให้สะอาด นับวันจะยิ่งหนักกว่าเดิม สิ่งที่เห็นรัฐบาลชุดนี้ ดำเนินการเรื่องจัดการทุจริตจึงไม่ต้องหวัง ก็เหลือแต่องค์กรตรวจสอบ ที่ควรจะทำงานด้วยความรวดเร็ว

ระวังนะประชาชน นอกจากไม่เชื่อมั่นนักการเมือง จะไม่เชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมรวมทั้งราชทัณฑ์ ไม่เชื่อมั่นระบบตรวจสอบขององค์กรอิสระ อาจจะลามไปสู่ การไม่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยที่เป็นอยู่ ไม่ต้องโทษใคร แต่ต้องโทษทั้งนักการเมือง องค์กรอิสระ ข้าราชการที่มีส่วนร่วมมือกันทำลายประเทศ

‘โหรวันชัย’ พยากรณ์กลางมิ.ย.68 ‘พญามังกรทักษิณ - รัฐบาลอุ๊งอิ๊ง’ เผชิญธาตุไฟ ชี้!! บริหารดีก็รุ่งโรจน์ แต่ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้ จะเป็นเหมือนไฟบรรลัยกัลป์

(7 ธ.ค. 67) นายวันชัย สอนศิริ อดีต สว. โพสต์ข้อเขียน เรื่อง ‘งูไฟ…กับรัฐบาลอุ๊งอิ๊ง’ ผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า จะไม่พูดถึงตัวเลขและดวงดาวต่าง ๆ เพราะหมอดูหลายคนออกมาพูดกันมากแล้ว มะโรงงูใหญ่ก็เร่ง มะเส็งงูเล็กก็กำลังจะมา เรียกว่า ทั้งมังกรใหญ่มังกรเล็กอยู่คู่กับรัฐบาลเพื่อไทยเกือบ 2 ปี มีพญามังกรทักษิณเป็นหัวแรง ทั้งพ่อทั้งลูกคือมังกรเล็กมังกรใหญ่ในรัฐบาล และปีหน้าที่กำลังจะมาถึงนี้ นักษัตรปีงูเป็นธาตุไฟ ทั้งเร่าร้อน ร้อนแรง ทั้งมีแสงสว่างไสวและพร้อมที่จะลุกไหม้ได้ตลอดเวลา

ธาตุไฟปีมะเส็งนี้มีทั้งคุณและโทษ รัฐบาลถ้าบริหารจัดการดีก็สว่างไสวรุ่งโรจน์โชติช่วง ถ้าไม่ดีไฟก็พร้อมที่จะลุกไหม้เป็นไฟบรรลัยกัลป์ เผาไหม้ทั้งนายกฯและรัฐบาล จะเกิดการปะทุประท้วง ชุมนุมขับไล่ ประชาชนแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ลุกขึ้นมาปะทะกัน สุมไฟแห่งความขัดแย้ง จะเกิดการเผาไหม้เร่าร้อนรุนแรงอีกครั้ง นายวันชัยระบุ

นายวันชัยระบุอีกว่า ดวงชะตาฟ้าลิขิต ทั้งดวงดาวของประเทศ นายกฯอุ๊งอิ๊ง และคุณทักษิณบรรจงลงตัวเดินหน้ามาตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน 2567 ถึงกลางเดือนมิถุนายน 2568 หกเดือนต่อแต่นี้เป็นการชี้ชะตา วัดพลังแห่งธาตุไฟ จะสว่างไสวหรือเผาไหม้ก็อยู่ที่ช่วงนี้แหละ ผลงานและการแก้ปัญหาเรื่องปากท้องเศรษฐกิจ การกินดีอยู่ดี เหมือนไฟสุมขอนที่พร้อมจะปะทุให้สว่างไสวรุ่งโรจน์รุ่งเรือง หรือเผาไหม้เป็นไฟบรรลัยกัลป์ก็ได้

ดวงชะตาของประเทศและผู้นำมาถึงกาลนี้แล้วต้องเร่งเครื่องสร้างผลงาน แก้ปัญหาให้สำเร็จให้ได้โดยเร็ว จึงจะทำให้อยู่ได้ไปตลอดรอดฝั่งทั้งประชาชนและรัฐบาล แต่ถ้ายังเหมือนเดิม อีหลุกขลุกขลักเหมือนที่ผ่านมา ความยุ่งเหยิงวุ่นวายโกลาหลก็จะบังเกิด เมื่อถึงตอนนั้น จะงูเล็กงูใหญ่หรือบริวารว่านเครือก็จะแตกกระสานซ่านเซ็นกระจุยกระจายมอดไหม้กันไปหมด ปีมะเส็งแห่งธาตุไฟนี้ จะเป็นธาตุไฟแตก หรือธาตุไฟที่รุ่งเรืองสว่างไสว คอยดูกันต่อไป นายวันชัย ระบุคำทำนาย

โทษจำ 104 ปี ติดจริง 8 ปี ‘เสี่ยเปี๋ยง’ คนเหนือคุก..!!

(7 ธ.ค. 67) เรื่องร้อนจากแนวรบกระทรวงยุติธรรม -กรมราชทัณฑ์ ในรอบสัปดาห์หนีไม่พ้นการได้รับการพักโทษของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ เมื่อ2ธ.ค.2567 โทษติดคุกคดีจำนำข้าว 48 ปี ได้รับพระราชทานอภัยโทษ 4 ครั้ง เหลือโทษจริง 10ปี ติดมาแล้ว 7 ปี..เข้าเกณฑ์พักโทษ  จะพ้นโทษจริง  2571

ก่อนหน้านั้นภูมิ สาระผล อดีตรมช.พาณิชย์ พักโทษไปเงียบๆ เมื่อเดือนก.ย....จะพ้นโทษจริง 2569

แต่ที่เงียบเชียบ..ถ้า ‘เดอะแจ๊ค’ วัชระ เพชรทอง ไม่ออกมาปูดข่าวว่าได้รับการปล่อยตัว-พักโทษไปแล้วเมื่อ 9 ต.ค.2567 สังคมก็คงไม่ได้รับทราบกันก็คือ ‘เสี่ยเปี๋ยง’ อภิชาติ  จันทร์สกุลพร แห่งบ.สยามอินดิก้า ขนาด ‘เดอะแจ๊ค’ ออกมาเปิด..หลายคนก็ยังคิดว้าเป็นข่าวลือ เป็นไปไม่ได้  เพราะเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์นายหนึ่ง ออกมาพูดฉอด ๆ ผ่านรายการคุณ ‘หมาแก่’ ช่อง 9อสมท.ว่า..เสี่ยเปี๋ยงยังไม่ได้รับการพักโทษ..เพราะโทษสูง รวมกันถึง 104 ปี ก่อนที่สองวันต่อมา..อธิบดีคุก ต้องยอมรับว่า..พักโทษแล้ว!! 

6 ธ.ค. มีการอธิบายความ แถลงข่าวชุดใหญ่ นำโดยนายสมบูรณ์ ม่วงกล่ำ ที่ปรึกษารมว.ยุติธรรม ชี้แจงกรณีต่าง ๆ รวมทั้งกรณีเสี่ยเปี๋ยง โดยนายสมบูรณ์อธิบายว่าการพักโทษมี 2 รูปแบบ คือ แบบปกติ นักโทษชั้นกลาง ชั้นเยี่ยม ผ่านจำคุก 2ใน 3 ของกำหนดโทษ แบบที่สอง แบบพิเศษ จำคุกมาแล้ว 1 ใน 3 และมีอาการป่วยรุนแรงตามกฎหมายกำหนด..

กรณีเสี่ยเปี๋ยงที่อายุเกิน 70 ปีแล้ว เข้ารูปแบบพิเศษ คณะอนุกรรมการลงมติ 8:0 ให้พักโทษ....

อันว่า ‘เสี่ยเปี๋ยง’ เป็นที่รู้ ๆ กันดีว่าแนบแน่นกับระบอบทักษิณแบบร่วมหัวจมท้าย..โดยคดีทุจริตเกี่ยวธุรกิจค้าข้าว,บ้านเอื้ออาทร..รวมโทษแล้ว 100 กว่าปี หากไม่พักโทษหรือลดโทษเขาจะติดคุก..พ้นโทษจริงวันที่ 21 พ.ย.2629

เอกสาร..ข้อมูลที่อยู่ในมือกรมราชทัณฑ์แต่ไม่เผยแพร่..แต่ 'เล็ก เลียบด่วน' ได้เห็นมา ขอสรุปสั้น ๆ บันทึกไว้ให้รับทราบพิจารณากัน ดังนี้..

#กรณีนายอภิชาต..คดีที่ศาลออกหมายจำคุก เมื่อคดีถึงที่สุดมี 4 คดี

คดีที่ 1  ยักยอกทรัพย์ (ศาลแขวงสมุทรปราการ) จำคุก 3 ปีนับแต่ 27 ต.ค. 2558 -พ้นโทษแล้ว

คดีที่ 2 ยักยอกทรัพย์ จำคุก3ปี ศาลแขวงสมุทรปราการ (หักขัง1,281 วัน) นับแต่ 27 ต.ค.2561 พ้นโทษในวันเดียวกัน

คดีที่ 3 ความผิดพ.ร.บ. การเสนอราคาต่อรัฐ (คดีจำนำข้าวจีทูจี) จำคุก 48 ปี (หักขัง 422 วัน) นับแต่ 27 ต.ค.2561 กำหนดพ้นโทษ 3 ส.ค.2608 

คดีนี้ได้รับพระราชทานอภัยโทษ 5 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี 2562 เหลือโทษ 32 ปี,ครั้งที่2 เดือนส.ค.2563 เหลือโทษ 21 ปี 4 เดือน,ครั้งที่สาม เดือนธ.ค.2563 เหลือโทษ 14 ปี 2 เดือน,ครั้งที่สี่ เดือนก.ค.2564 เหลือโทษ 9 ปี 5 เดือน ครั้งที่ห้า เดือนธ.ค.2564 เหลือโทษ 6 ปี 3 เดือน..

คดีที่ 4 ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ (คดีบ้านเอื้ออาทร) โทษจำคุก 50 ปี นับแต่ 29 ธ.ค.2581 พ้นโทษ 21 พ.ย.2629 ได้รับพระราชทานอภัยโทษ 3 ครั้ง ลดโทษแล้วเหลือ 14ปี 9เดือน 24 วัน  จะพ้นโทษ 7 ก.ย.2579

#ตามเอกสารสรุปว่า ปัจจุบันนายอภิชาตเหลือโทษจำคุกเพียงคดีเดียวคือคดีที่ 4 เหลือกำหนดโทษ 14 ปี 9 เดือน 24 วัน (มีหักขัง 769 วัน) แต่ได้รับพระราชทานอภัยโทษพ.ศ.2567 1ใน 7 ชั้นเยี่ยม ลดโทษ 2 ปี 1 เดือน 12 วัน เหลือโทษ 12 ปี 8 เดือน 12 วันนับแต่ 26 ธ.ค.2566 คดีนี้จำมาแล้ว 2 ปี 9 เดือน 5วัน เหลือโทษจำต่อไปอีก 9ปี 11เดือน 12 วัน จะพ้นโทษ 27 ก.ค.2577

#เอกสารสรุปว่านายอภิชาติได้รับการปล่อยตัวพักโทษ(กรณีมีเหตุพิเศษ เจ็บป่วยร้ายแรง และอยู่ระหว่างการคุมประพฤติของพนักงานคุมประพฤติ โดยมีการประชุมเมื่อวันที่ 29 มี.ค.2567 และปล่อยตัวเมื่อวันที่ 9 ต.ค.2567 ที่ ร.พ.รามาธิบดี เนื่องจากยังพักรักษาตัวอยู่ที่ร.พ.ดังกล่าว   

รวมระยะเวลาที่นายอภิชาติติดคุก 8 ปี 11 เดือน 18 วัน ก่อนที่จะได้รับการพักโทษ..โดยไม่ต้องติดกำไลอีเอ็ม

ข้อมูลทั้งหมดตามนั้น..ในขณะที่คดีทางแพ่งที่เสี่ยเปี๋ยงและใครต่อใครต้องชดใช้ความเสียหาย (คดีจำนำข้าว) ให้กับแผ่นดิน วันนี้ก็ยังมีความชัดเจน..ชัดเจนอยู่อย่างเดียวทุกปีรัฐต้องตั้งงบประมาณใช้หนี้ความเสียหายอันเนื่องจากคดีจำนำข้าวสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์...

‘ยิ่งลักษณ์’ ที่จะกลับในปีหน้าด้วยยานวิเศษ..พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ 2560, กฎกระทรวง 2563 และระเบียบราชทัณฑ์ 2566 ว่าด้วยคุกนอกเรือนจำ..ดังที่ได้นำเสนอมาก่อนหน้านี้แล้ว..ฟันธง!!


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top