Sunday, 5 July 2026
POLITICS

วัดปรอท 18 มิ.ย. การเมืองเดือดทะลุ 112 'ก้าวไกลร่อแร่-ทักษิณจนมุม-เศรษฐา 50/50'

(15 มิ.ย. 67) ไม่ได้เป็นโลกาวินาศอะไรที่ไหนหรอก!! แต่เป็นวันที่จะบอกถึงทิศทาง (การเมือง) ประเทศไทยได้ในระดับพอสมควร...

'เล็ก เลียบด่วน' ขอเลาะเลียบล้วงลึกบ้างไม่ลึกบ้างมาเล่าสู่กันฟัง พอเป็นสังเขป ถึงทิศทาง 4 คดีในวันอังคารที่ 18 มิ.ย.ดังต่อไปนี้...

1) คดีเลือกสมาชิกวุฒิสภา - ศาลรัฐธรรมนูญจะลงมติวินิจฉัยว่า มาตรา 36,40,41 และ 42 ว่าด้วยการแนะนำตัว และการเลือกสว.3ระดับ (อำเภอ-จังหวัด-ประเทศ) ที่ระบุว่า “โดยจะลงคะแนนเลือกตนเองด้วยก็ได้” ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 107 ที่ว่าด้วยการเลือก-การได้มาซึ่งสว.หรือไม่  เพราะผู้ร้องเห็นว่าการเขียนว่า “โดยจะลงคะแนนเลือกตนเองก็ได้” น่าจะเป็นการเปิดทางให้มีการสมยอมหรือฮั้วกัน...

เมื่อนั่งทางในประสานทางนอกแล้ว...ความน่าจะเป็นไป ดูเหมือนทุกอย่างไปต่อได้...แต่ต้องขอบอกว่าสุดท้ายแล้วการเลือกสว.จะไปต่อถึงจุดหมายปลายทางได้แบบฟ้าจรดทราย แฮปปี้ เอ็นดิ้งหรือไม่นั้น...ยังบ่แน่ดอกนาย เพราะเนื้อในมันเละตุ้มเป๊ะ...

2) คดียุบพรรคก้าวไกล - มีการเม้าท์มอยกันไม่น้อยว่า พรรคก้าวไกลอาจชนะฟาวล์รอดยุบพรรค เพราะ กกต.บกพร่องข้ามขั้นตอนการสอบสวน ดังที่พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จัดชุดใหญ่เมื่อ 9 มิ.ย. งานนี้ต้องขอบอกว่า น่าจะเป็นการประเมินและสำคัญผิด การที่ศาลรธน. ขอให้กกต.ส่งพยานข้อมูลเพิ่มเติมไปเมื่อ 12 มิ.ย.นั้น ก็เพื่อความสมบูรณ์ตามวิธีพิจารณาคดี...

ต้องย้ำเหมือนที่ท่าน กกต. 'ปกรณ์ มหรรณพ' ย้ำนั่นล่ะว่า การร้องยุบก้าวไกลหนนี้เป็นไปตามมาตรา 92 ของพรป.การเมืองคือ 'กรรมการ' กกต.ร้องเอง ไม่ใช่ตามมาตรา 93 ที่ 'นายทะเบียน' (เลขาธิการกกต.) พบเห็นต้องไปสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานนำเสนอกรรมการกกต.

รายการนี้พรรคก้าวไกลก็จะรู้ชะตาตัวเองว่าไปไม่รอด...แต่ที่กำลังต่อสู้อยู่นั้นเป็นยุทธวิธี 'โลกล้อมประเทศ' เอาสังคมกดดัน กกต.ตามสูตรเดิมๆ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ความจริง..!!

3) คดีนายกฯ เศรษฐา - วันที่ 18 มิ.ย.ก็จะมีการพิจารณา และกำหนดรายละเอียดการไต่สวน...จากนั้นคาดว่าเดือนส.ค. ก็จะมีคำตอบว่า...เศรษฐา ทวีสิน กระทำผิด/ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง จนสิ้นคุณสมบัติรัฐมนตรีเป็นการเฉพาะตัวหรือไม่...มีเวลาที่จะเจาะลึกกันต่อ...วันนี้ตรวจสอบอาการไข้แล้วโอกาสรอด/ไม่รอด..50/50 ครับ..

4) คดีทักษิณ ชินวัตร – กรณีข้อหาความผิดม.112 คดีนี้ล่าสุดเมื่อ 4 มิ.ย.ทีมทนายทักษิณขอความเป็นธรรมครั้งที่สอง หลังอัยการสูงสุด(อสส.)สั่งฟ้องเมื่อ 29 พ.ค.และนัดวันที่ 18 มิ.ย.นำตัวส่งฟ้องศาล ทางรอดทักษิณที่จะไม่ต้องไปศาลมีสองทางคือ อสส.ยอมทบทวนคดี หรือทักษิณป่วยจริง ๆ แล้วขอเลื่อน...

ถ้าให้ฟันธงอสส. (อำนาจ เจตน์เจริญรักษ์) คงไม่ทบทวนคำสั่งฟ้อง...และทักษิณที่กำลังจ้อแจ้วเดินสายจีบบ้านใหญ่อยู่ในยามนี้ ก็ไม่น่าจะป่วยฉุกเฉินหรือหนีกลับดูไบ...น่าจะไปศาลและคงได้รับประกันตัว ต่อสู้คดี รอ อภินิหารทางกฎหมาย รอยุคเปลี่ยนแผ่นดินที่สำนักอัยการสูงสุดในเดือนต.ค...ในอดีตคดีธรรมะชโยคดีอยู่ในศาลยังมีการถอนออกมาแล้ว...

ส่วนกระแสข่าวกรณีถุงขนมภาค 2 ที่จะจ่ายผ่านเครือข่ายสแตนลีย์ โฮ เจ้าพ่อคาสิโน ฮ่องกงผู้ล่วงลับนั้น ก็ว่ากันไป ข่าวว่าตอนนี้กำลังสอบกันนัวว่าจริงหรือไม่ เพราะฝ่ายแฉบอกว่ารู้วันเดินทางไปกลับฮ่องกงของอธิบดีฝ่ายตุลาการบางคน...(ไป 24 กลับ 27 พ.ค.)...ก็สอบกันไป..

ครับ ขออนุญาตมองโลกสวยสักวัน...18 มิ.ย.ไม่โลกาวินาศ...กระบวนการยุติธรรมไทยที่ถูกใครบางคนปู้ยี่ปู้ยำมาร่วมปี ยังพอจะเป็นที่พึ่งที่พาได้...!!

‘แสวง’ เผย กกต.ส่งพยานหลักฐานเพิ่ม คดียุบพรรค ‘ก้าวไกล’ ชี้!! ทำตามหน้าที่อย่างดีที่สุด ตามที่กฎหมายให้อำนาจ

(15 มิ.ย.67) นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ให้สัมภาษณ์กรณี ศาลรัฐธรรมนูญให้ กกต. ส่งพยานหลักฐานเพิ่มเติมในคดียุบพรรคก้าวไกลว่า กกต. ได้ส่งพยานหลักฐานเพิ่มเติมไปแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ 14 มิ.ย. ที่ผ่านมา ส่วนจะเป็นพยานบุคคลหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า คำวินิจฉัยเพียงพอแล้ว (ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินพรรคก้าวไกล) กกต.จึงได้ส่งเอกสารเพิ่มบางอย่างที่เป็นข้อกฎหมาย

ส่วนกรณีนายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ออกมาให้ความเห็นว่า กกต. ตีความเป็นศรีธนญชัย นายแสวง ไม่ขอแสดงขอความเห็น ขอให้รอฟังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ส่วนที่คู่กรณีเห็นว่า กกต. ไม่มีอำนาจ หรือ ลุแก่อำนาจ อาจกระทบความเชื่อมั่นองค์กร นายแสวง กล่าวว่า เรารู้ว่าต้องทำอะไร ทำผิดทำเกินทำน้อยคงไม่ได้ ทุกเรื่องมีการกระทำมีข้อเท็จจริง คนที่ได้รับผลดีผลร้าย สิ่งนี้เกิดจากกฎหมายกำหนดไว้ก่อนว่า ลักษณะเช่นไรที่เป็นความผิด เมื่อมีข้อเท็จจริง กกต. ก็ดำเนินการไปตามข้อเท็จจริง ท่านไม่ได้รับผลร้าย หรือผลดีจากการตัดสินของ กกต. ท่านได้รับผลร้าย จากข้อเท็จจริงที่ท่านทำ

เรารู้ว่าเราต้องทำอะไร ส่วนความเชื่อมั่นผมว่าเราก็ทำตามกฎหมาย ประชาชนจะสงสัยก็เป็นจุดที่ทำให้เรา ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นเป็นหน้าที่ เราก็ทำอย่างดีที่สุดเท่าที่กฎหมายให้เราทำ

ขณะเดียวกันนายแสวงยืนยันว่าตั้งแต่ตนมารับตำแหน่งเลขาธิการ กกต. ไม่มีใบสั่ง หรือคำชี้นำ จาก กกต. หรือจากข้างนอก ส่วนความคืบหน้าการดำเนินการเกี่ยวกับคำร้อง ยื่นยุบพรรคภูมิใจไทย นายแสวง กล่าวว่าเรื่องที่จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เกี่ยวกับการยุบพรรคเลย หรือเกี่ยวกับกฎหมายพรรคการเมืองอะไรเลย แต่มีคนเอามาโยงว่าสามารถที่จะยุบพรรคได้หรือไม่ จึงทำให้มีคนคิดว่าพรรคภูมิใจไทยก็ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ พรรคก้าวไกลก็ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งสองกรณีนั้นแตกต่างกันมาก ส่วนฐานความผิดของพรรคภูมิใจไทยคือการอำพรางเรื่องหุ้น ไม่ได้เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองตามกฎหมายพรรคการเมืองเลย แค่มีการเอาไปโยงกันเท่านั้น

ทั้งนี้เมื่อมีคนร้องต่อ กกต.มาก็ต้องมีการดำเนินการ ตรวจสอบเงินบริจาคว่ามีที่มาจากไหน เป็นเงินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากเป็นเงินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ไม่ได้ตัดสินที่คนบริจาคแต่ตัดสินด้วยกฎหมาย และคนที่มีอำนาจชี้ ซึ่งต้องรอหน่วยงานที่มีอำนาจ เป็นคนตัดสินซึ่งก็ไม่ใช่กกต. หรือนายทะเบียนโดยขณะนี้มีการตรวจสอบและถามกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ จนกว่าจะได้ข้อยุติ

นายแสวง ยังยกตัวอย่างกรณีการบริจาคของนายตู้ ห่าว ที่บริจาคให้กับพรรคพลังประชารัฐ มีคนบอกว่าเงินชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องมีการพิสูจน์ว่าเงินชอบด้วยกฎหมายยังไง ก็ต้องรองหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทรัพย์สินเช่นปปง. หรือป.ป.ส. เป็นต้น เป็นผู้ตัดสินมาก่อนจึงจะนำคำตัดสินมาใช้ได้ ทั้งนี้โดยกฎหมายพรรคการเมือง ไม่ได้ให้นายทะเบียนเป็นคนวินิจฉัย ว่าเงินนี้ชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะไม่มีอำนาจตัดสิน พร้อมยืนยันว่ากรณีการยื่นร้องพรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นการยื้อเวลา เป็นไปตามกระบวนการ ซึ่งยื่นมาตามช่องทางของนายทะเบียนจึงมีการตรวจสอบตามมาตรา 93 ไม่ได้เข้าเกณฑ์ในมาตรา 92 ซึ่งกฎหมายก็มีหลายวิธี

‘นายกฯ’ บันทึกรายการ ‘คุยกับเศรษฐา’ เล่าภารกิจใน-นอกประเทศ ออนแอร์เทปแรก 22 มิ.ย.นี้ ช่อง NBT2HD เวลา 08.00-08.30 น.

(14 มิ.ย. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า สืบเนื่องที่รัฐบาลโดย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มีแนวคิดจัดรายการนายกฯ พบประชาชน เบื้องต้นมีรายงานว่า จะใช้ชื่อรายการ ‘คุยกับเศรษฐา’ โดยจะออกอากาศในวันเสาร์ที่ 3 ของทุกเดือน ใช้เวลาประมาณ 30 นาที เริ่มเวลา 08.00 - 08.30 น. ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่ง (NBT2HD) ซึ่งได้มีการบันทึกเทปแรกไว้แล้วเมื่อวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมาที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายธีรัตถ์ รัตนเสวี อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดำเนินรายการเทปแรก 

นอกจากนี้ยังได้มีการวางผู้ดำเนินรายการมาสลับกันทำหน้าที่ อาทิ ‘หมวย’ อริสรา กำธรเจริญ ผู้ประกาศข่าว, อั๋น ภูวนาท คุนผลิน พิธีกรชื่อดัง เป็นต้น

สำหรับรูปแบบรายการ นายกรัฐมนตรีจะเล่าสรุปภารกิจจากการลงพื้นที่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ อัปเดตผลการดำเนินงานของรัฐบาล ส่วนรายการครั้งต่อ ๆ ไป จะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบตามความเหมาะสมและสถานการณ์ เช่น การจัดรายการนอกสถานที่ระหว่างการลงพื้นที่ทั้งในและต่างประเทศ 

‘ธนกร’ ยกผลโพล ‘นิรโทษกรรมฯ ฉบับปชช.’ ไม่เห็นด้วย 64.66% เชื่อ!! เจตจำนงคนส่วนใหญ่ต้องการยึดหลักกฎหมายที่ควรจะเป็น

(14 มิ.ย. 67) นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ สส.แบบบัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวว่า ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมคดีการเมือง พ.ศ.(ฉบับประชาชน) ซึ่งรวมมาตรา 112 ผ่านเว็บไซต์สภาผู้แทนราษฎร ระหว่าง 13 พ.ค. - 13 มิ.ย. 2567 รวม 1 เดือนเต็ม ซึ่งมีประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นทั้งหมด 90,533 ราย โดยมีผู้ที่ไม่เห็นด้วย 64.66% ส่วนที่เห็นด้วยเพียง 35.34 % ถือเป็นความตื่นตัวของประชาชนที่ให้ความสนใจต่อเรื่องดังกล่าวอย่างมาก และส่วนใหญ่เสียงที่ออกมาสะท้อนถึงเจตจำนงในการยึดหลักกฎหมายที่ควรจะเป็น 

พร้อมมองว่า ส่วนใหญ่ที่ไม่เห็นด้วยเนื่องจากร่างพ.ร.บ. นิรโทษกรรมคดีการเมืองฉบับประชาชน มีการเสนอให้รวมคดีที่มีผู้กระทำความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เกี่ยวกับการดูหมิ่นก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ คดีทุจริตประพฤติมิชอบของนักการเมือง และคดีความผิดที่ถึงแก่ชีวิต ซึ่งล้วนแต่เป็นคดีที่มีโทษร้ายแรงและความผิดที่ประชาชนไม่สามารถรับได้หากมีการนิรโทษกรรม

เมื่อถามว่า ผลสำรวจความเห็นเรื่องนิรโทษกรรมคดีการเมืองฉบับประชาชนสะท้อนอะไรถึงร่างนิรโทษกรรมที่กรรมาธิการกำลังพิจารณาอยู่นั้น นายธนกร กล่าวว่า มองสะท้อนภาพใหญ่ ถึงความคิดเห็นประชาชน ทั้งประเทศที่ต้องการบอกเจตจำนงว่า การพิจารณากฎหมายสำคัญโดยเฉพาะเรื่องการนิรโทษกรรมต้องอยู่ในกรอบที่เป็นคดีการเมืองจริง ๆ แม้ว่าบางคดีอาจจะมีการอ้างเรื่องแรงจูงใจทางการเมือง แต่ไปเกี่ยวโยงกับคดีมาตรา 112 ตนคิดว่ากรรมาธิการเองก็ต้องรับฟังเสียงประชาชน เพราะกฎหมายอะไรที่ผ่านสภาออกไป ต้องเป็นที่ยอมรับของสังคมด้วย เพราะหากค้านสายตาประชาชนอาจเป็นการสร้างข้อขัดแย้งใหม่ขึ้นในประเทศได้

“กมธ.วิสามัญศึกษาแนวทางตราพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ควรเปิดรับฟังความเห็นทุกฝ่ายรอบด้าน เช่นเดียวกับฉบับประชาชนที่สภาผู้แทนราษฎรได้เปิดให้แสดงความเห็นตลอด1 เดือนเต็ม ผ่านเว็บไซต์ของสภามาแล้ว เพื่อให้เกิดความรอบคอบ ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นที่ยอมรับของสังคม เพราะคดี ม.112 คดีทุจริตประพฤติมิชอบ และคดีที่ทำให้เกิดการเสียชีวิต ถือเป็นคดีอาญาร้ายแรงและไม่เกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมือง เชื่อว่าคนไทยรับไม่ได้หากมีการรวมด้วย กมธ.จึงไม่ควรที่จะลังเลนำเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนกระทบจิตใจคนไทยแบบนี้ เข้าไปพิจารณารวมอยู่ในร่างนิรโทษกรรมด้วย“ นายธนกร ย้ำ

'นายกฯ' ลั่น!! ไม่สมควร หักค่าดูดส้วมทหารเกณฑ์ เชื่อ!! 'รมว.กลาโหม' รู้หน้าที่ว่าควรทำยังไงต่อไป

(13 มิ.ย.67) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีมีการเผยแพร่เอกสารการหักค่าใช้จ่ายทหารเกณฑ์ใหม่ สังกัดกองพันทหารเกณฑ์เสนารักษ์ที่ 22 กองบัญชาการช่วยรบที่ 2 ที่มีการระบุค่าดูดส้วม จำนวน 500 บาท โดยนายกฯ ได้เห็นข่าวนี้เเล้วใช่หรือไม่ ว่า เมื่อสักครู่เห็นนิดหนึ่งจากทวิตเตอร์เอ็กซ์ ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ตนเข้าใจว่านายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ก็คงจะมีการตรวจสอบ เพราะเรื่องนี้ไม่สมควรจะเกิดขึ้น และยอมรับไม่ได้

เมื่อถามว่า เงินของทหารเกณฑ์มีประเด็นที่ถูกหักออกไปเยอะ นายกฯ จะกำชับอย่างไรบ้าง นายเศรษฐา กล่าวว่า ตนเชื่อว่าเขารู้หน้าที่อยู่แล้วว่าอะไรควร หรือไม่ควร

เอกฉันท์!! 'ร่างพรบ.นิรโทษกรรม' 65% ต่อ 35% ไม่เห็นด้วยนิรโทษกรรม คดีอาญามาตรา 112

จากกรณีที่ เว็บไซต์รัฐสภา เปิดรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 รัฐธรรมนูญ ของ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชน พ.ศ. …. ที่ น.ส.พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความ จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 36,723 คน ร่วมกันเสนอ ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา เป็นวันสุดท้ายนั้น

ล่าสุด (13 มิ.ย.67) นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ หรือ 'ลอรี่' รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า...

มันจบละครับ.. ไม่เห็นด้วย 65.0% 🔴

สรุปผลการรับฟังความเห็น ร่างพรบ.นิรโทษกรรม ฉบับประชาชน

ผลจากประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 88,565 
✅ เห็นด้วย 35%
❌ ไม่เห็นด้วย 65% 
ซึ่งคิดเป็นจำนวนสูงถึง 57,567คน

สำหรับกระบวนการพิจารณาต่อไป ร่างนี้จะถูกนำเสนอให้มีการปรับแก้ ยังไม่จบครับ.. รอติดตามกันต่อไปครับ

ขอบคุณที่แสดงสิทธิตามกรอบรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ..นอนหลับฝันดีครับทุกท่าน

'ก้าวไกล' สะอึก!! ถูกปาดหน้าคะแนนนิยมสมรสเท่าเทียม หลัง ‘โพล’ เช็กเสียงสังคม ‘เพื่อไทย’ ผู้ผลักดันเป็นรูปธรรม

(13 มิ.ย.67) ผศ.ดร.สานิต ศิริวิศิษฐ์กุล หัวหน้าแผนกวิจัย สำนักวิจัย มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ เปิดเผยว่า จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 1,100 คน ในช่วงวันที่ 3-6 มิ.ย.67 ถึงกรณีสมรสเท่าเทียม โดยมีพรรคเพื่อไทย เป็นผู้ผลักดัน ทั้งนี้การสำรวจจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศพบว่าสังคมไทยให้การยอมรับความหลากหลายทางเพศ และมีความเห็นด้วย กับการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมของพรรคเพื่อไทย และคู่รักหลากหลายทางเพศควรได้รับสิทธิตามกฎหมายเช่นเดียวกับสิทธิที่คู่สมรสชายหญิง

โดยการสำรวจนั้นได้ถามถึงว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการผลักดันกฎหมายรับรองการจดทะเบียนสมรสเท่าเทียมของพรรคเพื่อไทย โดยผลสำรวจ พบว่า เห็นด้วย 82.5% ไม่แน่ใจ 8.9% และ ไม่เห็นด้วย 8.5%

นอกจากนั้นยังได้สำรวจต่อว่ายอมรับได้หรือไม่หากมีเพื่อนร่วมงานเป็นบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIA+) พบว่า ยอมรับได้ 91.4% และไม่สามารถยอมรับได้ 8.6% พร้อมทั้งถามต่อว่า หากมีสมาชิกในครอบครัวเป็นบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIA+) พบว่า ยอมรับได้ 85.9% ไม่สามารถยอมรับได้ 7.9% และยังไม่แน่ใจ 6.2%

พร้อมทั้งถามถึงกรณีที่คู่รักหลากหลายทางเพศควรได้รับสิทธิตามกฎหมายเช่นเดียวกับสิทธิที่คู่สมรสชายหญิงได้รับหรือไม่ พบว่า ควรได้รับสิทธิทุกอย่างเหมือนกัน 56.2% ควรได้รับสิทธิบางอย่าง 38.4% และ ไม่ควรได้รับสิทธิใด ๆ 5.5%

'เพจรอยตุ๊' อินฟลูการเมืองชื่อดังถูกปิด แฟนคลับลุ้น อุทธรณ์คืนกลับมาโดยเร็ว

(13 มิ.ย.67) เพจเฟซบุ๊กของนายนพดล พรหมภาสิต แกนนำศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิด bully ทางสังคมออนไลน์ (ศชอ.) หนึ่งในเครือข่ายกลุ่ม ศปปส. ซึ่งเป็นกลุ่มปกป้องสถาบันกษัตริย์ ในชื่อ 'Nopadol Prompasit' ถูกปิด

เบื้องต้นได้มีการยื่นอุทธรณ์แล้ว ส่วนสาเหตุของการถูกปิดนั้น คาดเดาว่า อาจมีความเชื่อมโยงกับการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่ดุเดือดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับการวิจารณ์กลุ่มที่มุ่งร้ายต่อสถาบันฯ ซึ่งอินฟลูฯ หรือเพจที่มีอุดมการณ์แนวนี้ มักจะถูก Facebook จับตา เพราะมีผู้ถูกพาดพิงไปรุม Report บ่อย ๆ

‘อนุทิน’ นำคณะทูตกลุ่มประเทศมุสลิม เยือนจังหวัดชายแดนใต้ ส่งเสริมความร่วมมือพัฒนาปลายด้ามขวานสู่พื้นที่ปลอดภัย-สงบสุข

(12 มิ.ย.67) ที่ TK Park ยะลา (อุทยานการเรียนรู้ยะลา) อ.เมืองยะลา จ.ยะลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย นำคณะทูตกลุ่มประเทศมุสลิมและผู้บริหารระดับสูง ร่วมกิจกรรมเสริมความเข้าใจและสานสัมพันธ์คณะทูตกลุ่มประเทศมุสลิมประจำปี 2567 โดยมีคณะทูตกลุ่มประเทศมุสลิม (The Organization of Islamic Cooperation : OIC) 12 ประเทศ เข้าร่วม 

ทั้งนี้ นายอนุทินและคณะทูตได้รับฟังการนำเสนอการขับเคลื่อนงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย โดยพันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการ ศอ.บต. พลโท ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากนั้นมีการแลกเปลี่ยนเสวนาประเด็นความรู้ที่เป็นประโยชน์ทางนโยบายของผู้เข้าร่วมกิจกรรม

จากนั้นนายอนุทินได้นำคณะทูตเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ OTOP ของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อาทิ ผ้าบาติกที่ได้รับการพัฒนาตามพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ และ ‘Sustainable Fashion’ ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

นายอนุทิน กล่าวว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ มีนโยบายในการทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในด้านสุขภาพ การขนส่งทางอากาศ การสื่อสาร การศึกษา และการท่องเที่ยว มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของประเทศในการแข่งขัน ขณะเดียวกันก็ไม่ละทิ้งการพัฒนาพื้นที่ต่าง ๆ ในภูมิภาครวมถึงจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งการได้แลกเปลี่ยนกับคณะทูตจากประเทศ OIC จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนนโยบายของนายกฯ และรัฐบาลไทย โดยเฉพาะการร่วมเป็นหุ้นส่วนของประเทศไทยในการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความปลอดภัยและความสันติสุข 

สำหรับคณะทูต OIC ที่เข้าร่วมกิจกรรม ครั้งนี้ ประกอบด้วย H.E. Mr. Pengiran Haji Sahari Pengiran Haji Salleh เอกอัครราชทูตบรูไน, H.E. Mrs. Hala Youssef Ahmed Ragab เอกอัครราชทูตอียิปต์, H.E. Mr. Nassereddin Heidari เอกอัครราชทูตอิหร่าน, Mr. Bong Yik Jui อุปทูต สถานเอกอัครราชทูตมาเลเซีย, Ms. Aishath Shiruma Ahmed อุปทูต สถานีอัครทูตมัลดีฟส์, Dr. Mohammed Idris Haidara อุปทูต สถานเอกอัครราชทูตไนจีเรีย, Mr. Fuad Adriansyah รองหัวหน้าสำนักงานเอกอัครราชทูตอินโดนีเชีย และ Mr. Nuriddin Mamatkulov รองหัวหน้าสำนักงานสถานกงสุลใหญ่อุซเบกิสถาน 

‘ตระกูล’ อดีต อสส. สวน ‘ทักษิณ’ คดีม.112 ตามกม.อาญา ‘ไม่เคยมีใครข่มขู่’ ให้ทำคดี

(11 มิ.ย.67) นายตระกูล วินิจนัยภาค อดีตอัยการสูงสุด โพสต์เฟซบุ๊ก 'ตระกูล วินิจนัยภาค' ระบุว่า ขอยืนยันด้วยเกียรติของลูกผู้ชายว่า ในฐานะเป็น อสส. ในขณะนั้น ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดีอาญานอกราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 20 ไม่เคยมีใครข่มขู่ โน้มน้าว ชักจูง ให้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการสอบสวนครับ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.67 ที่ผ่านมา นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เคยให้สัมภาษณ์ว่า ถูกยัดข้อหา ม.112 คดีแทบจะไม่มีมูลแบบนี้เขาเรียกว่าเป็นผลไม้ของต้นไม้ที่เป็นพิษ คือการทำคดีแต่ละข้อกล่าวหาตั้งแต่ต้นที่มีการข่มขู่ ตั้งแต่ในชั้นพนักงานสอบสวนโดยผู้บังคับบัญชา คดีไม่ควรเป็นคดี

'ภูมิธรรม' วอน!! อย่าเปรียบปมหุ้นยุคนี้ตกกว่ายุคลุงตู่ ชี้!! เป็นไปตามสถานการณ์-รอคดีการเมืองคลี่คลาย

(11 มิ.ย.67) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์กรณีการสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนหลังจากหุ้นไทยร่วงหนัก เป็นผลสืบเนื่องจากความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์การเมืองในประเทศว่า หุ้นมีขึ้นมีลงเป็นเรื่องปกติเป็นธรรมชาติ สิ่งที่เรามีปัญหาคือเราไปเข้าใจกันว่ายังมีความไม่เชื่อมั่นต่างๆ ซึ่งตนคิดว่าสถานการณ์ตอนนี้คลี่คลายแล้ว แม้จะมีสถานการณ์ที่ต้องขึ้นศาลหลายเคสหลายกรณีก็ไปห่วงกันว่าจะมีปัญหา แต่หากดูนายกรัฐมนตรีท่านก็ทำงานเต็มที่ ดังนั้น สถานการณ์จึงเป็นเรื่องชั่วคราวเดี๋ยวก็คลี่คลาย รัฐบาลก็พยายามทำหน้าที่ต่างๆ ให้ดีที่สุด

เมื่อถามย้ำว่า สถานการณ์การเมืองวันนี้ดูเหมือนยังไม่คลี่คลาย นายภูมิธรรม กล่าวว่า มันเพิ่งเกิดขึ้นวันสองวันจะไม่คลี่คลายอย่างไร และที่ดูว่ายังไม่คลี่คลาย เพราะว่าเดือนนี้ยังมีขึ้นศาล ก็ต้องรอขึ้นศาลให้เรียบร้อยก่อน ซึ่งตนคิดว่าไม่น่ามีอะไร และคิดว่ามันเป็นข่าวสถานการณ์ที่พอผ่านไปแล้วไม่มีอะไรก็จบ เหมือนหลายเรื่องที่ตนเคยเจอ พอสถานการณ์เปลี่ยนไปมันก็เปลี่ยนแค่วันเดียวเลย มันจึงไม่ใช่ปัญหาถาวร

เมื่อถามว่า ความเชื่อมั่นในยุคพรรคเพื่อไทยดูเหมือนต่ำกว่ายุคพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ นายภูมิธรรม กล่าวว่า จะมาพูดเรื่องนี้แบบนี้ไม่ได้ การที่ความเชื่อมั่นจะขึ้นหรือลงไม่ใช่พรรคเพื่อไทยหรือว่าลุงตู่ แต่เป็นเรื่องของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องดูไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

ตรวจแนวรบ 'อัยการ' คดี 112 ส่อแววยืดคดีจนได้ 'อสส.คนใหม่' พลิกเกม 'นายใหญ่' ให้คล้าย 'คดีบอสกระทิงแดง'

8.พชร ยุติธรรมดำรง ดำรงตำแหน่ง 1 ต.ค. 2548 - 30 ก.ย. 2550    
9.ชัยเกษม นิติสิริ ดำรงตำแหน่ง 1 ต.ค. 2550 - 2552    
10.จุลสิงห์ วสันตสิงห์ ดำรงตำแหน่ง 1 ต.ค. 2552 - 30 ก.ย. 2556    
11.อรรถพล ใหญ่สว่าง ดำรงตำแหน่ง 1 ต.ค. 2556 - 26 มิ.ย. 2557    
12.ตระกูล วินิจนัยภาค ดำรงตำแหน่ง 27 มิ.ย.2557 - 30 ก.ย. 2558    
13.ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร ดำรงตำแหน่ง 1 ต.ค. 2558 - 30 ก.ย. 2560    
14.เข็มชัย ชุติวงศ์ ดำรงตำแหน่ง 1 ต.ค. 2560 - 30 ก.ย. 2562 
15.วงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ ดำรงตำแหน่ง 1 ต.ค. 2562 - 30 ก.ย. 2564    
16.สิงห์ชัย ทนินซ้อน ดำรงตำแหน่ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565    
17.นารี ตัณฑเสถียร ดำรงตำแหน่ง 1 ต.ค. 2565 - 30 ก.ย. 2566    
18.อำนาจ เจตน์เจริญรักษ์ ดำรงตำแหน่ง 1 ต.ค. 2566 - ปัจจุบัน    
19.ไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ (ผ่านมติกอ./รอวุฒิสภาพิจารณา)

วันนี้ขออนุญาตร้อยเรียงวิเคราะห์บทวิเคราะห์แบบง่าย ๆ ด้วยการนำรายชื่ออัยการสูงสุด (อสส.) ที่มีมาตั้งแต่ปี 2534 มาทบทวนให้ดูตั้งแต่ท่านที่ 8 พชร ยุติธรรมดำรง จนมาถึงว่าที่อสส.คนใหม่ คนที่ 19  ไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ (ที่ว่ากันว่าเป็นทีมงานมือดีของ อสส.ชัยเกษม นิติสิริ) ซึ่งอยู่ในกระบวนการ การพิจารณาของวุฒิสภา

เปิดสภาสมัยวิสามัญในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ วุฒิสภาจะตั้งกรรมาธิการฯ ตรวจสอบคุณสมบัติและพฤติกรรมพฤติการณ์ต่าง ๆ ก่อนที่จะนัดแนะกันลงมติในอีกประมาณ 2 เดือนข้างหน้า ซึ่งตอนนั้นอาจจะเป็น สว. ชุดใหม่แล้วก็ได้ แค่ได้คะแนนเสียงข้างมาก 'อสส.คนใหม่' ก็จะชื่อ 'ไพรัช' หลังการโปรดเกล้าฯ

ย้อนดูรายชื่อ อสส.ข้างต้นแล้ว ก็ต้องหมายเหตุประเทศไทยเอาไว้ว่า มี อสส. ถึง 2 คน ที่สั่งฟ้องคดีนายทักษิณ ชินวัตร ข้อหาความผิด ม.112 และ พ.ร.บ.คอมพ์ คนแรกคือ ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ คนที่สองคือ อำนาจ เจตน์เจริญรักษ์

กรณีท่านอำนาจนั้น ทักษิณทำหนังสือขอความเป็นธรรม ทางอัยการสั่งให้สอบเพิ่มมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ที่สุดวันที่ 29 พ.ค. ที่ผ่านมาก็สั่งฟ้อง

ขณะนี้ทีมทนายทักษิณร้องขอความเป็นธรรมอีกครั้ง อ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมเพราะ "พนักงานสอบสวนขณะนั้น (2558-2559) ถูกข่มขู่จากรัฐบาล คสช. จนขาดความเป็นอิสระในการรวบรวมพยานหลักฐานคดี ทำให้นายทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรม..."

อ่านกันไม่ยาก...นี่เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อประวิงเวลา หรือยืดคดีออกไป...คล้าย ๆ คดีบอส กระทิงแดง ซึ่งตามหน้าไพ่ขณะนี้เขาว่ากันว่า หากสามารถยืดสุดติ่งไปจนไปถึง อสส.คนใหม่ได้ บางทีเหตุการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้...

ซุ่มเสียงของทักษิณในงานบวชน้องชาย สส.เพื่อไทยที่ปทุมธานีเมื่อ 8 มิ.ย. ฟังดูเหมือนจะไปตามนัดอัยการ เพื่อนำตัวทักษิณส่งฟ้องศาล แต่หากฟังซ้ำดี ๆ ทักษิณไม่ได้ตกปากรับคำเป็นมั่นเหมาะว่าจะไป...เพราะดูเหมือนเขาจะมั่นใจว่า การร้องขอความเป็นธรรมซ้ำสองรอบนี้ อย่างน้อยน่าจะมีการยืดเวลาออกไป...

จะอย่างไรก็ตาม แบไพ่เล่นกันแบบนี้...ทำเอาคนที่รักบ้านรักเมืองหัวใจสั่นรัว ตลาดหุ้นออกอาการสั่นไหว กลัว 'นายใหญ่' จะยิ่งเหลิงลมล้มดีล จนกลายเป็นจุดชนวนความวุ่นวายรอบใหม่ขึ้นมาจริง ๆ !!

เกิดเป็น 'นักการเมืองไทย' ต้องโกหก  ถ้าไม่โกหก ก็ไม่ใช่ 'นักการเมืองไทย'

คนรุ่นพี่ หรือรุ่นเดียวกันกับผม เราจะชินกับการโกหกคำโตของนักการเมืองไทยมาโดยตลอด ทั้งที่โกหกแบบหน้าด้าน ๆ หรือจะพยายามโกหกแบบเนียน ๆ ไม่ให้ใครจับได้ง่าย ๆ ก็ถือเป็นการโกหกประชาชนอยู่ดี คนที่กล้าอาสามาเป็น 'ตัวแทนประชาชน' มากินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน แต่ก็ยังกล้าโกหกประชาชนที่เลือกพวกเขาเข้ามา ก็หมายความว่าเป็นคนที่ไม่ซื่อสัตย์ และเนรคุณผู้มีพระคุณอย่างไม่น่าให้อภัย

ปีแล้วปีเล่าประเทศไทยจะต้องฝืนทนกับนักการเมืองหน้าเก่า ๆ ส่วนใหญ่ ๆ ที่แทบจะหาความดีกับแผ่นดินไทยไม่ได้เลย เราต้องทนกล้ำกลืนเห็นคนเหล่านี้หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนมาแทะกินประเทศชาติของเราต่อหน้าต่อตา และก็รอดพ้นตารางด้วย 'คำโกหกคำโต' บ่อย ๆ

ราวกับว่าเราไม่มีใครอีกแล้วที่จะหวังพึ่งพิงได้จริง ๆ 

ในวันที่คนไทยกำลังสิ้นหวัง วันหนึ่งก็มีพรรคการเมืองที่ออกตัวว่าเป็น 'คนรุ่นใหม่' แสดงออกถึงความมุ่งมั่น มีอุดมการณ์ มีแนวคิดที่จะกำจัดนักการเมืองแย่ ๆ ในแบบที่เราคุ้นเคยในอดีตให้หมดไปจากสังคมไทย เพื่อจะทำให้ประเทศไทยดีขึ้น โดยโฆษณาว่า ถ้าเลือกพวกเขาให้เข้ามาเป็น สส. หรือชนะการเลือกตั้งจนได้เป็นรัฐบาล รับประกันว่า 'ประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิม'

คำว่า 'ไม่เหมือนเดิม' ก็คงจะสื่อความหมายว่า ต้องดีขึ้น ดีในแบบที่ 'นักการเมืองรุ่นเก่า' ไม่เคยทำได้ นั่นคือไม่ทำเรื่องที่ผิดกฎหมาย ไม่ทุจริตคอร์รัปชัน ไม่สนับสนุนกลุ่มคนที่ก่อความไม่สงบภายในบ้านเรา ไม่สมคบคิดกับต่างชาติเพื่อมาทำลายสถาบันหลักของประเทศตัวเอง จะปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และพร้อมจะเป็น 'แบบอย่างที่ดี' ให้กับเยาวชนคนรุ่นถัดไป 

แต่...เปล่าเลย ไม่มีสิ่งใดเฉียดใกล้สิ่งที่ 'นักการเมืองรุ่นใหม่' เคยโฆษณาเอาไว้

เพราะตั้งแต่ประเทศไทยมีพรรคการเมืองที่ออกตัวว่าเป็น 'คนรุ่นใหม่' เรากลับเห็นพฤติกรรมเลว ๆ ที่ไม่ต่างจาก 'นักการเมืองรุ่นเก่า' แต่บางเรื่องก็เลวร้ายกว่า เช่นการล้างสมองเด็ก อาศัยเด็กเป็นเครื่องมือให้กระทำผิด 112 เพื่อสั่นสะเทือนสถาบันที่ตนเองเกลียดชัง หนีการเกณฑ์ทหาร ทำอนาจารกับผู้ร่วมงาน มีแนวคิดล้มล้างการปกครอง ทั้งหมดเกิดจาก 'นักการเมืองรุ่นใหม่' ทั้งสิ้น 

ยังไม่นับเรื่องโกหกสังคม พูดไม่หมด หรือพูดเอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้กับสิ่งที่ตนเองเกลียดชังนั้น มีให้เห็นตามหน้าสื่อแทบทุกวัน

ช่างไม่กระดากใจ หรืออายความเป็นคนกันบ้างเลย

‘ธนกร’ ติง ‘พิธา’ ดื้อคำสั่งศาลฯ แถแถลง 9 ข้อสวน ชี้!! บิดเบือนแบบนี้จะเป็นผู้นำประเทศที่ดีได้อย่างไร 

(10 มิ.ย. 67) นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์กรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานที่ปรึกษาพรรคก้าวไกล แถลง 9 ข้อต่อสู้คดียุบพรรคก้าวไกล โดยมองว่า เป็นการไม่เคารพคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ที่ได้ออกมาเตือนก่อนล่วงหน้าแล้วว่าไม่ควรมีการชี้นำกระทบความเชื่อมั่นในกระบวนการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นข้อสำคัญที่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องยึดมั่น นั่นคือการเคารพกฎหมาย เคารพคำสั่งศาล

การออกมาแถลงข้อต่อสู้คดีควรยื่นต่อศาลโดยตรง ไม่ใช่มาแถลงต่อสื่อมวลชน ต่อประชาชน มากกว่านั้นยังอ้างข้อกฎหมายแบบบิดเบือนเอาดีเข้าตัว เอาชั่วใส่คนอื่นแบบข้าง ๆ คู ๆ อ้างประชาธิปไตยสารพัด ทั้งเรื่องศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจยุบพรรค ซ้ำยังอ้างว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีกระบวนการยื่นคำร้องไม่ชอบด้วยกฎหมายอีก ซึ่งนายพิธาและพรรคก้าวไกล มีความกังวลค่อนข้างหนักเรื่องคดีจนทำให้พาลไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม กระบวนการกฎหมายทั้งระบบ แบบนี้จะเป็นผู้นำประเทศที่ดีได้อย่างไร

เมื่อถามว่า นายพิธาอ้างว่า กกต. ยื่นศาลโดยไม่แจ้งให้พรรคได้ชี้แจงนั้น นายธนกร กล่าวว่า ประธาน กกต. ได้ยืนยันการดำเนินการของ กกต. แล้วว่าไม่ได้ใช้ระเบียบสืบสวนไต่สวน แต่เป็นไปตามระเบียบว่าด้วยการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งไม่จำเป็นต้องแจ้งให้พรรคก้าวไกลทราบ เพราะมีหลักฐานตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 

ทั้งนี้มองว่า ในชั้นกระบวนการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญเอง ก็เปิดโอกาสให้พรรคก้าวไกลได้ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาตามที่พรรคขอขยายเวลาถึง 3 ครั้ง ครั้งละ 15 วัน จนครบกำหนดยื่นคำชี้แจงแล้ว ถือว่าคดีนี้ กกต. และศาล ได้ดำเนินการครบถ้วนตามกระบวนการยุติธรรม หลังจากนี้ก็เป็นดุลยพินิจของศาล ผลจะออกมาเป็นบวกหรือลบ พรรคก้าวไกลควรยอมรับน้อมรับคำตัดสิน

“การที่นายพิธาและก้าวไกลออกมาแถลงอ้างว่าพรรคการเมืองเป็นส่วนสำคัญของระบอบประชาธิปไตยเท่านั้นจะอ้างไม่ได้เพราะถ้าพรรคการเมืองทำผิดกฎหมายก็ต้องยอมรับข้อเท็จจริงตรงนี้ การอ้างและชี้นำสังคม ว่าศาลไม่มีอำนาจ กกต. ยื่นโดยไม่ชอบ เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงด้วยคำพูดสวยหรูให้ตัวเองดูดี แต่เป็นการก้าวล่วงและไม่เคารพคำสั่งศาล แบบนี้จะเป็นผู้นำประเทศที่ดีได้อย่างไร” นายธนกร ระบุ

‘แม่ฮ่องสอน’ ลั่น!! พบกลโกง เลือกสว. สะพัด!! นักการเมืองจ้างคนของตนลงสมัคร วอน กกต.อย่านิ่ง

เมื่อวานนี้ (9 มิ.ย.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระดับอำเภอ โดยที่ จ.แม่ฮ่องสอน พบกลโกงของนักการเมืองระดับประเทศ ด้วยการจ้างคนของตัวเองลงสมัคร เพื่อให้เลือกคนของนักการเมืองที่วางตัวไว้ล่วงหน้าแล้ว และคาดว่ามีการส่งคนลงสมัครเพื่อเลือกคนของนักการเมืองทุกอำเภอ

ผู้สมัคร สว.รายหนึ่งใน จ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยกลโกงดังกล่าว ว่า ก่อนหน้านี้มีคนของนักการเมืองระดับประเทศรายหนึ่งของ จ.แม่ฮ่องสอน ทำการทาบทามจ้างคนลงสมัคร สว. โดยจ่ายเงินให้หัวละ 5,000 บาท หักค่าสมัคร 2,500 บาท ค่าถ่ายรูปอีกคนละ 400 บาท ทำให้นักรบรับจ้างเหล่านั้นจะได้เงินเข้ากระเป๋า 2,100 บาท รวมถึงถ้างานสำเร็จได้มีการรับปากว่าจะพาไปเที่ยวทะเลอีกด้วย

นักการเมืองเหล่านี้จะมีการส่งคนของตัวเองลงสมัครในแทบทุกสาขาอาชีพ ทั้งนี้ระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการเลือก สว.คือ ในรอบแรก ให้ผู้สมัครเลือกตนเองได้ 1 คะแนน และเลือกคนอื่นได้อีก 1 คะแนน ซึ่ง กกต.ได้วางระเบียบไว้อย่างแน่นหนา แต่พวกนักการเมืองรู้ทัน จึงวางคนไว้ทุกสาขาอาชีพ ถึงแม้จะมีการจับฉลากแบ่งสาย ก็ยังมีคนของนักการเมืองอยู่ในทุกสาขาอาชีพ ซึ่งมีอยู่ 20 กลุ่ม โดยมีการสั่งให้คนที่ถูกจ้างมาให้เลือกคนของนักการเมืองเท่านั้น และไม่ต้องเลือกตัวเอง ทั้งยังพบว่าในวันเลือกวันที่ 9 มิถุนายน ที่ผ่านมา ในสายเดียวกัน มีกลุ่มอาชีพกลุ่มหนึ่งเทคะแนนให้กับผู้สมัครรายหนึ่งที่อยู่ต่างสาขาอาชีพถึง 5 คะแนนเลยทีเดียว

ผู้สมัคร สว.รายนี้ ระบุว่า เมื่อถึงตอนเลือกไขว้ในสายเดียวกัน กกต.ได้มีการวางระเบียบไว้ว่าทุกคนสามารถเลือกผู้สมัครคนอื่นได้ 4 คน ยกเว้นตัวเอง ดังนั้นเมื่อมีการจับคู่ของผู้สมัคร ทุกคนจะได้คะแนนเท่ากันหมด คือ ได้คนละ 4 คะแนน เมื่อได้คะแนนเท่ากัน ทุกคนจะมีการจับสลากเพื่อคัดเอาคนที่ผ่าน รวมรอบระดับอำเภอไม่เกิน 3 คน เพื่อเข้ารอบไปสู่การเลือกระดับจังหวัด ซึ่งในการเลือกตั้งระดับอำเภอแห่งหนึ่งของ จ.แม่ฮ่องสอน พบว่า มีผู้สมัครหลายราย มีคะแนนเกิน 4 คะแนน บางรายสูงผิดปกติ ถามว่าคะแนนที่เกินมาได้มาจากไหน ถ้าไม่มีคนของตนเองส่งเข้าไปในกลุ่มนั้นๆ

ผู้สมัคร สว.รายนี้ กล่าวอีกว่า ที่มาลงสมัคร สว.ในครั้งนี้ พบว่า ไม่ง่ายอย่างที่คิด จากการสังเกตที่คณะกรรมการการเลือก สมาชิกวุฒิสภา ให้เวลาผู้สมัครแนะนำตัวเองเพื่อให้แต่ละท่านได้รู้จักเพื่อที่จะได้ลงคะแนนรับเลือกนั้น ปรากฏว่าบางกลุ่มไม่ได้สนใจในการที่จะไปแนะนำตัว นั่งอยู่กับที่นั่ง จนถึงเวลาเลือก ซึ่งทางคณะกรรมการการเลือกให้ทุกคนสามารถที่จะจดบันทึกหมายเลขที่จะเลือกเข้าคูหาการเลือกได้ บางกลุ่มจะมีหัวหน้าทีมในกลุ่มเขียนโพยให้อยู่แล้ว จึงไม่ได้สนใจ และเวลาเราเข้าไปแนะนำตัว จะไม่ค่อยพูด หรือรับปากส่งเดชว่าจะลงให้ ท้ายที่สุดเวลานับคะแนนมาเรากลับไม่ได้คะแนนจากกลุ่มเขาเลยแม้แต่คะแนนเดียว การจัดตั้งจากนักการเมืองไม่ใช่แค่ที่ จ.แม่ฮ่องสอน เท่านั้น หลายจังหวัดน่าจะเจอปัญหาแบบเดียวกัน แต่พูดอะไรไม่ได้ เนื่องจาก กกต. ไม่จัดการแบบจริงๆจังๆ ได้แต่เพียงบอกว่าไม่มีใครมาร้องเรียน ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจ แต่ทำอะไรไม่ได้ หรือจะปล่อยให้พรรคการเมือง มาครอบงำ สว.


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top