Friday, 28 August 2026
ECONBIZ

GPSC ปักหมุดอินเดีย!! เปิดสำนักงานใหม่ในนิวเดลี เสริมกำลังธุรกิจพลังงานสะอาด ลุยขยายพอร์ตพร้อมนำ AEPL IPO หนุนพลังงานหมุนเวียนโต 500 GW

GPSC ปักหมุดอินเดีย เปิดสำนักงานแห่งใหม่ในนิวเดลี
เสริมแกร่งธุรกิจพลังงานสะอาด พร้อมเดินหน้า AEPL สู่เป้าหมาย IPO

GPSC เดินหน้ายุทธศาสตร์การเติบโตระดับภูมิภาค ประกาศเปิดสำนักงานตัวแทนแห่งใหม่ ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เพื่อเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการ และขับเคลื่อนพอร์ตพลังงานหมุนเวียน พร้อมผลักดัน AEPL เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินเดีย มุ่งปลด ล็อกมูลค่าเงินลงทุน เพื่อรองรับเป้าหมายการขยายกำลังการผลิตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ประกาศความสำเร็จในการการขยายธุรกิจโครงการพลังงานหมุนเวียนในประเทศอินเดีย พร้อมเปิดสำนักงานใหม่ ณ กรุงนิวเดลี อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของประเทศอินเดียที่ 500 GW (กิกะวัตต์) ภายในปี 2573 และตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2564 ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง GPSC กับ อวาด้า กรุ๊ป (Avaada Group) กลุ่มบริษัทพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดแบบครบวงจรชั้นนำในประเทศอินเดีย ได้ผลักดัน บริษัท อวาด้า เอนเนอร์ยี่ ไพรเวท จำกัด (Avaada Energy Private Limited) หรือ AEPL สู่การขยายพอร์ตต่อเนื่อง รวมถึงการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ หรือ COD ได้ตามแผนงานอย่างมีวินัย สะท้อนขีดความสามารถในการแข่งขันและการบริหารต้นทุนโครงการที่มีประสิทธิภาพสูง และพร้อมผลักดันให้ AEPL เตรียมแผนเข้าระดมทุนหลักทรัพย์ (IPO) ของอินเดีย

นายวรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. เปิดเผยว่า “จากความสำเร็จตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาในการดำเนินธุรกิจด้านพลังงานสะอาดในประเทศอินเดีย ผ่าน AEPL ซึ่ง GPSC ถือหุ้น 39.9% ผ่านบริษัท โกลบอล รีนิวเอเบิล ซินเนอร์ยี่ จำกัด (GRSC) ร่วมกับ Avaada Group ถือหุ้นในสัดส่วน 60.1% ได้ผลักดันพอร์ตด้านพลังงานสะอาดเติบโตก้าวกระโดด ครอบคลุม 9 รัฐทั่วอินเดีย โดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว Power Purchase Agreement (PPA) ระยะเวลา 20 ปี ที่มีกระแสเงินสดที่แน่นอน และพร้อมเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต ทั้งนี้ เพื่อเสริมศักยภาพด้านการพัฒนาโครงการในระยะยาวร่วมกันอย่างต่อเนื่อง GPSC จึงได้เปิดสำนักงานใหม่ GPSC India ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดียอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการเชิงรุก และเร่งความพร้อมนำ AEPL เข้าสู่ IPO เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว

การเปิดสำนักงานแห่งใหม่ เป็นแผนการขยายและต่อยอดธุรกิจ GPSC ในอินเดีย อย่างมีนัยสำคัญต่อการเดินหน้าธุรกิจด้านพลังงานในอินเดีย ที่นับเป็นตลาดที่มีศักยภาพ สอดคล้องกับอัตราการเติบโตของการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากจำนวนประชากรกว่า 1,400 ล้านคน โดยการเปิดสำนักงานแห่งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจที่ยั่งยืนของบริษัทฯ ในประเทศอินเดีย โดย AEPL มีแผนขยายไปยังธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมพลังงานแห่งอนาคต ซึ่งเชื่อมั่นว่าแผนการลงทุนในอนาคต จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่องจากความร่วมมือในครั้งนี้” นายวรวัฒน์กล่าว

นอกจากนี้ รัฐบาลอินเดียยังมีนโยบายส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน เพื่อใช้เป็นแนวทางส่งเสริมพลังงานสะอาดให้เป็นที่หนึ่งของโลก มีเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจากเดิม 73 GW ในปัจจุบัน ไปสู่ 500 GW ภายในปี 2573 ส่งผลให้อินเดียเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตของการพัฒนาโครงการอย่างมาก นับเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ และเป็นโอกาสด้านการลงทุนของ GPSC

สำหรับโครงการที่อยู่ในแผนปีนี้ เตรียมจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (COD) ทั้งโครงการ ภายในไตรมาสที่ 3 ได้แก่ โครงการ Avaada MHSustainable 2, Avaada MHRenewable 4 (Kaij) ขนาดกำลังการผลิต 100 MW (เมกะวัตต์) ตั้งอยู่ที่รัฐ Maharashtra ซึ่งเป็นโครงการ ประเภท Hybrid ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าพลังงานลม กำลังผลิต 40 MW จ่ายไฟเข้าระบบในไตรมาสที่ 2 และโรงไฟฟ้าโซลาร์ ขนาดกำลังผลิต 60 MW พร้อมจ่ายไฟเข้าระบบในไตรมาสที่ 3

นายวินีท มิตตัล (Mr.Vineet Mittal) ประธานกลุ่มอวาด้า (Avaada Group) เปิดเผยว่า การตัดสินใจของ GPSC ในการจัดตั้งสำนักงานอย่างถาวรในอินเดีย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในระยะยาวของบริษัทฯ ต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศอินเดีย รวมถึงความแข็งแกร่งของความร่วมมือที่เราได้สร้างขึ้นตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เมื่อ GPSC เข้าลงทุนในปี 2564 AEPL มีแพลตฟอร์มด้านพลังงานหมุนเวียนที่มีกำลังการผลิตประมาณ 3.7 GW ขณะที่ปัจจุบันพอร์ตโครงการเติบโตขึ้นมากกว่า 8 เท่า สู่ระดับกว่า 30 GW ในรูปแบบกำลังการผลิตเทียบเท่าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar-equivalent capacity) พร้อมด้วยโครงการพลังงานหมุนเวียนที่มีสัญญารองรับ ครอบคลุมพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานหมุนเวียนแบบไฮบริด และพลังงานหมุนเวียนที่สามารถจ่ายไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมง (Round-the-clock renewable power)

“การเติบโตดังกล่าว เกิดขึ้นบนพื้นฐานของความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ ความมีวินัยในการดำเนินงาน และความมุ่งมั่นร่วมกันในการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดย GPSC สนับสนุน Avaada ไม่เพียงในฐานะนักลงทุน แต่ยังเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่ให้ความเคารพต่อวิสัยทัศน์ของเรา และสนับสนุนให้เราสามารถสร้างธุรกิจขนาดใหญ่ได้ ทั้งนี้ การเปิดสำนักงานของ GPSC ในอินเดีย ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่มีเป้าหมายในการขยายความร่วมมือให้ครอบคลุมและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดย GPSC และ Avaada Group สามารถร่วมกันแสวงหาโอกาสทางธุรกิจที่นอกเหนือจากการผลิตพลังงานหมุนเวียน ซึ่งรวมถึงการจัดหาพลังงานสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) โครงสร้างพื้นฐานระบบส่งไฟฟ้า ความร่วมมือด้านวิศวกรรม จัดหา และก่อสร้าง (EPC) ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) แอมโมเนียสีเขียว (Green Ammonia) และเมทานอลสีเขียว (Green Methanol) โดยเป้าหมายร่วมกันของเรา เป็นการผสานศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ของอินเดีย เข้ากับจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมของประเทศไทย และบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในอาเซียน เพื่อสร้างโซลูชันพลังงานสะอาดสำหรับอินเดีย ประเทศไทย และภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกในวงกว้าง” นายวินีท กล่าว

ความร่วมมือดังกล่าว พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจของ Avaada Group ซึ่งสอดรับกับนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การบริหารของนายนเรนทระ ทาโมทรทาส โมที (Mr.Narendra Modi) นายกรัฐมนตรีอินเดีย ที่ได้ประกาศวาระแห่งชาติ ให้มีการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน สืบเนื่องจากผลการประชุม COP 26 ที่เมืองกลาสโกว์ ที่มีเป้าหมายการผลิตพลังงาน โดยไม่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ 500 GW โดยตั้งเป้าผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 50% ภายในปี 2573 ซึ่งในส่วนนี้เป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ถึง 280 GW เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2613 โดยอินเดียได้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ และส่งเสริมให้มีการลงทุนในโครงการทั่วประเทศ ผ่านการสนับสนุนในรูปของตราสารหนี้ และหุ้นในเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานจากชีวมวล และระบบกักเก็บพลังงานที่ใช้แบตเตอรี่ เป็นต้น

ทั้งนี้ อินเดียยังคงเป็นหนึ่งในตลาดเศรษฐกิจที่มีศักยภาพการเติบโตสูง โดย IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอินเดียจะขยายตัว 6.4% ในปี 2569 (FY2026/27) และ 6.7% ในปี 2570 (FY2027/28) ขณะที่ GDP ของอินเดียมีมูลค่าประมาณ 3.92 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปีงบประมาณ 2568/69 และมีศักยภาพเติบโตสู่ประมาณ 7.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 สะท้อนโอกาสการเติบโตของตลาดอินเดียในระยะยาว และสนับสนุนการขยายการลงทุนและการดำเนินธุรกิจของ GPSC ในอินเดียอย่างต่อเนื่อง

“บีโอไอ” เร่งสร้างระบบนิเวศ AI ชูระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์ ดันซัพพลายเชนไทยสู่โลก ลงทุนครึ่งปีพุ่ง 5.3 แสนล้าน เน้นพัฒนาบุคลากรและเทคโนโลยี

บีโอไอเร่งสร้างระบบนิเวศ AI – อิเล็กทรอนิกส์ รับคลื่นอุตฯ ใหม่ ดันผู้ประกอบการไทยสู่ซัพพลายเชนโลก

บีโอไอ เปิดเวที BOI Forum ในงาน THECA 2026 ระดมผู้เชี่ยวชาญวางกลยุทธ์เชิงรุก รับคลื่น AI และยานยนต์แห่งอนาคต เร่งต่อยอดฐาน PCB–อิเล็กทรอนิกส์ไทย สู่เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ชูนโยบายเชิงรุก “เลือกอุตสาหกรรมเป้าหมาย เติมระบบนิเวศ–บุคลากร–พลังงานสะอาด พร้อมเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนโลก” ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยในงาน BOI Forum 2026 หัวข้อ “The Edge AI–Future Mobility Strategic: Synchronizing Thailand’s Intelligent Electronics Ecosystem” ซึ่งจัดขึ้นภายในงาน Thailand Electronics Circuit Asia 2026 (THECA 2026) วันที่ 26 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค โดยกล่าวว่า ความก้าวหน้าของ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลกำลังเร่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรม โดยการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำให้ความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และอิเล็กทรอนิกส์ ขั้นสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเปิดโอกาสให้ประเทศไทยต่อยอดฐานการผลิตเดิมไปสู่อุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยเม็ดเงินลงทุนจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีมูลค่ากว่า 535,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 และเฉพาะไตรมาส 2 มีมูลค่ากว่า 250,000 ล้านบาท โดยการลงทุนจริงในกิจการที่เกี่ยวข้องกับ AI ตั้งแต่อุปกรณ์รับส่งข้อมูลด้วยสัญญาณแสง (Optical Transceiver) แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟความจุสูง AI Server และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล มีมูลค่าเงินลงทุนกว่า 127,000 ล้านบาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของการลงทุนทั้งหมด

เพื่อให้ประเทศไทยสามารถคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงและสร้างประโยชน์จากการลงทุนได้อย่างเต็มที่ บีโอไอจึงมุ่งขับเคลื่อน 3 กลยุทธ์เชิงรุก ได้แก่ 1) การสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะให้มีความเข้มแข็งและเชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยขยายจากฐาน PCB และ อิเล็กทรอนิกส์ ไปสู่กิจกรรมที่มีเทคโนโลยีและมูลค่าเพิ่มสูง 2) การยกระดับฐานอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะและมีความยั่งยืน (Smart & Sustainable) ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมายกระดับการผลิต ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพและการใช้พลังงานสะอาด และ 3) การเปลี่ยนการลงทุนให้นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ ผ่านการพัฒนาบุคลากร การยกระดับผู้ประกอบการไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้คนไทยและผู้ประกอบการไทยเติบโตไปพร้อมกับการลงทุนใหม่

“โจทย์สำคัญของการส่งเสริมการลงทุนในวันนี้ คือ เราจะสร้างประโยชน์และศักยภาพของประเทศจากการลงทุนได้อย่างไร โดยต้องยกระดับประเทศไทยจากฐานการผลิตไปสู่ฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม และมุ่งสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ AI และยานยนต์แห่งอนาคต (Future Mobility) กลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ที่ช่วยสร้างบุคลากรทักษะสูง ส่งเสริมผู้ประกอบการไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว เพื่อทำให้ประเทศไทยไม่เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี แต่ต้องมีส่วนร่วมสร้างเทคโนโลยีแห่งอนาคตด้วย” นายนฤตม์ กล่าว

ไทยพร้อมต่อยอด สู่ AI–Edge–Future Mobility

นายเดวิด เบิร์กแมน รองประธานฝ่ายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สถาบันอิเล็กทรอนิกส์สากล กล่าวว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากการเติบโตของ AI และระบบประมวลผล AI บนอุปกรณ์ปลายทาง ยานยนต์แห่งอนาคต และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งจะทำให้การแข่งขันในอนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่กับโรงงานหรือกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแข่งขันระหว่างระบบนิเวศอุตสาหกรรม ประเทศไทยจึงควรมุ่งสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันจากจุดแข็งที่มีอยู่ โดยยกระดับฐานการผลิตยานยนต์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และเครือข่ายซัพพลายเออร์ เพื่อขยับไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งการออกแบบ การบูรณาการระบบการทดสอบ และบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง (Advanced Packaging) พร้อมเชื่อมโยงการลงทุนใหม่กับการพัฒนาบุคลากร ผู้ประกอบการไทย และองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม เพื่อสร้างบทบาทที่แข็งแกร่งของไทยในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะแห่งอนาคต

สำหรับเวที BOI Forum ได้ระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ 6 คน จากทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่คุณค่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่การออกแบบวงจรรวม (IC Design) เทคโนโลยีเวเฟอร์และระบบเครื่องกลไฟฟ้าจุลภาค (Wafer Technology & MEMS) เทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์และการทดสอบขั้นสูง (Advanced Packaging & Test) โฟโตนิกส์ (Photonics) แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ การรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ (EMS) และการบูรณาการระบบ (System Integration) ไปจนถึงนโยบายและการพัฒนากำลังคน เพื่อวิเคราะห์ทั้งจุดแข็ง ช่องว่าง และมาตรการที่ไทยต้องเร่งดำเนินการ โดยเวทีตั้งเป้าให้ข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมและสถาบันวิจัยสามารถนำไปประกอบการพิจารณามาตรการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอได้โดยตรง

ดร.อรุณฉัตร ฉัตรชัยกาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แลนซล็อต ไอซี แอนด์ ซิสเต็ม จำกัด มองว่า ประเทศไทยมีโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรม การออกแบบวงจรรวม และเทคโนโลยีสำหรับ AI แต่ควรเลือกพัฒนาในสาขาที่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศและมีโอกาสทางตลาด แทนการมุ่งแข่งขันในทุกเทคโนโลยี โดยเฉพาะความต้องการประมวลผล AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งกำลังสร้างโจทย์ใหม่ทั้งด้านการใช้พลังงานและการรับส่งข้อมูล และเปิดโอกาสให้กับเทคโนโลยีใหม่ เช่น เทคโนโลยีด้านแสง (Optical Technology) และเทคโนโลยีการผสานระบบแสงเข้ากับชิป (Co-Packaged Optics: CPO) ดังนั้น การยกระดับอุตสาหกรรมของไทยควรเริ่มจากการมองหาโจทย์และความต้องการของตลาด แล้วเลือกพัฒนาความสามารถในเทคโนโลยีที่ไทยมีศักยภาพ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น

ด้าน ดร.ปรอง กองทรัพย์โต ผู้อำนวยการอาวุโสและ Chief of Staff บริษัท ลูเมนตัม อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และระบบโทรคมนาคมยุคใหม่กำลังผลักดันให้เทคโนโลยีการเชื่อมต่อเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากการรับส่งข้อมูลผ่านสัญญาณไฟฟ้าบนทองแดงไปสู่การใช้แสงมากขึ้น เพื่อรองรับปริมาณข้อมูลและความเร็วที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ และการสื่อสารด้วยแสง รวมถึงเทคโนโลยีการผสานระบบแสงเข้ากับชิป (Co-Packaged Optics: CPO) มีบทบาทสำคัญมากขึ้นตั้งแต่ระบบเครือข่ายไปจนถึงการเชื่อมต่อภายในเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งเป็นโอกาสของประเทศไทยในการขยายฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการผลิตที่มีอยู่ ไปสู่เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ และอุปกรณ์ด้านแสง ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในตลาดโลก

ขณะที่ ดร.วุฒินันท์ เจียมศักดิ์ศิริ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) ชี้ว่าการเติบโตของ AI ทำให้บรรจุภัณฑ์ขั้นสูง (Advanced Packaging) มีบทบาทสำคัญมากขึ้น เพราะการประมวลผลความเร็วสูงจำเป็นต้องเชื่อมต่อ GPU หน่วยความจำ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเทคโนโลยีกำลังพัฒนาจากบรรจุภัณฑ์ แบบเดิมไปสู่ 2.5D และ 3D รวมถึงการผสานโฟโตนิกส์เข้ามามากขึ้น สำหรับประเทศไทยควรพัฒนาต่อจากความสามารถและฐานการผลิตที่มีอยู่ โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพ สามารถเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการเดิม และสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการยกระดับขีดความสามารถด้านบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง และโฟโตนิกส์ของประเทศ

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.สุรินทร์ คำฝอย รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า การพัฒนากำลังคน ต้องเดินหน้าให้ทันกับการลงทุน โดยปัจจุบันไทยผลิตบุคลากรระดับปริญญาตรีในสาขาที่เกี่ยวข้องได้ประมาณ 12,000 คนต่อปี ขณะที่ความต้องการในอนาคตอยู่ในระดับหลักแสนคน จึงเร่งขับเคลื่อน “สยามซิลิกา” เพื่อพัฒนากำลังคนและระบบนิเวศ รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตั้งแต่ เซมิคอนดักเตอร์ และ AI ไปจนถึงการประมวลผลเชิงควอนตัม (Quantum Computing) พร้อมจัดทำหลักสูตรกลางร่วมกับ 13 มหาวิทยาลัย และส่งเสริมการใช้โครงสร้างพื้นฐานและศูนย์ฝึกอบรมร่วมกันเพื่อผลิตบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม และสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนว่าไทยมีกำลังคนพร้อมรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมในอนาคต

ด้าน นายพรพิสิทธิ์ นิติสุพรรัตน์ ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป บริษัท เซอร์คิตอินดัสทรีส์ จำกัด ระบุว่าการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI กำลังผลักดันความต้องการอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้การลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาในไทยสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานได้มากขึ้น โดยภาครัฐควรมีกลไกสนับสนุนให้นักลงทุนเปิดโอกาสแก่ผู้ประกอบการในประเทศที่มีศักยภาพได้เริ่มทำโครงการร่วมกัน แม้จะเริ่มจากโครงการขนาดเล็ก เพื่อสร้างความเชื่อมั่น พัฒนาขีดความสามารถ และต่อยอดไปสู่การผลิตที่มีมาตรฐานสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตไปพร้อมกับการลงทุนใหม่ และสร้างระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์ของไทยให้แข็งแกร่งในระยะยาว

ส่วน นายธงชัย ชื่นชูจิตต์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เพลคซัส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า อุตสาหกรรมรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังขยายบทบาทไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การทดสอบและพัฒนาการบูรณาการระบบ ไปจนถึงบริการหลังการขาย โดยประเทศไทยมีศักยภาพรองรับกิจกรรมเหล่านี้และสามารถผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูงได้ด้วยบุคลากรไทย อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการขาดแคลนวิศวกรและบุคลากรที่มีทักษะ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีเทคโนโลยีและความพร้อมในการลงทุน จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนากำลังคนให้ทันต่อความต้องการ เพื่อรองรับการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงและการเติบโตของตลาด

เวทีเสวนาสะท้อนตรงกันว่า คลื่น AI กำลังเปิดโอกาสครั้งสำคัญให้ไทยยกระดับจากฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ สู่กิจกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยหัวใจสำคัญคือการเร่งพัฒนาเทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ และกำลังคนให้เติบโตไปพร้อมกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่งและแข่งขันได้ในระยะยาว

“บีโอไอ” ยกระดับอิเล็กทรอนิกส์!! ชู 4 ยุทธศาสตร์หลักขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ลงทุน PCB-เซมิคอนดักเตอร์ทะลุ 1 ล้านล้าน THECA 2026 รวมกว่า 300 องค์กรทั่วโลก เน้นพัฒนาบุคลากรและเชื่อมโยงซัพพลายเชน

บีโอไอชู 4 ยุทธศาสตร์ยกระดับอิเล็กทรอนิกส์ไทย เผยลงทุน PCB-เซมิคอนดักเตอร์ทะยาน 1 ล้านล้านบาท

บีโอไอ เปิดงาน THECA 2026 ชู 4 ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย มุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมศักยภาพสูง สร้างความพร้อมรองรับการลงทุน สร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย และเดินหน้าสร้างระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์ เชื่อมโยง PCB เซมิคอนดักเตอร์ Advanced Packaging และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ พร้อมเร่งพัฒนาบุคลากรและเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ Global Supply Chain ชูยอดลงทุนอิเล็กทรอนิกส์ไทย 4 ปี ทะลุ 1 ล้านล้านบาท เน้นสานต่อประโยชน์กับผู้ประกอบการไทย

งาน Thailand Electronics Circuit Asia 2026 (THECA 2026) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 28 สิงหาคม 2569 ณ EH 98-99 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “Innovating PCB and Advanced Electronics with Next-Gen Packaging” รวบรวมผู้ประกอบการชั้นนำกว่า 300 องค์กร ครอบคลุมอุตสาหกรรม PCB, Semiconductor, Advanced Packaging, EMS, Automation และเทคโนโลยีแห่งอนาคต คาดว่าจะสร้างมูลค่าการซื้อขายกว่า 20,000 ล้านบาท และมีผู้เข้าชมงานกว่า 7,000 รายจากทั่วโลก พร้อมไฮไลต์สำคัญ อาทิ งานสัมมนา BOI Forum ด้าน Edge AI และ Future Mobility, งานจับคู่ธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทย (BOI Local Supply Chain Pavilion) และงานพัฒนาศักยภาพบุคลากร (Workforce Pavilion) โดยภายในงานยังมีเวทีสัมมนาและการประชุมวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกกว่า 60 หัวข้อ ครอบคลุมประเด็นสำคัญที่กำลังกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมในอนาคต อาทิ AI Infrastructure, Semiconductor Ecosystem, Photonics, Advanced Packaging, PCB และ EMS เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และต่อยอดการลงทุนในภูมิภาค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในฐานะเจ้าภาพการจัดงาน THECA เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยมุ่งไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เทคโนโลยีขั้นสูง และการลงทุนที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อช่วยให้ประเทศไทยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันสู่ 20 อันดับแรกของโลก และเพิ่มศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจให้มากกว่าร้อยละ 3 ต่อปี ภายใต้นโยบายของรัฐบาล บทบาทของบีโอไอในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการส่งเสริมการลงทุน แต่รวมถึงการสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่เข้มแข็ง และสนับสนุนมาตรการสำคัญของภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายดังกล่าว

อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยโจทย์ในวันนี้ไม่ใช่เพียงการดึงดูดการลงทุน แต่ต้องทำให้การลงทุนช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างประโยชน์ให้กับประเทศอย่างเต็มที่ บีโอไอจึงให้ความสำคัญกับ 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1) การมุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น 2) การสร้างความพร้อมและเพิ่มความน่าดึงดูดของประเทศไทย เพื่อให้ไทยเป็นจุดหมายของบริษัทชั้นนำ 3) การสร้างประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนผ่านการสร้างงานและพัฒนาทักษะบุคลากร ตลอดจนการเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานในประเทศและเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และ 4) การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อดึงศักยภาพและโอกาสของผู้ประกอบการไทยในระดับโลก

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2566 จนถึงเดือนมิถุนายน 2569 อุตสาหกรรม PCB และชิ้นส่วนได้ทำให้เกิดการลงทุนในประเทศไทยแล้วกว่า 331,000 ล้านบาท จาก 224 โครงการ หรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของมูลค่าการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีมูลค่าการลงทุนสะสมกว่า 1 ล้านล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกที่มีต่อศักยภาพและความพร้อมของระบบนิเวศอุตสาหกรรมไทย

“อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นเสาหลักของเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน ทั้งในฐานะแหล่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและแหล่งจ้างงานคุณภาพให้กับคนไทยจำนวนมาก และวันนี้ PCB กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์หลักที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตต่อไป เพราะเป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในระดับโลก การที่ผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน PCB จากทั่วโลกเลือกมารวมตัวกันที่ประเทศไทยในงาน THECA 2026 ครั้งนี้ สะท้อนความเชื่อมั่นที่อุตสาหกรรมโลกมีต่อศักยภาพของไทย และตอกย้ำบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมนี้ของภูมิภาค” นายนฤตม์ กล่าว

นายพิธาน องค์โฆษิต นายกสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย ในฐานะผู้จัดงาน THECA 2026 กล่าวเสริมว่า THECA จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยรวบรวมผู้ผลิต นักลงทุน ผู้ซื้อ วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญจากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์แห่งอนาคตของเอเชีย ผ่านการจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่วัตถุดิบ เครื่องจักร PCB เซมิคอนดักเตอร์ ระบบอัตโนมัติ ไปจนถึงเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือ Power2Motion พื้นที่จัดแสดงพิเศษภายใต้แนวคิด “Connecting Electronics with Power, Mobility and Future Energy Systems” ที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เข้ากับเทคโนโลยีพลังงาน การขับเคลื่อนสมัยใหม่ และ AI รวมทั้งจัดแสดงเทคโนโลยีระดับภูมิภาคใน Technology Associations Pavilion (ASEAN+) ที่รวบรวมเครือข่ายสมาคมและองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำกว่า 15 องค์กร อาทิ สมาคมระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ สมาคมอุตสาหกรรมดิจิทัล สมาคม IoT สมาคมปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทย ตลอดจนองค์กรจากมาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม เพื่อร่วมกันนำเสนอเทคโนโลยี นวัตกรรม และแนวโน้มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือทางธุรกิจและการลงทุนข้ามพรมแดน

นายแคนิส ชุง (Mr. Canice Chung) ประธานสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ฮ่องกง ผู้ร่วมจัดงาน THECA 2026 กล่าวสนับสนุนว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการพัฒนาองค์ความรู้ การสร้างบุคลากรคุณภาพสูง และความร่วมมือระหว่างประเทศ THECA จึงมีบทบาทสำคัญในฐานะแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการ นักวิจัย วิศวกร และผู้นำอุตสาหกรรมจากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ถ่ายทอดเทคโนโลยี และร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมที่จะกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกในทศวรรษข้างหน้า

การจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ออโรเม็กซ์ จำกัด และ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด

“งาน THECA 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงเวทีจัดแสดงสินค้าและเทคโนโลยี แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของไทย โดยเชื่อมโยงการลงทุน ภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการไทย สถาบันการศึกษา และบุคลากรรุ่นใหม่เข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะของภูมิภาค และสร้างงานคุณภาพและโอกาสใหม่ให้กับคนไทย” นายนฤตม์ กล่าว

‘วราวุธ’ ดันเหล็กแผ่นเคลือบเป็นสินค้าควบคุม!! สั่งคุมเหล็กแผ่นเคลือบ 4 มาตรฐาน สกัดเหล็กต่ำคุณภาพ–นำเข้าราคาถูก กระทรวงอุตฯ ย้ำต้องผ่านทดสอบมาตรฐาน คาดบังคับใช้ต้นปี 2570

“รมว.อุตสาหกรรม” เร่งคุมเหล็กแผ่นเคลือบ 4 มาตรฐานเป็น “สินค้าควบคุม” คาดมีผลต้นปี 2570 สกัดเหล็กคุณภาพต่ำและนำเข้าราคาถูก ชูยกระดับคุณภาพแข่งขัน

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงเร่งยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กแผ่นเคลือบ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมก่อสร้าง ยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เหล็กแผ่นเคลือบ 4 มาตรฐาน จากเดิมเป็นมาตรฐานภาคสมัครใจ ยกระดับเป็น “สินค้าควบคุม” เพื่อป้องกันสินค้าคุณภาพต่ำเข้าสู่ตลาด

ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเหล็กไทยเผชิญแรงกดดันจากเหล็กนำเข้าราคาถูกและการทุ่มตลาด ทำให้ผู้ผลิตในประเทศแข่งขันได้ยาก การกำหนดมาตรฐานให้เป็นสินค้าควบคุม จะทำให้เหล็กที่ขายในไทย ไม่ว่าจะผลิตในประเทศหรือนำเข้า ต้องผ่านมาตรฐานเดียวกัน

โดยมาตรฐานที่จะยกระดับมี 4 รายการ ได้แก่ มอก. 2131-2567 เหล็กชุบสังกะสีเคลือบสี หรือ PPGI สำหรับหลังคา ผนังอาคาร และงานก่อสร้าง, มอก. 2753-2567 เหล็กอลูซิงค์เคลือบสี หรือ PPGL ที่เด่นด้านกันสนิมและสะท้อนความร้อน, มอก. 2981-2567 เหล็ก ZAM ที่มีความทนทานต่อการกัดกร่อนสูง เหมาะกับโครงสร้างโซลาร์เซลล์และงานกลางแจ้ง และ มอก. 3059-2567 เหล็กเคลือบสังกะสี อะลูมิเนียม และแมกนีเซียม สำหรับงานที่ต้องการทั้งความแข็งแรงและทนสนิม เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม

“หัวใจสำคัญคือ เหล็กทั้ง 4 กลุ่มต้องผ่านการทดสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด ทั้งความทนละอองน้ำเกลือ ซึ่งบางมาตรฐานกำหนดการทดสอบยาวถึง 2,000 ชั่วโมง ความแข็งแรงและการติดแน่นของสี ความทนแรงกระแทก การสะท้อนแสงอาทิตย์ ตลอดจนความต้านแรงดึงและความเค้นคราก เพื่อให้มั่นใจว่าเหล็กมีความทนทานและเหมาะสมกับการใช้งานจริง”

นายวราวุธ กล่าวว่า หาก ครม. เห็นชอบ คาดว่ามาตรฐานทั้ง 4 ฉบับจะมีผลบังคับใช้ภายในต้นปี 2570 เพื่อให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายมีเวลาเตรียมความพร้อม โดยสินค้าจะต้องผ่านมาตรฐานและมีใบอนุญาตตามที่กฎหมายกำหนดจึงจะผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายได้

สำหรับผู้ประกอบการที่มีใบอนุญาตเดิมอยู่แล้ว สามารถเปลี่ยนจากใบอนุญาต มอ.2 สำหรับมาตรฐานภาคสมัครใจ เป็น มอ.4 สำหรับสินค้าควบคุมได้ทันที โดยไม่ต้องตรวจโรงงานหรือเก็บตัวอย่างใหม่ เพื่อลดภาระและไม่ให้กระทบผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามมาตรฐานอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้ปิดกั้นสินค้านำเข้า แต่กำลังสร้างกติกาเดียวกันให้ทุกฝ่ายแข่งขันกันบนคุณภาพ ใครจะผลิตหรือนำเข้าเหล็กมาขายในไทย ต้องมั่นใจว่าได้มาตรฐาน เพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพ และอุตสาหกรรมเหล็กไทยสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม

ปตท.จับมือไทยพาณิชย์!! ยุทธศาสตร์บริหารเงินทุน มูลค่า 48 ล้านดอลลาร์ฯ สัญญายาว 25 ปี สูงสุดในไทย หนุนตลาดการเงินเติบโตยั่งยืน

ปตท. - ไทยพาณิชย์ ฉลองความสำเร็จ USD/THB Cross Currency Swap มูลค่า 48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อายุสัญญา 25 ปี สูงสุดขององค์กรไทย ยกระดับมาตรฐานตลาดการเงินอย่างยั่งยืน

เมื่อเร็วๆ นี้ - นางสาวภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) (ที่ 3 จากขวา) และ นายธนพจน์ ภาคสุวรรณ Chief Corporate and Institutional Banking Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) (ที่ 3 จากซ้าย) จับมือทำธุรกรรม USD/THB Cross Currency Swap เพื่อแปลงหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยสกุลดอลลาร์สหรัฐเป็นหนี้สกุลบาท มูลค่า 48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อายุสัญญา 25 ปี ซึ่งถือเป็นธุรกรรม Cross Currency Swap ที่มีอายุสัญญายาวนานที่สุดขององค์กรไทย

โดยโครงสร้างธุรกรรมดังกล่าวออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการขององค์กร ผ่านการนำเครื่องมือทางการเงินประเภทอนุพันธ์ (Derivatives) มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยในระยะยาว สะท้อนความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมทางการเงินและการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ความสำเร็จครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของความร่วมมือระหว่างสององค์กรชั้นนำของประเทศ เนื่องในวาระครบรอบ 48 ปีของ ปตท. เพื่อร่วมกันสนับสนุนการพัฒนาตลาดการเงินไทยให้เข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน

SME D Bank ลุยภาคใต้!! หนุนเอสเอ็มอีใต้โตยั่งยืน 31 ส.ค.นี้ หาดใหญ่ จัดงานใหญ่ ดอกเบี้ยพิเศษ 3% 3 ปีแรก คลินิกแก้หนี้ พร้อมสัมมนาเสริมทักษะ

SME D Bank เดินหน้าหนุนเศรษฐกิจแดนใต้ จัด “มหกรรมรวมพลัง 3 มิติฯ” เติมทุน แก้หนี้ เพิ่มยอดขาย พาเอสเอ็มอีไทยโตยั่งยืน 31 ส.ค.นี้ ณ หาดใหญ่

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจแดนใต้ ยกระดับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในพื้นที่ แบบครบวงจร พาเติบโตยั่งยืน เชิญเข้าร่วม “มหกรรมรวมพลัง 3 มิติ พา SMEs ไทย โตยั่งยืน” จัด ณ ห้องภูผาเมฆ ชั้น 3 โรงแรมทีอาร์ร็อคฮิลล์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ภายในงานอัดแน่น ด้วยบริการเสริมแกร่ง ประกอบด้วย มิติที่ 1 เข้าถึงแหล่งทุน ด้วยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี ได้แก่ สินเชื่อ SME Green Productivity , สินเชื่อ ปลุกพลัง SME และ สินเชื่อ Beyond ติดปีก SME ช่วยยกระดับ ปรับเปลี่ยนใช้พลังงานสะอาด

พร้อมรับโปรโมชัน ลดค่าธรรมเนียมวิเคราะห์โครงการ (Front End Fee) 0.50% ยื่นกู้ในงานได้ทันที มิติที่ 2 แก้หนี้ยั่งยืน ช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง จัดคลินิกให้คำปรึกษาเพื่อลดภาระหนี้เดิม พาธุรกิจรอดพ้นวิกฤตและไปต่อได้อย่างมั่นคง ผ่านมาตรการ “3 ลด” ได้แก่ ลดเงินต้น ลดอัตราดอกเบี้ย และลดค่างวดผ่อนชำระ และ มิติที่ 3 เสริมแกร่ง ยกระดับและเพิ่มศักยภาพ ด้วยกิจกรรมสัมมนา Workshop “ปั้น Influencer ติดตะกร้า เปลี่ยนโพสต์ธรรมดาให้ขายดี ด้วย Affiliate Tools” จากวิทยากรชื่อดัง “โย-คณากร คงประทีป” เติมความรู้และทักษะการสร้างรายได้ด้วยออนไลน์ ที่สำคัญได้รับเกียรติจาก นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงาน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แจ้งความประสงค์เข้าร่วมงาน ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยลงทะเบียนผ่าน QR Code ในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม Call Center 1357

ไทยออยล์ ยกระดับชุมชน!! ครบรอบ 65 ปีเดินหน้าพัฒนา ส่งมอบหลังคาทางเดินโรงพยาบาลแหลมฉบัง สนับสนุนงบกว่า 170 ล้านบาทต่อเนื่อง เน้นเพิ่มคุณภาพชีวิตสุขภาวะชุมชนอย่างยั่งยืน

ไทยออยล์ เคียงข้างชุมชน 65 ปี เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ได้ส่งมอบโครงการก่อสร้างหลังคาทางเดินให้แก่โรงพยาบาลแหลมฉบังเพื่ออำนวยความสะดวกและยกระดับความปลอดภัยแก่ผู้มาใช้บริการ โดยมีคุณพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย รศ. (พิเศษ) นพ. สุพจน์ พวงลำใย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแหลมฉบัง และคณะผู้บริหาร ร่วมในพิธีส่งมอบโครงการดังกล่าว ณ โรงพยาบาลแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี

ตลอดระยะเวลา 65 ปี ไทยออยล์ดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้แก่ชุมชนและสังคม ภายใต้กรอบการดำเนินงานที่ครอบคลุมด้านสุขภาวะและกีฬา ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมด้านการศึกษา ตลอดจนด้านสังคมและวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสุขภาวะ

ไทยออยล์ได้ให้การสนับสนุนโรงพยาบาลแหลมฉบัง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐแห่งเดียวในพื้นที่แหลมฉบังด้วยงบประมาณรวมกว่า 170 ล้านบาท เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนดังกล่าวครอบคลุมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการแพทย์ อาทิ การก่อสร้าง "อาคารไทยออยล์" (อาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉิน) และการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ควบคู่กับการร่วมมือกับโรงพยาบาลแหลมฉบังในการดูแลสุขภาวะเชิงรุก ผ่านโครงการตรวจสุขภาพช่องปากแก่เยาวชนรอบโรงกลั่น

เนื่องในโอกาสครบรอบ 65 ปี ไทยออยล์ยังคงเดินหน้าสานต่อภารกิจในการดูแลชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยทีมวิศวกรได้ออกแบบและก่อสร้างหลังคาทางเดินความยาว 55 เมตร จากลานจอดรถสู่อาคารอ่าวอุดม เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มาใช้บริการ สะท้อนความมุ่งมั่นขององค์กรในการยกระดับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาวะของประชาชน และส่งเสริมการอยู่ร่วมกันระหว่างภาคอุตสาหกรรมและชุมชนอย่างยั่งยืน

สำหรับบรรณาธิการ
ไทยออยล์เป็นผู้ประกอบธุรกิจการโรงกลั่นนํ้ามันแบบคอมเพล็กซ์ (Complex Refinery) และเป็นโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2504 โดยมีธุรกิจหลักคือ การกลั่นนํ้ามันปิโตรเลียม ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 275,000 บาร์เรลต่อวัน

นอกจากนี้ ไทยออยล์มีระบบการบริหารจัดการที่มุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ (Operational Excellence) โดยบริหารงานเป็นกลุ่มที่มีการเชื่อมโยงธุรกิจ ทั้งธุรกิจการกลั่นน้ำมัน ธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน โดยร่วมวางแผนการผลิตก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกันมีคุณภาพสูงในระดับโรงกลั่นชั้นนำ (Top quartile) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทำให้ได้เปรียบเชิงต้นทุนการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนั้น ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องหลากหลาย เช่น ธุรกิจปิโตรเคมี ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจสารทำละลาย ธุรกิจบริหารการขนส่ทางท่อ ธุรกิจพลังงานทดแทน ธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาด และธุรกิจ New S-Curve

“เคทีซี” วางเกมครึ่งปีหลัง 2569 !! ครึ่งปีหลังเน้นลูกค้าคุณภาพ ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรโต 4.7% ดันเทคฯ–ประกันเสริมแกร่ง มั่นใจเป้าปีนี้ทำได้ดี

เคทีซีวางเกมครึ่งปีหลัง 2569 เน้นโตอย่างมีคุณภาพ เร่งดิจิทัล–ประกัน หลังครึ่งปีแรกกำไร 4,397 ล้านบาท

เคทีซีเปิดเกมครึ่งปีหลัง 2569 มั่นใจยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและสินเชื่อเติบโตตามเป้าหมาย รับแรงส่งความต้องการใช้จ่ายช่วงไฮซีซันปลายปี พร้อมเดินหน้าหาลูกค้าคุณภาพ เน้น 2 กลุ่มหลัก “รายได้ 50,000 บาทขึ้นไป” และ “First Jobber–คนรุ่นใหม่” ควบคู่การใช้ข้อมูลและ Core System ใหม่เพิ่มประสิทธิภาพ คุมความเสี่ยงไซเบอร์ และต่อยอดธุรกิจนายหน้าประกันภัย หลังครึ่งปีแรกกำไรสุทธิ 4,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.1% ขณะที่ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรโต 4.7% สูงกว่าอุตสาหกรรมที่ 2.7% และส่วนแบ่งตลาดด้านยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มขึ้นเป็น 13.3%

นางพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Earnings Call) 2Q2026 ว่า “ภาพรวมของเศรษฐกิจครึ่งปีหลังไม่น่าจะแตกต่างจากครึ่งปีแรกมากนัก แต่ความต้องการใช้จ่ายและสินเชื่อมีโอกาสเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล โดยเฉพาะไตรมาสสุดท้ายซึ่งเป็นช่วงไฮซีซัน เชื่อว่าเป้าหมายการเติบโตของยอดใช้จ่ายผ่านบัตรและสินเชื่อสามารถทำได้ โจทย์ของเราไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนลูกค้า แต่ต้องได้ลูกค้าที่มีคุณภาพ และบริหารต้นทุนในการหาลูกค้าให้มีประสิทธิภาพ เราลดค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่จำเป็น ใช้เทคโนโลยีปรับกระบวนการทำงาน และพัฒนาทักษะของคน แต่จะไม่ลดสิทธิประโยชน์ที่มีคุณค่ากับสมาชิก เพราะการเติบโตต้องเกิดขึ้นพร้อมกับการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว”

“การที่ผลประกอบการของกลุ่มบริษัทเคทีซียังเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจเช่นนี้ เป็นผลจากความร่วมมือของคนทั้งองค์กรในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย สิ่งที่เคทีซีให้ความสำคัญคือการสร้างความแข็งแรงให้กับธุรกิจตลอดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การคัดกรองและคัดเลือกลูกค้าคุณภาพ การพัฒนาการบริการของเจ้าหน้าที่ดูแลสมาชิก การยกระดับทักษะของพนักงาน การลงทุนด้านเทคโนโลยีและการป้องกันการทุจริตทางการเงิน ไปจนถึงการดูแลลูกค้าที่เริ่มมีปัญหาในการชำระหนี้ผ่านการให้คำปรึกษาและการไกล่เกลี่ยอย่างใกล้ชิด เราเชื่อว่าการบริหารจัดการแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้เคทีซีสามารถเติบโตอย่างมีคุณภาพ รักษาความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า และสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน"

เจาะ 2 ฐานลูกค้า ผลักดันเคทีซีเป็นบัตรหลัก
ธุรกิจบัตรเครดิตครึ่งปีหลังจะเน้นขยายฐานลูกค้าคุณภาพสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือ ผู้มีรายได้ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป ซึ่งยังมีกำลังซื้อและความสามารถในการชำระคืนที่ดี อีกกลุ่มคือ First Jobber และคนรุ่นใหม่ โดยเคทีซีต้องการเข้าไปเป็นบัตรเครดิตใบแรก เพื่อสร้างความสัมพันธ์และเติบโตไปกับลูกค้าในระยะยาว สำหรับสมาชิกเดิม เป้าหมายคือทำให้เคทีซีเป็นบัตรหลักในการใช้จ่าย ปัจจุบันสมาชิกเคทีซียังคงมีการใช้จ่ายผ่านบัตรอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของฐานสมาชิกที่มีคุณภาพ และประสิทธิภาพของกลยุทธ์การตลาด ที่มุ่งตอบโจทย์การใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทั้งหมวดร้านอาหาร ช้อปปิ้ง ช้อปออนไลน์ ประกันภัยและการท่องเที่ยว ซึ่งยังคงเป็นหมวดที่มีการเติบโตดี โดยเฉพาะยอดใช้จ่ายช้อปออนไลน์ที่เติบโตดีในระดับเลขสองหลัก รวมถึงหมวดที่มีโอกาสเติบโตอย่างหมวดสุขภาพและความงาม และพร้อมทำงานร่วมกับธนาคารกรุงไทยมากขึ้น เพื่อต่อยอดฐานลูกค้าคุณภาพและกลุ่ม Wealth

Core System ใหม่ เปิดทางดิจิทัล–คุม Cybersecurity
อีกจุดเปลี่ยนสำคัญ คือการขึ้นระบบ Core System ใหม่ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ซึ่งดำเนินการได้ตามแผนและมีเสถียรภาพ จะทำให้ครึ่งปีหลังเคทีซีสามารถเดินหน้าโครงการเทคโนโลยีที่เตรียมไว้ได้มากขึ้น ทั้งการใช้ข้อมูลเพื่อรู้จักความต้องการของสมาชิกในเชิงลึกเพื่อนำเสนอสิทธิประโยชน์ให้ตรงกลุ่ม การพัฒนาประสบการณ์บนแอป “KTC Mobile” และการนำระบบสมัครผลิตภัณฑ์มาเชื่อมบนแอป รวมถึงการปรับแพลตฟอร์ม “KTC U SHOP” ภายในปีนี้ เพื่อต่อยอดธุรกิจจากฐานสมาชิกเดิม

ระบบใหม่ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการรับมือ Cybersecurity และ Scam ซึ่งเคทีซีมองว่าเป็นความท้าทายสำคัญ โดยจะลงทุนต่อเนื่องทั้งด้านความปลอดภัยของลูกค้าและระบบ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีลดขั้นตอนและบริหารต้นทุน แม้ครึ่งปีหลังจะเริ่มรับรู้ค่าใช้จ่ายจากการลงทุนใน Core System และโครงการด้านเทคโนโลยีเพิ่มเติม แต่การดำเนินงานด้าน Technology Modernization จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและบริหารต้นทุนในระยะยาว ส่งผลให้บริษัทคาดว่า Cost-to-Income Ratio ตลอดทั้งปีจะยังอยู่ในระดับประมาณ 36%

ประกัน–สินเชื่อส่วนบุคคล เพิ่มโอกาสครึ่งปีหลัง
ธุรกิจนายหน้าประกันภัยจะเป็นอีกโอกาสสร้างรายได้ใหม่ หลังเริ่มดำเนินงานตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 โดยเคทีซีเลือกเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป เน้นนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับลูกค้ามากกว่าการเร่งยอดขาย และคาดว่าไตรมาส 4 จะมีความพร้อมด้านดิจิทัลมากขึ้น จุดแข็งคือฐานลูกค้าคุณภาพ ความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย และ Digital Ecosystem หรือระบบดิจิทัลของเคทีซี ซึ่งจะช่วยต่อยอดการขายและนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้าแต่ละราย

ในส่วนของธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล เคทีซีมองเห็นโอกาสเติบโตต่อเนื่องจากทั้งบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” (KTC PROUD) และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ “เคทีซี พี่เบิ้ม” โดยมีการปรับกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์และการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยงของลูกค้า (Risk-based Pricing) เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและขยายฐานลูกค้าคุณภาพมากยิ่งขึ้น

ยอดใช้จ่ายเติบโตดีกว่าตลาด หนุนความมั่นใจครึ่งปีหลัง
ฐานธุรกิจหลักยังมีแรงส่ง โดยข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 10 สิงหาคม 2569 ระบุว่า ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตทั้งอุตสาหกรรมครึ่งปีแรกเติบโต 2.7% ขณะที่เคทีซีมียอดใช้จ่าย 153,421 ล้านบาท เติบโต 4.7% ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดด้านยอดใช้จ่ายเพิ่มจาก 13.1% เป็น 13.3% ขณะที่ NPL ของกลุ่มบริษัทอยู่ที่ 1.86% ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายไม่เกิน 2%

นางพิทยากล่าวว่า “แม้เศรษฐกิจยังมีความท้าทาย แต่เราค่อนข้างมั่นใจในคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ และยังเห็นโอกาสเติบโต ครึ่งปีหลังเคทีซีจะใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และความเข้าใจลูกค้า เลือกโอกาสที่เหมาะสม พร้อมบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อให้การเติบโตเป็นไปตามเป้าหมาย และสร้างกำไรสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง”

VRANDA ชี้ท่องเที่ยวโต!! รายได้ครึ่งปีแรกพุ่ง 16% สถานการณ์ท่องเที่ยวสดใสทั่วไทย รับแรงหนุนโครงการภูเก็ตราว 400 ลบ. เดินหน้าขยายตลาดลดความเสี่ยง

VRANDA ชี้ตลาดท่องเที่ยวครึ่งปีหลังสดใส
ชูจุดแข็ง Leader Domestic-Focused รับอานิสงส์ปัจจัยบวกแน่น
รับรู้รายได้อสังหาฯภูเก็ตร่วม 400 ล้านบาท ในปีนี้

‘บมจ. วีรันดา รีสอร์ท’ หรือ VRANDA เผยภาพรวมตลาดท่องเที่ยวไทยครึ่งปีหลัง 2569 มีทิศทางสดใส ชูจุดแข็งผู้นำโรงแรมในหัวเมืองท่องเที่ยวหลัก (Leader Domestic-Focused) รับอานิสงส์ปัจจัยบวกแน่น พร้อมรับแรงส่งจากการเริ่มโอนกรรมสิทธิ์บ้านหรูในโครงการ Veranda Villas & Suites Phuket อีก 300-400 ล้านบาท ขณะที่ผลงานครึ่งปีแรก 2569 ทำรายได้รวม 857 ล้านบาท เติบโต 16% และมี EBITDA จากการดำเนินงานปกติ 276 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% และมีกำไรสุทธิปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) 61 ล้านบาท เติบโต 662% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยได้รับแรงหนุนจากธุรกิจโรงแรมที่เติบโตโดดเด่น

นายภวัฒก์ องค์วาสิฏฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีรันดา รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ VRANDA ผู้นำธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจไลฟ์สไตล์ เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยช่วงครึ่งปีหลัง 2569 มีแนวโน้มขยายตัวอย่างแข็งแกร่งจากปัจจัยบวกที่หลากหลาย อาทิ “กรุงเทพฯ” ที่เตรียมรับอานิสงส์จากการเป็นเจ้าภาพจัดประชุม World Bank ซึ่งจะช่วยกระตุ้นอัตราการเข้าพักโรงแรม รายได้กลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม (F&B) และงานจัดเลี้ยงอย่างมีนัยสำคัญ “พัทยา” จะได้รับผลบวกจากการจัดเทศกาลดนตรีระดับโลก Tomorrowland ในเดือนธันวาคมนี้ ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ ขณะที่ “เชียงใหม่” ยังคงรักษาระดับการเติบโตได้ดีจากฐานนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และ “หัวหิน” จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากโครงการก่อสร้างบนถนนพระราม 2 ที่แล้วเสร็จ สะท้อนจากโรงแรมในเครือทั้ง 2 แห่งในหัวหินที่มียอดจองเต็ม (Fully Booked) ในช่วงสุดสัปดาห์ ซึ่งปัจจัยที่กล่าวมาจะส่งผลดีต่อการดำเนินธุรกิจของ VRANDA ในครึ่งปีหลัง เนื่องจากบริษัทฯ มีโครงการตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลักข้างต้น โดยมีจุดเด่น “ผู้นำโรงแรมในหัวเมืองท่องเที่ยวหลักของไทย” (Leader Domestic-Focused) จากการรับประโยชน์ดังกล่าว

“แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจสร้างความกังวลต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวยุโรปบางส่วน แต่คาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อบริษัทฯ เนื่องจากเรากระจายฐานลูกค้า (Diversification) ทั้งในเอเชีย สหรัฐอเมริกาและคนไทย ประกอบกับประเทศไทยยังคงมีภาพลักษณ์เป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางมาในภูมิภาคนี้” นายภวัฒก์ กล่าว

ทั้งนี้บริษัทฯ สามารถลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มตัวแทน (OTA) และหันมามุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนการจองตรง (Direct Booking) โดยการใช้ Loyalty Program การมอบสิทธิประโยชน์เชิงประสบการณ์ และการอัปเกรดระบบจองบนเว็บไซต์ให้ใช้งานสะดวกยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการรุกตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบเดินทางด้วยตัวเอง (FIT) จากจีนผ่านแพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง Xiaohong Shu, WeChat และ Douyin รวมถึงการขยายตลาดสู่กลุ่มยุโรป รัสเซีย และเอเชีย เพื่อช่วยจำกัดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง

สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) บริษัทฯ มีรายได้รวม 857 ล้านบาท เติบโต 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายจากการดำเนินงานปกติ (Normalized EBITDA) รวม 276 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% โดยมีกำไรจากการดำเนินงานปกติ 61 ล้านบาท เติบโต 662% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) โดยมีปัจจัยหลักมาจากธุรกิจโรงแรมซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีการบันทึกรายการบัญชีที่ไม่ใช่เงินสด (Non-cash item) จากการรับรู้ผลขาดทุนจากการชำระเงินกู้ก่อนกำหนด (Refinance) จำนวน 56 ล้านบาท ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลดีต่อการลดต้นทุนทางการเงิน (Finance Cost) อย่างมีนัยสำคัญต่อเนื่องไปอีกหลายปี เมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนทางการเงินก่อน Refinance

ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โครงการ Veranda Villas & Suites Phuket พร้อมเริ่มโอนกรรมสิทธิ์และรับรู้รายได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยหนุนการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ไตรมาส 3/2569 โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายรับรู้รายได้ในปีนี้ไว้ที่ 300-400 ล้านบาท ในครึ่งปีหลัง

ปตท.ลุยกลยุทธ์ปี 69 ท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลาง กำไรครึ่งปีแรกโต 74% ทะลุ 78,263 ลบ. ขยายพอร์ต LNG ตั้งเป้าถึง 15 ล้านตัน เดินหน้าลดคาร์บอน เสริมความมั่นคงพลังงาน

บทพิสูจน์กลยุทธ์ ปตท. ครึ่งแรกปี 69 พร้อมทุกสถานการณ์ ฝ่าวิกฤต เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

วันนี้ (21 สิงหาคม 2569) – ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นและยังคงยืดเยื้ออยู่ในปัจจุบัน ปตท. ซึ่งมี 2 บทบาท คือ การเป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศและบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จึงจำเป็นต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ในขณะเดียวกันต้องดูแลผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่ง ปตท. ผ่านบทพิสูจน์ที่สำคัญ โดยในภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น ให้ความสำคัญสูงสุดกับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ บริหารจัดการธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เตรียมสภาพคล่องทางการเงิน เพื่อรองรับต้นทุนและความผันผวนที่เพิ่มขึ้น การเตรียมความพร้อมตั้งแต่การกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบไม่พึ่งพิงแหล่งใดแหล่งหนึ่ง การมีเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจครอบคลุมทั่วโลก ทำให้สามารถจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง การลงทุนในโรงกลั่นล่วงหน้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกลั่นและความยืดหยุ่นที่สามารถรองรับน้ำมันจากหลากหลายแหล่ง การวางกลยุทธ์ที่ถูกทาง และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการมุ่งเน้นธุรกิจ Hydrocarbon ซึ่งเป็นธุรกิจหลักและมีความเชี่ยวชาญ ควบคู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ยกระดับกระบวนการกำกับดูแลการลงทุนให้รัดกุม ภายใต้การกำกับกิจการที่ดี และความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น และยังคงสร้างผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งดีกว่าที่คาด ด้วยกำไรสุทธิ 78,263 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 33,000 ล้านบาท หรือกว่าร้อยละ 74 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ผลการดำเนินงานตามกลยุทธ์ที่สำคัญ ได้แก่ การเร่งเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ โดย ธุรกิจสำรวจและผลิต เดินหน้าผลิตก๊าซธรรมชาติเพื่อรองรับความต้องการพลังงานในประเทศ พร้อมขยายการลงทุนในต่างประเทศ ด้าน ธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ Liquefied Natural Gas (LNG) ใช้ศักยภาพของธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและเครือข่ายการค้าทั่วโลกในการกระจายแหล่งจัดหาพลังงาน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ตั้งเป้าขยาย LNG Portfolio ปริมาณ 3.7 ล้านตัน ภายในปี 2569 และขยายให้ได้ 10 ล้านตัน และ 15 ล้านตัน ภายในปี 2573 และ 2578 ตามลำดับ ทั้งนี้ ก๊าซธรรมชาติจะมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงาน ในขณะที่ทั่วโลกอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดรวมถึงประเทศไทย ซึ่งในวันที่ 14 – 17 กันยายนนี้ ประเทศไทยได้รับโอกาสแสดงศักยภาพบนเวทีพลังงานโลก โดย ปตท. ร่วมกับกระทรวงพลังงาน และพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ สำหรับ ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ยังคงเดินหน้าแสวงหาพันธมิตรระดับโลกเพื่อเสริมแกร่ง Flagship พร้อมปรับแนวทางตามบริบทที่เปลี่ยนแปลงจากปัญหาความไม่สงบในตะวันออกกลางรวมถึงปัจจัยจากนโยบายภาครัฐ (Government Intervention)

การดำเนินงานด้านความยั่งยืน ขับเคลื่อนการลดคาร์บอนต่อเนื่อง พร้อมเป็นแกนหลักของประเทศในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีการลดก๊าซเรือนกระจก ผ่านโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติโครงการอาทิตย์ในอ่าวไทย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในปี 2571 ควบคู่การขับเคลื่อน I-SPARK โครงการนำร่องเพื่อสร้างความพร้อมด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐาน รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย อีกทั้งร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ยกระดับการดูแลผืนป่าให้เป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และสร้างคาร์บอนเครดิต ผ่านการมีส่วนร่วมกับชุมชน เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

กลุ่ม ปตท. เร่งสร้างความแข็งแรงจากภายใน ยกระดับผลการดำเนินงานและสร้างมูลค่าเพิ่มจากความร่วมมือภายในกลุ่ม ปตท. กว่า 8,700 ล้านบาท ผ่าน Profit Enhancement Initiatives ซึ่งประกอบด้วย โครงการ MissionX พร้อมทั้งขับเคลื่อน Digital Transformation ผ่านโครงการ AXIS มุ่งเน้นการนำ Digital Tools และ AI มาประยุกต์ใช้ในการทำงาน นอกจากนี้ ยังเดินหน้าเสริมความร่วมมือด้าน Supply Chain และ Marketing ทั้งในและต่างประเทศผ่านโครงการ P1 และ D1 ควบคู่กับการดำเนินงานด้าน Financial Excellence (F1) เพื่อรักษาวินัยทางการเงินและบริหารกระแสเงินสดของกลุ่ม ปตท. อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว ตลอดจนรักษาอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่เทียบเท่าระดับประเทศ ส่งผลให้สามารถรักษาเสถียรภาพพลังงานและขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต นอกจากนี้กลุ่ม ปตท. สนับสนุนมาตรการภาครัฐ และบรรเทาผลกระทบด้านราคาพลังงานต่อภาคประชาชน โดยมูลค่าการสนับสนุนมาตรการภาครัฐที่ประเมินได้ประมาณ 17,500 ล้านบาท โดยคิดเป็นสัดส่วนของ ปตท. กว่า 8,500 ล้านบาท

ทั้งนี้ ด้วยศักยภาพการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งในระดับสากล และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ส่งผลให้ ปตท. ครองอันดับ 1 ของไทย และอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จาก Fortune Southeast Asia 500 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

เนื่องในวาระครบรอบ 48 ปี ปตท. ดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืนอย่างสมดุลตามแนวทาง Energy Trilemma ครอบคลุม 3 มิติ ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสมและแข่งขันได้ (Affordability/ Competitiveness) และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (Sustainability) โดยมุ่งมั่นเป็นส่วนสำคัญในการวางรากฐานความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ พร้อมก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน ด้วยการขับเคลื่อนการเติบโตภายใต้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างสมดุล มุ่งสู่การเป็น Global LNG Player ยกระดับขีดความสามารถองค์กรสู่การเป็น National Champion ที่สร้างมูลค่าเพิ่มและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงศักยภาพและโอกาสของธุรกิจไทยสู่เวทีโลก โดยมีเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศเป็นฟันเฟืองสำคัญ ตลอดจนบูรณาการเทคโนโลยี AI และดิจิทัล เข้ากับการดำเนินธุรกิจ พร้อมผลักดันนวัตกรรมพลังงานสะอาดและการลดคาร์บอน ขับเคลื่อนองค์กรสู่โลกอนาคต ควบคู่การสร้างสังคมไทยให้แข็งแรงด้วยเทคโนโลยีผ่านศักยภาพกลุ่ม ปตท. เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน พร้อมต่อยอดความสำเร็จสู่อนาคต ภายใต้วิสัยทัศน์ Together for Sustainable Thailand, Sustainable World ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน

‘เอกนิติ’ ลุยเจรจาธุรกิจ!! ไทย-นิวซีแลนด์ จับมือสุดแข็งแกร่ง ขยายหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ 3 สาขา ดันมูลค่าการค้าสูง 3 เท่าใน 20 ปี เชิญชวนนักลงทุนลุยตลาดอาเซียนกว้างใหญ่

เอกนิติ นำเอกชนไทยเจรจาธุรกิจนิวซีแลนด์ ปักหมุดหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ "อาหาร-พลังงาน-เทคโนโลยี"

รองนายกฯ เอกนิติ และ Hon. Todd McClay รัฐมนตรีการค้านิวซีแลนด์ ร่วมเป็นประธานงาน Business Meeting ที่นครโอ๊คแลนด์ เชื่อมผู้บริหารระดับสูงไทย-นิวซีแลนด์กว่า 40 ราย ฉลองวาระครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-นิวซีแลนด์ ต่อยอดการยกระดับสู่ "หุ้นส่วนยุทธศาสตร์" ชู 3 สาขาใหม่ อาหาร-พลังงาน-เทคโนโลยี ดันมูลค่าการค้าโต 3 เท่า ภายในปี 2588 (ค.ศ. 2045)

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เป็นประธานร่วมกับ Hon. Todd McClay รัฐมนตรีการค้านิวซีแลนด์ และผู้บริหารหน่วยงาน Invest New Zealand จัดงาน Business Meeting ณ นครโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ภายในงานมีกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Networking) เชื่อมผู้นำภาคเอกชนไทยและนิวซีแลนด์ พร้อมแลกเปลี่ยนนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ทั้งอาหาร พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีขั้นสูง

ทั้งนี้ รองนายกฯ เอกนิติ เผยว่า ไทยและนิวซีแลนด์มีรากฐานความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ผ่านกรอบความตกลงการค้าเสรีถึง 3 ฉบับ ได้แก่ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP) ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (AANZFTA) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งพร้อมต่อยอดให้เกิดการค้าการลงทุนจริงที่จับต้องได้มากขึ้นในทั้งสองทาง คือ ทั้งการรับนักลงทุนที่มีเทคโนโลยีจากนิวซีแลนด์เข้าไปลงทุนในประเทศไทย และการนำผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพมาหาโอกาสขยายกิจการในนิวซีแลนด์ โดยระบุ 3 สาขาที่ศักยภาพของทั้งสองประเทศเกื้อกูลกัน ได้แก่ ด้านอาหารและชีวภาพ ผสานจุดแข็งด้านเทคโนโลยีการเกษตรของนิวซีแลนด์เข้ากับฐานการผลิตอาหารของไทย ด้านพลังงาน เปิดทางความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน และเทคโนโลยีโครงข่ายไฟฟ้า รองรับความต้องการพลังงานสะอาดของภาคอุตสาหกรรมในไทยที่ขยายตัวต่อเนื่อง และด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมขั้นสูง เชื่อมโยงบริษัทนวัตกรรมของนิวซีแลนด์เข้ากับฐานอุตสาหกรรมไทย

นอกจากนี้ รองนายกฯ เอกนิติ ยังให้ความมั่นใจกับนักลงทุนนิวซีแลนด์และคณะผู้นำนักลงทุนไทยว่า รัฐบาลกำลังเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมการทำธุรกิจ ผ่านมาตรการ Thailand FastPass ที่ช่วยให้การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เดินหน้าได้รวดเร็วขึ้น พร้อมยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และทักษะแรงงานให้สอดรับความต้องการของนักลงทุน และเชิญชวนให้นักลงทุนนิวซีแลนด์มองไทยเป็นฐานการผลิตและบริการที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานทั่วอาเซียน ครอบคลุมตลาดผู้บริโภคเกือบ 700 ล้านคน ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางการค้าการลงทุนของภูมิภาค

ในงานนี้ รองนายกฯ ได้นำคณะผู้บริหารระดับสูงจาก 9 กลุ่มบริษัทชั้นนำของไทยร่วมกิจกรรม ครอบคลุมอุตสาหกรรมพลังงาน อาหาร ค้าปลีก วัสดุก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ บมจ. บี.กริม เพาเวอร์ บมจ. บ้านปู กลุ่มเซ็นทรัล บมจ. เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บมจ. ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล บมจ. ปตท. บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCG) บมจ. ศุภาลัย และ บมจ. ไทยเบฟเวอเรจ ขณะที่ฝ่ายนิวซีแลนด์นำโดย Mr. Robert Wall ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Invest New Zealand พร้อมผู้บริหารจาก New Zealand Trade and Enterprise (NZTE) กระทรวงการต่างประเทศและการค้านิวซีแลนด์ (MFAT) กระทรวงอุตสาหกรรมปฐมภูมิ (MPI) และสำนักนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ (DPMC) สะท้อนว่าฝ่ายนิวซีแลนด์ให้ความสำคัญกับนักลงทุนไทยอย่างมาก

"ความสำเร็จของการจัดกิจกรรมดึงดูดการลงทุนและนำทัพนักลงทุนไทยเยือนนิวซีแลนด์ในครั้งนี้ไม่ได้วัดที่ตัวเลขการลงทุนแต่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การยกระดับความสัมพันธ์สู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ และการหาจุดแข็งที่ทั้งสองประเทศสามารถร่วมมือและพัฒนาร่วมกันได้ นิวซีแลนด์มีบริษัทระดับโลกที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางสูง ตั้งแต่เกษตรมูลค่าสูง อุตสาหกรรมชีวภาพ จนถึงการท่องเที่ยว บีโอไอมองเห็นโอกาสที่จะจับคู่จุดแข็งเหล่านี้กับศักยภาพของไทย เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ในระยะยาว" นายนฤตม์ กล่าว

นายกฯ จีบ T&G ยักษ์ผลไม้นิวซีแลนด์!! ดันไทยเป็นฮับกระจายสินค้าเกษตรสู่อาเซียน–ตลาดโลก เชื่อมเครือข่ายตลาดอาเซียน ใช้เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าผลผลิต ยกระดับรายได้เกษตรกรกว่า 6 ล้านครัวเรือน

นายกฯ จีบ T&G ยักษ์ผลไม้นิวซีแลนด์ ยกระดับเกษตรกร ชูไทยฮับกระจายสินค้าเกษตรอาเซียน

นายกฯ หารือ T&G Global บริษัทชั้นนำด้านพืชสวนและผลไม้สดจากนิวซีแลนด์ เจ้าของแบรนด์แอปเปิล ENVY และ JAZZ ที่จำหน่ายผลไม้ในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ชูศักยภาพไทยเป็นศูนย์กลางการค้าและกระจายสินค้าเกษตรสู่ตลาดผู้บริโภคกว่า 700 ล้านคนในอาเซียน พร้อมต่อยอดความร่วมมือด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและการวิจัยและพัฒนา นำความเชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์ผลไม้ระดับโลกมาช่วยยกระดับรายได้เกษตรกรไทยกว่า 6 ล้านครัวเรือน และเชื่อมโยงผลไม้ไทยสู่ตลาดโลก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและคณะได้พบหารือกับผู้บริหารบริษัท T&G Global ณ เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ในโอกาสเดินทางเยือนนิวซีแลนด์ โดยได้หารือถึงโอกาสในการขยายความร่วมมือและการลงทุนของบริษัทในประเทศไทย นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้ต่อยอดความร่วมมือระหว่างไทยกับ T&G ให้ครอบคลุมการเชื่อมโยงสินค้าเกษตรและผลไม้คุณภาพสูงของไทยเข้าสู่เครือข่ายการจัดจำหน่ายของ T&G เพื่อขยายตลาดในภูมิภาคและตลาดโลก และนำประสบการณ์ของบริษัทในการพัฒนาแอปเปิลจากสินค้าเกษตรท้องถิ่นสู่แบรนด์ระดับโลก มาประยุกต์ใช้ในการยกระดับมาตรฐานการเพาะปลูก การจัดเก็บ การบรรจุ และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลไม้ไทย

นอกจากนี้ยังได้ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการค้าและกระจายสินค้าเกษตรสำหรับตลาดอาเซียน ด้วยที่ตั้งซึ่งอยู่ใจกลางภูมิภาค สามารถเชื่อมโยงตลาดผู้บริโภคกว่า 700 ล้านคน ประกอบกับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง ทั้งท่าเรือแหลมฉบัง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระบบ Cold Chain และผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ตลอดจนเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี ที่ช่วยสนับสนุนการค้าและการกระจายสินค้าในภูมิภาคที่สำคัญ ปัจจุบันมีเกษตรกรไทยกว่า 6.4 ล้านครัวเรือน หรือเกือบ 1 ใน 3 ของแรงงานทั้งประเทศ ที่ยังพึ่งพาภาคเกษตรเป็นอาชีพหลัก ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่จะนำผลไม้จากสวนของเกษตรกรไทยไปวางขายทั่วโลก

ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะเทคโนโลยีการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและการจัดเก็บวัตถุดิบทางการเกษตร เพื่อช่วยยืดอายุพืชผักและผลไม้โดยไม่ใช้สารเคมี รวมถึงความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา ภาคธุรกิจ ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และเกษตรกร เพื่อยกระดับองค์ความรู้ด้านการจัดเก็บและรักษาคุณภาพสินค้าเกษตรของไทย

T&G Global เป็นหนึ่งในบริษัทด้านพืชสวนและผลไม้รายใหญ่และเก่าแก่ของนิวซีแลนด์ ก่อตั้งเมื่อปี 2440 หรือเกือบ 130 ปีที่ผ่านมา ดำเนินธุรกิจแบบครบวงจร ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์การเพาะปลูกและจัดหาผลผลิต การบรรจุและจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การจัดเก็บและโลจิสติกส์ ไปจนถึงการตลาดและจัดจำหน่าย โดยมีแบรนด์ผลไม้ระดับพรีเมียม เช่น ENVY, JAZZ และ Orchard Rd ปัจจุบันบริษัทมีแหล่งเพาะปลูกใน 10 ประเทศ และจำหน่ายผลไม้สดในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก โดยธุรกิจแอปเปิลเป็นธุรกิจหลัก คิดเป็นประมาณร้อยละ 67 ของรายได้รวม

สำหรับประเทศไทย T&G ดำเนินธุรกิจผ่านบริษัท T&G South East Asia ซึ่งตั้งสำนักงานในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2559 และได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในกิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) โดยประเทศไทยเป็นฐานสำคัญแห่งหนึ่งของบริษัทในการดำเนินธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“เกษตรกรรมคือรากฐานที่หล่อเลี้ยงคนไทย การประสานความร่วมมือกับ T&G ซึ่งเป็นผู้นำด้านเกษตรสมัยใหม่และการขนส่งกระจายสินค้าสด จะเป็นโอกาสในการนำประสบการณ์และองค์ความรู้จากบริษัทระดับโลกมาต่อยอดกับฐานการผลิตสินค้าเกษตรที่เข้มแข็งของไทย ยกระดับผลไม้ไทยทั้งด้านการผลิต การเก็บรักษา และการขนส่งผลิตภัณฑ์ที่ต้องการความสดใหม่ เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้สินค้าเกษตรคุณภาพสามารถวางขายได้ทั่วทุกมุมโลก และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรไทยในระยะยาว” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ บีโอไอสามารถให้การส่งเสริมการลงทุนครอบคลุมกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ทั้งกิจการศูนย์บริการโลจิสติกส์ กิจการคัดคุณภาพและเก็บรักษาผลิตผลและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร กิจการศูนย์กลางการค้าสินค้าเกษตร ตลอดจนกิจการวิจัยและพัฒนา เพื่อสนับสนุนการลงทุนและยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทย

นายกฯ ดึงยักษ์สวนสนุกนิวซีแลนด์ “Skyline” Skyline เล็งขยายลงทุนไทย หลังบีโอไอไฟเขียวสวนสนุกในกรุงเทพฯ ต่อยอดท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจยั่งยืน

นายกฯ หนุน “Skyline” ยักษ์สวนสนุกนิวซีแลนด์ ขยายลงทุนไทย ชูไทยฮับท่องเที่ยวโลก

บีโอไอเผยนายกรัฐมนตรีหารือ Skyline Enterprises บริษัทสวนสนุกและผู้พัฒนาเครื่องเล่นชื่อดังจากนิวซีแลนด์ ที่มีธุรกิจครอบคลุมหลายประเทศทั่วโลก หารือแผนขยายการลงทุนในประเทศไทยและต่อยอดสู่การวิจัยและพัฒนาชิ้นส่วนและอุปกรณ์สำหรับเครื่องเล่นรุ่นใหม่ ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก และกระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 นายกรัฐมนตรีและคณะได้พบหารือกับ Mr. Geoff McDonald ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
บริษัท Skyline Enterprises ณ เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ในโอกาสเดินทางเยือนนิวซีแลนด์ โดยได้หารือถึงแผนการลงทุนของบริษัทในประเทศไทย ซึ่งได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากบบีโอไอในกิจการสวนสนุกที่กรุงเทพมหานคร และนายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนให้ Skyline พิจารณาขยายการลงทุนในประเทศไทยเพิ่มเติมอีกในอนาคต เนื่องจากประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก มีพื้นที่ท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งพื้นที่ชายทะเล ภูเขา และเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ซึ่งสามารถรองรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมนันทนาการรูปแบบใหม่ ตลอดจนช่วยเพิ่มความหลากหลายของกิจกรรมและประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวในประเทศไทย นอกจากนี้ รัฐบาลยังพร้อมสนับสนุนให้บริษัทศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาชิ้นส่วนใหม่สำหรับอุปกรณ์เครื่องเล่น ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม และให้ความสำคัญอย่างสูงกับความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ

Skyline Enterprises เป็นบริษัทด้านการท่องเที่ยวชั้นนำของนิวซีแลนด์ ก่อตั้งขึ้นในปี 2509 มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนา ออกแบบ และบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวและเครื่องเล่น ซึ่งบริษัทเป็นผู้บุกเบิกและพัฒนาเครื่องเล่น และสวนสนุกจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักในระดับสากล เช่น กระเช้าลอยฟ้า (Gondola/SkyRide) ที่เมืองควีนส์ทาวน์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นกระเช้าลอยฟ้าที่มีความชันที่สุดในซีกโลกใต้ และเป็นต้นกำเนิดของเครื่องเล่น Luge (รถเลื่อนตามแรงโน้มถ่วง) ที่โด่งดังไปทั่วโลก ปัจจุบัน Skyline มีฐานการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศ ทั้งนิวซีแลนด์ แคนาดา เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และมาเลเซีย และอยู่ระหว่างการขยายธุรกิจในสหราชอาณาจักร สำหรับประเทศไทย Skyline เพิ่งได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในกิจการสวนสนุกตั้งที่กรุงเทพมหานครเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยบริษัทมองว่าไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับการขยายธุรกิจในเอเชีย

จากความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและฐานนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ และยังมีศักยภาพในการพัฒนาและขยายกิจการอีกมากในพื้นที่ต่าง ๆ

“การลงทุนของ Skyline ไม่เพียงเพิ่มกิจกรรมที่มีสีสันและประสบการณ์รูปแบบใหม่ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย แต่บริษัทยังสนใจและมีโอกาสต่อยอดไปสู่กิจกรรมที่ใช้ความรู้และเทคโนโลยีมากขึ้น โดยเฉพาะการวิจัยและพัฒนาด้านเครื่องเล่นใหม่ ๆ ที่เหมาะกับสภาพพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งหากเกิดขึ้นในประเทศไทย จะช่วยพัฒนาบุคลากรและสร้างองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ควบคู่ไปกับการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการของไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น” นายนฤตม์กล่าว

ปตท. ฉลองครบ 4 รอบ ก้าวสู่ปีที่ 48 ขับเคลื่อนพลังงานไทยแข็งแกร่ง พร้อมก้าวสู่อนาคตยั่งยืน เน้นเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม รวมใจพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจประเทศ

ปตท. ครบ 4 รอบ ก้าวสู่ปีที่ 48 จากรากฐานที่มั่นคง สู่อนาคตที่ยั่งยืน

ค่ำวานนี้ (18 สิงหาคม 2569) – บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) จัดงานขอบคุณผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เนื่องในวาระครบรอบ 48 ปี ของ ปตท. โดยได้รับเกียรติจาก นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมี นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ประธานกรรมการ ปตท. และ ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. พร้อมคณะผู้บริหารและพนักงาน ปตท. ร่วมต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทลแบงค็อก กรุงเทพฯ

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ กล่าวว่า นับตั้งแต่ยุคโชติช่วงชัชวาล (พ.ศ. 2521) ปตท. ร่วมขับเคลื่อนนโยบายของประเทศมาอย่างต่อเนื่องมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ บทบาทรัฐวิสาหกิจที่นำรายได้เข้ารัฐ ดูแลสังคม ช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยก้าวหน้ามาอย่างทุกวันนี้ ยิ่งปัจจุบัน ประเทศไทยและโลกกำลังเผชิญความท้าทายที่ไม่เคยประสบมาก่อน ทำให้ความมั่นคงทางพลังงานมีความสำคัญไม่น้อยกว่าความมั่นคงทางอาหาร สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ ปตท. ซึ่งเป็นองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ ต้องก้าวไปข้างหน้าและรองรับทุกสถานการณ์ให้ผ่านพ้นไปให้ได้ ในวันนี้ต้องขอบคุณ ปตท. และทุกภาคส่วนที่ร่วมกันทำให้ประเทศมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาศักยภาพสู่เวทีโลก เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศไทยต่อไป

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ เปิดเผยว่า 48 ปี แห่งการสร้างรากฐานที่มั่นคงและการก้าวต่อไปอย่างยั่งยืนของ ปตท. ได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน คู่ค้า พันธมิตรธุรกิจ องค์กรภาคีเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งระดับประเทศและระดับสากล รวมถึงประชาชนคนไทยทุกคนที่ร่วมสนับสนุน อีกทั้งที่ผ่านมา ปตท. มีผู้นำองค์กรที่ล้วนส่งต่อวิสัยทัศน์และนำองค์กรก้าวผ่านความท้าทายจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งการที่ผู้บริหาร และพนักงาน ทุ่มเทแรงกายแรงใจเป็นพลังสำคัญ ทำให้ ปตท. เติบโตแข็งแกร่ง สามารถทำหน้าที่สร้างความมั่นคงทางพลังงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ควบคู่การดูแลสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม และในปัจจุบันแม้จะมีความท้าทายรอบด้าน แต่ ปตท. พร้อมก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง กล่าวว่า การจัดงานในวันนี้ ภายใต้แนวคิด “จากรากฐานที่มั่นคง สู่อนาคตที่ยั่งยืน” แบ่งเป็น “4 อดีต 4 อนาคต” เพื่อแสดงความขอบคุณผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ที่ร่วมสนับสนุน ปตท. มาตลอดช่วงเวลา 48 ปี ทั้งการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน พัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมี รวมถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่อง สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างคุณค่าให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทย

ที่ผ่านมา ปตท. มุ่งมั่น “สร้างรากฐานที่มั่นคง” 4 ด้าน ด้วยการดำเนินงานที่เด่นชัด นับตั้งแต่ยุค “โชติช่วงชัชวาล” ที่มีบทบาทในการสำรวจ พัฒนา และนำก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยขึ้นมาใช้ประโยชน์ วางโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างครบวงจร รวมถึงการเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทย จากผู้ผลิต จัดหา และส่งมอบพลังงาน สู่การสร้างประสบการณ์การเดินทาง จนวันนี้สถานีบริการกลายเป็น “เพื่อนร่วมเดินทาง” ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคำนึงถึงสุขภาพคนไทย
นอกจากนั้น ปตท. มุ่งขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่กับการ “เคียงข้างสังคมไทย” ในทุกสถานการณ์ ทั้งโครงการด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการอยู่เคียงข้างคนไทยในยามวิกฤติต่าง ๆ ผ่านการบรรเทาค่าครองชีพด้านพลังงาน และ ส่งมอบความช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติและภัยพิบัติ

อีกทั้ง ปตท. ได้ร่วม “สร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต” ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ โดยปรับโครงสร้างธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ส่งผลให้ ปตท. มีฐานะการเงินเข้มแข็งขึ้น กลายเป็นหุ้นกลุ่มพลังงานที่ช่วยเพิ่มมูลค่าตลาดหลักทรัพย์ ก่อให้เกิดการพัฒนาตลาดทุนไทย ช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่น นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งตั้งแต่ปี 2544 – 2568 กลุ่ม ปตท. นำส่งรายได้คืนสู่ภาครัฐในรูปแบบเงินปันผลและภาษีเงินได้รวมกว่า 1.38 ล้านล้านบาท

จากอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันที่ ปตท. ดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน” พร้อมร่วมขับเคลื่อนประเทศภายใต้กลยุทธ์ที่บูรณาการความยั่งยืนเข้าสู่ทุกกระบวนการของการดำเนินธุรกิจ ถือเป็นทิศทางการดำเนินงานสู่ “อนาคตที่ยั่งยืน” 4 ด้าน คือมุ่งเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนผ่านด้านความยั่งยืน” ตามหลัก Energy Trilemma มั่นคง ยั่งยืน และเข้าถึงได้ด้วยการปรับพอร์ตโฟลิโอโดยในทางธุรกิจ ปตท. ไม่เพียงมุ่งเป้าสู่การเป็น Global LNG Player เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานในระดับภูมิภาคแต่ยังมุ่งเป็นแกนหลักของประเทศในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีการลดก๊าซเรือนกระจก อาทิ เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) การใช้ประโยชน์จาก Hydrogen การปลูกป่ามุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050

จากการมุ่งยกระดับศักยภาพสู่การเป็น “องค์กรแชมเปี้ยนของไทย” ที่ร่วมนำพาประเทศ และองค์กรพันธมิตรไทยเติบโตสู่ระดับสากลร่วมกันผ่านธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมและธุรกิจต่างประเทศอย่างครบวงจร ด้วยเครือข่ายสำนักงานการค้าระหว่างประเทศทั่วโลกทำให้ได้รับความเชื่อมั่นในฐานะองค์กรที่สร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจในระดับนานาชาติ ขณะเดียวกันยังคง “สร้างสังคมไทยให้แข็งแรงด้วยศักยภาพกลุ่ม ปตท.” พัฒนาชุมชน สังคม ด้วยองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสร้างโอกาสให้กับกลุ่มเปราะบางกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ในรูปแบบ Social Enterprise

นอกจากนี้ ปตท. “บูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับธุรกิจ” เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล AI และนวัตกรรมใหม่ ๆ เป็นการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันและสร้างการเติบโตระยะยาว รวมถึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่องเป็นการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน ส่งผลต่อการสร้างกำไรที่เพิ่มขึ้น และเกิดผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง สามารถรักษา Credit Rating ของกลุ่ม ปตท. สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและผู้ถือหุ้น ซึ่งพิสูจน์ได้จากช่วงที่ผ่านมาเกิดความท้าทายสถานการณ์วิกฤติสงครามตะวันออกกลาง ปตท. สามารถรักษาเสถียรภาพความมั่นคงทางพลังงาน สามารถจัดหาพลังงานให้คนไทยใช้ ไม่ขาดแคลน

อนึ่ง ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการการดำเนินงาน ปตท. ตลอด 48 ปีที่ผ่านมา และสื่อสารเรื่องราวผ่านการเปิดตัว เพลง “เจิดจรัสชัชวาล” รวมถึงจะทยอยเผยแพร่มิวสิกวิดีโอ ภาพยนตร์โฆษณา ภาพยนตร์สั้นและภาพยนตร์อินดี้ เพื่อเข้าถึงประชาชนและคนรุ่นใหม่ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้ อีกทั้งในงานมีการประมูลผลงานศิลปะจากโครงการศิลปกรรม ปตท. เพื่อนำรายได้สมทบทุนสภากาชาดไทย อีกด้วย

บางจากกรีนไมลส์ฉลอง 20 ปี ลดน้ำมันทุกชนิดลิตรละ 1 บาท วันที่ 20 ส.ค. นี้ จัดโปรพิเศษเติมน้ำมันคุ้มตลอดวัน 05.00–24.00 น. สมัครฟรีรับสิทธิ์ทันทีทั่วประเทศ มอบความคุ้มค่าสมาชิกอย่างต่อเนื่อง

ครบรอบ 20 ปี บางจากกรีนไมลส์ 20 สิงหาคม 2569 นี้ บางจากฯ จัดลดราคาน้ำมันทุกชนิดลิตรละ 1 บาท เวลา 05.00 น. ถึง 24.00 น.

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ฉลองครบรอบ 20 ปี บางจากกรีนไมลส์ Loyalty Program แรกของธุรกิจค้าปลีกน้ำมันในไทยที่อยู่เคียงข้างลูกค้ามาอย่างยาวนาน ด้วยโปรโมชันสุดพิเศษ มอบส่วนลดน้ำมันลิตรละ 1 บาท ไม่มีขั้นต่ำ เมื่อลูกค้าบางจากกรีนไมลส์เติมน้ำมันบางจากทุกชนิด ในวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 05.00 น. ถึง 24.00 น. หรือเวลาทำการของแต่ละสถานี ลูกค้าที่ยังไม่เป็นสมาชิกสมัครฟรีและรับสิทธิ์ทันทีได้ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากทั่วประเทศที่ร่วมรายการ

แคมเปญพิเศษดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งมอบความคุ้มค่าให้แก่ผู้ใช้รถ พร้อมร่วมฉลองครบรอบ 20 ปี บางจากกรีนไมลส์ โดยลูกค้าบางจากกรีนไมลส์สามารถรับส่วนลดลิตรละ 1 บาท ได้ทันทีเมื่อเติมน้ำมันบางจากคุณภาพสูงทุกชนิด โดยไม่กำหนดยอดเติมขั้นต่ำ โดยลดราคาลิตรละ 1 บาทเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันชนิดเดียวกันที่ประกาศปกติบนเว็บไซต์ของบริษัท บางจากฯ www.bangchak.co.th ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่ไม่หักส่วนลดจากรายการส่งเสริมการขายใด ๆ รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น และค่าขนส่งของน้ำมันชนิดเดียวกันสำหรับสถานีบริการน้ำมันบางจากแห่งนั้น ๆ เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ดูเพิ่มเติม www.bangchakmarketplace.com

ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา บางจากกรีนไมลส์ได้พัฒนาและต่อยอดสิทธิประโยชน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความคุ้มค่าและประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่สมาชิก พร้อมมุ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ผ่านการสะสมคะแนน แลกรับสิทธิประโยชน์ และกิจกรรมพิเศษมากมาย โดยแคมเปญลดราคาน้ำมันครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่จัดขึ้นเพื่อขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับบางจากกรีนไมลส์ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา

นอกจากความคุ้มค่าจากส่วนลดราคาน้ำมันแล้ว สมาชิกบางจากกรีนไมลส์จะยังคงได้รับสิทธิประโยชน์การสะสมคะแนนสมาชิกตามปกติ เช่นเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ทุก 1 ลิตร รับคะแนนบางจากกรีนไมลส์ 1 คะแนน เมื่อสะสมได้ 100 คะแนน สามารถนำไปแลกเป็นส่วนลดน้ำมัน ได้ 20 บาท ในครั้งถัดไป หรือ แลกซื้อเครื่องดื่มอินทนิล และน้ำมันหล่อลื่น FURiO ที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก และที่พิเศษไม่เหมือนใครคือ บางจากกรีนไมลส์มีสิทธิพิเศษ “ขึ้นเท่าไหร่ คืนเท่านั้น” เมื่อสมาชิกเติมน้ำมันในวันแรกที่ปรับขึ้นราคา จะได้รับคะแนนพิเศษเพิ่ม มูลค่าเท่ากับส่วนต่างราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น นอกจากนั้น บางจากกรีนไมลส์ยังมีการแบ่งกลุ่มสมาชิกตามประเภทและพฤติกรรมการเติมน้ำมัน และมอบสิทธิประโยชน์พิเศษเฉพาะกลุ่มที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้ตรงใจมากขึ้น

ดูรายละเอียดและสมัครสมาชิกบางจากกรีนไมลส์ฟรีพร้อมรับสิทธิพิเศษทันทีได้ที่ www.bangchakgreenmiles.com, แอปบางจาก, Facebook: Bangchak Member Club, Bangchak LINE Official [LINE: @bangchak] และ โทร. 1651 กด 4


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top