Tuesday, 14 July 2026
COLUMNIST

เปิดตำนาน “ลูกทิพย์เคลมไทย”!! จากจีนเทาถึงลูกทิพย์ ปมสวมสิทธิ์–พ่อแม่ทิพย์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สะสมมานานหลายทศวรรษ ปัญหาเก่าที่รัฐต้องรื้อทั้งระบบ ไม่ใช่จับแค่บางกลุ่ม

เปิดตำนานลูกทิพย์เคลมไทย

ช่วงนี้ข่าวลูกทิพย์กำลังดังในกระแสเลยทีเดียว​ แต่รู้หรือไม่​ตำนานลูกทิพย์นี้ไม่ได้เพิ่งเกิดมา​ แต่มีมานับเกือบ​ 60​ปีแล้ว​ วันรีัเอย่าจะมาเล่าให้ฟังกัน

ย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลก​ ประเทศไทยมีการหลั่งไหลของคนต่างด้าวในไทยจำนวนมาก​ เอย่าจะแบ่งเป็นช่วงๆดังต่อไปนี้

ช่วง​ พศ. 2488-2503
หลังสงครามโลกครั้งที่​ 2​ ประเทศจีนเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคก๊กมินตั๋ง​ ทำให้ชาวจีนมีการอพยพหลายแสนคนเข้าไทย​ โดยส่วนใหญ่คือคือ​ ชาวแต้จิ๋ว​ ฮกเกี้ยน​ ฮากกา​ กวางตุ้งและไหหลำ​ ซึ่งปัจจุบันคนเหล่านี้กลับกลายเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์แล้ว​ เพราะนโยบายที่ไทยพยายามจัดการผู้อพยพในปลายทศวรรษ​ 2490 นั่นเอง

ต่อมาในสงครามอินโดจีนก็มีชาวเวียดนามหนีภัยสงครามมาประมาณ​ 50,000-80,000 คนกระจายไปยังบริเวณ​ นครพนม​ สกลนคร​ อุดรธานีและมุกดาหาร​ จนรัฐไทยขณะนั้นหวั่นว่าคนเหล่านี้เป็นภัยคุกคามเรื่องคอมมิวนิสต์และพยายามผลักดันกลับไป

ต่อมาในปี​ 2518 หลังเขมรแดงขึ้นสู่อำนาจทำให้ชาวกัมพูชาร่วม​ 500,000 คนทะลักเข้าสู่ไทยในศูนย์อพยพต่างๆ​แม้คนส่วนใหญ่ได้ลี้ภัยไปประเทศที่​ 3 แต่ชาวกัมพูชาส่วนหนึ่งก็กระจัดกระจายออกมาในดินแดนอิสานล่างปะปนกับคนไทยในที่สุดเช่นกัน​ และเช่นกันหลังปี​ 2518​ เมื่อลาวเปลี่ยนระบอบการปกครอง​ ชาวลาวร่วม​ 300,000​คนก็ลี้ภัยมายังไทย​ ก่อนไปยังประเทศที่​ 3​ แต่ก็ยังเหลือเป็นชุมชนลาวโดยเฉพาะ​ ชาวลาวม้ง ลาวเย้าส่วนหนึ่งตั้งถิ่นฐานในไทย

สุดท้ายคือชาวเมียมา​ ที่มีการอพยพมา​ 3 ระลอกใหญ่​ ได้แก่ช่วงปี​ 2531 หลังเหตุการณ์​ 8888 มีชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง​ ไทยใหญ่​ มอญและคะฉิ่นหนีอพยพมายังไทยและนี่คือกลุ่มแรกที่เริ่มสร้างสังคมกลืนไทยอย่างเป็นระบบซึ่งกลุ่มนี้ช่วงแรกได้สร้างอาณาจักรตนริมชายแดนไทยเนื่องจากห่างไกลจากการตรวจสอบของทางการ​ ต่อมาหลังปี​ 2533 ด้วยความต้องการแรงงานของไทยสูงขึ้นมากทำให้ชาวเมียนมากว่า​ 5 ล้านคนหลั่งไหลจนสร้างเมืองพม่าที่มหาชัยและบางบอนจนกลายเป็นโมเดลตัวอย่างรวมไปถึงสร้างวัดพม่าขึ้นหลายแห่งในประเทศรวมไปถึงพระธาตุชื่อดังที่เขาค้อยังมีเจดีย์ชเวดากองจำลอง​

การเข้ามาแบบนี้ส่วนหนึ่งก็ไม่ต่างกับกลุ่มจีนเทาคือการใช้สวมสิทธิ์คนตายก็ดี​ หรือแต่งงานทิพย์ก็ดี​หรือที่ใช้มากสุดคือพ่อแม่ทิพย์แอบอ้างลูกชาวเมียนมาเป็นลูกตัวเอง​ ขบวนการเหล่านี้มากมายจนทำให้ชาวเมียนมาบางกลุ่มที่เข้ามาก่อนกลายเป็นคนกลางที่รับงานดูแลคนเหล่านี้เพราะกลายเป็นคนสัญชาติไทยจากการให้ของนักการเมืองที่คนเหล่านี้รับใช้

เรื่องพวกนี้ไม่มช่เรื่องใหม่แต่แค่เรามีอคติจากจีนเทาเลยเหมาว่าจีนชั่วไปหมด​ แต่คนชั่วจริงไม่ใช่ที่เชื้อชาติแต่เป็นบุคคลที่กระทำผิดและคนไทยที่สมรู้ร่วมคิดขายแผ่นดิน​ ขายสิทธิ์คนไทย​ ให้กับคนเหล่านี้​ ก่อนที่ทางการจะจัดการกับแค่จีนเทาหยิบมือทำไมไม่จัดการกับกลุ่มอื่นๆด้วยหรือเพราะว่ากลุ่มเหล่านั้นมาก่อนและมีอำนาจการเมืองหรือเอ็นจีโอหนุนหลังจนไม่อยากจะไปยุ่งกันแน่​ เรื่องนี้เอย่าฝากไว้ให้คิดนะคะ
เปิดตำนานลูกทิพย์เคลมไทย

ช่วงนี้ข่าวลูกทิพย์กำลังดังในกระแสเลยทีเดียว​ แต่รู้หรือไม่​ตำนานลูกทิพย์นี้ไม่ได้เพิ่งเกิดมา​ แต่มีมานับเกือบ​ 60​ปีแล้ว​ วันรีัเอย่าจะมาเล่าให้ฟังกัน

ย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลก​ ประเทศไทยมีการหลั่งไหลของคนต่างด้าวในไทยจำนวนมาก​ เอย่าจะแบ่งเป็นช่วงๆดังต่อไปนี้

ช่วง​ พศ. 2488-2503
หลังสงครามโลกครั้งที่​ 2​ ประเทศจีนเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคก๊กมินตั๋ง​ ทำให้ชาวจีนมีการอพยพหลายแสนคนเข้าไทย​ โดยส่วนใหญ่คือคือ​ ชาวแต้จิ๋ว​ ฮกเกี้ยน​ ฮากกา​ กวางตุ้งและไหหลำ​ ซึ่งปัจจุบันคนเหล่านี้กลับกลายเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์แล้ว​ เพราะนโยบายที่ไทยพยายามจัดการผู้อพยพในปลายทศวรรษ​ 2490 นั่นเอง

ต่อมาในสงครามอินโดจีนก็มีชาวเวียดนามหนีภัยสงครามมาประมาณ​ 50,000-80,000 คนกระจายไปยังบริเวณ​ นครพนม​ สกลนคร​ อุดรธานีและมุกดาหาร​ จนรัฐไทยขณะนั้นหวั่นว่าคนเหล่านี้เป็นภัยคุกคามเรื่องคอมมิวนิสต์และพยายามผลักดันกลับไป

ต่อมาในปี​ 2518 หลังเขมรแดงขึ้นสู่อำนาจทำให้ชาวกัมพูชาร่วม​ 500,000 คนทะลักเข้าสู่ไทยในศูนย์อพยพต่างๆ​แม้คนส่วนใหญ่ได้ลี้ภัยไปประเทศที่​ 3 แต่ชาวกัมพูชาส่วนหนึ่งก็กระจัดกระจายออกมาในดินแดนอิสานล่างปะปนกับคนไทยในที่สุดเช่นกัน​ และเช่นกันหลังปี​ 2518​ เมื่อลาวเปลี่ยนระบอบการปกครอง​ ชาวลาวร่วม​ 300,000​คนก็ลี้ภัยมายังไทย​ ก่อนไปยังประเทศที่​ 3​ แต่ก็ยังเหลือเป็นชุมชนลาวโดยเฉพาะ​ ชาวลาวม้ง ลาวเย้าส่วนหนึ่งตั้งถิ่นฐานในไทย

สุดท้ายคือชาวเมียมา​ ที่มีการอพยพมา​ 3 ระลอกใหญ่​ ได้แก่ช่วงปี​ 2531 หลังเหตุการณ์​ 8888 มีชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง​ ไทยใหญ่​ มอญและคะฉิ่นหนีอพยพมายังไทยและนี่คือกลุ่มแรกที่เริ่มสร้างสังคมกลืนไทยอย่างเป็นระบบซึ่งกลุ่มนี้ช่วงแรกได้สร้างอาณาจักรตนริมชายแดนไทยเนื่องจากห่างไกลจากการตรวจสอบของทางการ​ ต่อมาหลังปี​ 2533 ด้วยความต้องการแรงงานของไทยสูงขึ้นมากทำให้ชาวเมียนมากว่า​ 5 ล้านคนหลั่งไหลจนสร้างเมืองพม่าที่มหาชัยและบางบอนจนกลายเป็นโมเดลตัวอย่างรวมไปถึงสร้างวัดพม่าขึ้นหลายแห่งในประเทศรวมไปถึงพระธาตุชื่อดังที่เขาค้อยังมีเจดีย์ชเวดากองจำลอง​

การเข้ามาแบบนี้ส่วนหนึ่งก็ไม่ต่างกับกลุ่มจีนเทาคือการใช้สวมสิทธิ์คนตายก็ดี​ หรือแต่งงานทิพย์ก็ดี​หรือที่ใช้มากสุดคือพ่อแม่ทิพย์แอบอ้างลูกชาวเมียนมาเป็นลูกตัวเอง​ ขบวนการเหล่านี้มากมายจนทำให้ชาวเมียนมาบางกลุ่มที่เข้ามาก่อนกลายเป็นคนกลางที่รับงานดูแลคนเหล่านี้เพราะกลายเป็นคนสัญชาติไทยจากการให้ของนักการเมืองที่คนเหล่านี้รับใช้

เรื่องพวกนี้ไม่มช่เรื่องใหม่แต่แค่เรามีอคติจากจีนเทาเลยเหมาว่าจีนชั่วไปหมด​ แต่คนชั่วจริงไม่ใช่ที่เชื้อชาติแต่เป็นบุคคลที่กระทำผิดและคนไทยที่สมรู้ร่วมคิดขายแผ่นดิน​ ขายสิทธิ์คนไทย​ ให้กับคนเหล่านี้​ ก่อนที่ทางการจะจัดการกับแค่จีนเทาหยิบมือทำไมไม่จัดการกับกลุ่มอื่นๆด้วยหรือเพราะว่ากลุ่มเหล่านั้นมาก่อนและมีอำนาจการเมืองหรือเอ็นจีโอหนุนหลังจนไม่อยากจะไปยุ่งกันแน่​ เรื่องนี้เอย่าฝากไว้ให้คิดนะคะ

ที่มา : AYA

อังกฤษ-อาร์เจนตินา อริตลอดกาล จากการเมืองสู่สงครามลามมาสนามฟุตบอลโลก

หากจะพูดถึงคู่ปรับตลอดกาลในโลกฟุตบอลที่ร้อนระอุที่สุด เดือดดาบที่สุด คู่ระหว่าง อังกฤษ กับ อาร์เจนตินา มักจะถูกยกขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ เสมอ ทว่าความเกลียดชังและความดุเดือดในสนามหญ้าไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะแท็กติกหรือศักดิ์ศรีของเกมกีฬา แต่มันคือ "สงครามตัวแทน" ที่หยั่งรากลึกมาจากความขัดแย้งทางการเมืองและประวัติศาสตร์เลือด
นี่คือเรื่องราวของความบาดหมางจากสมรภูมิจริง... ลามลงสู่ผืนหญ้าในฟุตบอลโลก

จุดเริ่มต้นความเป็นอริ: เหตุเกิดจากการเมืองนำไปสู่สงครามละเลงเลือดบนเกาะกลางทะเล
ชนวนเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศดิ่งลงเหวคือ "สงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์" (Falklands War) หรือที่ชาวอาร์เจนตินาเรียกว่า "มัลบีนัส" (Las Malvinas) ซึ่งปะทุขึ้นในปี 1982 หมู่เกาะเล็กๆ ทางตอนใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติกนี้อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษมาตั้งแต่ปี 1833 แต่อาร์เจนตินาอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของมาโดยตลอด ในปี 1982 รัฐบาลเผด็จการทหารของอาร์เจนตินาที่กำลังเผชิญวิกฤตศรัทธาในประเทศ ได้ตัดสินใจบุกยึดเกาะนี้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนและกระตุ้นกระแสชาตินิยม

ในครั้งนั้นนายกรัฐมนตรี "หญิงเหล็ก" มาร์กาเรต แทตเชอร์ ของอังกฤษ ตัดสินใจตอบโต้อย่างเด็ดขาดด้วยการส่งกองทัพเรือเต็มรูปแบบข้ามมหาสมุทรมาเปิดฉากสงครามกับกองทัพอาร์เจนตินาอย่างซึ่งหน้า สงครามนี้สิ้นสุดลงในเวลาเพียง 74 วันด้วยชัยชนะของอังกฤษ ทิ้งบาดแผลขนาดใหญ่ไว้ให้ชาวอาร์เจนตินา พร้อมกับความสูญเสียชีวิตทหารอาร์เจนตินากว่า 649 นาย ส่วนทหารอังกฤษเสียชีวิตไป 255 นาย ความพ่ายแพ้ครั้งนี้สร้างความบอบช้ำและกลายเป็นความแค้นฝังลึกในใจของชาวอาร์เจนไตน์ไม่รู้ลืม

ข้ามเส้นจากสมรภูมิ สู่สนามฟุตบอลโลกในปี 1986
เพียง 4 ปีหลังจากเสียงปืนและควันไฟจากสงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์สงบลง โชคชะตาก็กำหนดให้ทั้งสองชาติโคจรมาพบกันในรอบ 8 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลก 1986 ที่ประเทศเม็กซิโก
สำหรับชาวอาร์เจนตินา เกมนี้ไม่ใช่แค่แมตช์ฟุตบอล แต่มันคือโอกาสในการล้างตาและทวงคืนศักดิ์ศรีที่สูญเสียไปในสงคราม โดยมีชายที่ชื่อ ดีเอโก มาราโดนา (Diego Maradona) เป็นแม่ทัพใหญ่

"มันเหมือนกับว่าพวกเรากำลังจะไปทำสงคราม... เรารู้ดีว่าพวกเขาได้ฆ่าเด็กๆ ของเราที่นั่น (ฟอล์กแลนด์) เหมือนกับลูกนก และนี่คือการล้างแค้นของเรา"
ดีเอโก มาราโดนา เขียนบรรยายถึงความรู้สึกก่อนก้าวลงสนามในวันนั้นไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเอง

90 นาทีแห่งประวัติศาสตร์: "หัตถ์พระเจ้า" และ "ประตูแห่งศตวรรษ"
เกมในวันนั้นกลายเป็นแมตช์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก เพราะมาราโดนาได้แสดงสองด้านที่สุดขั้วออกมาภายในเวลาห่างกันเพียง 4 นาที ซึ่งทั้งสองประตูล้วนสะท้อนถึง "สงครามตัวแทน" และ “เอาคืน” อังกฤษได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นาทีที่ 51 "หัตถ์พระเจ้า" (Hand of God): มาราโดนากระโดดชกบอลข้ามตัว ปีเตอร์ ชิลตัน ผู้รักษาประตูอังกฤษเข้าประตูไปอย่างหน้าตาเฉย แม้ผู้เล่นอังกฤษจะประท้วงอย่างหนักแต่ผู้ตัดสินมองไม่เห็น มาราโดนากล่าวในภายหลังด้วยความสะใจปนเล่ห์เหลี่ยมของเขาว่า “ประตูนี้เกิดขึ้นจากหัวของมาราโดนาส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งมาจากหัตถ์ของพระเจ้า” สำหรับชาวอาร์เจนตินา มันคือการโกงที่แสนหวานเพื่อเอาคืนอังกฤษที่พวกเขาเกลียดชัง

นาทีที่ 55 "ประตูแห่งศตวรรษ" (Goal of the Century): ถัดมาไม่กี่นาที มาราโดนารับบอลจากครึ่งสนาม ลากเลื้อยหลบผู้เล่นอังกฤษ 5 คนรวด ก่อนจะล็อกหลบผู้รักษาประตูเข้าไปยิงอย่างเหนือชั้น ประตูนี้คือการตอกย้ำชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จด้วยอัจฉริยภาพทางฟุตบอลของมาราโดนาอย่างแท้จริง
สุดท้ายอาร์เจนตินาชนะไป 2-1 และก้าวไปคว้าแชมป์โลกในปีนั้น ชัยชนะเหนืออังกฤษในวันนั้นทำให้มาราโดนากลายเป็น "วีรบุรุษสงครามในคราบนักฟุตบอล" ของชาวอาร์เจนตินาทันที

มรดกความแค้นที่ส่งต่อไม่สิ้นสุด
ความบาดหมางในปี 1986 ได้กลายเป็นรากฐานของแมตช์หยุดโลกทุกครั้งหลังจากนั้น:

ฟุตบอลโลก 1998: ความเดือดดาลกลับมาอีกครั้งเมื่อ เดวิด เบ็คแฮม ซุปเปอร์สตาร์ของอังกฤษ โดนใบแดงไล่ออกจากสนามหลังจากไปดีดขานอกเกมใส่ ดีเอโก ซิเมโอเน กองกลางจอมเจ้าเล่ห์ของอาร์เจนตินา ทำให้อังกฤษตกรอบ 16ทีมสุดท้ายด้วยการดวลจุดโทษอย่างเจ็บปวด ทำให้เบ็คแฮมกลายเป็นแพะรับบาปของแฟนบอลทั้งชาติไปอีกหลายปีหลังจากนั้น

ฟุตบอลโลก 2002: สี่ปีต่อมาที่ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ เบ็คแฮมกลับมาในฐานะกัปตันทีมชาติและล้างตาได้สำเร็จด้วยการยิงจุดโทษให้อังกฤษเฉือนชนะอาร์เจนตินา 1-0 ในรอบแบ่งกลุ่ม ส่งผลให้อาร์เจนตินาตกรอบแรกในเวลาต่อมา

ฟุตบอลในฐานะภาพสะท้อนความเป็นอริของทั้งสองชาติ
เรื่องราวระหว่างอังกฤษและอาร์เจนตินาแสดงให้เห็นว่า บางครั้งฟุตบอลก็เป็นมากกว่าแค่เกมกีฬาแต่มันคือพื้นที่ที่อนุญาตให้ผู้คนระบายความอัดอั้น ความรักชาติ และรวมไปถึงความแค้นทางประวัติศาสตร์ออกมาได้อย่างถูกกฎหมาย

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และสังคมวิทยาหลายคนชี้ให้เห็นว่า ฟุตบอลในกรณีนี้ทำหน้าที่เป็น "พื้นที่ทางการเมืองที่ปลอดภัย" เป็นสนามที่ประชาชนสามารถระบายความโกรธ ความภาคภูมิใจ และความเจ็บปวดของชาติออกมาได้โดยไม่ต้องหยิบอาวุธ
ศาสตราจารย์ Eduardo Archetti นักมานุษยวิทยาชาวอาร์เจนตินาเคยกล่าวว่า ฟุตบอลไม่ได้เป็นแค่กีฬาของอาร์เจนตินา แต่เป็นภาษาแห่งอัตลักษณ์ชาติ การชนะอังกฤษในสนามฟุตบอลจึงมีน้ำหนักทางจิตวิทยาที่มากกว่าการชนะทีมอื่นๆ ทุกทีมในโลก
ในทางกลับกัน ชาวอังกฤษก็ไม่ได้รู้สึกว่านี่คือเกมธรรมดา ทุกครั้งที่เห็นธงฟ้าขาวของอาร์เจนตินา สื่ออังกฤษจะพาดหัวด้วยถ้อยคำที่เชื่อมโยงกับสงคราม ฟอล์กแลนด์ และมาราโดนาเสมอ ราวกับว่าบาดแผลจากสงครามในปี 1982 และ ความปราชัยต่อมาราโดนาและเพื่อนร่วมทีมในแมตช์อัปยศของทีมชาติอังกฤษในปี 1986 ยังคงสดใหม่และสร้างความเจ็บปวดให้ชาวอังกฤษอยู่เสมอ

แม้ในปัจจุบัน ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสองประเทศจะลดน้อยลงตามกาลเวลา และนักเตะอาร์เจนตินามากมายต่างย้ายมาค้าแข้งและเป็นที่รักในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ (เช่น อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ของลิเวอร์พูล, ลิซานโดร มาร์ติเนสของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือ เอ็นโซ เฟอร์นันเดซของเชลซี) แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เหล่านักรบในเสื้อลายฟ้าขาวต้องเผชิญหน้ากับเหล่าอัศวินภายใต้เสื้อสีขาวของพลพรรคสิงโตคำราม... กลิ่นอายของความขัดแย้งในรอยทางแห่งประวัติศาสตร์ สายตาอันดุดัน อารมณ์ที่คุกรุ่นและคบเพลิงแห่งจิตวิญญาณอันระอุไปด้วยความไม่ยอมแพ้ที่ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่นก็จะถูกจุดให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งเสมอ

สงครามฟอล์กแลนด์อาจจบลงไปแล้วด้วยปืนและเลือดที่หลั่งนอง แต่ส่วนหนึ่งของมันยังคงสู้รบต่อไปในทุกการดวลลูกจุดโทษ ทุกการปะทะบนสนาม และทุกเสียงโห่ร้องจากอัฒจันทร์ที่ดังก้องข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมการพบกันบนสนามฟุตบอลของอังกฤษกับอาร์เจนตินาถึงเป็น มากกว่าฟุตบอล แต่มันแสดงให้เห็นถึงตัวตนของมนุษยชาติในรูปแบบที่ดิบและจริงที่สุดผ่านเกมกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงสุดบนโลกใบนี้นั่นเอง

Digest

“ลิซ่า” และ “เนเน่ รอยัล” คือเพชรไทยที่ต้องเจียระไนตัวเอง ไม่ได้เกิดจาก Soft Power ของรัฐ แต่เกิดจากพรสวรรค์ไทยที่ต้องดิ้นรนจนโลกหันมามอง ย้ำเด็กไทยดังไกลระดับโลกด้วยตัวเอง

ความโด่งดังในระดับ “ปรากฏการณ์โลก" เหนือกว่า “Soft Power” ธรรมดา ของ “ลิซ่า” และ “เนเน่ รอยัล” เด็กไทยที่โตบนเวทีโลก..ด้วยตัวเอง

ความสำเร็จของเด็กไทยบนเวทีโลกไม่เคยเป็นเรื่องบังเอิญ แต่สิ่งที่น่าเศร้าคือความสำเร็จเหล่านั้นแทบไม่เคยได้รับการโอบอุ้มจากโครงสร้างภาครัฐตั้งแต่ต้น ตั้งแต่วันที่ "ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล ใช้ทุนรอนของตัวเองไปเขย่า “อุตสาหกรรมเพลงระดับโลก” ในฐานะศิลปินเดี่ยว และสมาชิกวง “ BLACKPINK” ได้สำเร็จ จนมาถึงปรากฏการณ์ล่าสุดของ "เนเน่ รอยัล" หรือ แพรว รัตติกานต์ อำลอย สาวน้อยวัย 16 ปีจากภูเก็ต ที่เพิ่งระเบิดพลังร็อก กวาด 4 ผ่าน (YES) จากคณะกรรมการในรายการ “America’s Got Talent” ไปอย่างสมศักดิ์ศรี

หากลองพิจารณาเส้นทางของทั้งคู่ เราจะพบภาพสะท้อนที่ชัดเจนของคำว่า "อยากเป็นเพชรก็ต้องฝึกเจียระไนด้วยน้ำมือของตนเอง"

หลายปีก่อน “ลิซ่า” ต้องหอบความฝัน กอดความเพียรพยายาม ไปฝึกฝนอย่างหนักหน่วงในต่างแดน ภายใต้ “ระบบนิเวศบันเทิงของเกาหลีใต้” ที่เพียบพร้อม และเข้มงวด มาปีนี้ “เนเน่ รอยัล” เติบโตมาจาก “ดนตรีเปิดหมวก” ตามตลาดในจังหวัด ภูเก็ต ฝึกฝนกีตาร์ไฟฟ้าด้วยตัวเองผ่านอินเทอร์เน็ต โดยมีครอบครัวเป็นแรงผลักดันหลักเพียงหนึ่งเดียว

ทั้งสองคนคือตัวแทนของความสามารถอันเหนือชั้นที่พิสูจน์ให้เห็นกระจ่างชัดว่า เด็กไทยเก่งและมีศักยภาพในระดับโลก แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามที่สุดคือ “บทบาทของรัฐบาลไทย” ในการขับเคลื่อนสิ่งที่เรียกว่า "Soft Power" เมื่อพิจารณาอย่างตรงไปตรงมา รัฐมักจะตกอยู่ในสถานะ "ผู้ตามเทรนด์" มากกว่า "ผู้สร้างโอกาส" ใช่หรือไม่?

มาดูกัน เช่น กรณีของ “ลิซ่า” เมื่อใดที่เธอหยิบจับอะไร ไม่ว่าจะเป็นผ้าถุงไทย ลูกชิ้นยืนกิน ภาครัฐจึงจะตื่นตัว รีบโผเข้ามา "เคลมความดีความชอบ" หรือจัดกิจกรรมเกาะกระแส เช่นเดียวกับกรณีของ “เนเน่” ทันทีที่คลิปเพลง “Zombie” กลายเป็นไวรัลทั่วโลก เราถึงจะเริ่มเห็นหน่วยงานรัฐเดินอุ้ยอ้ายออกมาชื่นชม และประกาศความภาคภูมิใจ

อดนึกเป็นอื่นไปไม่ได้ว่า “รัฐบาลไทย” มักจะมองเห็นสิ่งดี ๆ ก็ต่อเมื่อสิ่งเหล่านั้นได้รับเสียงปรบมือจากชาวต่างชาติแล้วเท่านั้น แต่ในระหว่างทางที่ “เด็กสาวสองคน” ต้องซ้อมเต้นจนเข่าช้ำ และหอบกีตาร์ไปเล่นเปิดหมวก รัฐสวัสดิการไม่รู้ไปมุดอยู่มุมไหนของประเทศไทย

ถ้ายังช้าเป็นเต่าล้านปีอยู่เช่นนี้ อนาคตก็จะเกิด “สมองไหลทางวัฒนธรรม” ศิลปินที่มีพรสวรรค์จะเลือกไปเติบโต และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แพลตฟอร์มหรือค่ายเพลงต่างประเทศ ก็จะเกิดการสูญเสีย “โอกาสทางเศรษฐกิจ” แทนที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการผลิตบุคลากรสร้างสรรค์ เรากลับเป็นได้เพียง "ผู้ส่งออกวัตถุดิบ" ที่ให้ต่างชาติเอาไปเจียระไนแล้วขายกลับมาให้เราดู

สิ่งเดียวที่ “อัจฉริยะของชาติ” ขาดมาตลอด คือรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และกล้าลงทุนใน “ทรัพยากรมนุษย์” อย่างจริงจัง ก่อนที่ประเทศจะเสียโอกาสในการสร้าง "ซูเปอร์สตาร์โลก" คนต่อไป เพียงเพราะความล่าช้า และสายตาโง่ ๆ ที่เอาไว้จ้องมองแต่ “งบประมาณแผ่นดิน” เท่านั้น

ย้อนบทเรียน Millennium Challenge 2002 มหาอำนาจอาจมีเทคโนโลยีเหนือกว่า แต่แพ้ได้ หากศัตรูไม่ยอมเล่นตามเกมที่วางไว้ เกมซ้อมรบ 250 ล้านดอลลาร์ ที่สหรัฐฯ เคย “แพ้” อิหร่านจำลอง

Millennium Challenge 2002 (ความท้าท้ายแห่งสหัสวรรษ 2002) แบบจำลองทางทหารมูลค่า 250ล้านเหรียญที่ผลออกมาว่า สหรัฐฯ พลาดท่าพ่ายแพ้ต่ออิหร่าน

การซ้อมรบ Millennium Challenge 2002 (MC02) เป็นการจำลองยุทธ์ด้วยคอมพิวเตอร์ครั้งใหญ่ที่สุดของกองทัพสหรัฐฯ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 ก.ค. - 15 ส.ค. ปี 2002 ด้วยงบประมาณสูงถึง 250 ล้านดอลลาร์ จุดประสงค์คือเพื่อทดสอบแนวคิด "สงครามเครือข่ายศูนย์กลาง" (Network-centric Warfare) ทั้งยังเป็นการทดสอบแสนยานุภาพและหลักนิยมของกองทัพสหรัฐฯ โดยฝ่ายน้ำเงิน (กองทัพสหรัฐฯ) ต้องต่อสู้กับฝ่ายแดง ซึ่งจำลองเป็นประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซีย ( อิหร่าน) บัญชาการโดยพลโท Paul Van Riper นายทหารนาวิกโยธินที่เกษียณแล้ว โดยความน่าสนใจในการซ้อมรบครั้งนี้มีรายละเอียดดังนี้

-ฝ่ายแดงใช้ยุทธวิธีแบบอสมมาตร (Asymmetric Warfare): พลโท Van Riper เลือกใช้ยุทธวิธีโบราณและเทคโนโลยีต่ำแทนระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ใช้มอเตอร์ไซค์ส่งสารเพื่อหลีกเลี่ยงการดักจับสัญญาณ และใช้สัญญาณไฟกระพริบแทนคลื่นวิทยุ

-ชัยชนะอันรวดเร็วของฝ่ายแดง: เมื่อกองทัพสหรัฐฯ ส่งกองเรือขนาดมหึมาเข้าสู่อ่าวเปอร์เซีย ฝ่ายแดงได้ทำการโจมตีเชิงป้องกัน (Preemptive Strike) ด้วยการยิงฝูงขีปนาวุธล่วงหน้าเข้าใส่เรือรบสหรัฐฯ ทำให้อากาศยานและเรือรบจำลองของฝ่ายสหรัฐฯ จมลงสู่ก้นทะเลถึง 16 ลำ ซึ่งหากเป็นสถานการณ์จริงจะทำให้ทหารอเมริกันเสียชีวิตหลายพันนายภายในเวลาไม่กี่นาที

กลยุทธ์ที่พลโท Van Riper ใช้ในการรบแบบอสมมาตร: ด้วยเพราะ เขาตระหนักดีว่าหากเขาเล่นตามเกมในตำราทหารแบบดั้งเดิม กองทัพฝ่ายแดง (Red Force) ของเขาซึ่งมีเทคโนโลยีล้าหลังกว่า ย่อมไม่มีทางต้านทานระบบสอดแนมและการโจมตีที่แม่นยำของฝ่ายน้ำเงิน (Blue Force: สหรัฐฯ) ได้ ดังนั้น เขาจึงเลือกใช้ กลยุทธ์แบบอสมมาตร (Asymmetric Warfare) หรือการหยิบจุดแข็งที่เป็นความล้าหลัง และคาดเดาไม่ได้ของตนเอง มาโจมตีจุดอ่อนในความพึ่งพาเทคโนโลยีที่มากเกินไปของฝ่ายศัตรู โดยแบ่งออกเป็น 4 วิธีหลักดัง:

1. ต่อต้านระบบดักฟังด้วยระบบสื่อสารยุคเก่า (Low-Tech Communications) ในเมื่อฝ่ายน้ำเงินมีเทคโนโลยีระดับเทพที่สามารถดักจับคลื่นวิทยุ สัญญาณโทรศัพท์ดาวเทียม และการสื่อสารทางดิจิทัลได้ทุกรูปแบบเพื่อประเมินสถานการณ์ (ตามแนวคิด Information Dominance) พลโท Van Riper จึงสั่ง "ปิดวิทยุสื่อสารทั้งหมด" แล้วย้อนกลับไปใช้เทคนิคโบราณที่ไม่มีคลื่นหรือสัญญาณไฟฟ้าให้ดักจับได้:
· การส่งสารด้วยมอเตอร์ไซค์ (Motorcycle Messengers): ใช้หน่วยเคลื่อนที่เร็วขี่มอเตอร์ไซค์ส่งคำสั่งเป็นเอกสารกระดาษไปยังหน่วยรบแนวหน้าโดยตรง
· การใช้สัญญาณไฟและรหัสลับด้วยพิธีกรรมทางศาสนา: ใช้สัญญาณไฟสีประภาคาร (Light Signals) แบบสงครามโลกครั้งที่ 2 ในการสั่งการให้เครื่องบินรบขึ้นบิน และใช้ระบบกระจายเสียงจากหออะซานของมัสยิด (ส่งคำร้องเรียกทำพิธีสวด) เป็นโค้ดลับในการสั่งเคลื่อนกำลังพลพร้อมกันทั่วประเทศ

2. การซ่อนพรางกำลังรบในพลเรือน (Camouflage inside Civilian Traffic) แทนที่จะจอดเรือรบและตั้งฐานทัพทหารเด่นหราบนจอเรดาร์ พลโท Van Riper เลือกที่จะพรางตัวไปกับวิถีชีวิตปกติของประชาชนเพื่อทำให้ระบบแยกแยะเป้าหมายอัตโนมัติของฝ่ายน้ำเงินเป็นอัมพาต:
· การหาพิกัดเรือศัตรู: แทนที่จะเปิดเรดาร์ทหารสแกนหาเรือรบสหรัฐฯ (ซึ่งจะทำให้ฝ่ายสหรัฐฯ รู้ตัวทันที) เขาใช้ เรือประมงท้องถิ่นและเรือสินค้าพลเรือน ที่ล่องเรือผ่านไปมาตามปกติ ทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาแล้วรายงานพิกัดกองเรือสหรัฐฯ กลับมา
· การเคลื่อนกำลังพล: เขาซ่อนเรือเร็วโจมตีติดอาวุธและเครื่องบินรบขนาดเล็กไว้ปะปนกับเรือพาณิชย์และเครื่องบินพลเรือนในน่านน้ำและน่านฟ้าที่แออัด ทำให้ฝ่ายน้ำเงินไม่กล้าโจมตีก่อนเพราะแยกไม่ออกว่าลำไหนคือผู้บริสุทธิ์ ลำไหนคือทหาร

3. กลยุทธ์ฝูงผึ้งรุมต่อย (Swarm Tactics) จุดอ่อนของระบบป้องกันภัยทางอากาศระดับสูงอย่างระบบ Aegis บนเรือรบสหรัฐฯ คือมันถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่มีเทคโนโลยีสูงจำนวนหนึ่ง (เช่น เครื่องบินรบหรือขีปนาวุธทิ้งตัวไม่กี่ลูก) แต่ระบบจะประมวลผลไม่ทันหากเจอเป้าหมายขนาดเล็กจำนวนมหาศาลจู่โจมพร้อมกัน พลโท Van Riper จึงสั่งให้ เรือเร็วติดระเบิดฆ่าตัวตาย (Kamikaze Speedboats), เรือสปีดโบ๊ทพลเรือน และเครื่องบินใบพัดขนาดเล็ก นับร้อย ๆ ลำ บุกโจมตีเข้าใส่กองเรือสหรัฐฯ พร้อมกันจากทุกทิศทางในลักษณะ "ฝูงผึ้งจำนวนมาก" ควบคู่กับการระดมยิงขีปนาวุธต่อต้านเรือรบจากชายฝั่ง ผลคือเรดาร์และระบบยิงสกัดของฝ่ายน้ำเงินทำงานหนักเกินขีดจำกัด (Overwhelmed) จนไม่สามารถสกัดกั้นได้หมดและถูกจมเรือไปถึง 19 ลำในเวลาแค่ 10 นาที

4. การชิงลงมือก่อนเพื่อตัดโอกาสก่อนที่ศัตรูจะตั้งตัวได้ (Preemptive Strike) ฝ่ายน้ำเงินคุ้นชินกับการส่งคำขาด (Ultimatum) เพื่อกดดันให้ข้าศึกยอมจำนนก่อน แล้วค่อย ๆ เปิดฉากโจมตีอย่างเป็นระบบตามขั้นตอน แต่พลโท Van Riper รู้ดีว่าหากปล่อยให้ฝ่ายน้ำเงินจัดตั้งแนวรบเสร็จสมบูรณ์ ฝ่ายเขาจะไม่มีโอกาสชนะเลย ทันทีที่ฝ่ายน้ำเงินส่งคำขาดและประกาศว่าเรือรบได้แล่นเข้าสู่ระยะน่านน้ำแล้ว เขาจึงชิงลงมือสั่งโจมตีเต็มอัตราศึกทันที โดยไม่รอให้ระยะเวลาในคำขาดหมดลง การตัดสินใจที่เฉียบขาดและนอกตำรานี้สร้างความตื่นตระหนกและทำลายวงจรการตัดสินใจ (OODA Loop) ของผู้บัญชาการฝ่ายสหรัฐฯ จนตั้งตัวไม่ติดนั่นเอง

การรีเซ็ตการฝึกซ้อม: เนื่องจากผลลัพธ์ที่ปรากฏว่า กองสหรัฐฯ พ่ายแพ้อย่างรวดเร็วและไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการทดสอบเทคโนโลยี ผู้ควบคุมการฝึกจึงตัดสินใจสั่งหยุดเกม ย้อนเวลากลับไป และบังคับให้ฝ่ายแดงเปิดระบบป้องกันเพื่อให้เรือของสหรัฐฯ สามารถรบต่อและทดสอบยุทโธปกรณ์ได้ตามเป้าหมาย การตัดสินใจแทรกแซงดังกล่าวทำให้ พลโท Van Riper ประท้วงและลาออกจากการฝึก โดยวิจารณ์ว่า Millennium Challenge 2002 เป็นเพียงการซ้อมรบที่ถูกเขียนบทมาเพียงเพื่อให้เทคโนโลยีของกองทัพสหรัฐฯ ชนะเท่านั้น พลโท Van Riper กล่าวในภายหลังว่า หลังรีเซ็ต ฝ่ายแดง Red ถูกจำกัดปฏิบัติการหลายอย่าง เช่น การห้ามยิงก่อน ต้องเปิดเรดาร์ และต้องจัดวางกำลังตามที่ผู้ควบคุมกำหนด เหตุการณ์นี้กลายเป็นกรณีศึกษาด้านกลยุทธ์ที่โด่งดัง ซึ่งผู้คนบนฟอรัม War College Reddit มักมีความเห็นสอดคล้องกันว่า การฝึกซ้อมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการปรับตัวต่อกลยุทธ์ที่คาดไม่ถึงของศัตรู

พลโท Paul Van Riper ปัจจุบันยังมีชีวิตในวัย 88 ปี เข้าร่วมกับกองกำลังนาวิกโยธินตั้งแต่อายุ 18 ปี ก่อนที่จะเลื่อนเป็นนายทหารสัญบัตรใน 7 ปีต่อมา เขาได้รับเหรียญ Silver Star สองครั้ง จากวีรกรรมในสงครามเวียดนาม เขาเป็นคณะทำงานของกองกำลังนาวิกโยธิน MARCENT/I ในระหว่างปฏิบัติการ Desert Shield และ Desert Storm (มกราคมถึงมีนาคม 1991) ก่อนเกษียณจากกองทัพ เขาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลนาวิกโยธินที่ 2 และกองบัญชาการพัฒนาการรบของนาวิกโยธิน ณ เมืองควอนติโก มลรัฐเวอร์จิเนีย และเหรียญเกียรติคุณการบริการดีเด่นของกองทัพเรือ () หลังการเกษียณอายุ เขาได้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการและคณะทำงานที่ปรึกษาของธุรกิจหลายแห่ง

แล้วทำไมจึงดูเหมือนว่าสหรัฐฯ ไม่ได้นำบทเรียนจากการซ้อมรบ Millennium Challenge 2002 ไปใช้ อันที่จริงแล้วมีหลายเหตุผล ได้แก่
1. เป้าหมายของการซ้อมรบไม่ใช่การแข่งขันเพื่อหาผู้ชนะ Millennium Challenge 2002 ถูกออกแบบมาเพื่อทดสอบแนวคิดการรบใหม่ (Transformation) มากกว่าจะเป็นการแข่งว่าใครชนะ หากสถานการณ์จบเร็วเกินไป การทดสอบส่วนอื่นจะทำไม่ได้ จึงต้องมีการรีเซ็ตบางช่วงของเกม

2. เรื่อง "ฝ่ายแดงถูกบังคับให้แพ้" เป็นความจริงเพียงบางส่วนเท่านั้น โดย Pentagon ระบุว่า การปรับเปลี่ยนเหล่านี้ทำเพื่อให้สามารถทดสอบระบบและแนวคิดที่เหลือของการฝึกได้ ไม่ใช่เพื่อปกป้องชื่อเสียงของฝ่ายน้ำเงินเพียงอย่างเดียว

3. หลายบทเรียนถูกนำไปใช้จริง แม้จะมีความเข้าใจว่าบทเรียนถูกละเลย แต่หลายประเด็นกลับถูกนำไปพัฒนา เช่น
- การรับมือฝูงเรือเร็ว (Swarm Attack)
- การป้องกันขีปนาวุธร่อน
- การข่าวกรองและการเฝ้าระวังที่ครอบคลุมมากขึ้น
- การเตรียมรับมือศัตรูที่ใช้วิธีการสื่อสารแบบไม่พึ่งเทคโนโลยีขั้นสูง
โดยในเวลาต่อมากองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ลงทุนอย่างมากในระบบป้องกันหลายชั้น ระบบอาวุธระยะประชิด และการฝึกรับมือการโจมตีแบบอิ่มตัว (saturation attacks) ซึ่งสะท้อนบทเรียนบางส่วนจากเหตุการณ์ดังกล่าว

4. แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเชิงสถาบันบางอย่าง นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า Millennium Challenge 2002 แสดงให้เห็นปัญหาที่พบได้ทั่วไปในองค์กรขนาดใหญ่ คือ
· ความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีมากเกินไป
· การวางแผนโดยตั้งสมมติฐานว่าศัตรูจะทำตามแบบที่คาดไว้
· วามยากในการยอมรับผลการทดลองที่ขัดกับแนวคิดหลักขององค์กร
· ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับกองทัพสหรัฐฯ แต่พบได้ในกองทัพและองค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลก

หากมองจากเหตุการณ์ในปัจจุบัน กองทำสหรัฐฯ ไม่ได้เพิกเฉยต่อบทเรียนจาก Millennium Challenge 2002 ทั้งหมด แต่นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า บทเรียนบางส่วนถูกลดทอนหรือถูกตีความในลักษณะที่เอื้อต่อแนวคิดเดิมขององค์กร ขณะเดียวกัน บทเรียนด้านยุทธวิธีและการป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่จำนวนไม่น้อยก็ถูกนำไปพัฒนาต่อยอดจริง และฝ่ายการเมืองทั้งประธานาธิบดี Donald Trump และ Pete Hegseth รัฐมนตรีกระทรวงสงครามต่างไม่สนใจต่อข้อเสนอและคำแนะนำจากฝ่ายทหาร จะได้จากการปลด ปรับย้าย นายทหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านจึงปรากฏผลออกมาเช่นที่ชาวโลกได้เห็นกันในทุกวันนี้

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

ญี่ปุ่น-บราซิล สายสัมพันธ์แห่งฟุตบอลที่เต็มเปี่ยมด้วยความเคารพและการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ

หากจะเอ่ยถึงประเทศที่มีอิทธิพลต่อวงการฟุตบอลญี่ปุ่น (J.League) มากที่สุด คำตอบเดียวที่ลอยเด่นขึ้นมาอย่างไร้ข้อกังขาคือ “บราซิล”
ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาตินี้ไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจการซื้อขายนักเตะ หรือความหลงใหลในเกมลูกหนังทั่วไป แต่เป็นมิตรภาพอันลึกซึ้งที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของความเคารพ การเรียนรู้ และการถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่ง “แซมบ้า” มาหลอมรวมกับความมุ่งมั่นทุ่มเทแบบ “ซามูไร” จนกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งให้ทีมชาติญี่ปุ่นก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจลูกหนังแห่งเอเชียและทีมระดับแถวหน้าของโลกในปัจจุบัน

จุดเริ่มต้นจากความเคารพและการเปิดใจเรียนรู้
ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1990 ก่อนที่เจลีกจะถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ฟุตบอลในญี่ปุ่นยังเป็นเพียงกีฬากึ่งอาชีพ ชาติลูกหนังแห่งนี้ตระหนักดีว่าหากต้องการพัฒนาสู่ระดับสากล พวกเขาจำเป็นต้องเรียนรู้จากสิ่งที่ดีที่สุด และประเทศที่ญี่ปุ่นเลือกเปิดรับนวัตกรรมลูกหนังเข้ามาเต็มตัวก็คือ บราซิล ดินแดนแห่งมนต์ขลังฟุตบอล
แต่สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญคือ "ความเคารพ (Respect)" ที่ญี่ปุ่นมีต่อศาสตร์ฟุตบอลของบราซิล พวกเขาไม่ได้เพียงแค่จ้างโค้ชหรือซื้อนักเตะมาร่วมทีมเพื่อสร้างกระแส แต่ญี่ปุ่นต้อนรับบุคลากรจากบราซิลด้วยความยกย่องและพร้อมที่จะถอดรหัสความอัจฉริยะทางลูกหนัง เพื่อนำมาปรับใช้กับระบบเยาวชนและการจัดการอย่างจริงจัง

ซิโก้ (Zico): ผู้วางรากฐานและ "พระเจ้า" ของฟุตบอลญี่ปุ่น
หากจะหาบุคคลที่เป็นสัญลักษณ์สูงสุดของสายสัมพันธ์นี้ คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก อาร์เธอร์ แอนตูเนส โคอินบรา หรือที่ทั่วโลกรู้จักในนาม “ซิโก้” (Zico)
อดีตจอมทัพระดับตำนานทีมชาติบราซิลย้ายมาร่วมทีม คาชิม่า แอนท์เลอร์ส ในช่วงโค้งสุดท้ายของอาชีพค้าแข้ง สิ่งที่ซิโก้นำมาทิ้งไว้ไม่ใช่แค่ทักษะการยิงประตูหรือการจ่ายบอลที่เหนือชั้น แต่คือ "วัฒนธรรมฟุตบอลอาชีพที่แท้จริง" เขาคอยพร่ำสอนนักเตะญี่ปุ่นในเรื่องของทัศนคติ ความกระหายในชัยชนะ และความเป็นมืออาชีพ ทั้งในและนอกสนาม
ความทุ่มเทของซิโก้ทำให้เขาได้รับความเคารพรักจากคนญี่ปุ่นอย่างสูงสุด จนถึงขั้นได้รับการขนานนามว่าเป็น "บิดาแห่งเจลีก" และต่อมาเขายังได้รับเกียรติให้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติญี่ปุ่น พาทีมคว้าแชมป์เอเชียนคัพในปี 2004

เมล็ดพันธุ์แซมบ้าบนผืนแผ่นดินซามูไร
นอกเหนือจากซิโก้แล้ว ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา มีนักเตะและโค้ชชาวบราซิลนับร้อยชีวิตที่เดินทางข้ามมหาสมุทรมาค้าแข้งในเจลีก ไม่ว่าจะเป็น ดุงก้า (Dunga), เลโอนาร์โด (Leonardo), วอชิงตัน (Washington) หรือในยุคหลังอย่าง เลอันโดร ดามิเทา (Leandro Damião)
การมาของพวกเขาสร้างผลกระทบเชิงบวกในสองมิติ:
1. ยกระดับมาตรฐานลีก: นักเตะญี่ปุ่นในลีกได้ปะทะและเรียนรู้จากผู้เล่นระดับโลกทุกสัปดาห์ ทำให้เกิดความคุ้นเคยและไม่กลัวเกรงเมื่อต้องไปเผชิญหน้ากับผู้เล่นต่างชาติในเวทีระดับโลก
2. แรงบันดาลใจสู่เยาวชน: เด็ก ๆ ชาวญี่ปุ่นเติบโตมาพร้อมกับการซึมซับทักษะ ความพริ้วไหว และจินตนาการในการเล่นแบบบราซิลเลียน ผ่านการดูรุ่นพี่เหล่านี้ในสนาม
ความสัมพันธ์นี้ยังแน่นแฟ้นถึงขั้นที่นักเตะชาวบราซิลหลายคนเลือกที่จะโอนสัญชาติเพื่อรับใช้ทีมชาติญี่ปุ่นด้วยความเต็มใจและภาคภูมิใจ เช่น รุย รามอส (Ruy Ramos), อเล็กซ์ ซานโตส (Alex Santos) และ มาร์คัส ตูลิโอ ทานากะ (Marcus Tulio Tanaka) ซึ่งทุกคนล้วนสร้างตำนานและกลายเป็นฮีโร่ของแฟนบอลญี่ปุ่นอย่างแท้จริง

จาก "ผู้รับ" สู่การพัฒนา "ความเป็นเลิศ"
ในวันนี้ สายสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและบราซิลได้ผลิดอกออกผลอย่างงดงาม ทีมชาติญี่ปุ่นไม่ได้เป็นเพียงแค่ "นักเรียน" ที่คอยเดินตามหลังครูอีกต่อไป แต่พวกเขาได้นำสิ่งที่เรียนรู้จากบราซิลมาผสานเข้ากับจุดเด่นด้านวินัย การทำงานเป็นทีม และเทคโนโลยีการจัดการด้านกีฬา จนสร้างอัตลักษณ์ฟุตบอลในแบบฉบับของตัวเองขึ้นมาได้สำเร็จ

ภาพของทีมชาติญี่ปุ่นที่สามารถต่อกรกับยักษ์ใหญ่ทั่วโลกในศึกฟุตบอลโลกได้อย่างสง่างาม ด้วยรูปแบบการเล่นที่รวดเร็ว แม่นยำ และเปี่ยมไปด้วยทักษะความสามารถเฉพาะตัว คือข้อพิสูจน์ชั้นดีว่า การเปิดใจเรียนรู้อย่างถ่อมตนและการได้รับคำแนะนำที่ถูกทิศทางจากบราซิล สามารถนำพาชาติหนึ่งไปสู่ความเป็นเลิศในระดับสากลได้อย่างไร

บทพิสูจน์แห่งความเคารพในเวทีระดับโลก: ฟุตบอลโลก 2026

สายสัมพันธ์ที่ถักทอจากอดีตได้เดินทางมาถึงบททดสอบครั้งสำคัญในศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบ 32 ทีมสุดท้าย ณ เมืองฮิวสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา (29 มิถุนายน 2026) ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในแมตช์ที่น่าจดจำที่สุดระหว่างสองชาตินี้ และเป็นข้อพิสูจน์ที่จับต้องได้ถึงคำว่า "ความเคารพและการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ" อย่างแท้จริง

ถ้อยแถลงจาก "คาร์โล อันเชล็อตติ": นัดชี้ชะตาที่ไม่ต่างจากนัดชิงชนะเลิศ
ก่อนที่เสียงนกหวีดเริ่มเกมจะดังขึ้น คาร์โล อันเชล็อตติ (Carlo Ancelotti) ยอดผู้จัดการทีมชาวอิตาเลียนผู้กุมบังเหียนทีมชาติบราซิลในปัจจุบัน ได้แสดงความเคารพต่อฟุตบอลญี่ปุ่นอย่างสูงสุดผ่านการแถลงข่าวก่อนเกม โดยเขาปฏิเสธคำว่า "ทีมเต็ง" และยกย่องขุนพลซามูไรบลูว่า: "ญี่ปุ่นคือหนึ่งในทีมชาติที่ดีที่สุดในโลก และเราให้ความเคารพพวกเขาอย่างสูงสุด การเจอกับพวกเขาในรอบน็อคเอาต์นี้มันไม่ต่างอะไรกับ 'นัดชิงชนะเลิศ' เลย ในโลกฟุตบอลยุคนี้ไม่มีคำว่าทีมที่ไร้ระบบอีกต่อไปแล้ว ทุกคนต่างผ่านการฝึกซ้อมและมีวินัยทางแทกติกที่ยอดเยี่ยม ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือคุณภาพส่วนตัวของนักเตะเท่านั้น คำพูดของอันเชล็อตติสะท้อนให้เห็นว่า บราซิลในยุคปัจจุบันมองญี่ปุ่นเป็นผู้ท้าชิงที่ยืนอยู่ในระดับสายตาเดียวกัน ไม่ใช่ทีมรองบ่อนจากเอเชียเหมือนในอดีต

สมรภูมิที่ฮิวสตัน: ซามูไรบลูผู้เกือบสยบราชันแซมบ้า
เมื่อการแข่งขันเริ่มต้นขึ้น ทีมชาติญี่ปุ่นแสดงให้เห็นทันทีว่าคำเตือนของอันเชล็อตติไม่ใช่เรื่องเกินจริง วินัยเกมรับอันเหนียวแน่นและการบีบพื้นที่อย่างเป็นระบบทำให้ขุนพลแซมบ้าเล่นได้ยากลำบาก
และในนาทีที่ 29 แฟนบอลทั่วโลกต้องตะลึงเมื่อ ไคชู ซาโนะ (Kaishu Sano) กองกลางของญี่ปุ่น ฉวยโอกาสดักบอลจากการจ่ายที่ผิดพลาดของบราซิล ก่อนจะกระชากเข้าไปซัดประตูขึ้นนำ 1-0 ให้ญี่ปุ่นช็อกโลกและจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นั้น
ความตึงเครียดตกไปอยู่ฝั่งบราซิล ซึ่งทำให้ยอดกุนซืออย่างอันเชล็อตติต้องปรับหมากอย่างเร่งด่วนในช่วงพักครึ่ง เขาตัดสินใจแก้เกมด้วยความอดทน เปลี่ยนมาเน้นการโจมตีจากริมเส้นและครอสบอลเข้ากรอบเขตโทษมากขึ้น จนในที่สุด คาเซมิโร่ (Casemiro) ก็โหม่งประตูตีเสมอให้บราซิลได้ในนาทีที่ 56
เกมทำท่าว่าจะต้องยืดเยื้อไปถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ แต่แล้วในนาทีที่ 90+5 กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ (Gabriel Martinelli) ตัวสำรองทีเด็ดก็สวมบทฮีโร่ซัดประตูชัย ดับฝันซามูไรบลูไปอย่างหวุดหวิด 2-1 ส่งบราซิลตีตั๋วสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ

คำชื่นชมหลังเกม: ความพ่ายแพ้ที่เปี่ยมด้วยศักดิ์ศรี
แม้ว่าญี่ปุ่นจะต้องยุติเส้นทางในฟุตบอลโลกครั้งนี้ไว้ที่รอบ 32 ทีม แต่หลังจบเกม คาร์โล อันเชล็อตติ ได้ให้สัมภาษณ์ย้ำถึงความยอดเยี่ยมของคู่แข่งอีกครั้ง โดยยอมรับว่านี่คือแมตช์ที่สมบูรณ์และยากลำบากที่สุดตั้งแต่เริ่มทัวร์นาเมนต์มา ในครึ่งแรกเราเจอปัญหาหนักมาก เพราะญี่ปุ่นเล่นเกมรับได้ดีเยี่ยม พวกเขาต่อบอลกันแคบและตึงตัวมาก ญี่ปุ่นเป็นทีมที่ดีมาก มีการจัดการที่เป็นระบบ สร้างโอกาสที่อันตราย และมีความแข็งแกร่งทางร่างกาย ในฟุตบอลคุณต้องรู้จักที่จะทนทุกข์ และการผ่านเกมที่ยากลำบากแบบนี้มาได้ถือเป็นวิวัฒนาการที่สำคัญของเรา" ในขณะเดียวกัน ฮาจิเมะ โมริยาสุ (Hajime Moriyasu) หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติญี่ปุ่นก็ได้กล่าวหลังเกมด้วยความภูมิใจว่า "ช่องว่างระหว่างเรากับทีมระดับโลกกำลังลดลงเรื่อย ๆ บราซิลคือทีมระดับท็อป แต่เรากำลังเข้าใกล้ระดับนั้นอย่างแน่นอน"

การต่อสู้อันดุเดือดตลอด 96 นาทีที่ฮิวสตัน และการยอมรับอย่างจริงใจจากกุนซือระดับตำนานอย่างอันเชล็อตติ คือเครื่องยืนยันว่า "สายสัมพันธ์ญี่ปุ่น-บราซิล" ได้ยกระดับจากความสัมพันธ์แบบ "ครูกับศิษย์" ในวันวาน มาสู่การเป็น "คู่แข่งที่สมศักดิ์ศรี" บนเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบ

มิตรภาพลูกหนังระหว่างญี่ปุ่นและบราซิล จึงเป็นมากกว่าเรื่องของเกมกีฬา แต่มันคือเรื่องราวของความเชื่อใจ ความเคารพในวัฒนธรรมของกันและกัน และการส่งต่อแรงบันดาลใจที่ไร้พรมแดน ซึ่งจะยังคงโลดแล่นอย่างงดงามในใจของแฟนบอลทั้งสองชาติและกลายเป็นเรื่องราวที่สวยงามที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลของโลกใบนี้ตลอดไป

ยุคนี้ 60 ยังไม่ใช่ชรา!! โลกกำลังนิยามใหม่ว่า “แก่จริง” อาจเริ่มที่ 80 เมื่อชีวิตยังเดินต่อได้อย่างมีพลัง อายุจริงอาจไม่สำคัญเท่าอายุสมรรถภาพ ผู้เชี่ยวชาญชี้บางคนวัย 80 ยังแข็งแรงกว่าวัย 60

ตลอดเวลาที่ผ่านมาโดยปกติแล้ว "วัยชรา" มักถูกกำหนดไว้ตั้งแต่อายุ 60 หรือ 65 ปี ด้วยเพราะเหตุผลเรื่องการเกษียณอายุหรือนโยบายต่าง ๆ แต่ในปัจจุบัน ด้วยอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและสุขภาพที่ดีขึ้น แนวคิดที่ว่าวัยชราเริ่มต้นที่อายุ 80 ปีสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน ซึ่งเกิดจากอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีขึ้นโดยช่วงอายุ 50 ถึง 80 ปีนั้น ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นช่วงขาลง แต่เป็นช่วงของการมีชีวิตที่กระฉับกระเฉงยาวนานขึ้น โดยงานวิจัยและผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า 80 ปี คือเกณฑ์มาตรฐานใหม่สำหรับ "ผู้สูงอายุ" แทนที่ 60 หรือ 65 ปีแบบดั้งเดิม แม้ว่านักวิทยาศาสตร์บางคนจะชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนทางชีวภาพในช่วงอายุ 70 ปี และการจำแนกประเภทโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุ
หลายคนจึงแบ่งวัยชราออกเป็นหลายช่วง เช่น:

- วัยสูงอายุตอนต้น: อายุประมาณ 65–74 ปี
- วัยสูงอายุตอนกลาง: ประมาณ 75–84 ปี
- วัยสูงอายุที่สุด: ประมาณ 85 ปีขึ้นไป

ด้วยมุมมองดังกล่าวทำให้คำกล่าวที่ว่าวัยชราเริ่มต้นที่อายุ 80 ปี จึงมีความสมเหตุสมผลทั้งในแง่สังคมและชีววิทยาสำหรับหลาย ๆ คน เนื่องจากความเสื่อมถอยของสมรรถภาพทางกายอย่างมีนัยสำคัญมักเกิดขึ้นบ่อยขึ้นในช่วงอายุนั้น แม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม อย่างไรก็ตาม การสูงวัยเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล บางคนอายุ 80 ปีอาจกระฉับกระเฉงและพึ่งพาตนเองได้มากกว่าคนอายุ 60 ปี ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญหลายคนจึงนิยมเน้นที่อายุตามสมรรถภาพทางกายมากกว่าอายุจริง โดยศาสตราจารย์ Ian Robertson นักประสาทวิทยาและนักจิตวิทยาคลินิกชาวสก็อตและศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่ Trinity College Dublin ประเทศ Ireland ระบุว่า ทางกายภาพและจิตวิทยา วัยชราสำหรับหลาย ๆ คน จะเริ่มต้นที่อายุ 80 ปี

ในสมัยก่อน วัยเกษียณ (55-60 ปี) จะถือว่า “ชรา” แล้ว แต่ทัศนคติในปัจจุบันได้แปรเปลี่ยนไป ทำให้คำจำกัดความของวัยชราถูกย้อนทบทวนในเวลาต่อมา เว็บไซต์ข่าว SWNS ของสหราชอาณาจักรได้เสนอรายงานจากการศึกษาวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก PayingTooMuch.com บริษัทประกันภัยออนไลน์ ปรากฏว่าปัจจุบันนี้ คนทั่วไปคิดว่า ความชราภาพจะเกิดขึ้นช้ามาก แบบสำรวจผู้สูงอายุจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้คน 2,000 คนที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ด้วยคำถามต่าง ๆ เช่น อายุใดที่ถือว่าชรา และสัญญาณแห่งวัยซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยที่สุดคืออะไร ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ตอบว่า วัยชรายังไม่เริ่มจนกว่าจะอายุ 80 ซึ่งช้ากว่าการศึกษาก่อนหน้านี้มาก ผู้ตอบแบบสำรวจบางคนกล่าวว่า วัยชรานั้นยิ่งห่างออกไปอีก โดย 20% ตอบว่า เริ่มที่ 90 มีเพียง 17% เท่านั้นที่บอกว่าความชราภาพเริ่มต้นที่ก่อนอายุ 70 ปี เรื่องที่น่าสนใจเมื่อพบว่าจากการสำรวจในครั้งนี้ผู้ตอบบอกว่า หากพวกเขาถูกถามด้วยคำถามนี้เมื่อ 30 ปีก่อน ค่าเฉลี่ยเริ่มต้นของวัยชราน่าจะอยู่ที่ 63 ปี

เมื่ออายุมากขึ้น ปัจจัยหลายประการมีส่วนทำให้คำจำกัดความของวัยชราเปลี่ยนไป ในขณะที่ผู้คนปฏิบัติตัวให้มีสุขภาพดีภายหลังการเกษียณ การรับรู้ถึงสิ่งที่เรียกว่า "ชรา" ได้เปลี่ยนไปตามนั้น เกือบสองในสามของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า ผู้ที่ดำเนินชีวิตแบบ Active นานกว่านั้นมีผลกระทบมากที่สุดต่ออายุของวัยชราที่คิดกันใหม่ (80 ปี) แล้วผู้สูงอายุอยู่ในช่วงวัยใด? อย่างไรก็ตาม การสำรวจยังเปิดเผยว่า ผู้คนให้ความสำคัญกับอายุโดยทั่วไปน้อยกว่าที่เคย 82% ของผู้ตอบกล่าวว่า พวกเขารู้สึกอ่อนกว่าอายุจริงโดยเฉลี่ย 11 ปี ในขณะที่ 93% เห็นด้วยกับสุภาษิตที่ว่า "เราอายุมากเท่าที่เรารู้สึกเท่านั้น"

ทำไมอายุ 80 ถึงกลายเป็นช่วงอายุของวัยชราแบบใหม่ อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น:ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น มีสุขภาพดีขึ้น ทำให้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัยชรานั้นเลือนหายไป ความยืดหยุ่นของสมอง:วิทยาศาสตร์ทางประสาทแสดงให้เห็นว่าสมองของผู้ใหญ่ยังคงสามารถปรับตัวได้ ซึ่งบ่งชี้ว่าสามารถใช้งานสมองได้ยาวนานขึ้น การเปลี่ยนแปลงมุมมอง:ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมองว่าคนรุ่นก่อนมีความกระตือรือร้นและอยากรู้อยากเห็นมากกว่า และพบว่าคำว่า "อายุยืน" น่าดึงดูดใจมากกว่าคำว่า "แก่ชรา" โดยช่วงชีวิตใหม่คือ ช่วงอายุ 50-80 ปี กำลังถูกนิยามใหม่ให้เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้นสำหรับการเรียนรู้ การทำงาน และประสบการณ์ใหม่ๆ ไม่ใช่แค่การพักผ่อนเท่านั้น

มุมมองแบบดั้งเดิมกับมุมมองแบบสมัยใหม่ จากความเชื่อดั้งเดิมที่วัยชราเริ่มต้นที่อายุประมาณ 60 หรือ 65 ปี (อายุเกษียณตามปกติ) แต่ด้วยข้อพิจารณาทางชีววิทยาพบว่า งานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นถึง "จุดเปลี่ยน" เช่น การลดลงอย่างฉับพลันของการผลิตเซลล์เม็ดเลือดหลังจากอายุ 70 ปี ซึ่งบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพอย่างกะทันหัน ตามที่นิวไซเอนทิสต์กล่าวได้ไว้ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายปรากฏเมื่ออายุ 80 ปี ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด เช่น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ/กระดูกลดลง และการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันลดลง เป็นเรื่องปกติ ซึ่งจำเป็นต้องมีการดูแลสุขภาพเชิงรุก

การใช้ชีวิตช่วงบั้นปลายอย่างมีความสุข ทัศนคติเชิงบวก:การคงไว้ซึ่งทัศนคติที่ดี ความรู้สึกขอบคุณ และการมองไปข้างหน้า ช่วยให้บุคคลมีสุขภาพดีเมื่ออายุมากขึ้น กิจกรรมคือกุญแจสำคัญ:การออกกำลังกาย การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และการรักษาความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับชีวิตในวัยชราที่เปี่ยมไปด้วยพลังผู้สูงอายุสมัยใหม่กำลังทำหลายอย่างเพื่อยืนยันว่าคำพูดนั้น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โครงการต่าง ๆ ได้เริ่มต้นขึ้นทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกเพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีงานอดิเรกมากขึ้น ตั้งแต่การเล่นเดนตรีไปจนถึงการออกเที่ยวนอกบ้าน

ผู้สูงอายุที่ตื่นตัว ไม่นานมานี้ หนังสือพิมพ์ Washington Post ได้รายงานเกี่ยวกับโครงการให้ผู้สูงอายุในกรุงลอนดอนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม Parkour ซึ่งเป็นกีฬากายกรรมที่มักเกี่ยวข้องกับคนหนุ่มสาวที่ปีนกำแพง และกระโดดจากหลังคาหนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ผู้สูงอายุโดยหน่วยงานของรัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ฝึกกิจกรรมแบบสบาย ๆ มากขึ้น ซึ่งให้พวกเขาทำการแสดงท่าทางต่าง ๆ เช่น การทรงตัวบนหิ้ง และการหมุนบนม้านั่ง แบบฝึกหัดนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้พวกเขาเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัว ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับประชากรที่คาดว่าจะมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น และมีชีวิตที่มีประสิทธิผลมากกว่าคนรุ่นก่อน ๆ

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

“รักชนก” ถูกตั้งคำถามปมสองมาตรฐาน!! นักตรวจสอบหรือเครื่องมือการเมือง ตรวจสอบเข้มฝ่ายตรงข้าม แต่เงียบเมื่อเป็นคนในพรรค ถูกวิจารณ์หนักปมตรวจเข้มเฉพาะฝ่ายตรงข้าม

“รักชนก ศรีนอก” นักตรวจสอบสองมาตรฐาน ตัวแม่แห่งความย้อนแย้ง
คนอื่นทำคือ “เลวชาติ” ถ้าพวกตัวเองพลาดคือ “เรื่องส่วนตัว” 

หากถามผมว่าชอบไหมที่ “รักชนก ศรีนอก” สส.พรรคประชาชน เดินหน้าตรวจสอบคนอื่นที่ส่อเค้าความไม่โปร่งใสในการทำงาน คำตอบคือ ผมชอบครับ เพราะรักชนกเผ็ด กล้าหาญ เอาเป็นเอาตาย สามารถจะกระพือ “เงื่อนงำเลว ๆ” ให้สังคมได้รับรู้ในวงกว้าง เสียงของ “รักชนก ศรีนอก” จึงไม่ต่างจากแสงของสปอร์ตไลท์ ที่ส่องไปโดนใคร ก็เป็นต้องถูกจับจ้องจนอับอายเสียทุกที

ภาพจำที่หลายคนนึกถึง คือนักการเมืองรุ่นใหม่สายฟาด การตั้งคำถามที่ดุดัน และการใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธในการ “ลากความไม่โปร่งใสของฝั่งตรงข้าม” มาตบประจาน

แต่เพราะการทำงานที่ “เลือกปฏิบัติ” มี “สองมาตรฐาน” จึงทำให้เห็นถึงเจตนาเลือกที่รักมักที่ชังเป็นจุดเด่น ความน่าเชื่อถือจึงพังทลายลง สปอร์ตไลท์จึงมีไว้เพียงส่องสาดศัตรู เช่น คดี “Forex-3D” มีเงินโอนเข้าบัญชีชัด ๆ ก็เงียบกริบ ไม่ต่างจาก สส. สีเทาที่นั่งอยู่ในพรรคก็มองไม่เห็น

จาก “นักล่าผู้กระทำผิด” จึงกลายเป็น “ตลกร้ายสายพันธุ์ใหม่” ถ้าคนอื่นทำ คือเลวชาติ คือความฟ่อนเฟะของระบบ แต่ถ้าพวกตัวเองพลาด กลับกลายเป็นเพียงเรื่องส่วนตัว เป็นความผิดพลาดที่ต้องให้โอกาส ทั้ง ๆ ที่ความผิดมีความ “อัปลักษณ์” ไม่ต่างกัน เพราะความกลิ้งกลอกเช่นนี้ ผู้คนไม่น้อยจึงมอง “รักชนก ศรีนอก” เป็นเพียง สส. หน้าไหว้หลังหลอก หาใช่คนที่บริสุทธิ์ใจในการตรวจสอบคนโกงเพื่อสังคมไทยแต่อย่างใด

ทั้งหมดคือ “สมการทางจริยธรรมที่บิดเบี้ยว” นิ้วที่เคยชี้หน้าด่าคนอื่นอย่างเกรี้ยวกราด กลับกลายเป็นนิ้วที่อ่อนแรง และงอเข้าหาตัวเมื่อต้องชี้ไปที่คนในชายคาเดียวกัน ความเงียบเชียบในกรณีข่าวฉาวภายในพรรคทุกเรื่อง ไม่ได้เกิดจากความ "ไม่รู้" แต่เกิดจากความจงใจที่จะมองไม่เห็น ผู้คนที่คิดเป็นจึงตั้งคำถามว่าตกลงเธอกำลังทำหน้าที่ "ผู้ตรวจสอบเพื่อประชาชน" หรือเป็นเพียง "นักโฆษณาชวนเชื่อ" ที่คอยทำลายล้างศัตรูทางการเมืองกันแน่

อีกเรื่องที่สะท้อนตัวตนของ “รักชนก ศรีนอก” ได้กระจ่างชัดที่สุดถึงก็คือเรื่องคดีความส่วนตัว ถือเป็นบททดสอบที่ทำให้เห็นว่า เมื่อถึงคราวที่ตนเองต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ก็จะสื่อสารเพื่อสร้างภาพให้ตนเองกลายเป็น "เหยื่อของระบบ” มากกว่าการน้อมรับกระบวนทางกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เหมือนที่พยายามเรียกร้องให้คนอื่นทำ

ฉายา “ตัวแม่แห่งความย้อนแย้ง” ของพรรคสามกีบ จึงเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

แจ็ค รัสเซล

“ญี่ปุ่น” ไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด!! อาชญากรรมไม่กี่วินาที แต่แผลดิจิทัลอยู่ตลอดชีวิต CNN เปิดปมญี่ปุ่นเผชิญวิกฤตแอบถ่ายใต้กระโปรง เด็กหญิงตกเป็นเหยื่อ–ผู้ก่อเหตุเริ่มตั้งแต่วัยเรียน

การแอบถ่ายภาพใต้กระโปรง
กําลังกลายเป็นปัญหาอาชญากรรมสำคัญของเยาวชนในญี่ปุ่น

โตเกียว “อายากะ” อายุหกขวบเมื่อเธอถูกแอบถ่ายใต้กระโปรงครั้งแรก โดยครูสอนว่ายน้ำของเธอซึ่งเป็นชายที่พุ่งเป้าไปยังบรรดาเด็กหญิงมานานกว่าทศวรรษแล้ว เขาได้ถ่ายภาพและวิดีโอที่ผิดกฎหมายเกี่ยวกับอวัยวะเพศของเธอ จากนั้นเขาจะแชร์ภาพในกลุ่มกับคนรักเด็กคนอื่น ๆ ซึ่งจะรู้สึกขอบคุณสําหรับเนื้อหา และที่พวกเขาเรียกผู้ถ่ายว่า "พระเจ้า"

ซูซูกิพ่อของอายากะ (ชื่อถูกเปลี่ยนเพื่อความเป็นส่วนตัว) เพิ่งรู้ว่า ลูกสาวของเขาตกเป็นเป้าหมายเมื่อตํารวจโทรมาเมื่อสองปีที่แล้ว ใบหน้าและชื่อของเธอปรากฏในภาพบางภาพ ทําให้เธอสามารถระบุตัวตนได้ง่าย "ภรรยาของผมและผมต่างสนับสนุนให้เธอเข้าร่วมโรงเรียนสอนว่ายน้ำ ตอนนั้นเราคิดว่า มันจะเป็นประสบการณ์ที่สนุกสําหรับเธอ" "ผมรู้สึกละอายใจที่ทําให้ลูกสาวของผมต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น ผมรู้สึกโกรธชายที่ก่ออาชญากรรม ผมไม่สามารถให้อภัยเขาได้"

“อายากะ” ไม่ได้เป็นเหยื่อเพียงรายเดียว แต่เธอเป็นหนึ่งในเหยื่อนับไม่ถ้วนของอาชญากรรมการแอบถ่ายภาพใต้กระโปรง และการแอบดูในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่ระบาดในประเทศมานานแล้ว โปสเตอร์เตือนมักจะเรียงรายตามสถานีรถไฟและอาคารสาธารณะในญี่ปุ่น สมาร์ทโฟนทุกเครื่องที่จําหน่ายในประเทศจะต้องส่งเสียงชัตเตอร์เมื่อมีการถ่ายภาพและวิดีโอ ซึ่งเป็นมาตรการทางอุตสาหกรรมที่ออกแบบมาเพื่อยับยั้งการถ่ายภาพแอบถ่ายในปี 2023 ญี่ปุ่นยังได้ออกกฎหมายทั่วประเทศต่อต้าน "การแอบดูภาพถ่าย" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการยกเครื่องกฎหมายอาชญากรรมทางเพศในวงกว้าง คดีดังกล่าวถูกดําเนินคดีภายใต้ข้อบัญญัติท้องถิ่นที่แตกต่างกันไปทั่วประเทศ

แม้จะมีความพยายามหลายปีในการควบคุมอาชญากรรม แต่ก็ยังคงเป็นหนึ่งในความผิดทางเพศที่พบบ่อยที่สุดของญี่ปุ่น ตํารวจจับกุม 9,237 คนในข้อหาแอบดูทั่วประเทศในปี 2025 ซึ่งเป็นจํานวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เจ้าหน้าที่ระบุว่าส่วนหนึ่งของการเพิ่มขึ้นนั้นมาจากกฎหมายใหม่ซึ่งขยายขอบเขตของความผิด ความแพร่หลายของสมาร์ทโฟนยังทําให้อาชญากรรมง่ายขึ้นกว่าที่เคย

ญี่ปุ่นนำกฎหมายมาใช้ในปี 2023 ซึ่งการทําให้ "ภาพแอบถ่ายใต้กระโปรง" กลายเป็นอาชญากรรม โดยห้ามการกระทําเช่น การแอบถ่ายใต้กระโปรง แต่ถึงแม้จะมีกฎหมายใหม่ แต่ก็การกระทำดังกล่าวยังคงเป็นหนึ่งในความผิดทางเพศที่พบบ่อยที่สุดในประเทศนี้ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “คนกระทํา” แม้ว่าผู้กระทําความผิดจะเป็นผู้ใหญ่ แต่ก็มีเด็กจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆข้อมูลของตํารวจแสดงให้เห็นว่าคดีแอบดูที่เกี่ยวข้องกับผู้เยาว์เพิ่มขึ้นเกือบหกเท่าในปี 2024 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นอีกครั้งในปี 2025 ซึ่งเป็นปีที่บันทึกการจับกุมที่เกี่ยวข้องกับข้อหาแอบดู ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกฎหมายใหม่ที่ขยายขอบเขตของอาชญากรรม อย่างไรก็ตาม รายงานจากสื่อต่างประเทศอย่างเช่น CNN ชี้ให้เห็นว่า ผู้กระทําความผิดอายุน้อยลงกว่าที่เคย

ตามข้อมูลของตํารวจญี่ปุ่นที่อ้างถึงข่าวของ CNN การแอบดูในหมู่ผู้เยาว์เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา แพลตฟอร์มสื่อกล่าวว่า ได้เห็นหลักฐานของเด็กมัธยมต้นหรือมัธยมต้นที่โฆษณาเนื้อหาการล่วงละเมิดทางเพศเด็กในแอปพลิเคชั่นส่งข้อความเช่น Telegram และ Discord

"ฉันตกใจมากที่รู้ว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นในโรงเรียน" Sumire Nagamori ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิเด็กบอกกับ CNN "ผู้กระทําความผิดสามารถเป็นเพื่อนร่วมชั้นได้ และภาพอาจปรากฏทางออนไลน์ได้ด้วย"

"เด็กเล็กสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ดิจิทัลได้ก่อนที่จะได้รับการสอนจริยธรรมหรือการรู้เท่าทันดิจิทัล" Nagamori กล่าวต่อ "ก่อนที่พวกเขาจะสามารถแยกแยะความถูกผิดได้ พวกเขาก็มีเครื่องมือที่สามารถใช้ในการทําร้ายผู้อื่นได้อยู่แล้ว"

CNN ได้พูดคุยกับนักจิตอายุรเวทชาวญี่ปุ่นที่เห็นคนที่ถูกส่งมาจากศาลที่ถูกตัดสินว่า มีความผิดในข้อหาแอบดู เธอยืนยันว่า คนเหล่านั้นอายุน้อยลงเรื่อย ๆ "เมื่อฉันเปิดคลินิกนี้เมื่อ 15 ปีที่แล้ว คนไข้ส่วนใหญ่ของฉันเป็นชายวัยกลางคน" Daisuke Nakamura บอกกับ CNN "ตอนนี้ฉันเห็นนักเรียนมัธยมต้น มัธยมปลาย และมหาวิทยาลัยมากขึ้น คนไข้ที่อายุน้อยที่สุดของฉันอายุ 13 หรือ 14 ปี และบางครั้งก็มีนักเรียนชั้นประถมเข้ามา"

เด็ก ๆ ในทศวรรษ 2020 ส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงเนื้อหาประเภทใดก็ตามที่พวกเขาจินตนาการได้อย่างไม่มีข้อจํากัด ซึ่งเป็นพัฒนาการที่น่ารําคาญ นําไปสู่ความกังวลอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับพื้นที่ต่างๆ เช่น Manosphere และกระตุ้นให้รัฐบาลดําเนินการ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สหราชอาณาจักรได้ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี จากการมีบัญชีโซเชียลมีเดีย รวมถึง YouTube, TikTok และ Instagram

ในญี่ปุ่นสมาร์ทโฟนที่ขายในประเทศจะต้องส่งเสียงเมื่อถ่ายภาพเพื่อต่อสู้กับแอบถ่ายใต้กระโปรง เมื่อต้นเดือนนี้ การแข่งขันวอลเลย์บอลชายหาดชั้นนําของญี่ปุ่น ห้ามถ่ายภาพทั้งหมด หลังจากที่ผู้เล่นแสดงความกังวลเกี่ยวกับภาพแอบถ่าย และภาพที่ "ไม่เหมาะสม" ที่ถ่ายระหว่างการแข่งขัน

แนวโน้มนี้เกิดขึ้นในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ากรอบกฎหมายของญี่ปุ่นมีปัญหาในการก้าวให้ทันกับความเป็นจริงของการล่วงละเมิดทางเพศทางดิจิทัล ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน เนื้อหาการล่วงละเมิดทางเพศเด็กมักถูกดําเนินคดีภายใต้กฎหมายสื่อลามกอนาจารเด็กของญี่ปุ่น แต่นักวิจารณ์กล่าวว่าช่องว่างยังคงอยู่ กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อมองเห็นอวัยวะเพศของเด็ก ซึ่งหมายความว่าเนื้อหาการล่วงละเมิดทางเพศบางรูปแบบอาจอยู่นอกขอบเขต ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบอกกับ CNN ว่า ช่องโหว่เหล่านี้อาจส่งผลให้ผู้กระทําความผิดได้รับโทษที่เบาลงอย่างมาก


ญี่ปุ่นยังเปิดตัวทะเบียนผู้กระทําความผิดทางเพศใหม่ที่อนุญาตให้นายจ้างในวิชาชีพที่ต้องเผชิญกับเด็ก เช่น โรงเรียน สามารถตรวจสอบว่า พนักงานที่จะรับเข้ามาเคยถูกตัดสินว่า มีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศเด็กหรือไม่ แต่ไม่เหมือนกับสหรัฐอเมริกาตรงที่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลนี้ได้
.
เพื่อทําความเข้าใจให้ดียิ่งขึ้นว่าอะไรเป็นแรงผลักดันให้คนหนุ่มสาวก่ออาชญากรรมเหล่านี้ CNN ใช้เวลาหลายเดือนในการค้นหาผู้กระทําความผิดก่อนหน้านี้ที่เต็มใจพูดคุยเกี่ยวกับประสบการณ์ของพวกเขา “คิมูระ” (นามแฝง) ปัจจุบันอายุ 19 ปี เป็นคนหนึ่งที่ตกลงที่จะพูด ชายคนนี้บอกกับ CNN ว่า ตอนที่เขายังเป็นวัยรุ่น เขาได้เริ่มถ่ายภาพผิดกฎหมายหลังจากเห็นภาพในวิดีโอลามกอนาจารทางออนไลน์ “ผมไม่สามารถหยุดตัวเองได้”

การแอบถ่ายใต้กระโปรงเป็นปัญหาในญี่ปุ่นมาระยะหนึ่งแล้ว ผู้ป่วยก็เพิ่มมากขึ้นด้วย คิมูระกล่าวว่า ความหลงใหลในการแอบถ้ายใต้กระโปรงของเขาเริ่มขึ้นเมื่ออายุ 15 ปี โดยสื่อลามกแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ที่จัดฉาก หลังจากดูมาหลายเดือนเขาก็อยากลองด้วยตัวเอง เมื่ออายุ 17 ปี เขาบอกว่าเขาพุ่งเป้าไปที่เหยื่อรายแรกของเขา: เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งบันไดเลื่อนที่ชานชาลารถไฟ "หลังจากทําโดยไม่ถูกจับได้ และรู้สึกตื่นเต้นหลังจากนั้น ผมเลยอยากรู้สึกอีกครั้ง"

ในปีถัดมาเขากําหนดเป้าหมายเหยื่ออีกประมาณ 30 ราย เขาบอกว่าเขาหยุดเมื่อตํารวจพบว่า เขาบุกรุกบ้านส่วนตัวขณะพยายามขโมยกางเกงในของใครบางคนจากราวตากผ้า "ถ้าผมยังไม่ถูกจับได้ในตอนนั้น ผมอาจจะข่มขืนใครสักคนภายในหนึ่งหรือสองปีต่อมา" คิมูระได้ผ่านโครงการป้องกันอาชญากรรมภาคบังคับและการศึกษาใหม่ โดยกล่าวว่า เขาเสียใจอย่างยิ่งกับสิ่งที่เขาทํา "ผมรู้สึกเสียใจจริง ๆ... ตอนนี้ผมสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ผมรู้สึกว่า ต้องแน่ใจว่าผมจะไม่ลืมสิ่งที่ผมเคยทํา"

ครูสอนว่ายน้ำของอายากะถูกตัดสินจําคุกสี่ปี หลังจากถูกตัดสินว่า มีความผิดฐานแอบถ่ายภาพเหยื่อเด็กหลายคน ซูซูกิ พ่อของอายากะกล่าวว่า ครูสอนว่ายน้ำของลูกสาวของเขาถ่ายรูปอนาจารของเธอที่สระว่ายน้ำ "ผู้คนบอกว่า ญี่ปุ่นปลอดภัยมาก แต่ตอนนี้ผมสงสัยว่า อาชญากรรมเหล่านี้เกิดขึ้นในสถานที่ที่เราไม่เห็นไปกี่ครั้งแล้ว"

สําหรับผู้กระทําความผิดการแอบถ่ายใต้กระโปรงเป็นอาชญากรรมที่เกิดขึ้นโดยใช้เวลาไม่กี่วินาที ซึ่งมักไม่มีใครสังเกตเห็น แต่สําหรับเหยื่อนับไม่ถ้วนที่ถูกละเมิด มันทิ้งรอยแผลเป็นดิจิทัลอย่างเอาถาวรไว้ ซึ่งซูซูกิกลัวว่า จะหลอกหลอนอายากะไปนานหลายปี "ในขณะที่ผู้กระทําความผิดสามารถชดใช้โทษได้ แต่ลูกสาวของผมจะต้องอยู่กับวิดีโอเหล่านี้ไปตลอดชีวิต" "ผมเชื่อว่า เด็ก ๆ เป็นสมบัติล้ำค่าไม่เพียง แต่สําหรับประเทศนี้เท่านั้น แต่สําหรับทุกคน ดังนั้นผมจึงมองว่า มันเป็นงานของเราที่จะหาวิธีปกป้องพวกเขา" ซูซูกิบอกกับ CNN

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

“เถ้าแก่หลี–สุพิศ” มวยถูกคู่สงขลา!! มวยคนละเส้นทางแต่สนามเดียวกัน วัดกันบนเวทีประโยชน์สาธารณะ ‘สุพิศ’ สดกว่าแต่ ‘เถ้าแก่หลี’ หมัดหนัก ศึกตรวจสอบโครงการร้อน อบจ.สงขลายังไม่จบ

“เถ้าแก่หลี&สุพิศ” มวยถูกคู่ในศึกวันดวลงาน อบจ.สงขลา

ผมไม่รู้ว่า “เถ้าแก่หลี“ หรือเฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ ลูกพี่ใหญ่สายภาคประชาชน นักธุรกิจสายเหมืองหิน โกรธแค้น หรือเจ็บช้ำน้ำใจอะไรกับ ”สุพิศ พิทักษ์ธรรม“ นายกฯอบจ.สงขลา ที่ ”กัดไม่ปล่อย“ ทั้งๆที่เป็นคนถิ่นฐานบ้านใกล้เรือนเคียงกัน ย่านสิงหนคร จ.สงขลา

เส้นทางที่เดินของทั้งสองคนก็ไม่น่าจะมาบรรจบกันจนกลายเป็น ”คู่กัด“ หรือคู่ชก ที่อาจจะพูดได้ว่า ”มวยไฟท์เตอร์“ทั้งคู่

วันก่อนได้กล่าวเล่าความถึง ”สุพิศ“ไปแล้วว่า เป็นคนเกิดบ้านปะโอ สิงหนคร เช่นเดียวกับเถ้าแก่หลี ที่เกิดสิงหนครเหมือนกัน เพียงแต่เส้นทางชีวิตแตกต่างกัน

สุพิศ หลังจบมัธยมต้นจากโรงเรียนแจ้งวิทยา ก็ไปเรียนต่อสายเทคนิค สายช่าง และสอบบรรจุเป็นข้าราชการกรมชลประทาน ในระดับ 1 ไต่เต้าจนเป็น ผอ.กองช่าง เป็นรองอธิบดีกรมชลประทาน แล้วถูกโยกไปกินตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จนสุกงอมแล้วลาออกมาสมัครนายกฯอบจ.สงขลา

ในตำแหน่งนายกฯอบจ.สงขลา สุพิศถูกจับตามองและตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากภาคประชาชน นำทีมโดยนายหัวใหญ่อย่างเถ้าแก่หลี พูดได้ว่ากัดไม่ปล่อย เกาะติดทุกประเด็นร้อน

เถ้าแก่หลี พร้อมทีมภาคประชาชนทำหน้าที่ลุยตรวจสอบทุกโครงการร้อนของ อบจ.สงขลา ที่เรื่องคาอยู่ใน ปปช. /สตง.หลายเรื่อง เรื่องล่าสุดคือ เรือท้องแบน และซุ้มประตู อบจ.

กล่าวถึง “เถ้าแก่หลี” เรียนจบแค่ ป.4 ออกจากระบบการเรียนก็ไปช่วยแม่ขายน้ำตาลแว่น (น้ำผึ้งแว่น) ตระเวนไปทั่วสงขลา ทะลุไปถึงนราธิวาส ด้านเหนือก็ล่องเรือไปถึงนครศรีฯ
ต่อมาผันตัวเองมาจับธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง จนเป็นรายใหญ่ของสงขลา ก่อนจะมาร่วมหุ้นกับพรรคพวกทำธุรกิจเหมืองหินมีมูลค่าหลายพันล้าน และยังทำอยู่จนถึงปัจจุบันในวัย 70 กว่า และเริ่มทยอยโอนธุรกิจให้ลูกไปทำต่อ

เฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ หรือเถ้าแก่หลี ดีดตัวเองจากเด็กเน่ขายน้ำผึ้งแว่น มาเป็นนักธุรกิจและผู้มีบทบาททางสังคมในจังหวัดสงขลา

เป็นเจ้าของกิจการโรงโม่หิน และเกี่ยวข้องกับ บริษัท เขาบันไดนางศิลา จำกัด ในจังหวัดสงขลา
ประสบความสำเร็จในธุรกิจแล้วไม่อยู่นิ่ง บริจาคเงินให้โรงพยาบาลมามาก เช่น โรงพยาบาลสิงหนคร โรงพยาบาลสงขลา โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โรงพยาบาลพัทลุง โรงพยาบาลปากพนัง จนได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นคหบดีและเศรษฐีใจบุญของพื้นที่

-หาเงินบริจาคประมาณ 35 ล้านบาท พร้อมจัดหาที่ดินสร้างอาคารใหม่สร้างอาคารทันตกรรม “ครุอำโพธิ์-คงสุวรรณ” ให้โรงพยาบาลสิงหนคร
-ช่วยเหลือหน่วยงานสาธารณสุขและชุมชนที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดสงขลาอย่างต่อเนื่อง
-ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบ ยังทำหน้าที่อยู่จนถึงปัจจุบัน

วันนี้เถ้าแก่หลี กับสุพิศ ถ้าเป็นมวยก็ถือว่า เป็นมวยถูกคู่ สุพิศจะได้เปรียบตรงหนุ่มกว่าสด
กว่า แต่เจอมวยวัดอย่างเถ้าแก่หลี บางหมัดก็เซพิงเชือกไปเหมือนกัน

นายก อบจ.สงขลา บนเก้าอี้ร้อน!! ‘สุพิศ’ ยังมุ่งมั่น แต่เก้าอี้ อบจ.สงขลาไม่ง่าย ปมเรือท้องแบนคือบทพิสูจน์ความโปร่งใสครั้งใหญ่ ยังต้องพิสูจน์อีก 3 ปี เส้นทาง อบจ.สงขลาไม่โรยกลีบกุหลาบ ถูกจับตาปมเรือท้องแบน แต่ยังเดินหน้าพิสูจน์ผลงาน

“สุพิศ พิทักษ์ธรรม” ที่นายหัวไทรรู้จัก “ยังมุ่งมั่น ตั้งใจสูง”

สุพิศ พิทักษ์ธรรม นั่งบริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.)ในตำแหน่งนายกฯอบจ.สงขลา กำลังถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น จากภาคประชาชน นำโดยพี่ใหญ่ เฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ นักธุรกิจ ทนายอาร์ม สุวรรณรักษา เกรียงไกร คมขำ และอีก 2-3 คน

จริงๆลูกชายของเฉลิมชัย หรือเถ้าแก่หลี ก็เป็นรองนายกฯอบจ.สงขลาอยู่ด้วยนะ คือฉัตรเพชร ครุอำโพธิ์ แต่คนอย่างเถ้าแก่หลี เดินหน้าลุย เพื่อประโยชน์รักผลประโยชน์ของบ้านเมือง ดูแลภาษีที่ตัวเองจ่ายไป

ล่าสุดภาคประชาชนนำโดยเถ้าแก่หลี นำทีมลุยเข้าไปเก็บข้อมูลเรื่องการจัดซื้อเรือท้องแบนของ อบจ.ช่วงวิกฤตน้ำท่วมสงขลา 74 ลำ จากแผนที่ตั้งงบไว้ 100 ลำ เฉลี่ยลำละ 400,000 บาท

แรงเสียดทานสุดจะทน อบจ.ต้องออกมาชี้แจงถึงโครงการจัดซื้อเรือท้องแบน

แต่เมื่อมีข่าวซ้ำมาจากเทศบาลนครหาดใหญ่ในการจัดซื้อเรือกู้ภัยกับข้อสังเกตแพงเกินเหตุหรือเปล่า ปปช./สตง.ในฐานะหน่วยงานตรวจสอบจะเข้าไปตรวจสอบทั้ง อบจ.สงขลา และเทศบาลนครหาดใหญ่ 26 มิ.ย.นี้

การตรวจสอบการทำงานของภาครัฐโดยภาคประชาชนเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่จำเป็นต้องตั้งอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนครับ ในขณะเดียวกัน สื่อบางสื่อ ทำตัวเป็นภาคประชาชน แต่หวังผลทางการเมือง เอาข้อมูลอันเป็นเท็จไปลง เพื่อต้องการทำลายความเชื่อมั่นในการบริหารงาน และเพื่อเรียกกระแส สร้างเครดิตให้กับตนเอง ซึ่งการกระทำลักษณะนี้ไม่เพียงแต่ทำให้สังคมสับสน แต่ยังกลายเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ทางภาคประชาชนก็ยังตั้งข้อสังเกตว่า ราคาถัวเฉลี่ยลำละ 400,000 บาท กับภาคที่เห็นราคาน่าจะต่ำกว่านี้ ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งด้วยซ้ำ

หากถามว่า ผมรู้จัก “สุพิศ พิทักษ์ธรรม” มากน้อยแค่ไหน คงต้องตอบตามตรงว่า ไม่ได้เป็นคนสนิทสนมหรือรู้จักมักคุ้นกันเป็นการส่วนตัว ถึงขั้นคลุกคลีตีโมง เพียงแต่มีโอกาสพบปะพูดคุยกันอยู่ 3 ครั้ง เพื่อสัมภาษณ์ในฐานะนักข่าวเท่านั้น ผมยังรักษาระยะห่างระหว่างนักข่าวกับแหล่งข่าวตามจรรยาบรรณสื่อ

ครั้งแรก ก่อนการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา ผมได้พูดคุยสัมภาษณ์ถึงแนวคิด เจตนารมณ์ และนโยบายในการลงสมัครรับเลือกตั้ง พร้อมกับสมพร หลงจิ นักข่าวอาวุโส และมีผู้ร่วมสังเกตการณ์อีก 2-3 คน

ครั้งที่สอง หลังจากได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งและเข้ารับตำแหน่งนายก อบจ.สงขลา ไม่ได้สัมภาษณ์ แค่พบปะกันร้านอาหารก่อนถึงสนามบินหาดใหญ่ ผมไปรอขึ้นเครื่อง

และครั้งที่สาม ในวาระครบรอบ 1 ปีของการบริหารงาน อบจ.สงขลา จึงอยากรู้ว่า นโยบายที่แถลงไว้ได้ทำอะไรไปบ้างแล้ว กี่เปอร์เซ็นต์

แม้จะมีโอกาสพบกันไม่มาก แต่ก็พอเห็นเส้นทางชีวิตและวิธีคิดของชายคนนี้อยู่บ้าง ได้เคยฟังเคยอ่านข่าวเกี่ยวกับสุพิศอยู่ไม่น้อย

จากลูกชาวบ้านปะโอ สู่รองอธิบดีกรมชลประทาน อธิบดีกรมฝนหลวง และนายกฯอบจ.สงขลา

เท่าที่ทราบ สุพิศเป็นลูกชาวบ้านปะโอ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา เริ่มต้นชีวิตราชการในกรมชลประทานจากตำแหน่งเล็ก ๆ ระดับซี 1

การเติบโตจากข้าราชการชั้นผู้น้อย จนก้าวขึ้นไปถึงตำแหน่งผู้อำนวยการกองช่าง รองอธิบดีกรมชลประทาน ถือว่าไม่ธรรมดา ต้องอาศัยทั้งความสามารถ ประสบการณ์ และความมุ่งมั่นอย่างมาก

ต่อมา สุพิศถูกโยกไปเป็นอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ท่ามกลางกระแสข่าวและข้อครหาหลายเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงดำรงตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ปรากฏต่อสาธารณะ ยังไม่มีคดีใดที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลจนมีคำพิพากษาถึงที่สุด ขณะที่ประเด็นร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้งนายก อบจ.สงขลา ก็ได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบและยุติลงแล้วเช่นกัน

เดิมพันครั้งใหญ่บนสนามการเมือง

การตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงฯ เพื่อเข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่น ถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญของชีวิต

หลายคนมองว่า หากเปรียบเทียบกับคู่แข่งในเวลานั้น สุพิศมีความพร้อมมากกว่า ทั้งประสบการณ์บริหาร เครือข่าย และปัจจัยสนับสนุนในหลายด้าน

ผลการเลือกตั้งก็พิสูจน์ให้เห็นว่า เขาสามารถคว้าชัยชนะได้อย่างขาดลอย และก้าวขึ้นมาเป็นนายก อบจ.สงขลา

แต่ชัยชนะในการเลือกตั้ง ไม่ได้หมายความว่าหนทางหลังจากนั้นจะราบรื่นเสมอไป

นายก อบจ.ที่ถูกจับตามอง

ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา การบริหารงานของสุพิศถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ตลอดเวลา

ในสังคมสงขลา มีทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงตั้งข้อสังเกต โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการที่ถูกประชาคมคนสงขลาจับตามอง และมีคำถามเกี่ยวกับความโปร่งใส การใช้งบประมาณ และความคุ้มค่าในการดำเนินงาน แต่ก็มีหน่วยงานตรวจสอบ ที่ ปปช.และ สตง.เข้าใจว่า หลายเรื่องภาคประชาชนยื่นร้องไปทั้งสองหน่วยงานตรวจสอบแล้ว 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ สุพิศไม่ใช่คนที่หวั่นไหวต่อแรงกดดันแรงเสียดทานมากนัก

เขายังคงเดินหน้าผลักดันนโยบายต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแนวคิดการขับเคลื่อนจังหวัดสงขลาไปสู่การเป็น “เมืองกีฬา” ผ่านกิจกรรมและการแข่งขันระดับต่าง ๆ รวมถึงการเตรียมจัดงานมวยไทยไฟท์ในอนาคตอันใกล้นี้ แต่บนความมุ่งมั่นตั้งใจของสุพิศ โดยเฉพาะการผลักดันโครงการใหญ่ เน้นการก่อสร้าง มีอะไรแอบแฝงอยู่หรือไม่ ไม่อาจทราบได้ และยังพิสูจน์ไม่ได้

จุดแข็งและจุดท้าทาย

หากจะวิเคราะห์ในมุมส่วนตัว ผมมองว่า สุพิศยังคงมีบุคลิกของ “ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่” แฝงอยู่มาก อันเป็นบุคคิคที่แตกต่างจากนักการเมือง อันเป็นปัญหาในการวางตัว

ด้วยเส้นทางชีวิตที่เติบโตมาจากระบบราชการ การทำงานจึงมักสะท้อนรูปแบบการสั่งการ การกำหนดทิศทาง และการขับเคลื่อนงานแบบผู้บริหารองค์กรขนาดใหญ่

แต่สนามการเมืองท้องถิ่นนั้นแตกต่างจากระบบราชการ นักการเมืองจำนวนมากเลือกใช้วิธีรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่าย สร้างฉันทามติ และค่อยตัดสินใจ ขณะที่สุพิศดูจะเป็นคนทำงานรวดเร็ว ตรงไปตรงมา และบางครั้งถูกมองว่าแข็งกร้าวหรือมุทะลุในสายตาของผู้วิจารณ์

นั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การนั่งเก้าอี้นายก อบจ.สงขลาของเขา ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และต้องเผชิญแรงเสียดทานทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา

บทพิสูจน์ยังไม่จบ

อย่างไรก็ตาม สุพิศ พิทักษ์ธรรม เพิ่งเริ่มต้นการทำงานในวาระนี้เท่านั้น เวลายังเหลืออีกเกือบ 3 ปีเต็มสำหรับการพิสูจน์ผลงาน พิสูจน์แนวทางบริหาร และพิสูจน์ว่าการตัดสินใจออกจากชีวิตราชการมาสู่สนามการเมืองท้องถิ่นนั้น เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่

เส้นทางข้างหน้ายังมีทั้งอุปสรรค ความท้าทาย และคำถามอีกมากมายรออยู่

ส่วนบทสรุปสุดท้ายของ “สุพิศ พิทักษ์ธรรม” ในฐานะนายก อบจ.สงขลา จะออกมาเป็นอย่างไร คงต้องปล่อยให้เวลาเป็นผู้ให้คำตอบ

7 ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก!! พรรคเล็กไม่ต้องรวยที่สุด แต่ต้องชัดที่สุด เปิดสูตรแจ้งเกิดในสนามการเมืองยุคทุนครองเมือง เป้าหมายไม่เกิน 10 ที่นั่ง ชูยุทธศาสตร์ศรัทธาชนทุนใหญ่

7 ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก สูตรความอยู่รอดในยุคประชาธิปไตยเงินสด

การเลือกตั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมา น่าสนใจว่า พรรคเล็กหลายพรรคแจ้งเกิด 1 ที่นั่งบ้าง 2 ที่นั่งบ้าง 3 ที่นั่งบ้าง และที่สำคัญได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วย ด้วยระบบการเลือกตั้งมี 2 ระบบ คือระบบเขต และบัญชีรายชื่อ

เช่น พรรคครูไทย พรรคท้องถิ่นไทย พรรคท้องที่ไทย พรรคไทยศรีวิไลย์ หรืออย่างการเลือกตั้งล่าสุดปี 69 มีพรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยภักดี หรือแม้แต่พรรคเศรษฐกิจ ก็แจ้งเกิดทางการเมือง แต่ก็มีบางพรรคที่ไม่สำเร็จก็มี เช่น พรรคพร้อม

พรรคที่สำเร็จ ส่วนใหญ่ก็จะมีนักการเมืองตัวจี๊ด แสดงนำ เช่น เต้-มงคลกิตติ์ หมอวรงค์ ราเชน และ/หรือ พล.อ.รังษี ซึ่งตัวจี๊ดเหล่านี้จะใช้คำพูดแรงๆ นโยบายแปลกๆ อาจจะเป็นที่ถูกใจของสายฮาร์ดคอ

ล่าสุดมาร์ค พิตบูล กำลังจะเดินสายนี้ ด้วยการกำหนดยุทธศาสตร์พรรคเล็ก เป้าหมายไม่เกิน 10 ที่นั่ง แต่เลือกตั้งจริงอาจจะได้ 2-3 ที่นั่ง

มาร์ค พิตบูล กำลังจะเข้าไปนั่งบริหาร เป็นหัวหน้าพรรคศรัทธา ที่จะใช้พรรคพร้อม เปลี่ยนชื่อเป็นพรรคศรัทธา ช่วงนี้เป็นช่วงระดมพรรคพวกร่วมกันก่อตั้งพรรค

พรรคเล็กควรมียุทธศาสตร์ ยุทธวิธีอย่างไร เพื่อให้ถูกใจประชาชนในสถานการณ์ที่การภูมิทัศน์ทางการเมืองเปลี่ยนไป เงินสด (money politic) เป็นตัวกำหนดชัยชนะ

มีผู้นำพรรคที่โดดเด่นในการนำเสนอประเด็นปัญหาสังคม

แค่ในอนาคต พรรคเล็กที่อยู่รอดอาจไม่ใช่พรรคที่มีเงินมากที่สุด แต่เป็นพรรคที่มี “เรื่องเล่า” มีจุดยืน และมีบุคลิกทางการเมืองที่ชัดเจนที่สุด เพราะในยุคที่ประชาชนรับข้อมูลผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือทุกวัน การเมืองไม่ใช่เพียงการแข่งขันเรื่องทุนอีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันเรื่องความสนใจของประชาชน และสำหรับพรรคเล็ก การทำให้ประชาชนหันมาฟัง อาจเป็นชัยชนะก้าวแรกที่สำคัญกว่าการมีงบประมาณมหาศาลเสียด้วยซ้ำ

7 ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก : สูตรอยู่รอดในสมรภูมิการเมืองยุคทุนครองเมือง

การเมืองไทยในปัจจุบันเป็นการเมืองยุคทุนนิยมทางการเมืองมีบทบาทสูงขึ้น การเลือกตั้งหลายพื้นที่ถูกกำหนดด้วยเครือข่ายอำนาจท้องถิ่น ฐานคะแนนเดิม และเม็ดเงินมหาศาล ทำให้พรรคการเมืองขนาดเล็กยากที่จะต่อสู้กับพรรคใหญ่ในสนามเดียวกัน

แต่ประสบการณ์จากการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า พรรคเล็กไม่จำเป็นต้องมีเงินมากที่สุด ขอเพียงมียุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง ก็สามารถแจ้งเกิดและส่งตัวแทนเข้าสภาได้เช่นกัน ด้วยการเลือกตั้งสองระบบ คือระบบเขต และบัญชีรายชื่อ การคำนวณคะแบบไม่ตกหล่น

ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก

1. หา “จุดยืน” ให้เจอ อย่าเป็นพรรคสารพัดนึกความผิดพลาดของพรรคเล็กจำนวนมาก คือ พยายามพูดทุกเรื่องเหมือนพรรคใหญ่
ในความเป็นจริง พรรคเล็กต้องมีอัตลักษณ์ที่ชัดเจน จนประชาชนจดจำได้ทันทีว่า พรรคนี้เกิดมาเพื่ออะไร
บางพรรคยืนเรื่องชาตินิยม บางพรรคยืนเรื่องท้องถิ่น บางพรรคยืนเรื่องเกษตรกร หรือผู้ประกอบการรายย่อย
ยิ่งชัด ยิ่งมีโอกาสสร้างฐานเสียงเฉพาะกลุ่มได้

2. ต้องมี “ตัวจี๊ด” เป็นหัวหอกนำ การเมืองยุคสื่อออนไลน์คือการแข่งขันด้านความสนใจ พรรคเล็กไม่มีงบประมาณซื้อสื่อจำนวนมาก จึงต้องใช้บุคคลเป็นสื่อ ผู้นำพรรคต้องมีบุคลิกโดดเด่น กล้าพูด กล้าแสดงจุดยืน สร้างประเด็นได้ด้วยตัวเอง และต่อเนื่อง (ทฤษฎีของอัลโตนิโอ กรัมชี่)
บางคนอาจไม่ชอบก็ได้ แต่ต้องไม่มองข้ามคนชอบก็มี แต่ทำอย่างไรให้แปลเป็นคะแนน สำหรับพรรคเล็ก การถูกพูดถึงสำคัญกว่าการถูกลืม

3. เปลี่ยนโซเชียลมีเดียให้เป็น “สถานีโทรทัศน์ของพรรค”อดีตพรรคเล็กเสียเปรียบเพราะไม่มีสื่อ
แต่ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่อง สามารถเข้าถึงประชาชนได้ทั้งประเทศ
ไลฟ์สดทุกวัน ทำคลิปสั้นทุกวัน สื่อสารทุกวันในประเด็นทางสังคม นำเสนอทางออกด้วยมธุรสวาจา ไม่กระโชกโฮกฮาก จนกลายเป็นไร้สาระ
เมื่อทำต่อเนื่องนานพอ พรรคจะมีฐานผู้ติดตามที่กลายเป็นฐานคะแนนเสียงในอนาคต

4. เลือกสนามรบ อย่าส่งคนทั่วประเทศ เลือกส่งผู้สมัครในเขตเป้าหมาย ไม่หว่านไปทั่ว พรรคเล็กจำนวนมากพ่ายแพ้ เพราะอยากเป็นพรรคใหญ่เร็วเกินไป
ทุ่มทรัพยากรทั้งหมดลงใน 5-10 เขตเลือกตั้งที่มีศักยภาพ และเป็นพื้นที่เป้าหมาย ชนะ 2 ที่นั่ง ดีกว่าแพ้ 400 เขต

5. สร้างเครือข่ายผู้นำท้องถิ่น ท้องที่ นายกฯอบต.ส่ง.อบต.กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อดีตสมาชิกสภาท้องถิ่น กลุ่มอาชีพ และผู้นำชุมชน คือกำลังสำคัญของพรรคเล็ก
แม้จะไม่มีเงินมหาศาล แต่หากมีเครือข่ายคนทำงานในพื้นที่ ก็สามารถสร้างคะแนนเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเมืองไทยยังคงเป็นการเมืองที่ต้องใช้ “คนรู้จัก” ควบคู่กับ “คนรู้ใจ”

6. สร้างประเด็นก่อนเลือกตั้ง อย่ารอหาเสียง
หลายพรรคเริ่มทำงานการเมืองก่อนเลือกตั้งเพียงไม่กี่เดือน แต่พรรคที่ประสบความสำเร็จ มักสร้างประเด็นต่อเนื่องตลอด 4 ปี ยิ่งมีเวลาทำงานมากยิ่งดี ออกมาแสดงความคิดเห็นทุกเรื่องที่ประชาชนสนใจ แต่เน้นประเด็นที่เป็นจุดยืนของพรรคให้มาก ทำให้ชื่อพรรคติดอยู่ในความทรงจำของสังคม เมื่อถึงวันเลือกตั้ง ประชาชนจึงรู้จักพรรคอยู่แล้ว

7. ตั้งเป้าหมายให้เหมาะกับขนาดพรรค พรรคเล็กไม่จำเป็นต้องฝันเป็นรัฐบาลตั้งแต่วันแรก
เป้าหมายที่เหมาะสมอาจเป็น 1 ที่นั่ง 3 ที่นั่ง หรือ 5 ที่นั่ง

เพราะการมี ส.ส.แม้เพียงคนเดียว ก็สามารถสร้างพื้นที่สื่อ สร้างการยอมรับ และต่อยอดสู่การเติบโตในอนาคตได้

การเมืองไม่ใช่การแข่งขันระยะสั้น แต่เป็นการวิ่งมาราธอน
หลายพรรคใหญ่ในวันนี้ ก็เคยเริ่มต้นจากพรรคเล็กเมื่อวานนี้

สรุปว่า ในยุคที่เงินยังมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้ง พรรคเล็กอาจไม่มีทางเอาชนะพรรคใหญ่ด้วยงบประมาณ
แต่สามารถเอาชนะด้วยความชัดเจน ความแตกต่าง และความสามารถในการดึงความสนใจของประชาชน
เพราะในโลกการเมืองปัจจุบัน พรรคที่ประชาชนมองเห็น ย่อมมีโอกาสมากกว่าพรรคที่มีเงิน แต่ไม่มีตัวตน

บางครั้ง เสียงที่ดังที่สุดในสภา ก็อาจไม่ได้มาจากพรรคที่มี ส.ส.มากที่สุดเสมอไป ตัวอย่างมีให้เห็น ทำไม “หมอวรงค์”จึงเสียงดัง เป็น ส.ส.หนึ่งเดียวของพรรคไทยภักดี

KOBBIE MAINOO ผู้ชนะตัวจริง บทเรียนแห่งความอดทนและการเตรียมพร้อมสู่ความสำเร็จ

ในโลกฟุตบอลที่เต็มไปด้วยนักเตะพรสวรรค์ ชื่อของ Kobbie Mainoo โผล่ขึ้นมาราวกับดาวฤกษ์ที่ลุกโชนขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่แท้ที่จริงแล้ว ความสำเร็จของชายหนุ่มวัย 21 ปีผู้นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย หากแต่ถูกหล่อหลอมจากความอดทน การฝึกซ้อมอย่างไม่หยุดยั้ง และจิตใจที่มั่นคงในยามวิกฤต — คุณสมบัติที่บอกเราว่า ผู้ชนะที่แท้จริงไม่ได้ถูกสร้างในวันแห่งชัยชนะ แต่ถูกสร้างขึ้นจากซากปรักหักพังในวันที่ไม่มีใครมองเห็น

จากสนามหลังบ้านในสต็อคพอร์ตสู่ Old Trafford
Kobbie Boateng Mainoo เกิดเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2005 ในเมือง Stockport มณฑล Greater Manchester ประเทศอังกฤษ เป็นลูกของครอบครัวผู้อพยพชาวกานา เขาเริ่มต้นเส้นทางฟุตบอลจากทีมชุมชนเล็กๆ อย่าง Cheadle & Gatley และ Failsworth Dynamos ก่อนที่ Manchester United จะตามสังเกตการณ์และเชิญตัวเขาเข้าสู่ Academy ตั้งแต่อายุเพียง 6 ขวบ
เส้นทางฟุตบอลเยาวชนของ Mainoo ยาวนานเกือบสิบหกปีก่อนที่เขาจะได้สัมผัสพื้นหญ้าระดับอาชีพ นี่คือความจริงที่หลายคนมองข้าม เขาเซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกกับ Manchester United ในเดือนพฤษภาคม 2022 และถูกดึงขึ้นฝึกกับทีมชุดใหญ่ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ก่อนที่จะเปิดตัวในศึก EFL Cup เมื่อเดือนมกราคม 2023

บทเรียนที่ 1 — ความเจ็บปวดคือโอกาสที่แฝงตัวมา
หากมีช่วงเวลาหนึ่งที่สามารถนิยาม 'บทพิสูจน์แห่งความอดทน' ของ Mainoo ได้ชัดเจนที่สุด นั่นคือช่วงพรีซีซั่นปี 2023 ในระหว่างทัวร์สหรัฐอเมริกา เขาได้รับโอกาสลงสนามในนัดกระชับมิตรพบกับ Real Madrid — และบาดเจ็บเพียงสามนาทีหลังเริ่มเกม เมื่อ Rodrygo ล้มทับข้อเท้าของเขาอย่างไม่ตั้งใจ
Mainoo ถูกพาออกนอกสนามด้วยรองเท้าป้องกัน ก่อนถูกส่งกลับอังกฤษเพื่อตรวจรักษาและถูกตัดสินว่าต้องพักรักษาตัวในช่วงต้นฤดูกาล 2023/24 ทั้งหมด สำหรับนักเตะหนุ่มที่กำลังขึ้นแท่นจะเป็นตัวเลือกหลักของ Erik ten Hag นี่ถือเป็นโศกนาฏกรรมสั้นๆ แต่เขาไม่ยอมให้มันเป็นจุดจบ
"เขากลับมาพร้อมสิ่งที่ต้องพิสูจน์ และทำได้มากกว่าที่ใครคาด"
ช่วงพักรักษาตัวนั้น Mainoo ไม่หยุดพัฒนา เขาใช้เวลาในห้องฟิตเนส ทำความเข้าใจเกม ดูภาพวิเคราะห์คู่แข่ง และเตรียมจิตใจให้พร้อมกลับมาในระดับที่สูงกว่าเดิม เมื่อเขาคืนสนามในเดือนกันยายน 2023 เริ่มจากลงเล่นกับทีม U19 ใน UEFA Youth League เขาแสดงให้เห็นว่าพลังงานและความมั่นใจในตัวเขาเเเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

บทเรียนที่ 2 — ความเงียบคือสัญญาณของผู้ที่เตรียมพร้อม
สิ่งที่ทำให้ Mainoo แตกต่างจากนักเตะพรสวรรค์คนอื่นๆ ไม่ใช่แค่ทักษะฝีเท้า แต่คือความสงบนิ่งที่อยู่เหนืออายุ เขาเปิดตัวลงสนามระดับ Premier League ในวัย 18 ปีโดยไม่มีสัญญาณของความประหม่า ตรงกันข้าม เขาเดินในสนามราวกับว่าเขาอยู่ที่นั่นมาตลอดชีวิต
นักข่าวจาก Manchester United เองก็บรรยายว่า เมื่อ Mainooยิงประตูชัยที่ สนาม Molineux Ground ฝ่าผู้เล่น Wolves สองคนในนาทีสุดท้าย รวมถึงการหลอกตัวประกบก่อนม้วนลูกเข้ามุมที่ยอดเยี่ยม เขาฉลองด้วยการพยักหน้าเบาๆ ยกมือให้สัญญาณสงบนิ่ง แล้วไถลเข่าอย่างสบายๆ ราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปรกติ 
ความสงบนั้นไม่ได้เกิดจากความประมาท แต่เกิดจากการเตรียมพร้อมที่สมบูรณ์ เขาแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ฝึกซ้อมมาแล้วนับพันชั่วโมงย่อมไม่ตกใจเมื่อถึงเวลาแข่ง

บทเรียนที่ 3 — วันสำคัญจะมาถึงเมื่อคุณพร้อม
ปี 2024 คือปีที่เปลี่ยนชีวิต Mainoo ไปตลอดกาล ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2024 นัด FA Cup Final ระหว่าง Manchester United และ Manchester City เขายิงประตูชัยในนาทีที่ 88 เพื่อมอบชัยชนะ 2-1 ให้กับ United ในแบบที่แฟนบอลทั่วโลกจะจดจำ
แต่สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ เพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อมา เขาถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษเพื่อลงแข่ง UEFA Euro 2024 ในเยอรมนี ทั้งที่เพิ่งได้รับการเรียกตัวสู่ทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในเดือนมีนาคมปีเดียวกัน — Mainoo บอกว่าตัวเองถึงกับตกใจกับการเรียกตัวดังกล่าว
ใน Euro 2024 Mainoo พิสูจน์ตัวเองในเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ข้อมูลจาก Opta ระบุว่าเขาทำสถิติความแม่นยำในการส่งบอลสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่บันทึกได้ของ Euro สำหรับตำแหน่งกองกลาง และในนัดรอบรองชนะเลิศพบกับเนเธอร์แลนด์ เขากลายเป็นนักเตะอังกฤษที่อายุน้อยที่สุดที่เคยลงเล่นในรอบรองชนะเลิศของรายการ Major Tournament

บทเรียนที่ 4 — บทพิสูจน์ที่โหดร้ายที่สุด: ยุค Ruben Amorim
หากการบาดเจ็บปี 2023 คือบทพิสูจน์แรกของ Mainoo ยุค Ruben Amorim คือบทพิสูจน์ที่โหดร้ายที่สุด เพราะครั้งนี้อุปสรรคไม่ได้มาจากร่างกาย แต่มาจากการตัดสินใจของคนอื่น
เมื่อ Amorim เข้ารับตำแหน่งกุนซือ Manchester United ในเดือนพฤศจิกายน 2024 เขานำปรัชญาเกมแบบใหม่มาด้วย ระบบที่เน้น Bruno Fernandes ในตำแหน่งกองกลางตัวลึก ทำให้ Mainoo กลายเป็นตัสิส่วนเกินในสายตาของ Amorimทันที สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาไม่มีใครคาดคิด นักเตะที่เพิ่งยิงประตูชนะใน FA Cup Final และลงสนามรอบชิงชนะเลิศ Euro 2024 กลับถูกทำให้กลายเป็น 'ตัวสำรอง' ที่ไม่ได้ลงสนาม
ตลอดครึ่งแรกของซีซั่น 2025/26 Mainoo ลงสนามเพียง 171 นาทีใน 9 นัด โดยนัดเดียวที่ได้ลงตั้งแต่ต้นคือนัดพ่าย Grimsby Town ใน Carabao Cup — ทีมจากลีกระดับสี่ของอังกฤษ เขาเริ่มหลุดจากทีมชาติอังกฤษและโอกาสในการลงแข่ง World Cup 2026 เริ่มสั่นคลอน

"He's fighting for the position now with Bruno — กุนซือ Amorim อธิบายสาเหตุที่ Mainoo ไม่ได้ลง"
ความเจ็บปวดนี้ไม่ได้อยู่แค่ในสนาม แต่ลามไปถึงชีวิตส่วนตัว ในคืนที่ United เสมอ Bournemouth 4-4 น้องชายของ Mainoo ชื่อ Jordan Mainoo-Hames ปรากฏตัวในอัฒจันทร์ Old Trafford โดยสวมเสื้อยืดที่ปักข้อความว่า "Free Kobbie Mainoo" เป็นภาพที่ถ่ายทอดความหงุดหงิดของครอบครัวและแฟนบอลออกมาอย่างตรงๆ

ตำนานอย่าง Rio Ferdinand, Paul Scholes และ Nicky Butt ต่างออกมาตั้งคำถามถึงการตัดสินใจของ Amorim ในขณะที่ Gary Lineker ถึงขั้นพูดติดตลกว่า Mainoo น่าจะพิจารณาฟ้องร้อง Amorim ในข้อหา 'ทำลายอาชีพ'

สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อ Napoli ของ Antonio Conte ยื่นข้อเสนอยืมตัว Mainoo ในช่วงซัมเมอร์ 2025 และตัว Mainoo เองก็ขอย้ายออกอย่างชัดเจน แต่ Manchester United ปิดประตูการย้ายทุกรูปแบบทั้งถาวรและยืมตัว ส่วนหนึ่งเพราะบทเรียนจากการขาย Scott McTominay ให้กับ Napoli ที่ตามมาด้วยการกลายเป็นดาวเด่นระดับยุโรป นักเตะหนุ่มจาก Stockport จึงถูกบังคับให้นั่งบนม้านั่งสำรอง ไม่มีทางออก
แต่นี่คือจุดที่ Mainoo พิสูจน์ว่าเขาเป็นผู้ชนะตัวจริง เขาไม่ยอมแพ้ ไม่หยุดซ้อม ไม่แสดงออกให้เห็นถึงการพ่ายแพ้ทางจิตใจ เมื่อ Amorim ถูกปลดออกจากตำแหน่งในวันที่ 5 มกราคม 2026 และ Michael Carrick ก้าวขึ้นมาคุมทีม Mainoo ที่ซ้อมอย่างเต็มที่มาตลอด ก็พร้อมลงสนามทันที

"Mainoo has made the most of his opportunities — and a new contract is now being mooted"
ภายใต้การคุมทีมของ Carrick เขาลงสนามครบ 90 นาทีในนัดดาร์บี้ที่ United เอาชนะ Manchester City 2-0 กลายเป็นผู้เล่นสำคัญในชัยชนะติดต่อกัน 4 นัดรวด พลังงานที่สะสมไว้นานหลายเดือนระเบิดออกมาอย่างงดงาม แฟนบอล United ที่เคยตะโกน 'Free Kobbie' ตอนนี้ต้องเพียงแค่ตะโกนชื่อเขาดังๆ บนอัฒจันทร์

บทเรียนที่ 5 — ผู้ชนะไม่หยุดแม้หลังกลับมา
ความสำเร็จในการ 'รอด' จากยุค Amorim ไม่ได้ทำให้ Mainoo หยุดนิ่ง เขายังคงลงสนามถึง 28 นัดในซีซั่น 2025/26 รวมถึงการยิงประตูชัยในนัดที่ United เอาชนะ Liverpool 3-2 อย่างน่าตื่นเต้น
ความผูกพันของเขากับ Manchester United ก็ยิ่งแน่นแฟ้น เมื่อสโมสรต่ออายุสัญญาให้เขาจนถึงปี 2031 Director of Football Jason Wilcox ยกย่องว่าเขาคือหนึ่งในความสำเร็จที่ดีที่สุดของ Academy ในยุคนี้ น่าสังเกตว่า สัญญาฉบับนี้เคยถูกตกลงกันไว้แล้วในปีก่อน แต่ถูก Amorim ปฏิเสธที่จะอนุมัติ จนกุนซือคนนั้นจากไป
"Mainoo has been associated with the club since the age of six — and intends to write many more chapters here"
ในปี 2026 เขายังได้รับการเรียกติดทีมชาติอังกฤษโดย Thomas Tuchel เพื่อเข้าร่วม FIFA World Cup 2026 — ในวัยเพียง 21 ปี เขากลายเป็นส่วนสำคัญของทีมชาติอังกฤษที่หวังเขียนประวัติศาสตร์บทใหม่

บทสรุป — ชัยชนะที่แท้จริงสร้างจากภายใน
เรื่องราวของ Kobbie Mainoo ไม่ใช่แค่เรื่องราวของนักฟุตบอลเก่ง แต่เป็นบทเรียนชีวิตที่ถ่ายทอดได้ทุกสาขาอาชีพ บทเรียนที่หล่อหลอมขึ้นจากทั้งความเจ็บปวด ความเงียบ และการรอคอยที่แสนทรมาน:
ประการแรก ความเจ็บปวดทางร่างกายไม่ใช่จุดสิ้นสุด การบาดเจ็บข้อเท้าปี 2023 ไม่ได้ทำลาย Mainoo แต่ทำให้เขากลับมาแกร่งกว่าเดิม

ประการที่สอง การเตรียมพร้อมในวันที่ไม่มีใครมองเห็น คือสิ่งที่ทำให้คุณส่องแสงในวันที่ทุกคนจับตา ทุกชั่วโมงในห้องซ้อม ทุกครั้งที่เรียนรู้วิเคราะห์เกม ล้วนสะสมและปรากฏผลในนาทีที่สำคัญที่สุด
ประการที่สาม ความสงบนิ่งและการควบคุมอารมณ์ คือสิ่งที่แยกคนเก่งออกจากผู้ยิ่งใหญ่ เขาไม่เคยปล่อยให้แรงกดดันควบคุมตัวเอง แต่ใช้ความสงบควบคุมแรงกดดัน

ประการที่สี่ และบทเรียนที่โหดร้ายที่สุด คือความอยุติธรรมที่มาจากคนอื่น การถูกกีดกันโดย Amorim นั้นอยู่เกินการควบคุมของ Mainoo แต่สิ่งที่เขาควบคุมได้คือ การเตรียมพร้อมไม่หยุด ปรับสภาพจิตใจของตัวเอง มุ่งมั่นและรอวันที่โอกาสของตัวเองจะกลับมา เขาไม่ยอมแพ้ ไม่เรียกร้องสื่อ และไม่ปล่อยให้ความโกรธพาเขาออกนอกเส้นทางและประการสุดท้าย ความสำเร็จมักมาหาคนที่เตรียมพร้อม ไม่ใช่คนที่แค่รอคอย เมื่อโอกาสกลับมาภายใต้ Carrick เขาไม่ต้องใช้เวลาปรับตัว เพราะเขาพร้อมมาตลอด

Kobbie Mainoo ในวันนี้ยังเพิ่งเริ่มต้นเส้นทางสู่ความเป็นสุดยอดนักเตะของโลกและสิ่งที่ดีที่สุดของเขาที่จะมอบให้กับทีมชาติอังกฤษและ Manchester United ยังมาไม่ถึงด้วยซ้ำ

Digest

อินโดนีเซีย ติดพายุเศรษฐกิจรอบด้าน!! อินโดนีเซียเผชิญแรงกดดันรอบด้านปี 2026 หลังรูเปียห์ดิ่งแรงสุดรอบหลายปี จุดกังวลลามความเชื่อมั่นอาเซียน สะท้อนวิกฤตศรัทธาต่อเศรษฐกิจใหญ่สุดอาเซียน

เศรษฐกิจของอินโดนีเซียกำลังเผชิญกับภาวะ "Perfect Storm"
หรือ “พายุวิกฤตเศรษฐกิจรอบด้าน”

วิกฤตเศรษฐกิจอินโดนีเซีย ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นเป็นอย่างมาก จนกลายเป็นวิกฤตความเชื่อมั่นที่กระทบต่อทั้งตลาดเงิน ตลาดทุน และเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ จนนักวิเคราะห์และสถาบันการเงินต่างจับตามองว่าอาจส่งผลกระทบลูกโซ่มายังภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากอินโดนีเซียมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค (คิดเป็นเกือบ 40% ของ GDP อาเซียน)

ปัจจัยหลักและสัญญาณเตือนภัยที่ทำให้อดีตดาวรุ่งทางเศรษฐกิจรายนี้ตกอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง มีรายละเอียดดังนี้:

1. วิกฤตค่าเงินรูเปียห์ที่ดิ่งเหวครั้งรุนแรงที่สุด
· ดิ่งทุบสถิติ: ค่าเงินรูเปียห์ (Rupiah) อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องมากกว่า 7% ทะลุระดับ 16,600 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง (ปี 2540) ส่งผลให้เป็นสกุลเงินที่ทำผลงานได้แย่ที่สุดในเอเชีย
· มาตรการฉุกเฉิน: ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia: BI) ถึงกับต้องประกาศ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายนอกรอบการประชุมปกติ เพื่อแทรกแซงและพยุงค่าเงินอย่างเร่งด่วน แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งแรงกดดันจากตลาดได้ทั้งหมด

2. วิกฤตศรัทธา "ทุนนอกไหลออก" ทุบตลาดหุ้น-พันธบัตร
· ตลาดหุ้นแย่ที่สุดในโลก: นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายและถอนเงินออกจากสินทรัพย์อินโดนีเซียอย่างขนานใหญ่ ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นอินโดนีเซีย (JCI) ดิ่งลงแล้วกว่า 30% กลายเป็นดัชนีตลาดหุ้นที่ทำผลงานย่ำแย่ที่สุดในโลกในเวลานี้
· ตลาดพันธบัตรถูกเทขาย: บอนด์ยิลด์พุ่งสูงขึ้นเนื่องจากราคาพันธบัตรถูกเทขายอย่างหนัก สะท้อนความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนระยะยาวที่มีต่อเสถียรภาพทางการเงินของรัฐบาล

3. ปัญหาภาระทางการคลัง และ "นโยบายประชานิยมทำพิษ"
· การขาดดุลสะสม: โครงสร้างงบประมาณของอินโดนีเซียมีรายจ่ายโตเร็วกว่ารายได้ รัฐบาลขาดดุลเพิ่มขึ้นทุกปี โดยขยับจากประมาณ 9.4 แสนล้านบาทในปี 2565 ขึ้นมาทะลุ 1.07 ล้านล้านบาท
· แรงกดดันจากนโยบายใหม่: ภายใต้การนำของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต มีความกังวลอย่างสูงเกี่ยวกับแผนการใช้จ่ายงบประมาณมหาศาลเพื่อขับเคลื่อนนโยบายประชานิยม (เช่น โครงการแจกอาหารกลางวันฟรีทั่วประเทศ) และแผนการขยายเพดานหนี้สาธารณะขึ้นไปสู่ระดับ 50% ของ GDP ภายใน 5 ปี ทำให้ตลาดกังวลว่าวินัยทางการคลังจะพังทลายลง

4. ปัจจัยภายนอกและโครงสร้างภายในประเทศ
· ผลกระทบจากตะวันออกกลาง: ในฐานะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิ (Net Oil Importer) วิกฤตความขัดแย้งและความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้รากฐานต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อภายในประเทศ
· ชนชั้นกลางหดตัวอย่างรุนแรง: ข้อมูลเชิงโครงสร้างชี้ว่า จำนวนประชากรกลุ่มชนชั้นกลางของอินโดนีเซียลดลงจาก 57.3 ล้านคนในปี 2562 เหลือเพียง 47.9 ล้านคน ขยับลงไปเป็นกลุ่มชนชั้นกลางระดับล่างและผู้มีรายได้น้อย ท่ามกลางปัญหาความเหลื่อมล้ำที่สูงขึ้น ซึ่งบั่นทอนกำลังซื้อภายในประเทศและการเติบโตของ GDP ที่ส่งสัญญาณชะลอตัวลงเรื่อย ๆ

"อินโดนีเซียปี 2026 จะเกิดวิกฤตแบบปี 1997 หรือไม่" คำตอบคือ มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่ถึงระดับวิกฤตแบบปี 1997–1998 คำตอบโดยสรุปจากนักเศรษฐศาสตร์และข้อมูลเชิงประจักษ์คือ "ไม่น่าจะรุนแรงหรือล้มละลายในลักษณะเดิม" เนื่องจากฐานรากทางเศรษฐกิจและระบบป้องกันตนเองในปัจจุบันแข็งแกร่งกว่าอดีตมาก อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียกำลังเผชิญกับ "วิกฤตความเชื่อมั่น (Crisis of Confidence) และความผันผวนระยะสั้น" ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับตลาดไม่น้อย

เหตุผลที่ "ยังไม่ใช่ปี 1997" ปี 1997 อินโดนีเซียมีจุดอ่อนหลายอย่างพร้อมกัน ได้แก่
· หนี้ต่างประเทศภาคเอกชนจำนวนมาก
· ธนาคารอ่อนแอ
· เงินสำรองระหว่างประเทศต่ำ
· ระบบอัตราแลกเปลี่ยนไม่ยืดหยุ่น
· การกำกับดูแลทางการเงินอ่อนแอ

ความเสี่ยงที่แท้จริง สถานการณ์ปัจจุบันคล้ายกับตุรกีช่วงปี 2018–2022 และอาร์เจนตินาหลายช่วงเวลา
รวมทั้งอินโดนีเซียปี 2013 (Taper Tantrum) มากกว่าที่จะเหมือนปี 1997 กล่าวคือ "วิกฤตความเชื่อมั่นและค่าเงิน" มีโอกาสเกิดได้ แต่ "ระบบการเงินล่มสลายทั้งประเทศ" ยังมีโอกาสต่ำกว่าอย่างมาก วิกฤตของอินโดนีเซียในปี 2026 จึงไม่ใช่ "วิกฤตเชิงโครงสร้างที่ไร้ทางสู้" แบบปี 1997 แต่เป็น "วิกฤตจากปัจจัยระยะสั้นและความเชื่อมั่นของตลาด (Acute Shock)" ตราบใดที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียยังสามารถควบคุมเสถียรภาพของค่าเงินผ่านกลไกอัตราดอกเบี้ย และรัฐบาลสามารถพิสูจน์ได้ว่าการใช้จ่ายงบประมาณนโยบายประชานิยมจะไม่ทำลายวินัยทางการคลัง เศรษฐกิจอินโดนีเซียในปี 2026 ก็จะยังคงเติบโตได้ในระดับประมาณ 5.0% - 5.2% และผ่านพ้นช่วงความผันผวนนี้ไปได้

ปัจจุบัน อินโดนีเซียมีฐานะมหภาคแข็งแรงกว่าอดีตมาก หนี้สาธารณะอยู่ในระดับประมาณ 40% ของ GDP ซึ่งต่ำกว่าหลายประเทศเกิดใหม่ ธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนสูงกว่าในอดีต IMF ยังประเมินว่า เศรษฐกิจอินโดนีเซียมีความยืดหยุ่น และคาดว่า GDP ปี 2026 จะยังเติบโตใกล้ 5% แม้ความเสี่ยงภายนอกเพิ่มขึ้น
ผลกระทบต่อประเทศไทยและอาเซียน เนื่องจากอินโดนีเซียเป็น "ยักษ์ใหญ่" ของอาเซียน วิกฤตการณ์ครั้งนี้จึงสร้างแรงกระเพื่อมต่อความเชื่อมั่นในหมู่นักลงทุนต่างชาติต่อภูมิภาคอาเซียนในภาพรวม (Contagion Risk)

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารระดับสูงของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประเมินและให้ความมั่นใจว่า ประเทศไทยยังคงห่างไกลจากวิกฤตค่าเงินในลักษณะเดียวกับอินโดนีเซีย เนื่องจากไทยมีบริบทและโครงสร้างที่ต่างกัน โดยเฉพาะ "เงินสำรองระหว่างประเทศ" ของไทยที่ยังอยู่ในระดับสูงมากและทำหน้าที่เป็นกันชนที่แข็งแกร่ง ต่างจากอินโดนีเซียที่มีระดับเงินสำรองต่ำกว่าและมีความเสี่ยงสะสมทางการคลังมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

ภูเก็ตพร้อมหรือยัง? เปิดแนวคิดจังหวัดจัดการตนเอง ยกระดับการบริหารอย่างอิสระ ผู้ว่าฯ เลือกตั้งตรงประชาชน ปัญหาเมืองแก้ไขรวดเร็วขึ้น

ก้าวข้ามความขัดแย้งยกฐานะ “มหานครภูเก็ต ต้นแบบจังหวัดจัดการตนเอง”

สถานการณ์ของภูเก็ต ที่ฝ่ายปกครองแตกแยกกันในห้วงเวลาที่มีปัญหามากมายให้แก้ไข ผลประโยชน์มาบังตา ฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะฝ่ายที่อ้างตัวว่า เป็นฝ่ายประชาธิปไตย ฝ่ายก้าวหน้า ควรเสนอแนวคิด ผู้ว่าฯ หรือผู้บริหารเมืองควรมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ในรูปแบบจังหวัดจัดการตนเอง อาจจากเรียกฝ่ายบริหารว่า ผู้ว่าราชการนครภูเก็ต หรือนายกนครภูเก็ต ก็แล้วแต่ฝ่ายนิติบัญญัติจะออกแบบมา มีสภาฯควบคุมฝ่ายบริหารเหมือน กทม.หรือพัทยา
ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค หรือถ่ายโอนภารกิจไปให้ท้องถิ่นใหม่

จริง ๆ แล้วภูเก็ตเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็น “พื้นที่ต้นแบบ” ของการกระจายอำนาจ เพราะมีลักษณะพิเศษหลายอย่าง เช่น ความเป็นเกาะ เมืองท่องเที่ยว

-มีรายได้จากการท่องเที่ยวระดับโลก
-มีประชากรแฝงจำนวนมาก
-มีปัญหาเมืองที่ซับซ้อนกว่าจังหวัดทั่วไป
-สร้างรายได้เข้าประเทศจำนวนมหาศาล แต่กลับมีอำนาจตัดสินใจด้านงบประมาณและการบริหารจำกัด

หากจะเสนอแนวคิดเชิงนโยบาย อาจเรียกว่า “มหานครภูเก็ต” คล้ายรูปแบบของ กรุงเทพมหานคร หรือ เมืองพัทยา

รูปแบบที่อาจเป็นไปได้
-ผู้ว่าราชการมหานครภูเก็ต
หรือ
-นายกมหานครภูเก็ต

ทำหน้าที่บริหารเมืองโดยตรง มีสภามหานครภูเก็ตืทำหน้าที่
-อนุมัติงบประมาณ/ออกข้อบัญญัติ
-ตรวจสอบฝ่ายบริหาร
-ตั้งกระทู้ถาม
-ตรวจสอบโครงการของฝ่ายบริหาร

ยุบราชการส่วนภูมิภาคในพื้นที่ /โอนย้ายภารกิจ /บุคลากร /เครื่องมือ ไปขึ้นกับหน่วยใหม่ เปิดสมัครใจให้เลือกจะ
เข้าสู่ระบบมหานครภูเก็ต
หรืออยู่กับระบบเก่าที่จะต้องโอนไปขึ้นกับส่วนกลาง หรือจังหวัดอื่น

หน่วยงานที่อาจจะต้องโอนย้ายไป เช่น
-ผังเมือง
-ขนส่งมวลชน
-การจัดการชายหาด
-สิ่งแวดล้อม
-น้ำเสีย
-การท่องเที่ยว
-การอนุญาตก่อสร้างบางประเภท

การบริหารในรูปแบบใหม่ มีข้อดี ประชาชนเลือกคนบริหารโดยตรง
ผู้บริหารตอบโจทย์คนภูเก็ตมากกว่าราชการจากส่วนกลาง
แก้ปัญหาเมืองได้รวดเร็ว
วางแผนเมืองระยะยาวได้
สอดคล้องกับเมืองท่องเที่ยวระดับโลก

แต่ก็มีข้อกังวล อาจเกิดการผูกขาดอำนาจโดยกลุ่มการเมืองท้องถิ่นบ้านใหญ่ จึงต้องมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง รัฐบาลกลางอาจกังวลเรื่องความเป็นเอกภาพในการบริหารประเทศ ต้องแก้กฎหมายหลายฉบับ ทั้งโครงสร้างกระทรวงมหาดไทยและกฎหมายปกครองท้องถิ่น

ประเด็นที่น่าขายทางการเมือง

หากมองในเชิงนโยบายสาธารณะ ภูเก็ตถือเป็นจังหวัดที่มีความพร้อมมากที่สุดจังหวัดหนึ่งสำหรับการทดลองรูปแบบ “มหานคร” เพราะมีขนาดพื้นที่ไม่ใหญ่ มีฐานรายได้ชัดเจน และมีปัญหาเมืองที่ต้องการการตัดสินใจรวดเร็วกว่าโครงสร้างราชการส่วนภูมิภาคแบบเดิม แต่โจทย์สำคัญที่สุดไม่ใช่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ เพียงอย่างเดียว หากคือการออกแบบระบบตรวจสอบถ่วงดุลให้เข้มแข็งพอที่จะป้องกันการรวมศูนย์อำนาจจากส่วนกลาง ไปสู่การรวมศูนย์อำนาจในมือกลุ่มการเมืองท้องถิ่นแทน
รูปแบบการบริหารเมืองใหม่อาจจะเรียกว่า
“จังหวัดจัดการตนเอง” อันเป็นแนวคิดที่มีทั้งข้อดีและข้อท้าทาย แต่สำหรับจังหวัดอย่างภูเก็ต ผมมองว่าเป็นแนวคิดที่ควรศึกษาอย่างจริงจัง

จังหวัดจัดการตนเอง คืออะไร

ไม่ใช่การแยกประเทศ ไม่ใช่รัฐอิสระ

แต่เป็นการให้ประชาชนในจังหวัดมีอำนาจกำหนดอนาคตของตัวเองมากขึ้น เช่น

-เลือกผู้บริหารจังหวัดโดยตรง
-จัดทำงบประมาณได้เองมากขึ้น
-กำหนดแผนพัฒนาเมืองเอง
-บริหารขนส่ง สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว และบริการสาธารณะบางส่วนเอง

รัฐบาลกลางยังดูแลเรื่อง
-ความมั่นคง
-การต่างประเทศ
-การคลังระดับชาติ
-กระบวนการยุติธรรมหลัก

แนวคิดนี้มาจากทฤษฎีทางการเมือง “คนในพื้นที่รู้ปัญหาของพื้นที่ดีที่สุด”
ภูเก็ตย่อมเข้าใจปัญหาการท่องเที่ยว การจราจร น้ำเสีย และแรงงานต่างชาติดีกว่าส่วนกลาง
ลดความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาหลายเรื่องไม่ต้องรออนุมัติจากกรุงเทพฯเกิดการแข่งขันเชิงพัฒนา แต่ละจังหวัดต้องพัฒนาตัวเองเพื่อดึงดูดการลงทุนและคุณภาพชีวิต

ประชาชนตรวจสอบได้ง่ายขึ้น รู้ว่าใครรับผิดชอบ ไม่ต้องโยนกันระหว่างกระทรวง จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ข้อเสียและความเสี่ยง
นักการเมืองท้องถิ่นอาจครอบงำอำนาจ
หากระบบตรวจสอบอ่อนแอ อาจเกิด “เจ้าพ่อจังหวัด” หรือเครือข่ายอิทธิพลท้องถิ่น

ปัญหาใหญ่คือ กระทบต่อโครงสร้างของกระทรวงมหาดไทย และระบบราชการส่วนภูมิภาคทั้งหมด ที่ราชสีห์จะหวงอำนาจ อันเป็นอุปสรรคใหญ่ของระบบเสนาบดี

ถ้าถามว่า “ภูเก็ตพร้อมหรือยัง”
หลายคนมองว่าภูเก็ตเป็นจังหวัดที่พร้อมที่สุดกลุ่มหนึ่ง เพราะ
-มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่
-มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูง
-มีความเป็นเมืองสากล
-มีปัญหาเฉพาะที่ต้องการการตัดสินใจรวดเร็ว

ดังนั้นแนวคิดที่เป็นไปได้มากกว่าในทางการเมือง คือ
“มหานครภูเก็ต” หรือ “ภูเก็ตปกครองตนเองรูปแบบพิเศษ”
คล้ายกับกรุงเทพมหานครหรือพัทยา แต่มีอำนาจมากกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วไป

“จะออกแบบอย่างไรให้ประชาชนมีอำนาจมากขึ้น โดยยังมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง”
ในสถานการณ์ ภูเก็ตจังหวัดจัดการตนเอง น่าจะเป็นประเด็นที่หยิบขึ้นมาถกกันมากที่สุด

ศึกมหาดไทยภูเก็ตเดือด!! มหาดไทยจับตาภูเก็ต หลังผู้ว่าฯ ขอสอบข้อเท็จจริง ปมขัดแย้งรองผู้ว่าฯ และข่าวบุกรุกพื้นที่สาธารณะ

มหาดไทยร้อนฉ่า กับปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตกับร้องผู้ว่าฯฉายา “รองซีฟู้ด หรือรองกุ้ง” รอดูใครจะอยู่ใครจะไป

ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต คือ นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร
ส่วน “รองฯ ซีฟู้ด” สื่อหลายสำนักใช้เป็นฉายาเรียก แต่ไม่ได้ระบุชื่อในข่าวโดยตรง อย่างไรก็ตาม จากกระแสที่พูดถึงกันในวงมหาดไทยและข่าวที่ออกมา บุคคลที่ถูกโยงกับฉายารองกุ้งในจังหวัดภูเก็ตมีสองคนด้วยกัน ก็ไม่รู้ว่าเป็นรองคนไหน

เรื่องร้อนมาจากการที่อนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่หาดบางเทา จ.ภูเก็ต และสั่งกำชับเรื่องการปราบปรามเอาจริงเอาจังกับกับผู้มีอิทธิพล โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่บุกรุกพื้นที่สาธารณะ

มีข่าวในเชิงลึกว่า คนสนิทของรองซีฟู้ด เกี่ยวข้องกับการบุกรุกพื้นที่สาธารณะอยู่ด้วย และทางผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตก็ต้องเอาจริงเอาจังกับการปฏิบัติตามนโยบายนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีมหาดไทย แน่นอนว่าจะต้องกระทบชิ่งไปยังคนสนิทของร้องซีฟู้ดด้วย

ความร้อนฉ่าพุ่งกระฉูดในวันนี้เรื่องระหว่างผู้ว่าฯ กับ “รองผู้ว่าฯ ซีฟู้ด” นั้น ตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการว่าใครผิดหรือถูก แต่มีสัญญาณว่ามีความขัดแย้งภายในฝ่ายปกครองจังหวัดด้วยกันเองอยู่พอสมควรครับ

กล่าวถึงรองผู้ว่าฯภูเก็ต มีหลายคน ประกอบด้วย
ปัจจุบัน (มิถุนายน 2569) จังหวัด ภูเก็ต มีรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ปรากฏตามคำสั่งมอบอำนาจและข่าวการเข้ารับตำแหน่ง ประกอบด้วย

1. อดุลย์ ชูทอง
2. รณรงค์ ทิพย์ศิริ
3. สุวิทย์ พันธ์เสงี่ยม
4. ธีระพงศ์ ช่วยชู

ส่วนรองกุ้งมีสองคน คือรองฯอดุลย์ กับรองธีระพงศ์

ประเด็นที่เป็นข่าวมีอยู่ 2 เรื่องหลัก

1. มีโพสต์ในโซเชียลกล่าวหาว่า “รองฯ ซีฟู้ด” อ้างว่าสามารถย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้ และมีการท้าชนอำนาจกันระหว่างฝ่ายผู้ว่าฯ กับรองผู้ว่าฯ
2. มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับบุคคลใกล้ชิดรองผู้ว่าฯ ในประเด็นบุกรุกพื้นที่ชายหาดและผลประโยชน์บางอย่างในพื้นที่เชิงทะเล ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาในที่ประชุมกระทรวงมหาดไทยด้วย

เรื่องลุกลามจน อนุทิน ชาญวีรกูล หยิบประเด็นนี้ขึ้นมาพูดกลางวงประชุมผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ โดยถามหารองฯ ที่ถูกเรียกว่า “ซีฟู้ด” และย้ำว่ารองผู้ว่าฯ ไม่มีอำนาจไปย้ายผู้ว่าฯ ได้ พร้อมระบุว่าหากมีการพูดเช่นนั้นจริงถือว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

“ถ้าจะย้ายผู้ว่าฯแบบนั้นก็ต้องย้ายรัฐมนตรีมหาดไทยด้วยสิ” อนุทิน กล่าว

ขณะที่ฝ่ายผู้ว่าฯ ภูเก็ตก็ได้ขอให้กระทรวงมหาดไทยตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ดังนั้น ณ ตอนนี้ สิ่งที่รู้แน่ ๆ คือ

-มีข่าวลือเรื่องความขัดแย้งระหว่างผู้ว่าฯ ภูเก็ตกับรองผู้ว่าฯ คนหนึ่ง
-มีการกล่าวอ้างเรื่อง “ย้ายผู้ว่าฯ”
-กระทรวงมหาดไทยรับเรื่องตรวจสอบแล้ว
-ยังไม่มีผลสอบหรือข้อยุติอย่างเป็นทางการว่ามีการกระทำผิดจริงหรือไม่

วงในฝ่ายปกครองภูเก็ตแจ้งว่า เวลานี้หน่วยงานสืบสวนสอบสวน ทั้งดีเอสไอ /ปปง./ปปช.ลงไปสืบสวนสอบสวนหาข้อมูลเต็มพื้นที่ อีกไม่นานถ้าไม่ลูบหน้าปะจมูก ก็จะรูดม่านให้ได้เห็นหน้าเห็นตากัน

ถ้าอนุทิน สอบพบว่า รองซีฟู้ดพูดจริง อนุทินบอกแล้วว่า ไม่เหมาะสม ฉนั้นอนาคตของรองซีฟู้ด หรือรองกุ้งก็น่าจะไม่สดใสนักในตำแหน่งรองผู้ว่าฯภูเก็ต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top