Thursday, 4 June 2026
INFO

งานไหนรอด งานไหนร่วง? เทรนด์ของโลกแห่งการทำงานในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง 2025

(27 ม.ค. 68) โลกแห่งการทำงานกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในยุคที่เทคโนโลยี เศรษฐกิจ และประชากรศาสตร์เข้ามามีบทบาทสำคัญ จากรายงาน The Future of Jobs 2025 โดย World Economic Forum ได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการปรับตัวของตลาดแรงงานทั่วโลกจากปี 2025 ถึง 2030 ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีการสร้างงานใหม่ประมาณ 170 ล้านตำแหน่ง และการสูญเสียงาน 92 ล้านตำแหน่ง โดยมี 5 ปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงนี้

1.การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี: เทคโนโลยีใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), การเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) และ ระบบอัตโนมัติ (Automation) กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การผลิต การเงิน ไปจนถึงการบริการ รายงานระบุว่า AI เพียงอย่างเดียวจะสร้างงานใหม่กว่า 11 ล้านตำแหน่ง ในขณะที่ทำให้งานเดิมหายไปประมาณ 9 ล้านตำแหน่ง ตัวอย่างงานที่กำลังมาแรง ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และ Machine Learning, วิศวกรระบบอัตโนมัติ, นักวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analyst) นอกจากนี้ ยังมีความต้องการเพิ่มขึ้นในด้านความเชี่ยวชาญเฉพาะ เช่น ผู้จัดการด้านเทคโนโลยีเชิงจริยธรรม เพื่อจัดการกับผลกระทบทางสังคมและจริยธรรมของ AI

2.การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว: ด้วยเป้าหมายของหลายประเทศในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ พลังงานหมุนเวียน และ การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว อาชีพที่มาแรงในกลุ่มนี้ ได้แก่ วิศวกรพลังงานหมุนเวียน, นักออกแบบระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะ (Smart Grid Designer), ผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ไฟฟ้าและอัตโนมัติ โดยในรายงานยังชี้ให้เห็นว่า "เศรษฐกิจสีเขียว" จะไม่เพียงสร้างงานใหม่ แต่ยังเพิ่มมูลค่าให้กับ GDP โลกในระยะยาว

3.การเปลี่ยนแปลงเชิงประชากรศาสตร์: ในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับ ประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้น ในประเทศที่มีรายได้สูง และการขยายตัวของประชากรวัยทำงานในประเทศที่มีรายได้ต่ำ ปัจจัยนี้ล้วนแต่ส่งผลโดยตรงต่อความต้องการแรงงานในภาคส่วนทั้งด้านการดูแลสุขภาพ ความต้องการพยาบาล ผู้ดูแลผู้สูงอายุ และแพทย์เฉพาะทางกำลังเพิ่มขึ้น และด้านการศึกษา โดยครูและผู้ฝึกอบรมในประเทศกำลังพัฒนามีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อเตรียมแรงงานรุ่นใหม่ให้มีทักษะที่ตอบโจทย์ตลาด

4.ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ: ปัจจัยต่าง ๆ เช่น อัตราเงินเฟ้อ และ ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น กำลังส่งผลกระทบต่อธุรกิจและการจ้างงาน โดยรายงานระบุว่า ค่าครองชีพที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบสูงสุดต่อธุรกิจภายในปี 2030 อุตสาหกรรมที่ต้องปรับตัวสูง ได้แก่ ธุรกิจค้าปลีก ที่ต้องรับมือกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น แต่ในทางกลับกัน บริษัทที่สามารถปรับตัวและนำกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่น เช่น Remote Work และ ระบบแบ่งปันทรัพยากร (Resource Sharing) จะสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนเหล่านี้ได้ดีกว่า

5.การกระจายเศรษฐกิจโลก: ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามการค้าและการเปลี่ยนแปลงของ ห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) กำลังบังคับให้ธุรกิจต้องสร้างความยืดหยุ่นในกระบวนการดำเนินงาน อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ การผลิต เพราะโลกกำลังปรับเปลี่ยนไปยังประเทศที่มีต้นทุนต่ำ และโลจิสติกส์และซัพพลายเชน เพื่อให้สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน

โดยในรายงานชี้ให้เห็นว่าทักษะแห่งอนาคตที่ตลาดแรงงานต้องการ คือ ทักษะด้านดิจิทัล (Digital Skills) เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล และการเขียนโปรแกรม จะมีความสำคัญเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับ ทักษะที่เน้นมนุษย์ (Human-Centric Skills) เช่น การแก้ปัญหา การคิดเชิงสร้างสรรค์ และการบริหารจัดการความสัมพันธ์

เปิด 6 อันดับ พรรคการเมืองที่ได้เงินอุดหนุนมากที่สุด ปี 2568

(26 ม.ค. 68) กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง เปิด 6 อันดับ พรรคการเมืองที่ได้เงินอุดหนุนมากที่สุด ประจำปี 2568 

กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ได้อนุมัติการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรรคการเมืองประจำปี 2568 แก่พรรคการเมืองที่มีสิทธิ์ จำนวน 71 พรรคการเมือง โดยได้โอนเงินจัดสรรให้พรรคการเมืองแล้วจำนวน 68 พรรคการเมือง

1.พรรครวมไทยสร้างชาติ 17,934,107.84 ล้านบาท
1.พรรคเพื่อไทย  เงินอุดหนุน 16,017,804.79  บาท
2.พรรคประชาธิปัตย์ เงินอุดหนุน  14.,769,447.24 บาท
3.พรรคประชาธิปไตยใหม่ 12,146,257.76 บาท
5.พรรคไทยภักดี 5,679,356.58 ล้านบาท
6.พรรคไทยสร้างไทย  4,346,532.10 บาท

สำหรับพรรคการเมืองที่ยังไม่ได้รับการโอนเงินอุดหนุน เนื่องจากมีหนังสือแจ้งขอเลื่อนการแจ้งรายละเอียดบัญชีเงินฝากของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 3 พรรคการเมือง รายละเอียดดังนี้

1. พรรคประชาชน (เดิมชื่อ พรรคถิ่นกาขาวชาววิไล) อยู่ระหว่างดำเนินการเปลี่ยนแปลงชื่อบัญชีธนาคาร
2. พรรคการเมืองที่อยู่ระหว่างดำเนินการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคและผู้มีอำนาจในการเบิกจ่ายเงิน 
จำนวน 2 พรรคการเมือง ได้แก่พรรคไทยรวมไทย และพรรครักแผ่นดินแม่ (เดิมชื่อ พรรคยุทธศาสตร์ชาติ)

จัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก ในปี 2025 โดย time higher education

เปิด Top 10 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก ในปี 2025 จากการจัดอันดับของ time higher education พบ มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดยืนหนึ่ง

ส่วน ‘คนดัง’ ระดับมันสมองของไทย คนไหนเรียนจบสถาบันใดบ้าง ไปส่องกันได้เลย

ส่อง 10 ประเทศที่ผลิตข้าวมากที่สุดในโลก

(23 ม.ค. 68) ข้าว เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่มีความสำคัญกับหลายประเทศ ทั้งในแง่พืชทางเศรษฐกิจและ พืชเพื่อการบริโภค ส่วนไทยอยู่อันดับที่เท่าไหร่ในกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ไปติดตามกันเลย

20 ประเทศที่บริโภคน้ำมันดิบมากที่สุด 2025

นับตั้งแต่โลกได้รู้จักกับ ‘น้ำมัน’ ซึ่งเป็นพลังงานสำคัญที่ใช้ขับเคลื่อนยานพาหนะที่มีเครื่องยนต์ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาความต้องการใช้น้ำมันจึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะและต้องยอมรับว่า น้ำมัน มีบทบาทกับวิถีชีวิตคนเราอย่างมาก ซึ่งในแต่ละวันโลกเราบริโภคน้ำมันอย่างมหาศาล 

และประเทศไหนที่บริโภคน้ำมันดิบมากที่สุดในโลก และประเทศไทยอยู่อันดับที่เท่าไหร่ ไปติดตามกันเลย

มหากาพย์ ‘ที่ดินอัลไพน์’ ก่อนกลับมาเป็นที่ธรณีสงฆ์อีกครั้ง!!

ย้อนไทม์ไลน์ที่ดินอัลไพน์ มหากาพย์ที่ยืดเยื้อมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ก่อนที่กำลังจะปิดฉากลง หลังจาก นายชํานาญวิทย์ เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงนาม (วันที่16 มกราคม 2568) เพิกถอนกรรมสิทธิ์ ที่ดินอัลไพน์ 924 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่อำเภอคลองหลวงจังหวัดปทุมธานี (คลอง5) ที่ได้กลับไปอยู่ในสถานะที่ “ธรณีสงฆ์” ตามเจตนารมณ์ของ ‘คุณยายเนื่อม’

10 ปีตลาดหุ้นไทยทำไมยังย่ำอยู่กับที่? แล้วเราอยู่ตรงไหนในอาเซียน?

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2014-2024) ตลาดหุ้นไทย หรือดัชนี SET Index ดูเหมือนจะ 'ย่ำอยู่กับที่' โดยตลาดเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 1,300-1,800 จุด โดยสิ้นปี 2024 ปิดที่ 1,402 จุด ลดลงจาก 1,416 จุดในสิ้นปี 2023 ซึ่งสะท้อนถึงผลตอบแทนที่ค่อนข้างคงที่และไม่มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม หรืออินโดนีเซีย ที่เติบโตอย่างน่าประทับใจ สถานการณ์นี้เริ่มทำให้นักลงทุนและผู้ติดตามตลาดทุนเริ่มตั้งคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นไทย?” และ “เรายังมีโอกาสก้าวหน้าในภูมิภาคนี้อีกหรือไม่?”

เมื่อมองย้อนกลับไป ตลาดหุ้นไทยไม่ได้แสดงถึงการเติบโตที่ชัดเจน โดยผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี (CAGR) แทบจะเท่ากับศูนย์ ในขณะที่ตลาดหุ้นเพื่อนบ้านในอาเซียนเติบโตในระดับที่น่าประทับใจ อย่างเช่น

ตลาดใหม่, การเติบโตของธนาคารและอสังหาฯ
(ไม่นับรวมลาวที่ตลาดเคลื่อนไหวช้า เมียนมาที่มีปัญหาการเมืองทำให้ตลาดไม่เติบโต และบรูไนที่ไม่มีตลาดหุ้น)​​

เหตุผลที่ตลาดหุ้นไทยไม่โต มาจาก
​1.​โครงสร้างตลาดที่กระจุกตัว โดยหุ้นในดัชนี SET50 มีสัดส่วนกว่า 70% ของมูลค่าตลาดรวม โดยพึ่งพากลุ่มพลังงาน ธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเติบโตช้าและอิ่มตัว
​2.​เศรษฐกิจที่โตต่ำ GDP ไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 2-3% ต่อปี ขณะที่เวียดนามโต 6-7% และไทยเองก็มีหนี้ครัวเรือนสูงเกิน 90% ของ GDP ส่งผลต่อการบริโภคภายในประเทศ
​3.​ความไม่แน่นอนทางการเมือง จากประเด็นความเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลและนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่ต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่น
​4.​ขาดหุ้นในอุตสาหกรรมใหม่ เพราะไทยเองยังขาดหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีหรือธุรกิจนวัตกรรมที่สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระยะยาว

และบทเรียนจากตลาดหุ้นเพื่อนบ้านที่เราควรนำเอามาศึกษา คือ 
​1.​เวียดนาม: นับเป็นตลาด The Rising Star เพราะมีการสนับสนุนการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) และการเติบโตของอุตสาหกรรมส่งออกช่วยดันตลาดหุ้นเวียดนามให้เติบโตเร็วที่สุดในอาเซียน
​2.​อินโดนีเซีย: มีประชากรคือพลัง จากฐานประชากรกว่า 270 ล้านคนช่วยผลักดันการบริโภคในประเทศและสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
​3.​สิงคโปร์: เสถียรภาพคือจุดเด่น เป็นประเทศตลาดหุ้นเน้นหุ้นที่มีเสถียรภาพ เช่น ธนาคารและ REITs ซึ่งดึงดูดนักลงทุนที่มองหาความมั่นคง

ตลาดหุ้นไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาอาจดูเหมือน 'นิ่ง' แต่ก็มีทั้งความท้าทายและโอกาสที่รอการปลดล็อก หากสามารถปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการเพิ่มความหลากหลายของหุ้นในตลาด สนับสนุนธุรกิจกลุ่มเทคโนโลยี พลังงานสะอาด และธุรกิจสุขภาพ การดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ การลดข้อจำกัดด้านภาษีและนโยบาย พร้อมสร้างความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางการเมือง การสร้างนโยบายระยะยาวที่ต่อเนื่อง การเร่งดำเนินโครงการเมกะโปรเจกต์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และผลักดันธุรกิจในประเทศ ก็อาจจะทำให้เราอาจเห็นตลาดหุ้นไทยกลับมาโดดเด่นอีกครั้งในเวทีอาเซียน คำถามสำคัญคือ เราพร้อมจะเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาให้ตลาดหุ้นไทยของเราก้าวหน้าต่อไปหรือยังคะ

10 อันดับ เมืองที่ดีที่สุดในโลกปี ประจำปี 2568

‘Time Out’ จัดอันดับ เมืองที่ดีที่สุดในโลกปี ประจำปี 2568 ‘กรุงเทพฯ’ คว้าอันดับที่ 2 
จากการสำรวจ นักท่องเที่ยวกว่า 20,000 คน ในหลากหลายมิติ ทั้งเรื่องของคุณภาพ ราคา อาหาร วัฒนธรรม และการใช้ชีวิต

10 บริษัทยักษ์ใหญ่ที่กำไรสูงสุดของปี 2024

​ปี 2024 ที่ผ่านมานับเป็นปีที่ธุรกิจทั่วโลกต้องฟาดฟันเพื่อความอยู่รอด ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี แต่ก็ยังมี 10 บริษัทที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นดาวเด่นของโลกด้วยกำไรสุดมหาศาลได้ ซึ่งแต่ละบริษัทมีสูตรความสำเร็จของตัวเองที่น่าสนใจและน่าศึกษา โดยทั้ง 10 บริษัทระดับโลกประกอบไปด้วยบริษัทอะไรบ้าง และพวกเขาทำธุรกิจอะไรถึงได้เงินขนาดนี้

​ซึ่งในประเทศไทยในปี 2024 ที่ผ่านมาบริษัทที่ทำกำไรได้สูงสุดได้แก่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) บริษัทพลังงานชั้นนำที่มีธุรกิจที่หลากหลายและครอบคลุมห่วงโซ่พลังงานตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ โดย ปตท.ทำรายได้ไปได้สูงถึง 78,383 ล้านบาทค่ะ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top