Saturday, 4 July 2026
POLITICS

น่าสนใจ ‘พิพัฒน์’ คิดอะไรอยู่ ตั้ง ‘สุนทร รักษ์รงค์’ เป็นคณะทำงาน

เป็นประเด็นที่น่าสนใจกับการที่ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แต่งตั้ง สุนทร รักษ์รงค์ อดีตผู้สมัคร สส. เขต 8 จ.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งปัจจุบันสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยแล้ว ให้เป็นคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป

สุนทร ก็โพสต์ว่า
“ผมจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และเอาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง”

แม้สุนทร รักษ์รงค์ จะยังไม่เปิดตัวชัดเจนว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม เขต 8 หากศาลฎีกาตัดสินให้ใบแดงและเพิกถอนสิทธิ์การเลือกตั้ง ‘มุกดาวรรณ เลื่องสีนิล’ สส. เขต 8 พรรคภูมิใจไทย ในวันที่ 26 มีนาคมนี้ ก็ตาม

แต่สำหรับนายหัวไทร เชื่อว่า เป็นการแต่งตั้งอย่างมีนัยยะสำคัญ แต่งตั้งในช่วงที่อีก 10 วันศาลอุทธรณ์ นัดอ่านคำพิพากษา สส.มุกดาวรรณ กรณีถูกคณะกรรมการการเลือกตั้งกล่าวหาว่า ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งถ้าศาลเชื่อตามพยานหลักฐานของ กกต. มุกดาวรรณก็จะโดนใบแดง เพิกถอนสิทธิ์การเลือกตั้ง และน่าจะต้องชดใช้ค่าจัดการเลือกตั้งใหม่ด้วย ซึ่งจะต้องจัดเลือกตั้งใหม่

การแต่งตั้งสุนทรเป็นคณะทำงานของแกนนำภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทย จึงมีความหมายยิ่งต่อการเลือกตั้งซ่อม เขต 8 นครศรีฯมีความหมายในแง่ของการคัดสรรตัวแทนพรรคลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งการแต่งตั้งสุนทรเป็นคณะทำงานมีหลายนัยยะให้พิจารณา

นัยยะหนึ่งอาจจะเป็นการเสริมทีมทำงานในระดับพื้นที่ให้แข็งแกร่งขึ้น กับเป้าหมายการสู้รบในอนาคต แน่นอนว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้าภูมิใจไทย จะต้องเปิดหน้าชกแบบเต็มพื้นที่ไม่มีถอยให้ใครในสนามเลือกตั้งภาคใต้ กล่าวสำหรับนครศรีฯ การเลือกตั้งปี 2566 ปักธงเมืองคอนได้ถึงสองที่นั่ง เป้าหมายปี 2570 จึงน่าจะไม่น้อยกว่า 5-6 ที่นั่ง 

แม้จะเป็นเป้าหมายที่ยากกับ 10 ที่นั่งของเมืองคอน และเป็นสนามที่ประชาธิปัตย์จะต้องยืนหยัดรักษาเมืองหลวงไว้ให้ได้ จะเห็นได้ว่า ทำไมพลังเมืองนคร ของเจ้ต้อย -กนกพร เดชเดโช ที่มีแทน-ชัยชนะ เดชเดโช ลูกชายอยู่เบื้องหลังถึงไม่สู้ศึกชิงประธานสภา อบจ.นครศรีฯ เพราะเขาต้องการเปิดทางให้ ‘น้ำ-วาริน ชิณวงศ์’ นายกฯอบจ.ได้ทำงานเต็มที่ ไม่มีใครขัดใครขวาง ถ้าสำเร็จก็โชคดีไป แต่พลังเมืองนครประเมินว่า นโยบายที่แถลงไว้ ยากจะทำได้ เช่น ปัญหาขยะล้นเมือง ปัญหาน้ำท่วมเมือง เป็นต้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เป้าหมายของการเมืองกลุ่มนี้จึงมุ่งไปที่การเลือกตั้งใหญ่ สส.มากกว่า แล้วอนาคตค่อยมาหยิบเอาแบบง่ายๆในสนาม อบจ.บนความล้มเหลวในการจัดการของ ‘น้ำ-วาริณ’

เมื่อภูมิใจไทย มีเป้าหมายใหญ่ จึงต้องมีคณะทำงานที่เข้มแข็ง แข็งแกร่ง ‘พิพัฒน์’ ก็คงจะมองเห็นศักยภาพของสุนทร จึงหยิบมาใช้งาน น่าจะใช้งานในเชิงการร่างนโยบายด้านการเกษตรของภาคใต้ เช่น นโยบายยางพารา นโยบายปาล์มน้ำมัน เป็นต้น

โดยพิพัฒน์น่าจะเล็งไปสู่สนามเลือกตั้งใหญ่มากกว่า แค่เลือกซ่อมให้เป็นเรื่องของคนในพื้นที่จัดการกันไป ตัวเลือกสำหรับภูมิใจไทยก็มีอยู่ไม่น้อย กลั่น และกรองออกมาได้ สจ.กระวี หวานแก้ว ผู้มีผลงานเป็นที่ประจักษ์มากมาย เช่น การผลักดันเขาศูนย์เป็นแหล่งท่องเที่ยวการผลักดันแก้ไขปัญหาภัยแล้งด้วยการนำน้ำจากเขื่อนกระทูน มาใช้งานช่วยเหลือเกษตรกร แม้เวลานี้เป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สว.ณัฐกิตติ์ หนูรอด ก็ทำหน้าที่ชงข้อมูลให้ สว.ณัฐกิตติ์ แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ (แล้ง) ในโซน อ.ฉวาง อย่างเป็นเนื้อเป็นหนัง

สุนทรเองก็มีความเหมาะสมยิ่งกับการลงสมัคร สส.จะในนามพรรคไหนก็แล้วแต่ เขตไหนก็ได้ หรือลงบัญชีรายชื่อก็ไม่แปลก เพราะเป็นคนมีความรู้ความสามารถ มีเครือข่ายมาก

สุนทร จากนักศึกษากิจกรรม มาสู่นักเคลื่อนไหวทางการเมือง กับบทบาทหน้าที่ในการดูแลชาวสวนยาง ชาวสวนปาล์ม

แต่สนามเลือกตั้งซ่อมเขต 8 นครศรีฯสำหรับพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะส่งใครลงสมัครเป้าหมายคือต้องชนะ รักษาฐานเดิมไว้ให้ได้

โดยสรุปว่า สำหรับพรรคภูมิใจไทยแล้ว มีสองคนนี้เหมาะสมที่สุดในการได้รับโอกาสลงสมัครรับเลือกตั้งรับเลือกตั้งซ่อม เขต 8 นครศรีฯ คนที่คลุกคลีกับชาวบ้าน ลุยอยู่กับพื้นที่ควรได้รับโอกาสนั้น

ความมุ่งมั่น ตั้งใจ อยู่กับมัน ทำให้มันเกิด คือเป้าหมายการต่อสู้ในสนามการเมืองที่ดุเดือด เข้มข้น

“ทศวรรษที่สูญหาย” วาทกรรมที่กำลังถูกรื้อฟื้น ‘ชาวเน็ต’ ตั้งข้อสังเกตขบวนการดิสเครดิต ‘ลุงตู่’ กำลังเร่งทำงาน

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘LVanicha Liz’ ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีที่มีสื่อมวลชนหลายคนออกมาวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ภายใต้การบริหารของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าเป็นช่วงที่ประเทศไทยขาดการพัฒนา โดยใช้วาทกรรมว่า ทศวรรษที่สูญหาย โดยระบุว่า #ปรากฏการณ์รื้อฟื้นทศวรรษที่สูญหาย !?

คำว่า “ทศวรรษที่สูญหาย” ได้ยินบ่อยทั้งช่วงก่อนและหลังเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา โดยกลุ่มการเมืองฝั่งตรงข้ามรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้อ้างถึง บ้างก็ใช้คำว่า 8 ปี 9 ปี 10 ปี เพื่อจะสื่อว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ไร้ผลงาน สร้างความเสียหาย ฯลฯ

บุคคลที่ศึกษามาดี รวมทั้งผู้ไม่ดำรงอยู่ในความอคติ ก็น่าจะทราบดีว่าความจริงเป็นตรงกันข้าม รวมทั้งทางด้านการใช้ตัวชี้วัดสากล ผู้เขียนก็ได้นำเสนอข้อพิสูจน์จำนวนไม่น้อยที่แสดงถึงผลงานรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งที่ชนะรัฐบาลก่อนหน้าและที่เหนือกว่ารัฐบาลปัจจุบัน 

แต่ขณะนี้ดูเหมือนจะเกิด #ปรากฏการณ์รื้อฟื้นทศวรรษที่สูญหาย ขึ้นมาอีก ในท่วงทำนองคล้ายจะลาก รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ (คสช.) + รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ (เลือกตั้ง) มารับผิดชอบปัญหาของรัฐบาลปัจจุบัน

โดยเมื่อช่วงต้นเดือน มี.ค. ๒๕๖๘ มีการเผยแพร่คลิปรายการ นายดนัย เอกมหาสวัสดิ์ หรือ 'หมาแก่' แสดงความเห็นว่า จะให้ผมยอมรับรัฐบาลลุงตู่ ผมรับไม่ได้ “ประเทศไทยเสียเวลาไปเกือบ 10 ปีกับลุงตู่โดยที่ไม่ได้อะไรกลับมาเลย ได้แค่การปะผุชั่วครั้งชั่วคราว …”
https://www.tiktok.com/@miss.../video/7477480842311372050

วันที่ 12 มี.ค. 2568 คลิปรายการฟังหูไว้หู นาทีที่ 13.48 นายวีระ ธีรภัทร กล่าวว่ามีปัญหามากมายในขณะนี้ หนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือน การขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำ การแข่งขันสู้ประเทศอื่นไม่ได้ ภาคการผลิตเทคโนโลยีไม่ทันเขา “ส่วนหนึ่งอาจต้องโทษ รบ.ประยุทธ์” ว่าปิดประตูไป 9 ปี ไม่มีทางไปเจรจาการค้า เรื่องการส่งออกเป็นตัวที่จะผลักดันเศรษฐกิจ เราเหลืออันเดียว-ท่องเที่ยว ที่เหลือไม่เห็นเลย
https://youtu.be/OI77d-T5XVE?si=Fa0xw3Ylj7gSoGJU

วันที่ 15 มี.ค. 2568 FB Thanong Fanclub โพสต์ว่า จีดีพีไทยตกต่ำ เศรษฐกิจฮ่วยสะท้อนอะไร “มันสะท้อนว่า 8 ปีของลุงตู่ไม่ได้วางรากฐานอะไรให้เศรษฐกิจไทยมีความก้าวหน้า หรือมีการเจริญเติบโต มีแต่สร้างหนี้ ...”https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1205569974270985&id=100044539804977&mibextid=Nif5oz

ปรากฏการณ์ข้างต้นคล้ายจะสะท้อนความคาดหมายไปยังการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ว่าน่าจะเกิดขี้นในเวลาอีกไม่นาน และด้วยเหตุผลดังกล่าว ดูประหนึ่งว่าฝ่ายที่ไม่อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาบริหารก็พากันเร่งสร้างความรู้สึกไม่ยอมรับขึ้นในหมู่ประชาชน หรือไม่

แต่หากการสร้างความรู้สึกไม่ยอมรับ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งอยู่บนข้ออ้างที่ไม่เป็นความจริง มันมิเป็นการกล่าวเท็จบิดเบือนต่อประชาชน อันจะทำให้เกิดผลเสียหายต่อประเทศชาติหรือ

ลองนำข้ออ้างบางช่วงมาวิเคราะห์ดู: จากที่นายวีระ กล่าวว่า “ส่วนหนึ่งอาจต้องโทษ รบ.ประยุทธ์” ว่าปิดประตูไป 9 ปี ไม่มีทางไปเจรจาการค้า

ถ้าเราย้อนระลึกถึงความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับซาอุดิอาระเบีย ที่พ่วงมาด้วยโอกาสทางการค้าอย่างมหาศาล รวมทั้งการจัดประชุมเอเปคที่ประเทศไทย ที่มีมิตรประเทศมากันมากมาย เปิดทางให้หน่วยงานไทยเจรจาด้วยมากเท่าที่อยากจะทำ

แม้ในสมัย คสช. ก็ปรากฏภาพ พล.อ.ประยุทธ์ จับมือกับท่านสี ท่านปูติน ท่านโมดิ ด้วยความผึ่งผายในบรรยากาศอบอุ่นด้วยสัมพันธไมตรีอันดี 

แล้วยังจะพูดได้หรือว่าปิดประตูไป 9 ปี
นายวีระกล่าวต่อไปถึงเรื่องการส่งออกว่าเป็นตัวที่จะผลักดันเศรษฐกิจ คล้ายจะหมายความว่าปิดประตูไป 9 ปี การส่งออกก็ไม่เกิดด้วย

ผู้เขียนได้ตรวจสอบข้อมูล World Bank พบว่าในยุค คสช. ยอดส่งออกพุ่งขึ้นสูงมากเมื่อเปรียบกับยุค รบ.ยิ่งลักษณ์ (ซึ่งยอดส่งออกของรัฐบาลเธอดูเตาะแตะมากแทบไม่เพิ่มเลย) และหลังวิกฤติโควิด ยอดส่งออกของ รบ.พล.อ.ประยุทธ์ (เลือกตั้ง) ก็พุ่งขึ้นสูงอีกเช่นกัน ในครั้งนี้สูงชันกว่ายุครัฐบาลทักษิณเสียอีก (อ้างอิงภาพเปรียบเทียบผลงานการส่งออก) และยังนำมาซึ่งการได้ดุลการค้าสูงกว่าบรรดารัฐบาลก่อนหน้าในช่วงเท่าที่มีข้อมูลแสดง

น่าจะสรุปได้ว่าทางด้านการส่งออก รบ.พล.อ.ประยุทธ์ ได้วางรากฐานที่ดีไว้ให้กับประเทศแล้ว

นายวีระกล่าวถึงแหล่งรายได้ของประเทศว่า เราเหลืออันเดียว-ท่องเที่ยว ที่เหลือไม่เห็นเลย ผู้เขียนเพิ่งพิสูจน์ไปในโพสต์ก่อนหน้า ว่า 1. อันดับความสามารถในการแข่งขัน Travel & Tourism รบ.คสช. ดีกว่า รบ.ยิ่งลักษณ์ 2. อันดับการขับเคลื่อนการพัฒนา Travel & Tourism รบ.พล.อ.ประยุทธ์ (เลือกตั้ง) ดีกว่า รบ.เศรษฐา-แพทองธาร 3. SET Tourism Index หลังโควิด สูงสุดใน รบ.พล.อ.ประยุทธ์

ทั้งสามข้อน่าจะพิสูจน์แล้วว่าทางด้านการท่องเที่ยว รบ.พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้เปิดโอกาสที่ดีมากไว้ให้ประเทศอีกเช่นกัน ส่วนรัฐบาลปัจจุบันจะมีหรือไม่มีฝีมือรับช่วงต่อ จะต้องฉุดกระชากลากถูให้ รบ.พล.อ.ประยุทธ์ ตามมารับผิดชอบด้วยทำไม ???

โพสต์นี้แม้จะพิสูจน์แย้งเนื้อหาของนายวีระคนเดียว แต่ข้อมูลก็น่าจะเพียงพอสำหรับแย้งเนื้อหาของนาย ‘หมาแก่’ และโพสต์ FB Thanong Fanclub ด้วยเช่นกัน 

“ทศวรรษที่สูญหาย” ถ้าจะมี ก็น่าจะกำลังเริ่มขึ้นมากกว่า

‘อัครเดช’ ชี้แก้ไข รธน.ต้องทำประชามติ 3 รอบ ย้ำจุดยืน รทสช. ห้ามแตะหมวด 1 – 2 และการปราบทุจริต

‘อัครเดช’ อธิบายชัดจะแก้รัฐธรรมนูญต้องทำประชามติ 3 รอบ ขอให้ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสิ้นข้อสงสัยแก่ทุกฝ่าย จี้หาหลักประกันไม่แก้หมวด 1 หมวด 2 การปราบปรามทุจริตหากมีการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ

(17 มี.ค. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้อภิปรายญัตติด่วน เรื่อง ขอให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ว่า 

การแก้รัฐธรรมนูญสำหรับพรรครวมไทยสร้างชาติ มีจุดยืนที่ชัดเจนคือจะต้องไม่มีการแก้ไขในหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้จะต้องไม่มีการแก้ไขในบทบัญญัติเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน 

กรณีมีการตั้ง ส.ส.ร. เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับนั้น จะเป็นกรณีที่ไม่มีหลักประกันใด ๆ ว่าจะไม่มีการแก้ไขในหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ และไม่มีการแก้ไขในบทบัญญัติเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน 

สำหรับการสนับสนุนให้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องมีการจัดทำประชามติกี่ครั้งนั้น ก่อนหน้านี้มีวุฒิสมาชิกท่านหนึ่งได้มีความเห็นว่าการเพิ่มหมวด 15/1 ไม่ใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งเป็นปัญหาที่จะต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าทำได้หรือไม่เพียงใด เนื่องจากในรัฐธรรมนูญ มาตรา 256(8) ได้บัญญัติไว้ว่าเมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดที่ 1 หมวดที่ 2 หรือเกี่ยวกับหมวด 15 จะต้องมีการทำประชามติก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ตามมาตรา 256(7) ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า การเพิ่มหมวด 15/1 เป็นการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะต้องมีการจัดทำประชามติจากพี่น้องประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจก่อนที่จะมีการแก้ไข จึงเป็นที่มาว่าในครั้งนั้นรัฐสภาจึงไม่สามารถดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ 

สำหรับในครั้งนี้ได้มีการตีความคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนั้นแตกต่างกันออกไป สำหรับความเห็นส่วนตัวของตนนั้นเชื่อว่าไม่ต้องมีการส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพราะศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่าก่อนจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเพิ่มหมวด 15/1 ต้องมีการทำประชามติก่อน 1 ครั้ง เมื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 แล้วเสร็จจะต้องมีการทำประชามติอีก 1 ครั้ง ก่อนที่เมื่อรัฐธรรมนูญที่ยกร่างโดย ส.ส.ร. แล้วเสร็จจะต้องมีการทำประชามติเพื่อสอบถามประชาชนว่าเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ จึงต้องมีการทำประชามติทั้งสิ้น 3 ครั้ง ตามรัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญได้ระบุไว้

จากระเบียบวาระครั้งที่ผ่านมา ได้สร้างความหวาดหวั่นใจให้กับเพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายท่านทำให้หลายท่านลาประชุม หรือไม่แสดงตนเป็นองค์ประชุม เนื่องจากเกรงว่าจะมีการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าขัดต่อคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการให้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเพื่อให้สิ้นกระแสความ เพื่อให้สิ้นข้อสงสัย จึงเป็นอันดีและไม่เกิดความเสียหายใด ๆ ต่อประเทศชาติแต่อย่างใด 

‘ดร.ชาย’ เจาะงบลงทุน ในธุรกรรม skyy9 ของ สปส. ชี้ เป็นการลงทุนเพียง 7 พันล้าน แบ่งเป็นหุ้น 5 พันล้าน - ให้กู้ 2 พันล้าน

(17 มี.ค. 68) จากกรณี สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการด้านการเงินและปัญญาชนสาธารณะ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ประกันสังคม น่าจะจ่ายเงิน 9 พันล้าน ในธุรกรรม skyy9 ไม่ใช่ 7 พันล้าน? วันนี้ลองโหลดงบการเงินและหมายเหตุประกอบงบการเงิน ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรม ประกันสังคม ตั้งกองทรัสต์ไปตั้งบริษัทใหม่ ไปซื้อบริษัทเจ้าของตึก skyy9 (ซับซ้อน 55) มาดูเล่นๆ ก็พบว่า ประกันสังคมน่าจะออกเงินทั้งหมด 9 พันล้านบาท ไม่ใช่ 7 พันล้านบาท ตามที่เป็นข่าวมาหลายสัปดาห์

ล่าสุด ดร.ชาย ทวนชัย นิยมชาติ อดีตผู้สมัคร ส.ส. กทม. เขตจอมทอง – บางบอน - หนองแขม พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เข้าไปคอมเม้นต์ ในโพสต์ของ อ.สฤณี ว่า เรียนอาจารย์ครับ ผมกระทบยอดได้ตามนี้ ไม่น่าจะผิดพลาด อาจารย์อาจจะไม่เห็นข้อมูลตัวนึงจากงบของ บจก. แคส แคปปิตอล ครับ ตอนขายหุ้น ไพร์ม ไนน์ ทาง บจก. แคส แคปปิตอล ขายหุ้น 50% ไปในราคา 1,054 ล้านบาท ครับ เท่ากับผู้ถือหุ้นเดิมทั้งหมด ได้เงินไป 2,108 ล้านบาท ถ้าเห็นข้อมูลตัวนี้ ที่เหลือกระทบยอดตามปกติเลยครับ

ต่อมาเพิ่มทุนอีก 3,050 ล้านบาท รวมลงไปกับส่วนทุน 5,158 ล้านบาท (เท่า เงินลงทุนในบริษัทย่อยในงบ) เกินกว่าทุนจดทะเบียนที่ลงที่ ไพร์ม เซเว่น 5,000 ล้าน อยู่ 158 ล้านบาท เงินนี้ก็เอามาจากเงินกู้ที่ ทรัสต์ ปล่อยให้ 2,000 ล้านบาท ทำให้เหลือวงเงินกู้คงเหลือ 1,842 ล้านบาท

ดูหมายเหตุประกอบงบของ ไพร์ม ไนน์ จะพบว่ามีการเบิกเงินกู้รวม 1,842 ล้านบาท พอดี ก็คือเบิกไปเต็มแล้ว (ตัวเลขทั้งหมดปัดเศษนะครับ) ตัวเลขชนกันหมดครับ ลงทุน 7,000 ล้านบาท หุ้น 5,000 ให้กู้ 2,000 ครับ "

สรุปสั้นๆ ดร.ชาย ยืนยันข้อมูลตรงตามที่หนูนำเสนอว่า " สปส ลงทุน 7,000 ล้าน เป็นหุ้น 5,000 ล้าน และ เป็นเจ้าหนี้ให้กู้ 2,000 ล้าน "

ขณะที่ อ. สฤณี ได้กล่าวขอบคุณ ดร.ชาย พร้อมแชร์ คลิปอธิบายให้ลูกเพจได้ฟัง และระบุว่าเข้าใจแล้วทำไมถึงลงทุน 7,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ทาง ดร.ชาย ยังได้แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า แต่เราต้องไม่หลงประเด็นว่าถึงที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะลงทุนด้วยเงินเท่าไหร่ แต่เมื่อสังคมยังคงสงสัย เค้าอาจจะไม่ได้สงสัยตัวเลขแล้ว แต่ก็ยังสงสัยการลงทุน ประสังคมก็ยังต้องอธิบายการลงทุนนี้อยู่ดี ว่า 7,000 ล้านนี้ คิดยังไง ตัดสินใจยังไงว่าคุ้มค่า การที่ สส. มาตรวจสอบก็ถูกต้องแล้ว

รัฐบาลไทย วอน!! นานาประเทศเข้าใจ การแก้ไขปัญหา ส่ง ‘อุยกูร์’ กลับ ขอให้มั่นใจ ทำตามสิทธิมนุษยชนเต็มที่

(16 มี.ค. 68) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ พล.ต.อ. ไกรบุญ ทรวดทรง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะสื่อมวลชน 9 คนจากหลากหลายสำนักทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ รวมทั้งสื่อโซเชียลมีเดีย รวมทั้งคณะ 25 คน มีกำหนดการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันอังคารที่ 18 - 20 มีนาคม 2568 ที่มณฑลซินเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน

โดยในวันอังคารที่ 18 มีนาคม 2568 เวลา 23.30 น. คณะจะออกเดินทางจากกองบิน 6 ท่าอากาศยานดอนเมือง ไปยังท่าอากาศยานเมืองคาซือ มณฑลซินเจียง โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 7 ชั่วโมงบินโดยจะถึงเมืองคาซือ ในวันพุธที่ 19 มีนาคม เวลาประมาณ 07.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 1 ชั่วโมง คณะมีกำหนดการเดินทางไปเยี่ยมชาวจีน อุยกูร์ ที่เมืองคาซือ มณฑลซินเจียง และร่วมรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันพร้อมกับผู้นำท้องถิ่นในช่วงเช้าและบ่าย

สำหรับในวันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม 2568 คณะจะเดินทางไปมณฑลซินเจียงที่อยู่ห่างไกล และจะเดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์บังคับใช้กฎหมายและการจัดการคดีของสำนักงานความมั่นคงสาธารณะ ที่เมืองคาซือ มณฑลซินเจียง จากนั้นคณะจะเดินทางไปที่มัสยิดอิดกะฮ์ (Id Kah) พูดคุยสนทนากับผู้นำศาสนา และร่วมรับประทานอาหารค่ำกับตัวแทนผู้นำศาสนาในท้องถิ่น ก่อนที่รองนายกรัฐมนตรีและคณะจะออกเดินทางจากท่าอากาศยานเมืองคาซือ มณฑลซินเจียง ในเวลาประมาณ 20.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยจะเดินทางถึงประเทศไทย ในวันศุกร์ที่ 21 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 01.00 น. ณ กองบิน 6 ท่าอากาศยานดอนเมือง

นายจิรายุ กล่าวว่า การเดินทางครั้งนี้เพื่อทำความจริงให้ปรากฏในข้อกังวลของนานาอารยประเทศ และให้เข้าใจประเทศไทยถึงการแก้ไขปัญหาซึ่งรัฐบาลไทยได้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาและมีข้อตกลงสำคัญต่อรัฐบาลของทั้งสองประเทศ ที่ต้องคืนชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีในยุคโลกปัจจุบัน ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและมีสิทธิเสรีภาพ ซึ่งถือว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมากถึงขั้นตอนการตรวจสอบรายละเอียดนานหลายเดือนก่อนจะส่ง ชาวจีนอุยกูร์ กลับสู่มาตุภูมิ เพื่อให้มั่นใจว่าการส่งชาวจีนกลับสู่บ้านเกิดจะต้องได้รับความปลอดภัยและเป็นไปตามสิทธิมนุษยชน ซึ่งการเดินทางครั้งนี้เป็นเพียงครั้งแรก โดยรัฐบาลไทยจะกำหนดการเดินทางเป็นระยะๆเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศต่อนานาอารยะประเทศต่อไป

เปิด 4 ตัวเลือกพรรคภูมิใจไทย สนามเลือกตั้งเขต 8 นครศรีฯ ศึกนี้!! ไม่มีใครหลีกใคร ‘สจ.กระวี-สุนทร’ ตัวเต็ง ตัวตึง

(16 มี.ค. 68) ถ้าผลการตัดสินของศาลอุทธรณ์ในวันที่ 26 มีนาคมนี้ออกมาในทางลบ คดีใบแดงของ “มุกดาวรรณ เลื่องสีนิล” สส.เขต 8 นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย สนามเลือกตั้งนี้จะเป็นสนามเลือกตั้งที่สู้กันดุเดือด ไม่มีใครยอมใครในพรรคร่วมรัฐบาล

คำว่า “ให้เกียรติ์“ เจ้าของพื้นที่เดิม (เขต 8 ประกอบด้วย อ.ฉวาง นาบอน ช้างกลาง และพิปูน)
คงจะไม่ได้ยินแน่นอน เพราะจะเป็นสนามวัดดวง ชี้อนาคตทางการเมืองในภาคใต้ในอนาคต และทุกพรรคจะระดมระดับแกนนำของพรรคลงลุยเต็มอัตราศึกแน่นอน

พรรคประชาธิปัตย์วันนี้ยืนยันจากปากของ ”ชินวรณ์ บุณยะเกียรติ์“เองว่า จะย้ายกลับมาลงสมัครเขต 8 ทวงคืนแชมป์ด้วยตัวเอง ซึ่งตรงกับ ”แทน-ชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ภาคใต้ก็ยืนยันว่า ส่งพี่ชินลง

พรรคกล้าธรรม “บิ๊กโอ” สจ.ก้องเกียรติ์ เกตุสมบัติ ฐานะหนึ่งคือลูกเจยของชินวรณ์ ที่ช่วงหลังใกล้ชิดกับ รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และ รอ.ธรรมนัส ก็สนับสนุนบิ๊กโอเต็มที่ด้วยบุคคลิก และอะไรที่เข้ากันได้ดี เมื่อจังหวะ และโอกาสมาถึงบิ๊กโอ จึงขอลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคกล้าธรรม

บิ๊กโอ ตั้งใจจะลงสมัคร สส.ตั้งแต่คราวที่แล้ว ในนามพรรคประชาธิปัตย์ แต่การจัดสรรคนไม่ลงตัว เมื่อบุณยเกียรติ์ ลงสมัครถึงสองเขต ทำให้บิ๊กโอพลาดโอกาสนั้นไป ทั้งๆที่ลาออกจาก ส.อบจ.มานั่งรออยู่แล้ว 

สนามเลือกตั้งเขต 8 จะเป็นสนามแรกของพรรคกล้าธรรมในการกรุยศึกเลือกตั้ง เพราะเป็นพรรคใหม่ที่มี สส.จากพรรคพลังประชารัฐย้ายมาสังกัดถึง 23 คน และมี สส.เดิมที่ย้ายมาเช่นกันอีก 1 คน

สนามเลือกตั้งเขต 8 จึงเป็นสนามพิสูจน์ฝีมือ เพื่อเดินหน้าลุยสำหรับการเลือกตั้งปี 70 และสนามเลือกตั้งภาคใต้น่าจะเป็นสนามหลักที่พรรคกล้าธรรม จะเข้ามาหวังเสียบแทนพรรคเก่าที่ค่อยๆอ่อนแอลง โดยเฉพาะในสามจังหวัดชายแดนใต้ 12 ที่นั่ง น่าสนใจยิ่งเมื่อ “วันนอร์-วันมูหะหมัดนอร์ มะทา” ประกาศวางมือทางการเมืองกับวัยที่เริ่มโรยรา

พรรครวมไทยสร้างชาติ ยังพอมีพลังในการสู้สึกกับผลงานของสองขุนพล “พีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค” รมว.พลังงาน และ “ขิง-เอกนัฐ พร้อมพันธ์” รมว.อุตสาหะกรรม ที่จับมือกันสร้างผลงาน สู้กับทุนพลังงาน รื้อโครงสร้างพลังงานใหม่ ถ้าผลงานผ่าน จะช่วยลดค่าใช้จ่ายภาคครัวเรือน ภาคขนส่งลงไปได้มาก สามารถแปรมาเป็นคะแนนเสียงได้

เมื่อสนามเขต 8 ว่างลง ก็ต้องไม่พลาด เล็งไปที่ ดร.คมเดช มัชฌิมวงค์ ที่เคยลงสมัครรับเลือกตั้ง เขต 7 ทุ่งใหญ่ ในนามพรรคพลังประชารัฐ สนใจว่าย้ายมาลงเขตนี้ เนื่องจากเป็นคนพิปูน เคยเป็นนายกฯอบต.อยู่ที่พิปูน และสนใจพรรครวมไทยสร้างชาติด้วย ช่วงหลังเห็นภาพทางโซเขี่ยล ลงพื้นที่ถี่ยิบ

พรรคประชาชน กรรมการบริหารพรรคประชาชน มีมติให้ณัฐกิตต์ อยู่ด้วง ลงสมัครรับเขตเลือกตั้งที่ 8 จ.นครศรีธรรมราช ในนามของพรรคประชาชนไปแล้ว แต่โอกาสของพรรคประชาชนสำหรับพื้นที่ภาคใต้ น่าจะยังยากอยู่ เว้นแต่จะมีผู้สมัครที่โดดเด่นจริงๆ คนยังติดภาพกับการแก้ ม.112 อันเกี่ยวโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์

น่าสนใจคือพรรคภูมิใจไทย เจ้าของพื้นที่เดิมจะหยิบใครมาลงสมัคร ที่ใช้คำว่าหยิบ เพราะมีตัวเลือกให้พิจารณาไม่น้อยกว่า 4 คน คนแรกคือ “ไสว เลื่องสีนิล” สามีของ สส.มุกนั้นเอง ที่ผ่านมาก็ทำงานพื้นที่ให้ สส.มุกอยู่ อยู่ที่พรรคว่าจะยังเลือกสกุล “เลื่องสีนิล”ให้ลงสมัครอีกหรือไม่กับตัวเลือกใหม่ ตัวเลือกใหม่ เช่น สุนทร รักษ์รงค์ ที่คราวที่แล้วได้มาอันดับ 2 พ่ายให้กับ สส.มุก เพียงไม่กี่คะแนน ซึ่งสุนทร น่าจะมีคะแนนเป็นกอบเป็นกำในแวดวงชาวสวนยาง ที่สุนทรทำงานคลุกคลีกับชาวสวนยางมานาน

อีกตัวเลือกหนึ่งของพรรคภูมิใจไทย และถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าให้การสนับสนุน สจ.กระวี หวานแก้ว ที่เคยลงสมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย เขต 5. นครศรีธรรมราช 

มี อ.พิปูน อ.ฉวาง อ.ถ้ำพรรณรา อ.ทุ่งใหญ่ (ปี 2562) แต่ครั้งนั้น สจ.กระวี ยังสอบไม่ผ่าน เพราะยังใหม่กับการเมืองอยู่มาก

สจ.กระวี ปัจจุบันเป็นผู้ชำนาญการประจำตัว สว.ณัฐกิตติ์ หนูรอด สว.นครศรีฯถือเป็นรุ่นใหม่ของพรรคภูมิใจไทย เป็นเด็กนักเรียนนอก 

จบการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยแห่งรัฐ นิวเซาท์เวลส์(UNSW) มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก เกิดที่ ต.กะเปียด อ.ฉวาง ผลงานวิจัยเชิงวิชาการมากมาย จบปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต อิเล็กทรอนิคส์ ศรีปทุม ปริญญาตรี รัฐศาสตร์บัณฑิตรามคำแหง รุ่น 22 เคยเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) นครศรีธรรมราช เขต อ.ฉวาง นาน 7 ปี 

ผลงานที่ประจักษ์ และเป็นรูปธรรมมากมาย

ที่มุ่งมั่นมากคือการพัฒนาเขาศูนย์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของ อยู่.ฉวาง

อีกตัวเลือกหนึ่งที่เสนอตัวจะขอลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทยเช่นกันคือ นาวาเอกสมเกียรติ์ ทรงสวัสดิ์ ผู้บังคับการหมวดเรือ ศรชล.ภาค 2 นักเรียนเตรียมทหาร รุ่น 30 นักเรียนนายเรือ รุ่น 87 จบปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตร์ รุ่น 30 จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มีผ่านการอบรมหลักสูตรต่างๆมากมาย แต่ส่วนใหญ่เกี่ยวกับการทหาร ส่วนประสบการณ์ และงานการเมืองยังถือว่าน้อย แม้จะเคยทำงานอยู่ในพื้นที่นครศรีฯก็ตาม

ถ้าพิจารณาจากโปรไฟล์ของ 4 คนของพรรคภูมิใจไทยแล้ว “สจ.กระวี -สุนทร” น่าสนใจมากที่สุด โดยพิจารณาคู่แข่งร่วมด้วย อีกสิบวันก็จะรู้แล้วว่า อนาคตของ สส.มุกดาวรรณ จะบวกหรือลบ แต่ขออนุญาตรีวิวให้เห็นภาพของการแข่งขันให้เห็นคร่าวๆ ขอจริงรอสนามเปิดครับ

‘ดร.เสรี’ วิจารณ์ฟาด!! การแต่งกายของ ‘แพทองธาร’ มอง!! แต่งตามสมัยนิยม ไม่เหมาะสมกับรูปร่างตัวเอง

(15 มี.ค. 68) ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านการตลาดและการสื่อสาร ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กวิจารณ์การแต่งกายของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า รสนิยมและสมัยนิยมเป็นคนละเรื่องกัน การเลือกแต่งตัวตามแฟชั่นหรือสมัยนิยมโดยไม่พิจารณาว่ารูปร่างของตัวเองเหมาะสมกับเสื้อผ้าที่เลือกใส่หรือไม่ อาจทำให้ดูขาดรสนิยม

ดร.เสรีกล่าวว่า “การซื้อเสื้อผ้าแพงๆ หรือเครื่องประดับหรูหรามากมายไม่ได้หมายความว่าจะได้รสนิยม หากไม่ได้พัฒนาทักษะในการพิจารณาสุนทรียศาสตร์อย่างแท้จริง” และยังแสดงความคิดเห็นต่อความเสี่ยงที่เศรษฐีบางคนอาจกลายเป็นคนที่ดูแย่เพียงเพราะเสื้อผ้าไม่เหมาะสมกับรูปร่างของตัวเอง

ดร.เสรียังชี้ให้เห็นว่า ในงานราชพิธีและกิจการทางการทูตที่มีธรรมเนียมปฏิบัติ (protocol) ควรให้ความเคารพในรูปแบบการแต่งตัว เพื่อไม่ให้ตัวเองกลายเป็นตัวตลกในสายตาชาวโลก “ถ้าคิดอยู่ในตำแหน่งต่อไป ฟังคำเตือนจากคนอื่นบ้าง” 

“อย่ามัวแต่คิดว่าคนที่วิจารณ์เป็นพวกอคติหรือ negativity เพราะเขากำลังเตือนให้คุณพัฒนารสนิยมให้ดีขึ้น” ดร.เสรีกล่าวทิ้งท้าย โดยเชื่อว่า ประเทศไทยสมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่า และการพัฒนารสนิยมจะช่วยให้ประเทศดูดีขึ้นในสายตาชาวโลก

มติ รทสช. ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจแก้รัฐธรรมนูญ ให้ชี้ชัด ต้องทำประชามติถามความเห็นประชาชนก่อนหรือไม่

โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เผยพรรคมีมติเห็นชอบส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ ปมอำนาจสภาในการแก้รธน. ย้ำแก้รธน. เรื่องใหญ่ ทำประชามติใช้งบ 4,000 ลบ. จึงต้องรอบคอบ ชัดเจน 

(14 มี.ค. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 และโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยถึงการประชุมร่วมรัฐสภาที่จะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 17 มีนาคม 2568 นี้ ซึ่งจะมีการพิจารณาใน 2 ญัตติเกี่ยวกับประเด็นอำนาจของรัฐสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย ญัตติขอให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ที่เสนอโดยสมาชิกวุฒิสภา และญัตติขอให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

โดยนายอัครเดช ระบุว่า แต่เดิมในเรื่องนี้ ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยที่ 4/2564 ออกมาแล้วว่า การจะแก้ไขรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องมีการทำประชามติให้ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนก่อนว่าสมควรให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าประชาชนเห็นสมควร จึงจะสามารถเดินหน้าขอแก้ไขตามมาตรา 256 เพื่อปูทางไปสู่การจัดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) และการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ในเมื่อขณะนี้เกิดปัญหาขึ้นว่ามีสมาชิกรัฐสภาบางส่วนเห็นต่างว่าสามารถเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญในที่ประชุมสภาได้ทันที โดยไม่ต้องทำประชามติ รับฟังความเห็นจากประชาชนก่อน

พรรครวมไทยสร้างชาติ จึงได้ประชุมและพิจารณาในเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วน รอบคอบ เพื่อให้ประโยชน์สูงสุดตกอยู่กับประเทศชาติและคนไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ จึงได้มีมติเห็นสมควรว่า ให้เห็นชอบกับทั้ง 2 ญัตติดังกล่าว ในการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความขอบเขตอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่จะมีการพิจารณาในวันจันทร์นี้ เพื่อให้สิ้นข้อสงสัย เกิดความกระจ่างชัดเจนและไม่เป็นประเด็นปัญหาในภายหลังที่อาจจะส่งผลเสียต่อประเทศชาติได้

“การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งการทำประชามติแต่ละครั้งต้องใช้งบประมาณมากถึง 4,000 ล้านบาท ดังนั้นเพื่อให้เกิดความชัดเจนและรอบคอบ พรรครวมไทยสร้างชาติ จึงเห็นควรว่าเป็นสิ่งที่ดีที่จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวให้เกิดความกระจ่างแจ้งอีกครั้ง” นายอัครเดช กล่าว

‘สส. ต้นกล้า’ พรรคส้ม โพสต์ขอโทษแล้ว ปมทำผิดกฎหมายดูดบุหรี่ไฟฟ้ากลางสภาหมื่นล้าน

‘ต้นกล้า จรยุทธ’ สส. พรรคประชาชน โพสต์ขอโทษแล้ว ปมดูดบุหรี่ไฟฟ้ากลางสภาหมื่นล้าน พร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ลั่น ขอมุ่งมั่นทำงาน เพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

จากกรณีที่ปรากฏภาพ สส. เดินสูบบุหรี่ไฟฟ้ากลางรัฐสภา ที่ถูกแชร์ว่อนโซเชียล จนตกเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้ากำลังเป็นภัยคุกคามสุขภาพของเด็กและเยาวชนไทย แต่ สส. กลับกระทำผิดกฎหมายกลางสภาฯ เสียเอง 

ล่าสุดวันนี้ (12 มี.ค. 68) นายจรยุทธ จตุรพรประสิทธิ์ สส. พรรคประชาชน ซึ่งเป็นบุคคลในภาพดังกล่าว ได้โพสต์เฟซบุ๊กขอโทษประชาชนแล้ว โดยระบุว่า จากกระแสข่าวที่เผยแพร่ออกมา ผมทราบดีว่าทำให้พี่น้องประชาชนเกิดความกังวลและมีข้อสงสัย ผมจึงอยากขอโทษจากใจจริงที่ทำให้พี่น้องประชาชนไม่สบายใจ ผมเข้าใจถึงความคาดหวังที่พี่น้องประชาชนมีต่อตัวผมในฐานะผู้แทน ผมเองก็ซาบซึ้งกับทุกความคิดเห็นที่ส่งมา

ผมให้ความสำคัญกับบทบาทหน้าที่ของตัวเองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ในขณะเดียวกัน ผมพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบจากทางรัฐสภา เพื่อเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ดีของการเป็นผู้แทนราษฎร

สุดท้ายนี้ ผมขอขอบคุณทุกเสียงสะท้อนจากพี่น้องประชาชนและขอยืนยันว่าผมยังคงมุ่งมั่นทำงานอย่างเต็มที่เพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

โพสต์ของ สส.ต้นกล้า ทำให้แฟนเพจและแอนตีแฟน เข้ามาคอมเมนต์ตอบโต้กันไปมา โดยฝ่ายแอนตีแฟน ต้องการให้ดำเนินการกับ สส.ของพรรคทั้งหมดที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า แต่แฟนคลับผู้ชื่นชมในตัว สส.ต้นกล้า เข้ามาให้กำลังใจ พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบ สส. ฝ่ายรัฐบาลที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าในสถานที่ราชการด้วย เพื่อความเท่าเทียม

‘กรณ์’ หนุน ‘มาดามแป้ง’ พิสูจน์ให้ถึงที่สุด ปมดรามาสมาคมฟุตบอลฯ ส่อไปในทางทุจริต

จากกรณีที่ “มาดามแป้ง” นางนวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ แถลงยืนยันแนวทางของสมาคมฯในการยืนฟ้อง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บริหารสมาคมชุดเก่า หลังศาลฎีกาสั่งมีคำพิพากษาให้ชดใช้เงิน 360 ล้านบาท ในคดีละเมิดลิขสิทธิ์ ให้ บมจ.สยามสปอร์ต ซินดิเคท

ล่าสุด ( 12 มี.ค. 68) นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีดังกล่าวว่า ดราม่าสมาคมฟุตบอล ดราม่าที่น่าติดตาม

ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นเรื่องฟุตบอล หรือเพราะเป็นเรื่องของคุณแป้ง  แต่ที่สำคัญที่สุดเพราะครั้งนี้ดูเหมือนจะมีคนเอาจริงกับพฤติกรรมโคตรแย่ (หากจริง - ตอนนี้ทั้งประเทศกำลังรอคำชี้แจ้งจากผู้ถูกกล่าวหา) และเป็นพฤติกรรมโคตรแย่ที่สะท้อนหลายอย่างใน ‘สังคมระดับผู้มีอำนาจของไทย‘

ผมขอติดตามเรื่องนี้ โดยหวังว่าจะมีการพิสูจน์ความจริงกันถึงที่สุด หวังว่าเรื่องจะไม่เงียบไปเฉยๆ เพราะปกติดราม่าความขัดแย้งในสังคมระดับผู้มีอำนาจ จะจบด้วยการสมยอม (ฮั้ว) โดยที่ผลประโยชน์ที่ลงตัวมักได้รับความสำคัญเหนือกว่า ‘ความจริง‘ หรือการ ’รับผิดชอบ’ ต่อการกระทำผิด

แต่เรื่องนี้ผม ‘เชื่อแป้ง’ ว่าจะเอาจริง ซึ่งควรเป็นเช่นนั้นเพราะเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องขององค์กรที่มีประชาชนมีส่วนร่วมด้วยมากที่สุดองค์กรหนึ่งในประเทศ

เรื่องนี้จบอย่างไร มีการทุจริตจริงหรือไม่ และถ้ามีจริงจะทำให้เห็นว่าสังคมไทยยังมีความหวังเรื่องการกำจัดทุจริตคอร์รัปชันอย่างไร…นี่คือสาเหตุที่ดราม่านี้น่าติดตาม

‘สุชาติ’ สวน ‘ไอซ รักชนก’ ปม สปส. ซื้อตึกเก่า 7 พันล้าน ขอให้หยุดวิจารณ์คนอื่นให้เสื่อมเสีย ลั่นภูมิใจผลงานช่วงโควิด

(12 มี.ค. 68) ‘สุชาติ ชมกลิ่น’ สวนกลับ ‘ไอซ์ รักชนก’ หยุดวิจารณ์คนอื่นให้เสื่อมเสีย อย่าบิดเบือนโดยการเมืองแบบสกปรก ลั่น ที่ผ่านมาสุดภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่สร้างผลงานช่วงโควิด ขณะที่ไอซ์ โต้ทันควัน ถ้าไม่ได้ทำอะไรผิดก็ชี้แจงไปตามข้อเท็จจริง ไม่ต้องร้อนรน 

จากกรณี น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. และนายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน (ปชน.) ร่วมแถลงข่าว “แฉเสียดฟ้า กองทุนประกันสังคมจงใจลงทุนผิดพลาด เพื่อเอื้อผลประโยชน์พวกพ้องหรือไม่” ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ย่านพระราม 9 ซึ่งเป็นอาคารที่ก่อสร้างไม่เสร็จตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง

โดยสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ซื้อมาในราคา 7 พันล้านบาท ขณะที่ราคาประเมินอยู่ที่ 3 พันล้านบาท เกิดเป็นส่วนต่างกว่า 4 พันล้านบาท เอื้อประโยชน์ใครหรือไม่ หรือนักการเมืองคนใด หรือพรรคใดหรือไม่ ในช่วงรมว.แรงงานคนก่อนหน้านี้ เพราะส่งคนของตัวเองไปอยู่ในอนุกรรมการการลงทุนนั้น

ล่าสุด เมื่อช่วงเย็นวันที่ 11มี.ค. 68 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในขณะนั้น โพสต์เฟซบุ๊ก ตอบโต้ถึงกรณีดังกล่าวว่า คุณไอซ์ รักชนก และทีมงานเป็นคนของประชาชน วิพากษ์วิจารณ์ ตามสมควรได้ แต่ถ้าไม่ถูกต้องถ้าเกินสมควร หรือทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด หรืออาจเข้าใจผิดหรือกล่าวอ้าง จนทำให้เขาเสื่อมเสียชื่อเสียง มันก็ไม่สมควร

มันง่ายที่คุณว่าคนนั้นคนนี้ โดยไม่รับผิดชอบ ปล่อยให้สังคมตีความไป ทุกวันนี้มีใครครับที่ออกมาประกาศดังๆๆ ว่าเขาไม่ได้เป็นอย่างที่พวกคุณพูด อย่าสนุกกับการวิพากษ์คนอื่น เมื่อไหร่ที่มันยังไม่ใช่เรื่องของคุณ คุณจะคิดว่า ทำไมจะทำไม่ได้ หรืออะไรต่างๆนานา

“สิ่งที่ผมสร้างมา ทั้งการงาน ครอบครัว ผมใช้เวลามาทั้งชีวิต ผมไม่เคยเห็นด้วย และไปกระทำกับใคร อย่ารอให้ปัญหาแบบนี้มาถึงตัวพวกคุณเลยครับ ทุกคนทำงาน มีสิ่งที่ต้องแลกมาทั้งนั้น เวลา สุขภาพ ผมตระหนักดี ช่วงเวลาที่ผมทำหน้าที่ สิ่งที่ผมภูมิใจคือ แม้จะเป็นวิกฤตที่ไม่มีใคร แม้แต่ตัวผม ที่ไม่อยากให้เกิด คือ Covid-19 แต่ผมได้เป็นส่วนหนึ่งในการวางนโยบายช่วยพี่น้องแรงงาน ตรวจคัดกรอง ประสานขอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและนำเข้า ครม. โดยท่านนายกรัฐมนตรี เห็นชอบ และถูกใจ ผู้นำแรงงาน รวมถึง พี่น้องผู้ใช้แรงงาน จนทำให้เกิด Factory Sandbox เกิดการยับยั้งการแพร่กระจายในโรงงาน ส่งออกเติบโตในรอบ 30 ปี“

พร้อมทิ้งท้ายว่า เข้าใจครับ #คนไม่รัก #ยังไงก็ไม่รัก แต่ขอแค่ให้ท่านมองไปหลายๆทาง อย่ามองอะไรแค่ที่เขาหยิบใส่ให้เราทราบ ความจริงก็คือความจริง อย่าบิดเบือน โดยการเมืองแบบ "สกปรก" พอตัวคุณโดนบ้าง ก็อ้าง กระบวนการยุติธรรมไม่เป็นธรรมทั้งที่ "ความจริงก็คือความจริง"

ในขณะเดียวกัน ทางด้านนางสาวรักชนก ได้แสดงความคิดเห็นในโพสต์ดังกล่าวว่า 
1) ถ้าไม่ได้ทำอะไรผิดก็ชี้แจงไปตามข้อเท็จจริง ไม่ต้องร้อนรน แล้วประชาชนจะเป็นคนตัดสินเองจากข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับ

2) นักการเมืองอย่าง คุณสุชาติ ชมกลิ่น ยังกล้าไปชี้หน้ากล่าวหาคนอื่นว่า ‘การเมืองสกปรก’ ด้วยหรือคะ พูดอะไรไม่เกรงใจประวัติการทำงานของตัวเองเลย

‘พรรคการเมือง’ เก่งแต่หาเสียงผ่านคำพูด ‘ลดเหลื่อมล้ำสร้างความเท่าเทียม’ สุดท้าย! เป็นเพียงวาทะเสนาะหู ถึงเวลากลับไม่กล้าแตะเทวดาชั้น 14

“เราจะสู้เพื่อความเหลื่อมล้ำเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในสังคม” หนึ่งในคำโฆษณาหลอกต้มผู้คนของพรรคล้มล้างการปกครอง 

วัยรุ่น วัยคะนอง ที่ไม่หัดลงลึกกับเรื่องการเมืองไทย มักทำทุกอย่างตามกระแสสังคม รวมถึงผู้ใหญ่ 'ขี้แพ้' แถม 'คิดไม่เป็น' จำนวนหนึ่ง ที่ฝังหัวตัวเองมาช้านานว่าประเทศไทยมีแต่ความไม่เสมอภาค ไร้อิสระ ถูกกดขี่ และคนจะไม่สามารถจะมีสิทธิ์มีเสียงเท่าคนรวย ผู้คนเหล่านี้มักจะสนับสนุน 'พรรคส้มเน่า' ที่ชูการหาเสียงไว้อย่างแข็งขันว่า เราจะสู้ให้ความเหลื่อมล้ำ และความไม่เท่าเทียม หมดหายไปจากแผ่นดินไทย ประชาชนทุกคนจะต้องมีสิทธิ์มีเสียงเท่าเทียมกัน 

โดยที่การหาเสียงเพื่อเอาใจ 'เหล่าคนบ้องตื้น' เหล่านี้ ส่วนลึกก็หวังพาดผ่านไปกระทบสถาบันเบื้องสูง ดังที่เราจะเห็น 'นักการเมืองสามกีบ' คอยเซาะกร่อน บ่อนทำลาย เพื่อลด 'ความน่าเชื่อถือ' ของสถาบันที่คนไทยเคารพรักมาโดยตลอด คนพวกนี้พยายามทุกวิถีทางผ่านวิธีสกปรก แม้แต่การ 'หลอกใช้เด็กหิวแสง' ให้ไปติดคุก หรือลี้ภัย เพียงเพื่อให้ 'สถาบันอ่อนแอ' ลง ลดต่ำลงมาเทียมประชาชนคนธรรมดา เพื่อโยงเหตุผลการต่อสู้เพื่อความไม่เท่าเทียมให้ดูสมจริง แต่ความเลวร้ายสุดโต่งที่ซ่อนไว้ก็คือการปกครองแบบเดิมจะต้องถูกทำลายลง 

เมื่อแผนชั่วช้าไปไม่ถึงดวงดาว เด็กวัยรุ่น วัยคะนอง ที่เคยอ่อนด้อยในเรื่องการเมือง เริ่มอ่านหนังสือ เริ่มศึกษาความเป็นมาเป็นไป และไม่น้อยก็ลงลึกกับการสอดส่องติดตามดูพฤติกรรมของ 'พรรคการเมืองสีส้มล้มเจ้า' ก็พบว่า เรื่องที่บอกจะสู้เพื่อความเหลื่อมล้ำ ให้สังคมเกิดความเท่าเทียม เป็นเพียง 'เรื่องโกหก' ที่สร้างขึ้นมาไว้ 'หลอกต้มคนโง่แบบตัวเอง' เท่านั้น เพราะกรณีของ 'นักโทษเทวดา' ที่เป็นหัวหน้าตัวจริงของ 'พรรคเผาเมือง' กลับมารับโทษก็จริงแต่ไม่ต้องติดคุกเลยสักวันเดียว แถมยังเหาะเหินไปนอนบนสวรรค์ชั้น 14 ชนิดที่ไม่มีใครกล้าตรวจสอบ แพทย์ ตำรวจ ข้าราชการ ต่างยอมศิโรราบด้วยแพ้อำนาจเงิน และอิทธิพลเทวดา ช่วยกันเข็น 'ผิดให้เป็นถูก' โดยไม่แยแสกระแสสังคม ถือเป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนเกินจะรับได้

กรณีชั้น 14 จึงสะท้อนความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียมที่ชัดเจนที่สุด ข่าวฉาวนี้ดังไปครึ่งค่อนโลก แต่พรรคการเมืองที่ประกาศก้องว่าข้านี่แหละจะสู้ให้ความเหลื่อมล้ำหมดหายไปจากแผ่นดินไทย กลับไม่มีสักตัวกล้าโผล่มาประจันหน้ากับเทวดา ไม่มีสักตัวที่จะปริปากทักท้วง หรือทัดทานการกระทำที่ตบหน้าคนไทย และเหยียบกระบวนการยุติธรรมไทยจนจมธรณี 

เสียหายต่อหน้าต่อตาหนักขนาดนี้ แต่ 'พรรคส้มสามกีบ' ก็ยังเฉย สยบยอมเป็น 'พรรคขี้ข้านักโทษ' ในคราบ 'คนรุ่นใหม่จอมปลอม' หากินกับเงินเดือนภาษีประชาชนไปวัน ๆ เท่านั้นเอง 

คนร้ายถล่มที่ว่าการ อ.สุไหงโกลก สะท้อนความเพ้อเจ้อของ ‘ทักษิณ’ “เหตุการณ์ร้ายในสามจังหวัดชายแดนใต้จะสงบในสองปี”

เหตุการณ์คนร้ายนับ 10 คน บุกยิงถล่มป้อม อส.อำเภอสุไหงโกลก จ.นราธิวาส พร้อมปาระเบิด จนเกิดการยิงปะทะกันเป็นเหตุให้ อส.สังเวยชีวิตไป 2 นาย เป็นภาพสะท้อนความเพ้อเจ้อของ 'ทักษิณ' เพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังทักษิณลงไปเยือนพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ และเชื่อมั่นว่า จะแก้ปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ได้ในสองปี และปี 68 จะเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ปี 69 จบ

เพ้อเจ้อ กับคำกล่าวของ 'ทักษิณ ชินวัตร' อดีตนายกรัฐมนตรี ที่บอกว่าจะได้รับความร่วมมือจากทางการมาเลเซีย และถ้าพี่น้องประชาชนในพื้นที่ให้ความร่วมมือ เป็นการกล่าวที่ไม่มีรายละเอียดของแผนการว่าจะทำอะไร อย่างไร แค่พูดลอย ๆ

แต่เป็นคำกล่าวที่ทำให้ 'ภูมิธรรม เวชยชัย' รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหม หลงคารมเชื่อไปแล้วว่า ในสองปี เหตุการณ์ไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะสำเร็จเสร็จสรรพกับการลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหา ไม่กี่ชั่วโมงกับความเพียรพยายามแก้ปัญหามานาน ผ่านมาหลายรัฐบาล รวมถึงรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รากเหง้าของไทยรักไทย

การลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาประธานอาเซียน ที่ว่าการแก้ไขปัญหาไฟใต้มองเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ และจะให้จบในปี 2569 เป็นแค่คำคุยโวโอ้อวดเท่านั้น เพราะยังหาความชัดเจนอันใดมิได้ ยังไม่นับคำขอโทษที่ว่างเปล่าไร้ความหมาย ขาดความจริงใจ 

ในกรณีตากใบ ได้แค่คำว่า “ขออภัย” ถ้าทำให้รู้สึกไม่สบายใจ ในขณะที่ชาวตากใบต้องการ “คำขอโทษ”อย่างเป็นทางการ ไม่ใช่เกิดจากการสัมภาษณ์ ซักไซด์ไล่เลียง

การลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของทักษิณ 'พรรคประชาชาติ' ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นพรรคสาขาของพรรคเพื่อไทยนั้น เป็นที่รับรู้กันดีว่า ทริปทักษิณล่องชายแดนใต้ครั้งนี้  พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชาติ และ  นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร อดีตหัวหน้าพรรคประชาชาติ เป็นผู้วางโปรแกรมออนทัวร์ โดยทุกจุดที่ทักษิณไปเยือนนั้นเป็นฐานเสียงของพรรคประชาชาติ และล้วนแต่มีหัวคะแนนของ 'วันนอร์ – ทวี' มาต้อนรับร่วมกับภาคส่วนราชการ

เริ่มจากไปพบปะพี่น้องชาวไทยพุทธที่ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ก่อนจะไปกล่าวคำขออภัยต่อชาวมุสลิม ที่ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส, อ.สายบุรี จ.ปัตตานี และ อ.เมืองยะลา จ.ยะลา และสุดท้ายมาจบที่บ้านศรียะลา ของ 'วันนอร์' ซึ่งวันนอร์ ยกมือไหว้ต้อนรับอย่างนอบน้อมในฐานะเจ้าบ้าน ส่วนทักษิณ ไม่ได้ยกมือไว้รับ แต่เอื้อมมือสองข้างไปโอบไหล่แบบเอ็นดูสงสาร เหมือนผู้ใหญ่เอ็นดูสงสารเด็ก ก่อนบินกลับกรุงเทพฯ

ไฮไลต์ทริปลงพื้นที่ 3 ชายแดนใต้ นราธิวาส, ปัตตานี และยะลา ในหนึ่งนั้น เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2568 ของทักษิณ ในรอบ 20 ปี จึงมีจุดโฟกัส 3 เรื่องใหญ่ คือ

หนึ่งการขีดเส้นจบปัญหาชายแดนใต้ในปี 2569 แต่ยังไม่มีแผนการอะไรว่าจะจบแบบไหน อย่างไร

สอง คำขออภัยของทักษิณ ต่อความผิดพลาด ที่สะท้อนถึงความไม่จริงใจและไร้ความหมาย

และสาม อนาคตข้างหน้าของพรรคประชาชาติ จะรุ่งหรือร่วง หลังการโหนทักษิณ รวมถึงภาพวันนอร์ ไหว้สวยรับทักษิณขณะเยือนบ้านใหญ่ศรียะลา ซึ่งใคร ๆ ก็มองว่าไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

ต้องไม่ลืมว่า ปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ เกิดจากทักษิณ ที่รับรู้ข้อมูลไม่รอบด้าน และตัดสินใจผิดพลาดในเชิงนโยบายรับรู้ข้อมูลว่า ขบวนการโจรใต้แบ่งแยกดินแดน แค่ 'โจรกระจอก' และมีไม่เกิน 20 คน เป็นคนที่ไม่มีอุดมการณ์อะไร เป็นโจรก่ออาชญากรรมธรรมดา อันนำมาสู่การตัดสินใจเชิงนโยบายที่ผิดพลาด คือสั่งยุบ 'ศอ.บต.' ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นหน่วยงานพิเศษจัดตั้งขึ้นสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐ เป้าหมายทำหน้าที่การพัฒนา และงานจิตวิทยามวลชน และยุบ พ.ต.ท.43 (กองกำลังผสมพลเรือน ทหาร ตำรวจ) อันเป็นหน่วยงานรักษาความสงบเรียบร้อย

การตัดใจที่ผิดพลาดยังนำมาสู่การบุกเข้าไปปล้นปืนของทางราชการทหาร ในค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (ค่ายปิเหล็ง) เมื่อเช้ามืดของวันที่ 4 มกราคม 2547 อันเป็นปฐมบทของเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

จากนั้นมายังมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นมากมายเป็นรายวัน รวมถึงเหตุการณ์บุกมัสยิดกรือเซาะ และจบลงด้วยการล้อมปราบ เกิดการสูญเสียมากมาย เป็นบาดแผลของสังคม ยังมีเหตุการณ์สลายการชุมนุมปิดล้อมโรงพักตากใบ กดดันให้ปล่อยตัว 4 ผู้ต้องหาครอบครองอาวุธปืนของทางการ และจบลงด้วยการล้อมปราบเช่นกัน แต่ไปหนักตรงตอนขนย้ายผู้ถูกควบคุมตัวไปไว้ในค่ายทหาร เป็นการขนย้ายด้วยรถยีเอ็มซี ที่อัดแน่น สุดท้ายเหยียบกันตาย ขาดอากาศหายใจเสียชีวิตไปร่วม 80 คน

20 ปีกับขวัญร้ายของผู้คนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ต้องสูญเสียมากมาย สูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน เลือดเนื้อ และสูญเสียโอกาสอีกมากมาย ทหาร ตำรวจ ก็สูญเสียไม่น้อย ผู้ที่เปราะบาง อ่อนแอกว่าก็ตกเป็นเหยื่อ 20 ปีภาครัฐใช้งบประมาณไปแล้วประมาณ 3 แสนล้าน ถ้าไม่มีเหตุการณ์ร้ายในสามจังหวัดชายแดนใต้ งบสามแสนล้าน นำไปใช้ในการพัฒนาอื่นๆ ได้อีกมากมาย

ถ้าพิจารณากันตามข้อเท็จจริง ยังไม่เห็นวี่แววอะไรว่า เหตุการณ์ร้ายในสามจังหวัดชายแดนใต้จะจบลงในสองปี กรรมการเจรจาก็ยังไม่มี มาเลเซียจะยื่นมือมาช่วยอะไรได้ แค่ปัญหาคนสองสัญชาติข้ามแดนไปมา ก็ยังแก้ไม่ได้ เพราะเขาข้ามไปทำมาหากิน หรือเยี่ยมญาติ แต่อาจจะมีกลุ่มคนร้ายแอบแฝงเข้าไป ถามว่าที่ผ่านมามาเลเซียไม่ให้ความร่วมมือเหลอ ก็ร่วมมือกันมาตลอด แต่ปัญหาก็ยังดำรงอยู่

ยุทธศาสตร์ และยุทธวิธีของบีอาร์เอ็น ที่ใช้ยุทธวิธีแบบสงครามกองโจร ยังเหนือกว่า หน่วยงานความมั่นคงของไทยเรามากนัก การตั้งโต๊ะเจรจาบีอาร์เอ็นก็มีอำนาจต่อรองที่เหนือกว่า ถามว่า เราเจรจากันมากี่รอบ กี่ครั้งแล้ว แต่ปัญหาก็ยังดำรงอยู่ และเดินหน้าต่อไป ไทยเราก็มีเพียงคำปลอบประโลมใจ สถานการณ์ดีขึ้น สถิติการเกิดเหตุการณ์ร้ายลดลง แต่ทางหน่วยงานความมั่นคงพูดอย่างนี้มาสิบกว่าปีแล้ว

คำพูดของทักษิณก็เพ้อเจ้อไปเรื่อย ถ้าแค่ลงไปพูดแค่นั้นแล้วเหตุการณ์จะจบลง เขาทำกันไปนานแล้ว ถามว่า ทางการเราเคยได้พบปะพูดคุยกับตัวแทนที่แท้จริงของบีอาร์เอ็นบ้างแล้วยัง พบที่ไหน พบเมื่อไหร่ พูดคุยกันเรื่องอะไร ผลการพูดคุยเป็นอย่างไร ใครตอบได้บ้าง…ไม่มี

อย่าไปหลงคารมของทักษิณ การไปครั้งนี้อาจจะทำให้เป็นจุดจบของพรรคประชาชาติก็ได้กับการ “ยกมือไหว้อดีตนักโทษโกงชาติ โกงแผ่นดินอย่างนอบน้อม” ที่พี่น้องในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ส่วนใหญ่รับไม่ได้ “ไม่ให้เกียรติ ไม่ยกมือไหว้ ไม่สังคมด้วยกับคนเลว” พล.อ.เปรม เคยสอนพวกเราไว้

สมุทรปราการ-'ภัทรพล จำปารัตน์' เปิดปราศรัยใหญ่ตอบทุกประเด็นร้อน เข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ (9 มี.ค.68) ผู้สมัครหมายเลข 2 โดย ดร.ภัทรพล จำปารัตน์ ผู้สมัครนายกเทศมนตรีเมืองบางแก้ว ได้เปิดปราศรัยใหญ่ ก่อนเข้าสู่โค้งสุดท้ายการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองบางแก้ว ณ หอประชุมศูนย์กีฬาเทศบาลเมืองบางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ 

โดยการกล่าวปราศรัยครั้งนี้ มีประชาชนชาวบางแก้ว กว่า 1,000 คน เดินทางมาเข้าร่วมรับฟังการปราศรัยพร้อมทั้งตอบข้อซักถามรวมถึงประเด็นร้อนของการเลือกตั้งนายกบางแก้วฯ ในครั้งนี้ ทั้งนี้การกล่าวปราศรัยใหญ่ของ ดร.ภัทรพล จำปารัตน์ ได้พูดถึงนโยบายการแก้ปัญหาเร่งด่วน 8 ข้อ คือ 

1.การประสานกรมทางหลวงสร้าทางกลับรถถนน บางนา-ตราดช่วงกม.10 เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนในการเดินทางของประชาชน 2.โครงการกำจัดขยะ 3.ร่วมแก้ไขปัญหา ชุมชนราชวินิตบางแก้ว 4.โครงการวางท่อระบายน้ำ 5.โครงการติดตั้งกล้องวงจรปิดcctv 6.แก้ไขปัญหาน้ำท่วมชุมชนเปรมฤทัยหมู่15 7.แก้ปัญหาน้ำท่วมซอยบางนา-ตราด 39 และ 8.เปลร่วนขยะ วัชพืช และเศษกิ่งไม้ให้เป็นทรัพย์มีค่า

ซึ่งการปราศรัยได้เปิดโอกาสให้ประชาชนที่เข้าร่วมรับฟังการปราศรัยได้ซักถามในข้อสงสัยต่างๆ รวมถึงมีประชาชนได้ร้องขอให้ช่วยแก้ไขปัญหาในชุมชนเกี่ยวกับปัญหายาเสพติด โดยหลังจาก
เสร็จสิ้นการปราศรัยแล้วทาง ดร.ภัทรพล ได้ให้สัมภาษณ์กับคณะสื่อมวลชนรวมถึงตอบประเด็นร้อนที่สำนักข่าวแห่งหนึ่ง ได้ลงข่าวอ้างถึงคดีที่ ป.ป.ช.ฟ้องเอง คุก 3 ปี 4 ด.รอลงอาญา อดีตนายกอบต.บางแก้ว นั้น จะส่งผลกระทบเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่ 

โดยทางด้าน ดร.ภัทรพล จำปารัตน์ ผู้สมัครนายกเทศมนตรีฯ หมายเลข 2 เปิดเผยว่า คดีที่เกี่ยวกับ ปปช. นั้น ไม่ส่งผลกระทบการเลือกตั้งแน่นอนรวมถึงทุกคดีที่ผมได้ต่อสู้มาด้วยความสุจริตใจ ตั้งแต่เป็นนายก อบต. ทุกนโยบาย ทุกโครงการที่อนุมัติ อนุญาต สั่งการไปนั้น ล้วนแล้วเกิดขึ้นด้วยความจริงใจ และความสุจริตใจ ไม่มีเจตนาใดๆ เลย ที่จะนำไปสู่การโกงกิน หรือทุจริตบ้านเมือง ทุกการกระทำ ทุกนโยบาย ทุกโครงการ ทุกลายเซ็นในฐานะนายกฯ นั้นมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีข้อบกพร่อง และข้อผิดพลาด 

ผมไม่โทษใครและพร้อมที่จะแก้ไขพร้อมที่จะต่อสู้ ในกระบวนการยุติธรรมเคารพการตัดสินของศาลทุกศาล ผมมีความมั่นใจในการกระทำของผมไม่ทุจริตอย่างแน่นอน ความบกพร่องเกิดขึ้นได้สำหรับคนที่ทำงานจริงๆ คนที่ไม่ทำงานย่อมไม่มีความผิดพลาดได้ 

อย่างไรก็ตาม ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวบางแก้วออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองบางแก้ว ในวันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น.

‘ทนายวันชัย’ โพสต์เฟซ!! ศึกอภิปรายของ Gen Y กับ Gen Y ชี้!! ฝ่ายค้าน อาจไม่รู้จริง เปิดไอแพดอ่าน ‘อุ๊งอิ๊ง’ ไม่สะเทือน

(9 มี.ค. 68) นายวันชัย สอนศิริ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และทนายความชื่อดัง ด้โพสต์เฟซบุ๊ก “ทนายวันชัย สอนศิริ” เรื่อง “ศึกอภิปรายของ Gen Y กับ Gen Y” เนื้อหาระบุว่า อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกอุ๊งอิ๊งโดยพรรคฝ่ายค้านในครั้งนี้ จะมีชื่อคุณทักษิณ ชินวัตร ในญัตติหรือไม่ ผมว่าไม่สำคัญ เพราะดูจากเนื้อหาสาระที่จะอภิปราย คนอภิปรายดูแล้วก็อย่างงั้นๆ แหละ เพราะเป็นการปะทะกันของคนรุ่น Gen Y ต่อ  Gen Y  ไอแพดต่อไอแพด AI ต่อ AI ไม่ใช่มาจากฝ่ายค้าน ที่มีประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถตรงต่อเรื่องนั้นๆ ก็คงจะเป็นข้อมูลที่ได้รับมา หามา แล้วก็เอามาประมวลโดยผู้อภิปรายบางคน ก็อาจจะไม่รู้จริง เพราะอภิปรายครั้งที่ผ่านๆมา ก็ตะบี้ตะบัน อ่านไอแพดกันเป็นวรรคเป็นเวร ไม่ลืมหูลืมตา จนไม่แน่ใจว่าผู้อภิปรายนั้น รู้จริงต่อเรื่องนั้นๆ หรือเปล่า จึงไม่มีอะไรน่ากลัว น่าตื่นเต้น น่าติดตาม และก็คงไม่มีไรที่จะทำให้นายกอุ๊งอิ๊งสั่นสะเทือนไปได้

ยิ่งตอนนี้พรรคฝ่ายค้านมีชนักปักอกอยู่ที่ ปปช. จะรอดหรือไม่รอด ก็น่าจะวิตกมากกว่านายกอุ๊งอิ๊ง คงจะทำให้พะวงหน้าพะวงหลัง อภิปรายไป วิตกไป อ่านไอแพดไป ก็คงจะผิดๆถูกๆ เหมือนหลายคน ที่อ่านตัวเลขผิด ขายขี้หน้ากันมาหลายคนหลายครั้งแล้ว ดังนั้นการที่จะมาถกเถียงกัน เรื่องชื่อคุณทักษิณ ว่าจะมีอยู่ในญัตติหรือไม่  ผมว่าผ่านๆไปเหอะ ฝ่ายค้านเค้าคงขอแค่อภิปราย ทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านเท่านั้น แต่เนื้อในของการอภิปรายแล้ว ก็คงไม่มีอะไรเท่าไหร่ เพราะลำพังฝ่ายค้านแค่อยู่ให้รักษาตัวรอดปลอดภัยก็เก่งแล้ว… การอภิปรายนายกอุ๊งอิ๊ง ก็เป็นเรื่องของเด็กกับเด็ก รุ่นกับรุ่น ว่ากันไปว่ากันมา หาอะไรไม่ได้ แล้วก็เลิกๆกันไป ก็แค่นั้นแหละ อย่าไปห่วงเรื่องชื่อของคุณทักษิณในญัตติเลย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top