Friday, 28 August 2026
COLUMNIST

Golden Buzzer คืออะไร ที่น้องเนเน่ได้รับเข้ารอบชิง AGT!! ปุ่มทองคำคือกุญแจสำคัญ ส่งผ่านเนเน่ถึงรอบชิงชนะเลิศ ไม่ต้องรอโหวตผู้ชม สะท้อนความโดดเด่นเหนือใคร

Golden Buzzer คืออะไร ที่น้องเนเน่ได้รับเข้ารอบชิง AGT

ผมไม่ใช่คนที่อยู่ในแวดวงเกมโชว์ หรือเกมการประกวด จึงไม่เข้าใจกับชื่อบางเรื่อง เช่นล่าสุด
กรณี “เนเน่ รอยัล” หรือ แพรว–รัตติกานต์ อำลอย ที่เพิ่งได้ Golden Buzzer จาก Mel B ในรายการ America’s Got Talent (AGT) ซีซัน 21

ผมไม่รู้ว่า Golden Buzzer คืออะไร จึงพยายามสืบค้น และผมคิดว่าหลายคนก็ไม่รู้ จึงขออนุญาตนำมาเขียนสรุปให้ได้อ่านกันครับ

Golden Buzzer นั้น มีความหมายมากกว่าการที่กรรมการชมว่า “เก่งมาก” ครับ

Golden Buzzer พูดง่าย ๆ คือ “ปุ่มทองคำ” ที่เป็นทางลัดเข้าสู่รอบสำคัญของการแข่งขัน

แต่ความหมายของ Golden Buzzer ขึ้นอยู่กับรอบที่กด ด้วย

-รอบ Audition ปกติ Golden Buzzer จะส่งผู้เข้าแข่งขันข้ามขั้นตอนคัดเลือก ไปสู่ Live Shows
-แต่ของ เนเน่เป็น “Live Golden Buzzer” ในรอบ Quarterfinals ซึ่งสำคัญกว่ามาก เพราะ Mel B กดให้เธอผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ (Finals) โดยตรง
-เนเน่จึง ไม่ต้องลุ้นคะแนนโหวตเพื่อผ่านรอบรองชนะเลิศ เหมือนผู้เข้าแข่งขันทั่วไป

พูดแบบภาษาข่าวได้ว่า “กรรมการใช้สิทธิ์ปุ่มทอง ส่งเนเน่ทะยานเข้ารอบชิงชนะเลิศโดยอัตโนมัติ”

ถือว่าสุดยอดมาก เพราะในรอบนี้ ผู้แข่งขันมีทางไปต่อหลัก ๆ 2 ทาง คือ

1. ได้คะแนนโหวตจากผู้ชมสูงพอ
หรือ
2. ได้ Live Golden Buzzer จากกรรมการ

เนเน่ได้ทางที่ 2 ซึ่งหมายความว่า Mel B เห็นว่าการแสดงของเธอโดดเด่นจนเลือกส่งเข้ารอบชิงฯ โดยไม่ต้องรอผลโหวต

ที่สำคัญคือ Golden Buzzer ไม่ได้แปลว่า “ชนะ AGT แล้ว” นะครับ เนเน่ยังต้องแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ และผู้ชนะสุดท้ายจะตัดสินตามระบบของรอบ Finals และคะแนนโหวตของผู้ชม ซึ่งรอบชิงชนะเลิศจะจัดขึ้นในวันที่ 23 กันยายนนี้

สำหรับเนเน่ สาวน้อยจากภูเก็ตเธอแสดงเพลง “Black Hole Sun” ของ Soundgarden ในรอบ Quarterfinals และได้ Golden Buzzer จาก Mel B ทำให้กลายเป็น ผู้เข้าแข่งขันจากไทยที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ AGT 2026 โดยตรง

ดังนั้นถ้าจะอธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจในประโยคเดียว: Golden Buzzer = สิทธิ์พิเศษที่กรรมการเห็นว่าผู้แข่งขันโดดเด่นมากจนกดปุ่มทอง ส่งข้ามขั้นตอนการแข่งขันไปยังรอบที่กำหนดทันที

และ Golden Buzzer ของเนเน่ครั้งนี้คือ “ตั๋วตรงสู่รอบชิงฯ” ไม่ใช่แค่ตั๋วผ่านเข้ารอบธรรมดา ครับ

เศรษฐกิจไทยโตได้!! ขนาด GDP ใหญ่ระดับโลก 5 บทเรียนเปลี่ยนของดีให้โต นอร์เวย์–UAE–ออสเตรียชี้ทาง ไทยใช้ศักยภาพเพิ่มมูลค่าได้มากขึ้น

ไทยไม่ได้แพ้ แค่ยังใช้ของที่มีไม่เต็มมูลค่า

เศรษฐกิจใหญ่ระดับ ‘นอร์เวย์–UAE–ออสเตรีย’ เปิด 5 บทเรียน เปลี่ยนของดีที่ไทยมี ให้สร้างรายได้มากกว่าเดิมหากมองประเทศไทยผ่านข่าวเศรษฐกิจในแต่ละวัน เราอาจรู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยเล็ก โตช้า และกำลังถูกประเทศเพื่อนบ้านไล่ตามแต่ถ้าถอยออกมามองอีกมุมหนึ่ง จะพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่า

เศรษฐกิจไทยไม่ได้เล็กเลย ข้อมูลจาก IMF World Economic Outlook เดือนเมษายน 2569 ประเมิน GDP แบบ Nominal ของไทยไว้ราว 580,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใหญ่เป็นอันดับประมาณ 32 ของโลก

ขนาดใกล้เคียงกับ นอร์เวย์ 599,000 ล้านดอลลาร์, UAE 622,000 ล้านดอลลาร์, ออสเตรีย 624,000 ล้านดอลลาร์และยังใหญ่กว่า เวียดนาม 527,000 ล้านดอลลาร์, มาเลเซีย 516,000 ล้านดอลลาร์, ฟิลิปปินส์ 512,000 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าไทยมีความมั่งคั่งหรือคุณภาพชีวิตเท่าประเทศพัฒนาแล้ว เพราะ GDP ต่อหัวแตกต่างกันมากแต่มันกำลังบอกอีกเรื่องหนึ่งว่า «ประเทศไทยมี “ขนาด” และมี “ฐานเศรษฐกิจ” อยู่แล้ว»

คำถามที่สำคัญกว่า จึงอาจไม่ใช่ว่า “ไทยมีอะไร?” แต่คือ “เราจะทำอย่างไรให้สิ่งที่เรามี สร้างมูลค่าได้มากกว่าเดิม?”

บทเรียนที่ 1 จากนอร์เวย์

มีทรัพยากรแล้ว อย่าหยุดอยู่แค่การขายทรัพยากรคนส่วนใหญ่มักอธิบายความร่ำรวยของนอร์เวย์ง่าย ๆ ว่า “เพราะมีน้ำมัน” แต่หลายประเทศบนโลกก็มีน้ำมัน และไม่ได้ร่ำรวยแบบนอร์เวย์ สิ่งที่นอร์เวย์ทำแตกต่างออกไป คือการไม่มองรายได้จากทรัพยากรเป็นเงินสำหรับใช้ให้หมดในรุ่นเดียว รายได้จากน้ำมันและก๊าซจำนวนมากถูกนำเข้าสู่ Government Pension Fund Global เพื่อบริหารเป็นทรัพย์สินระยะยาว ให้ความมั่งคั่งจากทรัพยากรธรรมชาติส่งต่อไปถึงคนรุ่นต่อไป

รัฐบาลนอร์เวย์ยังใช้กฎการคลังควบคุมการดึงเงินจากกองทุนมาใช้ โดยอิงกับผลตอบแทนระยะยาว แทนที่จะใช้รายได้จากน้ำมันตามกระแสการเมืองในแต่ละปี

ประเทศไทยไม่มีน้ำมันมหาศาลแบบนอร์เวย์ แต่ไทยก็มี “ทรัพยากร” ของเราเอง อาหาร, เกษตร, ผลไม้,สมุนไพร, ทะเล, ธรรมชาติ, วัฒนธรรม, อาหารไทย, การแพทย์, การบริการและการท่องเที่ยว ดังนั้น บทเรียนจากนอร์เวย์ไม่ใช่ “ไทยต้องไปหาน้ำมัน” แต่คือ อย่าขายทรัพยากรในรูปแบบที่มีมูลค่าต่ำที่สุด

ข้าว อาจไม่จำเป็นต้องจบที่การส่งออกข้าวสาร ผลไม้ อาจไม่จำเป็นต้องจบที่ขายผลสด สมุนไพร อาจไม่จำเป็นต้องจบที่ขายวัตถุดิบ แต่สามารถพัฒนาต่อไปเป็น

-Functional Food

-Health Product

-Ingredient

-Biotech

-Wellness

-Brand

-Intellectual Property

น่าสนใจว่า World Bank เองจัด Agribusiness และ Sustainable & Health Tourism อยู่ใน 5 อุตสาหกรรมอนาคตที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบอยู่แล้ว

บทเรียนที่ 2 จาก UAE

อย่ามีแค่ “ทำเลดี” ต้องเปลี่ยนทำเลให้เป็นรายได้ UAE มีน้ำมันเป็นจุดเริ่มต้นแต่สิ่งที่ประเทศทำต่อจากนั้นน่าสนใจกว่าเขานำความมั่งคั่งและตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ไปสร้าง สายการบิน, สนามบิน, ท่าเรือ ,Logistics, Tourism, Finance, Real Estate, Technology และศูนย์กลางธุรกิจระดับโลก

รัฐบาล UAE ยังวางยุทธศาสตร์ชัดเจนเรื่องการดึงดูด เงินลงทุน คนเก่ง เทคโนโลยี การวิจัย การท่องเที่ยว และธุรกิจอนาคต เข้าสู่ประเทศ

แล้วประเทศไทยล่ะ? เรามักพูดกันมานานว่า “ไทยอยู่ตรงกลางอาเซียน” แต่คำถามสำคัญคือ เราเปลี่ยนการอยู่ตรงกลาง ให้กลายเป็นรายได้มากพอแล้วหรือยัง?

ประเทศไทยสามารถเชื่อม จีนตอนใต้, ลาว, กัมพูชา, เมียนมา, มาเลเซีย, เวียดนาม และต่อออกไปยังอินเดียเราไม่ได้จำเป็นต้องเป็นเหมือนดูไบ แต่สามารถสร้างความเป็น Hub ในแบบของไทยเองได้

-Food Hub

-Health & Wellness Hub

-Regional Logistics Hub

-MICE Hub

-Digital & Data Hub

-Creative Production Hub

ทำเลทางภูมิศาสตร์จะไม่มีมูลค่าเต็มที่ หากไม่มีถนน รถไฟ สนามบิน ระบบศุลกากร กฎหมาย และบริการที่ทำให้คนอยากใช้ประเทศไทยเป็นฐาน

บทเรียนที่ 3 จากออสเตรีย

เมื่อคนลดลง ต้องทำให้ “คนหนึ่งคนสร้างมูลค่าได้มากขึ้น” ออสเตรียกับประเทศไทยมีปัญหาบางอย่างคล้ายกันอย่างน่าสนใจ คือ ประชากรสูงวัย, แรงงานในอนาคตลดลง และ Productivity เติบโตช้า

IMF ประเมินว่าออสเตรียต้องเร่งการปฏิรูปเพื่อเพิ่มผลิตภาพ เพราะในระยะยาวการหดตัวของกำลังแรงงานและ Productivity ที่อ่อนแอจะกดศักยภาพการเติบโตของประเทศ

ประเทศไทยก็เผชิญโจทย์คล้ายกัน

IMF ระบุว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยประกอบด้วย การลงทุนต่ำ การเติบโตของผลิตภาพที่ช้า และสังคมสูงวัย แต่ถ้าเรายอมรับว่าแรงงานไทยจะไม่เพิ่มเหมือนในอดีตคำตอบก็ไม่ได้มีแต่ด้านลบ เพราะมันบังคับให้ประเทศต้องเปลี่ยนจาก “ใช้คนมาก” ไปสู่ “ทำให้คนหนึ่งคนทำงานได้มูลค่าสูงขึ้น”

-AI

-Automation

-Robotics

-Digital Tools

-Reskill

-Upskill

จึงไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นเทคโนโลยีที่จะมาแย่งงานแต่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือเพิ่ม Productivity ให้แรงงานไทย World Bank ระบุในรายงานปี 2569 ด้วยว่า AI มีศักยภาพช่วยเพิ่มผลิตภาพแรงงานในประเทศกำลังพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ หากประเทศมีโครงสร้างพื้นฐาน ทักษะ และสถาบันที่รองรับ และสังคมสูงวัยเองก็สามารถสร้างเศรษฐกิจใหม่ได้

-Healthcare

-Preventive Health

-Longevity

-Senior Living

-Wellness

-อาหารสุขภาพ

-บริการดูแลผู้สูงอายุ

ไทยจึงสามารถเปลี่ยนปัญหา Aging ให้กลายเป็นโอกาสในการสร้าง Longevity Economy ได้เช่นกัน

บทเรียนที่ 4 จากมาเลเซีย

อย่าทิ้งโรงงาน แต่ทำให้โรงงาน “แพงขึ้น” มาเลเซียกำลังเดินหน้าเข้าสู่ประเทศรายได้สูงแต่บทเรียนสำคัญไม่ใช่การทิ้งอุตสาหกรรมเดิม ตรงกันข้ามมาเลเซียกำลังถามว่าจะทำอย่างไรให้บริษัทมี Productivity สูงขึ้น สร้างงานที่ดีขึ้น และจ่ายค่าจ้างสูงขึ้น

World Bank ระบุว่าความท้าทายของมาเลเซียในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ประเทศรายได้สูง คือการสร้าง งานที่มีคุณภาพ ผลิตภาพสูง และค่าจ้างสูงกว่าเดิม และพบว่าบริษัทที่มี Productivity สูงที่สุด 10% จ่ายค่าจ้างเฉลี่ยสูงกว่าบริษัทระดับกลางประมาณ 3 เท่า นี่เป็นบทเรียนที่สำคัญกับไทยมากเพราะไทยมีฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่พร้อมอยู่แล้ว World Bank ระบุว่า Manufacturing ของไทยคิดเป็นประมาณ 25% ของ GDP และจ้างงานมากกว่า 6.2 ล้านคน

เราไม่จำเป็นต้องเลิกเป็นประเทศอุตสาหกรรมแต่ต้องขยับจาก Manufacturing ไปสู่ Advanced Manufacturing

รถยนต์ → EV / Electronics / Smart Mobility

เครื่องใช้ไฟฟ้า → Energy-efficient Technology

โรงงาน → Automation / AI Factory

ชิ้นส่วน → Advanced Electronics

การผลิตทั่วไป → Green Manufacturing และไทยมีฐานอยู่แล้ว

สินค้า Green Goods คิดเป็นเกือบ 10% ของการส่งออกไทย ขณะที่ World Bank ประเมินว่าเฉพาะการขยาย EV และชิ้นส่วน Solar PV และเทคโนโลยีทำความเย็นประสิทธิภาพสูง สามารถเพิ่มระดับ GDP ไทยได้อีกประมาณ 2.9% ภายในปี 2035 นี่คือข่าวดีเพราะหมายความว่าเราไม่ต้องสร้างเครื่องยนต์ใหม่ทุกตัวบางเครื่องยนต์มีอยู่แล้วแค่ต้อง Upgrade

บทเรียนที่ 5 จากเวียดนาม

อย่าคิดแต่ “โครงการใหม่” ต้องกล้ารื้อสิ่งที่ทำให้ของเดิมเดินช้าเวียดนามกำลังกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของไทย IMF ในเดือนกรกฎาคม 2569 ปรับประมาณการการเติบโตของเวียดนามขึ้นเป็น 7.5% ขณะที่ไทยอยู่ที่ 1.9% แต่สิ่งที่ไทยควรเรียนจากเวียดนาม ไม่ใช่เพียงตัวเลข GDP สิ่งที่น่าสนใจคือ ความพยายามรื้อคอขวด World Bank ระบุว่าเวียดนามกำลังดำเนินการปฏิรูปขนาดใหญ่ ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างระบบบริหารราชการ ขณะที่ยังลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและดึง FDI อย่างต่อเนื่อง

แนวคิดง่าย ๆ คือถ้าที่ดินทำให้โครงการช้า ก็แก้ที่ดิน ถ้าอนุมัติช้า ก็แก้ขั้นตอนถ้า Infrastructure ไม่พอ ก็ลงทุน Infrastructure

หากบริษัทต่างชาติเข้ามาแล้วบริษัทท้องถิ่นไม่ได้ประโยชน์มากพอ ก็หาทางเชื่อม FDI เข้ากับ Local Supply Chain

ไทยสามารถเรียนรู้วิธีคิดแบบเดียวกันได้เพราะข่าวดีคือนักลงทุนยังสนใจประเทศไทย World Bank ระบุว่า คำขอรับส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมใหม่ของไทยช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว โดยเด่นใน Digital Infrastructure Battery Electronics และ EV ดังนั้นปัญหาอาจไม่ใช่ “ไม่มีเงินอยากเข้าประเทศไทย” แต่คือ ทำอย่างไรให้เงินที่อยากเข้า เปลี่ยนเป็นโรงงาน งาน และรายได้ได้เร็วที่สุด

มาเลเซียเองก็มีตัวอย่างที่น่าสนใจมาก การปฏิรูปกระบวนการอนุมัติโครงการอุตสาหกรรมใน Kulim และ Johor ช่วยลดเวลาจากที่บางกรณีเคยใช้สูงสุดถึง 3 ปี เหลือประมาณ 10–14 เดือน และตามมาด้วยเงินลงทุนใหม่และการจ้างงานจำนวนมาก เรื่องแบบนี้ไทยสามารถเรียนรู้ได้โดยตรง

ข่าวดีคือ ไทยมี ‘ของ’ อยู่ในมือแล้วหากอ่านมาถึงตรงนี้ อาจดูเหมือนประเทศไทยต้องแก้ทุกอย่าง

แต่จริง ๆ แล้ว จุดเริ่มต้นของไทยไม่ได้แย่เลย World Bank กำลังศึกษาอุตสาหกรรมอนาคตของประเทศไทย และระบุถึง 5 กลุ่มที่ไทยมีความได้เปรียบชัดเจน

1. Advanced Manufacturingเราไม่ได้เริ่มโรงงานจากศูนย์ เรามี Supplier, Enginee, Factory, Logistics, Automotive, Cluster,Electronics, Cluster โจทย์คือยกระดับมัน

2. Agribusiness ประเทศไทยมีชื่อเรื่องอาหารอยู่แล้วโจทย์คือเปลี่ยนจากขายอาหารเยอะไปสู่ขายอาหารแพงและมี IP

3. Digital Services Data Center, Cloud, AI และ Digital Infrastructure กำลังดึงเงินลงทุนเข้าประเทศไทย โจทย์ต่อไปคือทำอย่างไรให้คนไทยและบริษัทไทยเข้าไปอยู่ใน Value Chain นี้มากขึ้น

4. Sustainable & Health Tourism ไทยมี Brand ด้านการท่องเที่ยวและบริการอยู่แล้วโจทย์จึงไม่ควรเป็นแค่ “เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว” แต่ควรเป็น “เพิ่มรายได้ต่อคนต่อวัน” Wellness, Medical, Longevity, Premium Travel, MICE

5. Creative Economy อาหารไทย, เพลง, หนัง, ซีรีส์, แฟชั่น, ดีไซน์, Content, กีฬา, เทศกาล ทั้งหมดสามารถเปลี่ยนจาก Culture เป็น Exportable IP ได้

ประเทศไทยอาจไม่ต้องหา ‘เครื่องยนต์ใหม่’ มากเท่าที่คิดเราชอบพูดกันว่าประเทศไทยต้องหา New S-Curve ต้องหาอุตสาหกรรมใหม่ ต้องสร้างเครื่องยนต์ใหม่ซึ่งก็ถูกส่วนหนึ่ง แต่บางทีคำตอบอีกครึ่งหนึ่งอาจง่ายกว่านั้น คือ เอาเครื่องยนต์ที่เรามีอยู่แล้ว มาทำให้แรงขึ้น

Agriculture → Agribusiness

Tourism → Premium & Health Tourism

Factory → Advanced Manufacturing

Location → Regional Hub

Culture → Creative IP

Workers → AI-enabled Workforce

SME → Productive SME

นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นประเทศอื่น แต่คือการทำให้ “ประเทศไทยเก่งขึ้นในสิ่งที่ประเทศไทยเก่งอยู่แล้ว” ไทยไม่ได้แพ้ แค่ยังใช้ของที่มีไม่เต็มมูลค่า

นอร์เวย์สอนเราว่าทรัพยากรต้องถูกเปลี่ยนเป็นความมั่งคั่งระยะยาว UAE สอนว่า ตำแหน่งที่ตั้งสามารถกลายเป็นธุรกิจระดับโลก ออสเตรียเตือนว่าเมื่อคนลดลง Productivity ต่อคนต้องสูงขึ้น

มาเลเซียแสดงให้เห็นว่าโรงงานไม่จำเป็นต้องหายไป แต่ต้องสร้างงานที่แพงขึ้นเวียดนามกำลังพิสูจน์ว่าถ้าอยากโตเร็ว ต้องกล้ารื้อสิ่งที่ทำให้ประเทศเดินช้าแต่ประเทศไทยเองก็มีสิ่งหนึ่งที่ประเทศเหล่านั้นไม่มี

นั่นคือชุดความได้เปรียบของประเทศไทยเอง เราเป็นประเทศอุตสาหกรรม เราเป็นประเทศอาหาร เราเป็นประเทศท่องเที่ยว เราเป็นประเทศบริการ เราอยู่ในตำแหน่งยุทธศาสตร์ของอาเซียน และเรามีวัฒนธรรมที่โลกเริ่มรู้จักมากขึ้น

ดังนั้นโจทย์ใหญ่ของประเทศในทศวรรษต่อไป อาจไม่ใช่ “ไทยจะเอาอะไรไปสู้คนอื่น?” เพราะขอ จำนวนมากอยู่ในมือเราแล้ว แต่คือ เราจะเปลี่ยน “ของดีที่เรามีให้มีมูลค่าสูงขึ้นได้เร็วแค่ไหน เพราะประเทศไทยไม่จำเป็นต้องใหญ่ขึ้นเป็นสองเท่าในวันพรุ่งนี้ แค่ทำให้ พื้นที่เดิม,โรงงานเดิม, คนเดิมn สินค้าเดิม, วัฒนธรรมเดิมและจุดแข็งเดิม สร้างรายได้ได้มากกว่าเดิม GDP ก็สามารถโต ค่าจ้างก็สามารถโต ธุรกิจก็สามารถโต และสุดท้ายความมั่งคั่งของคนไทยก็สามารถโตตามไปด้วย

นี่อาจเป็นโจทย์ที่สำคัญกว่าเพียงการถามว่า

“ทำไมประเทศไทยโตช้า?”

เวียดนาม รื้อกติกาที่ดิน!! เซ็ตเป้าหมาย GDP โต 10% ลดขั้นตอนเวนคืนที่ดินทันใจ ปลดล็อกโรงงาน ถนน ดึงทุนลงทุน เปิดเกมแข่งไทยในอาเซียนธุรกิจ

ไทยปลูกกล้วย เวียดนามรื้อกติกาที่ดิน

เพื่อนบ้านเดิมพัน GDP 10% ปลดล็อกที่ดิน เร่งโรงงาน–ถนน–เงินลงทุนเดินหน้า

ขณะที่หลายประเทศในเอเชียกำลังถามว่า จะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรให้โตท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

เวียดนามกลับกำลังตั้งเป้าที่แรงกว่านั้น เศรษฐกิจต้องโตระดับ 10% และสิ่งที่รัฐบาลเวียดนามเลือกทำ ไม่ได้มีแค่แจกเงิน ลดภาษี หรือออกมาตรการกระตุ้นระยะสั้นแต่กำลังหันไปรื้อ “คอขวดของระบบ” ที่ทำให้โครงการลงทุนเดินช้า หนึ่งในนั้นคือ กติกาเรื่องที่ดิน

เวียดนามกำลังเดินหน้าปรับกฎหมายและกลไกด้านที่ดินครั้งใหญ่ เพื่อเร่งการจัดหาที่ดิน ลดขั้นตอนเวนคืน แก้ปัญหาการชดเชย และปลดล็อกโครงการที่ติดค้างอยู่ในระบบ

เป้าหมายสำคัญคือ

ทำให้ที่ดินพร้อมใช้เร็วขึ้น ทำให้โรงงานเริ่มสร้างเร็วขึ้น ทำให้ถนนและโครงสร้างพื้นฐานเดินหน้าเร็วขึ้น

และทำให้เงินลงทุนเปลี่ยนเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจได้เร็วกว่าเดิม

สิ่งที่เวียดนามกำลังทำจึงไม่ใช่เพียงการ “แก้กฎหมายที่ดิน” แต่กำลังพยายามแก้คำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่าทำอย่างไรให้ประเทศเดินได้เร็วขึ้น ปัญหาของเวียดนาม ไม่ใช่ไม่มีนักลงทุน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เวียดนามกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความสนใจสูงที่สุดจากนักลงทุนต่างชาติในเอเชีย โรงงานใหม่เข้ามา, นิคมอุตสาหกรรมขยายตัว, ธุรกิจเทคโนโลยีตั้งฐาน, เมืองขนาดใหญ่เติบโต รวมถึงโครงการโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากที่กำลังเกิดขึ้นทั่วประเทศ แต่การมี “เงินลงทุน” ไม่ได้หมายความว่าโครงการจะเดินหน้าได้ทันที เพราะหนึ่งในปัญหาที่เวียดนามเผชิญมานานคือ การได้มาซึ่งที่ดิน หลายโครงการต้องติดอยู่กับขั้นตอนการเวนคืน การเจรจาค่าชดเชย การจัดหาพื้นที่ทดแทน

การตั้งถิ่นฐานใหม่ และกระบวนการราชการที่กินเวลายาวนาน

บางโครงการมีเงินพร้อม ผู้ลงทุนพร้อม แบบพร้อมแต่สร้างไม่ได้เพราะ “ที่ดินยังไม่พร้อม” นี่คือจุดที่เวียดนามกำลังพยายามรื้อใหม่ เวียดนามกำลังเปลี่ยนวิธีคิดเรื่อง ‘ที่ดิน’ แนวคิดสำคัญของรัฐบาลเวียดนามคือ ไม่มองที่ดินเพียงในฐานะทรัพย์สินที่รัฐต้องควบคุมหรือบริหาร แต่ต้องมองว่า ที่ดินคือทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ เพราะที่ดินเชื่อมโยงโดยตรงกับ โรงงาน, นิคมอุตสาหกรรม, บ้าน, เมือง, ถนน, รถไฟ, สนามบิน, ท่าเรือ, Data Center, คลังสินค้า, พลังงาน และอุตสาหกรรมใหม่หากขั้นตอนเกี่ยวกับที่ดินใช้เวลานานเกินไป สิ่งที่เสียไปจึงไม่ใช่แค่เวลาของเจ้าของโครงการ แต่คือโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศนี่คือเหตุผลที่รัฐบาลเวียดนามกำลังพยายามทำให้กลไกการจัดหาที่ดินและการดำเนินโครงการมีความคล่องตัวมากขึ้น

เป้าหมาย GDP 10% ทำให้ ‘ความเร็ว’ กลายเป็นเรื่องใหญ่ถ้าเวียดนามตั้งเป้าเศรษฐกิจโตเพียง 5-6% การปล่อยให้โครงการหนึ่งล่าช้าอาจยังพอยอมรับได้

แต่เมื่อเป้าหมายถูกยกระดับขึ้นไปถึง 10% ต่อปี ทุกคอขวดจะกลายเป็นปัญหาทันที เพราะเศรษฐกิจจะโตระดับนั้นไม่ได้ หากโรงงานใช้เวลาหลายปีกว่าจะเริ่มสร้าง ถนนสร้างไม่ได้เพราะเวนคืนไม่เสร็จ

นิคมอุตสาหกรรมมีนักลงทุนรอ แต่ไม่มีพื้นที่พร้อมหรือโครงการเมืองใหม่ติดอยู่กับข้อพิพาทเรื่องที่ดินรัฐบาลเวียดนามจึงกำลังเชื่อมเรื่อง “ที่ดิน” เข้ากับเรื่อง “GDP” โดยตรง พูดง่าย ๆ คือ

ถ้าที่ดินเดินช้า เศรษฐกิจก็เดินช้า เร็วขึ้น แต่ต้องไม่สร้างความขัดแย้งเพิ่ม

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ดินเป็นหนึ่งในประเด็นอ่อนไหวของเวียดนามมานานเพราะทุกครั้งที่มีโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้น ย่อมมีประชาชนจำนวนหนึ่งที่ต้องย้ายออกจากพื้นที่เดิมดังนั้นโจทย์ของรัฐบาลจึงไม่ได้มีแค่

“ทำอย่างไรให้เวนคืนเร็ว” แต่ต้องตอบอีกคำถามว่า “ทำอย่างไรให้คนที่เสียที่ดิน ยังสามารถมีชีวิตที่ดีหลังการพัฒนา” แนวทางใหม่จึงให้ความสำคัญกับการชดเชยที่เหมาะสม พื้นที่ตั้งถิ่นฐานใหม่ ที่อยู่อาศัยทดแทนและการลดความแตกต่างของค่าชดเชยในพื้นที่ที่มีเงื่อนไขใกล้เคียงกัน

นี่เป็นจุดสำคัญ เพราะหากรัฐเร่งโครงการอย่างเดียว แต่ไม่สามารถจัดการผลกระทบต่อประชาชนได้ดี

ความเร็วที่ได้มา อาจแลกด้วยความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นอีกเกมหนึ่งคือ ‘ข้อมูลที่ดิน’

เวียดนามไม่ได้แก้เฉพาะตัวกฎหมายแต่ยังเดินหน้าสร้างระบบข้อมูลที่ดินระดับประเทศเป้าหมายคือทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิการใช้ที่ดิน ราคา, ผังเมือง, การใช้ประโยชน์ เขตพัฒนาและพื้นที่ลงทุน เชื่อมโยงกันมากขึ้นในระบบดิจิทัลหากทำได้จริง ประโยชน์จะมีมากกว่าแค่ลดเอกสารราชการ เพราะจะช่วยให้ นักลงทุนตัดสินใจเร็วขึ้น รัฐวางผังได้แม่นขึ้น ประเมินราคาได้โปร่งใสขึ้น ลดข้อมูลซ้ำซ้อน และลดพื้นที่ของการใช้ดุลพินิจในโลกที่นักลงทุนเปรียบเทียบประเทศแบบวันต่อวัน ข้อมูลที่ช้า ข้อมูลไม่ตรงกัน หรือการต้องวิ่งหลายหน่วยงาน อาจกลายเป็นเหตุผลให้เงินลงทุนเลือกไปที่อื่นได้ทันที

เวียดนามไม่ได้เปลี่ยนเจ้าของที่ดิน แต่เปลี่ยนวิธีใช้ที่ดินแม้จะเดินหน้าปฏิรูปครั้งใหญ่ เวียดนามยังคงหลักการพื้นฐานเดิมไว้ที่ดินยังเป็นทรัพย์สินของประชาชนโดยรวม โดยรัฐเป็นตัวแทนในการบริหารจัดการดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การเปิดเสรีกรรมสิทธิ์ที่ดินแบบเต็มรูปแบบแต่คือการพยายามทำให้

ทรัพยากรที่ดินถูกนำไปใช้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเปลี่ยนจาก“มีที่ดินแต่ใช้ไม่ได้” ไปสู่ “มีที่ดินและพร้อมนำไปใช้สร้างเศรษฐกิจ”

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับไทย ไม่ใช่ว่าเราต้องทำเหมือนเวียดนามประเทศไทยกับเวียดนามกำลังแข่งขันกันมากขึ้นในหลายด้านไม่ว่าจะเป็นการดึงโรงงานจากจีน EV, อิเล็กทรอนิกส์, Data Center, โลจิสติกส์, พลังงาน, อุตสาหกรรมอาหาร และฐานการผลิตเพื่อส่งออก การแข่งขันเหล่านี้ไม่ได้วัดกันแค่ว่า ใครให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีมากกว่าแต่กำลังวัดกันด้วยว่าใครทำให้โครงการเริ่มได้เร็วกว่า หากประเทศหนึ่งลดภาษีให้นักลงทุน 5% แต่อีกประเทศทำให้โรงงานเริ่มก่อสร้างได้เร็วกว่า 2 ปี นักลงทุนอาจเลือกประเทศที่สองเพราะสำหรับธุรกิจระดับโลกเวลา คือ ต้นทุน

ไทยปลูกกล้วย เวียดนามรื้อกติกาที่ดินพาดหัวนี้อาจฟังดูแรงแต่สารสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “กล้วย” และไม่ได้หมายความว่าไทยไม่ควรทำภาคเกษตร สิ่งที่ควรถามคือ

ในวันที่เราออกโครงการใหม่ ๆ กันอยู่เรื่อย ๆ

เราได้ใช้พลังมากพอหรือยังกับการแก้ระบบเดิมที่ทำให้โครงการเหล่านั้นเดินไม่ได้?

เพราะสิ่งที่เวียดนามกำลังทำคือแทนที่จะถามเพียงว่า “ปีนี้จะมีโครงการอะไรเพิ่ม?” เขากำลังย้อนกลับไปถามว่า “อะไรคือสิ่งที่ทำให้โครงการเดิมเดินช้า?” และเมื่อพบว่าหนึ่งในคำตอบคือ “ที่ดิน” รัฐบาลก็เลือกแตะปัญหานั้นโดยตรง ถ้าอยากโตเร็ว ต้องกล้ารื้อสิ่งที่ทำให้เดินช้า นี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดจากเวียดนาม

การเติบโตระดับสูงไม่ได้เกิดจากการมีโครงการจำนวนมากเพียงอย่างเดียวแต่เกิดจากความสามารถของรัฐในการทำให้ เงิน, คน, ที่ดิน, กฎหมาย, โครงสร้างพื้นฐานและระบบราชการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

เวียดนามกำลังเดิมพันว่าถ้าปลดล็อกที่ดินได้โรงงานจะมาเร็วขึ้น การลงทุนจะเกิดเร็วขึ้นโครงสร้างพื้นฐานจะเดินเร็วขึ้นและ GDP จะโตเร็วขึ้นตามไปด้วยผลสุดท้ายจะสำเร็จหรือไม่ ยังต้องพิสูจน์

เพราะการปฏิรูปที่ดินเป็นเรื่องซับซ้อน และมีความเสี่ยงทั้งด้านสิทธิประชาชน ราคาที่ดิน การเก็งกำไร และความโปร่งใส

แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือเวียดนามไม่ได้กำลังรอให้เศรษฐกิจโตเองเขากำลังพยายามรื้อสิ่งที่เชื่อว่า “ขวางไม่ให้ประเทศโต” และนี่คือสิ่งที่ประเทศไทยน่าจับตามอง เพราะในสมรภูมิใหม่ของอาเซียน การแข่งขันอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า ใครมีโครงการมากกว่า แต่อยู่ที่ว่า ใครสามารถเปลี่ยนโครงการให้เกิดขึ้นจริงได้เร็วกว่า

THE STATES TIMES

หมายเหตุ: แนวทางแก้ไขกฎหมายและกลไกด้านที่ดินของเวียดนามบางส่วนยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาและจัดทำรายละเอียด จึงต้องติดตามตัวบทสุดท้ายและการบังคับใช้ต่อไป

‘หว่อง’ ชูภาษามลายู!! พลิกมุมมองภาษามลายูในสิงคโปร์ เชื่อมวัฒนธรรมสู่ทุนเศรษฐกิจใหม่ ธุรกิจ SME ใช้ภาษาเปิดตลาดอาเซียน ไทยควรเรียนรู้จากแนวคิดนี้

เมื่อ ‘ภาษามลายู’ ไม่ได้เป็นแค่ภาษา

นายกฯ สิงคโปร์ชวนคนทั้งชาติเรียนภาษาของเพื่อนบ้าน เปิดประตูเศรษฐกิจอาเซียน

หนึ่งในช่วงที่น่าสนใจของ National Day Rally 2026 ของสิงคโปร์ อาจไม่ใช่เรื่องเงินช่วยเหลือครอบครัว บ้าน หรือเทคโนโลยี AI

แต่กลับเป็นช่วงที่ ลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เลือกกล่าวสุนทรพจน์เป็นภาษามลายู และส่งสารที่มีความหมายไกลกว่าเรื่องภาษา

เขาย้ำว่า ภาษามลายูคือภาษาประจำชาติ เป็นภาษาของเพลงชาติ เป็นภาษาที่ใช้ในการออกคำสั่งของกองทัพ และเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์สิงคโปร์ ก่อนจะเสนอแนวคิดที่น่าสนใจว่า จากที่ตั้งของสิงคโปร์ในภูมิภาคนี้ การที่ชาวสิงคโปร์เรียนภาษามลายูและเข้าใจวัฒนธรรมมลายูมากขึ้น ย่อมมีคุณค่าอย่างยิ่งและนี่คือประโยคสำคัญ

ความเชื่อมโยงดังกล่าว ไม่ได้มีความหมายเฉพาะในเรื่องมรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังช่วยให้สิงคโปร์สร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และเปิดโอกาสเพิ่มเติมให้แก่ประชาชนและธุรกิจสิงคโปร์ได้อีกด้วย

พูดอีกแบบหนึ่งคือสิงคโปร์กำลังมอง “ภาษาและวัฒนธรรมมลายู” ไม่เพียงในฐานะอัตลักษณ์ แต่ในฐานะทุนทางเศรษฐกิจของประเทศ 

‘ภาษามลายู’ จากเรื่องวัฒนธรรม สู่ประตูของตลาดภูมิภาค

สิงคโปร์ตั้งอยู่ท่ามกลางโลกมลายู

ทางเหนือคือมาเลเซีย ขณะที่อินโดนีเซียซึ่งมีประชากรกว่า 280 ล้านคนอยู่รอบพื้นที่ทางใต้และตะวันตกของประเทศ ส่วนบรูไนก็เป็นอีกตลาดที่มีความใกล้ชิดทางภาษาและวัฒนธรรม

ดังนั้น สิ่งที่หว่องกำลังพูดถึงจึงไม่ใช่การเรียนภาษาเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมเพียงอย่างเดียว

แต่คือการมองว่า คนที่เข้าใจภาษา เข้าใจอาหาร เข้าใจวัฒนธรรม และเข้าใจวิธีคิดของเพื่อนบ้าน ย่อมมีต้นทุนในการทำธุรกิจข้ามพรมแดนต่ำกว่าคนที่ไม่เข้าใจ

นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ถึงกับนำตัวอย่างธุรกิจจริงมาเล่าในสุนทรพจน์ นั่นคือ Pondok Abang

ธุรกิจซึ่งเริ่มต้นจากร้านอาหาร hawker เพียงหนึ่งร้านของ Abdul Rahman bin Yad Ali ก่อนขยายเป็นหลายสาขา พัฒนาเป็นครัวกลางและผู้ผลิตอาหารฮาลาล และปัจจุบันบริหารต่อโดย Hasan ลูกชายของเขา

เมื่อมองเห็นว่าตลาดอาหารมลายูแบบดั้งเดิมกำลังเติบโต Pondok Abang จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ตลาดสิงคโปร์

ปัจจุบันธุรกิจเข้าไปทำตลาดใน มาเลเซียและบรูไน และมีแผนขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้านอื่นต่อไป

นี่เป็นเหตุผลที่หว่องเลือกยกธุรกิจเล็ก ๆ แห่งนี้ขึ้นพูดบนเวทีระดับชาติเพราะมันสะท้อนแนวคิดว่า

วัฒนธรรมท้องถิ่น สามารถเปลี่ยนเป็นความสามารถในการแข่งขันระดับภูมิภาคได้ไม่ได้พูดอย่างเดียว แต่เริ่มเชื่อม ‘ชุมชน’ กับ ‘SME’ สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคำพูด คือรัฐบาลสิงคโปร์กำลังสร้างกลไกให้แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจริง

หว่องกล่าวถึงความร่วมมือระหว่าง PERGAS หรือสมาคมนักวิชาการและครูสอนศาสนาอิสลามแห่งสิงคโปร์ กับ Association of Small & Medium Enterprises หรือ ASME โมเดลนี้มีสองด้าน กิจการที่ดำเนินการโดยกลุ่ม asatizah สามารถเข้าถึง คำปรึกษาธุรกิจ เครื่องมือดิจิทัล และเครือข่ายธุรกิจ ในอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจทั่วไปก็สามารถใช้ ความเชี่ยวชาญด้านภาษาและวัฒนธรรมของชุมชนมลายู–มุสลิม เพื่อช่วยในการขยายตลาดออกไปยังประเทศในภูมิภาคได้

จุดนี้สะท้อนวิธีคิดของสิงคโปร์อย่างชัดเจนแทนที่จะมองชุมชนชนกลุ่มน้อยเพียงในมิติว่า “รัฐจะช่วยเหลือชุมชนนี้อย่างไร” สิงคโปร์กำลังถามเพิ่มอีกคำถามว่า “ความสามารถที่มีอยู่ในชุมชนนี้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้ประเทศได้อย่างไร” จาก Diversity จึงกลายเป็น Economic Capability เตรียมคนรุ่นใหม่มลายูเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่

อีกด้านหนึ่ง สิงคโปร์กำลังตั้ง Committee for Economic Resilience ซึ่งนำโดย ส.ส. Wan Rizal และ Saktiandi Supaat เพื่อทำงานกับชุมชนมลายู–มุสลิมโดยเฉพาะ

เป้าหมายสำคัญคือช่วยเยาวชนพัฒนาทักษะ เพิ่มประสบการณ์ และเข้าไปคว้าโอกาสจาก อุตสาหกรรมใหม่และอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต

CNA รายงานเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการกำลังพิจารณาทั้งเรื่องการเพิ่ม employability การเชื่อมคนรุ่นใหม่กับอุตสาหกรรม และแม้กระทั่งการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตสำหรับคนที่กำลังเปลี่ยนอาชีพ

นั่นหมายความว่า สิงคโปร์ไม่ได้ต้องการเพียงรักษาอัตลักษณ์มลายูไว้แต่ต้องการให้คนในชุมชนสามารถก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ไปพร้อมกัน ‘ความเป็นมลายู’ จึงเป็นเรื่องของสิงคโปร์ทั้งประเทศ คำพูดอีกช่วงหนึ่งที่มีนัยสำคัญคือ หว่องไม่ได้บอกว่า “คนมลายูควรเรียนภาษามลายู” แต่พูดว่าชาวสิงคโปร์ควรเรียนภาษามลายู และเข้าใจวัฒนธรรมมลายูให้มากขึ้น

ความแตกต่างอยู่ตรงนี้ เพราะเมื่อผู้นำประเทศพูดแบบนี้ ภาษามลายูจึงไม่ได้ถูกวางไว้เป็นเรื่องของประชากรกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป แต่ถูกยกระดับให้เป็น ความรู้ที่มีคุณค่าสำหรับคนสิงคโปร์ โดยเฉพาะเมื่อประเทศต้องอาศัยตลาดที่อยู่รอบตัวเองในการเติบโต

มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน รวมถึงตลาดมุสลิมและอุตสาหกรรมฮาลาลที่กว้างออกไป ล้วนเป็นพื้นที่ซึ่งความเข้าใจด้านภาษา ศาสนา วัฒนธรรม และพฤติกรรมผู้บริโภคสามารถกลายเป็นข้อได้เปรียบทางธุรกิจได้

ประเทศเล็ก จึงต้องใช้ ‘ทุกอย่างที่มี’ ให้เป็นข้อได้เปรียบ หากมองให้ลึกกว่าสุนทรพจน์เรื่องภาษา สิ่งที่ลอว์เรนซ์ หว่องกำลังสื่ออาจเป็นวิธีคิดแบบสิงคโปร์ที่เห็นได้มาตลอด ประเทศที่มีประชากรและพื้นที่จำกัด ไม่สามารถปล่อยให้ทรัพยากรใดเป็นเพียง “ของที่มีอยู่” แต่ต้องคิดต่อว่า สิ่งนั้นสามารถเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างไรท่าเรือกลายเป็น Logistics Hub ตำแหน่งที่ตั้งกลายเป็น Financial Hub

ความหลากหลายทางเชื้อชาติกลายเป็นความสามารถในการเชื่อมต่อกับโลก และครั้งนี้ ภาษาและวัฒนธรรมมลายู ก็กำลังถูกเชื่อมเข้ากับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระดับภูมิภาค

แล้วประเทศไทยล่ะ?

เรื่องนี้จึงน่าสนใจสำหรับไทยไม่น้อย ประเทศไทยมีพรมแดนเชื่อมต่อกับหลายประเทศ มีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์กับทั้งลาว กัมพูชา เมียนมา มาเลเซีย และจีนตอนใต้ เรามีชุมชนที่พูดภาษาต่าง ๆ มีวัฒนธรรมท้องถิ่นจำนวนมาก และยังอยู่ตรงกลางของภูมิภาคอาเซียนแผ่นดินใหญ่

คำถามจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า เราจะรักษาความหลากหลายเหล่านี้อย่างไร แต่อาจต้องถามต่อว่า

เราจะเปลี่ยนความหลากหลายที่มี ให้กลายเป็นความสามารถของประเทศไทยในการทำธุรกิจ เชื่อมตลาด และสร้างอิทธิพลในภูมิภาคได้อย่างไร

เพราะสิ่งที่สิงคโปร์กำลังแสดงให้เห็นคือ Soft Power อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการส่งวัฒนธรรมของตัวเองออกไปขายให้โลกเสมอไป บางครั้ง Soft Power และ Economic Power อาจเริ่มจากการ “เข้าใจคนที่อยู่รอบตัวเราให้ดีกว่าคนอื่น” และเปลี่ยนความเข้าใจนั้นให้เป็นโอกาส

นี่อาจเป็นสารสำคัญที่สุดที่ซ่อนอยู่ในสุนทรพจน์ภาษามลายูของนายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ใน National Day Rally 2026

THE STATES TIMES

ศักดิ์ศรีมนุษย์ต้องมาก่อนคะแนนเสียง!! ปมคุกคามทางเพศซ้ำเขย่ามาตรฐานพรรคการเมือง จี้คัดคนก่อนส่งใช้อำนาจแทนประชาชน เตือนพรรคการเมืองต้องมีกลไกวินัยเข้ม ไม่ปล่อยอำนาจเป็นเกราะคุ้มผิด

บรรทัดฐานทางจริยธรรมของนักการเมืองกับกรณีการล่วงละเมิดทางเพศบ่อย ๆ ถี่ ๆ ซ้ำ ๆ

คำว่า “พรรคการเมือง” สำหรับผม ไม่ใช่เป็นเพียงองค์กรที่รวบรวมบุคลากรเพื่อเข้าสู่อำนาจรัฐ แต่นับเป็น "สถาบันทางการเมือง" ที่มีหน้าที่กำหนดทิศทางสังคม และสร้างบรรทัดฐานทางจริยธรรม คุณธรรม ที่ดีงามให้ปรากฏออกสู่สังคม

การคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือการส่งบุคลากรเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงถือเป็น “ด่านแรกสุด” ที่สะท้อนถึง “ค่านิยมและความรับผิดชอบ” ของพรรคการเมืองนั้น ๆ ต่อสังคมโดยรวม

ประเด็นเรื่องการล่วงละเมิดและการคุกคามทางเพศ ได้กลายเป็นดรรชนีชี้วัดสำคัญถึงความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หากพรรคการเมืองปล่อยให้บุคคลที่มีประวัติ หรือมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายการล่วงละเมิดทางเพศเข้าสู่วาระทางการเมือง ย่อมสร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวง

ผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองประชาชน แต่กลับเป็นผู้ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้อื่นเสียเอง สังคมจะเกิดความคลางแคลงใจในความยุติธรรมของกฎหมาย กรณีนี้ทำให้นึกถึง “พรรคของคนรุ่นใหม่” ที่เคยคุยโม้เอาไว้ว่าจะสร้างเป็นมาตรฐานใหม่ในสังคมไทย โดยเฉพาะเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ” แต่กลายเป็นพรรคที่มีประเด็น “คุกคามทางเพศ” ถี่ ๆ ซ้ำ ๆ ติด ๆ กัน

ผู้แทนประชาชนที่มีพฤติกรรม “คุกคามทางเพศ” หากยังคงเสวยสุขในตำแหน่งหน้าที่การงาน ย่อมจะสร้างการรับรู้ที่ผิดพลาดให้แก่คนในชาติ โดยเฉพาะเยาวชนในเรื่องอำนาจหรือสถานะทางสังคม สามารถนำมาใช้เป็น “เกราะคุ้มกันความผิด” จากการละเมิดผู้อื่นได้

การทำหน้าที่ทางการเมือง มิใช่เรื่องของความสามารถส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องควบคู่ไปกับ “จริยธรรมขั้นพื้นฐาน" พรรคการเมืองที่ปกป้องผู้กระทำผิดเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ย่อมกำลังสร้างแบบอย่างที่ไม่ดีแก่สังคมไทย และลดทอนมาตรฐานประชาธิปไตยให้ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

พรรคการเมืองทุกพรรคจึงจำเป็นต้องมี “กลไกตรวจสอบทางวินัย” ที่เข้มงวด ปฏิเสธที่จะไม่ส่งผู้มีประวัติล่วงละเมิดทางเพศลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่เพียงแต่เป็นการปกป้องเกียรติของสถาบันการเมือง แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ที่ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า ผู้ที่อาสาเข้ามาใช้อำนาจแทนพวกเขานั้น เป็นผู้ที่เคารพในสิทธิ และเชิดชูศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน อย่างเท่าเทียมแท้จริง

แจ็ค รัสเซล

เร แม๊คโดนัลด์ ไอคอนเด็กแนวของวัยรุ่นไทย: ชีวิต งาน และมรดกที่ฝากไว้ให้คนรุ่นต่อไป

เป็นเวลา 5 วันแล้ว นับตั้งแต่ เร แม๊คโดนัลด์ หรือ “พี่เร” ไอคอนของวัยรุ่นไทยยุค 90‘ ต่อยุคมิลเลนเนียมได้ออกเดินทางไกลเป็นครั้งสุดท้าย (บทความนี้เขียนขึ้นในวันที่ 23 สิงหาคม 2569)
ถ้าคุณเคยนิยามตัวเองว่าเป็นวัยรุ่นในช่วง 20-30ปีมานี้ ชื่อ “เร แม๊คโดนัลด์” คงไม่ใช่แค่ชื่อของนักแสดงคนหนึ่ง แต่คือความทรงจำ คือตัวแทนแห่งพลังงานอันล้นเหลือแห่งยุคสมัย คือช่วงเวลาที่พวกเราแอบผู้ใหญ่มองผ่านจอโทรทัศน์แล้วรู้สึกว่า “เป็นตัวเองแบบนี้ก็เท่ได้นี่หว่า“ ใดๆdigestวันนี้ขอพาทุกคนย้อนเวลากลับไปทำความรู้จักพี่ชายสุดเท่คนนี้อีกครั้ง เพื่อรำลึกถึงสิ่งที่เขาฝากไว้ในใจใครหลายคน

เด็กหนุ่มร้อยเอ็ดที่กล้าแตกต่าง

เร แม๊คโดนัลด์ เกิดเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2520 ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ลูกครึ่งไทย-สกอตแลนด์ที่เติบโตมาพร้อมความมั่นใจในตัวเอง ในยุคที่โทรทัศน์ไทยเต็มไปด้วยความเป็นทางการและบทที่ถูกกำหนดไว้ตายตัว เร แม๊คโดนัลด์ กลับก้าวเข้าสู่วงการด้วยความเป็นธรรมชาติแบบไม่ปรุงแต่ง หมุดหมายสำคัญในการแจ้งเกิดในวงการ คือพิธีกรรายการ “ทีนทอล์ค” (Teen Talk) รายการที่กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยแห่งแรกๆ ที่วัยรุ่นไทยได้เห็นคนพูดในสิ่งที่คิด แต่งตัวในแบบที่ต้องการ และไม่ต้องเสแสร้งเป็นใครเลยนอกจากตัวเอง ผ่านคำพูดกวนๆ ท่าทางที่ผู้ใหญ่ในยุคนั้นอาจจะมองว่ากวนประสาท แต่ก็เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์และความจริงใจจนทะลุจากจอมาให้พวกเราได้สัมผัส สำหรับวัยรุ่นยุคนั้น นี่คือการปลดล็อกครั้งใหญ่ เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยมีใครในจอทีวีที่ “กวนๆ แต่จริงใจ” แบบนี้มาก่อน

เมื่อ “ความต่าง” กลายเป็นพลังขับเคลื่อนแรงบันดาลใจ

สิ่งที่ทำให้เร แม๊คโดนัลด์ ไม่เหมือนพระเอกคนไหนในยุคเดียวกัน คือเขาไม่เคยพยายามเป็นภาพจำแบบใคร เขาแต่งตัวในสไตล์ของตัวเอง พูดในสิ่งที่คิด และใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองเชื่อ แต่สิ่งที่ยิ่งทำให้เขาแตกต่างและโดดเด่นกว่านักแสดงชายในรุ่นเดียวกันคือ จังหวะและการเลือกรับงานแสดงที่ทำให้ความเป็นศิลปินตัวพ่อเปล่งประกายออกมาอย่างชัดเจน ตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องแรกอย่าง “ฝันบ้าคาราโอเกะ” (2540) ของผู้กำกับ“ติสต์” พอๆกันอย่าง เป็นเอก รัตนเรือง ที่ทำให้เขาคว้ารางวัลสุพรรณหงส์ นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมได้ตั้งแต่ผลงานเปิดตัว และคว้าซ้ำอีกครั้งในปีถัดมาจากภาพยนตร์ที่ใครหลายคนยกให้เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของหนุ่มสาวในยุคมิลเลนเนียมอย่าง “โอ-เนกาทีฟ รัก-ออกแบบไม่ได้” นี่ไม่ใช่แค่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่เป็นการพิสูจน์ให้วัยรุ่นยุคนั้นเห็นว่า การเป็นตัวเองแบบสุดโต่งก็สามารถประสบความสำเร็จได้ โดยไม่ต้องฝืนเป็นใครเพื่อให้คนยอมรับ
ตลอดเส้นทางเกือบ 30 ปี เร แม๊คโดนัลด์ มีผลงานภาพยนตร์กว่า 20 เรื่อง ทั้งหนีตามกาลิเลโอ, นาคปรก, The Eye 10, ตีสาม และ O.T. รวมทั้งเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์อีกหลายรายการ แต่ที่สำคัญไปกว่าบทบาทใดๆ คือภาพจำของ “เด็กแนวต้นตำรับ” ที่จุดประกายให้เด็กหนุ่มสาวยุค 90 กล้าแต่งตัวแปลก กล้าคิดต่าง กล้าเดินตามเสียงของหัวใจตัวเอง แทนที่จะเดินตามกรอบที่สังคมหรือผู้ใหญ่คนไหนๆขีดไว้ให้

จากไอดอลจอแก้ว สู่คนพาฝันออกเดินทาง

แม้เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เร แม๊คโดนัลด์ ก็ไม่เคยหยุดสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คน เขาก้าวเข้าสู่บทบาทพิธีกรรายการท่องเที่ยวสายลุยแบบแบ็กแพ็กเกอร์คนแรกๆของประเทศ พาผู้ชมสัมผัสโลกกว้างแบบดิบๆ จริงใจ ไม่ปรุงแต่ง จากที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา สู่เส้นทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียที่เชื่อมยุโรปกับเอเชียเข้าด้วยกัน กระโดดขึ้นรถตุ๊กๆขับเดินทางข้ามหลายพรมแดนในหลายประเทศ เดินเท้าสู่หลายเมืองในอินเดีย สัมผัสวัฒนธรรมที่แตกต่างในดินแดนห่างไกลสุดขอบโลกในประเทศเปรู เร แม๊คโดนัลด์ทำให้คนไทยจำนวนมากกล้าสะพายเป้ออกเดินทางค้นหาตัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิต โดยไม่รวมถึงการทำตัวเป็นแขกที่น่ารักและให้เกียรติทุกคน ทุกวัฒนธรรมและทุกสถานที่ๆไป ที่เขาทำให้เห็นเป็นตัวอย่างในทุกๆการเดินทางของเขาจนเป็นภาพจำในสไตล์การเดินทางของเร แม๊คโดนัลด์

ในช่วงท้ายของชีวิต เขายังกลับมารวมตัวกับเพื่อนสนิทอย่างลีโอ พุฒ และต้าร์ บาร์บี้ ทำคอนเทนต์ในโลกยูทูบ ส่งต่อพลังงานแบบเดิมให้กับคนรุ่นใหม่ที่อาจไม่ทันได้ดูเขาในจอทีวียุค 90 ด้วยซ้ำ

และในบทบาทพ่อ เขาก็ยังคงเป็นแบบอย่างของความอบอุ่น มอบเวลาและความรักให้ลูกชายและภรรยาที่เป็นเพื่อนคู่คิดที่คอยสนับสนุนเข้าอย่างเต็มที่ พาครอบครัวออกเดินทางเรียนรู้โลกไปด้วยกัน

มรดกที่แท้จริงที่เร แม๊คโดนัลด์ ฝากไว้

สิ่งที่เร แม๊คโดนัลด์ ทิ้งไว้ให้คนรุ่นต่อไปคงไม่ใช่รางวัลต่างๆบนหิ้งที่เขาเคยได้รับมา แต่คือบทเรียนที่ว่า “การเป็นตัวเอง” คือสิ่งที่ทรงพลังที่สุด เขาสอนวัยรุ่นยุค20-30ปีหลังมานี้โดยไม่ต้องใช้คำพูดให้กล้าแตกต่าง กล้าเดินในเส้นทางที่ไม่มีใครเดิน และกล้าเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองรัก แม้จะไม่มีใครในยุคนั้นทำแบบเดียวกันมาก่อน แรงบันดาลใจแบบนี้เองที่ยังคงถูกส่งต่อผ่านรุ่นสู่รุ่น ด้วยความทรงจำของแฟนคลับและคนที่รักและชื่นชมเขามาจนทุกวันนี้

การจากไปอย่างไม่มีวันกลับ

เช้าวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ข่าวการจากไปของเร แม๊คโดนัลด์ สร้างความช็อกให้กับวงการบันเทิงไทยและแฟนๆ ทั่วประเทศ เขาเสียชีวิตอย่างสงบที่บ้านพักย่านพัฒนาการ กรุงเทพฯ ในวัย 49 ปี ท่ามกลางความอาลัยรักจากครอบครัว เพื่อนร่วมวงการ และผู้คนที่เติบโตมาพร้อมกับผลงานของเขา

แม้วันนี้เร แม๊คโดนัลด์ จะเดินทางไกลไปยังที่ที่ไม่มีวันย้อนกลับ แต่สำหรับใครหลายคนเขาจะยังคงเป็นภาพจำของความกล้าที่จะเป็นตัวเอง เป็นแรงบันดาลใจที่ไม่มีวันจางหายไปจากความทรงจำ

สิ่งที่ เร แม๊คโดนัลด์ บอกกับพวกเราผ่านการใช้ชีวิตของเขาก็คือ

“ออกไปค้นหาโลกให้มากที่สุดเท่าที่แรงของเรายังมี เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เราจะเหลือไว้ไม่ใช่จำนวนสถานที่ที่เราเคยไป แต่คือประสบการณ์ที่เปลี่ยนให้เราเป็นคนที่เข้าใจชีวิตมากขึ้น”

แม้การจากไปในวัย 49 ปีอาจจะคิดได้ว่าค่อนข้างเร็วเกินไปสำหรับคนที่ยังมีพลังงานล้นเหลือที่จะสร้างสรรค์งานดีๆต่อไปได้ แต่สุดท้ายแล้วคุณค่าของชีวิตมนุษย์ย่อมไม่ได้อยู่ที่ชีวิตนั้นยืนยาวเพียงใดแต่อยู่ที่ชีวิตนั้นได้สร้างอะไรที่ เป็นประโยชน์ ไว้ให้กับผู้อื่นต่างหาก ชีวิตที่หากแม้จะสั้นแต่ได้สร้างสิ่งที่มีคุณค่าต่อผู้อื่นฝากไว้ ก็นับเป็นชีวิตที่สวยงามและสว่างไสวควรค่าแก่การได้รับความรักและความระลึกถึงอย่างสุดหัวใจ และชีวิตของเร แมคโดนัลด์ ก็เป็นดังนั้น

ขอให้เร แม๊คโดนัลด์ เดินทางสู่จุดหมายที่ดีที่สุดด้วยความปลอดภัย และนำความรักจากทุกคนที่มีเขาเป็นหนึ่งในตัวแทนช่วงชีวิตที่มีความสุขที่สุดติดตัวไปด้วย ขอบคุณสำหรับแรงบันดาลใจที่ฝากไว้ให้พวกเราทุกคน

ด้วยจิตคารวะ

“หนี–ซ่อน–สู้” คู่มือเอาชีวิตรอดเหตุกราดยิง!! อดีต FBI ชี้วิธีรอดเหตุกราดยิง เข้าใจความถี่เหตุกราดยิงในสหรัฐ ย้ำการเตรียมพร้อมสำคัญโดยไม่กลัว แนะนำเจ้าหน้าที่ซ้อมยิงปืนทุกเดือน

หนี-ซ่อน-สู้ : วิธีเอาชีวิตรอดจากเหตุกราดยิง โดยอดีตเจ้าหน้าที่พิเศษ FBI

เหตุกราดยิงในบ้านเราเริ่มจะมีมากขึ้น เพราะคนบ้าสามารถเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่ายขึ้น ในภาพยนตร์ต่างประเทศเจ้าหน้าที่ตำรวจ/ผู้บังคับใช้กฎหมายที่ถูกพักงานหรือถูกปลดหรือถูกไล่ออก สิ่งแรกที่เจ้าหน้าที่เหล่านั้จะต้องทำคือ ส่งมอบตรา บัตรประจำตัว และอาวุธปืนประจำตัว

ตามรายงานของ Gun Violence Archive องค์กรไม่แสวงผลกำไร ได้ให้นิยามเหตุการณ์กราดยิงครั้งใหญ่ว่าเป็นเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บอย่างน้อยสี่คนขึ้นไป ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เหตุกราดยิงเหล่านี้เกิดขึ้นในโบสถ์ คลีนิกหรือโรงพยาบาล โรงเรียนประถมศึกษา และสถานที่จัดกิจกรรมกลางแจ้ง

ศ. Alex del Carmen รองคณบดี และศาสตราจารย์ด้านอาชญวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐ Tarleton มลรัฐ Texas กล่าวว่า การรู้วิธีโต้ตอบในการกราดยิงเป็นสิ่งจำเป็นในขณะนี้ “ชาวอเมริกันจำนวนมากกำลังประสบกับสิ่งนี้ในชีวิตของพวกเขา” ศ. Alex del Carmen บอกกับ NPR (National Public Radio) ในการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ “ตอนนี้เราเกือบจะมีหน้าที่ต้องสอนเด็ก ๆ และสมาชิกในครอบครัวว่าควรทำอย่างไรในสถานการณ์เหล่านี้” ศ. Alex del Carmen บอกกับลูก ๆ ของเขาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ ว่า : มีแผนฉุกเฉินเสมอ คำแนะนำทั่วไปได้แก่ :
-การหลบหนี
-การหลบซ่อน
-การสู้กลับ

จากบทความรำลึกถึงเหยื่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน Sandy Hook ครบ10 ปี Katherine Schweit อดีตเจ้าหนัาที่พิเศษของ FBI ผู้เขียนเรื่อง Stop the Killing : How to End the Mass Shooting Crisis (หยุดการฆ่า : จะยุติวิกฤตการกราดยิงได้อย่างไร) ได้ออกแบบโครงการเผชิญเหตุกราดยิงของหน่วยงานนี้ หลังเหตุกราดยิงที่เหตุกราดยิงในโรงเรียน Sandy Hook ในปี ค.ศ. 2012

“การเตรียมตัวเป็นสิ่งที่ดี” อดีตเจ้าหนัาที่พิเศษ Schweit บอกว่า “แต่อย่ากลัวจนคิดมากไปว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ดิฉันคิดว่า ถ้าคุณย้อนกลับไปดูว่าอาจจะเป็นการซ้อมดับเพลิงในโรงเรียน เราก็ได้ทำให้การฝึกซ้อมหนีไฟเป็นมาตรฐานแล้ว และเราไม่คิดว่าทุกครั้งที่มีการซ้อมดับเพลิงหรือคำเตือนพายุทอร์นาโดว่า เรากำลังจะถูกไฟครอกตายหรือเสียชีวิตในพายุทอร์นาโด"

อดีตเจ้าหนัาที่พิเศษ Schweit กล่าวว่าสิ่งสำคัญอันดับแรกเมื่อเกิดเหตุกราดยิง สำหรับพลเรือนที่ต้องทำคือ “การหลบหนีเสมอ” แน่นอนว่าการตอบสนองต่อเหตุกราดยิงของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน เช่นเดียวกับเหตุกราดยิงที่เกิดขึ้นใน Uvalde มลรัฐ Texas ที่นั่น มือปืนใช้เวลามากกว่าหนึ่งชั่วโมงในโรงเรียนประถม Robb ขณะที่เจ้าหน้าตำรวจรออยู่ด้านนอก วิธีตอบสนองของเจ้าหน้าที่จะแตกต่างกันเสมอ ตราบเท่าที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วสหรัฐอเมริกาปฏิบัติตามวิธีการฝึกอบรมที่แตกต่างกันไป (มาตรฐานแห่งชาติที่แนะนำนั้นมีอยู่จริง แต่ก็ยังเป็นเพียงข้อเสนอแนะ)

อดีตเจ้าหนัาที่พิเศษ Schweit เสริมว่า สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่า เหตุกราดยิงในที่สาธารณะประเภทนี้คิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 1% ของการบาดเจ็บจากอาวุธปืนทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา ในทุกปีผู้คนถูกฆ่าในบ้านและในละแวกใกล้เคียงมากกว่าในสถานที่สาธารณะ “ดังนั้น แม้ว่าจะมีข่าวเหตุกราดยิงมากมาย แต่เหตุกราดยิงก็ยังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน้อยมาก”

ถึงกระนั้น กริยาสามคำก็มีคุณค่ามากมาย : หนี ซ่อน สู้ การหนีคือ ทางเลือกที่หนึ่ง ถ้าหนีไม่ได้ก็ต้องซ่อน และถ้าซ่อนไม่ได้ก็ต้องสู้

-หนี ไม่ว่ามือปืนจะใช้อาวุธปืนชนิดใดก็ตาม ยิ่งเราอยู่ห่างจากมือปืนได้มากเท่าไร โอกาสรอดชีวิตก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น “นั่นฟังดูเหมือน 'เราอยู่ในเขตสงคราม' มาก แต่ในขณะที่เสียงยิงดังขึ้น เราจะรู้สึกเหมือนอยู่ในเขตสงคราม และการหนีไปจะดีกว่า ถ้าสามารถทำได้” อดีตเจ้าหนัาที่พิเศษ Schweit กล่าว เมื่อไปที่ไหนก็ตามให้มองหาทางออกปกติหรือฉุกเฉินไว้เสมอ การอพยพออกไปโดยไม่ลังเลหรือรอรวบรวมข้าวของ และหนีต่อไปจนกว่าจะถึงพื้นที่ที่ปลอดภัย

-ซ่อน “นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องวิ่งหนีเมื่อมีคนยิงใส่เรา” อดีตเจ้าหนัาที่พิเศษ Schweit อธิบาย หากไม่มีเส้นทางหลบหนีที่ปลอดภัย FBI แนะนำให้หาที่ซ่อนดี ๆ ล็อคประตูและกั้นประตู รวมทั้งปิดเสียงโทรศัพท์มือถือ

-สู้ เมื่อต้นปีนี้ Brandon Tsay บรรยายใน Morning Edition ของ NPR ถึงสิ่งที่เขาคิดเมื่อตัดสินใจต่อสู้ และปลดอาวุธมือปืนใน Monterey Park มลรัฐ California

“มันจะต้องจบลงที่นี่ นี่คือจุดสิ้นสุดของชีวิตของผม มันจบลงแล้ว ผมจะตายที่นี่” Tsay กล่าว “แต่ที่สุดผมก็รวบรวมความกล้าที่ไม่รู้ว่ามาได้อย่างไร ซึ่งก็สรุปได้ว่า ต้องแย่งปืนออกไปจากเขา ไม่งั้นจะมีคนเจ็บอีกเยอะมาก”

การใช้สิ่งของที่สามารถใช้เป็นอาวุธได้ร่วมกับการจู่โจมนั้นประสบความสำเร็จในการหยุดยั้งมือปืนในสถานที่ต่าง ๆ เช่นที่ Colorado Springs มลรัฐ Colorado และ Noblesville มลรัฐ Indiana การวิจัยของ FBI แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ไม่มีอาวุธมักจะช่วยชีวิต และยุติเหตุกราดยิงได้มากกว่าผู้ที่มีอาวุธ “ดังนั้นอย่าเชื่อว่า เราไม่สามารถหยุดมือปืนได้ เราทำได้” อดีตเจ้าหนัาที่พิเศษ Schweit กล่าว "และมก็มีคนทำมาตลอด"

ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ในฐานะอดีตนักกีฬายิงปืนหลายมหาวิทยาลัย ขอแนะนำให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจหมั่นฝึกฝนการใช้อาวุธปืนให้ชำนาญและสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจและจราจร ซึ่งมีโอกาสเผชิญเหตุก่อน ในสหรัฐอเมริกาเจ้าหน้าที่ตำรวจจะซ้อมยิงปืนพกทุกๆ เดือน และมีการบันทึกคะแนนที่ซ้อมยิงเอาไว้ด้วย รถยนต์สายตรวจทุกคันควรมีปืนยิงเร็วและปืนลูกซองอย่างละกระบอก เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมีอำนาจการยิงในการเผชิญเหตุมากกว่าผู้ก่อเหตุ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับห้างร้านทางเข้าห้างใหญ่ ๆ มักจะมีซุ้มตรวจจับอาวุธอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่รปภ.ต้องทำหน้าที่อย่างเคร่งครัด โดยไม่ต้องเกรงใจลูกค้า ตรวจสอบ ตรวจค้น สิ่งของที่อาจจะเป็นอันตราย ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของลูกค้าส่วนใหญ่ นอกจากการซ้อมรับเหตุไฟไหม้แล้ว ต่อไปห้างร้านอาคารต่าง ๆ จะต้องมีการฝึกซ้อมการเผชิญเหตุกราดยิงอีกด้วย เช่นเดียวกับ โรงเรียน สถานศึกษาก็ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดด้วย

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

ไทยต้องปรับเกมใหญ่!! หลัง 14 ต.ค. 16 เกิดกระแสเรียกร้อง ถอนฐานทัพสหรัฐฯ ให้ออกไปภายในปี 19 สัมพันธ์จีน-ไทยขยายหลัง 75 จีนสู้รบเวียดนามปี 79 ไทยได้ประโยชน์

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.7)

ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา พ.ศ.2516 กระแสการขับไล่ฐานทัพสหรัฐฯ ให้ออกไปจากประเทศไทยก่อตัวขึ้น โดยขบวนการนักศึกษา ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) พรรคการเมืองฝ่ายซ้าย และประชาชน ได้เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับ Sovereignty (อธิปไตย) ของไทย ด้วยมองว่า การมีฐานทัพต่างชาติทำให้ไทยเสี่ยงตกเป็นเป้าโจมตี อีกทั้งเห็นว่าสหรัฐฯ สนับสนุนรัฐบาลเผด็จการทหารไทยในอดีต กอปรกับ เหตุการณ์เรือมายาเกซ (Mayaguez Incident)* ซึ่งถือเป็น "ฟางเส้นสุดท้าย" เมื่อสหรัฐฯ ละเมิดอธิปไตยของไทย โดยการใช้ฐานทัพอู่ตะเภาเป็นจุดส่งกำลังบุกชิงเรือสินค้าอเมริกันคืนจากเขมรแดง โดยที่รัฐบาลไทยในขณะนั้น (นำโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช) ได้คัดค้านและปฏิเสธแล้ว สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้แก่สาธารณชนและรัฐบาลไทย
*ย้อนรอย 48 ปี วิกฤตการณ์ Mayaguez อันเป็นปัจฉิมบทของฐานทัพของสหรัฐฯ ในไทย และปฐมบทแห่งความสัมพันธ์ไทย-จีน https://thestatestimes.com/post/2023051918

กระบวนการผลักดันและการถอนกำลังการเรียกร้องของประชาชน โดยขบวนการนักศึกษาและประชาชนจัดชุมนุมประท้วงใหญ่อย่างต่อเนื่อง เรียกร้องให้ถอนทหารอเมริกันออกไปภายในกำหนดเวลา และรัฐบาลไทยกำหนดเส้นตายให้สหรัฐฯ ถอนกำลังพลและฐานทัพทั้งหมดออกจากประเทศไทย สหรัฐฯ ยินยอมปฏิบัติตามคำขอ และได้ทำการถอนทหาร อุปกรณ์สงคราม และเครื่องบินรบทั้งหมดออกจากประเทศไทยจนเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976)

"ภัยคุกคามทางทหารจากเวียดนาม" ปลายปี 1978 กองทัพเวียดนามเปิดการรุกเข้าสู่เขมร และในเดือนมกราคม 1979 สามารถโค่นรัฐบาลเขมรแดงได้ ผลที่เกิดกับไทยคือ ไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่กองทัพเวียดนามซึ่งมีประสบการณ์จากสงครามอินโดจีนจำนวนมาก อยู่ห่างจากชายแดนไทยเพียงไม่มาก เมื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้รับทราบจากผู้บัญชาการระดับสูงของกองทัพไทย สรุปได้ว่า: "หากเวียดนามยกกำลังบุกไทยเต็มอัตราศึก กองทัพไทยจะสามารถยับยั้งและต้านทานไว้ได้ประมาณ 4-7 วัน"

หลังจีนกับไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 1975 ความสัมพันธ์ค่อย ๆ เปลี่ยนจากความหวาดระแวงในยุคสงครามเย็น ไปสู่ความร่วมมือด้านความมั่นคงมากขึ้น เมื่อเวียดนามเข้ายึดเขมร จีนมองว่า การรักษาแรงกดดันต่อเวียดนามเป็นผลประโยชน์ร่วมกับไทย จีนจึงสนับสนุนกลุ่มต่อต้านเวียดนามในเขมร ขณะที่ไทยเปิดพื้นที่ชายแดนสำหรับการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการดำเนินงานของฝ่ายต่อต้านบางส่วน ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ไทยกับจีนเป็นพันธมิตรทางทหารอย่างเป็นทางการ แต่ผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของทั้งสองประเทศในช่วงนั้นมีความสอดคล้องต้องกันเป็นอันมาก

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 1979 จีนส่งกองทัพขนาดใหญ่ข้ามพรมแดนเข้าเวียดนามเหนือ สงครามจีนสั่งสอนเวียดนาม ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนทางยุทธศาสตร์การเมืองและการทูตที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของไทยยุคสงครามเย็น แม้ไทยจะไม่ได้ส่งกำลังทหารเข้าร่วมการสู้รบโดยตรง แต่ไทยเป็น "ปัจจัยศูนย์กลาง" ที่ทำให้เกิดสงครามครั้งนี้ และเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ทางความมั่นคงอย่างมหาศาล
1.บริบทก่อนสงคราม: วิกฤตการณ์ภัยคุกคามไทย (ค.ศ. 1978–1979) ช่วงปลายปี 1978 กองทัพเวียดนามบุกยึดเขมรและโค่นล้มรัฐบาลเขมรแดงได้สำเร็จ ทำให้ประชิดชายแดนไทยที่จังหวัดสระแก้วและปราจีนบุรี
· ทฤษฎีโดมิโน: ไทยเสี่ยงตกเป็นเป้าหมายต่อไปตามแนวคิด "สหพันธรัฐอินโดจีน" ของเวียดนาม
· ภัยสองด้าน: ขณะนั้นไทยกำลังเผชิญการสู้รบภายในกับ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) และต้องรับศึกนอกติดชายแดน
2. การเดินทางลับของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ไปปักกิ่ง ก่อนที่จีนจะบุกเวียดนาม นายกรัฐมนตรีของไทยในขณะนั้น พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ได้ดำเนินทางการทูตอย่างชาญฉลาดและเด็ดขาด:
· เจรจาพันธมิตรใหม่: พล.อ.เกรียงศักดิ์ เดินทางเยือนจีนเพื่อเข้าพบ เติ้ง เสี่ยวผิง ผู้นำจีน
· ข้อตกลงยุทธศาสตร์:
-จีนสัญญาว่าจะช่วยถ่วงดึงกำลังเวียดนามไว้ไม่ให้บุกเข้าไทย
-ไทยยินยอมเปิดทางให้จีนส่งเสบียงและอาวุธผ่านดินแดนไทยไปสนับสนุนกองกำลังเขมรแดงที่ถอยร่นมาอยู่ตามชายแดนไทย-เขมร เพื่อสู้รบแบบกองเวียดนามในเขมร

3. ผลกระทบสำคัญต่อประเทศไทย
1) การรอดพ้นจากการถูกเวียดนามบุกยึด การที่จีนเปิดสงครามบุกทางเหนือของเวียดนามในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1979 ทำให้เวียดนามต้องตรึงกำลังทหารส่วนใหญ่ไว้ทางพรมแดนจีน และไม่สามารถทุ่มกำลังทั้งหมดมาบุกไทยทางชายแดนเขมรได้ตามที่หลายฝ่ายหวั่นเกรง

2) จุดจบของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) "ผลพลอยได้ทางยุทธศาสตร์" ที่สำคัญที่สุดของไทย:
- เพื่อแลกกับการที่ไทยให้ความช่วยเหลือจีนในการส่งเสบียงให้เขมรแดง ไทยได้ขอให้จีน ยุติการสนับสนุน พคท
- จีนยอมสั่งปิดสถานีวิทยุ เสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) ที่เคยส่งสัญญาณออกจากมณฑลยูนนาน และตัดการส่งอาวุธ/งบประมาณให้ พคท. เมื่อขาดการสนับสนุนจากจีน ประกอบกับนโยบาย 66/23 ของไทยในเวลาต่อมา พคท. จึงล่มสลายลงอย่างรวดเร็ว ปัญหาคอมมิวนิสต์ในไทยจึงยุติลง

3) วิกฤตผู้ลี้ภัยและการตั้ง "พันธมิตร 3 ฝ่าย"
- เกิดคลื่น ผู้ลี้ภัยชาวเขมร นับแสนคนทะลักเข้าสู่ชายแดนไทย
- ไทยได้ร่วมมือกับจีนและชาติตะวันตก ผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่มของฝ่ายต่อต้านเวียดนาม (เขมรสามฝ่าย) เพื่อรักษาเก้าอี้ของเขมรในสหประชาชาติ เพื่อไม่ให้รัฐบาลหุ่นเชิดที่เวียดนามตั้งขึ้นได้รับการยอมรับ

หลังจากกองทัพจีนบุกเวียดนามเหนือในเดือนกุมภาพันธ์ 1979 ด้วยกำลังพลจำนวนมาก มีการสู้รบกันอย่างหนักในพื้นที่ชายแดน เช่น เมืองลางเซิน (Lạng Sơn) และเมืองอื่นๆ ใกล้ชายแดน หลังจากเริ่มปฏิบัติการผ่านไปประมาณ 1 เดือน จีนได้ถอนทัพกลับ โดยประกาศว่าได้ "สั่งสอน" เวียดนามสำเร็จแล้ว โดยทั้งสองฝ่ายอ้างว่าตนเองเป็นฝ่ายชนะ แม้ว่า จีนสามารถบีบให้เวียดนามต้องถอนกำลังบางส่วนจากเขมรกลับไปป้องกันชายแดนจีน และสามารถลดแรงกดดันที่มีต่อกองกำลังต่อต้านเวียดนามตามชายแดนไทย-เขมร ซึ่งทั้งจีนและไทยต่างให้การสนับสนุนอยู่ แต่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่มองว่าเป็นความสูญเสียหนักทั้งคู่ และจีนไม่สามารถบรรลุเป้าหมายหลักคือการบีบให้เวียดนามถอนกำลังทั้งหมดจากเขมรได้ มีการปะทะชายแดนย่อยๆ ต่อเนื่องไปอีกหลายปีหลังจากนั้น (จนถึงปลายทศวรรษ 1980) ความสัมพันธ์จีน-เวียดนามเป็นปฏิปักษ์กันยาวนาน กว่าจะฟื้นฟูความสัมพันธ์ปกติก็ล่วงเข้าปี 1991 แล้ว

ถึงแม้เป้าหมายหลักของจีนคือการปกป้องชายแดนตัวเองและคานอำนาจเวียดนาม แต่การกระทำดังกล่าวก็ส่งผลให้ไทยได้รับประโยชน์อย่างมาก แม้ไทยจะไม่ได้เข้าร่วมรบกับเวียดนามโดยตรง แต่สงครามครั้งนี้ได้เปลี่ยนสมการภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค ทำให้ไทยกลายเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของจีน และช่วยปกป้องประเทศไทยจากภัยคุกคามของเวียดนามในยุคนั้น ด้วยความสูญเสียหน่วยทหารชั้นดีและมีประสบการณ์มากมายของเวียดนาม ขีดความความสามารถในการรบของกองทัพเวียดนามจึงลดลงเป็นอันมาก และทำให้ภัยคุกคามของเวียดนามต่อไทยลดลงตามไปด้วยเช่นเดียวกัน

ต่างชาติรุกพื้นที่เศรษฐกิจไทย!! เปิดปมธุรกิจนอมินี–ชุมชนปิด–ที่ดินท่องเที่ยว บนเกาะพะงัน-สมุยกว่า 3 พันบริษัท สัญญาณเตือนรัฐต้องคุมกฎหมายธุรกิจ ที่ดิน และแรงงานให้จริงจัง

มัดรวมต่างชาติเคลมแผ่นดินไทยแบบเงียบๆ

ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมานี่ถ้าพูดถึงต่างชาติที่มีพฤติกรรมการสร้างปัญหา ถ้าไม่นับวัยรุ่นอิตาลีบนรถไฟฟ้าแล้ว ก็คงไม่พ้นเรื่องของยิวบนเกาะพงัน และ เกาะสมุย ซึ่งเอาตรงๆตามข้อมูลที่เอย่าหามาได้จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่าบริษัทที่ตั้งบนเกาะพะงันและเกาะสมุย ที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน มีจำนวนสูงมาก โดยบน เกาะพะงันมีอยู่ 3,213 บริษัทจาก 4,761 บริษัท ที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน หรือประมาณ 67.5% และสัญชาติที่พบมากที่สุดคือ อิสราเอล 720 บริษัท ตามด้วยฝรั่งเศส อังกฤษ และรัสเซียตามลำดับ ในขณะเดียวกันก็พบว่ามี บริษัทนอมินีของไทย เพื่อถือครองที่ดินและทำธุรกิจแทนต่างชาติ รวมถึงโครงการวิลล่าที่เกี่ยวข้องกับนักลงทุนอิสราเอลเช่นกัน และที่สำคัญคือกรมที่ดินได้ยืนยันแล้วว่าต่างชาติถือครองที่ดินบนเกาะพะงันโดยตรงประมาณ 6% ของพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ ในขณะเดียวกันบนเกาะพงันเมื่อเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ก็พบว่า มีการเปิดสถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียนและศาสนสถานของยิวบนเกาะอย่างเปิดเผย แต่ถ้าเราคิดว่าแค่ยิวมายึดแผนดินไทยละก็ เอย่าจะกล่าวถึงบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างภูดก็ตให้ได้ทราบกัน

ที่ภูเก็ตมีรายงานว่าหลังสงครามรัสเซีย–ยูเครน มีชาวรัสเซียฐานะสูงเข้ามาพำนักในภูเก็ตมากขึ้นอย่างชัดเจน และมีรายงานว่าราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้นประมาณ 15–20% จากความต้องการของกลุ่มผู้ซื้อหรือผู้พำนักชาวรัสเซีย โดยสิ่งที่น่าสนใจคือชาวรัสเซียเข้ามาเปิดธุรกิจ โรงเรียน ร้านอาหาร โรงพยาบาล ธุรกิจบริการ รวมไปถึงการเป็นนายหน้าให้แก่ชาวรัสเซียด้วยกันเองด้วยเช่นกัน

อีกกลุ่มที่น่าสนใจคือรณีจีนในเชียงใหม่ก็เริ่มมีลักษณะที่น่าสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มที่รัฐไทยเรียกว่า “จีนเทา” รายงานล่าสุดระบุว่ามีกลุ่มชาวจีนที่เข้ามาอยู่ระยะยาวพร้อมครอบครัว และมี ecosystem รองรับทั้ง โรงเรียน ธุรกิจ ที่อยู่อาศัย ธุรกิจนายหน้า สำนักงานกฎหมายและ สำนักงานบัญชี กล่าวคือเป็นระบบกันเลยทีเดียว ซึ่งนั่นทำให้กลุ่มจีนเทาในเชียงใหม่สามารถดำรงชีวิตในเชียงใหม่โดยพึ่งพาระบบของชุมชนจีนที่กลุ่มของตนเป็นผู้สร้างขึ้นนั่นเอง แต่สุดท้ายเอย่าจะมาชวนให้รู้ถึงผู้ที่มาก่อนกาลที่แท้จริงน่าจะเป็นชาวเมียนมา

หลังจากช่วงที่ประเทศไทยเปิดรับแรงงานข้ามชาติให้มาทำงานในประเทศชาวเมียนมาจำนวนมากก็หลั่งไหลเข้ามามากกว่าจากในอดีตที่เคยพบว่าชาวเมียนมาที่เข้ามาค้าแรงงานในไทยส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีภูมิลำเนาอยู่ชายแดนแต่ปัจจุบันพบว่าแรงงานที่เข้ามานั้นมาจากทุกแหล่ง และสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อชาวเมียนมาไหลเข้ามาเป็นจำนวนมากก็ไม่ต่างกันกับสิ่งที่ชาวยิวทำคือการสร้างสังคมที่มีแต่เฉพาะชาวเมียนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตอำเภอมหาชัยที่เคยมีการเรียกร้องให้จำกัดจำนวนชาวเมียนมาที่หลั่งไหลเข้ามาในชุมชนมหาชัยแต่เหมือนถูกละเลยจนสุดท้ายชาวบ้านในพื้นที่ก็เลือกที่จะย้ายออกไปอยู่ที่อื่นปล่อยให้มหาชัยกลายเป็นดินแดนพม่าไปโดยปริยาย แต่เช่นเดียวกันนอกจากการสร้างครอบครัวแล้วก็มีการสร้างศูนย์ต่างๆ โดยชาวเมียนมาผู้มาก่อนและสามารถพูดภาษาไทยได้คล่องทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่คอยจัดการในการตั้งศูนย์การเรียนรู้ โรงเรียน รวมไปถึงศาสนสถานแบบเมียนมาที่มีเฉพาะชาวเมียนมาเข้าไปทำบุญ ซึ่งสิ่งที่เอย่ากล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในมหาชัยแต่เกิดขึ้นหลายท้องที่ไม่ว่าจะเป็นในสุราษฎร์ธานีที่เคยเป็นข่าวหรือแม้กระทั่งในกรุงเทพฯเอง หรือแม้กระทั่งวัดดังที่เขาค้อก็มีชาวโซเชียลมาถามว่าทำไมถึงมีเจดีย์ชเวดากองจำลองที่นี่ นี่ยังไม่รวมถึงกลุ่มชาวเมียนมาริมชายแดนที่ข้ามมาแบบผิดกฎหมายแล้วมาตั้งรกรากฝั่งไทยไม่ว่าจะมาทำเองหรือผ่านคนไทยริมชายแดนเป็นนอมินีเพื่อรอวันที่ลูกหลานตัวเองได้สัญชาติไทยเพื่อจะได้สร้างครอบครัวในไทย

ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานั้น เอย่าแค่อย่าจะแจ้งให้ทราบว่าประเด็นนี้ไม่ใช่ประเด็นใหม่แต่เป็นเรื่องราวที่มีมาก่อนนานนับกว่า 30 ปีแล้วในประเทศไทย เพียงแต่คนไทยเป็นคนใจดี อะไรก็ได้ เห็นแก่สินน้ำใจนิดหน่อยก็ยอมทำให้เขาจนหมดใจ เอย่าว่าถ้าคนเดี๋ยวนี้จะโทษใครก็คงต้องโทษคนไทยกันเองก่อน เพราะเป็นคนเปิดประตูให้เขาเข้ามาเอง

ที่มา : AYA

พระพุทธรักขิตะ พระสงฆ์ชาวยูกันดารูปแรก ผู้ปลูกดอกบัวงาม ณ กาฬทวีป

เรื่องราวของชายผู้ออกเดินทางเพื่อค้นหาตัวเอง แล้วกลับมาสร้างเส้นทางแห่งปัญญาให้กับผู้คนทั้งทวีป

ลองจินตนาการถึงชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังเดินขึ้นเครื่องบินจากกัมปาลา, ประเทศยูกันดาสู่อินเดีย ในกระเป๋าของเขามีเพียงเอกสารสมัครเรียนบริหารธุรกิจ และเปี่ยมด้วยความฝันแบบเดียวกับหนุ่มสาวทั่วโลก คือกลับบ้านมาพร้อมปริญญาและอนาคตที่มั่นคง เขาไม่มีทางรู้เลยว่า การเดินทางครั้งนี้จะพลิกทุกสิ่งที่เขาเคยยึดถือ และเปลี่ยนเขาจากนักศึกษา MBA ธรรมดาคนหนึ่ง ให้กลายเป็น “พระพุทธรักขิตะ” (Bhante Buddharakkhita) พระภิกษุในพระพุทธศาสนาสายเถรวาทชาวยูกันดารูปแรกในประวัติศาสตร์ ผู้ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความรักและปัญญาให้เบ่งบานกลางแอฟริกา ทวีปที่ไม่เคยมีรากฐานพุทธธรรมมาก่อนเลยแม้แต่น้อย

จุดกำเนิดในครอบครัวคาทอลิก

เกิดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1966 ในครอบครัวคาทอลิกที่เคร่งครัดของเมืองกัมปาลา มีชื่อเดิมว่า สตีเวน เจมบา คาบอกโกซา (Steven Jemba Kaboggoza) ครั้งหนึ่งในวัยเด็ก สตีเวนเคยนอนนิ่งอยู่ข้างแม่ของเขาในยามบ่ายที่อากาศร้อนอบอ้าว เฝ้ามองลมหายใจที่สม่ำเสมอของแม่โดยไม่รู้ตัวว่า นั่นคือบทเรียนแรกของการภาวนาที่หล่อหลอมเขาไว้ตั้งแต่เด็ก

ช่วงเวลาที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป

ปี 1990 ณ มหาวิทยาลัยปัญจาบ ประเทศอินเดีย สตีเวนไม่เคยรู้จักศาสนาอื่นใดนอกจากคริสต์และอิสลามมาก่อนในชีวิต แต่แล้ววันหนึ่ง เขาได้พบกับพระสงฆ์ไทยกลุ่มหนึ่ง ความสงบเยือกเย็นและความเรียบง่ายของพวกท่านสะกดใจเขาโดยไม่ทันตั้งตัว
“ทุกสิ่งที่ท่านเหล่านั้นทำ ปลุกความรู้สึกแห่งความรัก ความเมตตา และความกตัญญูในใจผม ผมรู้สึกสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และลืมปัญหาทั้งหมดไปเลย”

ไม่ใช่คำสอนในตำราที่ดึงดูดเขา แต่เป็นความสงบที่จับต้องได้จากตัวบุคคล เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนตลอด 24 ปีของชีวิต จากวินาทีนั้น ชายผู้เคยมีเป้าหมายเพียงใบปริญญา เริ่มหันเหเส้นทางชีวิตไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า นั่นคือคำถามว่าชีวิตที่แท้จริงควรเป็นอย่างไร

ปีแห่งการค้นหา ก่อนจะพบตัวตนที่แท้จริง

การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงไม่เคยเกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน สตีเวนเริ่มศึกษาการทำสมาธิอย่างจริงจัง เขาเดินทางไปเยือนวัดวาอารามทั่วอินเดีย ก่อนขยายเส้นทางไปยังไทย ทิเบต และเนปาล เขาลองหยั่งศรัทธาของตัวเองในศาสนาบาไฮ ลัทธิซูฟี และศาสนาฮินดู เขาเปรียบตัวเองเหมือนนักเดินทางที่แวะชิมของหวานในร้านขายขนมทีละร้าน แล้วเดินจากมาด้วยความหิวโหยที่ยังไม่มีสิ่งใดเติมเต็มใจได้จริง

ในระหว่างเส้นทางแห่งการแสวงหานั้น เขามีโอกาสได้เข้าเฝ้าองค์ทะไลลามะ และตั้งคำถามสำคัญว่า จะนำปัญญาที่ค้นพบนี้กลับไปสู่แอฟริกาได้อย่างไร คำตอบที่ได้เรียบง่ายจนเปลี่ยนทิศทางชีวิตเขาไปตลอดกาล

“จงหาเพื่อนทางธรรม”

คำตอบสั้นๆ นั้นเองที่กลายเป็นเข็มทิศนำทาง

ปี 1998 หลังใช้ชีวิตในต่างแดนแปดปี เขาเดินทางกลับยูกันดา ญาติพี่น้องตั้งตารอต้อนรับนักธุรกิจหนุ่มผู้มีอนาคตไกล แต่สิ่งที่พวกเขาได้พบกลับเป็นชายหัวโล้นคนหนึ่งที่หอบหนังสือพุทธศาสนาจำนวนมากกลับบ้านแทนที่จะเป็นกระเป๋าเอกสารและหนังสือธุรกิจต่างๆ

และเมื่อไม่พบชุมชนทางจิตวิญญาณที่โหยหาในบ้านเกิด เขาจึงออกเดินทางอีกครั้งสู่ทวีปอเมริกาก่อนไปพักปฏิบัติธรรมที่ Insight Meditation Society รัฐแมสซาชูเซตส์ และได้พบกับพระอาจารย์ผู้จะเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล คือ พระเฮเนโปละ คุณรัตนะ (Bhante Henepola Gunaratana) พระเถระชาวศรีลังกาผู้เลื่องชื่อ

จากผู้แสวงหา สู่ผู้อุทิศตน

ด้วยศรัทธาที่มั่นคงขึ้นเรื่อยๆ สตีเวนตัดสินใจอุทิศชีวิตให้กับเส้นทางธรรมอย่างเต็มตัว ไม่ใช่เพราะปฏิเสธศาสนาที่เติบโตมา แต่เพราะได้พบหนทางที่ทำให้ใจสงบอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรกในชีวิต เขาได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุเถรวาทเมื่อปี 2002 ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมตถาคตะ เมืองซานโฮเซ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมีพระอูสีลานันทะเป็นพระอุปัชฌาย์ จากนั้นใช้เวลาถึงแปดปีฝึกฝนภายใต้การดูแลของพระอาจารย์คุณรัตนะ ณ Bhavana Society รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย บ่มเพาะทั้งความรู้และความมั่นคงทางจิตใจ ก่อนจะพร้อมสำหรับภารกิจที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเขาเอง นั่นคือการนำแสงแห่งธรรมกลับคืนสู่แผ่นดินเกิดที่ไม่เคยมีใครนำมาก่อน

เมื่อผู้แสวงหากลายเป็นผู้ให้

วันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 2005 พระพุทธรักขิตะเดินทางกลับยูกันดาและก่อตั้ง ศูนย์พุทธศาสนายูกันดา (Uganda Buddhist Centre) บนที่ดินสองเอเคอร์ ริมทะเลสาบวิกตอเรีย เมืองเอนเทบเบ นับเป็นศูนย์พุทธศาสนาแห่งแรกในประเทศยูกันดาและหนึ่งในจุดกำเนิดสำคัญของพุทธศาสนาเถรวาทบนทวีปแอฟริกา ท่านตั้งใจนำพระธรรมมาผสานกับจิตวิญญาณแบบแอฟริกันอย่างกลมกลืน ไม่ใช่การนำเข้าศาสนาต่างถิ่นแบบดิบๆ แต่เป็นพุทธศาสนาที่มี “กลิ่นอายแบบแอฟริกัน” เพื่อไม่ให้ผู้คนมองว่าเป็นเรื่อง “แปลกประหลาด ต่างด้าว” จนเกินกว่าจะยอมรับ
แต่เส้นทางของผู้บุกเบิกไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ ท่านเคยรอดพ้นจากความพยายามลอบสังหาร และเคยถูกเพื่อนบ้านแพร่ข่าวลือร้ายกาจว่าศูนย์แห่งนี้ลักลอบค้าศีรษะเด็ก หากเป็นคนทั่วไปคงเลือกตอบโต้ด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่พระพุทธรักขิตะเลือกเส้นทางที่ยากกว่านั้นมาก ท่านไม่โต้แย้งข่าวลือแม้แต่คำเดียว สิ่งที่ท่านทำคือเปิดโรงเรียนขึ้น และมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรของเพื่อนบ้านที่ปล่อยข่าวลือคนนั้นนั่นเอง

“การตอบแทนความชั่วร้ายด้วยความดีนั้น เป็นสิ่งที่ควรทำเสมอ”

นี่คือช่วงเวลาที่แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างแท้จริงไม่ได้วัดกันตอนที่ทุกอย่างราบรื่น แต่วัดกันตอนที่ถูกทำร้ายแล้วยังเลือกให้อภัย คำสอนของพระพุทธเจ้าจึงไม่ได้อยู่แค่ในตำรา แต่ถูกนำมาปฏิบัติจริงท่ามกลางความขัดแย้งของชีวิต
แรงบันดาลใจที่แผ่ขยายไปทั้งครอบครัว
ผลแห่งความเมตตาและความอดทนของท่านเริ่มเผยผล ภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือนหลังกลับถึงบ้านเกิด มารดา น้องสาวพร้อมสามี และหลานๆ อีกหลายคน ต่างพร้อมใจกันขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ราวกับภาพสะท้อนของปฐมสาวกทั้งห้าในครั้งพุทธกาล สิ่งที่เป็นหมุดหมายอันสำคัญที่สุดคือมารดาของท่าน ผู้เคยสอนบทเรียนแรกแห่งความสงบนิ่งให้ลูกชายโดยไม่รู้ตัว ในบั้นปลายชีวิตท่านขอบวชเป็นภิกษุณีตามรอยบุตรชาย แม้พระพุทธรักขิตะจะทักท้วงว่าคงเป็นสิ่งที่ยากลำบากในวัยชรา มารดาของท่านกลับตอบกลับมาเพียงสั้นๆ ว่า

“ถ้าลูกทำได้ แม่ก็ทำได้”

ในปี 2008 ท่านจึงกลายเป็นภิกษุณีชาวยูกันดารูปแรกในประวัติศาสตร์ สิ่งนี้พิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่าการเปลี่ยนแปลงของหนึ่งชีวิตสามารถจุดประกายให้คนรอบข้างกล้าเปลี่ยนแปลงตัวเองตามไปด้วย

จากคนหนึ่งคน สู่ประโยชน์ของคนทั้งโลก

งานของพระพุทธรักขิตะไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเผยแผ่ศาสนา แต่ครอบคลุมมิติของการพัฒนาสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ปี 2022 ศูนย์พุทธศาสนายูกันดาเปิด โรงเรียนประถมศึกษาพุทธศาสนาแห่งแรกของทวีปแอฟริกา มอบการศึกษาฟรีแก่เด็กในชุมชนโดยไม่จำกัดศาสนา ท่านยังนำหลักการเจริญสติไปใช้แก้ปัญหาสังคมที่ลึกซึ้งกว่านั้น ท่านเดินทางไปจาเมกาเพื่อสอนสมาธิเป็นเครื่องมือลดความรุนแรงในชุมชนที่เผชิญปัญหาอาชญากรรม และทำงานเยียวยาบาดแผลที่ฝังรากลึกในสังคมแอฟริกันจากยุคอาณานิคม
ตลอดสองทศวรรษ ท่านได้เดินทางสอนการทำสมาธิไปทั่วโลก ทั้งแอฟริกา ออสเตรเลีย ยุโรป เอเชีย อเมริกาใต้ และสหรัฐอเมริกา ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาฝ่ายจิตวิญญาณให้ Buddhist Global Relief และอาจารย์พิเศษที่ Union Theological Seminary นครนิวยอร์ก อีกทั้งได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยแห่งประเทศไทย และถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดไว้ในหนังสือ Planting Dhamma Seeds: The Emergence of Buddhism in Africa บันทึกประวัติศาสตร์หน้าสำคัญที่โลกยังรู้จักไม่มากนัก
.
ดอกบัวงามแห่งกาฬทวีป
.
จากชายหนุ่มผู้ขึ้นเครื่องบินไปพร้อมความฝันเรื่องปริญญาธุรกิจ สู่พระภิกษุผู้บุกเบิกพระพุทธศาสนาในทวีปที่ไม่เคยมีรากฐานมาก่อน เรื่องราวของพระพุทธรักขิตะคือบทพิสูจน์ว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มักเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงภายในใจของคนเพียงคนเดียว

ดอกบัวที่งดงามที่สุด มักผลิบานขึ้นจากโคลนตม

ท่ามกลางความเข้าใจผิด คำครหา และแม้แต่ภัยคุกคามถึงชีวิต พระพุทธรักขิตะยืนหยัดพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ความเมตตาและความเพียรอันมั่นคงสามารถเปลี่ยนแปลงแม้กระทั่งสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ที่สุด จากเด็กชายผู้ไม่เคยรู้จักพุทธศาสนา สู่ผู้ปลูกดอกบัวแห่งธรรมให้เบ่งบานกลางใจกลางทวีปแอฟริกา มอบสันติสุขแก่ผู้คนนับล้าน ไม่ว่าพวกเขาจะนับถือศาสนาใด หรือเกิดในแผ่นดินไหนก็ตาม เรื่องราวของท่านเตือนใจเราว่า ไม่ว่าจะเกิดที่ไหน หรือเริ่มต้นจากจุดใด ทุกคนล้วนมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกใบนี้ได้เช่นกัน

สังคมไทยต้องร่วมมือ!! ป้องกันกราดยิงไม่ให้ซ้ำ สถิติไทยเจอ 78 ครั้งใน 30 ปี สหรัฐฯ ปืนทะลุประชากร 100 คน จิตแพทย์ไทยยังน้อยกว่ามาตรฐานโลก

โศกนาฏกรรม...เหตุกราดยิง (Mass Shooting) สังคมไทยต้องช่วยกัน!
ต้องไม่กลัวและไม่อายที่จะพาสมาชิกในครอบครัวไปพบจิตแพทย์

งานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ใช้ข้อมูล พ.ศ. 2537–2566 (ค.ศ. 1994–2023) และนิยามตามมาตรฐานวิชาการสากล พบว่า หากใช้คำว่า “กราดยิง” ตามนิยามของงานวิจัยนี้ เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทยรวม 78 ครั้ง จากเหตุการณ์ทั้งหมดมีผู้เสียชีวิตรวม 348 ราย

ไม่นับรวมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย เพราะช่วงปี พ.ศ. 2547–2568 มีเหตุกราดยิงที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงที่ได้รับการรับรองสูงถึง 10,116 เหตุการณ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหตุความไม่สงบ/การก่อความไม่สงบ อันเป็นกรณีคนละประเภทกัน และไม่รวมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2567 2568 และ ปีปัจจุบัน 2569

ในสหรัฐอเมริกา ประเทศประขาธิปไตยที่ประชาชนพลเมืองสามารถครอบครองอาวุธปืนได้ง่ายนั้น FBI ได้เริ่มรวบรวมสถิติอย่างเป็นระบบตั้งแต่ ปี 2000 โดยมีนิยามว่า บุคคลหนึ่งคนหรือมากกว่ากำลังลงมือฆ่าหรือพยายามฆ่าคนในพื้นที่ที่มีผู้คนอยู่ ในช่วง 2000–2024 มี 556 เหตุการณ์ มีผู้เสียชีวิต 1,432 คน และบาดเจ็บ 2,489 คน แต่ถ้าใช้ความหมาย “Mass Shooting” แบบกว้างแล้ว ฐานข้อมูลอย่าง Gun Violence Archive ใช้เกณฑ์ที่กว้างกว่ามาก โดยทั่วไปนับเหตุที่มี ผู้ถูกยิงอย่างน้อย 4 คน ไม่ว่าจะเสียชีวิตหรือไม่ ทำให้จำนวนสูงกว่า FBI อย่างมาก และสามารถมีเหตุจากความขัดแย้งส่วนตัว แก๊ง หรือเหตุในบ้านรวมอยู่ด้วย ตัวอย่างเช่น ในปี 2026 มีการรายงานว่าจำนวน Mass Shootings ในสหรัฐฯ เกินกว่า 119 เหตุการณ์แล้ว ด้วยอัตราการเกิด เหตุกราดยิง (Mass Shootings) ในสหรัฐอเมริกาสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด โดยงานวิจัยเชิงอาชญาวิทยาและสาธารณสุขชี้ว่าไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างทางกฎหมาย วัฒนธรรม และสิทธิในการครอบครองอาวุธปืนที่แตกต่างจากทั่วโลก

1. จำนวนและการเข้าถึงอาวุธปืนที่สูงกว่าประเทศอื่นมหาศาล
-สถิติการครอบครอง: สหรัฐฯ เป็นประเทศเดียวในโลกที่มีจำนวนปืนพลเรือนมากกว่าประชากร (ประมาณ 120 นัด/กระบอก ต่อประชากร 100 คน)
-ความสะดวกในการซื้อ: ในหลายรัฐ สามารถซื้ออาวุธปืนและกระสุนได้ง่าย ผ่านร้านค้าทั่วไปหรือช่องทางออนไลน์ โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบประวัติอย่างเข้มงวด
-อานุภาพทำลายล้าง: การครอบครองปืนพกพาและปืนกึ่งอัตโนมัติ (เช่น AR-15) ทำได้แพร่หลาย ทำให้ผู้ก่อเหตุสามารถสร้างความสูญเสียในปริมาณมากได้ภายในเวลาอันสั้น

2. สิทธิการครอบครองปืนตามรัฐธรรมนูญ
-Second Amendment: การสืบทอดสิทธิการครอบครองอาวุธปืนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 ทำให้การออกกฎหมายควบคุมปืนในระดับประเทศทำได้ยากและถูกคัดค้านทางกฎหมายอยู่เสมอ
-วัฒนธรรมปืน: สังคมอเมริกันมองว่าปืนเป็นสัญลักษณ์ของสรีรภาพ การป้องกันตัว และวัฒนธรรมดั้งเดิม ต่างจากประเทศพัฒนาแล้วอื่นที่มองปืนเป็นวัตถุอันตรายที่ต้องได้รับการควบคุมจากรัฐ

3. ช่องโหวงในกฎหมายและระบบตรวจสอบ
-Universal Background Checks: สหรัฐฯ ไม่มีระบบตรวจสอบประวัติผู้ซื้อปืนแบบครอบคลุม 100% ในทุกการซื้อขายระหว่างบุคคลหรือในงานแสดงปืน (Gun Shows) มักไม่ต้องผ่านการตรวจสอบ
-ความแตกต่างระหว่างรัฐ: แต่ละรัฐมีกฎหมายปืนที่เข้มงวดไม่เท่ากัน ทำให้ผู้ก่อเหตุสามารถเดินทางไปซื้อปืนจากรัฐที่มีกฎหมายผ่อนปรนกว่าได้ง่าย

เมื่อเทียบกับประเทศอย่างสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย หรือญี่ปุ่น ประเทศเหล่านี้มีนโยบายควบคุมปืนอย่างเข้มงวด:

-สหราชอาณาจักร: มีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งในโลก การครอบครองปืนโดยประชาชนทั่วไปเป็นเรื่องที่ถูกจำกัดอย่างมาก และไม่สามารถใช้เหตุผล "เพื่อป้องกันตัว" ในการขออนุญาตได้ โดย ปืนสั้น / ปืนพก (Handguns) นั้น ผิดกฎหมายและถูกแบนโดยสิ้นเชิงสำหรับประชาชนทั่วไปในอังกฤษ เวลส์ และสกอตแลนด์ (ยกเว้นไอร์แลนด์เหนือภายใต้เงื่อนไขพิเศษ) สำหรับ ปืนยาว / ปืนลูกซอง (Shotguns & Rifles) ประชาชนสามารถครอบครองได้ แต่ต้องได้รับใบอนุญาตเฉพาะจากตำรวจและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เครียดครัด

-ออสเตรเลีย: ออกกฎหมายรับซื้อปืนคืน (Gun Buyback) และสั่งห้ามปืนกึ่งอัตโนมัติทั้งหมดหลังเหตุกราดยิงที่ Port Arthur ปี 1996 ส่งผลให้เหตุกราดยิงลดลงจนเกือบเป็นศูนย์

-ญี่ปุ่น: กระบวนการขอครอบครองปืนต้องผ่านการฝึกอบรม ตรวจสอบสุขภาพจิต ตรวจประวัติอาชญากรรม และสืบประวัติครอบครัวอย่างละเอียด สามารถครอบครองได้เฉพาะปืนยาวและปืนลูกซองยาวเท่านั้น

สาเหตุหลักของการกราดยิงหมู่
งานวิจัยจากนักอาชญาวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข และองค์กรต่างๆ เช่น โครงการต่อต้านความรุนแรง (The Violence Project ) ชี้ให้เห็นว่า การกราดยิงหมู่มักไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลมาจากปัจจัยหลายอย่างที่ซับซ้อน ทั้งปัจจัยส่วนบุคคล สังคม และระบบ

ปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยทางจิตสังคม
-วิกฤตส่วนตัวและความสิ้นหวัง: ผู้ก่อเหตุกราดยิงส่วนใหญ่ประสบกับวิกฤตส่วนตัวอย่างรุนแรง เช่น ความสัมพันธ์ที่แตกหัก การตกงาน ความล้มเหลวทางการเงิน หรือความล้มเหลวทางการเรียนอย่างหนัก ในช่วงหลายวัน สัปดาห์ หรือเดือนก่อนการโจมตี

-บาดแผลทางใจในวัยเด็กและความยากลำบากในวัยเยาว์: การศึกษาแสดงให้เห็นว่าผู้กระทำความผิดมีบาดแผลทางใจในวัยเด็กเป็นจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงการทำร้ายร่างกายหรือทางเพศอย่างรุนแรง ความรุนแรงในครอบครัว การฆ่าตัวตายของพ่อแม่ หรือการกลั่นแกล้งอย่างรุนแรง

- ความคิดฆ่าตัวตายและความสิ้นหวัง: ผู้ก่อเหตุกราดยิงในที่สาธารณะจำนวนมากมีความคิดฆ่าตัวตายก่อนหรือระหว่างเกิดเหตุสำหรับหลายคน การโจมตีครั้งนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นรูปแบบการฆ่าตัวตายที่

-ความไม่พอใจและความขุ่นเคือง: ผู้ก่อเหตุกราดยิงหลายคนมีความแค้นส่วนตัวอย่างรุนแรง ความโกรธแค้น หรือความรู้สึกว่าตนเองมีสิทธิ์เหนือกว่าผู้อื่น พวกเขามักจะโยนความผิดของตนเองไปให้ผู้อื่น โดยกล่าวโทษกลุ่มบุคคล สถาบัน (เช่น สถานที่ทำงานหรือโรงเรียน) หรือสังคมโดยรวม

พลวัตทางสังคมและสื่อ
-การแสวงหาชื่อเสียงและการแพร่กระจายทางสื่อ: ความปรารถนาในชื่อเสียง ความสนใจ หรือการยอมรับ เป็นแรงผลักดันที่สำคัญ การรายงานข่าวของสื่อมวลชนเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุในอดีตสามารถสร้าง "ผลกระทบแบบแพร่กระจาย" กระตุ้นให้ผู้ก่อเหตุกราดยิงในอนาคตศึกษาเหตุการณ์โจมตีครั้งก่อนๆ อ่านแถลงการณ์ และพยายามเลียนแบบหรือก่อเหตุให้ร้ายแรงกว่าในอดีต

- ลัทธิสุดโต่งทางอุดมการณ์และความเกลียดชัง:การกราดยิงหมู่บางครั้งมีสาเหตุมาจากการปลุกระดมให้เกิดความรุนแรง ลัทธิเหยียดผิว การเกลียดชังผู้หญิง (เช่น วัฒนธรรมอินเซล) การต่อต้านชาวยิว หรือลัทธิสุดโต่งทางการเมือง เว็บบอร์ดออนไลน์และกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นคล้ายคลึงกันสามารถเร่งกระบวนการปลุกระดมให้เกิดความรุนแรงนี้ได้
ปัจจัยเชิงระบบและสิ่งแวดล้อม
- ความสะดวกในการเข้าถึงอาวุธปืน: การเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม็กกาซีนความจุสูงและปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ เป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้ออำนวย การเข้าถึงอย่างกว้างขวางทำให้บุคคลที่อยู่ในภาวะวิกฤตหรือมีความตั้งใจที่จะใช้ความรุนแรง สามารถเปลี่ยนความคิดเหล่านั้นให้เป็นการกระทำที่ร้ายแรงได้อย่างรวดเร็ว

- -สัญญาณเตือนที่ถูกมองข้าม (“การรั่วไหล”): เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ก่อเหตุกราดยิงมัก “เปิดเผย” แผนการของตนล่วงหน้าด้วยการข่มขู่ โพสต์ข้อความเตือนภัยออนไลน์ หรือบอกเล่าให้เพื่อน ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงานฟังความล้มเหลวของระบบเตือนภัยล่วงหน้าหรือโปรโตคอลการประเมินภัยคุกคามมักทำให้สัญญาณเตือนเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข

สำหรับคำอธิบายเกี่ยวกับความเจ็บป่วยทางจิต แม้ว่าความทุกข์ทรมานอย่างรุนแรง วิกฤตการณ์ และความผิดปกติทางบุคลิกภาพจะเป็นเรื่องปกติในกลุ่มผู้ก่อเหตุ แต่การวิจัยด้านสาธารณสุขเน้นย้ำว่าโรคจิตหรือความเจ็บป่วยทางจิตอย่างรุนแรงเพียงอย่างเดียวนั้นแทบจะไม่ใช่สาเหตุหลักคน ส่วนใหญ่ที่ป่วยทางจิตไม่ใช้ความรุนแรง และมีเหตุกราดยิงน้อยกว่า 10% ที่เกิดจากอาการทางจิตอย่างรุนแรงโดยตรง แม้ว่า โรคจิตอย่างรุนแรง อาจจะไม่ใช่สาเหตุหลักของการก่อเหตุ แต่เหตุที่เกิดขึ้นทุกราย ผู้ก่อเหตุล้วนแล้วแต่มีความผิดปกติทางจิตทั้งสิ้น

ดังนั้น ครอบครัวและสังคม จำเป็นต้องสังเกตอาการของสมาชิกในครอบครัว ในชุมชน ในสังคมที่ตนอยู่อาศัย ว่า สมาชิกมีความผิดปกติทางจิตใจ ด้วยสาเหตุจาก ปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยทางจิตสังคม หรือไม่? ทั้งนี้ ครอบครัว ต้องไม่กลัวและไม่อายที่จะพาสมาชิกในครอบครัวไปพบจิตแพทย์ เพื่อเป็นการป้องกันโศกนาฏกรรมที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต สังคม ก็ต้องหมั่นคอยเฝ้าสังเกตความผิดปกติของสมาชิกในชุมชนและสังคม โดยไม่ลังเลใจที่จะแจ้งเหตุความผิดปกติให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ได้เข้ามาตรวจสอบดูแล

แต่ทั้งนี้ ประเทศไทยมีจิตแพทย์รวมประมาณ 820-845 คน กระจายตัวอยู่ตามโรงพยาบาลและสถานพยาบาลทั่วประเทศ โดยกว่าหนึ่งในสามกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานคร และยังมีอัตราส่วนที่น้อยกว่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ค่อนข้างมาก คิดเป็นสัดส่วน 1.28 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน (มาตรฐานโลกที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดที่ 10 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน) ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานโลกเกือบ 10 เท่า

สำหรับมาตรการในการควบคุมที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องพยายามจะดำเนินการนั้น ผู้เขียนมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงการสังหารหมู่ อาวุธที่ใช้ก่อเหตุนั้นไม่ได้มีเฉพาะอาวุธปืน เพราะในยุโรปมีการใช้รถยนต์ก่อเหตุในลักษณะนี้เกิดขึ้นแล้วหลายครั้ง บ้างก็ใช้ มีด การวางเพลิง การวางระเบิด ฯลฯ ดังนั้น การเอาใส่ดูแลในเรื่องของสภาพจิตของผู้ที่สันนิฐานว่าน่าจะก่อเหตุ จะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด

ไทยปรับสมดุลหลังสหรัฐฯ ถอนอินโดจีน!! เดินหน้าสถาปนามิตรภาพ เปลี่ยนยุทธศาสตร์หลังสงครามเวียดนาม เปิดทางเลือกการทูตสอดคล้องสถานการณ์ รักษาผลประโยชน์พร้อมลดแรงตึงเครียด

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.5)

27 มกราคม 1973 สหรัฐฯ เวียตนามเหนือ เวียตนามใต้ และฝ่ายปฏิวัติชั่วคราวลงนามในข้อตกลงยุติสงครามและฟื้นฟูสันติภาพ (Paris Peace Accords) ข้อตกลงกำหนดให้สหรัฐฯ ถอนกำลังรบออกจากเวียตนาม และถือเป็นการยุติการรบโดยตรงของสหรัฐฯ ในสงครามเวียตนาม ภายในเดือนมีนาคม 1973 กองกำลังรบสหรัฐฯ ถูกถอนออกจากเวียตนามเกือบทั้งหมด ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงให้ความช่วยเหลือทางทหารและเศรษฐกิจแก่รัฐบาลไซ่ง่อนอยู่ระยะหนึ่ง

หลังจากปี 1973 รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคาดหวังว่าจะช่วยเวียตนามใต้หากเวียตนามเหนือกลับมาโจมตีอย่างรุนแรง แต่รัฐสภาสหรัฐฯ ไม่ต้องการกลับเข้าสู่สงคราม ประกอบกับข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและ Watergate ทำให้รัฐบาล Nixon ไม่สามารถปฏิบัติตามคำมั่นเรื่องการแทรกแซงทางทหารได้ เมื่อเวียตนามเหนือเปิดการรุกครั้งใหญ่ในปี 1975 สหรัฐฯ ไม่ได้ส่งกองกำลังรบกลับเข้าไป คงส่งแต่อาวุธยุทโธปกรณ์ อาทิ ปืน M-16 และกระสุน หมวกเหล็ก ฯลฯ จำนวนมาก ด้วยหวังว่า รัฐบาลเวียตนามใต้จะรวบรวมทหารและประชาชนร่วมมือกันต่อสู้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ 30 เมษายน 1975 ไซ่ง่อนแตก กองทัพเวียตนามเหนือเข้ายึดกรุงไซ่ง่อน ถือเป็นจุดสิ้นสุดของสงครามเวียตนาม สหรัฐฯ เร่งอพยพคนอเมริกันและชาวเวียตนามจำนวนมากออกจากไซ่ง่อนด้วยเฮลิคอปเตอร์ใน Operation Frequent Wind เมื่อ “สหรัฐฯ ถอนกำลังรบออกจากสงครามเวียตนามในปี 1973 และถอนตัวจากการแทรกแซงทางทหารโดยตรงในอินโดจีน ก่อนที่ระบอบพันธมิตรในเวียดนามใต้ เขมร และลาวจะทยอยล่มสลายในปี 1975”

จุดเปลี่ยนสำคัญ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ตัดสินใจสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับ สาธารณรัฐประชาชนจีน (จีนแผ่นดินใหญ่) ในปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) ด้วยเพราะ บริบทโลกและเอเชียเปลี่ยนไปอย่างมาก และ ไทยต้องปรับยุทธศาสตร์เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

เหตุผลสำคัญ:
1. สงครามเย็นกำลังเปลี่ยนสมดุล หลังสหรัฐฯ เริ่มถอนตัวจากสงครามเวียดนาม และเวียตนามเหนือใกล้ได้รับชัยชนะ ไทยไม่สามารถพึ่งพาสหรัฐฯ ในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ได้เหมือนเดิม ในปี 1972 ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน เดินทางเยือนจีน และสหรัฐฯ เองก็เริ่มปรับความสัมพันธ์กับจีน นี่เป็นสัญญาณสำคัญว่า “จีนไม่ได้เป็นศัตรูที่ต้องถูกโดดเดี่ยวอีกต่อไป”

2. ไทยต้องการลดความเสี่ยงจากประเทศคอมมิวนิสต์รอบด้าน หลังปี 1975 สถานการณ์ในอินโดจีนเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว โดย
- เวียดนามรวมประเทศภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์
- ลาวอยู่ภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์
- เขมรตกอยู่ภายใต้เขมรแดง
- กองทัพสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากภูมิภาค
ไทยจำเป็นงต้องหาช่องทางใหม่ในการรักษาความมั่นคง การมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปักกิ่งช่วยให้ไทย ไม่ต้องเผชิญกับจีนในฐานะคู่ขัดแย้ง ขณะที่สถานการณ์รอบประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลง

3. จีนมีอิทธิพลต่อพรรคคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลไทยตระหนักว่าจีนมีความสัมพันธ์และอิทธิพลต่อขบวนการคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค โดยเฉพาะ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) การเปิดสัมพันธ์กับปักกิ่งจึงมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ว่า การพูดคุยกับจีนอาจช่วยลดแรงสนับสนุนภายนอกต่อขบวนการคอมมิวนิสต์ในไทย

4. ต้องการเปิด “ทางเลือก” ทางการทูต ไม่ผูกกับสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญมาก ในช่วงสงครามเย็น ไทยเคยเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ โดยเฉพาะตั้งแต่ทศวรรษ 1950 แต่เมื่อสหรัฐฯ ถอนตัวจากเวียดนาม ไทยจำเป็นต้องดำเนินนโยบายแบบ ถ่วงดุลและรักษาทางเลือก ดังนั้น การมีความสัมพันธ์กับจีนไม่ได้หมายความว่าไทย “เปลี่ยนข้างจากสหรัฐฯ ไปเข้าข้างจีน” แต่เป็นการ “ปรับนโยบายต่างประเทศให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น”

5. ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการค้า จีนเป็นตลาดขนาดใหญ่ และการเปิดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการทำให้สามารถพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการติดต่อระหว่างประชาชนได้มากขึ้น

วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 ไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนประกาศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ ก่อนหน้านั้น ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีไทย เดินทางเยือนจีน และได้พบกับ โจว เอินไหล และผู้นำจีน จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางการทูต หลังจากสามประเทศเพื่อนบ้านเป็น “คอมมิวนิสต์” และกลายเป็นภัยคุกคามต่อไทย โดยเฉพาะเวียดนามซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตอย่างมากมาย กอปรกับอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมหาศาลที่สหรัฐฯ ทิ้งเอาไว้ ทำให้เวียดนามในขณะนั้น มีแสนยานุภาพทางทหารเป็นอันดับที่ 4 ของโลกเลยทีเดียว ในช่วงสงครามเย็น ไทยเคยอยู่ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ และต่อต้านคอมมิวนิสต์ แต่เมื่อจีนกับไทยปรับความสัมพันธ์ ไทยก็เริ่มใช้แนวทาง “การทูตแบบสมดุล” มากขึ้น ทำให้ อดีตคู่ขัดแย้ง กลายเป็น “มิตรประเทศ” ความสัมพันธ์ไทย–จีนนั้น มีทั้งมิติของ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เพราะชุมชนไทยเชื้อสายจีนมีบทบาทสำคัญต่อสังคมและเศรษฐกิจไทย การค้าและการลงทุน การท่องเที่ยว การศึกษาและวัฒนธรรม ความมั่นคงและการทหาร และ โครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี ในเวลาต่อมาตามลำดับ

เวียดนามบุกเขมร (เขมร) หรือ สงครามเขมร–เวียดนาม เป็นความขัดแย้งทางทหารครั้งใหญ่ในยุคสงครามเย็น เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) และสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) อันมีสาเหตุมาจาก:

- ความขัดแย้งเรื่องชายแดนและการสังหารหมู่: หลังกลุ่มเขมรแดงของพล พต ขึ้นครองอำนาจในปี 2518 ได้ยึดแนวคิดชาตินิยมสุดโต่ง และส่งกำลังทหารข้ามชายแดนไปบุกโจมตีหมู่บ้านชาวเวียดนามตามชายแดนหลายครั้ง (เช่น เหตุการณ์สังหารหมู่ที่บาจุ๊ก ในจังหวัดอานซาง)
.
- การเมืองยุคสงครามเย็น: เขมรแดงได้รับการสนับสนุนจากจีน ขณะที่เวียดนามได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต ทำให้เกิดความขัดแย้งเชิงมหาอำนาจซ้อนทับ

- ความต้องการโค่นล้มระบอบพล พต: เวียดนามต้องการกำจัดภัยคุกคามจากเขมรแดง และสนับสนุนกองกำลังฝ่ายต่อต้านเขมรแดง (เช่น เฮง สัมริน และฮุน เซน) ขึ้นมาปกครองแทน

25 ธันวาคม 1978 กองทัพเวียดนามทุ่มกำลังกว่า 150,000 นาย เข้าบุกเขมรเต็มรูปแบบ และสามารถยึดกรุงพนมเปญได้ในวันที่ 7 มกราคม 1979 นำไปสู่การล่มสลายของระบอบเขมรแดง มีการตั้งรัฐบาลใหม่ โดยเวียดนามจัดตั้ง "สาธารณรัฐประชามานิตเขมร" โดยมีแนวร่วมกู้ชาติเขมรเป็นผู้นำบริหารประเทศ

เหตุการณ์ เวียดนามบุกเขมร (เขมร) หรือ สงครามเขมร–เวียดนาม เป็นความขัดแย้งทางทหารครั้งใหญ่ในยุคสงครามเย็น เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) และสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989)

ลำดับเหตุการณ์สำคัญ ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น
1. การบุกยึดพนมเปญ (1978–1979): วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2521 กองทัพเวียดนามทุ่มกำลังกว่า 150,000 นาย เข้าบุกเขมรเต็มรูปแบบ และสามารถยึดกรุงพนมเปญได้ในวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2522 นำไปสู่การล่มสลายของระบอบเขมรแดง
2. การตั้งรัฐบาลใหม่: เวียดนามจัดตั้ง "สาธารณรัฐประชามานิตเขมร" โดยมีแนวร่วมกู้ชาติเขมรเป็นผู้นำบริหารประเทศ
3. สงครามตามแนวชายแดนไทย: กองกำลังเขมรแดงและกลุ่มต่อต้านถอยร่นมาตั้งหลักตามแนวชายแดนไทย-เขมร ทำให้กองทัพเวียดนามติดตามมาบุกและเกิดการปะทะกับกองทัพไทยหลายครั้ง (เช่น สมรภูมิช่องบก และค่ายผู้อพยพต่างๆ)
4. สงครามสั่งสอน (1979): จีนส่งกองทัพบุกเข้าโจมตีชายแดนทางตอนเหนือของเวียดนามเพื่อลงโทษที่เวียดนามบุกเขมร

ไทยถ่วงดุลความสัมพันธ์!! มองบทบาทสหรัฐฯ กับจีน สหรัฐฯ เคยเป็นพันธมิตรแนวหน้า จีนเข้ามาเป็นทางเลือกยุทธศาสตร์ ไทยรักษาผลประโยชน์และความมั่นคง

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.4)

ระหว่างสงครามเย็น ประเทศไทยถือว่าเป็น “พันธมิตรแนวหน้า (Frontline Ally)” ของสหรัฐฯ เนื่องจากไทยมีตำแหน่งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกลายเป็นสมรภูมิหลักในการต่อต้านการขยายตัวของคอมมิวนิสต์

โดยปัจจัยในการผลักดันความสัมพันธ์ดังกล่าวได้แก่:
- "นโยบายสกัดกั้น" หรือ "นโยบายควบคุมและจำกัดวง" (Containment Policy): อันเนื่องมาจากความตื่นกลัวคอมมิวนิสต์ สหรัฐฯ ต้องการสกัดกั้นการแพร่กระจายของลัทธิคอมมิวนิสต์ตาม "ทฤษฎีโดมิโน" ส่วนรัฐบาลไทย (โดยเฉพาะยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพล ถนอม กิตติขจร) ซึ่งมองว่าคอมมิวนิสต์เป็นภัยคุกคามต่อสถาบันหลักของชาติ

- ข้อตกลงและสนธิสัญญา: ไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้ง องค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATO) ในปี ค.ศ. 1954 และมีการลงนามใน แถลงการณ์ร่วมถนัด-รัสก์ (Rusk-Thanat Communiqué) ในปี ค.ศ. 1962 ซึ่งย้ำความมั่นใจว่าสหรัฐฯ จะช่วยเหลือไทยหากถูกโจมตี แม้สมาชิก SEATO อื่นจะไม่เห็นชอบก็ตาม

“พันธมิตรแนวหน้า” ความสัมพันธ์ระหว่างไทย–สหรัฐฯ ในยุคสงครามเย็น: ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1940 จนถึงการสิ้นสุดสงครามเย็นในปี 1991 ไทยเลือกอยู่ใน ฟากฝั่งต่อต้านคอมมิวนิสต์ อย่างชัดเจน โดยมีสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรหลัก

1. ด้านการทหาร มีความใกล้ชิดมาก ไทยเข้าร่วม SEATO ในปี 1954 และอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารในไทย โดยเฉพาะช่วงสงครามเวียดนาม เช่น ฐานทัพอากาศอู่ตะเภา ตาคลี โคราช อุดรธานี และนครพนม

2. ไทยสนับสนุนสงครามเวียตนาม ไทยส่งกำลังทหารไปช่วยฝ่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเวียดนามใต้ และอนุญาตให้รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอากาศในไทยเพื่อไปปฏิบัติการในอินโดจีน

3. ไทยพึ่งพาสหรัฐฯ ในด้านความมั่นคง “สูง” สหรัฐฯ ให้ความช่วยเหลือด้านอาวุธ การฝึก ข่าวกรอง และงบประมาณจำนวนมากแก่ไทย เพื่อเสริมความสามารถในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ภายในประเทศ โดยเฉพาะต่อ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)

4. ไทยพึ่งพาสหรัฐฯ ในด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน ความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ มีส่วนสำคัญต่อการสร้างถนน สนามบิน ระบบสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งในขณะเดียวกันก็มีประโยชน์ทางทหารในการเคลื่อนกำลังและควบคุมพื้นที่

แต่ไทยไม่ได้เป็น “ลูกน้องสหรัฐฯ” โดยสมบูรณ์ ประเด็นนี้มีความสำคัญมาก เพราะไทยมีนโยบาย รักษาผลประโยชน์และความเป็นอิสระของตนเอง ด้วย หลังสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากเวียดนาม และความสัมพันธ์สหรัฐฯ–จีนเปลี่ยนแปลงในทศวรรษ 1970 ไทยก็เริ่มปรับสมดุลทางการทูต เช่น สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนในปี 1975 และพยายามรักษาความสัมพันธ์กับจีน รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ โดยไทยยังคงดำเนินนโยบายแบบรักษาระยะห่างและปรับสมดุลเมื่อผลประโยชน์ของไทยเปลี่ยนไป” โดยเฉพาะด้านความมั่นคงและการต่อต้านคอมมิวนิสต์ แต่ไทยยังคงดำเนินนโยบายแบบรักษาระยะห่างและปรับสมดุลเมื่อผลประโยชน์ของไทยเปลี่ยนไป”

ระหว่างปี 1949–1971 สหรัฐฯ ได้รับรองรัฐบาลสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เป็นรัฐบาลจีนในสหประชาชาติ ต่อมาในปี 1971 สหรัฐฯ ได้รับรองสาธารณรัฐประชาชนจีน (จีนแดง) ได้ที่นั่งรัฐบาลจีนในสหประชาชาติแทน ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ เริ่มต้นในปี 1971 ด้วย "การทูตปิงปอง" เบิกทางความสัมพันธ์ผ่านการแข่งขันกีฬา และ “เฮนรี คิสซิงเจอร์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ ในขณะนั้นเดินทางเยือนปักกิ่งอย่างลับๆ ปี 1972 ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ได้เดินทางไปเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ และพบกับประธานเหมา เจ๋อตง ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของยุคสงครามเย็น และในปี 1979 สหรัฐฯ ในยุคประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ ประกาศรับรองสถานะสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ และตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน

ความสัมพันธ์ ไทย–จีน เป็นหนึ่งในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดของไทยในปัจจุบัน และมีลักษณะพิเศษคือ “ใกล้ชิดทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม แต่ไทยยังคงรักษาความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ” รัฐบาลไทยโดย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ตัดสินใจสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับ สาธารณรัฐประชาชนจีน (จีนแผ่นดินใหญ่) ในปี พ.ศ. 2518 (ปี 1975) ด้วยเพราะบริบทโลกและเอเชียเปลี่ยนไปอย่างมาก และไทยต้องปรับยุทธศาสตร์เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

เหตุผลสำคัญคือ
1. สงครามเย็นกำลังเปลี่ยนสมดุล หลังสหรัฐฯ เริ่มถอนตัวจากสงครามเวียดนาม และเวียดนามเหนือใกล้ได้รับชัยชนะ ไทยไม่สามารถพึ่งพาสหรัฐฯ ในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ได้เหมือนเดิม ในปี 1972 ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน เดินทางเยือนจีน และสหรัฐฯ เองก็เริ่มปรับความสัมพันธ์กับจีน นี่เป็นสัญญาณสำคัญว่า “จีนไม่ได้เป็นศัตรูที่ต้องถูกโดดเดี่ยวอีกต่อไป”

2. ไทยต้องการลดความเสี่ยงจากประเทศคอมมิวนิสต์รอบด้าน หลังปี 1975 สถานการณ์ในอินโดจีนเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เวียดนามรวมประเทศภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์ ลาวอยู่ภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์ และเขมรตกอยู่ภายใต้เขมรแดง โดนกองทัพสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากภูมิภาค เวียดนามซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต กอปรกับอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมหาศาลที่สหรัฐฯ ทิ้งเอาไว้ ทำให้เวียดนามในขณะนั้น มีแสนยานุภาพทางทหารเป็นอันดับที่ 4 ของโลก อีกทั้งการที่รัฐบาลไทยอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารในไทยไปรบในเวียดนาม ซ้ำยังส่งกำลังทหารไปช่วยรัฐบาลเวียตนามใต้รบกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ เวียดนามจึงกลายเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อไทย ไทยจึงต้องหาช่องทางใหม่ในการรักษาความมั่นคง การมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปักกิ่งช่วยให้ไทย ไม่ต้องเผชิญกับจีนในฐานะคู่ขัดแย้ง ขณะที่สถานการณ์รอบประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลง

3. จีนมีอิทธิพลต่อพรรคคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลไทยตระหนักว่าจีนมีความสัมพันธ์และอิทธิพลต่อขบวนการคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค รวมถึง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) การเปิดสัมพันธ์กับปักกิ่งจึงมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ว่า การพูดคุยกับจีนอาจช่วยลดแรงสนับสนุนภายนอกต่อขบวนการคอมมิวนิสต์ในไทย

4. ต้องการเปิด “ทางเลือก” ทางการทูต ไม่ผูกกับสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว ในช่วงสงครามเย็น ไทยเคยเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ โดยเฉพาะตั้งแต่ทศวรรษ 1950 แต่เมื่อสหรัฐฯ ถอนตัวจากเวียดนาม ไทยจำเป็นต้องดำเนินนโยบายแบบ ถ่วงดุลและรักษาทางเลือก ดังนั้น การมีความสัมพันธ์กับจีนไม่ได้หมายความว่าไทย “เปลี่ยนข้างจากสหรัฐฯ ไปเข้าข้างจีน” แต่เป็นการ “ปรับนโยบายต่างประเทศให้ยืดหยุ่นขึ้น”

5. ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการค้า จีนเป็นตลาดขนาดใหญ่ และการเปิดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการทำให้สามารถพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการติดต่อระหว่างประชาชนได้มากขึ้น

วิกฤตคลังขีปนาวุธสหรัฐฯ!! ยูเครน–อิสราเอล–ทะเลแดง เร่งใช้ขีปนาวุธสกัดกั้น สหรัฐฯ เจอโจทย์ใหญ่ “กระสุนแพงยิงของถูก” สงครามอสมมาตรเร่งผลาญคลังขีปนาวุธ ท่ามกลางความขัดแย้งหลายภูมิภาค

จริงหรือ? ขีปนาวุธสำหรับระบบป้องกันของกองทัพสหรัฐฯ
กำลังจะเกลี้ยงคลังแสง

กระแสข่าวเกี่ยวกับขีปนาวุธใน "คลังแสงสหรัฐฯ หมดเกลี้ยง" เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก จากรายงานของสถาบันคลังสมอง (Think Tank) เช่น ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และระหว่างประเทศ (CSIS) รวมถึงรายงานข่าวจากสื่อระดับโลก

ข้อเท็จจริงในเชิงยุทธศาสตร์ อาวุธยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ ไม่ได้ "หมดคลังแสงทุกชนิด" แต่กำลังเผชิญภาวะ "คลังอาวุธเฉพาะประเภทตึงตัวขั้นวิกฤต" (Stockpile Depletion) จากการรับมือสถานการณ์ความขัดแย้งหลายพื้นที่พร้อมกัน

จุดที่ตึงตัวและร่อยหรออย่างหนัก คือ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ (Air Defense Interceptors):
· PAC-3 (Patriot): ถูกใช้งานไปแล้วราว 2 ใน 3 (ประมาณ 65%) เหลือใช้งานในคลังสำรองจำกัด
· THAAD: ขีปนาวุธสกัดกั้นถูกใช้งานไปแล้วถึง 75%–80% ของคลังสำรองก่อนความขัดแย้ง

ขีปนาวุธนำวิถีพิสัยไกลและความแม่นยำสูง (Precision-Guided Munitions): ขีปนาวุธยุทธวิธีอย่าง ATACMS และ PrSM (Precision Strike Missile) ถูกดึงไปใช้งานในอัตราสูงมากจนใกล้แตะขีดจำกัดปลอดภัย

สาเหตุหลักของวิกฤตคลังแสง
- การสกัดกั้นโดรนและขีปนาวุธราคาถูก: สหรัฐฯ และพันธมิตรต้องใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นราคาสูง (ลูกละ 2–4 ล้านดอลลาร์) จำนวนมากเพื่อสกัดโดรนหรือขีปนาวุธราคาต่ำกว่าของฝ่ายตรงข้าม
- คอขวดในภาคการผลิต (Supply Chain Bottlenecks): ฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense Industrial Base) ของสหรัฐฯ ในปัจจุบันมีอัตราการผลิตต่อปีน้อยกว่าอัตราการใช้งานจริงในสภาวะสงครามหลายเท่า เช่น Patriot มีกำลังการผลิตราว 500–600 ลูกต่อปี แต่ถูกใช้อย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่เดือน

- การกระจายอาวุธยุทโธปกรณ์ในหลายรูปแบบ: การสนับสนุนยุทโธปกรณ์แก่พันธมิตรร่วมกับการคงกำลังรบสำรองเพื่อป้องปรามสถานการณ์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

ผลกระทบทางยุทธศาสตร์
- การปรับยุทธวิธีป้องกันภัยทางอากาศ: กองทัพสหรัฐฯ จำเป็นต้องบริหารจัดการการยิงสกัดกั้นอย่างประหยัดมากขึ้น โดย เน้นป้องกันเฉพาะเป้าหมายยุทธศาสตร์ที่มีมูลค่าสูง (High-Value Assets)
- ความเสี่ยงกรณีเกิดวิกฤตซ้อน (Two-Front Dilemma): หากเกิดความขัดแย้งใหญ่ขึ้นพร้อมกันในอีกภูมิภาค สหรัฐฯ จะเผชิญความเสี่ยงสูงเนื่องจากขาดแคลนระบบสกัดกั้นทางอากาศพิสัยไกล

ระบบป้องกันขีปนาวุธของ สหรัฐใช้เวลาผลิตเท่าไร?
ระยะเวลาในการผลิต จรวดสกัดกั้น (Interceptor) สำหรับระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ ใช้เวลาโดยเฉลี่ยประมาณ 24 ถึง 30 เดือน (2 ถึง 2.5 ปี) ต่อลูก นับตั้งแต่เริ่มต้นจัดหาวัตถุดิบ ห่วงโซ่อุปทาน ชิ้นส่วน ไปจนถึงการประกอบเสร็จสิ้น

​ปัจจัยและระยะเวลาในแต่ละระบบ
- ​MIM-104 Patriot (PAC-3 MSE): ใช้เวลาผลิตราว 24–30 เดือน โดย เครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงแข็ง (Solid Rocket Motor) มี ระยะเวลาคิวและการบ่มตัว (Curing Time) อยู่ที่ประมาณ 30 เดือน และหัวค้นหาเรดาร์ (Active Radar Seeker) ต้องใช้ความละเอียดสูงในการประกอบ
- ​THAAD & Aegis (SM-3 / SM-6): มีรอบการผลิตและความซับซ้อนใกล้เคียงกันที่ 2 ถึง 3 ปี เนื่องจากต้องใช้วัสดุผสมทนความร้อนสูง และระบบนำทางด้วยเลเซอร์/เรดาร์ที่มี ความแม่นยำระดับ Kinetic Intercept (Hit-to-Kill)

สาเหตุที่การผลิตใช้เวลานาน
- ​ห่วงโซ่อุปทานย่อย (Sub-tier Supply Chain): การสร้างขีปนาวุธ 1 ลูกต้องใช้ชิ้นส่วนจากซัพพลายเออร์เฉพาะทางมากกว่า 400 บริษัท
- คอขวดของชิ้นส่วนสำคัญ: เช่น หัวค้นหาเรดาร์ หรือเครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงแข็ง มักผลิตได้จากโรงงานเฉพาะทางเพียงไม่กี่แห่ง
- ความคุ้มเชิงพาณิชย์ในอดีต: การผลิตขีปนาวุธระดับนี้ไม่ได้เปิดสายการผลิตแบบสากลเหมือนสินค้าอุตสาหกรรมทั่วไป แต่ผลิตตาม สัญญาจ้าง (On-demand) ทำให้ กำลังการผลิตต่อปี (Annual Capacity) มีจำกัด เช่น PAC-3 ผลิตได้ราว 500–600 ลูก/ปี หรือ THAAD ผลิตได้ราว 96 ลูก/ปี ก่อนที่จะเริ่มมีแผนขยายกำลังการผลิตให้เร็วขึ้น

สงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ขีปนาวุธสกัดกั้น (Interceptor Missiles) ของสหรัฐฯ ถูกใช้หมดลงอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ใช่เพียงเพราะ "จำนวนการยิง" เท่านั้น ยังเป็นผลจาก ความไม่สมดุล ของ ต้นทุน การผลิต และยุทธวิธีของฝ่ายโจมตี ด้วยสาเหตุหลัก ได้แก่
1. อาวุธโจมตีมีราคาถูกกว่าอาวุธป้องกันมาก
-โดรนโจมตีหรือขีปนาวุธราคาถูกอาจมีราคาหลักหมื่นถึงหลักแสนดอลลาร์
-แต่ขีปนาวุธสกัดกั้น เช่น Patriot PAC-3, THAAD หรือ SM-3 มีราคาหลายล้านดอลลาร์ต่อหนึ่งนัด
-ทำให้ฝ่ายโจมตีสามารถใช้ยุทธศาสตร์ "ยิงจำนวนมาก" เพื่อบังคับให้ฝ่ายป้องกันใช้กระสุนราคาแพง

2. การโจมตีแบบอิ่มตัว (Saturation Attack) ฝ่ายโจมตีปล่อยโดรน ขีปนาวุธร่อน และขีปนาวุธวิถีโค้งพร้อมกันหลายสิบหรือหลายร้อยลูก เพื่อให้ระบบป้องกันต้องยิงสกัดเป็นจำนวนมากในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่รัสเซีย อิหร่าน และกลุ่มฮูตีใช้บ่อยขึ้น

3. การผลิตขีปนาวุธสกัดกั้นใช้เวลานาน ขีปนาวุธอย่าง THAAD, SM-3 และ Patriot มีชิ้นส่วนซับซ้อน ใช้เวลาผลิตหลายเดือนถึงหลายปี และกำลังการผลิตไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ทันทีเมื่อเกิดสงคราม

4. สหรัฐฯ ต้องป้องกันหลายสมรภูมิพร้อมกัน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นใน
-ทะเลแดง (ป้องกันการโจมตีของฮูตี)
-การสนับสนุนการป้องกันอิสราเอลจากขีปนาวุธอิหร่าน
-การสนับสนุนยูเครน

ประเด็นเหล่านี้ทำให้คลังอาวุธถูกใช้อย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่พร้อมกัน
5. หลักนิยมเดิมไม่รองรับสงครามที่ใช้โดรนจำนวนมาก
ระบบอย่าง Patriot และ THAAD ถูกออกแบบมาเพื่อสกัดขีปนาวุธพิสัยไกลและเป้าหมายมูลค่าสูง ไม่ใช่การรับมือโดรนราคาถูกจำนวนมหาศาล ดังนั้น การใช้ขีปนาวุธราคาแพงยิงเป้าหมายราคาถูกจึงไม่คุ้มค่าในระยะยาว

ผลกระทบ คือ
-สหรัฐฯ ต้องจัดลำดับความสำคัญว่าจะป้องกันเป้าหมายใดก่อน หากจำนวนขีปนาวุธสกัดกั้นลดลงมาก
-กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เร่งเพิ่มกำลังการผลิต Patriot และ THAAD รวมทั้งพัฒนาอาวุธต้นทุนต่ำกว่า เช่น เลเซอร์ อาวุธพลังงานตรง และโดรนสกัดกั้น เพื่อรับมือภัยคุกคามจากโดรนและการโจมตีแบบอิ่มตัว

ดังนั้น สงครามอสมมาตร ได้เปลี่ยนสมการจาก "ใครมีอาวุธทันสมัยกว่า" ไปเป็น "ใครสามารถทำให้อีกฝ่ายใช้ทรัพยากรราคาแพงหมดก่อน" จึงกลายเป็น ความท้าทายที่สำคัญที่สุดของระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ และพันธมิตรในปัจจุบัน

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

เรื่องราวของซาดาโกะ กับนกกระเรียน1,000ตัว เมื่อความหวังของเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง กลายเป็นเสียงกึกก้องแห่งสันติภาพที่ดังก้องไปทั่วโลก

เสียงเรียกร้องใฝ่หาโลกแห่งสันติภาพจากเด็ก ตัวน้อยคนหนึ่ง
เรื่องราวของซาดาโกะ ซาซากิ กับนกกระเรียนกระดาษ 1,000 ตัว
เมื่อความหวังของเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง กลายเป็นเสียงกึกก้องแห่งสันติภาพที่ดังก้องไปทั่วโลก

เสียงกระซิบจากเถ้าถ่านแห่งฮิโรชิมา

เช้าวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 เวลา 8 นาฬิกา 15 นาที ท้องฟ้าเหนือเมืองฮิโรชิมาสว่างจ้าขึ้นด้วยแสงที่ไม่มีมนุษย์คนใดเคยเห็นมาก่อน แสงวาบนั้นมาพร้อมกับความตายมหาศาล เมืองทั้งเมืองถูกทำลายในพริบตา ผู้คนนับแสนชีวิตดับสูญทันที และอีกนับแสนต้องเผชิญกับความเจ็บปวดที่ยืดเยื้อยาวนานจากรังสีที่มองไม่เห็น
ท่ามกลางซากปรักหักพังนั้น มีเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งอายุเพียงสองขวบ อาศัยอยู่ห่างจากจุดระเบิดไปประมาณหนึ่งไมล์ครึ่ง เธอรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ในวันนั้น แต่ไม่มีใครล่วงรู้ว่า เมล็ดพันธุ์แห่งโศกนาฏกรรมได้ฝังตัวอยู่ในร่างกายอันบอบบางของเธอแล้ว รอวันเวลาที่จะเติบโตขึ้นมาทำลายชีวิตของเธออีกครั้งหนึ่ง
เด็กหญิงคนนั้นชื่อ ซาดาโกะ ซาซากิ และเรื่องราวของเธอจะกลายเป็นหนึ่งในเสียงเรียกร้องสันติภาพที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่โลกเคยได้ยินมา ไม่ใช่เพราะเธอเป็นนักการเมือง ไม่ใช่เพราะเธอเป็นนักปราศรัย แต่เพราะเธอเป็นเพียงเด็กหญิงธรรมดาคนหนึ่งที่มีความฝันเรียบง่ายที่สุด นั่นคือความฝันที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป
.
เด็กหญิงผู้ว่องไวดั่งสายลม

ซาดาโกะเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กหญิงที่ร่าเริงและแข็งแรง เธอชื่นชอบการวิ่งเป็นชีวิตจิตใจ เพื่อนบ้านและครอบครัวต่างเรียกเธอว่าเป็นเด็กที่ว่องไวราวกับสายลม เธอฝันอยากเป็นนักกีฬา และในวัยสิบขวบ เธอก็ได้เข้าร่วมทีมวิ่งผลัดของโรงเรียน ทุกย่างก้าวของเธอเต็มไปด้วยพลังชีวิตและความหวังในอนาคตที่สดใส ไม่มีร่องรอยใดบ่งบอกว่าภายในร่างกายของเธอกำลังมีสิ่งผิดปกติค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ
แต่แล้วในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1955 เมื่อซาดาโกะอายุได้สิบเอ็ดปี ร่างกายของเธอเริ่มแสดงอาการผิดปกติ เธอรู้สึกเวียนศีรษะและอ่อนเพลียอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จนกระทั่งวันหนึ่งขณะกำลังวิ่งซ้อมกับเพื่อนๆ เธอก็ล้มลงกะทันหัน ครอบครัวพาเธอไปโรงพยาบาล และคำวินิจฉัยที่แพทย์แจ้งออกมานั้นเป็นเสมือนสายฟ้าฟาดกลางใจพ่อแม่ของเธอ นั่นคือ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือที่ในเวลานั้นชาวญี่ปุ่นเรียกกันด้วยความหวาดกลัวว่า "โรคระเบิดปรมาณู"
สิบปีหลังจากแสงวาบนั้นส่องประกายเหนือฮิโรชิมา รังสีที่แฝงตัวอยู่ในอากาศและฝุ่นละอองยังคงตามหาชีวิตของเด็กหญิงคนนี้จนพบ ราวกับเงาแห่งความตายที่ไม่เคยจางหายไปไหน เพียงแต่รอคอยเวลาที่เหมาะสมเพื่อเรียกคืนสิ่งที่มันคิดว่าเป็นของมัน

ตำนานนกกระเรียนพันตัวและประกายแห่งความหวังสุดท้าย

ในวัฒนธรรมญี่ปุ่นมีความเชื่อโบราณสืบทอดกันมาว่า หากผู้ใดสามารถพับนกกระเรียนกระดาษโอริกามิได้ครบหนึ่งพันตัว เทพเจ้าจะประทานพรให้สมความปรารถนาหนึ่งประการ นกกระเรียนในความเชื่อของชาวญี่ปุ่นเป็นสัญลักษณ์แห่งอายุยืนยาวและความโชคดี เพราะเชื่อกันว่านกชนิดนี้มีชีวิตยืนยาวนับพันปี
เพื่อนสนิทของซาดาโกะนำกระดาษสีทองมาเยี่ยมเธอที่โรงพยาบาล พร้อมกับเล่าตำนานบทนี้ให้ฟัง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของภารกิจอันยิ่งใหญ่ในห้องพยาบาลเล็กๆ ห้องหนึ่ง ซาดาโกะเริ่มพับนกกระเรียนกระดาษด้วยมือของเธอเองทีละตัว สองตัว สามตัว โดยใช้กระดาษทุกชนิดที่หาได้ ไม่ว่าจะเป็นกระดาษห่อยา ซองยา หรือแม้แต่กระดาษที่เพื่อนๆ นำมาฝาก เธอพับด้วยมือที่อ่อนแรงลงทุกวัน แต่หัวใจกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่เคยลดถอย
ทุกครั้งที่พับนกกระเรียนตัวใหม่เสร็จ ซาดาโกะจะแขวนมันไว้เหนือเตียง เธอไม่ได้พับเพียงเพื่อขอให้ตนเองหายจากโรคร้ายเท่านั้น หากแต่เด็กหญิงตัวเล็กผู้มีหัวใจที่ยิ่งใหญ่คนนี้ยังพร่ำบอกกับทุกคนว่า เธอยังคงพับนกกระเรียนกระดาษด้วยความฝันที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือความฝันว่าจะไม่มีเด็กคนใดในโลกนี้ต้องทนทุกข์ทรมานจากสงครามและอาวุธนิวเคลียร์อีกต่อไป นกกระเรียนแต่ละตัวจึงไม่ใช่เพียงกระดาษพับ แต่เป็นบทสวดภาวนาที่ไร้เสียงของเด็กหญิงคนหนึ่งที่ส่งถึงโลกทั้งใบ

เมื่อสายลมหยุดพัด

อาการของซาดาโกะทรุดหนักลงเรื่อยๆ ตามเวลาที่ล่วงเลยไป แม้จะได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ แต่ในยุคสมัยนั้นวิทยาการทางการแพทย์ยังไม่อาจเอาชนะโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่เกิดจากรังสีได้ ทว่าสิ่งที่ไม่เคยเสื่อมถอยลงเลยคือจิตใจของเธอ เธอยังคงพับนกกระเรียนต่อไปทุกวันเท่าที่ร่างกายจะเอื้ออำนวย บางวันที่มือของเธออ่อนแรงเกินกว่าจะขยับนิ้ว เธอก็ยังคงมองดูฝูงนกกระเรียนกระดาษที่แขวนอยู่เหนือเตียงด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง
มีบันทึกเล่าขานกันว่า ซาดาโกะสามารถพับนกกระเรียนได้ครบหนึ่งพันตัวก่อนที่เธอจะจากไป และยังคงพับต่อไปอีกด้วยความหวังว่าจะมีชีวิตยืนยาว ทว่าเรื่องราวที่แท้จริงตามบันทึกของครอบครัวและพิพิธภัณฑ์สันติภาพฮิโรชิมาระบุว่า เธอพับได้ราวหกร้อยกว่าตัวก่อนที่ร่างกายจะไม่อาจต้านทานต่อไปได้ และเพื่อนร่วมชั้นเรียนของเธอได้ช่วยกันพับนกกระเรียนที่เหลือจนครบหนึ่งพันตัว เพื่อให้ซาดาโกะได้จากไปพร้อมกับความฝันที่สมบูรณ์
สุดท้ายแล้ว ซาดาโกะ ซาซากิ จากไปอย่างสงบเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1955 ขณะมีอายุได้เพียงสิบสองปี มรดกของเธอที่ทิ้งไว้เบื้องหลังมีเพียงนกกระเรียนกระดาษหลากสีที่แขวนอยู่ทั่วห้อง และหัวใจของครอบครัว เพื่อน และคนทั้งประเทศที่แตกสลาย แต่เรื่องราวของเธอไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น เพราะความตายของเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิตของเธอเองเสียอีก

นกกระเรียนที่โบยบินไปทั่วโลก

หลังการจากไปของซาดาโกะ เพื่อนร่วมชั้นเรียนของเธอได้รวมตัวกันริเริ่มโครงการระดมทุนเพื่อสร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงเธอและเด็กๆ ทุกคนที่เสียชีวิตจากภัยระเบิดปรมาณู ความเคลื่อนไหวนี้ขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว มีเด็กนักเรียนกว่าสามพันแห่งทั่วประเทศญี่ปุ่นร่วมกันบริจาคเงินสมทบทุน จนในที่สุด อนุสาวรีย์เด็กหญิงแห่งสันติภาพ ก็ถูกสร้างขึ้นในสวนสันติภาพอนุสรณ์ฮิโรชิมาเมื่อปี ค.ศ. 1958

รูปปั้นนั้นเป็นรูปเด็กหญิงยืนอยู่บนยอดเขา ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ มือถือรูปนกกระเรียนกระดาษสีทองตัวหนึ่งอย่างสง่างาม ราวกับกำลังจะปล่อยมันโบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้า ที่ฐานอนุสาวรีย์มีข้อความสลักไว้เป็นคำเรียกร้องที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า “ขอให้นี่คือเสียงร้องขอสันติภาพของเราที่ดังก้องไปทั่วโลก”
นับแต่นั้นมา อนุสาวรีย์แห่งนี้ได้กลายเป็นสถานที่ที่ผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกเดินทางมาแขวนพวงมาลัยนกกระเรียนกระดาษ ปีละหลายล้านตัว เพื่อภาวนาขอสันติภาพให้แก่มวลมนุษยชาติ โรงเรียนหลายพันแห่งทั่วโลกได้นำเรื่องราวของซาดาโกะไปสอนเด็กๆ ให้รู้จักคุณค่าของสันติภาพและพิษภัยของสงคราม เด็กๆ จากทุกทวีปพับนกกระเรียนกระดาษและส่งมายังฮิโรชิมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย นกกระเรียนตัวเล็กๆ ที่เคยเป็นเพียงความหวังของเด็กหญิงคนหนึ่งในห้องพยาบาล จึงได้กลายเป็นสัญลักษณ์สากลแห่งสันติภาพที่ทุกคนบนโลกรู้จัก

สิ่งที่นกกระเรียนกระดาษยังคงกระซิบบอกเราในวันนี้

เจ็ดสิบกว่าปีผ่านไปนับตั้งแต่แสงวาบนั้นเคยส่องสว่างเหนือฮิโรชิมา โลกใบนี้ยังคงเผชิญกับความขัดแย้งและสงครามในหลากหลายมุม เรื่องราวของซาดาโกะ ซาซากิ จึงยังคงเป็นเสียงเล็กๆที่ดังกังวาลซึ่งผู้คนที่ใฝ่หาสันติภาพทั่วโลกยังคงได้ยินอยู่เสมอ เธอสอนให้เราเห็นว่า ผู้ที่ต้องแบกรับผลของสงครามหนักที่สุดมักไม่ใช่ผู้ที่ก่อสงคราม หากแต่เป็นผู้บริสุทธิ์ที่สุด นั่นคือเด็กๆ ผู้ไม่มีส่วนรู้เห็นกับความขัดแย้งใดๆ เลย
ในขณะเดียวกัน เรื่องราวของเธอก็สอนให้เราเห็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในความหวังเล็กๆ แม้ในห้วงเวลาที่มืดมนที่สุดของชีวิต เด็กหญิงคนหนึ่งก็ยังเลือกที่จะเชื่อมั่นในความหวัง เลือกที่จะพับนกกระดาษทีละตัวด้วยมือที่อ่อนล้า แทนที่จะจมอยู่กับความสิ้นหวัง นี่คือบทเรียนอันล้ำค่าที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องของสงครามเท่านั้น หากแต่เป็นบทเรียนแห่งชีวิตสำหรับทุกคน ในทุกยุคสมัย

ทุกวันนี้ เมื่อมีใครสักคนพับนกกระเรียนกระดาษ ไม่ว่าจะอยู่มุมใดของโลก นั่นคือการต่อลมหายใจให้แก่ความฝันของเด็กหญิงคนหนึ่งที่จากไปเมื่อกว่าเจ็ดสิบปีก่อน เสียงเรียกร้องอันแผ่วเบาของเธอยังคงดังก้องอยู่ในทุกรอยพับของกระดาษ เตือนใจมนุษยชาติว่าสันติภาพไม่ใช่เพียงคำสวยหรู หากแต่เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องก้าวเดินร่วมกันบนเส้นทางอันยาวไกล ช่วยกันสร้าง ทีละก้าว ทีละรอยพับ เช่นเดียวกับที่เด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งเคยแผ้วถางเส้นทางล่วงหน้ามาก่อนเพื่อให้เราทุกคนได้เดินตามบนเส้นทางแห่งสันติภาพอย่างแท้จริงนั่นเอง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top