Tuesday, 14 July 2026
ECONBIZ

“ไทยออยล์” คว้ารางวัลโลก!! ยอดจองหุ้นกู้สูงถึง 11 เท่า บริหารต้นทุนการเงินต่ำเพียง 3.875% รวบรวมความเป็นเลิศด้านการเงิน ตอกย้ำความแข็งแกร่งองค์กรระดับสากล

ไทยออยล์คว้า 2 รางวัลระดับโลกจาก Global Banking & Finance Awards 2026
ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านการบริหารการเงินและการระดมทุน

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) โดย คุณวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านการเงินและบัญชี เป็นผู้แทนบริษัทฯ เข้ารับ 2 รางวัลจากเวที Global Banking & Finance Awards 2026 ซึ่งจัดโดย Global Banking & Finance Review นิตยสารการเงินชั้นนำระดับสากล ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร โดยรางวัลที่ได้รับประกอบด้วย

Corporate Finance CFO of the Year Thailand 2026 สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ ความเป็นผู้นำ และความสามารถด้านการบริหารการเงินเชิงกลยุทธ์ของคุณวนิดา บุญภิรักษ์ ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินขององค์กร ผ่านการรักษาวินัยทางการเงิน การบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ และการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสีย ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจและตลาดทุนที่มี ความผันผวน

Energy Financing Deal of the Year Thailand 2026 สะท้อนความสำเร็จของไทยออยล์จากการออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ มูลค่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักลงทุนทั่วโลก โดยมียอดจองซื้อสูงกว่ามูลค่าการเสนอขายกว่า 11 เท่า นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสามารถ
บริหารต้นทุนทางการเงินสุทธิภายหลังการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Cross Currency Swap) ได้ในระดับเพียงร้อยละ 3.875 ต่อปี นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการระดมทุนผ่านตลาด ตราสารหนี้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐด้วยต้นทุนที่ดีที่สุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัทฯ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อความแข็งแกร่งทางการเงิน ศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ และการบริหารงานตาม
กลยุทธ์ของบริษัทฯ

Global Banking & Finance Awards เป็นรางวัลระดับสากลที่มอบให้แก่องค์กรและผู้บริหารที่มีผลงานโดดเด่นด้านการบริหารจัดการ การเงิน และการดำเนินธุรกิจ โดยการได้รับรางวัลในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของไทยออยล์ ที่ตอกย้ำความแข็งแกร่งด้านการบริหารการเงิน ความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลก และความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานสากล เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

“เคทีซี” ดันเทรลวิ่งเศรษฐกิจ!! Trail Running หน้าฝนดันตลาดเติบโต กระตุ้นการใช้จ่ายกว่า 2,500 บาทต่อคน เชื่อมโยงชุมชนธุรกิจท้องถิ่น ลุย 5 จุดวิ่งเทรลยอดนิยมในไทย

เคทีซีชวนมอง Trail Running หน้าฝน จากความท้าทายบนเส้นทาง สู่แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจประสบการณ์

ในวันที่หลายคนมองฝนตกเป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง ยังมีคนอีกกลุ่มที่กลับเฝ้ารอฤดูกาลนี้มาตลอดทั้งปี พวกเขาเตรียมรองเท้าพื้นดอกลึก เช็กพยากรณ์อากาศ แพ็กอุปกรณ์ใส่ Running Vest และออกเดินทางสู่ภูเขา ป่าไม้ และเส้นทางธรรมชาติที่กำลังกลับมาเขียวขจีที่สุดของปี สำหรับนักวิ่งเทรล (Trail Running) และนักเดินป่า ฤดูฝนไม่ใช่ช่วงเวลาของการหลบฝน แต่คือฤดูกาลแห่งการออกเดินทาง ภาพของทางดินที่กลายเป็นโคลน ลำธารที่ไหลเชี่ยว รากไม้เปียกฝน และสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้ อาจเป็นสิ่งที่คนทั่วไปพยายามหลีกเลี่ยง แต่กลับเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดให้ผู้คนจำนวนมากยอมเดินทางหลายร้อยกิโลเมตรเพื่อไปสัมผัส

ปรากฏการณ์นี้กำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ไม่ได้มองการใช้จ่ายเพื่อสุขภาพหรือการท่องเที่ยวแยกออกจากกันอีกต่อไป แต่เลือกลงทุนกับ "ประสบการณ์" ที่มอบทั้งความสุข ความหมาย และการพัฒนาตัวเองในเวลาเดียวกัน

Trail Running สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคยุคใหม่
"เคทีซี" หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มองว่าปรากฏการณ์ Trail Running ไม่ได้สะท้อนเพียงกระแสการออกกำลังกาย แต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มให้คุณค่ากับการลงทุนเพื่อสุขภาพ การเดินทาง และประสบการณ์มากขึ้น จากเดิมที่การใช้จ่ายอาจมุ่งเน้นไปที่การครอบครองสินค้า วันนี้ผู้คนจำนวนมากพร้อมลงทุนกับกิจกรรมที่มอบคุณค่าระยะยาวทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความทรงจำ เคทีซีจึงร่วมกับพันธมิตรด้านกีฬาและ Outdoor ชั้นนำ อาทิ Decathlon, Salomon, The North Face REV Runner และ Element72 เพื่อสนับสนุนให้สมาชิกเข้าถึงอุปกรณ์และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ดังกล่าวได้ง่ายขึ้น เพราะเมื่อหนึ่งการวิ่งนำไปสู่การเดินทาง การใช้บริการในชุมชน การจองที่พัก และการสร้างรายได้ให้ธุรกิจท้องถิ่น Trail Running จึงไม่ใช่เพียงกีฬาอีกต่อไป หากกำลังกลายเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจประสบการณ์ที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย

จากกีฬาเฉพาะกลุ่ม สู่ตลาดที่กำลังเติบโต
เมื่อย้อนกลับไปเพียงไม่กี่ปีก่อน การวิ่งเทรลยังถูกมองว่าเป็นกิจกรรมของนักวิ่งสายฮาร์ดคอร์หรือคนรักการผจญภัยกลุ่มเล็กๆ แต่ปัจจุบันภาพดังกล่าวเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ปฏิทินการแข่งขันเทรลของไทยมีสนามเกิดขึ้นตลอดทั้งปีในแทบทุกภูมิภาค ทั้งเชียงใหม่ น่าน เลย เพชรบูรณ์ สระบุรี ระยอง นครศรีธรรมราชและกระบี่ สะท้อนการขยายตัวของฐานผู้เข้าร่วมที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงนักกีฬา แต่รวมถึงนักท่องเที่ยว ครอบครัว คนทำงาน และกลุ่มผู้บริโภคสายสุขภาพด้วย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เองก็เริ่มผลักดัน Trail Running ในฐานะเครื่องมือขับเคลื่อน Sports Tourism อย่างจริงจัง ผ่านโครงการ Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026 ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าร่วมมากกว่า 100,000 คน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 250 ล้านบาท ให้กับระบบเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า Trail Running ไม่ใช่แค่กีฬาอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับทั้งชุมชน ผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

หนึ่งการวิ่ง สร้างการใช้จ่ายมากกว่าที่คิด
สิ่งที่น่าสนใจคือ นักวิ่งเทรลไม่ได้สร้างรายได้เพียงจากค่าสมัครแข่งขัน ตรงกันข้าม การตัดสินใจเข้าร่วมงานวิ่งหนึ่งสนาม มักนำมาซึ่งการใช้จ่ายอีกหลายต่อ ทั้งค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าอาหาร การซื้อสินค้าชุมชน และอุปกรณ์กีฬา หากอ้างอิงจากเป้าหมายผู้เข้าร่วมกว่า 100,000 คน และมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 250 ล้านบาทของโครงการ Trail Running ระดับประเทศ จะเท่ากับเกิดการใช้จ่ายเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 2,500 บาทต่อคน แม้จะรวมผู้เข้าร่วมในรูปแบบ Virtual Run ไว้ด้วยก็ตาม แต่สำหรับนักวิ่งที่เดินทางไปแข่งขันต่างจังหวัด ค่าใช้จ่ายจริงมักสูงกว่านั้นมาก ค่าเฉลี่ยต่อทริปสามารถอยู่ในช่วงประมาณ 5,000-15,000 บาทต่อคน แบ่งเป็น ค่าสมัครแข่งขัน 800-3,500 บาท ค่าเดินทาง 1,000-5,000 บาท ค่าที่พัก 1-2 คืน 1,500-6,000 บาท ค่าอาหาร คาเฟ่และกิจกรรมท่องเที่ยว 500-2,000 บาท ค่าใช้จ่ายซื้อสินค้าท้องถิ่นและของที่ระลึก 500-3,000 บาท

สำหรับนักวิ่ง Ultra Trail หรือผู้ที่เดินทางพร้อมครอบครัว งบประมาณต่อทริปอาจแตะระดับหลักหมื่นถึงหลายหมื่นบาทได้ไม่ยาก เมื่อรองเท้าคู่หนึ่งนำไปสู่ Outdoor Economy อีกหนึ่งสัญญาณการเติบโตของตลาด คือการขยายตัวของธุรกิจรอบด้าน นักวิ่งเทรลจำนวนมากเริ่มลงทุนในอุปกรณ์เฉพาะทางมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าเทรล เสื้อผ้า Technical Apparel Running Vest นาฬิกา GPS ไม้เท้าเทรล ประกันอุบัติเหตุ และอุปกรณ์โภชนาการกีฬา รองเท้าวิ่งเทรลระดับกลางถึงระดับพรีเมียมในตลาดมีราคาตั้งแต่ 4,000-8,000 บาท ขณะที่อุปกรณ์เสริมบางประเภทมีราคาตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่นบาท

ปรากฏการณ์นี้กำลังสร้าง Outdoor Economy หรือเศรษฐกิจกลางแจ้ง ที่เชื่อมโยงร้านอุปกรณ์กีฬา โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ ผู้จัดการแข่งขัน ผู้ให้บริการขนส่ง และผู้ประกอบการในท้องถิ่นเข้าไว้ด้วยกัน ฤดูฝนคือไฮซีซันของนักวิ่งเทรล ขณะที่หลายธุรกิจมองฤดูฝนเป็นช่วงโลว์ซีซัน นักวิ่งเทรลกลับมองว่าเป็นช่วงเวลาที่ธรรมชาติสวยที่สุด ป่าไม้เขียวสด น้ำตกสมบูรณ์ อากาศเย็นลง และเส้นทางมีความท้าทายมากขึ้น นี่คือเหตุผลที่หลายสนามยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในช่วง Green Season และกำลังช่วยกระจายรายได้สู่จังหวัดรองนอกเส้นทางท่องเที่ยวหลัก

หน้าฝนต้องเตรียมตัวต่างจากฤดูอื่นอย่างไร
สิ่งที่ทำให้ Trail Running ในฤดูฝนแตกต่าง ไม่ใช่เพียงสภาพอากาศ แต่คือรายละเอียดเล็กๆ ที่ส่งผลต่อความปลอดภัย 1. รองเท้าคืออุปกรณ์สำคัญที่สุด รองเท้าวิ่งเทรลควรมีดอกยางลึกและยึดเกาะพื้นได้ดีเพื่อลดโอกาสลื่นล้มบนทางโคลนหรือรากไม้เปียก 2. เสื้อผ้าต้องแห้งเร็ว หลีกเลี่ยงผ้าฝ้ายที่อุ้มน้ำง่าย ควรเลือกเสื้อผ้า Technical Fabric ที่ระบายอากาศดี น้ำหนักเบาและแห้งเร็ว 3. Running Vest กลายเป็นอุปกรณ์จำเป็น นอกจากน้ำดื่ม ควรพกเสื้อกันฝนแบบ Lightweight โทรศัพท์มือถือ Power Bank ขนาดเล็ก ไฟฉายคาดศีรษะ นกหวีดฉุกเฉิน ชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น ถุงกันน้ำสำหรับเก็บอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 4. อาหารและพลังงานสำรอง ในสภาพอากาศเย็นและเปียก ร่างกายใช้พลังงานมากกว่าที่หลายคนคิด จึงควรเตรียม Energy Gel, Energy Bar หรืออาหารให้พลังงานที่รับประทานง่ายระหว่างทาง 5. ศึกษาเส้นทางและสภาพอากาศ การเช็กพยากรณ์อากาศ จุดเติมน้ำ ระยะทาง และแผนการอพยพฉุกเฉิน ถือเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การซ้อมร่างกาย 6. ประกันการเดินทางและอุบัติเหตุ นักวิ่งเทรล จำนวนไม่น้อยเริ่มให้ความสำคัญกับประกันคุ้มครองอุบัติเหตุหรือกิจกรรมกีฬา เพราะเส้นทางธรรมชาติมีความเสี่ยงมากกว่าการออกกำลังกายในเมือง โดยเฉพาะการแข่งขันระยะไกลหรือเส้นทางภูเขาสูง

5 เส้นทางเทรลหน้าฝนที่น่าไปในไทย

1. ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ มีป่าเขียวชุ่มตลอดฤดูฝน อากาศเย็นสบาย มีเส้นทางให้เลือกหลายระดับ เหมาะสำหรับนักวิ่งที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศป่าดิบเขาและทะเลหมอกอย่างใกล้ชิด
2. เขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีป่าฝนเขตร้อนสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย น้ำตกและลำธารตลอดเส้นทาง ความชื้นสูงและท้าทาย เป็นสนามที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักเทรลสายผจญภัยที่ต้องการทดสอบความแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ
3. ภูกระดึง - ภูหลวง จังหวัดเลย มีป่าสนเขียวสดช่วงหน้าฝน อากาศเย็นกว่าหลายพื้นที่ วิวสวยตลอดเส้นทาง เหมาะกับนักเดินป่าและนักวิ่งเทรลที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติแบบเต็มอิ่ม
4. เขาค้อ - ภูทับเบิก จังหวัดเพชรบูรณ์ มีทะเลหมอกเกือบตลอดฤดูกาล เส้นทางขึ้นลงหลากหลาย มีสนามเทรลจัดต่อเนื่องทุกปี ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายยอดนิยมของนักวิ่งเทรลไทย
5. อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เดินทางสะดวกจากกรุงเทพฯ มีทั้งเส้นทาง Hiking และ Trail Running เหมาะกับมือใหม่ และผู้ที่อยากเริ่มต้นสัมผัสโลกของเทรลโดยไม่ต้องเดินทางไกล

หากในอดีตความหรูหราอาจหมายถึงโรงแรมระดับ 5 ดาว หรือการเดินทางชั้นธุรกิจ วันนี้นิยามความหรูหราของคนจำนวนไม่น้อย อาจหมายถึงการได้ใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่ท่ามกลางป่าเขียวหลังฝนตก ได้ยินเสียงน้ำไหลแทนเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ และได้พิสูจน์ว่าตัวเองยังสามารถก้าวต่อไปได้แม้เส้นทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยโคลน นี่จึงเป็นเหตุผลง่ายๆ ที่ Trail Running กำลังเปลี่ยนจาก "กีฬาเฉพาะกลุ่ม" สู่ "ไลฟ์สไตล์แห่งการแสวงหาความหมาย" ที่เชื่อมโยงสุขภาพ การเดินทาง และเศรษฐกิจประสบการณ์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว และฤดูฝนก็คือช่วงเวลาที่เสน่ห์ดังกล่าวปรากฏชัดที่สุด

หนี้มีเวลาตั้งหลัก!! หนี้มีเวลามากขึ้นแต่ไม่หมายถึงน้อยลง จ่ายขั้นต่ำช่วยบริหารกระแสเงินสด แต่มิใช่ทางแก้หนี้ระยะยาว เคทีซีชี้ผู้ใช้ต้องวางแผนการเงิน

หนี้มีเวลามากขึ้น ไม่ได้แปลว่าหนี้น้อยลง
เคทีซีมองเป็นโอกาสให้ตั้งหลักทางการเงิน แต่ไม่ควรกลายเป็นภาระระยะยาว

ในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยังต้องเผชิญกับความท้าทายด้านรายได้ ค่าครองชีพ และภาระหนี้ที่สะสมมาจากหลายปีก่อน การมีมาตรการช่วยผ่อนคลายภาระการชำระหนี้ จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยให้หลายครัวเรือนมีสภาพคล่องมากขึ้น และมีเวลาจัดระเบียบสถานะทางการเงินของตนเอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อภาระรายเดือนลดลง สิ่งที่ผู้ถือบัตรเครดิตควรตระหนักคือ “ความสบายในระยะสั้น” อาจไม่ได้หมายถึง “ภาระหนี้ที่ลดลงในระยะยาว” เสมอไป เพราะแม้ยอดชำระขั้นต่ำจะช่วยให้บริหารกระแสเงินสดได้คล่องตัวขึ้น แต่หากยังคงมียอดคงค้างอยู่ หนี้ส่วนที่เหลือก็ยังถูกคิดดอกเบี้ยต่อเนื่อง และอาจใช้เวลานานกว่าที่คิดในการปลดภาระทั้งหมด

ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างหนึ่งของผู้ใช้บัตรเครดิต คือการมองว่าการจ่ายขั้นต่ำเป็นวิธีจัดการหนี้ที่เพียงพอ ในความเป็นจริง การชำระขั้นต่ำถูกออกแบบมาเพื่อช่วยบรรเทาภาระชั่วคราว ในช่วงที่ผู้ถือบัตรมีข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง ไม่ใช่แนวทางการชำระหนี้ที่ควรใช้เป็นประจำในระยะยาว เนื่องจากเงินที่ชำระในแต่ละงวดส่วนหนึ่งจะถูกนำไปชำระดอกเบี้ย ทำให้เงินต้นลดลงช้ากว่าที่หลายคนคาดคิด

ดังนั้น สำหรับผู้ที่ยังมีกำลังชำระ การจ่ายมากกว่ายอดขั้นต่ำจึงเป็นทางเลือกที่ช่วยลดภาระทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า แม้จะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในแต่ละเดือน แต่ก็สามารถช่วยลดเงินต้น ลดดอกเบี้ยสะสม และย่นระยะเวลาการเป็นหนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ

อีกประเด็นสำคัญคือ การใช้ช่วงเวลานี้ทบทวนสุขภาพทางการเงินของตนเองอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจรายรับ รายจ่าย ภาระหนี้ และเงินสำรองฉุกเฉิน เพราะการรู้สถานะทางการเงินที่แท้จริงจะช่วยให้สามารถวางแผนบริหารหนี้ได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น หลายครั้งปัญหาหนี้ไม่ได้เกิดจากรายได้ที่ไม่เพียงพอเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการขาดการวางแผนและการติดตามพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้ที่เริ่มมีสัญญาณความเสี่ยง เช่น ชำระหนี้ได้เพียงขั้นต่ำต่อเนื่องหลายเดือน ใช้บัตรเครดิตหลายใบเพื่อหมุนสภาพคล่อง หรือเริ่มกังวลว่าจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด สิ่งที่ควรทำที่สุดคือการติดต่อสถาบันการเงินโดยเร็ว เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ หรือการปรับเงื่อนไขการผ่อนชำระให้สอดคล้องกับกำลังชำระในปัจจุบัน การแก้ปัญหาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมักมีทางเลือกมากกว่า และช่วยลดผลกระทบต่อสถานะทางการเงินในอนาคตได้ดีกว่าการปล่อยให้ปัญหาสะสมจนบานปลาย

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เชื่อมาโดยตลอดว่า การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ไม่ได้หมายถึงเพียงการพิจารณาสินเชื่ออย่างรอบคอบ แต่ยังรวมถึงการสนับสนุนให้สมาชิกใช้สินเชื่ออย่างเหมาะสมกับศักยภาพทางการเงินของตนเอง พร้อมเปิดโอกาสให้เข้าถึงความช่วยเหลือเมื่อประสบปัญหาทางการเงิน ผ่านโครงการต่างๆ ที่มุ่งส่งเสริมการฟื้นฟูสุขภาพทางการเงินอย่างยั่งยืน

ในวันที่เศรษฐกิจยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การมีเวลามากขึ้นในการบริหารภาระหนี้ถือเป็นโอกาสที่มีคุณค่า แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือการใช้โอกาสนั้นเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว เพราะท้ายที่สุดแล้ว หนี้จะหมดได้ไม่ใช่เพราะมีเวลามากขึ้น แต่เพราะมีแผนที่ชัดเจนและมีวินัยในการเดินตามแผนนั้นอย่างต่อเนื่อง

หนี้มีเวลามากขึ้น ไม่ได้แปลว่าหนี้น้อยลง แต่หากใช้เวลาอย่างถูกวิธี อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมามีสุขภาพทางการเงินที่แข็งแรงอีกครั้ง

ส.อ.ท. ชี้ราคาน้ำมันลด!! ขอบคุณรัฐลดน้ำมันลง 2.5 บาทต่อลิตร ช่วยบรรเทาค่าครองชีพภาคธุรกิจ เสริมกำลังซื้อประชาชนคลายภาระ เน้นเสถียรภาพกองทุนและอนาคตพลังงานสะอาด

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ส.อ.ท. ขอขอบคุณรัฐบาล กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ที่เร่งดำเนินมาตรการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมัน โดยกลุ่มดีเซลลดลง 2.56 บาทต่อลิตร และกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ลดลง 2.51 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นมาตรการที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ระหว่างการฟื้นตัว

การปรับลดราคาน้ำมันครั้งนี้เป็นการดำเนินนโยบายที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม เพราะราคาพลังงานในประเทศควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และส่งผ่านประโยชน์จากราคาน้ำมันโลกที่ปรับลดลงไปยังประชาชนและผู้ประกอบการอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกเริ่มคลี่คลายจากความตึงเครียดก่อนหน้า

มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างมาก เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจทั้งห่วงโซ่ ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่ง โลจิสติกส์ การกระจายสินค้า ต้นทุนวัตถุดิบ สินค้าเกษตร อาหาร และต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดในการแบกรับต้นทุน เมื่อราคาน้ำมันลดลง จะช่วยให้ผู้ประกอบการมีพื้นที่ในการบริหารต้นทุนมากขึ้น ลดแรงกดดันต่อราคาสินค้า และช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการหายใจได้คล่องขึ้น

นอกจากนี้ การลดราคาน้ำมันยังช่วยเสริมกำลังซื้อของประชาชน ลดภาระค่าเดินทาง และสร้างความเชื่อมั่นต่อการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ เพราะสะท้อนว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับการดูแลต้นทุนที่กระทบต่อชีวิตประจำวันและการดำเนินธุรกิจจริง

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เห็นว่าการบริหารราคาพลังงานควรดำเนินควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างสมดุล เพื่อให้มาตรการระยะสั้นไม่สร้างภาระในระยะยาว พร้อมใช้จังหวะนี้เร่งวางรากฐานด้านพลังงานของประเทศ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และการส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อรองรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต

บางจากฯ ชูคุณภาพน้ำมัน–มาตรฐานหัวจ่าย!! เดินหน้าตรวจคุณภาพน้ำมัน–หัวจ่ายต่อเนื่อง สร้างความมั่นใจผู้ใช้บริการทั่วประเทศ ครองแชมป์หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐานระดับทองมากที่สุดในไทย ตอกย้ำเติมเต็มลิตร–คุณภาพมั่นใจ

บางจากฯ ครองอันดับ 1 "หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน" ระดับสีทองมากที่สุด

สถานีบริการน้ำมันบางจากครองตำแหน่งสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้รับรอง "หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน" ระดับสีทองซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุด มากที่สุดในประเทศไทย จากโครงการของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ที่ร่วมสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคในมาตรฐานการให้บริการของสถานีบริการน้ำมัน

นายเสรี อนุพันธนันท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บางจากฯ ให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานของสถานีบริการน้ำมันมาโดยตลอดนับตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจ มีการควบคุมและตรวจสอบมาตรฐานของการจ่ายน้ำมัน รวมทั้งคุณภาพน้ำมันอย่างต่อเนื่อง เช่น การกำหนดให้สถานีบริการน้ำมันตรวจสอบมาตรฐานหัวจ่ายสม่ำเสมอ มีหน่วยตรวจสอบมาตรฐานคุณภาพน้ำมันทั่วประเทศ (Mobile Lab)  เป็นต้น เพื่อให้มั่นใจว่าผู้บริโภคจะได้รับน้ำมันครบถ้วน ถูกต้อง คุณภาพเป็นไปตามมาตรฐาน บางจากฯ จึงมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมโครงการรับรอง “หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน” ของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อเป็นการยืนยันมาตรฐานการดำเนินงานของสถานีบริการน้ำมันบางจากเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ให้บริการ บางจากฯ มีแผนให้สถานีบริการน้ำมันบางจากทุกแห่งเข้าร่วมโครงการนี้เพื่อให้ได้รับการตรวจสอบมาตรฐานของหัวจ่ายน้ำมันอย่างสม่ำเสมอจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ โดยปัจจุบันสถานีบริการน้ำมันบางจากได้รับมาตรฐานแล้วเกือบ 2,000 สาขา และได้รับป้ายระดับทองสูงสุดถึง 269 สาขา เป็นแบรนด์น้ำมันที่ได้รับการรับรองป้ายมาตรฐานระดับทองมากที่สุด และยังคงทยอยได้รับการรับรองมาตรฐานดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

นอกจากการควบคุมมาตรฐานการให้บริการแล้ว บางจากฯ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพน้ำมันอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลิตภัณฑ์น้ำมันคุณภาพสูง อาทิเช่น น้ำมันบางจากไฮพรีเมียม 98 +พลัส และไฮพรีเมียม ดีเซล +พลัส เป็นต้น ทั้งยังเป็นพลังงานสะอาด ประหยัดและคุ้มค่าต่อการใช้งาน   ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังมุ่งเพิ่มความคุ้มค่าให้แก่ผู้บริโภคด้วยการจัดโปรโมชันสมนาคุณลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีโปรโมชัน ได้แก่  สมาชิกบางจากกรีนไมลส์ เมื่อเติมน้ำมันบางจากทุกชนิดครบทุก 1,000 บาท รับฟรี น้ำดื่มขวดใหญ่ ขนาด 1.5 ลิตร มูลค่า 14 บาท จำนวน 1 ขวด ตั้งแต่ 1 ถึง 31 กรกฎาคม 2569   และเมื่อเติมน้ำมันบางจากทุกชนิดครบทุก 1,200 บาท รับฟรี แก้วแรงใจ 1 ใบ มูลค่า 49 บาท มี 7 ลายให้สะสม ตั้งแต่ 10 มิถุนายน ถึง 20 กรกฎาคม 2569 ยิ่งไปกว่านั้นในโอกาสครบรอบ 20 ปี บางจากกรีนไมลส์  สมาชิกสามารถใช้คะแนนสะสม 500 คะแนน แลกรับคูปองส่วนลดเติมน้ำมันบางจากมูลค่า 120 บาท เพิ่มขึ้นจากปกติที่แลกได้ 100 บาท  ผ่านแอปพลิเคชันบางจาก สำหรับการเติมน้ำมันบางจากชนิดใดก็ได้ตั้งแต่ 1,000 บาท ขึ้นไปต่อใบเสร็จ ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม ถึง 30 กันยายน 2569  และสามารถใช้คูปองส่วนลดได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569

กฟผ. รักษาอันดับเครดิตสูงสุด “AAA” 10 ปีซ้อนคงเครดิตระดับ AAA สะท้อนความมั่นคงและสถานะการเงิน สอดรับยุคเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด หนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนพันธบัตร

10 ปีซ้อน ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิต กฟผ. สูงสุด ที่ระดับ “AAA” สะท้อนบทบาทรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานไฟฟ้าที่แข็งแกร่ง

ทริสเรทติ้งประกาศผลการจัดอันดับเครดิตของ กฟผ. ประจำปี 2569 คงที่ระดับ "AAA" ซึ่งเป็นระดับที่ดีที่สุด เป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน สะท้อนบทบาทรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานไฟฟ้าที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

นางสาวสมจิตต์ ด่านศรีประเสริฐ รองผู้ว่าการการเงินและบัญชี (CFO) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้ประกาศผลการทบทวนการจัดอันดับเครดิตของ กฟผ. ประจำปี 2569 คงที่ระดับ "AAA" ซึ่งเป็นระดับที่ดีที่สุด ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ คงที่ เป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน สะท้อนถึงบทบาทของ กฟผ. ในฐานะรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานไฟฟ้าที่ดำเนินกิจการบูรณาการกับรัฐบาลอย่างเต็มที่ ทั้งการผลิตและจัดหาพลังงานไฟฟ้า ดูแลความมั่นคงระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงทั่วประเทศ รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโครงข่ายระบบไฟฟ้าให้มีความทันสมัยรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ที่สำคัญคือสะท้อนถึงสถานะทางการเงินและสภาพคล่องที่แข็งแกร่งของ กฟผ.

ทั้งนี้ อันดับเครดิตองค์การเป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนในพันธบัตรของ กฟผ. แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการชำระหนี้ รวมถึงความมั่นคงทางการเงินขององค์การ แม้อุตสาหกรรมไฟฟ้าของประเทศไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดย กฟผ. ยังคงบทบาทสำคัญในฐานะหน่วยงานหลักดูแลรักษาเสถียรภาพระบบไฟฟ้า การบริหารความยืดหยุ่น และการบูรณาการพลังงานไฟฟ้ารูปแบบใหม่ให้สามารถเติบโตควบคู่กับความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน

E20 ทางรอดพลังงานไทย!! ใช้วัตถุดิบในประเทศ ลดคาร์บอน เพิ่มรายได้เกษตรกร ลดนำเข้าพลังงาน เสริมความมั่นคง ถอดบทเรียนบราซิล-อินเดีย ต้นแบบสำเร็จ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพอย่างยั่งยืน

กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมฯ ชี้ “E20 คือทางรอดระยะยาว” ร่วมเดินหน้าต่อยอดมาตรการภาครัฐ พร้อมผนึกกำลังรัฐ-เอกชน-ประชาชน ผลักดันการใช้ E20 ลดการนำเข้าพลังงานของประเทศ

ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานโลกที่ผันผวนอย่างรุนแรง ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ล่าสุดทุกภาคส่วนต่างเร่งส่งสัญญาณเตือนว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องปรับมุมมองและตระหนักอย่างจริงจังว่า “แก๊สโซฮอล์ E20” คือทางรอดระยะยาว ของประเทศ ไม่ใช่เพียงแค่พลังงานทางเลือกชั่วคราวในระยะสั้น พร้อมแนะทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์เปลี่ยนผ่าน E20 จากเชื้อเพลิงทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อมสู่พลังงานหลักจากวัตถุดิบที่มีศักยภาพของประเทศ เพื่อลดภาระการนำเข้าพลังงานและสร้างมูลค่าหมุนเวียนให้ภาคการเกษตรไทยอย่างยั่งยืน โดยถอดบทเรียนความสำเร็จระดับโลกจากประเทศบราซิลและอินเดีย ต้นแบบการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน

สถานการณ์วิกฤตพลังงานในขณะนี้เรียกได้ว่าเป็น “ความผันผวนด้านพลังงาน” ที่ผูกโยงเศรษฐกิจประเทศไทยไว้กับความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้เกิดความสั่นคลอนต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ชะลอการเติบโตของภาคธุรกิจ และกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง

ข้อมูลจากงานสัมมนา “ฝ่าวิกฤตพลังงานไทยด้วยพลังงานหมุนเวียน โอกาสหรือภาพลวง” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมาระบุว่า หากประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 92% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าการนำเข้ามหาศาลกว่า 1.33 ล้านล้านบาทต่อปี หรือเฉลี่ยมีเงินตราไหลออกนอกประเทศสูงถึง 3,600 ล้านบาทในทุกๆ วัน คำถามสำคัญคือ เราจะหยุดยั้ง "ภาวะเลือดไหลทางเศรษฐกิจ" นี้ได้อย่างไร?

เพื่อแก้ไขวิกฤตเชิงโครงสร้างนี้ ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จำเป็นต้องประสานพลังร่วมกันขับเคลื่อน "แก๊สโซฮอล์ E20" ให้เป็นยุทธศาสตร์พลังงานแห่งชาติ โดยยกระดับบทบาทของ E20 จากเดิมที่เป็นเพียง "น้ำมันทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อม" ให้กลายเป็น "เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์" ที่จะสร้างภูมิคุ้มกัน ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างยั่งยืน และช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ถอดโมเดลความสำเร็จ Ethanol ระดับโลก: บราซิล และ อินเดีย
ประเทศไทยไม่ได้เดินบนเส้นทางนี้เพียงลำพัง การที่ต้องลดการพึ่งพาน้ำมันดิบด้วยเอทานอลที่เป็นพลังงานชีวภาพ (Biofuel) เราสามารถถอดบทเรียนจาก 2 ประเทศยักษ์ใหญ่ที่เป็นต้นแบบแห่งความสำเร็จ

• บราซิล | ผู้นำด้านเอทานอลโลก: พลิกฟื้นประเทศจากที่เคยต้องนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 80% ในยุค 1970 สู่การเป็นผู้ส่งออกพลังงานในปัจจุบัน ด้วยนโยบายเอทานอลที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ปัจจุบันบราซิลกำหนดสัดส่วนผสมเอทานอลขั้นต่ำถึง 30% (E30) ในน้ำมันเบนซิน และรถยนต์ใหม่กว่า 90% เป็นระบบ Flex-Fuel ที่ยืดหยุ่นรองรับการเติมเอทานอลได้ทุกสัดส่วนจนถึงเอทานอลบริสุทธิ์ (E100) นโยบายนี้สร้างงานในระบบเศรษฐกิจชีวภาพกว่า 1.5 ล้านตำแหน่ง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมไปแล้วมากกว่า 730 ล้านตัน

• อินเดีย | พลิกวิกฤตเป็นโอกาส: จากปัญหาการนำเข้าน้ำมันดิบราคาแพงและมลพิษทางอากาศที่รุนแรงในเมืองใหญ่ รัฐบาลอินเดียได้เร่งผลักดันนโยบายเอทานอลอย่างก้าวกระโดด จนสามารถบังคับใช้ E20
ทั่วประเทศได้สำเร็จในปี 2025 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายเดิมถึง 5 ปี เทียบกับปี 2014 ที่มีสัดส่วนผสมเอทานอลเพียง 1.5% ช่วยประหยัดงบประมาณนำเข้าน้ำมันดิบได้กว่า 5 แสนล้านบาทต่อปี และสร้างรายได้สะสมให้เกษตรกรอินเดียกว่า 4.7 แสนล้านบาท ทั้งยังคงมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนในการผสม
เอทานอลขึ้นเป็น 27%

E20 พลังงานหลักเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของไทย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า “ประเทศไทยควรใช้ศักยภาพและความได้เปรียบที่มีอยู่ เป็นพื้นฐานในการขับเคลื่อนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ” โดยการส่งเสริมการใช้ไบโอเอทานอล (Bioethanol) ซึ่งผลิตจากพืชพลังงานที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการเพาะปลูกและผลิตได้อย่างต่อเนื่อง คืออ้อยและมันสำปะหลัง ที่ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบสำหรับการผลิตเอทานอลเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) และสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศตามโมเดล BCG Economy (Bio-Circular-Green Economy) ที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม และเป็นพลังงานหมุนเวียนที่สามารถทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สร้างความยั่งยืนให้กับระบบพลังงานของประเทศในระยะยาว

การส่งเสริมอุตสาหกรรมเอทานอลจึงมิใช่เพียงนโยบายด้านพลังงาน แต่ยังเป็นการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การผลิตเชื้อเพลิงเอทานอล การผลิตไฟฟ้าชีวมวลจากชานอ้อยและก๊าซชีวภาพ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ตลอดจนการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูงอื่นๆ คิดเป็นมูลค่าอุตสาหกรรมโดยรวมประมาณกว่า 1.34 แสนล้านบาทในปี 2568 ซึ่งสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างรายได้หมุนเวียนในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ก่อให้เกิดผลเชิงบวกต่อการจ้างงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรมการผลิต รวมไปถึงภาคบริการโดยเฉพาะการขนส่งและโลจิสติกส์และการพัฒนาเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ โดยช่วยสร้างความมั่นคงแก่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและมันสำปะหลังกว่า 1 ล้านครัวเรือน หรือกว่า 4 ล้านคน จากพื้นที่เพาะปลูกโดยรวม 20 ล้านไร่ และขณะเดียวกันยังช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ ส่งเสริมทั้งความมั่นคงด้านพลังงาน ความมั่นคงด้านอาหาร และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ดังนั้น เอทานอลจึงไม่ใช่การเลือกระหว่างการพัฒนาด้านพลังงานกับการสนับสนุนภาคเกษตรกรรม แต่เป็นนโยบายที่เปรียบเสมือน “การยิงกระสุนนัดเดียวได้ประโยชน์หลายทาง” สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พลังงาน สิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนไปพร้อมกันได้อย่างสมดุล สะท้อนให้เห็นถึงการใช้ทรัพยากรในประเทศให้เกิดคุณค่าสูงสุดและนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต”

ทั้งนี้ประเทศไทยมีความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์จากการเป็นผู้ผลิตอ้อยและมันสำปะหลังรายสำคัญของโลก ประกอบกับการมีโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมเอทานอลที่เข้มแข็ง จึงมีศักยภาพในการยกระดับเอทานอลให้เป็นกลไกหลักในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศ โดยภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรมมีความเห็นสอดคล้องกันว่าการส่งเสริมการใช้ไบโอเอทานอล (Bioethanol) ผ่านนโยบายผลักดันการใช้น้ำมัน E20 อย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม จะช่วยสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมแปรรูป ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน อันนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน

ด้าน ดร.เสกสรรค์ พรหมนิช รองประธานด้านไบโอฟูเอล กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า “ประเทศไทยมีศักยภาพในการต่อยอดการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพอย่าง E20 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero การต่อยอดนโยบายที่มีอยู่ด้วยการส่งเสริม ให้ประชาชนเข้าถึง และเลือกใช้น้ำมัน E20 มากขึ้น จะช่วยให้ประเทศไทยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ภายในประเทศได้อย่างคุ้มค่า ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยมากขึ้น สร้างรายได้ให้ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาครัฐไปพร้อมกัน ขณะเดียวกันยังเป็นการยกระดับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว หากประเทศไทยสามารถผลักดันการใช้ E20 ได้อย่างเต็มศักยภาพ จะทำให้มีการใช้เอทานอลประมาณ 6 ล้านลิตรต่อวัน และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 3.12 ล้านตัน การส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ E20 มากขึ้น ควบคู่ไปกับการผลักดันการประหยัดพลังงานในด้านอื่น ๆ จะสามารถช่วยให้ประเทศไทยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน เพิ่มการใช้พลังงานที่ผลิตได้ภายในประเทศ สร้างรายได้หมุนเวียนสู่ภาคเกษตรกร และอุตสาหกรรมไทย พร้อมทั้งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการสร้างทั้งความมั่นคงทางพลังงาน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศใน ระยะยาว”

สร้างประโยชน์ร่วมเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของคนไทยทุกคน
การร่วมมือกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พลังงาน E20 ของประเทศไทยจะสร้างผลประโยชน์มหาศาลกลับคืนมาในหลากหลายมิติ โดยเริ่มจากการลดการนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อสกัดกั้นการรั่วไหลของเงินตราออกนอกประเทศ และปกป้องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศจากวิกฤตราคาน้ำมันโลก ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศอย่าง PM 2.5 ในภาคการขนส่งอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์นี้ยังช่วยยกระดับและเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง และยั่งยืนให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและมันสำปะหลังทั่วประเทศ ตลอดจนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และอุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio-economy) มูลค่าสูงภายในประเทศ เพราะ E20 ไม่ใช่แค่เรื่องของน้ำมัน แต่คือ "ทางรอด" ของประเทศไทยที่จะมาร่วมพลิกอนาคตพลังงานไทย เพื่อเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของคนไทยทุกคนตั้งแต่วันนี้

“บีโอไอ” หนุน “เนสท์เล่” ลงทุนใหญ่!! ลงทุน 2.3 หมื่นล้านที่สมุทรปราการ โรงงานกาแฟใหม่พร้อมศูนย์กระจายสินค้า เชื่อมโยงเกษตรกรไทย วัตถุดิบกว่า 4.3 พันล้าน ตอกย้ำศักยภาพไทยฐานผลิตภูมิภาค

บีโอไอหนุน “เนสท์เล่” ลงทุนครั้งใหญ่ 2.3 หมื่นล้าน
เชื่อมโยงเกษตรกรไทย ยกระดับไทยสู่ฐานผลิตกาแฟภูมิภาค

บีโอไอไฟเขียว “เนสท์เล่” ยักษ์ใหญ่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มโลก ทุ่มลงทุน 23,000 ล้านบาท ก่อสร้างโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่ ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมศูนย์กระจายสินค้า ปั้นไทยเป็นฐานการผลิตหลักของกาแฟเนสท์เล่ในภูมิภาคอาเซียน พร้อมเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น รับซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรไทยกว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เพื่อลงทุนสร้างโรงงานแห่งใหม่สำหรับการผลิตกาแฟครบทุกประเภท ทั้งกาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟผสม 3 in 1 และกาแฟกระป๋องภายใต้แบรนด์เนสกาแฟ (NESCAFÉ) กำลังการผลิตรวมกว่า 1.7 แสนตันต่อปี เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดทั้งในประเทศและภูมิภาค อีกทั้งจะมีการสร้างศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ในพื้นที่โรงงาน มูลค่าลงทุนรวมประมาณ 23,000 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมอารยะ จังหวัดสมุทรปราการ โดยคาดว่าจะเริ่มผลิตในช่วงปลายปี 2571

การขยายการลงทุนของเนสท์เล่ครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากการที่รองนายกรัฐมนตรี เอกนิติฯ และเลขาธิการบีโอไอ ได้พบหารือ CEO ที่รับผิดชอบธุรกิจในภาคพื้นเอเชีย โอเชียเนีย และแอฟริกา ของบริษัท เนสท์เล่ ในระหว่างการประชุม World Economic Forum ที่ดาวอส ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลังจากนั้น บีโอไอได้ประสานงานกับบริษัทอย่างใกล้ชิดเพื่อนำมาสู่การลงทุนในครั้งนี้ โดยโรงงานแห่งใหม่ของเนสท์เล่ จะใช้เทคโนโลยีการผลิตทันสมัยที่สุด ทั้งระบบอัตโนมัติและ AI พร้อมทั้งสร้างงานให้กับบุคลากรไทยกว่า 520 ตำแหน่ง โดยเฉพาะด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี และบุคลากรทักษะเฉพาะทาง นอกจากนี้ ยังจะใช้วัตถุดิบจำนวนมากจากในประเทศไทย ทั้งเมล็ดกาแฟ น้ำตาล และน้ำนมดิบ รวมมูลค่ากว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทย และช่วยยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทย

บริษัท เนสท์เล่ (Nestlé) เป็นผู้นำด้านอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ที่สุดของโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในปี 2568 มีรายได้รวมกว่า 3.7 ล้านล้านบาท สำหรับประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่เนสท์เล่ดำเนินธุรกิจมายาวนานที่สุดแห่งหนึ่ง และเป็น “ฐานยุทธศาสตร์” ของเนสท์เล่ในกลุ่มอินโดจีน โดยมีสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร มีการลงทุนต่อเนื่องในประเทศไทยกว่า 28,000 ล้านบาท ครอบคลุมธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารสัตว์เลี้ยง โดยมีการจ้างงานบุคลากรไทยกว่า 3,000 คน พร้อมเชื่อมโยงกับชุมชนและห่วงโซ่อุปทานในประเทศอย่างแข็งแกร่ง การลงทุนโครงการใหม่นี้จึงเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นของบริษัทระดับโลกที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตอาหารและเครื่องดื่มที่สำคัญของภูมิภาค

นายนิคิล ชัญจ์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีความสำคัญสำหรับเนสท์เล่มายาวนานกว่า 130 ปี การลงทุนนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของเราที่มีต่อประเทศไทย และตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของเนสท์เล่ในการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมไทย เศรษฐกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม โครงการลงทุนนี้ประกอบด้วยโรงงานผลิตกาแฟที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และศูนย์กระจายสินค้าที่รองรับผลิตภัณฑ์หลายประเภทของเนสท์เล่ โดยจะติดตั้งเทคโนโลยีล่าสุดและ AI เพื่อผลิตสินค้าคุณภาพสูง และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคและลูกค้า โรงงานแห่งใหม่นี้จะผลิตผลิตภัณฑ์เนสกาแฟโดยใช้วัตถุดิบและวัสดุที่จัดหาจากภายในประเทศจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงเมล็ดกาแฟ น้ำตาล และน้ำนมดิบจากเกษตรกรไทย เพื่อสนับสนุนภาคการเกษตรและการพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่นต่อไป”

นอกจากการลงทุนด้านการผลิตแล้ว เนสท์เล่ยังมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟไทยตลอดห่วงโซ่คุณค่า ผ่านการศึกษาสายพันธุ์กาแฟที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย การสนับสนุนต้นกล้ากาแฟคุณภาพสูง การถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกร และการส่งเสริมแนวทางการผลิตที่ยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG ของประเทศไทย

“การที่เนสท์เล่ ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก ตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่โดยเลือกมาตั้งฐานการผลิตกาแฟในประเทศไทย แสดงถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทยและมาตรการสนับสนุนของรัฐบาล รวมถึงเป็นการผลักดันยุทธศาสตร์ของไทยในการเป็นฐานการผลิตอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำของโลก การลงทุนครั้งนี้จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมกาแฟของไทยทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การพัฒนาเกษตรกรต้นน้ำ การแปรรูปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์และการส่งออก พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคการเกษตรที่เป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศไทย” นายนฤตม์ กล่าว

‘วีระศักดิ์’ ชี้ Strategic Thinking ยุคโลกเดือด!! ธุรกิจต้องออกแบบอนาคตรับภัยพิบัติถี่–แรง–แปลกกว่าเดิม ต้องอ่านเส้นทางโลกเดือดให้ขาดก่อนเลือกพาหนะธุรกิจ เลือกพาหนะให้ถูก อ่านเส้นทางโลกให้ขาด แล้วเปลี่ยนวิกฤตเป็นนวัตกรรม

ในการบรรยายเรื่อง "Strategic Thinking and Business innovation " ในหลักสูตร W- Lead Global Leadership Transformation Program  จัดโดย คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาคมติดตามการพัฒนาสตรีในประเทศไทย ที่อาคารไชยยศสมบัติ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์  ใช้การสื่อความหมายว่า  Strategic Thinking  เปรียบเสมือนการเลือกยานพาหนะในการเดินทาง ส่วนสถานการณ์แวดล้อมขององค์กรและการประกอบกิจการ ก็เสมือนสภาพเส้นทางที่จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นช่วงๆ ตามห้วงเวลา

ถ้าเข้าใจสภาพเส้นทางข้างหน้ามากพอ เราก็จะเลือกพาหนะและอุปกรณ์ติดตัวไปดีพอ

ไม่ใช่แค่รอดตัว แต่ยังอาจใช้สถานการณ์ที่จะมีขึ้นข้างหน้า สร้างคุณค่า สร้างโอกาสที่ดีกว่าให้องค์กรหรือสังคมของตัวได้

โดยนายวีระศักดิ์ได้ให้ข้อมูลเรื่องภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงที่กำลังเป็นสภาวะสุดขั้วในหลากหลายพื้นที่  ดังนั้นยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์องค์กร ยุทธศาสตร์ธุรกิจ จึงต้องยอมรับให้ได้ว่าภัยพิบัติจะมีมากขึ้น แปลกขึ้น และถี่กว่ายุคใดๆที่มนุษย์เคยบันทึกมา

ยุทธศาสตร์การคิดเชิงระบบจึงต้องคิดถึงสภาวะภูมิอากาศสุดขั้วเข้ามาในการออกแบบกิจการ ออกแบบแผนงาน ออกแบบการสร้างวัฒนธรรม ออกแบบผลิตภัณฑ์รองรับไว้ล่วงหน้า

เมื่อเวลานั้นมาถึง เราก็จะมีมากกว่าการรับมืออย่างพร้อมกว่า แต่ยังสามารถนำผลิตภัณฑ์ และหรือบริการออกมาช่วยเหลือ สนองความต้องการได้เเม่นยำกว่า

โดยยกตัวอย่างการออกแบบเครื่องปรับอากาศที่ไม่ต้องติดขัดกับขั้นตอนและระเบียบควบคุมอาคาร ไม่ติดขัดกับระเบียบเครื่องใช้ไฟฟ้าของกติกาท้องถิ่น ไม่ขัดแย้งกับความพยายามอนุรักษ์อาคารสถาปัตยกรรมที่ต้องการสงวนไว้ แต่กลายเป็นสินค้าขายดี และเป็นที่ยอมรับว่าสามารถช่วยเหลือชาวยุโรปที่กำลังเผชิญคลื่นความร้อนที่สูงจัดที่สุดที่เคยมีมาในยุโรปได้

ทั้งนี้นายวีระศักดิ์ยังได้บรรยายสรุปให้เห็นเหตุ และความน่าจะเป็นตามข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศให้ผู้เข้าหลักสูตรได้เห็นโดยละเอียด และแนะแนวทางรับมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสุขภาวะ ต่อความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน เป็นประโยชน์ต่อความมีเสถียรภาพทางสังคม และของประเทศ ผ่านข้อมูลแบบจำลองทางภูมิศาสตร์อากาศ การพัฒนาการเชื่อมโยงของชุดข้อมูลที่ทำให้การลงทุน ทั้งคุ้มค่า และทันต่อเวลา

ปิดท้ายด้วยการชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจจากการรับมือสภาวะโลกเดือดเป็นสิ่งที่สร้างได้ และยังสามารถเอื้อเฟื้อต่อผู้เดืดร้อนจากสภาวะแวดล้อมได้อย่างเป็นธรรม หากอกแบบชุดความคิดและนโยบายสาธารณะอย่างรอบด้านเพียงพอ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1389011133042068&id=100057995831937&rdid=6oQUOZnSNsjubpk5#

ดันป้องกันประเทศจากเรื่องความมั่นคง!! ‘วราวุธ’ เปิดเกมใหม่อุตสาหกรรมไทย สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจ 5 หมื่นล้านบาท ชี้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศไม่ใช่แค่ความมั่นคง แต่คือเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย

“วราวุธ” ชู อุตสาหกรรมป้องกันประเทศสู่ New Growth Engine ชี้ตลาดโตแตะ 5 หมื่นล้านบาท หนุน AI-โดรน-Deep Tech สร้างอำนาจอธิปไตยการผลิตไทย ดันอุตสาหกรรมอาหาร เชื่อม อุตสาหกรรมทหาร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “การปรับตัวอุตสาหกรรมไทยและทางเลือกใหม่ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ” ภายในงาน THAIDEF-EX 2026 ว่า อุตสาหกรรมป้องกันประเทศกำลังก้าวจากบทบาทด้านความมั่นคงสู่การเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย โดยมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม การจ้างงาน และการส่งออก ควบคู่กับการเสริมความสามารถในการพึ่งพาตนเองของประเทศ

ปัจจุบันมูลค่าตลาดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยเติบโตจากประมาณ 20,000 ล้านบาทในปี 2558 สู่ระดับกว่า 50,000 ล้านบาทในปี 2569 ขณะที่ประเทศไทยมีโรงงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้กว่า 267 แห่ง โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม 152 แห่ง หรือคิดเป็นราว 57% ของทั้งระบบ สะท้อนถึงความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศในการรองรับการเติบโตระยะต่อไป

นายวราวุธ ระบุว่า โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ และความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก ทำให้ไทยต้องเร่งสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองมากขึ้น โดยอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งด้านความมั่นคงและเชิงพาณิชย์ หรือ Dual-use Technology

หนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพสูงคือ โดรน และอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ซึ่งสามารถต่อยอดสู่ภาคเกษตร การกู้ภัย การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง ขณะที่ยานยนต์หุ้มเกราะและอุตสาหกรรมต่อเรือของไทยเริ่มสร้างโอกาสทางการส่งออกไปยังหลายประเทศ ทั้งในอาเซียน ตะวันออกกลาง และภูมิภาคอื่น

ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน กระทรวงอุตสาหกรรมได้ผลักดันการจัดตั้งเขตปลอดอากรสำหรับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสำเร็จตั้งแต่ปี 2568 เพื่อลดต้นทุนการนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบ พร้อมเดินหน้าปรับปรุงโครงสร้างภาษี ลดขั้นตอนการส่งออกยุทโธปกรณ์ และผลักดันศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

"ประเทศของเราไม่เพียงแต่มีความพร้อมด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ แต่ยังมีความพร้อมในอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเกษตร ที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะอาหารเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง มีอาหาร ก็มีแรงกำลัง หากเราให้การผลักดันไปพร้อมกันให้อุตสาหกรรมอาหารขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทหารไปด้วยกัน ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้นได้" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าว

นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างหารือกับสถาบันการเงินเพื่อพัฒนาแหล่งทุนเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการ และร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนครบวงจร 

สำหรับแผน S-Curve ระยะที่ 3 ช่วงปี 2570-2574 กระทรวงอุตสาหกรรมจะมุ่งขับเคลื่อน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสีเขียว การยกระดับการผลิตผ่านการดึงศักยภาพ Deep Tech Startups และเอสเอ็มอีไทยด้าน AI หุ่นยนต์ ระบบไร้คนขับ และการร่วมทุนต่างประเทศที่เน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง

“เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริง สร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ และยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้เป็นหนึ่งใน New Growth Engine ของเศรษฐกิจไทย ควบคู่กับการสร้างอำนาจอธิปไตยในการผลิตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว” นายวราวุธกล่าว

EECO ปักหมุดเมืองใหม่ภาคตะวันออก!! เปิด Market Sounding ทดสอบความสนใจนักลงทุน 21 ก.ค.นี้ ชวนเอกชนลงทุน PPP กว่า 7.2 หมื่นล้าน มุ่งพัฒนา EECiti เป็นเมืองอัจฉริยะ เน้นยั่งยืน สะอาด เขียว และชาญฉลาด

EECO ดีเดย์ 21 ก.ค. นี้ เปิดเวที Market Sounding รับฟังความเห็นภาคเอกชนชั้นนำไทยและต่างชาติ

พร้อมเชิญชวนลงทุน PPP กว่า 7 หมื่นล้านบาท เดินหน้า EECiti สู่เมืองน่าอยู่อัจฉริยะอย่างยั่งยืน  

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เตรียมจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน (Market Sounding) ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นี้ ณ โรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ เพื่อเป็นเวทีรับฟังข้อเสนอแนะ และทดสอบความสนใจของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ ต่อแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคส่วนกลาง ภายใต้โครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti) พร้อมเชิญชวนให้เอกชนลงทุนในรูปแบบการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ในระยะถัดไป ซึ่งโครงการฯ จะมีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 72,042 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีผู้ประกอบการภาคเอกชน หน่วยงานผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ สถาบันการเงิน หน่วยงานภาครัฐ และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง สนใจเข้าร่วมงานกว่า 100 ราย

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO กล่าวว่า การจัด Market Sounding ครั้งนี้ จะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอข้อมูลความคืบหน้าการพัฒนาโครงการ EECiti ภายใต้แนวคิด Smart & Sustainable "LIVE-WORK-PLAY" City  ซึ่งมีเป้าหมายยกระดับพื้นที่ภาคตะวันออกให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระดับโลก และมุ่งพัฒนาเมืองอัจฉริยะต้นแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้เป้าหมาย Net Zero รวมไปถึงการนำเสนอรายละเอียดเบื้องต้นของแผนการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในโครงการ EECiti รวม 10 ระบบ อาทิ ระบบไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ระบบน้ำประปา ระบบบริหารจัดการน้ำ จัดการขยะ พื้นที่สีเขียวและภูมิทัศน์ส่วนกลาง ซึ่ง EECO อยู่ระหว่างศึกษาและเตรียมดำเนินการลงทุนในรูปแบบ PPP มูลค่าการลงทุนประมาณ 72,042 ล้านบาท

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมสัมมนาสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เสนอข้อสังเกต ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการลงทุน การจัดสรรความเสี่ยง แนวทางการบริการโครงการ และปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน โดย EECO จะได้นำข้อมูลความคิดเห็นต่างๆ ไปปรับปรุงรายละเอียดของโครงการ และจัดทำเอกสารประกอบการคัดเลือกเอกชนให้มีความเหมาะสม เพื่อให้สามารถออกแบบโครงการ PPP ดังกล่าว ที่ตอบโจทย์ภาครัฐ และเอกชน สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยภายหลังการจัด Market Sounding ครั้งนี้ EECO จะเตรียมการเปิดคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งคาดว่าในปี 2571 จะสามารถส่งมอบพื้นที่ให้ผู้ร่วมลงทุนแบบ PPP เพื่อเริ่มก่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคหลักในช่วงแรกทั้ง 10 ระบบดังกล่าวต่อไป 

สำหรับ การจัดสัมมนา Market Sounding เพื่อสร้างมีส่วนร่วมของภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ระยะเริ่มต้นโครงการ EECiti ในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการศึกษาโอกาสและความเป็นไปได้เบื้องต้นในการลงทุนพัฒนาโครงการ EECiti และจะเป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดสู่การพัฒนาโครงการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อก้าวสู่การเป็นเมืองน่าอยู่อัจฉริยะที่รองรับคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง ทั้งในมิติของการลงทุน การอยู่อาศัย และสร้างคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนในอนาคต

ไทยออยล์คว้า 5 รางวัล!! เด่น 5 รางวัลยอดเยี่ยมในเอเชีย ย้ำความเป็นเลิศด้านบรรษัทภิบาล ครองใจนักลงทุนด้วยความยั่งยืน สู่การเติบโตมั่นคงในภูมิภาค

ไทยออยล์คว้า 5 รางวัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย
จากงานประกาศรางวัล “Asian Excellence Award 2026”

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) โดย คุณวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านการเงินและบัญชี คุณธาริกา เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้จัดการฝ่ายวางแผนการเงิน และคุณนันทกา บำรุงสุขสวัสดิ์ ผู้จัดการแผนกนักลงทุนสัมพันธ์ เป็นผู้แทนบริษัทฯ รับมอบ 5 รางวัล จากงาน “Asian Excellence Award 2026” ครั้งที่ 16 ซึ่งจัดโดยนิตยสาร Corporate Governance Asia สื่อชั้นนำของฮ่องกงและเอเชียที่มุ่งเสนอประเด็นด้านเศรษฐกิจและการกำกับดูแลกิจการที่ดี ณ โรงแรม JW Marriot เขตปกครองพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยรางวัลที่ได้รับ ได้แก่

1. รางวัลซีอีโอยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s Best CEO)
2. รางวัลซีเอฟโอยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s Best CFO)
3. รางวัลความยั่งยืนแห่งเอเชีย (Sustainable Asia Award) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3
4. รางวัลบริษัทนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม (Best Investor Relations Company) ปีที่ 4
5. รางวัลนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม (Best Investor Relations Professional)

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความสามารถของผู้นำในการนำพาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน ตอกย้ำความเป็นเลิศในการดำเนินธุรกิจตามหลักบรรษัทภิบาล ควบคู่กับการดูแลชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม อันเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กรอย่างมั่นคงและยั่งยืน

สำหรับบรรณาธิการ
ไทยออยล์เป็นผู้ประกอบธุรกิจการโรงกลั่นนํ้ามันแบบคอมเพล็กซ์ (Complex Refinery) และเป็นโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2504 โดยมีธุรกิจหลักคือ การกลั่นนํ้ามันปิโตรเลียม ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 275,000 บาร์เรลต่อวัน

นอกจากนี้ ไทยออยล์มีระบบการบริหารจัดการที่มุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ (Operational Excellence) โดยบริหารงานเป็นกลุ่มที่มีการเชื่อมโยงธุรกิจ ทั้งธุรกิจการกลั่นน้ำมัน ธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน โดยร่วมวางแผนการผลิตก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกันมีคุณภาพสูงในระดับโรงกลั่นชั้นนำ (Top quartile) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทำให้ได้เปรียบเชิงต้นทุนการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนั้น ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องหลากหลาย เช่น ธุรกิจปิโตรเคมี ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจสารทำละลาย ธุรกิจบริหารการขนส่ทางท่อ ธุรกิจพลังงานทดแทน ธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาด และธุรกิจ New S-Curve

ส.อ.ท. ชี้งบ 2570 ต้องเน้นลงทุน!! งบปี 2570 อยู่ที่ 3.788 ล้านล้าน เพิ่ม 0.2% รายจ่ายประจำสูง 73.6% งบลงทุนลดลง เสนอ 5 มาตรการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ย้ำงบต้องเพิ่มศักยภาพระยะยาวประเทศ

ส.อ.ท. แนะงบประมาณปี 2570 ต้องเน้นงบ “ลงทุนอนาคต” เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เห็นว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ต้องมองด้วยความเข้าใจต่อข้อจำกัดของภาครัฐ เพราะประเทศไทยอยู่ในช่วงที่ต้องดูแลเศรษฐกิจระยะสั้น ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง และรับมือกับภาระรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้น ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียง “ใช้งบมากหรือน้อย” แต่คือ “ใช้งบให้เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจได้จริงเพียงใด”

ข้อมูลภาพรวมงบประมาณปี 2570 สะท้อนข้อจำกัดดังกล่าวอย่างชัดเจน วงเงินงบประมาณอยู่ที่ประมาณ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 0.2% ขณะที่ประมาณการรายได้สุทธิอยู่ที่ 3.0 ล้านล้านบาท ทำให้ต้องกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลประมาณ 788,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.8% ของ GDP ในขณะเดียวกัน รายจ่ายประจำเพิ่มขึ้น 5.0% และมีสัดส่วนสูงถึง 73.6% ของวงเงินงบประมาณ ขณะที่รายจ่ายลงทุนลดลง 8.4% เหลือสัดส่วน 20.8% ของงบประมาณทั้งหมด

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า พื้นที่ทางการคลังของประเทศแคบลง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณให้ชัดเจนกว่าเดิม โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยปี 2570 ยังถูกประเมินว่าจะขยายตัวเพียง 1.7-2.7% ซึ่งยังไม่สูงพอจะทำให้ประเทศหลุดจากปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งด้านผลิตภาพ ต้นทุนพลังงาน ทักษะแรงงาน ความสามารถในการแข่งขัน และการยกระดับอุตสาหกรรมสู่เทคโนโลยีใหม่

ในมุมของ ส.อ.ท. งบประมาณปี 2570 ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว มากกว่าการกระจายงบเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นรายเรื่อง โดยควรให้น้ำหนักกับโครงการที่เพิ่มผลิตภาพของประเทศ เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และดิจิทัล การพัฒนาทักษะแรงงานสมัยใหม่ การยกระดับ SMEs ให้ใช้เทคโนโลยีและ AI การลงทุนด้านพลังงานสะอาด การสนับสนุนนวัตกรรมและมาตรฐานสินค้าไทย รวมถึงมาตรการที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทานโลกได้มากขึ้น

ข้อเสนอด้านการคลังที่สำคัญมี 5 เรื่อง ที่อยากให้ภาครัฐเร่งดำเนินการไปพร้อมกัน
1. จัดสรรงบประมาณโดยยึดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก งบลงทุนควรมุ่งไปที่โครงการที่วัดผลได้ว่าเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน เพิ่มการจ้างงาน เพิ่มรายได้ภาคธุรกิจ หรือสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ประเทศ ไม่ควรกระจายงบจนขาดจุดเน้น

2. เพิ่มรายได้รัฐโดยขยายฐานเศรษฐกิจ รัฐควรทำให้เศรษฐกิจโตขึ้น ดึงธุรกิจเข้าสู่ระบบภาษีอย่างเป็นธรรม ใช้ดิจิทัลลดการรั่วไหล และส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง มากกว่าการขึ้นภาษีแบบเร่งด่วนที่อาจซ้ำเติมต้นทุนของภาคการผลิต

3. มีระบบติดตามและประเมินผลการใช้งบประมาณแบบเปิดเผยทุกโครงการสำคัญ ควรมีตัวชี้วัดชัดเจน ตั้งแต่ผลผลิต ผลลัพธ์ ไปจนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ พร้อมเปิดข้อมูลความคืบหน้าให้ประชาชนและภาคเอกชนตรวจสอบได้ เพื่อให้งบประมาณไม่จบแค่การเบิกจ่าย แต่ต้องตอบได้ว่าเกิดประโยชน์จริงหรือไม่

4. เปิดโอกาสให้ประชาชนและภาคเอกชนมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยงบประมาณที่ดีต้องสะท้อนความต้องการจริงของพื้นที่ โดยเฉพาะโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน แรงงาน พลังงาน และการพัฒนา SMEs ควรมีช่องทางรับฟังความเห็นจากผู้ใช้ประโยชน์โดยตรง เพื่อให้เม็ดเงินรัฐลงสู่โครงการที่ตรงจุดและสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจได้สูงสุด

5. ลดรายจ่ายประจำผ่านการปฏิรูประบบราชการสู่รัฐบาลดิจิทัล การลดรายจ่ายประจำไม่ควรมองเพียงการตัดงบ แต่ต้องลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการ ลดงานเอกสาร ลดการอนุมัติหลายชั้น เชื่อมฐานข้อมูลภาครัฐ และยกระดับบริการประชาชนและภาคธุรกิจให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น เมื่อระบบราชการมีประสิทธิภาพขึ้น ต้นทุนของรัฐลดลง และต้นทุนแฝงของผู้ประกอบการก็ลดลงด้วย

ส.อ.ท. เห็นว่าในภาวะที่งบประมาณมีข้อจำกัด ทุกบาทของภาครัฐต้องทำหน้าที่มากกว่าการใช้จ่าย แต่ต้องเป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพประเทศ หากงบปี 2570 สามารถลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความโปร่งใส และมุ่งไปที่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจริง ก็จะช่วยให้ไทยมีฐานการเติบโตที่แข็งแรงขึ้นในระยะยาว

“สเลย์ทริกซ์” จับมือ “เพียวชาร์จ”!! เปิดศูนย์ EV PURE CHARGE แจ้งวัฒนะ เครื่องชาร์จเร็ว 180kW พร้อม4 หัวชาร์จ โปรสุดคุ้ม 6.5 บาท/kWh นาน 3 เดือน เน้นบริการสะดวกตอบโจทย์ผู้ใช้รถไฟฟ้า

สเลย์ทริกซ์ จับมือ เพียวชาร์จ เปิด สถานี EV PURE CHARGE แจ้งวัฒนะ 43
ชูชาร์จเร็ว 180kW พร้อมโปร 6.5 บาท/kWh นาน 3 เดือน ผ่าน EleXA

บริษัท สเลย์ทริกซ์ จำกัด ร่วมกับ บริษัท เพียวชาร์จ จำกัด เปิดตัวสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV PURE CHARGE อย่างเป็นทางการ บนถนนแจ้งวัฒนะ ซอย 43 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 เพื่อรองรับการเติบโตของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในย่านแจ้งวัฒนะและพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมยกระดับความสะดวกในการเดินทางของผู้ใช้รถ EV บนทำเลศักยภาพที่เชื่อมต่อทั้งชุมชน แหล่งธุรกิจ และเส้นทางสัญจรสำคัญ
EV PURE CHARGE มาพร้อมเครื่องชาร์จเร็ว DC ขนาด 180kW จำนวน 2 เครื่อง รวม 4 หัวชาร์จ รองรับการชาร์จได้อย่างรวดเร็วและสะดวก เหมาะสำหรับผู้ใช้รถ EV ที่ต้องการแวะชาร์จระหว่างเดินทาง ในพื้นที่ถนนแจ้งวัฒนะ โดยผู้ใช้สามารถค้นหาและใช้งานสถานี EV PURE CHARGE ได้ผ่านแพลตฟอร์ม EleXA ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มให้บริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. พร้อมโปรโมชันเปิดตัว 6.5 บาท/kWh เป็นระยะเวลา 3 เดือน
.
นายวณิชชานนท์ ณ นคร กรรมการผู้จัดการ บริษัท สเลย์ทริกซ์ จำกัด กล่าวว่า การเปิด EV PURE CHARGE สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสของธุรกิจสถานีชาร์จ EV ในประเทศไทย โดยเฉพาะในทำเลที่มีศักยภาพและมีพฤติกรรมการใช้งานจริงจากผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า “ธุรกิจสถานีชาร์จ EV ไม่ได้เริ่มจากการติดตั้งเครื่องชาร์จเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจทำเล พฤติกรรมผู้ใช้ เทคโนโลยี แพลตฟอร์มการให้บริการ และโมเดลธุรกิจที่เหมาะสม เราพร้อมเป็นพาร์ตเนอร์ให้กับผู้ประกอบการ เจ้าของพื้นที่ และนักลงทุนที่สนใจพัฒนาสถานีชาร์จ EV ของตนเอง เพื่อสร้างโอกาสเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า”
นายวณิชชานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า EV PURE CHARGE ถูกพัฒนาขึ้นโดยให้ความสำคัญกับประสบการณ์ผู้ใช้งานเป็นหลัก ทั้งในด้านความเร็ว ความสะดวกในการใช้งาน และความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวกรอบสถานี ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ ร้านสะดวกซื้อชั้นนำ และร้านอาหาร เพื่อให้ผู้ใช้รถ EV สามารถแวะชาร์จได้อย่างมั่นใจในชีวิตประจำวัน พร้อมรับโปรโมชันเปิดตัว 6.5 บาท/kWh นาน 3 เดือน ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 กันยายน 2569

EV PURE CHARGE พร้อมเปิดให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเข้าใช้บริการแล้วบนถนนแจ้งวัฒนะ ซอย 43 สำหรับผู้ประกอบการ ทั้งนี้ เจ้าของพื้นที่ หรือนักลงทุนที่มองหาโอกาสในธุรกิจสถานีชาร์จ EV สามารถพูดคุยกับ บริษัท สเลย์ทริกซ์ จำกัด เพื่อร่วมประเมินศักยภาพทำเล วางแผนการลงทุน และพัฒนาโมเดลธุรกิจสถานีชาร์จ EV ที่เหมาะสมได้ที่ https://www.slaytrix.com/

'วราวุธ' มอบนโยบายกรมโรงงาน!! ปรับเกณฑ์ Green Industry!! ดันอุตสาหกรรมสีเขียวแข็งแกร่ง สกัดฟอกเขียวเด็ดขาดไม่ผ่อนปรน ยกระดับการวัดผลลดก๊าซเรือนกระจก

“วราวุธ” จี้ กรมโรงงาน ปรับเกณฑ์ยกระดับอุตสาหกรรมสีเขียว ชูธง สกัดผู้ประกอบการฟอกเขียว (Greenwashing) หมดเวลาสร้างภาพรักษ์โลก บอก ไม่ยึดมาตรการ-เพิกถอนสถานะ

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่กระทรวงอุตสาหกรรม  นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “ONE MIND-อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเร่งยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก พร้อมป้องกันไม่ให้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนของประเทศคู่ค้ากลายเป็นอุปสรรคทางการค้าในอนาคต

โดยกระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างปรับปรุงรายละเอียดหลักเกณฑ์การรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry: GI) ให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบก่อนเสนอร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมอย่างเป็นทางการต่อไป

ทั้งนี้ เพื่อให้การยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียวของไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถตอบโจทย์การพัฒนาอุตสาหกรรมควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593 ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของประเทศไทย

ซึ่งนายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้รายงานให้ทราบว่า ขณะนี้ทางคณะอนุกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียวได้จัดทำแนวทางปรับปรุงหลักเกณฑ์ GI เชื่อมโยงกับมาตรฐานสากลอย่างชัดเจน อาทิ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 และมาตรฐานการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก ISO 14064-1 โดยสาระสำคัญ คือ “ผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้” มากกว่าการประกาศนโยบายหรือการสื่อสารภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อม

โดยสถานประกอบการจะต้องแสดงผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม มีการวัดผลเชิงปริมาณ โดยเฉพาะการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร และการกำหนดแผนงานที่ชัดเจนในการมุ่งสู่ Net Zero

ขณะเดียวกัน ยังต้องผ่านการทวนสอบจากหน่วยงานภายนอกตามมาตรฐานสากล มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ และเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบ เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของระบบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวของไทย

“ประเด็นหนึ่งที่สำคัญ คือการกำหนดมาตรการเพิกถอนการรับรองสำหรับสถานประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข เพื่อป้องกันปัญหา การฟอกเขียว(Greenwashing) ที่อาจสร้างภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมโดยไม่มีผลการดำเนินงานรองรับอย่างแท้จริง”

นายวราวุธ กล่าวย้ำว่ากระทรวงยังคงดำเนินมาตรการทางกฎหมายเพื่อควบคุมและลดการปล่อยมลพิษจากโรงงานอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปรับปรุงกฎหมายสิ่งแวดล้อมให้มีความเข้มงวดมากขึ้น อาทิ การยกระดับมาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้า

การกำหนดมาตรฐานการระบายมลพิษจากหม้อน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่เข้มงวดกว่าพื้นที่อื่น เป็นต้น เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่น PM2.5 รวมถึงการควบคุมการปล่อยสารอินทรีย์ระเหยง่ายจากโรงกลั่น โรงแยกก๊าซ โรงปิโตรเคมี และคลังเก็บสารเคมี เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและชุมชนโดยรอบ

ในด้านการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรองรับการปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม ลดภาระและขั้นตอนการดำเนินงานของภาคธุรกิจ รวมถึงจัดทำแอปพลิเคชัน POMS เพื่อเปิดเผยข้อมูลการตรวจวัดมลพิษจากโรงงานแบบเรียลไทม์ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบได้มากขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top