Friday, 10 July 2026
POLITICS

‘เพจดัง’ งัดหลักฐานแฉ ‘แอมเนสตี้’ หนุนม็อบประท้วงป่วนช่วง APEC 2022

(12 พ.ย. 65) เพจเฟซบุ๊ก The METTAD โพสต์ข้อความว่า #เรื่องใหญ่แล้วนะวิ สรุปพวกมรึงจะไม่ให้ประเทศสงบสุขบ้างเลยเลยใช่ไหม? ได้! งั้นเดี๋ยวจัดให้ หลังจากเก็บมือเก็บเท้า เจี๋ยมเจี๊ยมมาพักใหญ่ จนกระแสไล่แอมเนสตี้เริ่มซาลง นั่นล่ะฮะ คุณผู้ชม มันก็มากวนตีนเราอีกครั้ง

ล่าสุดแบบสด ๆ ร้อน ๆ มี เอกสารฉบับหนึ่ง ถูกเผยแพร่ออกมาโดยแอมเนสตี้เอง เอกสารนี้ชื่อว่า “PROTECT THE PROTEST - FLAGSHIP CAMPAIGN ON THE RIGHT TO PROTEST AND PEOPLE’S MOVEMENTS, OPERATIONAL PLAN JUNE 2022-DECEMBER 2023”

เอกสารนี้เกี่ยวกับอะไรน่ะเหรอ ข้อมูลชุดนี้คือ เอกสารที่แอมเนสตี้ได้กำหนดการแทรกแซงในหลายประเทศ โดยมีการกำหนดเป้าประสงค์ กำหนดวิธีการ และตั้งปฏิทินไทม์ไลน์ตั้งแต่กลางปี 2022 ไปจนถึงปลายปี 2023

และไทยก็เป็นหนึ่งในหลายประเทศที่ตกเป็นเป้าหมาย ในการปฏิบัติการเคลื่อนไหวสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาลไทยในทุกโอกาส โดยใช้ข้ออ้างเรื่อง ‘สิทธิเสรีภาพ’

นั่นหมายความว่า ทุกกลุ่มทุกก๊วนที่ออกมารวมตัวประท้วงช่วง APEC ก็อาจจะมีองค์กรอีแอบ หรือ แอมเนสตี้ ที่ช่วยสนับสนุนการเคลื่อนไหว เพราะตัวแอมเนสตี้ ร่างเป้าประสงค์ออกมาเองเลยว่า ต้องเคลื่อนไหวร่วมกับกลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่ทุกกลุ่มในการประท้วง แล้วพวก ‘เครือข่ายราษฎร’ และ ‘Amnesty International Thailand’ ก็ทำตามตำราของมันจริงๆ ด้วย

ฉะนั้น เครือข่ายคนรุ่นใหม่ กลุ่มทะลุแก๊ส ทะลุฟ้า ทะลุแก๊ซ เครือข่ายพีมงพีมู๊ฟ หรือราษฎรหยุด APEC 2022 ไม่ว่ามรึงจะใช้ชื่อบ้าบออะไรก็ตาม มาก่อม็อบป่วนการประชุม APEC ก็เชื่อได้ว่า มาจากการสนับสนุน จากองค์กรต่างชาติเหล่านี้แน่นวลจ้ะพี่จ๋า

‘ม็อบสิงคโปร์’ ประท้วงไม่ขออนุญาต = โดนคดี ‘ม็อบไทย’ ชุมนุมได้เสรี - แหกทุกกฎเกณฑ์

จะว่าไปไทยนี่แหละที่ประท้วงได้อย่างเสรีทุกที่ทุกเวลา ใครอยากประท้วงก็ปลุกระดมออกไปปิดถนน ทั้งที่มีกฎหมายกำหนดและมีขอบเขตข้อบังคับ แต่ดูเหมือนว่าการประท้วงที่ผ่านมาของคนบางกลุ่มจะไม่แยแสใด ๆ ต่อกฎหมายที่มีเลยแม้แต่น้อย

คนไทยบางกลุ่มชอบเปรียบเทียบไทยกับบางประเทศที่พัฒนาแล้วในซีกโลกตะวันตก รวมทั้งบางประเทศในเอเชีย อย่างญี่ปุ่นและสิงคโปร์ งั้นลองมาดูกฎและข้อห้ามในการประท้วงก่อม็อบในสิงคโปร์กันบ้างว่ากำหนดไว้อย่างไร 

หากดูระเบียบการประท้วงในสิงคโปร์แล้ว จะเห็นว่าเข้มงวดกว่าบ้านเรามาก เพราะไม่สามารถแบกป้ายด่าทอลงถนนแบบเรา หากต้องไปจัดในบริเวณที่ทางรัฐบาลกำหนดไว้เท่านั้น นั่นคือ สปีกเกอร์ คอนเนอร์ ที่ตั้งอยู่ภายในสวน Hong Lim Park

ที่นี่คือสถานที่เดียวที่อนุญาตให้คนสิงคโปร์และผู้ที่ถือบัตรพำนักถาวร ใช้เป็นสถานที่รณรงค์ จัดแสดงนิทรรศกาล รวมถึงการประท้วงได้อย่างถูกกฏหมาย เปิดให้ใช้พื้นที่ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน ปี ค.ศ. 2000 โดยไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตจากรัฐบาล แต่ต้องลงทะเบียนแจ้งวัตถุประสงค์ของกิจกรรมที่สถานีตำรวจ Kreta Ayer Neighbourhood Police Post  ล่วงหน้า  30 วัน 

แต่กระนั้นยังมีกฎระเบียบหยุมหยิมอีกมากมาย เช่น ต้องจัดกิจกรรมระหว่าง 07.00น.-19.00น. ห้ามใช้เครื่องขยายเสียงทุกชนิด ห้ามคนต่างชาติเข้าร่วม คนที่ประท้วงได้ต้องเป็นพลเมืองสิงคโปร์เท่านั้น ห้ามติดป้ายหรือข้อความที่สื่อถึงความรุนแรง ส่อเสียด และลามกอนาจาร ที่สำคัญอีกข้อคือต้องใช้ภาษาสี่ภาษา นั่นคือ อังกฤษ, มาเลย์, จีน และทมิฬ 

สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ขนาดประท้วงคนเดียวยังโดนจับได้ เคยมีกรณีหนึ่งเกิดขึ้น นักเคลื่อนไหวชาวสิงคโปร์คนหนึ่งประท้วงโดยไม่ขออนุญาต ด้วยการยืนอยู่นอกสถานีตำรวจ ถือป้ายที่มีใบหน้ายิ้มคนเดียว ทางการตั้งข้อหาว่ามีส่วนร่วมในการชุมนุมสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต หากถูกตัดสินว่ามีความผิด จะถูกปรับสูงถึง 5,000 เหรียญสิงคโปร์ ราว 112,880 บาท

หันมาดูบ้านเราบ้าง การประท้วงทุกครั้งไม่เคยอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ลากยาวไปเป็นวันๆ หรือหลายเดือนอย่างที่เห็นอยู่เสมอ ส่วนเรื่องห้ามใช้เครื่องขยายเสียง ก็ดูเหมือนไม่มีใครทำตามในไทย เรื่องห้ามคนต่างชาติเข้าร่วม บางทีเราได้เห็นคนเขมรหรือเมียนมาเนียนมาร่วมบ่อยๆ โดยเฉพาะการประท้วงของกลุ่มสามนิ้ว ข้อห้ามใช้ถ้อยคำลามกหรือส่อเสียด แต่การประท้วงในไทยเกลื่อนไปด้วยถ้อยคำด่าทอหยามหมิ่นสถาบันอันเป็นเสาหลักในประเทศอย่างลามกหยาบคายจนขนลุก เรื่องภาษานั้นก็เห็นแสดงออกทุกภาษา เวลามีการประท้วงก็มีคนโบกธงต่างชาติหรือถือป้ายภาษาต่างๆ ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับจุดประสงค์ในการประท้วงเลย

'บิ๊กตู่' เสนอ 2 แนวทางอาเซียนเดินหน้า ท่ามกลางความท้าทายต่างๆ ที่โลกกำลังเผชิญ

พลังของอาเซียน ดึงฝ่ายต่าง ๆ ให้มาพบปะ
สัปดาห์นี้ มีการประชุมสุดยอดอาเซียน / G20 
ไทยเองก็จะเป็นเจ้าภาพประชุมเอเปค 
เราควรใช้โอกาสนี้เป็นเวที
สร้างปฏิสัมพันธ์ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา 
นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม
กล่าวในที่ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 41
เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 65

นายกรัฐมนตรีร่วมประชุมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 41 อย่างไม่เป็นทางการ เสนอแนวทางเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่กลไกที่อาเซียนมีบทบาทนำ พร้อมกระชับความสัมพันธ์กับคู่เจรจาและหุ้นส่วนภายนอกให้แน่นแฟ้น เพื่อดำเนินความสัมพันธ์อย่างสมดุล

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ห้อง Ballroom III ชั้น Lobby (L) โรงแรมสกคา พนมเปญ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 41 อย่างไม่เป็นทางการ (Retreat) มีผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน 9 ประเทศ (เมียนมาไม่เข้าร่วม) และเลขาธิการอาเซียน เข้าร่วมประชุม เพื่อหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับภาคีภายนอก และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่อสถานการณ์และพัฒนาการที่สำคัญในภูมิภาคและระหว่างประเทศ นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรี กล่าวเสนอ 2 แนวทางที่อาเซียนควรดำเนินการไปพร้อมๆ กัน ท่ามกลางสถานการณ์ความท้าทายต่างๆ ที่โลกกำลังเผชิญ ดังนี้

หนึ่ง เสริมสร้างความเข้มแข็งแก่กลไกที่อาเซียนมีบทบาทนำ โดยดึงศักยภาพของแต่ละกรอบมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และการดำเนินการของแต่ละกรอบมีการสอดประสานกัน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความเป็นแกนกลางของอาเซียน และสามารถรักษาคุณค่าทางยุทธศาสตร์ของโครงสร้างสถาปัตยกรรมภูมิภาคที่มีอาเซียนเป็นแกนกลาง  
สอง กระชับความสัมพันธ์กับคู่เจรจาและหุ้นส่วนภายนอกอื่น ๆ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น บนพื้นฐานของความไว้วางใจระหว่างกัน ความเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกัน โดยอาเซียนดำเนินความสัมพันธ์อย่างสมดุล เพื่อส่งเสริมเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาค 

‘บิ๊กป้อม’ ร่วมงานสัมมนาพรรคพลังประชารัฐ ฝาก ‘ส.ส. - ว่าที่ผู้สมัครฯ’ จับมือกันสู้ศึกเลือกตั้ง

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ (11 พ.ย. 65) ที่รร.รามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จัดกิจกรรมสัมมนาส.ส. และว่าที่ผู้สมัครส.ส.ภายใต้ชื่องาน พลังประชารัฐ พลังคนสร้างชาติ ‘เพราะมีคุณ จึงมีพรรค’ โดยมีแกนนำ ส.ส. 80 คน และว่าที่ผู้สมัครส.ส. ร่วมงาน อาทิ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรค นางนฤมลภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิก นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ ประธานวิปรัฐบาล ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าแกนนำระดับรัฐมนตรีพรรค ร่วมงานบางตา ขณะที่นายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมสังเกตการณ์

โดยกิจกรรมช่วงเช้า ได้บรรยายเรื่องการสร้างภาพลักษณ์และพัฒนาบุคลิกภาพ และฝึกพัฒนาบุคลิกภาพ จากวิทยากรด้านการสื่อสารที่มีประสบการณ์ 

จากนั้นในช่วงบ่ายจะมีการบรรยายเกี่ยวกับกฎหมายการเลือกตั้ง หัวข้อ ‘ได้ใจชาวบ้านโดยไม่ผิดกฎหมายเลือกตั้ง’ และ ‘หาเสียงอย่างไรให้ถูกกฎหมาย’ โดยสำนักงานคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และทำแบบทดสอบ และกิจกรรมระดมความคิดเห็น และกิจกรรม TikTok ในการสื่อสารประเด็นข่าวในสังคมออนไลน์ จะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างไรโดยไม่ผิดกฎหมาย และปิดท้ายด้วยกิจกรรมสันทนาการจับกลุ่ม สานสัมพันธ์ผู้สมัคร ส.ส.ขณะที่วันที่ 12 พ.ย. 65 จะมีการบรรยายการใช้สื่อสังคมออนไลน์และสรุปการสัมมนาปิดท้ายกิจกรรม

จากนั้นเวลา 14.00 น. พล.อ.ประวิตร เดินทางมาพบปะกับส.ส.และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่นโดยพล.อ.ประวิตร กล่าวแนะนำนายสัญญา สถิรบุตร ในฐานะที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ให้สมาชิกพรรครับทราบ โดยระบุว่าเป็นบุคคลสำคัญ ที่จะมาช่วยเหลือพรรค โดยไม่ได้หวังตำแหน่งอะไร จากนั้นพล.อ.ประวิตร กล่าวกับส.ส.ว่า ก่อนที่จะให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พูดขอเวลาพูดกับสมาชิกทุกคนทั้งใหม่และเก่าที่มาเยอะแยะ ที่จะเสวนาเรื่องต่าง ๆ ของพรรค และรับฟังกกต. 

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เห็นมาร่วมงานอย่างนี้แล้วดีใจที่พรรคจะเข้มแข็งต่อไปในอนาคต การที่พรรคจะเข้มแข็งเพราะเราทุกคนช่วยกัน ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งจะนำพาพรรคไปได้คนเดียวเป็นไปไม่ได้ ทุกคนต้องร่วมมือกันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ข้ามความขัดแย้งทั้งหมด และขอต้อนรับสมาชิกพรรคที่อยู่กับเราเพื่อจะรับการเลือกตั้งในต้นปีหน้า ที่ผ่านมาพรรคพปชร.ร่วมมือร่วมใจกันทำให้เป็นสถาบันการเมืองที่มั่งคง มั่งคั่ง สร้างประโยชน์ให้ประชาชน ตลอดเวลาที่ผ่านมา พรรคพปชร.เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และตลอดเวลา 3 ปีที่ผ่านมาผ่านวิกฤตและอุปสรรคไปได้ด้วยดี ด้วยความสามารถของรัฐมนตรี และพรรคการเมืองทั้ง 3-4 พรรคที่ช่วยจัดตั้งรัฐบาล ก็ผ่านไปได้ และจะสร้างพรรคพปชร.ให้แข็งแรงยิ่งขึ้นต่อไป โดยตนได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค จากสมาชิก ไม่ว่าจะสมัครใจหรือไม่สมัครใจก็ตาม มาถึงช่วงนี้สมาชิกพากันปรบมือชอบใจ ทำให้พล.อ.ประวิตร เอ่ยแซวว่า ปรบมือนี่อาจจะไม่เห็นด้วยก็ได้ตนได้รับเลือกและตระหนักอยู่เสมอว่าเมื่อส.ส.วางใจ ตนก็วางใจส.ส.ว่าจะไปด้วยกันด้วยความเป็นหนึ่งเดียวของพรรค จึงตั้งใจมุ่งมั่นทำงานเสริมสร้างความเข้มแข็งให้พรรคเต็มที่เท่าที่ทำได้ ย้ำว่าทุกคนต้องร่วมมือกัน เพราะพรรคไม่ได้อยู่คนเดียวโดดเดี่ยว แต่เราร่วมกันและข้ามความขัดแย้งทั้งหมด

รองโฆษกพท.จี้นายกฯ แสดงภาวะผู้นำ สั่ง 'อนุทิน' เพิกถอนประกาศสธ.กัญชาเสรี

รองโฆษกสาวเพื่อไทย โหน สมาคมแพทย์นิติเวชฯ จี้นายกฯ แสดงภาวะผู้นำสั่ง 'อนุทิน' เพิกถอนประกาศสธ.กัญชาเสรี ที่นำมาใช้เกินเลยจากการแพทย์ หวั่นเด็ก-เยาวชนพลัดหลงเข้าสู่วงจรยาเสพติด

(11 พ.ย. 65) น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทย พรรคร่วมฝ่ายค้านและประชาชน ขอแสดงความขอบคุณ ผศ.นพ.สมิทธิ์ ศรีสนธิ์ นายกสมาคมแพทย์นิติเวชแห่งประเทศไทย ที่ร่วมกันกับพรรคร่วมฝ่ายค้านไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ขอให้ศาลฯ มีคำสั่งเพิกถอนประกาศกระทรวงสาธารณสุข ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2565 ให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่มีการออกประกาศฉบับดังกล่าว และให้กัญชาจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ตามประกาศ สธ.ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ดังเดิม การที่นายกสมาคมแพทย์นิติเวชแห่งประเทศไทย จับมือกับพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น ๆ ต่อสู้ เพื่อต่อต้านคัดค้านกัญชาเสรีที่มีการนำมาใช้เกินเลยไปจากทางการแพทย์ เป็นสิ่งที่สร้างความถูกต้องให้กับผู้ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดกัญชาเสรีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

‘บิ๊กป้อม’ ตรวจความพร้อมรับ APEC 2022 กำชับทุกหน่วยไม่ประมาท ยึดหลักปฏิบัติสากล

‘บิ๊กป้อม’ ลงตรวจความพร้อมการดูแลความปลอดภัยประชุม APEC ย้ำตระหนักตื่นตัวไม่ประมาท เข้มปฏิบัติยึดหลักสากลและมีส่วนร่วม

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม มช.กห.และคณะ ลงตรวจความพร้อมการดูแลความปลอดภัยในการจัดประชุม APEC ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยดูการเตรียมความพร้อมและแผนเผชิญเหตุของการรักษาความปลอดภัย ทั้งบุคคล สถานที่ เส้นทางการจราจร ไซเบอร์ รวมทั้งการป้องกันการก่อการร้ายสากล และการสนับสนุนทางการแพทย์และสาธารณสุข  โดยมี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ, ปลัดกระทรวงมหาดไทย, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ,ปลัดกระทรวงกลาโหม, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้แทน ผบ.เหล่าทัพ ให้การต้อนรับ

ดึงสติแกนนำ 3 นิ้ว ก่อนปลุกม็อบป่วน APEC ระวังคอตกเข้าคุก เหมือน ‘เสื้อแดง’ ปี 52

ยังเจ็บไม่พอ จะขออีกสักทีหรือไง..ย้อนรอย 10 ปีล้มการประชุมอาเซียน 
ในขณะที่คนไทยทุกคนต่างตื่นเต้นกับเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC 2022) ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่คนกลุ่มหนึ่งกลับวางแผนการและระดมพล เพื่อขัดขวางไม่ให้การประชุมในครั้งนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่น  

การเคลื่อนไหวของกลุ่มสามนิ้ว เพื่อขัดขวางการประชุมปรากฎในเพจสำนักข่าวราษฎร กลุ่มราษฎรหยุด APEC2022 นำโดยสมบูรณ์ กำแหง, ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล และจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ว่าจะจัดการชุมนุมคู่ขนานการประชุม APEC 2022 โดยอ้างว่านายกรัฐมนตรีไร้ความชอบธรรม ไม่คู่ควรเป็นประธานเอเปค หยุดอ้างเอเปคเพื่อผลักดันนโยบายสร้างหายนะแก่ประชาชน และมีข้อกล่าวหาตามมาอีกมากมาย แต่สรุปคือกลุ่มนี้จะก่อม็อบในช่วงที่มีการประชุมเอเปกนั่นเอง 

การแถลงข่าวของแกนนำสามนิ้วกลุ่มนี้จัดที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ โดยมีแนวร่วมอย่าง Amnesty International Thailand เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือระดมพลเรียกให้ชาวเมียนมาในไทยออกมาประท้วงในการประชุมเอเปกหนนี้ มีการพ่วงโยงเข้ากับสถานการณ์ในพม่า และร่วมลงชื่อ เพื่อนำรายชื่อไปยื่นให้กับรัฐบาลไทย โดยเรียกร้องให้รัฐบาลไทยหาแนวทาง “หยุดการนองเลือดในเมียนมา” 

รัฐบาลเมียนมาถึงกับออกประกาศเตือนชาวเมียนมาในไทยห้ามเคลื่อนไหวในช่วงการประชุม APEC 2022 นับเป็นการแตะเบรกเรื่องนี้ทันทีทันควัน  

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงต้องมีการโยงเรื่องเมียนมาด้วย อเมริกานั้นหนุนหลังม็อบพม่าผ่านเอ็นจีโอที่เคลื่อนไหวในไทย การเคลื่อนไหวของ NGO สายพันธุ์เมียนมา ส่วนใหญ่เคลื่อนไหวอยู่ในประเทศไทย ที่มักรายงานความเคลื่อนไหวและกิจกรรมในเมียนมาต่อผู้สื่อข่าวตะวันตก โดยใช้ประเทศไทยเป็นสถานที่จัดแถลงข่าว  

เงินบริจาคจากบางองค์กรตะวันตกไหลเข้ามาทางประเทศไทย เพื่อใช้ในกิจกรรมที่จัดขึ้นในเมืองไทยหรือไหลไปชายแดน ขั้นตอนที่งบประมาณผ่านทางเมืองไทยนี่แหละ ที่ NGO สายพันธุ์ไทยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าเป็นผู้ร่วมจัดกิจกรรม หรือประสานงานให้กิจกรรมเกิดขึ้นมา พอมองเห็นภาพแล้วใช่ไหมล่ะ

คนเหล่านี้ไม่เคยคิดถึงผลเสียต่อประเทศชาติ เหมือนไม่เคยเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่ม็อบเสื้อแดงบุกล้มการประชุมนานาชาติอาเซียนที่พัทยา แม้จะผ่านมากว่า 10 ปีแล้ว แต่เชื่อว่าคนไทยทุกคนยังไม่ลืมเลือน เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นในเวลานั้นทำลายภาพลักษณ์ของชาติอย่างย่อยยับ 

‘รมว.เฮ้ง’ ห่วงแรงงานไทยถูกลวงทำงานที่ญี่ปุ่น สั่ง ‘กรมการจัดหางาน’ เร่งตรวจสอบ-ช่วยเหลือ

(10 พ.ย. 65) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากกรณี คนไทย 27 ราย ยื่นหนังสือร้องเรียน ต่อพล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว ประธานคณะกรรมาธิการแรงงานวุฒิสภา ขอความช่วยเหลือเนื่องจากถูกหลอกลวงจากนายหน้าจัดหางาน ผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดีย อ้างว่าสามารถพาไปทำงานประเทศญี่ปุ่น โดยใช้ ‘วีซ่าทักษะเฉพาะทาง’ Specified skilled Worker จนทำให้แรงงานไทยที่หลงเชื่อสูญเงินค่าบริการจัดหางานไปแล้วรายละ 20,000 - 70,000 บาท สุดท้ายถูกเลื่อนกำหนดเดินทางไปเรื่อยๆ เมื่อเห็นพิรุธ ขอเงินคืนกลับถูกนายหน้าบ่ายเบี่ยง ทำให้บางรายเสียทั้งเงินและงาน เนื่องจากแจ้งลาออกจากงานล่วงหน้า เพื่อเตรียมเดินทางไปทำงานที่ใหม่ในประเทศญี่ปุ่น ทำให้ได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก เป็นมูลค่าความเสียหายรวม 5 ล้านบาท ซึ่งตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานรับทราบเรื่องแล้วไม่นิ่งนอนใจ ได้สั่งการกรมการจัดหางานเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวทันที

“ผมได้สั่งการอธิบดีกรมการจัดหางาน เร่งตรวจสอบแล้วพบว่า นายซังคิวและพวก ที่ถูกแรงงานไทย 27 คน รวมตัวกันร้องเรียนนั้น ไม่ได้รับใบอนุญาตให้จัดหางานจากกรมการจัดหางาน จึงไม่สามารถรับสมัครและจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศได้ ซึ่งกรมการจัดหางานจะเร่งดำเนินคดีต่อไป ในส่วนโรงเรียนสอนภาษาดังกล่าว ได้ประสานหน่วยงานเจ้าของเรื่องรับไปดำเนินการต่อ สุดท้ายผมขอฝากความห่วงใยถึงคนไทยที่ต้องการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ก่อนหลงเชื่อโอนเงินให้ผู้ใด ขอให้ตรวจสอบรายชื่อบริษัทจัดหางานกับกรมการจัดหางานก่อน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าว

ด้านนายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า กรมการจัดหางานมีศูนย์ประสานการปราบปรามผู้เป็นภัยต่อคนหางาน กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน ทำหน้าที่ติดตาม เฝ้าระวัง การโฆษณาจัดหางานบนสื่อโซเชียลมีเดียอย่างเข้มงวด หากพบผู้ใดโฆษณาจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกรมการจัดหางาน ถือว่ามีความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และผู้ใดหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางาน หรือส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้ โดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง ต้องระวางโทษจำคุก 3-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 60,000 - 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

‘จิรายุ’ เผย เตรียมร้อง ‘ป.ป.ช.-ปปท.’ เอาผิด ‘รัฐมนตรี’ ออกนโยบายผิดพลาด

(10 พ.ย. 65) เมื่อเวลา 12.50 น. ที่รัฐสภา นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ในเดือนธ.ค. จะมีการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 แม้จะไม่มีการลงมติ ฝ่ายค้านก็จะทำงานอย่างเต็มที่ โดยหลังการอภิปรายจะนำรวบรวมข้อมูลทำเป็นสำนวนร้องไปที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) โดยในวันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายนนี้ ตนในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนและกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ต้องเข้าชี้แจงต่อป.ป.ช. ในกรณีเขียนคำร้องไปยังรัฐมนตรีหลายคน ในขณะเดียวกัน ดีเอสไอ ได้แจ้งเป็นเอกสารกลับมาหลังจากกมธ.ฯ ได้ส่งสำนวน พยานหลักฐาน เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษของผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงต่างๆ ซึ่งดีเอสไอได้บรรจุเป็นวาระพิจารณาแล้ว

‘ฮุนเซนฯ’ ปลื้มสัมพันธ์ ‘ไทย-กัมพูชา’ แน่นแฟ้น พร้อมผลักดันข้อหารืออย่างต่อเนื่องในทุกระดับ

‘บิ๊กตู่’ หารือ ‘สมเด็จฮุนเซนฯ’ ย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้นทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี พร้อมร่วมเดินหน้าแก้ไขปัญหาขบวนการหลอกลวงทางโทรศัพท์ข้ามชาติ

(10 พ.ย. 65) ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หารือกับ สมเด็จอัคคมหาเสนาบดีเดโชฮุน เซน นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 40 และ 41 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้องเพื่อกระชับความสัมพันธ์หลังจากผู้นำทั้งสองว่างเว้นจากการพบปะหารือกันมากว่าสามปี เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 และเพื่อติดตามความคืบหน้าและหารือประเด็นสำคัญต่าง ๆ ในระดับทวิภาคี

นายกรัฐมนตรี กล่าวยินดีต่อความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ประธานอาเซียนของกัมพูชา พร้อมขอบคุณที่ตอบรับคำเชิญเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ในฐานะแขกพิเศษ โดยนายกรัฐมนตรียินดีกับทิศทางความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทย-กัมพูชาที่แน่นแฟ้น ราบรื่น ซึ่งต้องขอบคุณนายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่ให้ความใส่ใจและสนับสนุนอย่างเต็มที่ด้วยตนเอง จนทำให้มีความร่วมมือที่ดีในทุกด้านที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน และหวังว่าจะได้กระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไปในทุกระดับ 

“ไทยชื่นชมและสนับสนุนความพยายามของกัมพูชา ในฐานะประธานอาเซียน กับการรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 และการร่วมมือกันในการฟื้นฟูเศรษฐกิจสังคม รวมถึงการผลักดันให้อาเซียนมีบทบาทที่สร้างสรรค์ในการรักษาเสถียรภาพ สันติภาพ และความเจริญของภูมิภาค” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ด้านนายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวชื่นชมความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองประเทศ ยินดีที่กัมพูชาและไทยมีการแลกเปลี่ยนการเยือนและการหารือกันอย่างต่อเนื่องในทุกระดับ รวมทั้งได้ยืนยันความพร้อมที่จะทำงานร่วมกับไทยอย่างต่อเนื่องเพื่อสานต่อความร่วมมือทั้งในระดับทวิภาคี และพหุภาคีให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น

ทั้งสองฝ่ายยินดีที่เศรษฐกิจของไทยและกัมพูชาเติบโตอย่างต่อเนื่อง เชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น โดยการค้าระหว่างกันมีการขยายตัวอย่างชัดเจน ซึ่งทั้งสองเห็นพ้องที่จะกระชับความร่วมมือและทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อส่งเสริมการค้าชายแดนและให้บรรลุเป้าหมายการค้าที่ 15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี ค.ศ. 2025

ไทยและกัมพูชาชื่นชมความร่วมมือด้านการเงินและเศรษฐกิจดิจิทัลที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีได้เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศหารือกัน เพื่อกระชับความร่วมมือด้านการเงินและเศรษฐกิจดิจิทัลในมิติต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น

ในด้านความเชื่อมโยง ไทยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านการคมนาคมขนส่งกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทั้งสองฝ่ายยินดีที่มีการเปิดใช้งานทางหลวงพิเศษระหว่างกรุงพนมเปญกับจังหวัดพระสีหนุ ซึ่งเป็นทางหลวงพิเศษสายแรกของกัมพูชาเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งไทยพร้อมร่วมมือกับกัมพูชาอย่างเต็มที่เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงทางคมนาคมขนส่งระหว่างสองประเทศมากยิ่งขึ้น

‘เพื่อไทย’ จี้ถาม!! ปมผับจีนเถื่อน เสพยานรก ซัด!! รัฐปล่อยให้ธุรกิจสีเทาเกลื่อนเมืองได้อย่างไร?

‘ยุทธพงศ์’ ข้องใจธุรกิจสีเทาเกลื่อนเมือง - บริจาคเงินให้พรรคการเมือง ด้าน ‘บิ๊กช้าง’ แจงคาดผลสอบออกสัปดาห์หน้า โยนกกต. ตอบเงินบริจาค 3 ล้านให้พรรคการเมือง ยัน ‘นายกฯ’ ไม่ยอมให้ใครทำประเทศเสียหาย 

เมื่อวันที่ 10 พ.ย.เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 เป็นประธานการประชุม หลังเปิดให้สมาชิกหารือปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่แล้ว เข้าสู่วาระกระทู้ถามสดด้วยวาจา โดยกระทู้ถามสดของนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เรื่องผับลับชาวจีน ธุรกิจสีเทา กลางเมืองหลวง ซึ่งนายกฯ ได้มอบหมายให้พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม มาตอบคำถามแทน

นายยุทธ์พงศ์ ถามว่า จากกรณีการเข้าจับกุมผับสีเทาของนายทุนจีนที่ย่านยานนาวา เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2565 เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นตู้เซฟพบยาเสพติดจำนวนมาก ทั้งเฮโรอีน และยาอี มีเงินหมุนเวียน 3-5 ล้านบาททต่อคืน 

ทั้งนี้ ซองยาเสพติดได้เขียนชื่อติดไว้ หากเสพไม่หมดฝากไว้ได้ ธุรกิจสีเทาของนายทุนจีน อยู่ในย่านยานนาวา รัชดา และห้วยขวาง ตนจึงขอถามว่า นายกฯ ปล่อยให้มีการเปิดผับสีเทากลางเมืองหลวงได้อย่างไร และอยากทราบว่าขยายผลถึงไหนแล้ว และดำเนินการอย่างไรบ้าง ขณะเดียวกันยังมีนักการเมืองใหญ่แถว ๆ ภาคกลางเปิดบ่อน ท่านจะจัดการหรือไม่ 

พล.อ.ชัยชาญ ชี้แจงว่า การกวาดล้าง และจับกุมธุรกิจผิดกฎหมาย นายกฯ ได้สั่งการกำชับไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ให้ดำเนินการจับกุมตามพยานหลักฐาน ส่วนเครือข่ายผิดกฎหมาย และบ่อนการพนัน ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกระทรวงมหาดไทยดำเนินการแล้ว ซึ่งหากมีหลักฐานว่าใครกระทำผิดกฎหมาย ทั้งคนไทย และต่างชาติ ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด หากเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องก็จะจัดการ รัฐบาลไม่ยอมให้ใครใช้ประเทศไทยเป็นที่ก่ออาชญากรรม และทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด 

ส่วนความคืบหน้า กรณีผับย่านยานนาวาเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ได้ตรวจยึดรถหรู และยาเสพติด นอกจากนี้ยังได้ออกหมายค้นทุกจังหวัดที่มีความเกี่ยวข้อง โดยสามารถยึดทรัพย์สินได้กว่า 100 ล้านบาท ส่วนต่างชาติที่มีความเกี่ยวข้อง ทาง ตร. ได้ขึ้นบัญชีดำ และประสานอินเตอร์โพลเพื่อจับกุมตัวแล้ว

นายยุทธพงศ์ ถามต่อว่า กรณีนายชัยณัฐร์ กรณ์ชายานันท์ หรือ หาว เจ๋อ ตู้ เป็นผู้บริจาคเงิน 3 ล้านบาท ให้กับพรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่ง ตนจึงอยากถามนายกฯ ว่า นายชัยณัฐร์ เป็นใคร และได้สอบสวนไปถึงไหนแล้ว และเงินบริจาคถูกกฎหมายหรือไม่ นอกจากนี้ ตนมีหนังสือสำคัญการแปลงสัญชาติจากจีนเป็นไทยของนายชัยณัฐร์ ที่ออกเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2558 เหตุใดจึงออกกันได้ง่ายเช่นนี้ และสรุปแล้วนายชัยณัฐร์ ถือกี่สัญชาติ

‘เพื่อไทย’ โวย!! รัฐนิ่ง ทำท่องเที่ยวเชียงใหม่ซบ แนะ!! ต้องหานักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่มาเพิ่ม

(10 พ.ย. 65) นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ส.ส.เชียงใหม่ และรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า เวลานี้แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยจะลดลง และสามารถเปิดให้มีการท่องเที่ยวได้ แต่พบว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามายังมีปริมาณน้อยมาก เพราะนักท่องเที่ยวต่างประเทศรวมทั้งจีน ยังไม่เดินทางออกมาท่องเที่ยวมากนัก ส่งผลกระทบกับรายได้การท่องเที่ยวที่ลดลงตามไปด้วย ดังนั้น ตัวเลขนักท่องเที่ยวจึงต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ไม่ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเท่าที่ควร งบประมาณที่จัดสรรให้ก็มีน้อยมาก

นายจักรพล กล่าวต่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ รู้ดีว่าการท่องเที่ยวคือเครื่องยนต์ที่สำคัญสำหรับประเทศไทย แต่กลับทอดทิ้งไม่หากลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ ในโลกยังมีนักท่องเที่ยวอีกมากมายที่อยากมาเที่ยวไทย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโอเชียเนียร์ กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย กลุ่มตะวันออกกลาง ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศควรบูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินทางไปโปรโมทการท่องเที่ยวของไทยกับกลุ่มประเทศใหม่ ๆ แต่ทั้งสองกระทรวงกลับนิ่งเฉย

เช็กชื่อ ส.ส.ล็อตใหญ่ จ่อโบกมือลาปชป. สถานีต่อไป ซบรวมไทยสร้างชาติ - เพื่อไทย

เพียงไม่กี่วัน ก่อนที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคปชป. จะเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.นครศรีธรรมราช จำนวน 9 เขตของจังหวัดนครศรีธรรมราช ในวันที่ 12 พ.ย.นี้

แต่เมื่อน.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ส.ส.นครศรีธรรมราช แจ้งความประสงค์ต่อผู้บริหารพรรค จะไม่ไปร่วมงานดังกล่าว เนื่องจากจะย้ายพรรคไปสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) แล้ว ทำให้ประชาธิปัตย์ต้องหาคนใหม่มาแทนพิมพ์ภัทรา ทราบข่าวว่ากำลังทาบทามผู้หญิงคนหนึ่งมาลงแทน ผู้หญิงคนนี้เป็นภรรยาของนักการเมืองด้วย

นอกจากนี้ในพรรคปชป. ยังมีการพูดถึงชื่อส.ส.อีกหลายคนที่อาจจะย้ายพรรค อาทิ นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่มีความสนิทสนม เป็นการส่วนตัวกับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค รทสช. น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม และอดีตแนวร่วมกปปส. รวมถึงนายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล เลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร และอดีตส.ส.ตรัง ที่แจ้งความประสงค์จะลงเขตเลือกตั้งที่ 4 จ.ตรัง แต่แพ้ผลสำรวจความนิยมที่พรรคจัดทำท่ามกลางความเคลือบแคลง โดยมีรายงานว่าพรรครวมไทยสร้างชาติได้ทาบทามไว้แล้ว หากพรรคประชาธิปัตย์ไม่ส่งลงเลือกตั้งครั้งหน้า ก็จะย้ายไปรทสช.

นอกจากนี้พัทลุงก็มีข่าวอื้ออึงว่า 'สุพัชรี ธรรมเพชร' ก็อาจจะตามคุณอา 'วิสุทธ์ ธรรมเพชร' ไปอยู่รวมไทยสร้างชาติเช่นกัน ซึ่งวิสุทธิ์ เดินนำหน้าไปนั่งเป็นกรรมการบริหารพรรครวมไทยสร้างชาติก่อนแล้ว ซึ่งถ้าสุพัชรีเดินออกไป ลูกสาวของ 'สานันท์ สุพรรณชนะบุรี' อดีต ส.ส.พัทลุง และอดีตนายกฯอบจ.พัทลุง 2 สมัย ก็พร้อมเสียบแทน

ข่าวแว่วมาแต่ไกลว่า 'กันตวรรณ ตันเถียร' ส.ส.พังงา ก็มีคนจีบอยู่เหมือนกัน เมื่อหลายคนเตรียมตีจาก กันตวรรณ ก็ต้องคิด

และยังมีชื่อ พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร ส.ส.นครปฐม เป็นอีกรายหนึ่งที่จะย้ายไปรวมไทยสร้างชาติด้วย เนื่องจากมีบิ๊กทหารเป็นคนเชื่อมประสานให้

ในส่วนของ น.ส.วชิราภรณ์ กาญจนะ ส.ส.สุราษฎร์ธานี ลูกสาวนายชุมพล กาญจนะ อดีตส.ส. และแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ โดยก่อนหน้านี้ น.ส.วชิราภรณ์ ได้เปิดตัวว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าลงในนามประชาธิปัตย์ไปแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีกระแสข่าวจะย้ายไปพรรคภูมิใจไทย แต่สุดท้ายไม่ได้ย้ายไปพรรคดังกล่าว เนื่องจากดีลไม่ลงตัว

'โรม’ จี้ ‘ผบ.ตร.’ รื้อตั๋วช้าง 2 ปมทุจริตในกองบินตำรวจ หลังผ่าน 3 เดือน สนิมที่อยู่เนื้อในยังถูกปล่อยปละ

(10 พ.ย. 65) รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล แถลงข่าว สืบเนื่องจากกรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของข้าราชการตำรวจตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 22 ก.ค.65 กรณีปล่อยปละละเลยทุจริตที่เกิดขึ้นในกองบินตำรวจ

ตั้งแต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจผ่านมานานกว่า 3 เดือนแล้ว ได้อภิปรายถึงการทุจริตในกองบินตำรวจ 3 เรื่อง ได้แก่...

เรื่องแรกกองบินตำรวจได้รับงบประมาณมาประมาณ 950 ล้านบาท เพื่อใช้ในการจัดซื้อจัดจ้าง สุดท้ายทำให้หนี้ค้างสูงถึง 1,824 ล้านบาท ปัญหาค้างและใช้งบประมาณเกิน ทำให้เครื่องบินขึ้นบินไม่ได้กว่า 11 ลำ 

หลังจากอภิปรายไม่ไว้วางใจไป พล.ต.อ. ปิยะ อุทาโย อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในขณะนั้น ตั้งผลสอบจเรตำรวจ ซึ่งปรากฏใช้เวลาเนิ่นนานมาก ก็ไม่มีผลสอบชัดเจนที่จะเอาผิดใครได้ แม้อาจมีความเคลื่อนไหวจากทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) บ้าง แต่จนถึงวันนี้ก็ไม่มีความคืบหน้าต่อไป ส่วนทางรัฐบาลเองก็ทราบว่ามีเรื่องนี้เกิดขึ้น แต่ก็ไม่ทำอะไร และไม่สามารถดำเนินคดีเอาผิดใครได้เลย และยังคงเป็นนายตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปทั้งที่สร้างความเสียหายต่อรัฐได้สูงขนาดนี้

“มากไปกว่านั้น หนี้ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ค้างอยู่เฉย ๆ แต่รัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ นำงบกลางที่เป็นเงินภาษีของพวกเราประชาชน ไปชำระแทน การทุจริตของนายตำรวจคนหนึ่งสร้างความเสียหาย แทนที่จะนำภาษีไปใช้อย่างคุ้มค่า สมกับที่ประชาชนอุตส่าห์จ่ายภาษีเลี้ยงดูรัฐบาล”

'กรณ์ - สุวัจน์' นำทัพชาติพัฒนากล้า บุกภูเก็ต เตรียมเปิดนโยบายเศรษฐกิจ – ว่าที่ผู้สมัครส.ส.

'สุวัจน์-กรณ์' นำชาติพัฒนากล้า ยกทัพใหญ่บุก 'ภูเก็ต' เตรียมเปิดนโยบายพลิกโฉมเศรษฐกิจไข่มุกอันดามัน พร้อมเปิดตัว 2 ผู้สมัคร ส.ส.   

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า ในวันที่ 12 พฤศจิกายน พรรคชาติพัฒนา กล้า จะยกทีมใหญ่ ลงไป จ.ภูเก็ต อาทิ นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรค นายเทวัญ ลิปตพัลลภ เลขาธิการพรรค นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ประธานที่ปรึกษาพรรค พันเอกวินัย สมพงษ์ ที่ปรึกษาพรรค นายวัชรพล โตมรศักดิ์ นายวรวุฒิ อุ่นใจ  นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค และนายอรัญ พันธุมจินดา ผู้อำนวยการพรรค  

ด้านนายกรณ์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 12 พฤศจิกายน ก็จะมีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. 2 คน ซึ่งทั้งสองคนเป็นคนรุ่นใหม่ นักธุรกิจ จิตอาสา มาจากสายอสังหาริมทรัพย์ และสายธนาคาร ตั้งใจทำงาน มีความรู้ความสามารถ ประชาชนในพื้นที่ให้การยอมรับ ตอบรับเสียงคนภูเก็ตที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top