Friday, 28 August 2026
COLUMNIST

ประกันสังคม สวัสดิการคนแรงงาน อย่าเอามาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ปั่นกระแส “ประกันสังคม” เพื่อดึงคะแนนเสียงคนแรงงาน กับการขึ้นอัตราการหักเงินรายเดือนสูงสุดจาก 750 บาท (5% จากฐานเงินเดือน 15,000 บาท) เป็น 875 บาท ต่อเดือน เริ่มตั้งแต่ปี 2569-2571 สร้างความไม่พอใจกับกลุ่มแรงงาน โจมตีประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง

จ่าย 750 บาท ต่อเดือน รวมเป็นปีละ 9,000 บาท แต่เบิกค่าทำฟันได้สูงสุด 900 บาท ต่อปี
ปีนี้ส่งประกันสังคมเพิ่มเป็น 875 นายจ้าง 875 รัฐ 481 รวมเดือนละ 2,231 หรือปีละ 26,772 บาท ถ้าเอาไปซื้อประกันเอง อันไหนคุ้มกว่ากัน 

ใช้งบ 276 ล้านบาท ทำระบบประกันสังคมใหม่ ระบบเข้าใช้งานไม่ได้ แอปฯล่ม ไม่คุ้มค่า
พร้อมข่าวบิดเบือน ใช้งบประกันสังคมบินเฟิร์สคลาสไปดูงานทิพย์ ก่อนที่จะมาโพสต์แก้ข่าวทีหลัง

ปั่นกระแส สร้างความโกรธแค้นให้คนแรงงาน สร้างความแตกแยกในสังคม ลองมาแยกแยะประเด็นพิจารณาดูในแต่ละหัวข้อ

ทำฟันปีละ 900 บาท แต่เงินสมทบไม่ได้ลดลง แถมการทำฟันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของสวัสดิการที่จะได้รับ การเบิกค่ารักษาพยาบาลในแต่ละเดือน ในแต่ละปีอีกละ

อยากซื้อประกันเอง ลองดูว่า ความคุ้มครองของประกันสุขภาพ คุ้มครองได้เท่าประกันสังคมไหม และที่สำคัญ อย่านับรวมเงินที่นายจ้าง รัฐบาลสมทบให้ในแต่ละเดือน ต้องคำนวณเฉพาะที่ตนเองถูกหักรายเดือน 875 บาท = ปีละ 10,500 บาท จะซื้อกรมธรรม์ดีๆ ได้สักกรมธรรม์ไหม

Brownie Mary ผู้ริเริ่มและรณรงค์ให้ใช้กัญชาทางการแพทย์เป็นเรื่องถูกกฎหมาย

จนกระทั่งศตวรรษที่ 20 สหรัฐอเมริกาไม่มีข้อห้ามเกี่ยวกับการปลูกและการบริโภคกัญชา แต่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 การครอบครองกัญชาถือเป็นอาชญากรรมในทุกรัฐของสหรัฐอเมริกา (และประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่) เพราะ “กัญชา” ถูกจัดให้เป็นยาเสพติด แต่เมื่อ Mary Jane Rathbun ผู้ใช้กัญชามาตั้งแต่ปี 1974 ในวัย 52 ปี เพื่อบำบัดอาการเศร้าโศกจากการสูญเสีย Peggy อายุ 22 ปี ลูกสาวเพียงคนเดียวของเธอ ซึ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ในปี 1974 ขณะอายุเพียง 22 ปี

เธอถูกจับกุมเป็นครั้งแรกเมื่ออายุ 57 ปี ตำรวจพบกัญชาจำนวน 18 ปอนด์ในอพาร์ตเมนต์ของเธอ และพวกเขาพบขนมบราวนี่ใส่กัญชาจำนวน 54 โหลวางพักไว้ให้เย็นอยู่บนเคาน์เตอร์ครัวของเธอ ซึ่งเธอยิ้มและพูดว่า “ฉันคิดว่า สักวันพวกคุณจะมา” ในช่วงเวลานี้เองที่สื่อเริ่มเรียกเธอว่า " Brownie Mary" เธอสารภาพผิดในข้อหาครอบครองยาเสพติด 9 กระทง และได้รับโทษรอลงอาญา 3 ปี ผู้พิพากษายังตัดสินให้เธอทำงานบริการชุมชน 500 ชั่วโมง โดยผู้พิพากษาเชื่อคำตัดสินว่าเป็นการลงโทษเธอ แต่คำพิพากษานี้กลับริเริ่มบางสิ่งบางอย่างที่จะเปลี่ยนแปลงวงการแพทย์ของสหรัฐอเมริกาไปอย่างสิ้นเชิง

เธอเริ่มทำงานกับ Shanti Project ซึ่งเป็นกลุ่มช่วยเหลือสำหรับผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS เธอทำงานครบ 500 ชั่วโมงในเวลาเพียง 60 วัน โดยเป็นอาสาสมัครในโครงการชานติ ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายจากโรคที่คนส่วนใหญ่ในประเทศปฏิเสธที่จะมองเห็น (เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 1981 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ CDC ใช้คำว่า "เอดส์" เป็นครั้งแรก) แม้ว่าจะไม่ต้องทำกิจกรรมบริการชุมชนอีกต่อไปแล้ว เธอก็ยังคงทำงานให้กับโรงทานเซนต์มาร์ติน เดอ ปอร์ส จนถึงปี 1982 

ลูกค้า Brownie ของเธอส่วนใหญ่เป็นชายรักร่วมเพศ เมื่อพวกเขาเริ่มป่วยด้วยโรคเอดส์ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 เธอสังเกตเห็นว่ากัญชาช่วยบรรเทาความผอมแห้งของพวกเขาได้ และเธอยังพบว่าสิ่งนี้เป็นจริงสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วย ผู้คนเริ่มบริจาคกัญชาให้กับเธอ และเธอได้อบ Brownie วันละหลายร้อยชิ้น และแจกจ่ายให้กับผู้ป่วยโดยไม่คิดเงิน เธอใช้เงินบำนาญประกันสังคมรายเดือน 650 ดอลลาร์ ช่วยให้เธอซื้ออุปกรณ์ทำขนมได้

จากการที่สำนักข่าว Associated Press, United Press International, Reuters และ CNN ได้เผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับการจับกุมเธอไปทั่วโลก และทำให้การรณรงค์ของเธอเพื่อการเข้าถึงกัญชาทางการแพทย์เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ภาพลักษณ์ที่ดูใจดีของเธอกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเคลื่อนไหวเพื่อกัญชาทางการแพทย์ในอเมริกาในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ซึ่งได้รับความสนับสนุนและความเห็นใจจากผู้คนให้การสนับสนุน Proposition P และ California Proposition 215 ได้รับแรงผลักดันมากขึ้นเมื่อการจับกุมของเธอถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ 

ในปี 1992 Mary และคดีความของเธอ กลายเป็น "สาเหตุสำคัญสำหรับผู้ที่ต่อสู้เพื่อทำให้กัญชาถูกกฎหมายสำหรับการใช้ทางการแพทย์...วีรสตรีสำหรับผู้ป่วยเอดส์และมะเร็ง" ความพยายามของเธอในการดำเนินการโดยตรงในประเด็นนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงการสนับสนุนทางการเลือกตั้งสำหรับกัญชาทางการแพทย์ในสหรัฐอเมริกา "ในปี 1996 มลรัฐแคลิฟอร์เนียได้ผ่อนปรนกฎหมายเกี่ยวกับการใช้กัญชา การเปลี่ยนแปลงนี้อนุญาตให้แพทย์ในรัฐสามารถสั่งจ่ายยาได้หากเขาเชื่อว่ายาจะช่วยลดความเจ็บปวดของผู้ป่วย การผ่อนคลายทัศนคติของประชาชนต่อการใช้กัญชาส่วนใหญ่เป็นผลมาจาก Mary Jane Rathbun"

ถามภาษีนี้เพื่อใคร….กับประกาศราชกิจจาฯให้สถานศึกษารับเด็กที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์ให้เข้าเรียนได้

วันนี้เอย่าสายแทบไหม้เมื่อมีคนโทรมาถามว่ารู้เรื่องราชกิจจาประกาศว่าให้สถานศึกษารับเด็กที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์ให้เข้าเรียนได้ หรือยัง  ฟังเผินๆเอย่าก็บอกว่าไม่มีอะไรนี่  ทุกวันนี้เด็กต่างด้าวที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์ก็เรียนในโรงเรียนรัฐได้อยู่แล้ว  แต่ประเด็นคือ ประกาศนี้เป็นการระบุว่า การเล่าเรียนนี้เป็นการเล่าเรียนฟรีในส่วนของค่าเล่าเรียน โดยเด็กเหล่าจะนี้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างน้อย 15 ปี โดยไม่เก็บค่าเล่าเรียน

พอมาย้อนดูประวัติว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นมาจากไหนก็จะพบว่า เรื่องประกาศ “ราชกิจจานุเบกษา” ให้สถานศึกษารับเด็กต่างด้าว-ไร้ทะเบียนราษฎร์-ไม่มีสัญชาติไทย เข้าเรียนได้ นั้น มีรากฐานมาจาก มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของไทย ที่ยืนยันสิทธิทางการศึกษาให้เด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยได้รับโอกาสเข้าศึกษา ไม่ว่ามีสัญชาติไทยหรือไม่ก็ตาม โดยมติครม. ดังกล่าวมีมาตั้งแต่ ปี 2548 โดยเรื่องนี้ไม่ใช่นโยบายของพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นผลจากมติของ “คณะรัฐมนตรี” ซึ่งมักประกอบไปด้วยหลายพรรคที่เป็นรัฐบาลในช่วงเวลานั้น โดยเฉพาะรัฐบาลที่มี ส.ส. จากพรรคต่าง ๆ เป็นแกนนำ (เช่น พรรคเพื่อไทยในอดีต) และมีการผลักดันเรื่อง “การศึกษาเพื่อทุกคน (Education for All)” ให้เป็นนโยบายของรัฐบาล และมีการอ้างเจตนารมณ์นี้ในบริบทด้านสิทธิมนุษยชนและสิทธิเด็ก

ต่อมามีพรรคการเมืองที่เข้ามาสนับสนุนเพิ่มก็คือ พรรคก้าวไกล โดยมี ส.ส. พรรคร่วมกันเสนอให้ตั้ง “คณะกรรมาธิการวิสามัญ” เพื่อติดตามปัญหาการเข้าถึงการศึกษาของเด็กที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์/ไม่มีสัญชาติไทย สะท้อนแนวคิดให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม โดยไม่ได้ดูที่สถานะเอกสารของเด็กอย่างเคร่งครัด ร่วมกับพรรคการเมืองอื่นๆเช่น พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย หรือ พรรคไทยสร้างไทย ที่มีนโยบายในภาพรวมเกี่ยวกับการพัฒนาโอกาสด้านการศึกษา แต่ยังไม่มีการเน้นหรือเสนอเป็นกิจกรรมเฉพาะด้านเรื่องสิทธิเด็กไร้เอกสารแบบที่พรรคก้าวไกลเสนอในสภา

STANAGs (มาตรฐาน NATO) ระบบที่ทำให้กองทัพของชาติสมาชิก NATO สามารถปฏิบัติการร่วมกันได้

ก่อนหน้าการก่อตั้ง “องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ( NATO )” ในปี 1949 ประเทศต่าง ๆ ทั้งยุโรปและอเมริกาต่างก็มีระบบอาวุธยุทโธปกรณ์ที่แตกต่างกันไป ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เฉพาะกองทัพสหรัฐฯ มีกระสุนปืนเล็กใช้งานถึง 3 ขนาด ได้แก่ (1) .30-06 สำหรับปืนเล็กยาวแบบ M1 Garand อันเป็นปืนเล็กยาวประจำกายหลักของกองทัพบกและกองกำลังนาวิกโยธิน (2) .30 สำหรับปืนเล็กสั้นแบบ M1 Carbine ซึ่งใช้สำหรับนายทหาร และหน่วยพลร่ม (3) .45ACP สำหรับปืนกลมือแบบ Thompson และ M3 ซึ่งใช้สำหรับนายทหาร หน่วยรบที่มีการสู้รบในระยะประชิด และหน่วยพลร่ม และปืนพกประจำกายหลักคือ ปืนพกแบบ M1911A1 ดังนั้นในสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลีในเวลาต่อมา กองทัพสหรัฐฯ จึงต้องมีกระสุน 3 แบบนี้ในการส่งกำลังบำรุงเพื่อสนับสนุนการรบ ในขณะที่พันธมิตรสำคัญอย่างอังกฤษใช้กระสุนขนาด .303 British สำหรับปืนเล็กยาวหลักประจำกายแบบ Lee Enfield กระสุนขนาด 9 ม.ม. สำหรับปืนกลมือ STEN และกระสุนขนาด .38SPL สำหรับปืนพกประจำกาย

แน่นอนที่สุด เมื่อระบบอาวุธยุทโธปกรณ์มีความแตกต่างกันทำให้กองทัพสัมพันธมิตรจึงมีปัญหาในการส่งกำลังบำรุง โดยเฉพาะ “กระสุน” ซึ่งเป็นยุทธปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการรบ เมื่อองค์การ NATO กำเนิดเกิดขึ้นได้มีการหยิบยกเอาเรื่องของมาตรฐานระบบอาวุธยุทโธปกรณ์มาพูดคุยกันจนกระทั่งในราวปี 1957 จึงมีการยอมรับให้กระสุนขนาด 7.62x51 ม.ม. (7.62 NATO) เป็นกระสุนขนาดมาตรฐานสำหรับปืนเล็กยาวประจำกายหลักของกองทัพชาติสมาชิก NATO แต่ด้วยปัญหาเรื่องน้ำหนักของตัวปืนและกระสุนทำให้พกพากระสุนไปได้น้อย กอปรกับปัญหาเรื่องแรงสะท้อนถอยหลังสูง โดยเฉพาะเมื่อทำการยิงแบบอัตโนมัติแทบจะไม่สามารถควบคุมปืนได้ จึงมีการพัฒนากระสุนแบบ 5.56x45 ม.ม. (5.56 NATO) มาแทนที่จนปัจจุบันกลายเป็นกระสุนขนาดมาตรฐานสำหรับปืนเล็กยาวประจำกายหลักของกองทัพชาติสมาชิก NATO มาจนทุกวันนี้

เพื่อให้กองทัพของชาติสมาชิก NATO สามารถใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ร่วมกันได้ องค์การ NATO จึงมีการจัดทำข้อตกลงมาตรฐาน (Standardization Agreements: STANAGs) เพื่อเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกของ NATIO เป็นการทำให้ประเทศสมาชิกปฏิบัติตามขั้นตอน มาตรฐานอุปกรณ์ และระเบียบปฏิบัติการที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เกิดความร่วมมือที่สะดวก ราบรื่น ในระหว่างภารกิจและการปฏิบัติการร่วมกัน โดย STANAGs เป็นเอกสารของ NATO ที่กำหนดมาตรฐานสำหรับการปฏิบัติการทางทหารและทางเทคนิค เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก ข้อตกลงเหล่านี้ครอบคลุมหัวข้อที่หลากหลาย เช่น การสื่อสาร การขนส่ง ความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ และขั้นตอนการฝึกอบรม การปฏิบัติตาม STANAGs ช่วยให้ประเทศสมาชิก NATO สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น ทำให้มั่นใจได้ถึงความพร้อมและความเป็นเอกภาพในการป้องกันร่วมกัน

STANAGs มีวัตถุประสงค์หลักคือ การกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติการทางทหาร เพื่อให้กองกำลัง NATO สามารถทำงานร่วมกันได้โดยปราศจากอุปสรรคสำคัญ ประโยชน์หลัก ๆ ได้แก่:
-    ความสามารถในการทำงานร่วมกัน:การรับรองว่าอุปกรณ์ ยุทธวิธี และโปรโตคอลการสื่อสารสามารถใช้งานร่วมกันได้ระหว่างประเทศต่าง ๆ สิ่งนี้ช่วยให้กองกำลัง NATO สามารถประสานงานได้อย่างราบรื่นในระหว่างปฏิบัติการข้ามชาติ เช่น ภารกิจรักษาสันติภาพหรือการฝึกซ้อมทางทหารร่วมกัน ตัวอย่างเช่น โปรโตคอลการสื่อสารที่เป็นมาตรฐานช่วยให้กองกำลังสามารถแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองและตอบสนองต่อสถานการณ์ในสนามรบที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็วโดยไม่เกิดความล่าช้าหรือความเข้าใจผิด
-    ประสิทธิภาพด้านต้นทุน: ลดความซ้ำซ้อนในการวิจัย พัฒนา และจัดซื้อจัดจ้าง โดยการใช้แบบแผนและวิธีการที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เมื่อประเทศสมาชิกใช้ข้อกำหนดเดียวกันสำหรับอุปกรณ์หรือปฏิบัติตามโปรแกรมการฝึกอบรมที่คล้ายคลึงกัน จะช่วยลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ร่วมกัน ตัวอย่างเช่น การออกแบบกระสุนที่เป็นมาตรฐานเดียวกันจะช่วยลดความซับซ้อนด้านโลจิสติกส์ในการจัดหาให้กับกองกำลังพันธมิตรที่หลากหลาย
-    เพิ่มประสิทธิภาพภารกิจ: ปรับปรุงการปฏิบัติการร่วมกันให้คล่องตัวยิ่งขึ้นโดยการสร้างกรอบการทำงานร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้กองกำลังที่เข้าร่วมทั้งหมดมีกลยุทธ์ ยุทธวิธี และเป้าหมายที่สอดคล้องกัน ส่งผลให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในภารกิจมากขึ้น ตัวอย่างเช่น โปรโตคอลการปฏิบัติงานร่วมกันในระหว่างการบรรเทาภัยพิบัติสามารถเร่งการส่งมอบความช่วยเหลือและลดอุปสรรคในการประสานงานได้
-    พันธมิตรที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น: การสร้างความไว้วางใจและความเป็นเอกภาพระหว่างประเทศสมาชิกผ่านแนวปฏิบัติและเป้าหมายร่วมกัน การทำงานภายใต้กรอบมาตรฐานเดียวกันทำให้สมาชิก NATO แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความมั่นคงร่วมกัน ส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการเมืองและการทหารที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ความเป็นเอกภาพนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการยับยั้งศัตรูที่อาจเกิดขึ้นและตอบสนองต่อภัยคุกคามร่วมกัน
 

แหก AI ในวันที่มนุษย์พึ่งพา AI ตั้งแต่ดูดวงยันเลือกตั้ง

ความจริงวันนี้เอย่าอยากจะเล่าเรื่องประกันสังคมมาก  แต่พอไปเจอคนโพสต์ในโซเชียลไม่ว่าจะดูดวงโดยใช้ AI ไปจนถึงจะเลือกพรรคการเมืองไหนดีโดยใช้ AI วันนี้เอย่าจะขอเอาคำตอบจาก AI มาให้อ่านว่าสรุป AI ฉลาดกว่ามนุษย์หรือมนุษย์นี่แหละที่สร้างแนวทางคำตอบให้ AI  โดยถาม AI ที่ใช้กันแพร่หลายอย่าง ChatGPT นี่แหละคะ

คำถามที่ 1 :  AI ใช้หลักการหรือวิธีการใดในการประมวลผลเพื่อตอบคำถามที่เอย่าป้อนเข้าไป
คำตอบ : เอย่าขอสรุปสั้นๆนะคะ ทาง AI ตอบกลับมาว่า เริ่มจาก แปลงข้อความของคุณให้เป็น “ความหมายเชิงตัวเลข” เพื่อให้เข้าใจว่า คุณกำลังถามเรื่องอะไร น้ำเสียงเป็นทางการไหม ต้องการข้อมูลหรือความเห็น ฯลฯ จากนั้น AI ดูบริบททั้งหมด ไม่ใช่แค่เพียงคำถามที่ถามในประโนชน์นั้นอย่างเดียวแต่จะมีการดูบริบทจาก History เก่าที่เราคาไว้ในระบบยังไม่ได้ลบออก  ทาง AI ก็จะนำมันมาประมวลเพื่อเป็นคำตอบที่ถูกใจเราด้วย  จากนั้น AI จะคาดการณ์ คำถัดไปที่เหมาะสมที่สุด โดย AI จะคิดแบบว่าในบริบทก่อนหน้า ถ้าคำก่อนหน้าเป็นแบบนี้ คำถัดไปที่น่าจะเหมาะสมที่สุดคืออะไร และจะทำแบบนี้ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นคำตอบทั้งหมด จากนั้นก็ไปดึงข้อมูลจาก Database อื่นๆมาประกอบ แล้วจึงประมวลเป็นคำตอบเพื่อให้ถูกใจคำถาม  เพราะฉะนั้นคำถามที่ออกมาจึงเหมือนการที่ได้รับคำตอบตรงใจผู้ถามนั้นเอง  เพราะ AI ระบุชัดเจนว่า AI ไม่ได้คิดแบบมนุษย์ แต่สิ่งที่ดูเหมือนเหตุผลหรือความเห็น คือการเรียบเรียงจากรูปแบบข้อมูลที่เคยเรียนรู้นั่นเอง  ซึ่งถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายๆก็คือถ้าเราเคยค้นหาอะไรบ่อยๆ ถามอะไร AI บ่อยๆ AI ก็จะเรียนรู้ว่าเราชอบอะไรและจะประมวลคำตอบมาให้ถูกใจเรานั่นเอง  

คำถามที่ 2 : เห็นคนเดี๋ยวนี้ใช้ AI ดูดวงแล้ว แถมแม่นเสียด้วยหลายคนบอกมา  ทำไมถึงดูดวงแม่นละ
คำตอบ : AI ตอบกลับมาว่าไม่ใช่เพราะ AI เห็นอนาคตนะ  แต่ AI เรียนรู้จากอัลกอลิทึ่มและ Database ที่ใช้สำหรับการดูดวงที่มีอยู่มากมายในอินเทอร์เน็ต บวกกับ AI  ปรับคำทำนายจาก “ข้อมูลที่คุณให้เอง” โดยไม่รู้ตัว เช่น วัน เดือน ปีเกิด เพศ สถานการณ์ที่คนดูดวงเล่า หรือคำถามที่ถามมา  จากนั้นใช้หลักจิตวิทยา “Barnum / Forer Effect” ในการสรรหาคำตอบบวกกับ ใช้ภาษาแบบ “เปิดช่องให้คุณตีความเอง” เช่น ไม่ฟันธง 100% หรือมีเงื่อนไข เช่น “ถ้าตัดสินใจเร็วเกินไป อาจพลาดโอกาสดี” ถ้าผิดพลาด แปลว่า AI ทำนายแม่น แต่ถ้าไม่พลาด เราในฐานะคนถูกดูดวงจะรู้สึกว่าที่ไม่พลาดเพราะเราระวังแล้วนั่นเอง

คำถามที่ 3 : เห็นหลายคนใช้ AI มาเป็นเหตุผลอ้างอิงในการเลือกพรรคการเมืองในการเข้ามาบริหารประเทศในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดในนี้  AI มีการประมวลผลอย่างไรที่บอกว่าพรรคใดดีหรือไม่ดี
คำตอบ : AI แจ้งมาก่อนเลยว่า AI ตัดสินว่า “พรรคไหนดี–ไม่ดี” ได้อย่างไร AI ไม่สามารถคิดได้แบบมนุษย์  ดังนั้นการที่ AI ทำคือ ประมวลผลข้อมูลและเปรียบเทียบรวมถึงสรุปตามเกณฑ์ที่มนุษย์ตั้งไว้ เริ่มจาก ข้อมูลที่ป้อนเข้าไป  ถ้าข้อมูลเอนเอียง คำตอบที่ได้ก็จะเอนเอียง ถ้าข้อมูลไม่ครบคำตอบที่ได้ก็จะไม่ครบ  กล่าวคือ AI ไม่ได้ตัดสินว่าพรรคการเมืองใด ดี หรือ ไม่ดี แต่ตัดสินตรงกับเกณฑ์ที่เราใส่ข้อมูลไปหรือไม่มากกว่า พูดง่ายๆคือ AI แค่วิเคราะห์ข้อมูลที่เราใส่เข้าไปนั่นเอง  ส่วนทำไมบางคนรู้สึกว่า AI  เลือกพรรคให้  เพราะว่า ผู้ถามตั้งคำถามแบบชี้นำ แบบเจาะจงให้ได้คำตอบแบบที่เขาต้องการ บวกกับการป้อนข้อมูลจากฝั่งเดียวให้ AI นั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ AI วิเคราะห์ออกมาได้ด้านเดียวเช่นกัน

วินาทีจากนี้ไป อยากรู้ว่าคนไทยคนไหนที่ไม่รักสถาบัน ก็ให้ดูคนที่ยังคงเลือก “พรรคส้มสามกีบ” จะไม่มีทางผิดฝาผิดตัว

ว่ากันตามจริง กลุ่มคนไทยที่ออกไปกาเลือก “พรรคส้มสามกีบ” ครั้งแรก สมัยปี 2562 หากไม่ได้ลงลึกเกี่ยวกับสังคมการเมืองไทย ก็จะอ่าน “เหลี่ยมคนเหลี่ยมพรรค” ไม่ออก ว่าที่สุดก็คือ “พรรคไม่เอาเจ้า” ก็เลยได้กลุ่มคนไทยที่ “คิดตื้น ๆ กับชีวิต” ที่เพียงเบื่อทหาร ไปสนับสนุน “ส้มล้มสถาบัน” แทนจำนวนมาก จนกลายเป็น “พรรคคนรุ่นใหม่” ที่มาแรงที่สุด ความคิดดำมืดที่จะล้มล้างการปกครองก็ค่อย ๆ โผล่ออกมาชัดมากขึ้นนับจากนั้น

เมื่อหางส้มล้มล้างเจ้ายาวออกมาให้สังคมเห็น คนที่รักสถาบันจริง ๆ ก็ทยอยถอยออกห่าง แต่ก็ได้จำนวน “คนไทยที่คิดน้อย” ซึ่งมีมากกว่า กลับเข้าไปสนับสนุนมากขึ้นถึง 14 ล้านเสียงกว่า ๆ ในการเลือกตั้งครั้งที่สอง ปี 2566 จากพรรคขนาดกลาง กลายเป็น “พรรคขนาดใหญ่” มีอำนาจในการจัดตั้งรัฐบาล 

แต่เพราะ “อุดมการณ์แบบตี๋ ๆ” ที่แอบซ่อนอารมณ์ “อิจฉาเจ้า” และการไม่มั่นใจในความสามารถของคนในพรรค ผสมการไม่ไว้ใจ “คนหลงตัวเอง” ที่เคยพ่นวลีโง่ ๆ “มีทหารไว้ทำไม?” จะควบคุมยาก จึงยืนกระต่ายขาเดียวว่ายังไงก็จะแตะ 112 เพื่อเดินไปให้สุดซอยที่ชื่อว่า “ล้มสถาบัน” ให้ได้ 

Google มีไว้ทำไม? ค้นหาข้อเท็จจริงก่อนเลือกตั้ง แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่จำเป็นต้องฉีกรัฐธรรมนูญ

การเมืองดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับสื่อต่างๆ ที่พยายามสร้างเอนเกจเมนต์ (Engagement) ดึงเรตติ้ง จัดเวทีดีเบต เชิญแคนดิเดตรัฐมนตรี หรือ ตัวแทนพรรคการเมือง มานำเสนอแนวคิด นโยบายการขับเคลื่อนประเทศไทย หากพรรคตนเองได้เป็นรัฐบาล

ร้อยเรียงมาในแต่ละเวที ในมุมมองเฉพาะด้านพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ขอหยิบบางประเด็นความเห็นจากทั้งผู้นำเสนอนโยบาย และพิธีกร เพื่อสะท้อนอะไรบางอย่าง

พิธีกร “หาน้ำมาให้เยอะๆ ชาวนาจะได้ปลูกข้าว 3 รอบ ปลูกให้เยอะที่สุดในโลก” หากหยิบประเด็นนี้มาพิจารณา นั่นหมายความว่า จะมีปริมาณข้าว (Supply) เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เกษตรกร ต้องขายข้าวเปลือกให้โรงสี ที่เป็นพ่อค้าคนกลาง ข้าวเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ซึ่งมีการซื้อขายในตลาดเสรี ราคากำหนดโดยกลไกตลาด ความต้องการ และคุณภาพ เมื่อ Demand น้อย แต่ Supply เยอะ คิดว่าราคารับซื้อข้าว จะถูกหรือแพง..? 

คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ วิ่งเร่ขายข้าวยังต่างประเทศ เพื่อระบายสต็อกข้าว ในระยะเวลาแค่ 2 เดือน ก็เห็นผลงานว่าราคาซื้อขายข้าวในตลาด เริ่มขยับสูงขึ้น เพราะวิ่งหา Demand

โยงไปอีกเวทีหนึ่ง อดีตแคนดิเดต รมว.คลัง “ไม่ควรมีเงื่อนไขสต็อกข้าว 100 ตัน เพื่อให้รายเล็ก สามารถส่งออกได้” จากเงื่อนไขกำหนดให้บริษัทส่งออก ที่มีทุนจดทะเบียน 5-10 ล้านบาท ต้องมีการสต็อกข้าว 500 ตัน ปรับลดเงื่อนไขการมีสต็อกข้าว เหลือ 100 ตัน ด้าน รมว.พาณิชย์ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ถ้าส่งออกข้าวปริมาณต่ำกว่า 100 ตัน มันไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย (ค่าขนส่ง) หากมีสต็อกข้าวอยู่บ้าง ผู้ประกอบการจะดูจังหวะการขาย และหากมีออเดอร์เข้ามา คนตัวเล็กไม่มีสต็อกเลย ไม่มีอำนาจต่อรอง กว่าจะหาซื้อข้าวได้ อาจเสียโอกาสส่งออก โดยข้าว 100 ตัน เป็นเงินแค่ 1.8 ล้านบาท 

ลองขายข้าวสารบรรจุถุง 10 กิโลกรัม วางขายในแพลตฟอร์มออนไลน์ดูครับ แล้วลองกดสั่ง ดูว่าค่าส่ง มันคุ้มไหม? ถ้าขายแบบเอากำไร รวมค่าส่ง ราคาตั้งขายจะมีคนซื้อไหม? ถุงบรรจุขนาด 1 กิโลกรัม คงไม่ต้องพูดถึง

ถึงแม้จะเบี่ยงประเด็นไปเป็น การส่งออก ‘ข้าวคุณภาพ’ ที่พยายามอ้างถึงโยงกับรายเล็กๆ ไม่ควรกีดกันการส่งออก ซึ่งหากพิจารณารายละเอียดในข้อกำหนดดังกล่าวจะพบว่า กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์ จะส่งออกไม่ต้องสต็อก แต่ต้องเป็นประเภทส่งออกข้าวสารบรรจุกล่องหรือหีบห่อเท่านั้น การทำข้าวคุณภาพ โดยส่วนใหญ่ จะเป็นกลุ่มเกษตรกร อยู่แล้ว ซึ่งไม่ได้มีข้อจำกัดในการต้องสต็อกข้าว 

กลับไปเวทีเดิม พิธีกร ให้ความเห็น “บ้านเราเจริญแค่กรุงเทพ ต่างจังหวัดกลายเป็นบ้านนอกหมด ความเจริญกระจุกที่กรุงเทพที่เดียว ความเจริญไม่เคยออกนอกกรุงเทพ ไม่ต้องไปไหนไกล ขับรถแค่ชั่วโมงครึ่งไปลพบุรี 50 ปีที่แล้วเป็นยังไง ทุกวันนี้ก็เป็นแบบนั้น โอกาสไม่เคยออกนอกกรุงเทพเลย”

ถ้าความเจริญ หมายถึง รายได้ ลอง Search Google ดูพบว่า GRP per Capita (Gross Regional Product)  ซึ่งคือ รายได้เฉลี่ยของคนในจังหวัดต่างๆที่อยู่ในระบบภาษี จังหวัดระยอง สูงกว่ากรุงเทพฯ เกือบสองเท่า รวมถึง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา อยุธยา ฯลฯ ตํ่ากว่ากรุงเทพ แต่ก็ห่างกันเล็กน้อย ความเจริญน่าจะไม่ใช่แค่กรุงเทพ

เมื่อ...จักรวรรดินิยมอเมริกันคืนชีพ!!!!!

ในยุคสงครามเย็นฟากฝ่ายคอมมิวนิสต์มีการใช้คำว่า จักรวรรดินิยมอเมริกัน (American imperialism) ในการประณาม-ต่อต้านการทำสงครามของสหรัฐอเมริกาอย่างแพร่หลาย โดยฝ่ายสหรัฐอเมริกาซึ่งทำตัวเป็นผู้นำโลกเสรีได้ยืนยันว่า ปฏิบัติการทางทหารที่สหรัฐฯ เข้าไปเกี่ยวข้องนั้นเป็นไปเพื่อต่อต้านการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งนำโดยอดีตสหภาพโซเวียต โดยมีสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นพันธมิตรที่สำคัญ ตลอดการเผชิญหน้ากันในยุคสงครามเย็นมีสงครามเกิดขึ้นระหว่างสองขั้วค่ายมากมายหลายครั้ง นับตั้งแต่สงครามเกาหลี สงครามอินโดจีน (เวียตนาม ลาว และเขมร) และสงครามที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งในภูมิภาคต่าง ๆ อีกมากมายหลายครั้ง โดยที่ยังไม่ลุกลามจนกลายเป็นสงครามใหญ่เช่นสงครามโลกทั้งสองครั้งในอดีต

อันที่จริงแล้ว จักรวรรดินิยมอเมริกันไม่ได้พึ่งเกิดขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุคสงครามเย็นแต่อย่างใดแต่ได้เกิดขึ้นมานานแล้วจากนโยบายการทหาร เศรษฐกิจ และ วัฒนธรรม จักรวรรดินิยมอเมริกันเป็นการใช้อำนาจ หรือการควบคุมโดยสหรัฐอเมริกาภายนอกพรมแดนของตน สหรัฐอเมริกาขยายดินแดนในตอนแรกผ่านการชนะสงคราม ต่อมาเปลี่ยนไปเป็นการควบคุม/มีอิทธิพลต่อประเทศอื่นโดยไม่ต้องชนะสงครามด้วยการใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น สร้างพันธมิตร ความช่วยเหลือการทูตทางเรือ การทำสนธิสัญญาการค้า การสนับสนุนฝ่ายการเมืองที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง อิทธิพลทางเศรษฐกิจผ่านบริษัทเอกชน และอิทธิพลทางวัฒนธรรม ซึ่งสหรัฐได้แผ่ขยายอำนาจ ก่อตั้งและ ควบคุมรัฐบริวาร คำว่า จักรวรรดินิยมอเมริกันถูกใช้ครั้งแรกในสมัย James Knox Polk อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 11 เมื่อสหรัฐเข้าสู่สงครามเม็กซิโก–อเมริกา ในปี 1846 มีการผนวกแคลิฟอร์เนียและดินแดนตะวันตกตาม สนธิสัญญา Guadalupe Hidalgo และ Gadsden purchase

ต่อมาในปี 1898 เกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯกับสเปนขึ้น หลังจากที่มีชัยชนะเหนือสปนจึงส่งผลให้สหรัฐอเมริกาได้อำนาจอธิปไตยเหนือ เปอร์โตริโก กวม และฟิลิปปินส์ และตั้งคิวบาเป็นรัฐในอารักขาโดยเข้าไปแทรกแซงในสงครามประกาศอิสรภาพของคิวบาและการปฏิวัติฟิลิปปินส์ ซึ่งต่อมานำไปสู่สงครามฟิลิปปินส์-อเมริกา สงครามสหรัฐฯ-สปนทำให้อำนาจการปกครองเกือบสี่ศตวรรษของสเปนในทวีปอเมริกา เอเชีย และแปซิฟิกสิ้นสุดลง ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้เข้าแทรกแซงราชอาณาจักรฮาวายจนล่มสลายจนกลายเป็นดินแดนของสหรัฐฯ และต่อมาได้กลายเป็นรัฐที่ 50 ของสหรัฐฯ ในปี 1959 ซึ่งทำให้สหรัฐอเมริกาไม่เพียงแต่กลายเป็นมหาอำนาจโลกเท่านั้น แต่ยังได้ครอบครองเกาะต่าง ๆ ทั่วโลกอีกด้วย  และสหรัฐฯ ได้กลายเป็นจักรวรรดิโดยสมบูรณ์ แม้ว่าสหรัฐฯ จะไม่ระบุตนเองและดินแดนที่ตนครอบครองว่าเป็นจักรวรรดิก็ตาม

การแทรกแซงทางการทหารของสหรัฐฯ แม้จะมีความไม่สอดคล้องกับค่านิยมของชาวอเมริกันในด้านประชาธิปไตย เสรีภาพ และความเป็นอิสระ แต่ในทางกลับกัน ประธานาธิบดีอเมริกันหลายคนที่ดำเนินการเข้าแทรกแซงทางการทหารต่อประเทศหรือดินแดนอื่น ๆ อาทิ William McKinley, Woodrow Wilson, Theodore Roosevelt และ William Howard Taft โดยอ้างถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของอเมริกา เช่น การค้าและการจัดการหนี้สิน การป้องกันการแทรกแซงของยุโรป (ไม่ว่าจะเป็นอาณานิคมหรืออย่างอื่น) ในซีกโลกตะวันตก และเพื่อประโยชน์ในการรักษา "ความสงบเรียบร้อย" ในระหว่างปี 1912-1920 Woodrow Wilson ประธานาธิบดีคนที่ 28 ได้ปฏิบัติการแทรกแซงทางทหารในต่างประเทศถึง 7 ครั้ง ได้แก่ นิการากัว โดมินิกัน เฮติ คิวบา ปานามา เม็กซิโก และฮอนดูรัส ซึ่งมากกว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนอื่น ๆ 

สงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตร สหรัฐอเมริกาเริ่มวางแผนสำหรับโลกหลังสงครามตั้งแต่เริ่มสงคราม วิสัยทัศน์นี้มีต้นกำเนิดมาจากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (CFR) องค์กรทางเศรษฐกิจที่ทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้นำรัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะนั้น กลุ่มศึกษาเรื่องสงครามและสันติภาพของ CFR มีข้อเสนอให้แก่กระทรวงการต่างประเทศในปี 1939 โดยมองว่า สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็น "โอกาสอันยิ่งใหญ่" สำหรับสหรัฐฯ ที่จะก้าวขึ้นมาเป็น "มหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก" จึงเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้สหรัฐฯ มีบทบาทนำในฐานะ “ผู้นำโลกเสรี” และ “ตำรวจโลก” ในช่วงสมัยสงครามเย็น การล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียตทำให้สหรัฐฯ ผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลกโดยไม่มีคู่แข่งมายาวนานหลายสิบปี จนกระทั่งยุค 2000 เมื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งพัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงประเทศจนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจชั้นนำของโลกทัดเทียมสหรัฐฯ และหลายประเทศในยุโรป

15,000 ล้าน...เพื่อใคร

เอย่าละเลยไม่ได้ติดตามข่าวมานาน  จนล่าสุดใกล้เลือกตั้งก็เพิ่งมารู้ว่าตัวเองจะต้องลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย เอาเป็นว่าวันนี้เอย่ามาเล่าความเห็นของคนบ้านๆอย่างเอย่ามาอ่านกันนะคะ

มาลองฟื้นความจำกันนะคะ ล่าสุดเราทำประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญกันเมื่อปี 2559 และก็คลอดรัฐธรรมนูญปี 2560 ขึ้นมา โดย ณ วันนี้ ประเด็นก็เพราะว่า รัฐธรรมนูญ 2560 บังคับให้ต้องถามประชาชนก่อน จึงสามารถแก้ได้

แล้วทำไมถึงต้องมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ด้วยล่ะ คำตอบก็คือ ที่มาและความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่อ้างว่ามาจากรัฐบาลทหาร และ โครงสร้างทางการเมือง ที่ สว.  ทำงานร่วมกับ สส. เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีได้ อีกทั้งระบบเลือกตั้งที่ให้อำนาจพรรคขนาดกลางและเล็กมีอำนาจต่อรองสูง รวมถึงองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจมาก ไม่ถูกตรวจสอบ ข้อสุดท้ายที่เอย่าเข้าใจน่าจะหมายถึง สส. ไม่สามารถซื้อองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญได้นั่นเอง

มาถึงจุดนี้เอย่าก็มองไปยังประเทศที่ประชาธิปไตยเบ่งบานอย่างอเมริกา ก็พบว่า สหรัฐอเมริกา ไม่เคยแก้หรือร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับใหม่แบบที่ไทยทำ และระบบของอเมริกา ไม่เปิดช่องให้ทำง่ายๆด้วย เพราะขั้นตอนจะต้องได้เสียง 2 ใน 3 ของสภาคองเกรส  จากนั้นต้องให้อย่างน้อย 3 ใน 4 ของมลรัฐ หรือ 38 จาก 50 รัฐในอเมริกา ให้สัตยาบันรับรอง จึงแก้ไขได้นั่นเอง

ลูกมาก...ไม่ยากจน ส่อง...สองมหาเศรษฐีที่มีลูกกว่า 100 คน

บุคคลรายแรกคือ Xu Bo มหาเศรษฐีชาวจีนแม้จะเรียนไม่จบมัธยมปลาย แต่เป็นผู้สร้างเกมยอดฮิต Fantasy Westward Journey เป็นผู้ก่อตั้งและเจ้าของ  Guangzhou Duoyi Network เขามีลูกมากกว่า 100 คนจากหญิงที่รับจ้างอุ้มบุญในหลายประเทศ ในส่วนของลูกที่เกิดจากหญิงอเมริกัน Xu ทุ่มเงินให้กับนางแบบและนักศึกษาปริญญาเอกหญิงที่มีผลการทดสอบไอคิวสูงเป็นพิเศษเพื่อแลกกับไข่ของพวกเธอ จากนั้นก็จ้างหญิงอเมริกันที่รับจ้างอุ้มท้องแบบสุ่มเพื่ออุ้มท้องเด็กที่ถูกสร้างขึ้นในห้องแล็บโดยใช้เชื้ออสุจิของเขาและไข่ของ "ผู้หญิงที่ยอดเยี่ยม" เหล่านั้น โดยเขามีเป้าหมาย 3 ประการ 

ประการแรก Xu Bo ต้องการลูกสาวและลูกชายที่สูงและสวยงามเป็นพิเศษจากนางแบบเหล่านี้ เพื่อที่จะได้แต่งงานกับครอบครัวชนชั้นสูงทั้งในตะวันตกและตะวันออก และสร้างความมั่งคั่งให้แก่คนรุ่นหลังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก 

ประการที่สอง เขาต้องการทายาทที่ฉลาด ด้วยเชื่อว่าลูกชายซึ่งเป็นลูกครึ่งของเขากับหญิงชาวอเมริกันจะฉลาดและมีความสามารถในการสืบทอดธุรกิจของเขาเมื่อเขาแก่ชรา 

และสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด เขาต้องการให้ลูก ๆ ของเขาคลอดจากแม่ชาวอเมริกันในอเมริกา เพื่อให้ลูกชายและลูกสาวของเขามีสัญชาติอเมริกันควบคู่ไปกับสัญชาติจีน ซึ่งจะทำให้เขาสามารถเก็บสะสมความมั่งคั่งไว้ในต่างประเทศได้ และเขากำลังวางแผนสำรองไว้ เพราะไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในเกมอำนาจของศตวรรษที่ 21 เขาจะยังสามารถอาศัยอยู่ได้ในทั้งสองประเทศ 

แต่ Tang Jing อดีตคนรักของ Xu Bo อ้างว่า เขาเป็นพ่อของลูกราว 300 คน ทั้งสองอยู่ด้วยกันมา 14 ปี แต่ไม่เคยแต่งงานกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เธอยังกล่าวอีกว่าในการพิจารณาคดี ศาลตัดสินให้เธอชนะและปฏิเสธคำเรียกร้องค่าเสียหาย 300 ล้านหยวนของ Xu เธอยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันเธอกำลังเลี้ยงดูลูก 11 คนที่เกิดกับ Xu ด้วยตัวเอง และกำลังต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อแย่งชิงสิทธิ์ในการดูแลลูกสาวสองคนของพวกเขา ต่อมาเครือข่าย Duoyi ของ Xu ได้ออกแถลงการณ์ว่า “ผู้ใช้รายนี้” ได้เผยแพร่ข้อมูลเท็จทางออนไลน์ และเรียกร้องให้แพลตฟอร์มดำเนินการโดยทันที ต้นเดือนธันวาคม 2025 บริษัทของ Xu Bo  ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าเขาเป็นพ่อของลูกมากกว่า 100 คนผ่านการอุ้มบุญในสหรัฐอเมริกา โดยโต้ตอบหนังสือพิมพ์ The Journal กล่าวว่าสำนักข่าวดังกล่าวได้ “จงใจบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างข้อมูลเท็จ” แถลงการณ์ระบุว่า มีเด็กเพียง 12 คนที่เกิดบนแผ่นดินสหรัฐฯจากจำนวนเด็ก ๆ ที่เขามีกว่า 100 คน

สำหรับรายที่สองคือ Pavel Durov มหาเศรษฐีผู้เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Telegram ผู้มีลูกมากกว่า 100 คนเช่นเดียวกันกับ Xu Bo เขาเกิดในรัสเซีย ได้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ VKontakte (VK) ในปี 2006 ต่อมาในปี 2014 เขาถูกบีบให้ออกจาก VK หลังจากการพิพาทกับเจ้าของใหม่ของบริษัทและแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากรัฐบาลรัสเซีย ซึ่งทำให้เขาต้องออกจากประเทศ ในปี 2013 เขาและ Nikolai Durov พี่ชายได้พัฒนา Telegram และในปี 2017 พวกเขาย้ายไปนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ Telegram ในปัจจุบัน

เมื่อยอมเป็นสุนัขรับใช้อเมริกา ก็ต้องเร่งเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ

ไม่ต้องฉลาดก็รู้ว่าขาใหญ่อย่างอเมริกา ประเทศที่ “อันธพาลเรียกพี่” ถึงวันนี้ก็ยังไม่หยุดระราน และแสวงหาประโยชน์จากประเทศที่มีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติในแบบที่ประเทศของตนเองนั้นไม่มี สิ่งที่อเมริกาแสดงออกหลายครั้ง ยังสะท้อนชัดเจนว่าเป็นประเทศที่ไม่มีความจริงใจกับใคร 

โดยเฉพาะในยามที่ประเทศนั้น ๆ เริ่มจะหมดประโยชน์ 

ผู้นำ หรือกลุ่มคนที่มีวิสัยทัศน์ในประเทศต่าง ๆ จึงระมัดระวังตัวมาก ไม่ยอมพลาดท่าเสียทีหรือตกเป็นเบี้ยบนกระดาน เพราะเมื่อถลำลึกเดินลงสนามชั่วแล้วก็จะไม่ต่างจาก “สุนัขรับใช้” ที่ต้องคอยขู่ เห่า กระทำในเรื่องเลว ๆ ตามคำสั่งการเพื่อแลกกับ “ผลประโยชน์ลับ” ต่างตอบแทนที่ไม่จีรัง 

ภาพของกลุ่มคน องค์กร หรือประเทศที่เต็มใจที่จะยอมเป็น “ขี้ข้าของอเมริกา” จะมีลักษณะที่เหมือนกันคือ ต้องโง่แต่มักใหญ่ใฝ่สูง อยากขึ้นสู่ระดับบน ๆ ขององค์กรหรือประเทศนั้น ๆ อยากร่ำรวยกว่าคนรวยทั่ว ๆ ไป เป็นผู้ไร้ความสามารถแต่อยากมีอำนาจไว้ข่มเหง หรือบงการผู้คนที่ตัวเล็กกว่า หรือโง่กว่า อยากได้ชื่อว่าเป็นนักเปลี่ยนแปลงสังคมแม้จะเปลี่ยนไปในทางเลวก็ตาม คุณสมบัติเหล่านี้ถ้าเปรียบกับ “พรรคการเมืองหนึ่ง” ในประเทศไทย ก็จะเห็นภาพ “ชายหน้าตี๋” ซึ่งเป็นผู้นำทาง “จิตวิญญาณวิปลาส” ของ “บริษัทสามกีบจำกัด” เท่านั้น มองไม่เห็นใครอื่น

“บริษัทสามกีบจำกัด” ใช้ทุกวิธิทีที่จะทำให้ “สถาบันกษัตริย์” ซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยอ่อนแอลง ถึงคราวนั้น ประเทศที่ตนเอง “นับถือเป็นพ่อ” ก็จะเข้ามาแทรกแซงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติทั้งทางบก ทางน้ำ จนกลืนกินประเทศไทยได้สำเร็จ  

แชร์อย่างไรไม่ให้โดนจับ? เปิด 4 เทคนิครีโพสต์ข่าวเลือกตั้งให้ปลอดภัย ไร้ความเห็นชี้นำ- กันตีความ "หาเสียงไม่สุริต" ยกเคสป้ายปริศนา "ไม่เลือกพรรคขายชาติ" สุ่มเสี่ยงปลุกระดม-ใส่ร้ายพรรคการเมือง

เปิด 4 เทคนิครีโพสต์ข่าวเลือกตั้งให้ปลอดภัย ไร้ความเห็นชี้นำ- ป้องกันการตีความ “หาเสียงไม่สุจริต” 

วันก่อนเอย่าเห็นข่าวของสำนักข่าวหนึ่งพาดหัวว่า พบร้านทำป้ายคำว่า "เราไม่เลือก พรรคขายชาติ เราไม่เลือก พรรคด้อยค่าทหาร"  แม้ข้อความเหล่านี้จะไม่ได้ระบุโจมตีพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่งโดยตรงแต่ข้อความเหล่านี้มีความสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายเลือกตั้งในหลายประเด็นกล่าว วันนี้เอย่าจะมาเล่าให้ทราบกัน  หลักๆแล้วข้อความที่ปรากฏในข่าวนั้นมีการผิดกฎหมายเลือกตั้งอยู่ 3-4 ประการคือ

1. อาจเข้าข่ายเป็นการ “โฆษณาหาเสียงที่ไม่สุจริตหรือปลุกระดม”
2. ข้อความนี้ถือว่าเป็นข้อความที่ห้ามเพราะทำให้เกิดการแบ่งแยกหรือก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมในการหาเสียง
3. ข้อความเหล่านี้ถือเป็นการดูหมิ่นหรือโจมตีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งโดยเฉพาะ
4. หากคำพูดในป้ายถือเป็น การหมิ่นประมาทหรือใส่ความโดยไม่มีมูลจริง นอกจากจะผิดกฎหมายเลือกตั้งแล้ว ยังอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญา หรือกฎหมายอื่น เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ถ้ามีการเผยแพร่ทางออนไลน์หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วย

ซึ่งกฎหามายข้อนี้ไม่ได้ระบุว่าควบคุมแค่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ทำป้ายเหล่านี้ขึ้นมาด้วย เพราะถือเป็นการหาเสียงโดยบุคคลอื่น ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของ กกต.  อีกทั้งยังสามารถตีความให้เข้าใจได้ว่าเข้าข่าย การหาเสียงที่ไม่สุจริต หรือ ปลุกระดม  นี่ยังไม่นับว่าพรรคการเมืองที่ถูกอ้างถึงอาจจะฟ้องหมิ่นประมาทได้   ดังนั้นใครจะพิมพ์จะโพสต์อะไรช่วงนี้ก็ขอให้ระวังกันไว้นะคะ  จะรักใครไม่รักใครเราก็ต้องทำตามที่ขอบเขตกฎหมายกำหนด

แต่อย่างไรก็ตามแม้นักการเมืองจะหาเสียงอย่างไรก็ตาม  สิ่งที่เราทำได้คือการรีโพสต์  โดยวันนี้เอย่าจะมาแนะนำการรีโพสต์อย่างไรให้ห่างไกลจากการผิดกฎหมายเลือกตั้งกันนะคะ

1. การรีโพสต์ต้องนำมาจากเนื้อหาจากข่าวจริง โดยระบุ สำนักข่าวหรือคลิปที่เผยแพร่ในสำนักข่าวที่ไม่มีการตัดต่อคำพูดเราใส่เข้าไป
2. ไม่ใส่คำพูดหรือความเห็นชี้นำ  โดยคำที่หลีกเลี่ยง เอย่าจะยกตัวอย่างเช่น
“แบบนี้อย่าเลือกมัน” หรือ “เห็นยัง พรรคนี้เป็นแบบนี้” หรือ “แชร์ไว้ให้จำก่อนเลือกตั้ง” คำที่เราใช้ได้อย่างปลอดภัยคือ “อ้างอิงจากข่าว … สส. X กล่าวในที่ประชุมว่า …” พร้อมระบุลิงก์ต้นเรื่องด้วยจะดีที่สุด
3. หลีกเลี่ยงถ้อยคำดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือปลุกอารมณ์
4. สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดคือ รีโพสต์พร้อมข้อความชี้นำการลงคะแนน และรีโพสต์แบบคัดเฉพาะด้านลบ เพื่อโจมตีแม้จะเป็นความจริงก็ตาม กกต. อาจจะตีความว่า หาเสียงไม่สุจริตได้ เพราะถือเป็นการสร้างความเกลียดชัง ทำพรรคเสียหายหรือดิสเครดิตพรรคการเมือง

สรุปช่วงนี้ทำอะไรไม่ได้มากนะคะ  ทำได้แค่จำคะ หรือใครจำไม่ได้ก็ลองหา Digital Foot Print ต่างๆตาม search engine ต่างๆมาดูและพิจารณาเองนะคะ  รักใคร เกลียดใคร เดี๋ยวนี้ต้องเก็บไว้ในใจคะ   กฎหมายไม่ได้กำหนดเสรีภาพในการแสดงออกในช่วงนี้ให้เราขนาดนั้น แม้ว่าเราจะอยู่ในประเทศเสรีประชาธิปไตยก็ตาม

รู้ทันคำโกหก!! กางงบเลือกตั้ง-ประชามติ 8,978 ล้าน ท่ามกลางดราม่า "แก้รัฐธรรมนูญเพื่อเศรษฐกิจ" เตือนประชาชน Search Google เช็กข้อมูล ก่อนหลงกลวาทกรรม 'ปากท้อง' ที่พูดความจริงไม่ครบ

แก้รัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ? พูดความจริงไม่หมดมันก็ไม่ต่างอะไรกับการโกหก

สวัสดีปีม้าทอง พร้อมคำขวัญวันเด็ก "รักชาติไทย ใส่ใจโลก" เพื่อปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนไทยเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ มีความรักและความภาคภูมิใจในชาติ ควบคู่กับการตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม 

เริ่มต้นปี กับการหาเสียงอย่างดุเดือด เตรียมเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ และเม็ดเงิน 8,978  ล้านบาท คืองบประมาณสำหรับการเลือกตั้ง และทำประชามติ ปี 2569 ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดที่เคยมีมา

ประเทศไทย ใช้งบประมาณสำหรับการเลือกตั้ง ในทุกครั้งเป็นจำนวนมาก ยังไม่รวมการเลือกตั้งซ่อม กรณีที่ สส. ลาออก หรือพ้นจากตำแหน่ง จากสาเหตุต่างๆ ทั้ง ขาดคุณสมบัติในภายหลัง จากการต้องคดีความ หรือประพฤติผิดจรรยาบรรณ 

ไม่แน่ใจว่าการตรวจสอบคุณสมบัติของ ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทย ผู้ทรงเกียรติ ที่ต้องผ่านการตรวจสอบจากทั้งจากพรรคการเมืองที่ส่งลงสมัคร และ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทำไมถึงมักจะมาพบว่าขาดคุณสมบัติในภายหลัง จนต้องเสียงบประมาณเพิ่มเติมในหลายๆ เขต ในการจัดเลือกตั้งซ่อม

ตัวอย่างล่าสุด ก็คงได้ทราบข่าวกันแล้ว กับการจับกุม ผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน ที่มีเอี่ยวกับการฟอกเงิน ผู้ถูกกล่าวหา: นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขต 33 (บางพลัด-บางกอกน้อย) ถูกออกหมายจับเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 ตามหมายจับในข้อหา ฟอกเงิน ที่ขยายผลมาจากเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ปปง. ได้มีคำสั่งอายัดทรัพย์สิน ของนายบุญฤทธิ์และพวก รวมมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท

และที่ตั้งงบประมาณการเลือกตั้งในปี 2569 เป็นจำนวนสูงสุดที่เคยจัดเลือกตั้ง ส่วนหนึ่ง ก็อาจจะเพราะมีการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ในคราวเดียวที่จะให้ประชาชนไปหย่อนบัตร ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้ผ่านการออกเสียงประชามติโดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และมีเสียงข้างมากเห็นชอบ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 โดยได้รับเสียงเห็นชอบ 61.35% (6,568 895 เสียง) และไม่เห็นชอบ 38.65% (4,131,150 เสียง)

หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ประเทศไทย ก็ต้องเสียงบประมาณเพิ่มอีก อย่างน้อยก็น่าจะอีกราวๆ 10,000 ล้านบาท ถึงแม้จะทำประชามติ ครั้งที่ 1 จากการต้องทำประชามติ 3 ครั้ง พร้อมกับการเลือกตั้งในครั้งนี้

 การหาเสียงของบางพรรคการเมือง กับ การแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อปากท้อง จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจดีขึ้น ?
 คงต้องถามว่าปากท้องใคร เศรษฐกิจของใคร ...
 ขอหยิบบางประเด็นที่กำลังเป็นกระแสในสาเหตุที่อ้างว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ดี

1. รัฐธรรมนูญปี 60 ไม่ได้เขียนให้คดีคอรัปชั่นไม่มีอายุความ ความจริงคือ มีการแก้เพิ่มเติมให้การนับอายุความคดีทุจริตจะหยุด เมื่อผู้ต้องหาหลบหนีคดี หมายความว่า ไม่ว่าจะหนีก่อนหรือหลังพิจารณาคดี ถ้าผู้ต้องหาหลบหนี อายุความจะหยุดนับไว้จนกว่าจะกลับมาเข้ากระบวนการ 

2. รัฐธรรมนูญปี 60 ไม่ได้เขียนห้ามให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยสารเครื่ิงบินชั้นเฟิร์สคลาส ความจริงคือ แก้ไขระเบียบเบิกจ่ายให้เบิกจ่ายได้แค่ราคา“ชั้นประหยัด”เท่านั้น ส่วนใครอยากขึ้นชั้นธุรกิจ หรือเฟิร์สคลาสต้องจ่ายค่าส่วนต่างเอง มันคนละความหมายกับห้ามนั่งเฟิร์สคลาส

3. รัฐธรรมนูญปี 60 ไม่ได้เพิ่มโทษประหารชีวิตสำหรับคดีทุจริต ความจริงคือ มีระบุอยู่ในประมวลกฎหมายอาญามาแต่เดิมว่าโทษสูงสุดของคดีทุจริตคือประหารชีวิต รธน.แค่ส่งเสริมการปราบโกง มีการเพิ่มเติมในบางมาตรา ซึ่งถ้าร้ายแรงที่สุดก็คือมีโทษประหารชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา เช่น พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 (มาตรา 123/2): เพิ่มโทษสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐเรียกรับทรัพย์สินโดยมิชอบ ให้มีโทษจำคุก 5 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต หรือประผารชีวิต

 แค่ 3 ข้อนี้ เริ่มจะเอะใจกันบ้างไหม ว่าคนที่อยากแก้ จะแก้เพื่อปากท้องใคร ? 
ยังไม่รวมบางสื่อ ที่มีการสัมภาษณ์ชี้นำ ตั้งคำถามในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะอยากแก้ไขมาตรา 112 ใช่หรือไม่ แล้วตอบว่า มาตรา 112 เป็นประมวลกฎหมายอาญา ไม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ฝั่งที่โจมตี ไม่รู้เหรอ เสมือนอีกฝั่งตรงข้าม เขาเป็น IO แค่ท่องจำมา

จะบอกว่า ยังมีประชาชนจำนวนมาก ที่ Search Google เป็น เขาก็รู้ว่า มาตรา 112 เป็นกฎหมายอาญา จริงๆ พิธีกร ควรตั้งคำถามว่า ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะอยากแก้ไขหมวด 1 มาตรา 1 และ มาตรา 2 ใช่หรือไม่ อยากฟังคำตอบของคำถามนี้มากกว่า 

แซะโดยพูดความจริงไม่หมดมันก็ไม่ต่างอะไรกับโกหก มันก็คือการบิดเบือน แต่ Digital Footprint มันชัดเจนในคำตอบ มันลบได้ไม่หมดนะ 

คุ้มไหม ..!! กับการต้องเสียงบประมาณ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ทั้ง ๆ ที่ หากจะแก้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อปัญหาปากท้องชาวบ้านจริง ก็สามารถแก้ไขบางมาตรา ผ่านกำไกของรัฐสภาได้ แทนที่จะนำงบประมาณก้อนนี้มาใช้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน กระตุ้นเศรษฐกิจ น่าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศได้มากกว่า 


เรื่อง : The PALM

อวสานผู้นำรักษ์โลก!! เมื่อประธานาธิบดี Trump สั่งถอนสหรัฐฯ ออกจากองค์กรระหว่างประเทศ 66 แห่ง

รัฐบาล Trump ประกาศถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศหลายสิบแห่ง รวมถึงหน่วยงานด้านประชากรของสหประชาชาติ และสนธิสัญญาของสหประชาชาติว่าด้วยการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังถอยห่างจากความร่วมมือในระดับโลกมากขึ้น

ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ลงนามในคำสั่งบริหารเมื่อวันพุธที่ 7 มกราคม 2026 เพื่อระงับการสนับสนุนของสหรัฐฯ ต่อองค์กร หน่วยงาน และคณะกรรมาธิการรวม 66 แห่ง หลังจากที่ได้ทบทวนการมีส่วนร่วมและการให้ทุนสนับสนุนแก่องค์กรระหว่างประเทศทั้งหมด รวมถึงองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสหประชาชาติ ตามแถลงการณ์ของทำเนียบขาว

องค์กรระหว่างประเทศที่เป็นเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นหน่วยงาน คณะกรรมาธิการ และคณะที่ปรึกษาที่เกี่ยวข้องกับสหประชาชาติ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่เรื่องสภาพภูมิอากาศ แรงงาน การอพยพ และประเด็นอื่น ๆ ซึ่งรัฐบาล Trump จัดประเภทว่าเป็นไปตามกระแสความหลากหลายและ “การตื่นตัวทางสังคม” องค์กรอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ของสหประชาชาติในรายชื่อนี้ ได้แก่ ความร่วมมือเพื่อแอตแลนติก (Partnership for Atlantic Cooperation) สถาบันระหว่างประเทศเพื่อประชาธิปไตยและการช่วยเหลือด้านการเลือกตั้ง (International Institute for Democracy and Electoral Assistance) และเวทีต่อต้านการก่อการร้ายระดับโลก (Global Counterterrorism Forum)

“เราพบว่า สถาบันเหล่านี้มีความซ้ำซ้อนในขอบเขตการทำงาน บริหารจัดการผิดพลาด ไม่จำเป็น สิ้นเปลือง ดำเนินการไม่ดี ถูกครอบงำโดยผลประโยชน์ของผู้ที่ผลักดันวาระของตนเอง ซึ่งขัดแย้งกับของสหรัฐฯ หรือเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตย เสรีภาพ และความเจริญรุ่งเรืองโดยทั่วไปของสหรัฐอเมริกา” Marco Rubio รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศกล่าวในแถลงการณ์

การตัดสินใจของ Trump ที่จะถอนตัวออกจากองค์กรที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาความท้าทายระดับโลก เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลของเขาได้เริ่มปฏิบัติการทางทหารหรือออกคำขู่ที่ทำให้ทั้งพันธมิตรและศัตรูหวาดหวั่น รวมถึงการจับกุมผู้นำเผด็จการของเวเนซุเอลา นิโคลัส มาดูโร และแสดงเจตจำนงที่จะเข้ายึดครองกรีนแลนด์

สหรัฐฯ สร้างแบบแผนการถอนตัวออกจากหน่วยงานระดับโลก ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ระงับการสนับสนุนหน่วยงานต่าง ๆ เช่น องค์การอนามัยโลก หน่วยงานของสหประชาชาติเพื่อผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ หรือ UNRWA คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และองค์การยูเนสโก สหรัฐฯ ได้หันมาใช้วิธีการจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับองค์กรระหว่างประเทศแบบเลือกสรรตามต้องการ โดยเลือกเฉพาะหน่วยงานและองค์กรที่เชื่อว่าทำงานสอดคล้องกับวาระของ Trump และยกเลิกการสนับสนุนหน่วยงานที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ อีกต่อไป

ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทำให้พบว่า การตกผลึกของแนวทางของสหรัฐฯ ต่อระบบพหุภาคี ก็คือ ‘ทำตามฉันหรือไม่ก็ไปซะ’ จึงเป็นวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนมากต่อกระบวนการความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้เงื่อนไขของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากวิธีการที่รัฐบาลก่อน ๆ ทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต จัดการกับสหประชาชาติ และบังคับให้องค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งกำลังเผชิญกับการประเมินตนเองภายในอยู่แล้ว ต้องตอบสนองด้วยการลดจำนวนพนักงานและโครงการต่าง ๆ

องค์กรพัฒนาเอกชนอิสระหลายแห่ง หลายแห่งทำงานร่วมกับสหประชาชาติระบุว่า โครงการจำนวนมากต้องปิดตัวลงเนื่องจากการตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้วที่จะลดความช่วยเหลือต่างประเทศผ่านทางสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ หรือ USAID แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นนี้ เจ้าหน้าที่ของรัฐบาล Trump กล่าวว่า พวกเขามองเห็นศักยภาพของสหประชาชาติ และต้องการที่จะมุ่งเน้นเงินภาษีของประชาชนไปที่การขยายอิทธิพลของอเมริกาในโครงการริเริ่มมาตรฐานต่าง ๆ ของสหประชาชาติ ซึ่งมีการแข่งขันกับจีน เช่น สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ

องค์กรระดับโลกล่าสุดที่สหรัฐฯ กำลังจะถอนตัวคือ อนุสัญญากรอบสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ UNFCCC ซึ่งถือเป็นความพยายามครั้งล่าสุดของ Trump และพันธมิตรในการแยกสหรัฐฯ จากองค์กรระหว่างประเทศที่มุ่งเน้นเรื่องสภาพภูมิอากาศและการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย UNFCCC ซึ่งเป็นข้อตกลงปี 1992 ระหว่าง 198 ประเทศเพื่อสนับสนุนทางการเงินแก่กิจกรรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศกำลังพัฒนา เป็นสนธิสัญญาพื้นฐานสำหรับข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศปารีสที่สำคัญ Trump ซึ่งเรียกการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่า เป็นเรื่องหลอกลวง และได้ถอนตัวจากข้อตกลงดังกล่าวไม่นานหลังจากกลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง

แฉ iLaw หนังม้วนเดิมรับเงินนอกแก้รัฐธรรมนูญ อ้างเพื่อปากท้องประชาชน ทั้งที่ปัญหาอยู่ที่ ‘คนใช้อำนาจ’ วอนหยุดใช้ต่างชาติกดดันกฎหมายสูงสุด

ในช่วงระยะหลัง เราจะเห็นว่า ผู้อำนวยการปัจจุบันของ iLaw คือ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ออกมาพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญ และต้องเป็นการแก้ “ทั้งฉบับ” ทว่าตลอดการสื่อสารดังกล่าว กลับไม่เคยอธิบายอย่างชัดเจนว่าแก้ไปเพื่ออะไร นอกจากการอ้างกว้าง ๆ ว่าเพื่อปากท้องและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ทั้งที่ในความเป็นจริง ปัญหาปากท้องของประชาชนจำนวนมากสามารถแก้ไขได้ด้วยกฎหมายลำดับรอง นโยบายเศรษฐกิจ หรือการบริหารจัดการของรัฐบาลโดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องรื้อรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศเลยด้วยซ้ำ ปัญหาจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวรัฐธรรมนูญ หากแต่อยู่ที่เจตจำนงและความสามารถของผู้ใช้อำนาจรัฐมากกว่า

เมื่อเหตุผลเชิงนโยบายยังไม่ชัด สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการย้อนกลับไปพิจารณา ที่มาและทิศทางของผู้ผลักดัน องค์กรไอลอว์ถูกก่อตั้งโดย จอน อึ๊งภากรณ์ ซึ่งมีบทบาทในแวดวงองค์กรพัฒนาเอกชนมาอย่างยาวนาน และเป็นที่รับรู้กันว่าโครงสร้างการทำงานขององค์กรลักษณะนี้พึ่งพาเงินสนับสนุนจากต่างประเทศเป็นสำคัญ ผ่านมูลนิธิและเครือข่ายด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย

ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมาโดยตลอดจึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “อุดมการณ์” หากแต่คือ ที่มาของงบประมาณและอิทธิพลทางความคิด ซึ่งเชื่อมโยงกับองค์กรระหว่างประเทศบางแห่ง เช่น National Endowment for Democracy (NED) และเครือข่ายในโลกตะวันตกที่มีบทบาทในการสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางการเมืองในหลายประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top