Friday, 28 August 2026
LITE

28 สิงหาคม 2428 กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ สวรรคต สิ้น ‘วังหน้า’ พระมหาอุปราชองค์สุดท้าย ทรงพระปรีชาด้านนาฏกรรมและช่าง สวรรคตปี 2428 พระวัย 48 พรรษา

กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ผู้ทรงเป็น ‘กรมพระราชวังบวรสถานมงคล’ ได้สวรรคต ในวันนี้เมื่อ 138 ปีก่อน นับเป็น ‘วังหน้า’ องค์สุดท้าย

กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ใน ‘พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว’ ประสูติแต่ ‘เจ้าคุณจอมมารดาเอม’ เมื่อวันพฤหัสบดี แรม 2 ค่ำ เดือน 10 ตรงกับวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2381

เมื่อแรกประสูติพระองค์มีพระอิสริยยศที่ ‘หม่อมเจ้า’ โดยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระนามว่า ‘ยอร์ช วอชิงตัน’ ตามชื่อของ ‘จอร์จ วอชิงตัน’ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐคนแรก
คนทั่วไปออกพระนามว่ายอด ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระนามให้ใหม่ว่า ‘พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ บวรราโชรสรัตนราชกุมาร’ และได้รับการสถาปนาเป็นพระองค์เจ้าต่างกรมที่กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ เมื่อปี 2404 และได้รับพระราชทานอุปราชาภิเษกเป็น ‘กรมพระราชวังบวรสถานมงคล’ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือล้นเกล้ารัชกาลที่ 5

กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ทรงเป็นเจ้านายที่มีความสามารถหลายด้าน ด้านนาฏกรรม ทรงพระปรีชา เล่นหุ่นไทย หุ่นจีน เชิดหนัง และงิ้วด้านการช่าง ทรงชำนาญเครื่องจักรกล ทรงต่อเรือกำปั่น ทรงทำแผนที่แบบสากล ทรงสนพระทัยในแร่ธาตุ ถึงกับทรงสร้างโรงถลุงแร่ไว้ในพระราชวังบวรสถานมงคล เมื่อ พ.ศ. 2426 ทรงได้รับประกาศนียบัตรจากฝรั่งเศส ในฐานะผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาช่าง

เมื่อพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 ก็ไม่ได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดขึ้นดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล

เพราะในขณะนั้นพระราชโอรสพระองค์โต คือ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ยังทรงพระเยาว์เพียง 12 พรรษา ทำให้เสี่ยงต่อการถูกแย่งชิงราชบัลลังก์ ฝ่ายเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ได้เสนอให้ทรงแต่งตั้งพระองค์เจ้ายอดยิ่ง เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล

แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งพระองค์เจ้ายอดยิ่ง เป็น ‘กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ’ เมื่อ พ.ศ. 2410 แต่ไม่ได้ตั้งให้เป็นวังหน้า

จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะสวรรคต 1 วัน ได้มีการประชุมพระญาติวงศ์และขุนนาง ที่ประชุมจึงตกลงที่จะแต่งตั้ง กรมหมื่นบวรวิไชยชาญเป็น ‘กรมพระราชวังบวรสถานมงคล’ ตามคำเสนอของพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร์ โดยเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อมา ขณะนั้นมีพระชนมพรรษาเพียง 15 พรรษา

บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์จึงอัญเชิญกรมหมื่นบวรวิไชยชาญ พระราชโอรสในสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นทรงดำรงตำแหน่งวังหน้า นับเป็น ‘วังหน้า’ พระองค์ที่ 6 และพระองค์สุดท้าย ทรงเป็นวังหน้าพระองค์แรกที่พระเจ้าแผ่นดินมิได้ทรงแต่งตั้ง

ข้อมูลจากหลายแหล่งระบุว่า กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ทรงมีความรู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี โดยคบค้าสนิทสนมกับ โทมัส น็อกซ์ กงสุลอังกฤษ
ประกอบกับในสมัยนั้น อังกฤษคุกคามสยาม ถึงขั้นเรียกเรือรบมาปิดปากแม่น้ำ ทางวังหลวงจึงหวาดระแวง จนทำให้ เมื่อเกิดเหตุการณ์ระเบิดขึ้นที่ตึกดินในวังหลวง ไฟไหม้ลุกลามไปถึงพระบรมมหาราชวัง

การนี้ ทางวังหลวงเข้าใจว่า ‘วังหน้า’ เป็นผู้วางระเบิด และไม่ส่งคนมาช่วยดับไฟ ส่วนกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ก็เสด็จหลบหนีไปอยู่ในสถานกงสุลอังกฤษไม่ยอมเสด็จออกมา
เหตุการณ์ตึงเครียดนี้กินเวลาถึงสองสัปดาห์ จนกระทั่งสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เดินทางกลับจากราชบุรีเข้ามาไกล่เกลี่ย

โดยฝ่ายอังกฤษและฝรั่งเศสถือว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นการเมืองภายในของสยาม และไม่ได้เข้ามาก้าวก่าย

ต่อมา กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ เสด็จทิวงคตเมื่อวันศุกร์ เดือน 9 แรม 3 ค่ำ ปีระกา จุลศักราช 1247 หรือวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2428 พระชนมายุ 48 พรรษา

พระราชทานเพลิง ณ พระเมรุท้องสนามหลวงเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2429 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงแต่งตั้งผู้ใด ตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลว่างลง
จนถึงปีจอ พ.ศ. 2429 จึงทรงสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศเป็นสยามมกุฎราชกุมารและยกเลิกตำแหน่งพระมหาอุปราช ตั้งแต่นั้นมา

27 สิงหาคม 2426 ภูเขาไฟ ‘กรากาตัว’ ในอินโดนีเซียระเบิดครั้งรุนแรงที่สุด เกิดเสียงดังกึกก้องไกลถึงออสเตรเลีย คร่าชีวิตกว่า 3.6 หมื่นคน

ภูเขาไฟ ‘กรากาตัว’ ที่ตั้งอยู่ระหว่างเกาะชวา และเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนิเซีย บนแนววงแหวนแห่งไฟ ภูเขาไฟแห่งนี้เคยระเบิดครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2426 โดยเริ่มจากการระเบิดรุนแรงในวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2426 แต่เหตุการณ์ก็สงบ แม้จะมีการระเบิดในระดับไม่รุนแรงอีกหลายครั้งซึ่งไม่มีใครคิดว่านี้เป็นสัญญานเตือนภัย…

ต่อมาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2426 เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง และการระเบิดระดับกลางติดต่อกันอีกหลายครั้ง และในวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2426 ก็เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ที่สุด แรงระเบิดทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เถ้าถ่านจำนวนหลายล้านตันบดบังแสงอาทิตย์จนมืดมิด เสียงระเบิดดังกึกก้องไปไกลถึงออสเตรเลีย ผลจากการระเบิดยังทำให้เกิดคลื่นสึนามิสูงกว่า 30 เมตร ซากปะการัง, เศษหิน และวัสดุต่าง ๆ ประมาณ 600 ตัน ถูกคลื่นหอบขึ้นฝั่ง มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ประมาณ 36,000 คน
>> ความรุนแรงครั้งนั้นส่งผลกระทบไปไกลเพียงใด

ในประเทศไทยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพขณะดำรงพระยศเป็น ‘พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร’ ทรงบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ใน ‘ประวัติอาจารย์’ (พระนิพนธ์ประวัติของพระยาพฤฒาธิบดีศรีสัตยานุการ (อ่อน โกมลวรรธนะ) ซึ่งเคยเป็น เจ้าอาวาสวัดนิเวศน์ธรรมประวัติ) ขณะนั้นพระองค์ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ และประทับที่วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ บางปะอิน อยุธยา ว่า…

“เมื่อเดือนสิงหาคมจะเป็นวันใดข้าพเจ้าไม่ได้จดไว้ แต่อยู่ในระหว่างวันที่ 27 จนถึงวันที่ 30 เวลาบ่าย ข้าพเจ้านั่งอยู่ที่ตำหนักได้ยินเสียงดังเหมือนยิงปืนใหญ่ไกลหลายนัด นึกในใจว่าคงยิงสลุตรับแขกเมืองที่เข้ามากรุงเทพฯ ครั้นเวลาเย็นลงไปนั่งเล่นที่สะพานท่าน้ำตามเคย ไปพูดขึ้นกับพระที่อยู่มาก่อน ท่านบอกว่าที่วัดนิเวศน์ฯ ไม่เคยได้ยินเสียงปืนใหญ่ยิงในกรุงเทพฯ ข้าพเจ้าไม่เห็นเป็นการสำคัญก็ไม่ค้นหาเหตุผลต่อไป

ครั้นรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง เห็นแสงแดดเป็นสีเขียวตลอดวัน คนทั้งหลายพากันพิศวงทั่วไปในท้องถิ่น ที่ตื่นตกใจก็มี แต่ในวันต่อมาก็กลับเป็นปกติตามเดิม เป็นหลายวันจึงทราบข่าวว่าภูเขาไฟระเบิดที่เกาะกระกะเตา ซึ่งอยู่ระหว่างเกาะชวาและเกาะสุมาตรา คนตายหลายหมื่น เสียงภูเขาไฟระเบิดและไอที่ออกบังแสงแดด ทั้งละลอกน้ำในท้องทะเลแผ่ไปถึงนานาประเทศ ไกลกว่าที่เคยปรากฏมาแต่ก่อน”

26 สิงหาคม 2461 ในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงอภิเษกสมรส กับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ครั้งแรกแห่งประวัติศาสตร์สยาม หมุดหมายวัฒนธรรมครองเรือนแบบใหม่ของไทย

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอภิเษกสมรส กับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี
พระราชพิธีอภิเษกสมรสพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2461 ณ พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน ถือเป็นการอภิเษกสมรสครั้งแรกในสยาม ซึ่งได้นำแบบอย่างธรรมเนียมการสมรสของชาวตะวันตกมาปรับใช้ มีพิธีการจดทะเบียนสมรสเป็นคู่แรกของสยาม และมีการพระราชทานของชำร่วยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สยาม ซึ่งเป็นแม่แบบพิธีแต่งงานของไทยที่สืบต่อกันมาจนถึงยุคปัจจุบัน

ย้อนไปเมื่อวันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2461 เวลา 14.00 น. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีอภิเษกสมรสระหว่างพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เมื่อครั้งยังดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนศุโขทัยธรรมราชา และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี หรือหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี สวัสดิวัตน์ พระอิสริยยศ ณ ขณะนั้น ณ พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน ถือเป็น ‘พระราชพิธีอภิเษกสมรสครั้งแรกในสยาม’

หลังจากการตรากฎมณเฑียรบาลว่าด้วย การเศกสมรสแห่งเจ้านายในพระราชวงศ์ พุทธศักราช ๒๔๖๑ ความตอนหนึ่งว่า “ให้เจ้านายในพระราชวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปจะทำการเศกสมรสกับผู้ใด ให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตก่อน เมื่อได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วจึงจะทำการพิธีนั้นได้”

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2461 สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนฯ ทำหนังสือกราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระมงกฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตอภิเษกสมรสกับ หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี ความตอนหนึ่งว่า

“บัดนี้ ข้าพระพุทธเจ้าได้ปฏิพัทธ์รักใคร่กับหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี ธิดาแห่งเสด็จน้า และข้าพระพุทธเจ้าอยากจะใคร่ทำการสมรสกับเจ้าหญิงนั้น แต่เดิมข้าพระพุทธเจ้าได้ชอบพอกับหญิงรำไพพรรณี ฉันเด็กและผู้ใหญ่ และสมเด็จแม่ก็โปรดให้หญิงรำไพพรรณี มารับใช้ข้าพระพุทธเจ้าอยู่เสมอ ข้าพระพุทธเจ้าได้ กราบทูลสมเด็จแม่ว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะมีหนังสือกราบบังคมทูลใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเพื่อทราบพระราชปฏิบัติ ท่านก็ทรงเห็นด้วยกับข้าพระพุทธเจ้า ส่วนเสด็จน้านั้น ท่านรับสั่งว่าท่านไม่ทรงเกี่ยวข้องด้วย เพราะท่านได้ถวายหญิงรําไพไว้ขาดแด่สมเด็จแม่ตั้งแต่ยังเล็กๆ แล้ว…” (อ้างใน ราชเลขาธิการ 2531: 15)

ในพระราชพิธีอภิเษกสมรส สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนศุโขทัยธรรมราชา และหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี ทรงลงพระนามในสมุด ‘ทะเบียนแต่งงาน’ แล้วพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยเป็น ‘ผู้สู่ขอตกแต่ง’ และ ‘ผู้ทรงเป็นประธานและพยานในการแต่งงาน’ และโปรดเกล้าฯ ให้เจ้านายชั้นพระบรมวงศ์ลงพระนามเป็นพยาน รวม 12 พระองค์
นับว่าเป็น ‘ครั้งแรกที่มีการจดทะเบียนสมรสในพระราชวงศ์’ สะท้อนให้เห็นว่า สังคมไทยเริ่มมีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมการครองเรือนให้เป็นแบบตะวันตก และยังเป็นแม่แบบของพิธีแต่งงานของไทยยุคใหม่ที่มีการจดทะเบียนสมรส

ในเวลาค่ำ พระราชทานเลี้ยงพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการที่มาร่วมงาน และได้ทรงพระราชทานของชำร่วย เป็นแหวนทองคำลงยาประดับเพชร ถือเป็น ‘ของชำร่วยวันแต่งงานครั้งแรกในประวัติศาสตร์สยาม’

25 สิงหาคม 2475 รำลึกจุดเริ่มต้นสมาคมการเมืองหลัง 2475 ก่อตั้ง ‘สมาคมคณะราษฎร’ พรรคการเมืองแรกของไทย ต้นแบบของพรรคการเมืองไทยในปัจจุบัน

ย้อนกลับไปเมื่อ 25 สิงหาคม พ.ศ.2475 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร ก็ได้เกิด 'สมาคมคณะราษฎร' ขึ้นมา ถือเป็นต้นแบบของพรรคการเมืองในประเทศไทย แม้ขณะนั้นยังไม่มีกฎหมายรองรับก็ตาม

การก่อตั้งสมาคมคณะราษฎรมี ‘พระยานิติศาสตร์ไพศาล’ เป็นนายกสมาคม เปิดรับสมาชิกทั่วประเทศ และมีรายงานว่าสมาชิกทะลุ 10,000 คน แต่ไม่นานนัก ในสมัยรัฐบาลพระยามโนปกรณนิติธาดา ได้มีคำสั่งห้ามตั้งสมาคมการเมือง ทำให้ต้องเปลี่ยนชื่อเป็น ‘สโมสรราษฎร์สราญรมย์’ แทน

ต่อมา หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชาธิปไตยเริ่มเปิดกว้าง จึงเกิดพรรคการเมืองจริงภายใต้รัฐธรรมนูญ แม้ยังไม่มีกฎหมายรองรับอย่างเป็นทางการ โดยพรรคแรกที่เกิดขึ้นคือ พรรคก้าวหน้า นำโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงที่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ผลักดัน พระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ.2498 ให้มีผลบังคับใช้

พรรคแรกที่จดทะเบียนตามกฎหมายดังกล่าวคือ พรรคเสรีมนังคศิลา ของจอมพล ป. ตามมาด้วยพรรคประชาธิปัตย์ แต่การเมืองในเวลานั้นเต็มไปด้วยข้อครหาเรื่องการเลือกตั้งไม่โปร่งใส จนกระทั่งปี 2501 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหารและยกเลิกกฎหมายพรรคการเมือง ส่งผลให้พรรคทั้งหมด รวมถึงพรรคเสรีมนังคศิลา สิ้นสุดลงทันที

ปัจจุบัน การกำกับดูแลพรรคการเมืองอยู่ภายใต้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ในฐานะองค์กรอิสระ ทำหน้าที่กำกับให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม ถือเป็นกลไกสำคัญของประชาธิปไตยไทยที่สืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้

ที่มา : https://themodernist.in.th/thepeopletochange2475/

23 สิงหาคม 2483 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 พระราชทานนามใหม่แก่ ‘บ้านสามโคก’ โดยใช้ชื่อ ‘เมืองประทุมธานี’ เพื่อเป็นเกียรติแก่ชาวมอญ ที่จงรักภักดี

วันนี้ในอดีต 23 สิงหาคม พ.ศ. 2483 บ้านสามโคกซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ได้รับพระราชทานนามใหม่เป็น 'เมืองประทุมธานี' พระราชทานโดยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เพื่อเป็นเกียรติแก่ชาวมอญที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานและจงรักภักดีต่อแผ่นดินไทย

สามโคกถือเป็นเมืองเก่า มีร่องรอยมาตั้งแต่สมัยพระบรมไตรโลกนาถ และมีหลักฐานชัดเจนในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองว่าเป็นเมืองขึ้นกับกรมพระกลาโหม ต่อมาในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้โปรดให้ชาวมอญที่อพยพหนีพม่าเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารตั้งถิ่นฐานที่สามโคก ทำให้เมืองค่อย ๆ เจริญขึ้น

ในสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น ชาวมอญยังคงอพยพเข้ามาหลายครั้ง โดยเฉพาะในรัชกาลที่ 2 เมื่อปี พ.ศ.2358 มีการอพยพครั้งใหญ่จากเมืองเมาะตะมะ พระองค์โปรดให้ตั้งบ้านเรือนที่สามโคก นนทบุรี และพระประแดง จนทำให้สามโคกกลายเป็นชุมชนมอญที่สำคัญ

วันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ.2483 รัชกาลที่ 2 เสด็จประพาสสามโคกในเทศกาลออกพรรษา พสกนิกรนำดอกบัวมาถวายสักการะเป็นจำนวนมาก พระองค์จึงพระราชทานนามเมืองใหม่ว่า 'ประทุมธานี' หรือเมืองแห่งดอกบัว พร้อมแต่งตั้ง “พระยาพิทักษ์ทวยหาร” เป็นเจ้าเมือง ถือเป็นจุดกำเนิดชื่อจังหวัดปทุมธานีที่ใช้สืบมาจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://www.3khok.go.th/public/list/data/index/menu/1142

21 สิงหาคม 2411 ‘ในหลวงรัชกาลที่ 5’ ประกาศใช้หน่วย ‘สตางค์’ เป็นครั้งแรกในไทย กำหนด 100 สตางค์เท่ากับ 1 บาท กลายเป็นมาตรฐานเงินบาทในปัจจุบัน

วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2411 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้มีการออกประกาศให้ใช้หน่วย ‘สตางค์’ เป็นครั้งแรก

โดยก่อนหน้านี้ ตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาจนถึงช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ประเทศไทยใช้หน่วยเงินเป็น ทศ พิศ พัดดึงส์ ชั่ง ตำลึง บาท สลึง เฟื้อง ไพ ซีก เสี้ยว อัฐ และโสฬส ซึ่งถือเป็นระบบที่ยากต่อการคำนวณและการแลกเปลี่ยนในการใช้จ่ายต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม 100 สตางค์ มีการกำหนดค่าให้เท่ากับ 1 บาท และนั่นถือเป็นจุดกำเนิดของหน่วยสากลที่นิยมใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://www.facebook.com/infoisoc4news/posts/pfbid032JYR5WHhQxQ9FjkWtG3X5N87ygWugE3w1BhUsJRHgkoLCRUVbfBsxDJhoUaTdfcVl

20 สิงหาคม 2447 ประหาร ‘นางล้วน’ นักโทษหญิง คดีฆ่าสามีแล้วเผาทั้งบ้าน ด้วยวิธีการ ‘ตัดศีรษะ’ เป็นรายสุดท้ายของประเทศไทย

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2447 มีการประหารชีวิตนักโทษหญิง ด้วยการตัดศีรษะเป็นครั้งสุดท้ายในประเทศไทย ที่วัดหนองจอก ริมคลองแสนแสบ อำเภอมีนบุรี จังหวัดพระนคร (กรุงเทพมหานคร)

โดยมีการบันทึกไว้ว่า มีการประหารชีวิตนักโทษหญิง ชื่อ ‘นางล้วน’ ด้วยวิธีตัดหัวเป็นรายสุดท้ายของประเทศไทย แต่เป็นรายสุดท้ายสำหรับผู้หญิง ส่วนรายสุดท้ายที่ถูกประหารด้วยวิธีตัดหัวเป็นผู้ชาย ก็คือนายบุญเพ็ง นักโทษผู้โด่งดัง เจ้าของฉายา ‘บุญเพ็งหีบเหล็ก’ ที่ได้ก่อคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ ฆ่าชิงทรัพย์ตั้งแต่ขณะอยู่ในผ้าเหลือง สุดท้ายถูกประหารที่วัดภาษี คลองตัน เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2462

สำหรับนางล้วน นักโทษหญิงรายสุดท้ายที่ถูกตัดหัวนั้น ไม่มีเรื่องราวที่พูดถึงกันมากนัก จึงถูกบันทึกไว้เพียงสั้น ๆ ว่า ต้องโทษด้วยข้อหาว่าฆ่าผัวตายแล้วเผาทั้งบ้าน ถูกประหารที่วัดหนองจอก ริมคลองแสนแสบ มีนบุรีหลังจากเพิ่งคลอดลูกในคุกได้เพียง 1 เดือน ก่อนเข้าหลักประหาร นางล้วนได้มีโอกาสให้นมลูกเป็นครั้งสุดท้ายที่ท่าน้ำวัดหนองจอก ส่วนลูกของนางนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งได้รับไปอุปการะ

ที่มา : https://www.facebook.com/TPchannelFan/posts/1504980709643616?comment_tracking=%7B%22tn%22%3A%22O%22%7D

19 สิงหาคม 2488 ไทยรอดพ้นสถานะผู้แพ้สงคราม หลังสหรัฐฯ ยืนยัน “ไม่เคยถือว่าไทยเป็นศัตรู” สหรัฐฯ เปิดทางไทยกลับสู่เวทีโลก ย้ำไทยควรเป็นประเทศเอกราช เสรี และมีอธิปไตย

19 สิงหาคม พ.ศ. 2488 สหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์ประกาศชัด “ไม่เคยถือว่าไทยเป็นศัตรู” แม้ไทยจะเคยประกาศสงครามต่อสหรัฐฯ และอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยให้เหตุผลว่า ไทยคือมิตรประเทศที่ถูกบังคับมากกว่าจะเป็นฝ่ายตรงข้ามโดยเจตนา

ในแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา วอชิงตันมองว่าไทยต้องได้รับการปลดปล่อยจากอำนาจศัตรู และหวังว่าเมื่อสงครามสิ้นสุด ไทยจะกลับคืนสู่ประชาคมโลกในฐานะประเทศเอกราช เสรี และมีอธิปไตยเต็มที่

ไม่กี่วันก่อนหน้านั้นเอง (16 สิงหาคม 2488) ไทยได้ออก “ประกาศสันติภาพ” ชี้ชัดว่าการประกาศสงครามเมื่อ 25 มกราคม 2485 เป็นโมฆะ เพราะไม่ตรงกับเจตจำนงของประชาชน และขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้ท่าทีของสหรัฐฯ สอดรับกับการฟื้นคืนภาพลักษณ์ของไทยบนเวทีโลก

เหตุการณ์นี้จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ไทยไม่ถูกนับเป็นประเทศผู้แพ้สงครามโดยตรง และเปิดทางให้ฟื้นความสัมพันธ์กับนานาชาติได้อย่างรวดเร็ว

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_1639

18 สิงหาคม ของทุกปี กำหนดให้เป็น ‘วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ’ น้อมรำลึก ‘ในหลวง ร.4’ พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย พาประเทศไทยก้าวสู่โลกสมัยใหม่

ในวันที่ 18 สิงหาคม ของทุก ๆ ปี ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งในวันสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ และการศึกษาของไทย เนื่องจากตรงกับวันที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวง ที่ ต.หว้ากอ จ.ประจวบคีรีขันธ์ หลังพระองค์ทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคาไว้อย่างแม่นยำ ล่วงหน้า 2 ปี ด้วยพระปรีชาสามารถด้านวิทยาศาสตร์ของพระองค์ จึงได้มีการถวายพระราชสมัญญานามให้ทรงเป็น ‘พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย’ และด้วยพระปรีชาสามารถด้านวิทยาศาสตร์นี้ คณะรัฐมนตรีจึงกำหนดให้วันที่ 18 สิงหาคมของทุกปี เป็น ‘วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ’

เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ครั้งสำคัญทางวิทยาศาสตร์ดังกล่าว และเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงเป็น ‘พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย’ ไปพร้อมกัน
สำหรับความเป็นมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระราชโอรส พระราชธิดา รวมทั้งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ฯ (รัชกาลที่ 5) ขณะพระชนมายุ 16 พรรษา ได้เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค ไปทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวงที่ ตำบลบ้านหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411

ด้วยทรงตั้งพระปณิธานแน่วแน่ที่จะพิสูจน์ผลการคำนวณของพระองค์ หลังจากที่ทรงใช้กล้องโทรทรรศน์คำนวณการเกิดสุริยุปราคาครั้งแรกได้อย่างแม่นยำ ล่วงหน้า 2 ปี ซึ่งพระองค์คำนวณไว้ว่า สุริยุปราคาจะเกิดขึ้นในวันอังคาร ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 10 ปีมะโรง สัมฤทธิศก จุลศักราช 1230 โดยจะเห็นหมดดวงและชัดเจนที่สุด ที่หมู่บ้านหัววาฬ ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่บริเวณเกาะจาน ขึ้นไปถึงปราณบุรี และลงไปถึงเมืองชุมพร และโปรดฯ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุญนาค) ไปสร้างค่ายหลวงและพลับพลาที่ประทับ พร้อมกับเชิญคณะนักดาราศาสตร์จากประเทศฝรั่งเศส และเซอร์แฮรี ออด เจ้าเมืองสิงคโปร์เดินทางมาเข้าเฝ้าฯ และร่วมในการสังเกตการณ์ ซึ่งเมื่อถึงวันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 เหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่ทรงพยากรณ์ไว้ทุกประการ ไม่คลาดเคลื่อนแม้แต่วินาทีเดียว
องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่ง สหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ประกาศยกย่องพระเกียรติคุณของพระองค์ให้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก ด้วยพระราชกรณียกิจและพระเกียรติคุณนานัปการ โดยเฉพาะพระราชกรณียกิจด้านดาราศาสตร์

ที่มา : Mgronline

14 สิงหาคม 2395 ‘คลองผดุงกรุงเกษม’ เสร็จสมบูรณ์ ในรัชกาลที่ ๔ เปิดเส้นทางคมนาคมใหม่ ขยายพระนครสู่ชั้นนอก ภูมิปัญญาการจัดการน้ำของไทยในอดีตอย่างชัดเจน

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2395 คลองผดุงกรุงเกษมแล้วเสร็จในวันนี้ สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงมีพระราชดำริให้ขุดคลองขึ้นรอบนอกพระนคร เพื่อขยายเขตเมืองและเพิ่มพื้นที่อยู่อาศัย รวมทั้งช่วยให้การคมนาคมทางน้ำสะดวกขึ้น

คลองผดุงกรุงเกษมเริ่มขุดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2394 โดยมีความยาวประมาณ 5.5 กิโลเมตร ล้อมรอบพระนครชั้นนอก เชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งด้านเหนือและด้านใต้ ทำหน้าที่เป็น "คูเมืองชั้นนอก" ป้องกันเมืองจากการรุกราน และเป็นแนวเขตการขยายเมืองในสมัยนั้น

นอกจากประโยชน์ด้านป้องกันและการคมนาคมแล้ว คลองผดุงกรุงเกษมยังช่วยระบายน้ำในฤดูน้ำหลาก ลดปัญหาน้ำท่วมในเขตพระนคร และเปิดโอกาสให้เกิดชุมชนใหม่ ๆ เกิดขึ้นริมคลอง ทำให้เศรษฐกิจของพระนครเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบัน คลองผดุงกรุงเกษมยังคงเป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ แม้สภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่คลองสายนี้ยังสะท้อนภาพการวางผังเมืองและภูมิปัญญาการจัดการน้ำของไทยในอดีตอย่างชัดเจน

13 สิงหาคม 2413 กองทัพไทยสมัย ร.๕ ปรับเปลี่ยนระบบคำบอกแถวทหาร จากเดิมที่ใช้คำสั่งเป็นภาษาอังกฤษ เป็นภาษามคธ (บาลี) เสริมวัฒนธรรมไทย-พุทธในทหาร

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2413 ในสมัยรัชกาลที่ 5 กองทัพไทยได้มีการปรับเปลี่ยนระบบคำบอกแถวทหาร จากเดิมที่ใช้คำสั่งเป็นภาษาอังกฤษ มาเป็น ภาษามคธ (บาลี) เพื่อให้สอดคล้องกับภาษาและวัฒนธรรมของชาติ รวมทั้งเสริมสร้างอัตลักษณ์ทหารไทยให้แตกต่างจากแบบแผนตะวันตก

ก่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ กองทัพไทยรับแบบแผนฝึกจากตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษ ซึ่งรวมถึงคำสั่งบอกแถว เช่น การทำความเคารพ การเคลื่อนพล และการจัดระเบียบแถว แต่ต่อมา ทางราชการเห็นว่าควรปรับเป็นคำที่เข้าใจง่าย และมีรากทางวัฒนธรรมไทย-พุทธมากขึ้น จึงเลือกใช้ภาษามคธเป็นหลัก
ตัวอย่างคำบอกที่เปลี่ยนมาใช้ เช่น “วันทยาวุธ” แทนการทำความเคารพด้วยอาวุธ “วันทยาหัตถ์” แทนการทำความเคารพด้วยมือ

การปรับครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ทหารไทยมีคำสั่งที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปฏิรูปกองทัพในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งมุ่งผสมผสานความทันสมัยกับการคงไว้ซึ่งรากเหง้าทางวัฒนธรรมไทย

๑๒ สิงหาคม วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลว

๑๒ สิงหาคม
วันคล้ายวันพระราชสมภพ
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเป็นวันสำคัญที่ปวงชนชาวไทยน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประเทศชาติ พระราชวงศ์ และประชาชนมาอย่างยาวนาน

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2475 ทรงเป็นพระธิดาในหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร และหม่อมหลวงบัว กิติยากร ต่อมาได้ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 และทรงดำรงพระราชสถานะเป็นสมเด็จพระบรมราชินีคู่พระบารมีแห่งรัชกาลที่ 9
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในการเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะถิ่นทุรกันดารและพื้นที่ห่างไกล เพื่อเยี่ยมเยียนราษฎร รับฟังปัญหา และพระราชทานความช่วยเหลือแก่ประชาชน

หนึ่งในพระราชกรณียกิจสำคัญที่เป็นที่จดจำอย่างกว้างขวาง คือการส่งเสริมอาชีพและอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมไทย ผ่านงานศิลปาชีพ พระองค์ทรงเล็งเห็นว่าฝีมือหัตถกรรมพื้นบ้านของราษฎรไทย โดยเฉพาะในชนบท เป็นทั้งมรดกภูมิปัญญาและช่องทางสร้างรายได้ให้ครอบครัว จึงทรงส่งเสริมให้ประชาชนมีอาชีพเสริมจากงานทอผ้า งานจักสาน งานแกะสลัก งานปัก และงานหัตถศิลป์แขนงต่าง ๆ
พระราชกรณียกิจด้านศิลปาชีพไม่เพียงช่วยให้ราษฎรมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ยังช่วยอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยให้คงอยู่และเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ผ้าไทยและงานหัตถกรรมหลายแขนงได้รับการฟื้นฟู ส่งเสริม และเผยแพร่ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความงดงามทางวัฒนธรรมไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ
นอกจากงานด้านศิลปาชีพแล้ว พระองค์ยังทรงมีพระราชกรณียกิจด้านสาธารณกุศลและการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในฐานะที่ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทย ทรงสนับสนุนงานด้านการแพทย์ การสาธารณสุข การบรรเทาทุกข์ และการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยต่าง ๆ

พระองค์ยังทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ และสัตว์ป่า ตลอดจนทรงส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิถีชีวิตของคนกับธรรมชาติ เพราะการดูแลสิ่งแวดล้อมคือพื้นฐานของความมั่นคงในชีวิตและความยั่งยืนของชุมชน

วันที่ 12 สิงหาคมจึงไม่ใช่เพียงวันคล้ายวันพระราชสมภพเท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่คนไทยร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจอันกว้างขวางของพระองค์ ทั้งในด้านการพัฒนาอาชีพ การอนุรักษ์วัฒนธรรม การสาธารณสุข การสงเคราะห์ประชาชน และการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของราษฎร

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังกำหนดให้วันที่ 12 สิงหาคมเป็น “วันแม่แห่งชาติ” เพื่อเชิดชูพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเพื่อให้ประชาชนได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อแม่ ผู้เป็นบุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งในชีวิตของทุกคน

สัญลักษณ์สำคัญของวันแม่แห่งชาติ คือดอกมะลิ ซึ่งเป็นดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ มีกลิ่นหอม และสื่อถึงความรักอันบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูก วันนี้จึงเป็นโอกาสให้ลูกหลานได้ระลึกถึงพระคุณแม่ แสดงความรัก ความเคารพ และตอบแทนพระคุณผ่านการกระทำที่ดี

ในความหมายของชาติไทย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงได้รับการยกย่องในฐานะ “แม่แห่งแผ่นดิน” จากพระราชกรณียกิจที่ทรงดูแลทุกข์สุขของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทรงมองเห็นคุณค่าของคนไทยในทุกพื้นที่ และทรงส่งเสริมให้ราษฎรมีอาชีพ มีศักดิ์ศรี และมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคงขึ้น

พระราชกรณียกิจของพระองค์จึงเป็นส่วนสำคัญของประวัติศาสตร์การพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการยกระดับชีวิตชุมชนชนบทและการอนุรักษ์เอกลักษณ์ไทยให้ดำรงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

12 สิงหาคมของทุกปี จึงเป็นวันที่ปวงชนชาวไทยพร้อมใจกันถวายพระพรชัยมงคล และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมใจของคนไทย และทรงเป็นแบบอย่างแห่งความเมตตา ความเสียสละ และการทำงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน

วันนี้จึงเป็นทั้งวันแห่งความรัก ความกตัญญู และวันแห่งการรำลึกถึงพระราชกรณียกิจของแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อแผ่นดินไทยและประชาชนชาวไทยมาอย่างยาวนาน

11 สิงหาคม 1999 สุริยุปราคาเต็มดวงครั้งใหญ่ เงาดวงจันทร์พาดผ่านโลก ปรากฏการณ์ท้องฟ้าที่ผู้คนทั่วโลกจับตา ที่ปลุกความสนใจด้านดาราศาสตร์ทั่วโลก

วันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1999 เป็นวันที่เกิดหนึ่งในปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจอย่างมาก นั่นคือ “สุริยุปราคาเต็มดวง” ซึ่งแนวคราสพาดผ่านพื้นที่หลายประเทศในยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย ก่อนกลายเป็นเหตุการณ์ท้องฟ้าครั้งสำคัญที่ถูกจดจำในประวัติศาสตร์สมัยใหม่

สุริยุปราคาเกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนที่เข้ามาอยู่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ ทำให้เงาของดวงจันทร์ทอดลงมายังพื้นผิวโลก หากผู้สังเกตอยู่ในแนวเงามืด หรือ umbra จะมองเห็นดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์ทั้งดวง กลายเป็นสุริยุปราคาเต็มดวง ส่วนพื้นที่ที่อยู่ในเงามัว หรือ penumbra จะมองเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วน

เหตุการณ์วันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1999 ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะแนวคราสเต็มดวงพาดผ่านพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นในยุโรปและเอเชีย ทำให้มีผู้คนจำนวนมากสามารถเฝ้าชมปรากฏการณ์ได้โดยตรง ขณะที่ผู้ที่อยู่นอกแนวคราสเต็มดวงในหลายภูมิภาค ก็ยังสามารถเห็นสุริยุปราคาบางส่วนได้
แนวคราสของสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งนี้เริ่มจากมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ก่อนพาดผ่านบางส่วนของยุโรป เช่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี ออสเตรีย ฮังการี โรมาเนีย และต่อไปยังตะวันออกกลาง ก่อนสิ้นสุดแนวคราสในเอเชียใต้ พื้นที่เหล่านี้จึงกลายเป็นจุดหมายของนักดาราศาสตร์ นักท่องเที่ยว และประชาชนที่ต้องการชมช่วงเวลาที่กลางวันกลายเป็นความมืดชั่วขณะ

ในหลายประเทศ ผู้คนรวมตัวกันตามพื้นที่เปิดโล่ง เมืองใหญ่ ชายฝั่ง ภูเขา และสถานที่สังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ เพื่อเฝ้ารอช่วงเวลาที่ดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์จนหมด ภาพของท้องฟ้าที่ค่อย ๆ มืดลง อุณหภูมิที่ลดลง และแสงรอบขอบฟ้าที่เปลี่ยนไป กลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้ชมจำนวนมากจดจำได้ไม่ลืม

สุริยุปราคาเต็มดวงไม่ได้เป็นเพียงความสวยงามของธรรมชาติ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์ เพราะช่วงเวลาที่ดวงจันทร์บังแสงจ้าของดวงอาทิตย์ ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาบรรยากาศชั้นนอกของดวงอาทิตย์ หรือโคโรนา ได้ชัดเจนขึ้น รวมถึงศึกษาผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศของโลก สภาพอากาศ และคลื่นวิทยุ

เหตุการณ์ในปี 1999 ยังเกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 และใกล้สิ้นสุดสหัสวรรษที่สอง จึงยิ่งทำให้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชนทั่วโลก บางพื้นที่เรียกปรากฏการณ์นี้ว่าเป็น “สุริยุปราคาเต็มดวงครั้งสุดท้ายของสหัสวรรษ” ทำให้บรรยากาศการติดตามข่าวและการเดินทางไปชมคราสคึกคักเป็นพิเศษ

สำหรับยุโรป เหตุการณ์ครั้งนี้มีความหมายอย่างมาก เพราะเป็นสุริยุปราคาเต็มดวงที่เห็นได้จากหลายพื้นที่ของทวีป และกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทั้งนักวิทยาศาสตร์ สื่อมวลชน โรงเรียน และประชาชนทั่วไปให้ความสนใจพร้อมกัน ผู้คนจำนวนมากเตรียมแว่นกรองแสง กล้องโทรทรรศน์ และอุปกรณ์ถ่ายภาพ เพื่อบันทึกช่วงเวลาสำคัญบนท้องฟ้า

อย่างไรก็ตาม การชมสุริยุปราคาจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะการมองดวงอาทิตย์โดยตรงโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม อาจทำให้ดวงตาเสียหายอย่างถาวร การรณรงค์ให้ใช้แว่นกรองแสงมาตรฐานและอุปกรณ์สังเกตการณ์ที่ปลอดภัยจึงเป็นส่วนสำคัญของการติดตามปรากฏการณ์ครั้งนี้

ในเชิงสังคม สุริยุปราคาเต็มดวงเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1999 เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากหันมาสนใจดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์มากขึ้น เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่สามารถมองเห็นได้จริงด้วยตา และทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างโลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์อย่างชัดเจน
ช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์ถูกบดบังจนท้องฟ้ามืดลงกลางวันแสก ๆ ยังทำให้หลายคนตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและความแม่นยำของการคำนวณทางดาราศาสตร์ เพราะนักวิทยาศาสตร์สามารถทำนายเวลาและเส้นทางของคราสได้ล่วงหน้าอย่างละเอียด

แม้สุริยุปราคาเต็มดวงจะเกิดขึ้นหลายครั้งบนโลก แต่แต่ละครั้งมีเส้นทางคราสที่แตกต่างกัน และพื้นที่ที่สามารถเห็นคราสเต็มดวงได้มีขนาดจำกัดมาก ผู้ที่อยู่ในแนวเงามืดเท่านั้นจึงจะได้เห็นดวงอาทิตย์ถูกบังเต็มดวงอย่างสมบูรณ์ ทำให้เหตุการณ์ในปี 1999 กลายเป็นประสบการณ์หายากสำหรับผู้คนจำนวนมากในยุโรปและเอเชีย

สุริยุปราคาเต็มดวงวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1999 จึงเป็นทั้งปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เหตุการณ์ทางวิทยาศาสตร์ และประสบการณ์ร่วมของผู้คนจำนวนมากทั่วโลก เป็นวันที่ท้องฟ้ากลายเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ และทำให้มนุษย์หันกลับไปมองจักรวาลด้วยความตื่นตา

วันนี้จึงควรถูกจดจำในฐานะหนึ่งในปรากฏการณ์ท้องฟ้าครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์สมัยใหม่ วันที่เงาของดวงจันทร์พาดผ่านโลก และทำให้ผู้คนในหลายประเทศได้สัมผัสช่วงเวลาสั้น ๆ ที่กลางวันกลายเป็นความมืด พร้อมกับความประทับใจที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://eclipse.gsfc.nasa.gov/SEmono/TSE1999/TSE1999.html?utm_source=chatgpt.com

#TheStatesTimes
#Lite
#CoolLife
#TodaySpecial

9 สิงหาคม 2514 จุดเริ่มต้น ‘ลูกเสือชาวบ้าน’ ต้านภัยคอมมิวนิสต์ ขับเคลื่อนอุดมการณ์ รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

‘ลูกเสือชาวบ้าน’ ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2514 ณ บ้านเหล่ากอหก อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย โดยฝีมือของ พล.ต.ต.สมควร หริกุล ขณะดำรงตำแหน่งผู้กำกับ ตชด. เขต 4 มีเป้าหมายฝึกอบรมชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนภาคอีสานให้มีวินัย ความสามัคคี และจิตสำนึกจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพื่อเป็นแนวร่วมต้านภัยคอมมิวนิสต์

หลังจากที่สมควรเข้ารับการฝึกวิชาลูกเสือขั้นสูง จึงเกิดแนวคิดนำกิจกรรมลูกเสือมาประยุกต์กับชุมชน ใช้หมวด ตชด. เป็นแกนกลางในการจัดตั้งลูกเสือชาวบ้าน กิจกรรมฝึกอบรมประกอบด้วยระเบียบวินัย ความร่วมมือในชุมชน และปลูกฝังอุดมการณ์รักชาติ ซึ่งขยายตัวครอบคลุมหลายจังหวัดในภาคอีสาน

ความสำคัญของลูกเสือชาวบ้านยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ทรงเสด็จทอดพระเนตรกิจกรรมด้วยพระองค์เองที่ค่ายเสนีย์รณยุทธ จ.อุดรธานี เมื่อปี 2515 พร้อมพระราชทานงบประมาณ สนับสนุนเครื่องแบบ และรับองค์กรไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ลูกเสือชาวบ้านกลายเป็นเครือข่ายภาคประชาชนภายใต้ร่มพระบารมี

นับแต่นั้น กิจกรรมพระราชทานธงและผ้าพันคอแก่ลูกเสือชาวบ้านกลายเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญที่รัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติอย่างต่อเนื่องระหว่างการเยือนราษฎรในถิ่นทุรกันดาร เป็นหนึ่งในกลไกเสริมสร้างความมั่นคงและความภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ ผ่านองค์กรชุมชนที่ได้รับการรวมศูนย์และสนับสนุนอย่างเป็นทางการภายใต้แนวคิด 'พัฒนาเพื่อความมั่นคง' ในยุคสงครามเย็น

8 สิงหาคม 2510 เริ่มก่อตั้งปี 2510 ที่กรุงเทพฯ รวม 5 ประเทศอาเซียนภาคพื้นฐาน ปัจจุบันขยายสมาชิกเป็น 10 ประเทศ 'อันวาร์' ชี้แนวร่วมภูมิภาคสำคัญ

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 ตัวแทน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ได้ร่วมลงนามใน 'คำประกาศอาเซียน' ที่กรุงเทพฯ นับเป็นจุดกำเนิดของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ 'อาเซียน' เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในภูมิภาค

จุดเริ่มต้นของอาเซียนมาจากการรวมตัวในชื่อ "สมาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" หรือ ASA เมื่อปี 2509 แต่ต้องยุติบทบาทเพราะความผันผวนทางการเมือง ก่อนจะเปลี่ยนผ่านและขยายบทบาทเป็น 'อาเซียน' ในเวลาต่อมา โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย

ต่อมา อาเซียนได้ขยายสมาชิกจาก 5 ประเทศเป็น 10 ประเทศ โดยมี บรูไน เวียดนาม ลาว เมียนมา และกัมพูชา เข้าร่วม เพื่อสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในระดับภูมิภาค และเป็นเวทีสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเวทีโลก

ในปัจจุบัน ผู้นำหลายประเทศในอาเซียนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเด็นร่วมของภูมิภาค โดยเฉพาะ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานอาเซียน ซึ่งมีบทบาทโดดเด่นในการผลักดันให้ภูมิภาคนี้รักษาอธิปไตย ท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของมหาอำนาจ พร้อมเน้นแนวทางอาเซียนที่ยึดมั่นในความร่วมมืออย่างสันติและเสมอภาค


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top