Friday, 10 July 2026
POLITICS

‘ทวี สุระบาล’ ว่าที่ส.ส. ตรัง ขอบคุณประชาชน ที่เทคะแนนเสียง  ทำให้ครองแชมป์อันดับ1 ของประเทศ ย้ำ พร้อมลุยทำงานแก้ปัญหาปากท้อง

นายทวี สุระบาล ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 จ.ตรัง  กล่าวว่า ตนขอขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดตรังเขต 2 ที่มอบคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น จนสามารถมีคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. 2566 สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ด้วยคะแนนเสียง 63,185 คะแนน เป็นครั้งที่ 2  ที่พี่น้องชาวจ.ตรังให้ความไว้วางใจ จากเมื่อปี 2544 ที่เคยได้รับคะแนนเสียงสูงสุดเป็นครั้งแรก 65,458 คะแนน นับเป็นคนแรกของรัฐสภาไทยที่ได้คะแนนสูงสุด สองครั้ง ซึ่งเป็นการทำงานลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ยังได้ทำหน้าที่พบปะประชาชน อย่างใกล้ชิดไม่เคยทิ้งพื้นที่ 

นายทวี กล่าวต่อว่า พี่น้องประชาชนยังพอใจในนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ โดยเฉพาะการเพิ่มเบี้ยสวัสดิการ 700 บาท และ และ เบี้ยยังชีพผู้สูงวัย โดยการเพิ่มเบี้ยยังชีพแบบขั้นบันได ตั้งแต่อายุ 60 ปี เพิ่มเป็นจำนวน 3,000 บาทต่อเดือน อายุ 70 ปี ขึ้นไป เพิ่มเป็นจำนวน 4,000 บาทต่อเดือน และอายุ 80 ปีขึ้นไป เพิ่มเป็นจำนวน 5,000 บาทต่อเดือน หรือเรียกว่า‘เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ 3 4 5 และ 6 7 8’ 

“หลังจากนี้ แม้ว่าจะยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เตรียมพร้อม และลงพื้นที่ต่อเนื่อง ไม่เคยปฏิเสธการเข้าถึงประชาชนเพื่อช่วยเหลือในทุกเรื่อง โดยเฉพาะปัญหาปากท้อง ที่ต้องเร่งเสนอต่อ พรรค เพื่อนำไปผลักดันในสภาฯ ต่อไป “

‘ชาติพัฒนากล้า’ ตัดสินใจร่วม ‘รัฐบาลก้าวไกล’ เป็นพรรคที่ 10 รวมเสียงได้ 316 เสียง พร้อมหนุน ‘พิธา’ นั่งนายกฯ คนที่ 30

(19 พ.ค. 66) ความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล ล่าสุดมีรายงานว่า พรรคชาติพัฒนากล้า ซึ่งมีนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า และมีนายกรณ์ จาติกวณิช เป็นหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า มีว่าที่ ส.ส.จำนวน 2 เสียง ได้ตัดสินใจเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคก้าวไกลแล้ว โดยเป็นพรรคลำดับที่ 10 หลังจากก่อนหน้านี้ ‘พรรคใหม่’ เพิ่งประกาศตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลไปแล้ว ทำให้ตอนนี้ มีพรรคร่วม 10 พรรค รวบรวมเสียงได้ 316 เสียง ในการสนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการแถลงข่าวเข้าร่วมรัฐบาลในเร็ววันนี้

‘สมศักดิ์’ เผย เจรจาคืบหน้า ส.ว.พร้อมรับฟังเหตุผล เชื่อ!! หลังเอ็มโอยูออก มีลุ้นเสียงหนุน ‘พิธา’ เพิ่ม

(19 พ.ค. 66) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการเดินหน้า พูดคุย กับ ส.ว.บางท่าน เพื่อจัดตั้งรัฐบาลให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ว่า ขณะนี้มีความคืบหน้าในทางบวก แต่จะเดินได้เต็ม 100 คงต้องรอให้การบันทึกข้อตกลง หรือ ‘เอ็มโอยู’ ของพรรคร่วมรัฐบาล ในวันที่ 22 พ.ค.นี้ ออกมาก่อน แต่จากการพูดคุยกับ ส.ว.ส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางที่ดี ทาง ส.ว.เอง ก็รับฟังในเหตุและผล ระหว่างนี้ก็รอเพียงแนวทางการทำงาน และนโยบายต่าง ๆ หากเอ็มโอยูทำออกมาได้ดี ก็เชื่อว่าเสียงของ ส.ว.จะไหลเข้ามาเพิ่มอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ การตั้งรัฐบาลนี้ คนสนับสนุนไม่ได้มีเพียงแค่ ส.ว.บางส่วน เพราะยังมี ส.ส.บางส่วนที่พร้อมยกมือสนับสนุนรอดูอยู่ ซึ่งจากการพูดคุย ทุกฝ่ายอยากเห็นประเทศเดินหน้า อยากเห็นประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น

‘ลุงตู่’ เดินหน้าไปต่อกับ รวมไทยสร้างชาติ ตามเจตนารมณ์และอุดมการณ์ ให้คนไทย รักชาติรักแผ่นดิน

หลังจากการเลือกตั้งซึ่งผลการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 14 พ.ค. 66 ซึ่งผลการเลือกตั้งพรรคก้าวไกลได้รับชัยชนะมาเป็นอันดับ 1 ด้วยจำนวน ส.ส. 152 ที่นั่ง มีสิทธิ์ในการเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก่อน ขณะที่ "พรรครวมไทยสร้างชาติ" ซึ่งมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้คะแนนเสียง 36 ที่นั่ง

วันนี้ (19 พ.ค. 66) นายสุชาติ ชมกลิ่น ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า "ลุงตู่" ไปต่อ "ลุงตู่" จะยังคงเดินหน้าทำงานกับพรรคต่อไปในฐานะ “ประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรค” เพื่อเสริมสร้างพรรครวมไทยสร้างชาติให้แข็งแกร่งและเป็นพรรคหลักในการปกป้องและค้ำจุนสถาบันหลักทั้งสามของประเทศตามเจตนารมณ์และอุดมการณ์ของพรรค เป็นความหวังในคนไทยทุกรุ่น ที่รักชาติรักแผ่นดินในแนวทางเดียวกันต่อไป

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค รวมไทยสร้างชาติ ระบุว่า มีผู้สอบถามเข้ามามากถึงแนวทางและจุดยืนของพรรคในทางการเมืองในขณะนี้ ผมขอเรียนว่าพรรครวมไทยสร้างชาติยังคงยึดมั่นในแนวทาง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประโยชน์ของประชาชน ตามเจตนารมณ์และอุดมการณ์ของพรรคเป็นสำคัญ พรรคพร้อมที่จะทำงานการเมืองเพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้าบนแนวทาง เจตนารมณ์ และอุดมการณ์ดังกล่าวอย่างแน่วแน่ มั่นคง และไม่เปลี่ยนแปลง

‘อลงกรณ์’ ยืนยัน ข่าวดีล ร่วมรัฐบาลก้าวไกล ไม่เป็นความจริง เป็นการปล่อยข่าวลือ เพื่อดิสเครดิต พรรคประชาธิปัตย์

นายอลงกรณ์ พลบุตร รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าววันนี้ ( 19 พ.ค. ) ว่า ตามที่มีสื่อมวลชนบางส่วนอ้างรายงานข่าวจากพรรคประชาธิปัตย์ว่า”มีความเคลื่อนไหวของว่าที่ ส.ส. พรรค ปชป. ในกลุ่มของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการเลขาธิการพรรค พยายามติดต่อไปยังพรรคก้าวไกล และ พรรคเพื่อไทย เพื่อขอเข้าร่วมรัฐบาล

โดยมี นายเดชอิศม์ ขาวทอง ว่าที่ ส.ส. สงขลา และนายชัยชนะ เดชเดโช ว่าที่ ส.ส. นครศรีธรรมราช เป็นคีย์แมนหลักในการเดินเกม นั้น ขอชี้แจงว่า ไม่เป็นความจริง ขอให้สื่อมวลชนตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนนำเสนอโดยเฉพาะการอ้างแหล่งข่าวที่ไม่ระบุตัวตนเพราะอาจตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองดิสเครดิตพรรคประชาธิปัตย์โดยไม่รู้ตัว

นายอลงกรณ์ยังบอกด้วยว่า ทันทีที่เห็นข่าวดังกล่าวได้สอบถามไปยังนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์และได้รับการยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง

และตนยังยืนยันข้อเสนอให้พรรคประชาธิปัตย์โหวตหัวหน้าพรรคก้าวไกลเป็นนายกรัฐมนตรีโดยไม่มีเงื่อนไขเพื่อสนับสนุนหลักการเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรต้องได้เป็นรัฐบาล ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ต้องพร้อมเป็นฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลพรรคก้าวไกล และยืนยันจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้งว่า ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 1 หมวด 2 และประมวลกฎหมายอาญา ม.112

‘จตุพร’ ฟันธง!! ‘ก้าวไกล’ ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ชี้ การเมืองถึงทางตัน แต่ขออย่าลงถนน หวั่นเจอรัฐประหาร

‘จตุพร’ วิเคราะห์การเมือง เชื่อ!! ไม่ว่าอย่างไร ‘ก้าวไกล’ ก็ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลและฝ่าด่าน ส.ว.ได้ ถือเป็นทางตันทางการเมือง ที่สำคัญยังอยู่ในช่วง 2 เดือนอันตรายที่ กกต. – ศาลชี้เป็นตาย เตือนอย่าลงถนนปลุกรัฐประหาร

(18 พ.ค. 66) นายจตุพร พรหมพันธ์ แกนนำคณะหลอมรวมประชาชนเปิดเผยว่า วันนี้ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใด แม้จะมีความไม่เห็นไม่ตรงกับนายทักษิน ชินวัตร ในการหาเสียงที่ผ่านมา โดยได้วิจารณ์ทุกฝ่ายทำหน้าที่ฐานะประชาชนหาทางออกให้บ้านเมือง เคยบอกให้ทุกฝ่ายต้องหลอมรวมกันต้องคุยกันไม่งั้นเราจะมาเจอกับด่าน ส.ว.ด่านรัฐธรรมนูญ กับดักมากมาย ให้ทำสัญญาประชาคมร่วมกันทุกฝ่ายทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านจะมีทางออกร่วมกัน จนกระทั่งมีโอกาสที่จะลงเดินท้องถนนกันใหม่ ก็ไม่อยากจะเห็น ไม่ต้องการวีรชนเพิ่ม

นายจตุพรยังวิเคราะห์ถึงการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกลว่า ต้องยอมรับความเป็นจริงการจัดตั้งรัฐบาล จะ 6 พรรคหรือ 8 พรรค 313 เสียงก็ยังจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะว่ารัฐธรรมนูญบัญญัติในช่วงระยะเวลา 5 ปี ต้องใช้ เสียงเกินครึ่งของรัฐสภา คือ 375 + 1 หรือ 376 แม้ว่าจะมี ส.ว. บางคนรวมด้วยแล้วจะมีตัวเลขถึงจำนวนดังกล่าว ความเป็นไปได้ในการจัดตั้งรัฐบาลแทบจะเป็นศูนย์ ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่ากลไกลักษณะนี้ ถ้าต้องการจัดตั้งรัฐบาล ต้องรอจน ส.ว.หมดอายุ ในเดือน พ.ค. 2567 ณ วันนี้เราเดินมาถึงทางตันของการเมือง ส.ว.โดยส่วนใหญ่ได้แสดงเจตนาที่จะไม่โหวตให้ใคร ทำให้ไม่สามารถมีเสียงถึงจำนวนที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้นี่คือทางตันทางการเมือง แม้จะมีความคิดวิธีอื่น แต่เชื่อว่าเป็นเรื่องที่ทำยากมากที่สุด คือพรรคร่วมในจำนวน 8 พรรค ไปจับมือกับอีกฟากหนึ่ง แล้วจะถูกประณามทั้งแผ่นดิน

“วันนี้ภาวะประเทศถึงทางตันต้องยอมรับความเป็นจริงว่าไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แม้หวังไว้แต่มองหาความสำเร็จไม่เจอ หนำซ้ำในช่วง 2 เดือนนี้ยังไม่รู้ว่า กกต.จะลงมือตามคำร้องอย่างไร ไม่ว่าเรื่องคุณสมบัติของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เรื่องการยุบพรรค 5 พรรคการเมืองซึ่งเป็นพรรคที่ได้คะแนนเป็นหลักกันทั้งสิ้นยังไม่นับใบแดง เหลือง ส้ม ที่จะมีการแจกกันอีก ดังนั้นจุดชี้ขาดการเมืองตอนนี้อยู่ที่ กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ”

เมื่อถามว่าหากพรรคก้าวไกลไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ พรรคเพื่อไทยจะจัดตั้งรัฐบาลแทนได้หรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า ต้องดูว่าพรรคเพื่อไทยจะซื่อสัตย์กับพรรคก้าวไกลหรือไม่ ถ้าพรรคเพื่อไทยซื่อสัตย์จับมือก็จะได้ 313 เสียง วันนี้ที่ ส.ว.พยายามจะส่งเสียงก็เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ บอกว่าถ้าเป็นพรรคเพื่อไทยก็พอรับกันได้ แต่ถึงเวลาก็รวมไม่ได้อยู่ดี แต่พรรคร่วมจะ 6 หรือ 8 พรรคต้องมีความซื่อสัตย์ให้กัน จึงได้บอกนายพิธาว่า วันนี้ให้ลงสัตยาบันกันเสีย ว่าจะไม่ทิ้งไม่แยกจากกัน เพราะยังไม่ได้ลงนามอย่างเป็นทางการ เพียงแค่จับมือ ก็รอสะบัดมือกันได้ตลอดเวลา พวกเก๋าเกมการเมืองบอกว่านี่คือละครฉากแรกเท่านั้น ถึงไม่ทรยศต่อกันก็ยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เห็นว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ไม่ได้ก็คือไม่ได้ ไม่ใช่ว่าข้ามฝากและทรยศหมู่มิตร โดยอ้างว่าเป็นการทำเพื่อหาทางออกให้ประเทศแต่ความจริงก็เป็นการหาทางออกให้กับตนเอง ไม่ต้องการคำว่าเสียสัตย์เพื่อชาติเกิดขึ้นอีก
.
ไม่เชื่อว่าพรรคที่ได้เสียงข้างน้อยในปัจจุบันจะกล้าจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพราะจะเป็นการท้าทายประชาชน ดังนั้น ต่างฝ่ายต่างยืนอยู่ 3 จุดแบบนี้และจัดการไม่ได้บีบกันไปเรื่อยๆ แต่ยังมีจุดชี้ของสถานการณ์ ก็คือ กกต.ในห้วงระยะเวลา 2 เดือนนับตั้งแต่วันเลือกตั้ง ซึ่งมีเรื่องร้องเรียนมากมาย

“มีโอกาสสูงที่จะเกิดการลงถนนหลังจากนี้ ขอให้ทุกฝ่ายระมัดระวังการเคลื่อนไหวให้มากและอย่าปล่อยให้เกิดช่องว่างหรือสร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่การรัฐประหารได้ อะไรควรทำไม่ควรทำก็ขอให้ระลึกเอาไว้ทุกฝ่าย” นายจตุพร กล่าว

‘สุวัจน์’ ชี้ ‘ก้าวไกล’ ได้ 313 เสียง ถือว่ามีเสถียรภาพมาก ด้าน ‘ชพก.’ ได้ 2 เสียง พร้อมเป็นทั้งฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน

(18 พ.ค. 66) ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า และอดีตรองนายกรัฐมนตรี ร่วมงานฉลองครบรอบ 100 ปี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา โดยมี นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคชาติพัฒนากล้า ร่วมพิธีด้วย โดยก่อนเริ่มพิธี นายสุวัจน์ได้เข้ากราบสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี หรือ ‘เจ้าคุณธงชัย’ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ที่เดินทางมาเป็นประธานในพิธีพุทธาภิเษกเหรียญ 100 ปี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

นายสุวัจน์ ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล ว่า บรรยากาศตอนนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่หลายพรรคการเมืองแสดงสปิริตทางการเมือง ในการเปิดโอกาสให้พรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งมาเป็นอันดับที่ 1 เป็นผู้เริ่มต้นกระบวนการในการจัดตั้งรัฐบาล แต่หลังจากนี้ไปก็คงต้องรอการรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.อย่างเป็นทางการจาก กกต.ก่อน ซึ่งจะต้องรับรองผล 95% ภายใน 60 วัน ก่อนที่จะมีการเลือกประธานรัฐสภา และนายกรัฐมนตรี ส่วนพรรคชาติพัฒนากล้า ถือว่าครั้งนี้ได้ ส.ส.เพียง 2 คนไม่สามารถทำอะไรได้มาก พร้อมที่จะเป็นได้ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่มีการติดต่อทาบทามมาที่พรรคชาติพัฒนากล้าแต่อย่างใด

นายสุวัจน์ กล่าวว่า ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ ที่พรรคก้าวไกลสามารถรวมเสียงพรรคร่วมรัฐบาลได้ถึง 313 เสียง ถ้าพูดถึงเฉพาะระบบรัฐสภา ก็ถือว่ามีเสถียรภาพมาก เพราะตนเองก็พูดมาโดยตลอดในช่วงหาเสียงเลือกตั้งว่า รัฐบาลที่มีเสถียรภาพต้องมีอย่างน้อย 300 เสียงขึ้นไป แต่ด้วยกติกาครั้งนี้ที่มีบทเฉพาะกาล ซึ่งจะต้องอาศัยเสียงของ ส.ว.250 เสียง เข้ามาร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีกับ ส.ส.500 เสียงด้วย เพื่อให้ได้เสียงเกิน 375 เสียง จึงทำให้ต้องมารอลุ้นเสียงของ ส.ว.ด้วยว่าการตัดสินใจของ ส.ว.จะออกมาเช่นไร

“การเมืองวันนี้ต้องหันหน้าเข้าหากันพูดคุยกัน อะไรที่ไม่เข้าใจกัน เพราะหลังเลือกตั้งแล้วเป็นเรื่องของบ้านเมือง ก่อนเลือกตั้งเป็นเรื่องการเมือง วันนี้ถ้าพูดคุยกันได้บางที ความเข้าใจผิดหรืออะไรต่างๆ มันก็จะคลี่คลายไป อันนี้ก็เป็นวิธีการที่ฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลต้องไปดําเนินการ ว่าทําอย่างไรที่จะได้เสียงจากวุฒิสมาชิก มาสนับสนุนให้เพียงพอ” นายสุวัจน์ กล่าว

‘หมอพรทิพย์’ ประกาศไม่ขัดขวาง ‘พิธา’ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ขอยืนหยัดปกป้องสถาบันฯ ไม่ปล่อยภัยคุกคามให้ทำร้ายสังคม

(18 พ.ค. 66) แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ทวีตข้อความพร้อมรูปบูรพกษัตริย์ระบุว่า…

ความปั่นป่วนทางการเมือง มาจากความกลัวที่จะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี หากตำแหน่งนั้นจะเป็นของเรามันก็จะได้เป็น เชื่อสิ

ประเด็นอยู่ที่ว่า ผู้นำตั้งใจจะมาสร้างอะไรให้กับคนไทย สังคมไทย ก่อนเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง สิ่งที่สื่อสารออกมามีแต่เรื่องตั้งใจจะทำลาย กำจัดทิ้ง โดยเฉพาะสถาบันหลักของไทย นโยบายที่ตั้งใจสร้างสิ่งดีๆ ให้สังคมอาจจะไปต่อไม่ได้ เพราะวางลำดับความสำคัญผิด สะดุดขาตัวเอง ล้มเอง ถ้าล้มแรงก็กลับมาเหมือนเดิมได้ยาก

คนที่เกิดมาก่อน คนที่เห็นต่างก็เป็นคนไทย เมื่ออ้างประชาธิปไตยต้องรับฟัง ระบบประชาธิปไตยไม่ใช่การใช้อารมณ์ การไล่ล่า การกดดัน การทำร้าย ทำลายฝ่ายตรงข้าม

หมอต้องการความชัดเจน ว่าเมื่อเป็นรัฐบาล คุณจะทำอะไรอย่างไรกับนโยบายของสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะนโยบายตอนหาเสียง สมาชิกพรรคพูดและแสดงออก คือ ‘การทำลาย’ ต้องไม่ลืมหลักธรรมะแห่งพุทธ การกระทำของเราเกิดจากตัวเรา เสียดายที่การเรียนวิชาประวัติศาสตร์หายไป แถมเรียนในสภาพแวดล้อมที่ที่เน้นวัตถุพัฒนากิเลส บางคนไปเรียนแต่เมืองนอก จึงไม่เคยทราบความจริงที่ไม่มีในสังคมโซเชียล

ปฐมกษัตริย์ของประเทศไทย พ่อขุนผาเมืองทรงรบเพื่อสร้างสุโขทัย ยกบัลลังก์ให้เพื่อนขึ้นปกครองก็เพื่อให้เป็นไทย และปลีกวิเวกไปปฏิบัติธรรม กษัตริย์ทุกพระองค์ทรงใช้ธรรมะปกครองแผ่นดิน จนทำให้ไทยเป็นไทยมาจนทุกวันนี้ ที่สำคัญเป็นแผ่นดินพุทธศาสนาหลังจากถูกทำลายที่อินเดียเมื่อครั้งพุทธกาล ปัญหาใหญ่ของสังคมไทยคือ ความเหลื่อมล้ำ ความยากจน ความไม่ยุติธรรม ทำไมไม่มุ่งแก้ปัญหาเรื่องนี้ที่พรรคการเมืองที่ผ่านมาไม่ได้ตั้งใจทำให้สำเร็จ หรือเพราะมีนายทุนทางความคิดกดดันชี้นำอยู่

ใครที่อ่านแล้วขัดใจก็ข้ามไปเสีย หมอตั้งใจกระตุ้นเตือนคนไทยที่รักแผ่นดิน รักสถาบัน ถึงเวลาที่ต้องไม่ปล่อยให้ภัยคุกคามแบบนี้ทำร้ายสังคม ไม่ต้องรอใครทำก่อน พลังความดีจะปกป้องเรา เราไม่ได้ขัดขวางที่คุณจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศ แต่เราจะขัดขวางและร่วมปกป้องสถาบันแน่นอน สิ่งนี้ไม่ใช้เรื่องที่ต้องมีมติหรือเสียงส่วนใหญ่

นักรบแห่งแผ่นดิน จักต้องปกป้องรักษาไว้ด้วยชีวิต

(หมายเหตุ คนที่ขัดใจข้ามไป เลิก Follow ไม่ต้องแชร์ความเห็นใดๆ มาให้ทุกช่องทาง หมอชัดเจนเรื่องนี้ เดี๋ยวกลับไทยวันเสาร์นี้จะติดต่อได้)

‘พิธา’ สร้างตำนานใหม่!! ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์มาแถลงข่าว ด้านแกนนำ 8 พรรค ตบเท้าเข้าร่วมงานแถลงจัดตั้งรัฐบาล

(18 พ.ค. 66) แถลงข่าวพรรคร่วมรัฐบาลก้าวไกลทั้ง 8 พรรค ที่โรงแรมโอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพ โดยประกอบไปด้วย พรรคก้าวไกล, พรรคเพื่อไทย, พรรคไทยสร้างไทย, พรรคเสรีรวมไทย, พรรคสังคมใหม่, พรรคเพื่อไทยรวมพลัง, พรรคประชาชาติ และพรรคเป็นธรรม

โดยช่วงเวลาประมาณ 09.30 น. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย ได้นั่งวินจักรยานยนต์รับจ้างมาที่โรงแรมโอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ เพื่อทำการแถลงข่าวการหารือจัดตั้งรัฐบาลของทั้ง 8 พรรค ถือเป็นการสร้างตำนานบทใหม่กับชาวด้อมส้ม

‘พิธา’ ประกาศตั้งรัฐบาลประชาธิปไตย ของประชาชน ตั้งทีมเจรจารายละเอียด พร้อมเปิดเอ็มโอยู ร่วมรัฐบาล 22 พ.ค.นี้

วันนี้ (18 พ.ค. 66) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย, วันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ, สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย, พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย, วสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคเพื่อไทรวมพลัง, ปิติพงศ์ เต็มเจริญ หัวหน้าพรรคเป็นธรรม, และ เชาวฤทธิ์ ขจรพงศกีรติ หัวหน้าพรรคพลังสังคมใหม่ แถลงข่าวประกาศตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยของประชาชน ซึ่งจากผลการเลือกตั้งที่ไม่เป็นทางการ มีจำนวนผู้แทนราษฏรรวมกันทั้งสิ้น 313 คน

นายพิธากล่าวว่า พวกเราทุกพรรคขอขอบคุณทุกเสียงที่ประชาชนมอบให้ เสียงของประชาชนทุกเสียงคือเสียงแห่งความหวัง คือเสียงแห่งการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลชุดใหม่จะทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ต่ออำนาจของประชาชน และเราจะเป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคน

ทุกพรรคขอประกาศจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยของประชาชนร่วมกัน ด้วยความเคารพในฉันทามติของประชาชน ดังนี้

1. ทุกพรรคเห็นชอบที่จะสนับสนุนหัวหน้าพรรคก้าวไกล นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ตามเสียงข้างมากจากผลการเลือกตั้งของประชาชน

2. ทุกพรรคจะร่วมกันจัดทำข้อตกลงร่วม (MOU) ในการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อแสดงถึงแนวทางการทำงานร่วมกัน และวาระร่วมของทุกพรรค และจะแถลงต่อสาธารณะในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้ เพื่อแก้ไขวิกฤตการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ

3. ทุกพรรคจะจัดตั้งคณะทำงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล เพื่อเตรียมความพร้อมให้สามารถบริหารราชการแผ่นดินต่อจากรัฐบาลเดิมได้แบบไร้รอยต่อ

หลังจากนั้นเปิดให้สื่อมวลชนถามคำถาม โดยนายพิธาให้ความเชื่อมั่นว่าการจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยของประชาชนจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนและโดยราบรื่น จำนวน 313 เสียง มีความเพียงพอและเป็นความปกติของระบอบประชาธิปไตย

ขณะนี้ คณะทำงานทั้ง 2 ทีม ได้แก่ คณะเจรจาและคณะเปลี่ยนผ่านอำนาจ ได้เตรียมการวางแผนในหลายรูปแบบว่าจะมีฉากทัศน์ใดเกิดขึ้นบ้าง แต่ละฉากทัศน์จะบริหารจัดการอย่างไร เพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงพิจารณาว่าจุดยืนและนโยบายของทุกพรรคการเมือง จะทำงานร่วมกันอย่างไรโดยยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง กระบวนการทั้งหมดจะคำนึงถึงเสถียรภาพของรัฐบาลและการมีส่วนร่วมของทุกพรรคการเมือง เพื่อให้การจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จลุล่วง ทุกพรรคการเมืองสามารถสานต่อนโยบายที่ได้สัญญาไว้กับประชาชน

สำหรับความเห็นของ ส.ว. หลายคนที่ออกมาแสดงจุดยืนว่าจะโหวตนายกฯ ตามเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรนั้น นายพิธากล่าวว่าขอขอบคุณ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของใคร แต่เป็นเรื่องของระบบ ถือเป็นนิมิตรหมายอันดีที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด

 

‘ศูนย์ทนายฯ’ เผย ศาลเยาวชนฯ ยกคำร้อง คดี ม.112 เตรียมปล่อยตัว ‘หยก’ วันนี้ หลังถูกคุมขังมา 51 วัน

(18 พ.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้เปิดเผยว่า มีรายงานว่า วันนี้หลังจากตำรวจ สน.สำราญราษฎร์ ยื่นขอผัดฟ้องและควบคุมตัว ‘หยก ธนลภย์’ เยาวชนวัย 15 ปี ในคดี ม.112 ต่ออีกครั้ง แต่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้ยกคำร้องดังกล่าว ทำให้หยกจะได้รับการปล่อยตัวจากบ้านปรานีในช่วงเย็นวันนี้ รวมหยกถูกคุมขังมาแล้ว 51 วัน

ทั้งนี้ กลุ่มทะลุวังระบุว่า ได้รับแจ้งว่ามีการปล่อยหยกในวันนี้ (18 พ.ค.) โดยกลุ่มเพื่อนของหยกจะเดินทางไปรับตัวหยกที่บ้านปรานี เวลา 15.30 น.

‘วิษณุ’ ชี้ ‘ก้าวไกล’ เสียงทะลุ 300 มั่นคงแล้ว แนะ ใช้ไมตรีแลกเสียงโหวต เชื่อ จัดตั้ง รบ.ได้

(18 พ.ค. 66) ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กทม. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ห่วงจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ ว่า ไม่ทราบ ตนตามเรื่องเท่าที่สื่อมวลชนเสนอ ไม่รู้อะไรมากกว่านั้น ตอนนี้รอดูว่าจะรวบรวมเสียงเป็นปึกเป็นแผ่นได้หรือไม่ เท่าที่ทราบปัจจุบันรวบรวม 313 เสียง มันก็มั่นคงถาวรแล้ว ซึ่งเสียงเกิน 250 ถือว่ามั่นคงแล้ว รัฐบาลที่แล้วตนยังบอกว่าเรือเหล็กเลย แต่ครั้งนี้ยิ่งกว่าเหล็กอีก

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถึงอย่างไรต้องอาศัยเสียง ส.ว.อีก 60 กว่าเสียง นายวิษณุ กล่าวว่า อาศัยในช่วงของการโหวตนายกฯ และอาจจะต้องอาศัยอีกในตอนแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น ตนถึงได้พูดไปก่อนหน้านี้ว่า เชื่อเถอะว่าปรารถนาสารพัดในปฐพี เอาไมตรีแลกได้ดังใจจง ตนยังยืนยันแบบนี้อยู่ ค่อยๆ พูด ค่อยๆ จากันไป ยังมีเวลาอีกตั้ง 60 วัน กว่าจะประกาศรายชื่อ ส.ส. และกว่าจะถึงเวลาเลือกนายกฯ บวกเข้าไปอีกร่วม 30 วัน รวมแล้ว 3 เดือน ต้องใช้เวลาเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ในการทำความเข้าใจ ไม่ใช่ว่าไปด่าทอกัน หรือประชดประชันกัน มันต้องพึ่งพาอาศัยกันอยู่ เพราะต่างก็เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของรัฐสภา มันไม่ใช่แค่ทำงานฉาบฉวย สำหรับการเลือกนายกฯ อาจจะไม่ใช่ภารกิจยุ่งยากเท่าไหร่ แต่การผ่านกฎหมาย การอะไรต่ออะไรยังมีมากกว่านี้ และหลายคนใน 6-7 พรรคนี้ก็พยายามประสาน เพราะเขามีพรรคพวกเพื่อนฝูงอยู่ ฉะนั้น ใช้เวลาตอนนี้ให้เป็นประโยชน์ อย่าลงมือด่าทอตบตีกันตั้งแต่วันแรก

เมื่อถามว่า ตอนนี้พรรคก้าวไกลสามารถรวมกับพรรคอื่นได้ 8 พรรคแล้ว นายวิษณุ กล่าวว่า กี่พรรคก็ช่าง แต่ตนเห็นว่ามันมั่นคงแล้ว เมื่อถามว่า ไม่เยอะเกินไปใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า แล้วแต่แกนนำรัฐบาลจะไปคิดกัน เราจะไปวิจารณ์เขาได้อย่างไรว่าเยอะไป ถ้าเขาได้ 500 ยิ่งดีใหญ่

เมื่อถามว่า มีคนประเมินว่าในรัฐสภาจะไม่สามารถเลือกนายกฯได้ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ ตนไม่ได้ประเมิน เมื่อถามว่า ในทางกฎหมาย หากโหวตชื่อแคนดิเดตนายกฯ คนใดคนหนึ่งไปแล้ว แต่ไม่ผ่าน จะสามารถนำชื่อเดิมกลับมาโหวตอีกได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า “ได้ โหวตมันทุกวันน่ะแหละ ชื่อเดิมก็ได้”

เมื่อถามว่า พรรคอันดับ 2 จะสามารถเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ขึ้นไปก็ได้ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ได้ทุกอย่าง มันต้องอาศัยเสียงกึ่งหนึ่งในรอบแรก เพราะว่ามาตรา 272 วรรคหนึ่ง ระบุว่า ต้องมีความเห็นชอบไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งสองสภาฯ ที่มีอยู่ ซึ่งคือ 376 เสียง แต่ถ้าไม่สำเร็จก็โหวตอีก โหวตไปโหวตมาจนกระทั่งในที่สุดจะเปลี่ยนไปใช้มาตรา 272 วรรคสองก็แล้วแต่ หรือจะโหวตซ้ำมาตรา 272 วรรคหนึ่งก็ได้ ไม่เป็นไร เพราะมันอาจจะมีเหตุผลใหม่ๆ ดีๆ และมีคนเปลี่ยนใจเพิ่มขึ้นก็ได้ สำคัญคือ วันแรก ด่านแรก ในการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อข้อถามว่า มาตรา 272 วรรคสอง ที่จะใช้ได้คืออะไร นายวิษณุ กล่าวว่า แปลว่าเลิกแล้ว ไม่เอาแล้ว หาบุคคลอื่น แม้กระนั้นพอจะใช้วรรคสองที่ระบุว่า ทั้งนี้ อาจจะเสนอรายชื่อบุคคลที่อยู่ในรายชื่อนายกฯที่แต่ละพรรคเสนอได้ ซึ่งมันก็กลับมาใช้ได้อีก เห็นไหมล่ะ ขนาดใช้วรรคสองยังกลับมาใช้ชื่อเดิมได้อีก แล้วนับประสาอะไรกับแค่วรรคหนึ่ง รอบแรกไม่ผ่าน แล้ววันหลัง อาทิตย์หน้ามาใหม่ๆ ก็เสนอรายชื่อเดิมได้

เมื่อถามอีกว่า แบบนี้แสดงว่ามีสิทธิที่จะใช้นายกฯ นอกบัญชีได้ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า “ก็ได้ทั้งนั้น แต่อันนี้เป็นกรณีของวรรคสอง ซึ่งยาก เพราะกว่าจะได้วรรคสองมันต้องใช้เสียงถึง 2 ใน 3 ซึ่งมันยาก มันไม่เกิดได้ง่ายๆ หรอก แล้วเดี๋ยวพวกคุณก็ไปลงข่าวว่าผมชี้ช่องอีก เอาแค่วรรคหนึ่งให้มันจบและผมก็เชื่อว่าจบด้วย”

เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่ามั่นใจว่าจะตั้งรัฐบาลได้ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า “ผมไม่มั่นใจ แต่ผมเชื่อ”

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการใช้กระแสโซเชียลมีเดียมากดดันให้โหวตนายกฯ นายวิษณุ กล่าวว่า ตนไม่ทราบเรื่อง ไม่ทราบเลย เมื่อถามว่า จะทำให้มีปัญหาตามมาหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวย้ำว่า ไม่ทราบ

‘ทักษิณ’ ลั่น เพื่อไทย ไม่เห็นด้วย ถ้า ‘ก้าวไกล’ ทำสิ่งที่กระทบกระเทือน ต่อเบื้องสูง

เมื่อช่วงค่ำวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือโทนี่ วู้ดซัม ตอบคำถามแฟนคลับรายหนึ่งในเฟซบุ๊ก "care คิด เคลื่อน ไทย" ถึงกรณีมีเสียงวิจารณ์พรรคเพื่อไทยสู้ไปกราบไปว่า กราบไปคืออะไร การเคารพสถาบันเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว ยังไงเนี่ยจุดยืนของพรรคเพื่อไทย และครอบครัวชินวัตร คือเราเคารพรักสถาบัน

ใครจะว่าอย่างไงผมช่วยไม่ได้ ผมเป็นของผมอย่างงี้ และยินดีต้อนรับว่า คนจะวิจารณ์ว่า เพราะผมไม่ได้สู้เพื่อไปทำอะไรไม่ดีกับสถาบัน ไม่มี ผมสู้เพื่อเอาชนะทางการเมืองเท่านั้นเอง

สถาบันนี่ ผมถือว่าผมจงรักภักดี ครอบครัวผมเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว รู้มั้ยว่าผมกับคุณหญิงนี่ สมรสพระราชทานนะครับ ผมอาจจะไม่ได้มีพิธีเหมือนสมัยนี้ แต่พิธีของผมคือสมรสพระราชทาน ฉะนั้นเรื่องความสำนึกอะไรพวกนี้ มันมีอยู่ นะครับมันมีอยู่ จะให้ผมไม่มีมันเป็นไปไม่ได้เลย นะครับ

แน่นอน สมมติว่าพรรคเพื่อไทย ร่วมรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล สิ่งไหนที่พรรคก้าวไกลจะทำ ซึ่งคิดว่าไม่ทำนะ ทำในสิ่งที่กระทบกระเทือนสถาบันพระมหากษัตริย์ เราก็คงไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา เราไม่ใช่ขวาจัด ตกขอบ ไม่ใช่ แต่เราเป็นคนไทย เราเคารพสถาบันพระมหากษัตริย์ เท่านั้นเอง ชัดเจน ไม่มีบิดพลิ้ว

‘อุ๊ หฤทัย’ ปัดหนุน ‘พิธา’ เป็นนายกฯ หลังเกิดกระแสคนเข้าใจผิด ชี้ แค่ยอมรับเสียงข้างมาก ย้ำ!! แต่อย่าจุดประเด็นความขัดแย้ง

(17 พ.ค. 66) จากกรณีอดีตนักร้องดัง ‘อุ๊’ หฤทัย ม่วงบุญศรี แฟนคลับและผู้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แสดงความคิดเห็นหลังทราบผลการเลือกตั้งในรายการโทรทัศน์ช่องหนึ่ง สรุปว่า “ส.ว.ต้องจบได้แล้ว เพราะจริง ๆ ถ้าจะขับเคลื่อนประเทศ ต้องพอกันทีกับความขัดแย้ง การที่ฝ่ายเพื่อไทย ก้าวไกล เป็นรัฐบาลก็ดี มันจะสนุก เพราะเห็นสิ่งที่เขาอภิปรายไว้ ก็ให้เขาโชว์ฝีมือบ้าง ถ้าขับเคลื่อนประเทศให้ประชาชนได้ประโยชน์ก็ดีทั้งนั้น ไม่อยากเดินถนน ยังไง เราควรให้ฝ่ายชนะการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นรัฐบาล ใจอยากให้ท่านเป็นนายกฯ (พล.อ.ประยุทธ์) แต่ฝ่ายลุงตู่แพ้ เราก็ต้องยอมรับกติกาเสียงข้างมาก เราหวังว่าหลังการเลือกตั้งจะไม่มีความขัดแย้งแล้ว ลุงตู่ควรพอ ให้ประเทศเป็นไปตามกลไกเสียงข้างมาก” และมีการเผยแพร่ในโลกโซเชียลนั้น

ล่าสุด ‘อุ๊ หฤทัย’ โพสต์ข้อความถึงกรณีดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘หฤทัย ม่วงบุญศรี’ ดังนี้..

นักข่าวโทรมาถามอุ๊เยอะมาก ว่า พี่อุ๊สนับสนุนให้พิธาเป็นนายกฯ? และให้ ส.ว.หยุดสกัดพิธา?

‘จตุพร’ เชื่อ ‘พิธา’ ตั้งรัฐบาล 310 เสียงไม่สำเร็จ การเมืองหน้าฉากเชื่อไม่ได้ เบื้องหลังวิ่งวุ่น จับมือกัน โดดเดียวก้าวไกล

เมื่อวานนี้ (16 พ.ค. 66) นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์ประเทศไทยต้องมาก่อน ตอน "คำสัญญาที่ว่างเปล่า?" ระบุ คำสัญญาร่วมตั้งรัฐบาล 310 เสียงจะมีบางพรรคจ้องหนีไปจับมือกับพรรคอื่น โดยอ้างความจำเป็นของบ้านเมือง ดังนั้นแนวโน้มส่อว่า พรรคก้าวไกลจะตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ

นายจตุพร เตือนว่า นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย เรียกร้องทุกพรรคสนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกฯ ในทางการเมืองอาจเพียงพูดให้ดูดีเท่านั้น แต่ไม่รู้ความเป็นจริงที่อยู่ฉากหลังนั้นคืออะไร อีกอย่างคำสัญญาทางการเมืองนั้น มีคุณค่าเป็นแค่ “ความจำเป็นในอดีต” ดังนั้น พรรคก้าวไกลจึงต้องระวังไว้

รวมทั้งระบุว่า อย่างไรก็ตาม การตั้งรัฐบาล 310 เสียงที่ทำสัญญาปากเปล่ากันนั้น แม้เป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร (จากทั้งหมด 500 เสียง) แต่คือเสียงข้างน้อยในรัฐสภา ซึ่งมีเสียงรวม 750 เสียง ดังนั้น ส.ว. ยังยืนนิ่ง ไม่ตีไพ่โง่ไปสนับสนุนเสียงของน้อยในสภาผู้แทนราษฎรที่เหลือ 190 เสียง

อีกทั้ง เห็นว่า ในความจริงของ ส.ว. เพียงไปจับมือกับสภาผู้แทนฯ ให้ได้เสียงอีก 126 เสียงก็จะเป็นเสียงข้างมากในรัฐสภา คือ ส.ว. 250 เสียงบวก 126 เสียง รวมเป็น 376 เสียง ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งจากทั้งหมด 750 เสียงก็สามาตั้งนายกฯ ได้แล้ว แต่ รธน. 2560 บัญญัติเพียงให้เป็นนายกฯ ไม่ได้คุ้มครองเสถียรภาพรัฐบาล จึงมีโอกาสพ่ายแพ้ทางการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้น ส.ว. จะไม่มีวันแตกแถวในการเลือกนายกฯ และความเชื่อจะปิดสวิตช์ ส.ว. จึงเป็นไปได้ยาก

นายจตุพร เชื่อว่า ในช่วงเวลา 2 เดือนหลังการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเป็นจุดหักเหทางการเมืองในทุกเรื่องได้ เพราะมีหน้าที่วินิจฉัยคำร้องยุบพรรค และคดีของนายพิธา แม้หลายคนมั่นใจว่า กกต. จะไม่กล้าขัดขวางมติประชาชน แต่ตนมีบทเรียน จึงไม่ห้ามที่ใครจะเชื่อเช่นนั้น ถึงอธิบายก็ไม่มีใครฟัง และบทเรียนใครก็เป็นบทเรียนคนนั้น

"เราได้ผ่านความเชื่อมาแล้วว่า เสียงประชาชนไม่มีใครกล้า ซึ่งพิสูจน์แล้วไม่เคยเป็นความจริงเลย ยิ่งการเลือกตั้งหนนี้ไม่ได้เป็นตามปกติ เพราะที่สุดต้องมาเจอด่านเสียง 376 ซึ่งเป็นเรื่องยากกับพรรคที่ชนะเลือกตั้ง"

พร้อมระบุว่า นายเศรษฐา ควรไปพิจารณาประวัติศาสตร์การเมืองช่วงพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาลที่มีเสียงมากถึง 377 เสียง ช่วงนั้น ส.ส. ประชาธิปัตย์เคยไปทำเนียบรัฐบาลขอให้รัฐบาลไฟเขียวให้ ส.ส. รัฐบาลลงชื่อให้ครบจำนวนจะได้อภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อให้สภาได้ดำเนินการตรวจสอบตามกระบวนการประชาธิปไตย แต่ถูกพรรคไทยรักไทย ด่ายับเลยว่า ไม่มีธรรมเนียมให้ ส.ส. รัฐบาลไปลงชื่อให้ฝ่ายค้าน จนนำไปสู่การเมืองบนถนนในเวลาต่อมา

"นายเศรษฐา พูดให้พรรคการเมืองแสดงสปิริตสนับสนุนนายพิธา เป็นนายกฯ พูดก็ดี แต่ผมไม่อยากทาย กลัวถูก และไม่ได้ปรามาสอะไร ผมว่าจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะพรรคเพื่อไทยฉลาดเดินเกม เขาบอกว่าหน้าที่ต่อไปนี้การจัดตั้งรัฐบาลให้เป็นหน้าที่ของพรรคก้าวไกลรวมเสียง 310 จาก 6 พรรคร่วมตั้งรัฐบาล"

นายจตุพร ย้ำว่า ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีตัวเลขตั้งรัฐบาลที่ไม่เปิดเผยที่ผ่านการดีลลับๆ ตามการออกแบบรัฐบาล แล้วท้ายที่สุดพรรคก้าวไกลจะถูกโดดเดียว และแต่ละฝ่ายจะอ้างความจำเป็น จนทำให้เกิดเรื่องขึ้นแน่นอน เนื่องจากตัวแปรสำคัญคือ ส.ว. ซึ่งเลือกเล่นเกมกับพรรคการเมืองให้แย่งกันตั้งรัฐบาล โดย ส.ว. เลือกยืนนิ่ง ๆ ไม่แสดงท่าทีใด

สิ่งสำคัญในกรณีเลือกนายพิธา เป็นนายกฯ จะต้องให้ไปหาเสียงมา 376 เสียง โดยไม่ต้องพึ่งเสียง ส.ว. โหวตให้ แต่กรณีคนอื่นเป็นนายกฯ ให้มีเสียงแค่ 251 เกินครึ่งสภาผู้แทนฯ เท่านั้น ดังนั้น การที่บางพรรคปล่อยพรรคก้าวไกลเดินหน้าตั้งรัฐบาลให้ผ่านด่านเป็นนายกฯ ย่อมมองเห็นผลลงท้ายว่า ไปไม่ได้ ตั้งรัฐบาลๆ ไม่สำเร็จเพราะบางพรรคและบางคนจ้องฉีกสัญญาทิ้งแล้วตั้งรัฐบาลกันเอง โดยไม่มีพรรคก้าวไกลเข้าร่วมด้วย

"หลังจากนั้นในพรรคร่วมสัญญา 310 เสียงจะมีคนรักชาติแบบผิดสังเกต ตีฝ่าวงล้อมออกมา ก็ไปบุกบ้านป่ารอยต่อฯ ส่วนคำสัญญาไม่เอาสองลุงที่บอกมาช่วงหาเสียงนั้น จะอ้างเป็นเรื่องความจำเป็นในอดีต แต่ตอนนี้จะไม่เกิดขึ้นแล้ว"

นายจตุพร กล่าวว่า ในสมัยก่อนในทางการเมืองจะมีข้ออ้างความจำเป็นด้วย "ข้อมูลใหม่" แต่มาสมัยนี้ หลังการหาเสียงเลือกตั้ง ทุกพรรคล้วนมีบาดแผลเต็มตัว อีกทั้งพรรคเพื่อไทยไม่ได้แพ้ใคร แต่แพ้พรรคก้าวไกล ในฐานะเป็นพรรคฝ่ายเดียวกันและกระแสการเมืองประชาชนบีบให้ต้องพูดในด้านดีเข้าไว้ จึงสนับสนุนพรรคคก้าวไกล แต่ให้เป็นหน้าที่พรรคก้าวไกลตั้งรัฐบาลเต็มทีในจำนวน 310 เสียง

อีกทั้ง เห็นว่า พรรคก้าวไกลเมื่อชนะเลือกตั้งก็ควรได้เป็นนายกฯ ตามกระบวนการเลือกตั้ง แต่กติกาที่เป็นอยู่ในขณะนี้มันไม่ปกติ และจะเอาเสียงประชาชนไปปิดสวิตซ์ ส.ว. ก็ยาก แล้วยังหวังให้ ส.ว. จำนวนหนึ่งแตกออกมาหนุนพรรคก้าวไกลนั้น ยิ่งเป็นความฝันในฤดูแล้ง เพราะไม่มีอยู่จริง ดังนั้น ในช่วงสองเดือนระหว่าง กกต. พิจารณา ตรวจสอบและรับรอง ส.ส. ไม่รู้ว่าเสียง 310 จะเหลืออยู่ครบกันหรือไม่

"ที่ไม่รู้ว่าจะเหลือเท่าไรนั้น ส่วนหนึ่งมาจาก กกต. อีกทั้งจะมีพรรคใดใจแข็งหรือไม่ เนื่องจากก้าวไกลเป็นพรรคใหม่พรรคเดียวที่มาเข้าพวก ส.ส. เก่าๆ โดยพรรคอื่น ๆ รู้จักกันมาดี เป็นนักการเมืองเก่าทั้งสิ้น ผ่านระบบอุปถัมภ์กันมายาวนาน ซึ่งสัมพันธ์กันในทางการเมืองได้หมด”

นายจตุพร กล่าวว่า เมื่อกระแสสังคมเลือกก้าวไกลแล้ว ยกแรกทุกพรรคต้องเล่นบทพระเอกก่อน คือ สนับสนุนพรรคก้าวไกล เลือกนายพิธา เป็นนายกฯ ดังนั้น ตนจึงเตือนไว้ก่อนเลยว่า ถ้าไม่ลงสัตยาบันใน 310 เสียง จะมีคนไม่รักษาสัญญา

"อีกทั้งถ้า 310 เสียงยืนกราน 190 ยืนกราน และ 250 ก็ยืนกราน ผมรู้ว่าคนคิดกันนอกเกมนี้และทำกันตั้งแต่คืนแรก การพูด การดีลย่อมเห็นกันหมด ให้พูดตอนนี้คนก็ปฎิเสธ แต่ก็เห็นอยู่แล้ว บางคนไม่พร้อมเป็นพรรคฝ่ายค้าน บางคนพกความเครียดแค้น บางคนก็ไปตายเอาดาบหน้าแต่ขอเป็นรัฐบาลก่อน สิ่งสำคัญจะสวนความรู้สึกของคนแต่ละรุ่น"

ดังนั้น ที่กังวลกันว่า จะมีเรื่องวุ่นวาย ก็หนีไม่ออกกันจริงๆ ถ้าพรรคก้าวไกลถูกหักหลังโดยคนกันเอง ตนไม่ได้เสี้ยมและไม่ต้องการให้เกิดขึ้น ขอให้ทำสัญญาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด แต่ถ้าเกิดขึ้นก็จะเป็นเรื่องใหญ่ กองเชียร์จากประชาชนถือพรรคก้าวไกลเป็นชัยชนะของพวกเขา และคนก็พร้อมจะออกมาบนถนนถ้าก้าวไกลไม่ได้ตั้งรัฐบาลและนายพิธา ไม่ได้เป็นนายกฯ

"ถ้าถามว่า คนที่จะลงมือเขากลัวหรือไม่ เขาก็ไม่กลัว แต่คนที่ไปต่อสู้ก็คิดว่าเขาจะกลัว จะไม่กล้า แต่เขาก็กล้ามาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นถ้า 310 เสียงยืนแข็ง และ ส.ว. ไม่โหวตให้ 190 แต่ผมเชื่อว่าวินาทีนี้ ส.ว. ไม่โหวตอยู่แล้ว เพื่อดำรงภาพตัวเองให้ดูดีไว้ก่อน" พร้อมระบุว่า ขณะนี้ ส.ว.เพียงยื้อเวลาไว้ได้ร่วม 2 เดือนรอให้ กกต. รับรองผล ส.ส. จนครบก่อน ท่าทีจะชัดเจนยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม หาก ทุกฝ่ายยืนแข็งในท่าทีของตัวเอง คือ 310 จับมือกันมั่นแน่น 190 ก็ไม่แตกแถว และ 250 ก็ยืนกราน ดังนั้นทั้งสามพวกนี้เป็นนักเลงจริงกันแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็อยู่ต่อ เป็นรัฐบาลรักษาการไม่มีกำหนดเวลา

"แต่มันจะมีนักเลงไม่จริง และนักเลงไม่จริงก็จะทำตัวเป็นนักเลงจริง ตอนพูดดีมาก จริงจัง แต่หลังฉากกะล่อน โดยการคิดทางการเมืองนั้น ไม่มีใครคิดถึงคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาล แต่สังคมกลับไปเรียกร้องในสิ่งที่จากนักการเมืองที่ไม่มีกัน จึงให้ตามการเรียกร้องไม่ได้

นายจตุพร กล่าวว่า พรรคก้าวไกลไม่ได้โง่จนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เขารู้ เพียงแต่ใน 310 เสียงจะยึดมั่นคำสัญญา ไม่แหกไปจับมือกับอีกฝ่ายตั้งรัฐบาลหรือไม่ โดยปาดน้ำตาอ้างความจำเป็น ยิ่งคนที่โชว์เหนืออ้างสุภาพบุรุษทางการเมืองแล้ว คนนั้นตัวดีที่สุด ชอบทำให้ตายใจ และตอนนี้เสียง 310 เหมือนตกอยู่ในวงล้อม

พร่้อมทั้งย้ำว่า การเมืองขณะนี้ล้วนเป็นการแสดงหน้าฉากให้ดูดีกันทั้งนั้น แต่หลังฉากวิ่งวุ่นจับมือวนเวียนกันไปหมด ส่วนคนเป็นกองเชียร์พรรคก้าวไกลจะออกมาอย่างมากมายในวันที่พรรคก้าวไกล ไม่ได้เป็นแกนตั้งรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังไม่รวมกลไกของ กกต.ในช่วงสองเดือนการตรวจสอบรับรอง ส.ส. ซึ่งจะเป็นตัวเร่งสถานการณ์ได้ แล้วยังอาจส่งบางเรื่องไปศาล รธน. พิจารณา โดยทั้งหมดเข้าใจว่า ให้เสร็จทันวันเลือกประธานสภา แล้วจะต่อกับการเลือกนายกฯ ในช่วงถัดกันไป

ดังนั้น ความวุ่นวายจึงหนีไม่พ้น เพราะทุกพรรคพยายามหนีจากการตกเป็นเป้าทางการเมืองของกระแสประชาชน เนื่องจากทุกพรรคเห็นแล้วว่า พรรคก้าวไกลไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ การคาดการ พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะวางมือทางการเมือง ก็แสดงถึงการไม่ต้องการตกเป็นเป้าในช่วงการตั้งรัฐบาล โดยปล่อยให้พรรคก้าวไกลเผชิญปัญหากันก่อนและตามลำพัง

นอกจากนี้ เป้าต่อไปต้องพิจารณา กกต. แล้วพรรคการเมืองทั้งหลาย ยกเว้นพรรคก้าวไกล ที่จะเดินสายคุยการตั้งรัฐบาลกันหมด ดังนั้น ตนจึงขอให้ประชาชนเปิดใจ กล้าฟัง โดยตนเชื่อว่า นายพิธา ตั้งรัฐบาล 310 เสียงไม่ได้

"ใน 310 เสียงนั้น ผมอยากบอกคุณพิธา ว่า เอ็มโอยู หรือสัญญาประชาคมนั้น ให้ลงบันทึก ว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น 310 เสียงใน 6 พรรคเราจะไม่ทิ้งกัน แล้วนำบันทึกมาแถลงต่อสาธารณะให้ทั้ง 6 พรรคลงนามเป็นคำมั่นว่าจะไม่ทิ้งกัน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น"

นายจตุพร มั่นใจว่า ถ้าไม่มีภาพทั้ง 6 พรรคมาแถลงร่วมกันแล้ว จะมีคนเลี้ยวหนีแน่นอน และได้เตรียมการเลี้ยวแล้ว เพียงรอให้สุดทางก่อนในช่วงเวลา 2 เดือนนี้ ดังนั้น ถ้าต้องการจะมัดรวมก็ต้องแถลงร่วมกันเสีย

“ถ้าไม่เป็นสัญญาประชาคม เชื่อผม อยู่ไม่ครบแน่ ไม่ได้ยุแยงตะแคงรั่ว อย่างไรก็ไป ใครไม่เซ็นให้สังเกตไว้เลย หากทำเป็นสัญญาประชาชคมมาร่วมลงนามต่อสาธารณะแล้วคุณพิธาจะปลอดภัยใน 6 พรรคการเมือง แล้วมีเวลาไปต่อสู่เรื่องอื่นๆ อีกต่อไป มิฉะนั้น จะมีพวกรับปากแล้วเบี้ยว นัดแล้วไม่มาได้”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top