Saturday, 17 October 2026
ECONBIZ

ปตท.รุกตลาด LNG ลงนามสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว จับมือพันธมิตรเกาหลี-นอร์เวย์ เสริมขีดความสามารถบริหารจัดการพลังงาน ตั้งเป้าเป็น Global LNG Player ระดับโลก

กลุ่ม ปตท. รุกขยายธุรกิจ LNG สร้างการเติบโตในตลาดพลังงานโลก จับมือพันธมิตรระดับสากลในงาน Gastech 2026

กลุ่ม ปตท. เดินหน้ารุกตลาดพลังงานระดับโลก ลงนามสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และบรรลุข้อตกลงความร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจระดับสากลในงาน Gastech 2026 เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถและเพิ่มความยืดหยุ่นการจัดหาและบริหารจัดการพลังงานจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วโลก ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ ต่อยอดศักยภาพการแข่งขันในตลาดพลังงานระหว่างประเทศและสร้างการเติบโตในระยะยาว

การลงนามสัญญาครอบคลุมความร่วมมือกับพันธมิตรจากหลากหลายภูมิภาค เพื่อเร่งขยาย LNG Portfolio พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ ประกอบด้วย สัญญาซื้อขาย LNG ระยะยาวระหว่าง บริษัท ปตท.

ค้าสากล จำกัด (PTT International Trading Pte Ltd หรือ PTTT) กับ GS Energy Trading Singapore Pte. Ltd. (GSETS) บริษัทพลังงานชั้นนำจากสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งนับเป็นสัญญาที่ PTTT ขาย LNG ระยะยาวฉบับแรกกับ GSETS โดยมี ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) Mr. Yongsoo Huh, Vice Chairman and Chief Executive Officer, GS Energy Corporation พร้อมด้วย นายประสงค์ อินทรหนองไผ่ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย นายจตุรงค์ วรวิทย์สุรวัฒนา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ และผู้บริหารกลุ่ม ปตท. ร่วมเป็นสักขีพยาน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการค้าขาย LNG ของประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลี พร้อมบุกตลาดหลักในภูมิภาคเอเชียเหนือ รวมถึง PTTT มีการลงนามในข้อตกลงความร่วมมือกับ Korea East-West Power Co., Ltd. (EWP) เพื่อแสวงหาโอกาสทางความร่วมมือในธุรกิจ LNG ครอบคลุมการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การร่วมลงทุนในธุรกิจต้นน้ำ และอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจของทั้งสองฝ่ายในอนาคต

นอกจากนี้ PTTT ยังได้ลงนามสัญญาซื้อขาย LNG ระยะยาวกับ Equinor ASA (Equinor) บริษัทพลังงานชั้นนำจากราชอาณาจักรนอร์เวย์อีกด้วย นับเป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่สะท้อนศักยภาพกลุ่ม ปตท. ในการเชื่อมโยงแหล่งพลังงานจากทั่วโลกและการแสวงหาโอกาสความร่วมมือผ่านเครือข่ายพันธมิตรและธุรกิจการค้าระหว่างประเทศที่เข้มแข็ง ตลอดจนความสามารถในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน LNG อย่างครบวงจร สนับสนุนเป้าหมายของกลุ่ม ปตท. ในการมุ่งสู่การเป็น Global LNG Player เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับสากล

EGCO Group ขยายพอร์ตพลังงานสหรัฐฯ!! ซื้อหุ้น 45% โรงไฟฟ้า Astoria Energy II กำลังผลิต 615 MW ใจกลางนิวยอร์ก เน้น Asset Recycling หมุนเงินสด รับอานิสงส์ตลาด AI & Data Center

EGCO Group เน้นพลังกลยุทธ์ Asset Recycling ต่อเนื่อง ลุยขยายฐานสหรัฐฯ เข้าซื้อหุ้น 45% โรงไฟฟ้าก๊าซ CCGT “Astoria Energy II” ขนาด 615 MW ใจกลางนครนิวยอร์ก

โชว์วินัยการจัดสรรเงินทุน หมุนเวียนเงินสดเข้าสินทรัพย์คุณภาพสูง รับรู้กระแสเงินสดทันที รับอานิสงส์ Data Center & AI ตลาดสหรัฐฯ

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group ตอกย้ำความสำเร็จของการขับเคลื่อนกลยุทธ์ “POWER4” และความเชี่ยวชาญด้าน Asset Recycling ประกาศเข้าซื้อหุ้นทางอ้อม 45.0549% ในโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมก๊าซธรรมชาติ Astoria Energy II (AE II) กำลังผลิต 615 เมกะวัตต์ ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ผ่านบริษัทย่อย EGCO New York, LLC สะท้อนขีดความสามารถในการจัดสรรเงินทุนเชิงรุก นำเงินสดจากการหมุนเวียนสินทรัพย์เข้าลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานระดับพรีเมียม (High-Quality Core Asset) ที่มีสัญญา Tolling Agreement ระยะยาวกับองค์กรไฟฟ้าสาธารณะแห่งรัฐนิวยอร์ก (NYPA) การันตีการรับรู้กระแสเงินสดที่มั่นคงทันที เสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตการลงทุนในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นฐานการเติบโตอันดับ 2 ของบริษัท

นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group เปิดเผยด้วยความเชื่อมั่นว่า “การเข้าลงทุนในโรงไฟฟ้า Astoria Energy II (AE II) ครั้งนี้ คือแนวทางที่ชัดเจนของการดำเนินกลยุทธ์ Asset Recycling หรือการหมุนเวียนสินทรัพย์อย่างมีวินัยเชิงยุทธศาสตร์ของ EGCO Group เรานำเงินทุนและสภาพคล่องจากการรีไซเคิล สินทรัพย์ที่เติบโตเต็มที่แล้ว มาหมุนเวียนต่อยอดเข้าสู่สินทรัพย์คุณภาพสูงที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วทันที เพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น และยกระดับเสถียรภาพด้านกระแสเงินสดของบริษัทให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น”

“EGCO New York, LLC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ EGCO ถือหุ้นทั้งหมด ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นกับ Gulf Pacific Power, LLC (GPP) กองทุน Private Equity ซึ่งบริหารโดย Harbert Power หน่วยงานด้านการลงทุนในธุรกิจพลังงานของ Harbert Management Corporation เพื่อเข้าถือหุ้นทางอ้อมในสัดส่วน 45.0549% ใน Astoria Energy II LLC (AE II) เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ซึ่งการลงทุนครั้งนี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์การสร้างมูลค่าเพิ่มทันทีให้กับผู้ถือหุ้น แต่ยังเป็นการปักหมุดสินทรัพย์ระดับยุทธศาสตร์ในตลาดพลังงานที่มีความต้องการสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก” นายธวัชชัย กล่าว

เจาะ 3 ไฮไลท์ยุทธศาสตร์: AE II สินทรัพย์พรีเมียมใจกลางนครนิวยอร์ก
โรงไฟฟ้า AE II เป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ (CCGT) กำลังผลิต 615 เมกะวัตต์ เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เมื่อปี 2554 โดยมีจุดแข็งเชิงกลยุทธ์ทางการเงินและการดำเนินงาน 3 ประการ ได้แก่
1) ทำเลทองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Location): ตั้งอยู่ในเขตควีนส์ (Queens) ห่างจากสนามบิน ลาการ์เดียไม่ถึง 2 ไมล์ ซึ่งเป็นพื้นที่ใจกลางศูนย์กลางการใช้ไฟฟ้า Zone J ของ New York Independent System Operator (NYISO) ที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่สูง
2) รายได้ไร้ความเสี่ยงด้านราคาด้วย Tolling Agreement กับ NYPA: จำหน่ายไฟฟ้าและบริการเสริมระบบภายใต้สัญญาจ้างผลิตไฟฟ้าระยะยาวกับ New York Power Authority (NYPA) ซึ่งเป็นองค์กรไฟฟ้าสาธารณะของรัฐที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ทำให้ EGCO Group รับรู้รายได้และกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ แน่นหนา ไม่ผันผวนตามราคาเชื้อเพลิง
3) โรงไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงรองรับ Transition & AI Demand: เป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้า CCGT ที่ใหม่และมีประสิทธิภาพสูงสุดใน Zone J นิวยอร์ก พร้อมทำหน้าที่เป็นโรงไฟฟ้าฐานที่สร้างความยืดหยุ่นให้แก่ระบบไฟฟ้า

ต่อยอด New S-Curve ในสหรัฐฯ สู่การเติบโตระดับ Gold Standard
นายธวัชชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า “สหรัฐอเมริกาคือตลาดหลักยุทธศาสตร์อันดับ 2 ของ EGCO Group การเข้าถือหุ้นใน AE II ครั้งนี้ เมื่อผนึกรวมกับพอร์ตสินทรัพย์ที่เรามีอยู่แล้ว ทั้งโรงไฟฟ้า Linden Cogen, Compass Portfolio และ กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน Apex Clean Energy และ Pinnacle II จะทำให้ EGCO Group มีตำแหน่งทางธุรกิจที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง ในการรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตก้าวกระโดดจากเทคโนโลยี AI และ Data Center รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในสหรัฐฯ

สิ่งนี้ยืนยันถึง “พลังและศักยภาพการบริหารงาน” ของทีมผู้บริหาร EGCO Group ที่พร้อมสร้างการเติบโตอย่างยืดหยุ่น ยึดมั่นในวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด เพื่อมอบผลตอบแทนและสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนในระยะยาว”

คาร์กิลล์ ขยายธุรกิจสัตว์ปีกไทย!! ทุ่ม 2,000 ล้านบาท เสริมกำลังผลิต ติดตั้งเทคโนโลยี AI ยกระดับคุณภาพ ตั้งเป้าส่งออกเพิ่ม 25,000 ล้านบาท สร้างงานใหม่กว่า 300 ตำแหน่งปี 2571

คาร์กิลล์ทุ่มทุน 2 พันล้านบาท ขยายธุรกิจสัตว์ปีกแปรรูปในประเทศไทย รองรับความต้องการโปรตีนทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น

• การลงทุนครอบคลุมการขยายกำลังการผลิตและศักยภาพในการจัดเก็บธัญพืช เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน รองรับความต้องการของลูกค้าทั่วโลก
• คาดสร้างมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกให้ประเทศไทยรวม 25,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมสร้างงานกว่า 300 ตำแหน่งภายในปี 2571

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – 16 กันยายน 2569 – ท่ามกลางความต้องการบริโภคโปรตีนคุณภาพสูงที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั่วโลก คาร์กิลล์ได้ตัดสินใจลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท (60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อขยายธุรกิจสัตว์ปีกในประเทศไทย ตอกย้ำบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางการผลิตผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกปรุงสุกชั้นนำระดับโลก การลงทุนครั้งนี้ครอบคลุมการเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพการดำเนินงานทั่วทั้งเครือข่ายธุรกิจสัตว์ปีกของคาร์กิลล์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน ยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัย คุณภาพอาหาร และนวัตกรรม เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในกลุ่มธุรกิจบริการอาหารและค้าปลีกทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น "Food Hub for the World" หรือ "ศูนย์กลางอาหารของโลก"

หนึ่งในโครงการสำคัญภายใต้การลงทุนครั้งนี้คือ การนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในกระบวนการผลิตและการบริหารต้นทุน ควบคู่กับการขยายกำลังการผลิต ผ่านการติดตั้งสายการผลิตไก่ปรุงสุกระบบอัตโนมัติสายใหม่ ณ โรงงานอาหารสำเร็จรูปของคาร์กิลล์ จังหวัดสระบุรี ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2571 ตลอดระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า บริษัทจะเดินหน้ายกระดับเทคโนโลยีครั้งสำคัญ ด้วยการติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ทันสมัย พร้อมผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับการประมวลผลข้อมูล เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจที่รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การยกระดับเทคโนโลยีดังกล่าวยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการคุณภาพและความปลอดภัยด้านอาหารที่เข้มงวดของบริษัทเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ปัจจุบัน บริษัทส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกปรุงสุกจากประเทศไทยไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก อาทิญี่ปุ่น ยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ โดยภายหลังการขยายกำลังการผลิต คาดว่าปริมาณการผลิตและส่งออกทั้งหมดของคาร์กิลล์ จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 160,000 เมตริกตันต่อปี สร้างมูลค่าการส่งออกรวมให้แก่ประเทศไทยประมาณ 25,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมสร้างงานให้แก่ชุมชนในท้องถิ่นมากกว่า 300 ตำแหน่ง

นอกจากนี้ คาร์กิลล์ ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างไซโลจัดเก็บธัญพืชแห่งใหม่ขนาด 30,000 เมตริกตัน ในจังหวัดนครราชสีมาซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับโรงงานผลิตอาหารสัตว์ของบริษัท เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพในการจัดเก็บวัตถุดิบ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ และเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาธัญพืชตลอดทั้งปี โดยโครงการดังกล่าวได้เริ่มก่อสร้างเมื่อต้นปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569

นายวัชรพล ประสพเกียรติโภคา รองประธานและกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจสัตว์ปีก ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คาร์กิลล์ กล่าวว่า “ความต้องการโปรตีนคุณภาพสูงยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดทั่วโลก ขณะที่ลูกค้าต่างมองหาพันธมิตรทางธุรกิจที่มีนวัตกรรมที่น่าเชื่อถือและสามารถสนับสนุนการเติบโตได้อย่างมั่นใจ การลงทุนครั้งนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพของเราในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานสม่ำเสมอตามที่ลูกค้าต้องการด้วยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และบุคลากร เราไม่เพียงแค่ตอบสนองความต้องการโปรตีนคุณภาพสูงของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น แต่ยังมุ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาวให้กับประเทศไทย ตลอดจนเกษตรกร ภาคธุรกิจ ซัพพลายเออร์ และชุมชนท้องถิ่นอีกด้วย”

การลงทุนในธุรกิจสัตว์ปีกของคาร์กิลล์ในประเทศไทยครั้งนี้ ช่วยตอกย้ำบทบาทสำคัญของประเทศไทยในฐานะ หนึ่งในฐานการผลิตระดับโลกสำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกคุณภาพสูงและผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกมูลค่าเพิ่มสู่ตลาดสากล พร้อมตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มธุรกิจบริการอาหาร ร้านค้าปลีก และร้านสะดวกซื้อ ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียและยุโรป

นอกเหนือจากการเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของประเทศไทยแล้ว การขยายธุรกิจครั้งนี้คาดว่าจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในวงกว้างต่อประเทศไทย โดยจะช่วยส่งเสริมการจัดซื้อวัตถุดิบและบริการภายในประเทศ ทั้งวัตถุดิบอาหารสัตว์ ธัญพืช เครื่องปรุง และบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนส่งเสริมการสร้างงาน สร้างอาชีพ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมอาหาร ภาคการผลิต สัตวแพทยศาสตร์ และสาขาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อวางรากฐานสู่ความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทยในระยะยาว

‘วราวุธ’ ดันเงินลงทุนโซลาร์หมุนในไทย!! รัฐหนุนติดตั้ง 1.5 ล้านครัวเรือน สมอ.คุมมาตรฐานทุกอุปกรณ์ ดันซัพพลายเชนในประเทศ สร้างงานเอสเอ็มอีและจ้างงานไทย

“วราวุธ” พาอุตสาหกรรมหนุนโครงการรัฐ โซลาร์ รูฟท็อป 1.5 ล้านครัวเรือน สั่ง สมอ. คุมมาตรฐานทั้งระบบ ชู ซัพพลายเชน ดัน การผลิตเอสเอ็มอี-จ้างงานคนไทย

วันที่ 15 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า โครงการติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือโซลาร์ รูฟท็อป (Solar Rooftop) 1.5 ล้านครัวเรือน รัฐอุดหนุนรายละ 5 หมื่นบาท คาดว่าจะให้ลงทะเบียนกลางเดือนตุลาคมนี้ หรือที่เรียกว่า โครงการสนับสนุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ในภาคประชาชน ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ช่วยลดภาระค่าไฟของประชาชน ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมมองมากกว่าการติดตั้งแผงโซลาร์ โดยต้องทำให้ระบบที่ประชาชนลงทุนติดตั้งมีมาตรฐานและความปลอดภัย พร้อมใช้ความต้องการจำนวนมหาศาลจากโครงการดังกล่าวเป็นโอกาสสร้างประโยชน์ให้กับอุตสาหกรรมไทย

“ผมได้ให้ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เร่งดูแลมาตรฐานตั้งแต่แผง อินเวอร์เตอร์ สายไฟ แบตเตอรี่ เครื่องตัดวงจร ฟิวส์ ไปจนถึงขั้วต่อและอุปกรณ์ควบคุม เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าเงินที่ลงทุนไปจะได้ระบบที่มีคุณภาพและปลอดภัย” นายวราวุธกล่าว

สำหรับมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับระบบ Solar Rooftop ครอบคลุมตั้งแต่แผงเซลล์แสงอาทิตย์ตาม มอก.61730 เล่ม 2-2567 เครื่องตัดวงจรสำหรับไฟฟ้ากระแสตรง มอก.60947 เล่ม 2-2569 ฟิวส์สำหรับระบบพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ มอก.60269 เล่ม 6-2567 สายไฟฟ้าสำหรับระบบเซลล์แสงอาทิตย์ มอก.62930-2564 แบตเตอรี่ลิเทียมสำหรับระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า มอก.63056-2567 และอินเวอร์เตอร์ มอก.2603 เล่ม 2-2556 รวมถึงขั้วต่อสายไฟ DC และตู้รวมสายไฟเซลล์แสงอาทิตย์

นายวราวุธ กล่าวว่า อีกด้านหนึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมต้องการใช้ตลาดจากโครงการ 1.5 ล้านครัวเรือน มาสร้างซัพพลาย เชน หรือห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ตั้งแต่การประกอบแผง โครงแผง กระจก สายไฟ กล่องเชื่อมต่อ โครงสร้างติดตั้ง ตู้ไฟ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เงินลงทุนหมุนเวียนในประเทศ เกิดการผลิตและการจ้างงาน รวมถึงสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย และเป้าหมายของกระทรวงอุตสาหกรรมต้องการเห็นว่าโซลาร์รูฟที่อยู่บนหลังคาบ้านคนไทยมีมาตรฐาน ปลอดภัย และสร้างงานสร้างอุตสาหกรรมให้ประเทศไทยด้วย

‘จุลพันธ์’ จูงใจนายจ้างลดเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน!! ปรับลดเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนนายจ้าง ลดภาระรายย่อยกว่า 3.4 แสนแห่ง คาดช่วยประหยัด 1,700 ล้านบาทต่อปี คงสิทธิประโยชน์ลูกจ้างครบถ้วน

“จุลพันธ์” จูงใจนายจ้างลดเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน ช่วยลดเงินสมทบนายจ้างประมาณ 3.4 แสนแห่ง คาดลดเงินสมทบปีละ 1,700 ล้านบาท มีผลวันที่ 1 มกราคม 2570

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานมีความห่วงใยและตระหนักถึงภาระของนายจ้างและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ จึงเห็นชอบให้ออกประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง ประเภท ขนาดของกิจการ ท้องที่ที่ให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบ อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ (ฉบับที่ 2) เพื่อปรับลดภาระการจ่ายเงินสมทบ กองทุนเงินทดแทน โดยยังคงไว้ซึ่งสิทธิประโยชน์และการคุ้มครองลูกจ้างอย่างครบถ้วน

นายจุลพันธ์ รมว.แรงงาน กล่าวว่า กองทุนเงินทดแทน เป็นกองทุนที่นายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินสมทบเพียงฝ่ายเดียว เพื่อเป็นหลักประกันให้แก่ลูกจ้างเมื่อประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ สูญเสียอวัยวะ หรือเสียชีวิตเนื่องจากการทำงาน การปรับปรุงอัตราเงินสมทบในครั้งนี้จึงมุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการลดภาระของนายจ้างกับการรักษาความมั่นคงของกองทุนในระยะยาว เพื่อให้กองทุนสามารถดูแลและเยียวยาลูกจ้างได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับสาระสำคัญของการปรับปรุง สำนักงานประกันสังคม ได้ปรับ
อัตราเงินสมทบหลักให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่แท้จริง โดยมีกลุ่มกิจการที่สามารถปรับลดอัตราเงินสมทบหลัก 452 รหัสกิจการ จากทั้งหมด 1,091 รหัสกิจการ พร้อมทั้งปรับปรุงวิธีการคำนวณอัตราค่าประสบการณ์ โดยเพิ่มส่วนลดสูงสุดจากเดิม ร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 70 การปรับส่วนลดดังกล่าวจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้นายจ้างและสถานประกอบการให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานมากยิ่งขึ้น โดยสถานประกอบการที่มีสถิติการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงานต่ำ มีโอกาสได้รับส่วนลดเงินสมทบเพิ่มขึ้นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งนี้จากการประเมินคาดว่าจะมีสถานประกอบการ 344,521 แห่ง หรือประมาณ 75 % ของนายจ้างทั้งหมด ได้รับการปรับลดเงินสมทบ คิดเป็นเงินสมทบที่ลดลงประมาณ 1,700 ล้านบาทต่อปี และที่สำคัญ ไม่มีนายจ้างรายใดต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้น จากการปรับปรุงอัตราเงินสมทบและวิธีการคำนวณอัตราค่าประสบการณ์ในครั้งนี้

ด้าน นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า การปรับปรุงอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการสำคัญในการช่วยลดต้นทุนและบรรเทาภาระของนายจ้าง โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย ขณะเดียวกันยังเป็นการส่งเสริมให้สถานประกอบการตระหนักถึงความสำคัญของการจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยจากการทำงาน

“กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการดูแลนายจ้างและการคุ้มครองลูกจ้าง การปรับลดเงินสมทบครั้งนี้ไม่ได้ลดทอนสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างแต่อย่างใด แต่เป็นการบริหารจัดการกองทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ พร้อมสร้างแรงจูงใจด้านความปลอดภัยในการทำงาน และรักษาเสถียรภาพของกองทุนเงินทดแทนให้มีความมั่นคง สามารถเป็นหลักประกันและที่พึ่งของพี่น้องแรงงานได้อย่างยั่งยืน” นางสาวกาญจนา กล่าว

กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม ยืนยันเดินหน้าบริหารจัดการ กองทุนเงินทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์ของทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อให้กองทุนมีเสถียรภาพ สามารถรองรับการดูแลลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงานได้อย่างมั่นคง พร้อมเติบโตไปกับภาคธุรกิจและระบบแรงงานไทยอย่างยั่งยืน

“อุ่นใจ มีจริงกับกองทุนเงินทดแทน ที่พร้อมดูแลลูกจ้างในยามเจ็บป่วยจากการทำงาน”
ศูนย์สารนิเทศ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน

เติมน้ำมัน พีทีที สเตชั่น 500 บาท รับมังคุดใต้ฟรี!! ฟรีมังคุดใต้ 100,000 กิโลกรัม โครงการพื้นที่ปันสุขเพื่อชุมชน เติมน้ำมัน 500 บาท รับทันที ช่วยเกษตรกรผลผลิตล้นตลาด

พีทีที สเตชั่น แจกฟรี มังคุดใต้กว่า 100,000 กิโลกรัม ผ่านโครงการ “พื้นที่ปันสุขเพื่อชุมชน”
เมื่อเติมน้ำมัน 500 บาท ระหว่างวันที่ 11-13 กันยายน 69 เฉพาะสถานีฯ ใน 4 จังหวัด
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน พร้อมด้วย นายเอกชัย ตั้งเสงี่ยมวิสัย
ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์และการตลาดค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ร่วมสานต่อโครงการ “พื้นที่ปันสุขเพื่อชุมชน เติมเต็มรอยยิ้มให้เกษตรกรไทย เติมน้ำมันรับฟรี มังคุด” ณ พีทีที สเตชั่น ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ รวมกว่า 360 สถานี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไทยในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด พร้อมส่งต่อผลไม้คุณภาพจากแหล่งผลิตโดยตรงสู่มือผู้บริโภค โดย

พีทีที สเตชั่น ได้รับซื้อมังคุดจากเกษตรกรผู้ปลูกมังคุดภาคใต้ เพื่อส่งมอบเป็นของขวัญแทนคำขอบคุณให้กับลูกค้าที่เติมน้ำมันครบ 500 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ รับฟรีมังคุด 1 ถุง (จำกัด 1 ถุง/ใบเสร็จ) โดยรวมแล้วมีการจัดสรรผลผลิตกว่า 100,000 กิโลกรัม เพื่อกระจายให้กับลูกค้าในสถานีบริการที่ร่วมรายการ ระหว่างวันที่ 11 – 13 กันยายน 2569 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด

นายเอกชัย เปิดเผยว่า กิจกรรมนี้เป็นส่วนช่วยให้เกษตรกรได้จำหน่ายมังคุดในราคาที่เหมาะสมในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด ซึ่งเป็นหนึ่งในความตั้งใจของ พีทีที สเตชั่น ที่จะสนับสนุนเกษตรกรไทยให้สามารถระบายผลผลิตได้อย่างเหมาะสม และช่วยลดผลกระทบจากภาวะราคาตกต่ำ ขณะเดียวกันก็ส่งต่อความสุขเล็ก ๆ ให้กับผู้ใช้บริการ พีทีที สเตชั่น ผ่านผลไม้ไทยสดใหม่ที่มากด้วยคุณภาพและรสชาติ โดย OR รับซื้อมังคุดจากเกษตรกร รวมกว่า 100,000 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 2,000,000 บาท เพื่อนำมากระจายสู่ผู้ใช้บริการ พีทีที สเตชั่น ที่ร่วมรายการ ซึ่งกิจกรรมนี้ไม่เพียงเป็นการแบ่งเบาภาระของพี่น้องเกษตรกร แต่ยังตอกย้ำว่า พีทีที สเตชั่น เป็นศูนย์กลางของชุมชนตามแนวคิด Living Community ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและเกษตรกรสามารถเข้าถึงตลาด และส่งต่อผลผลิตคุณภาพสู่ผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง สอดคล้องกับแนวคิดการดำเนินธุรกิจของ OR ด้านความยั่งยืน “OR เติมโอกาส ดีดีดี” ในมิติ “ชุมชนดี” เติมเต็มรอยยิ้มให้ชุมชน ส่งต่อความสุขให้กับผู้คนที่มาใช้บริการ สนับสนุนและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าเป็นศูนย์รวมพลังของชุมชน เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่เติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคง

บางจากฯ ช่วยเกษตรกร!! ร่วมมือกรมค้าภายในพยุงราคาผลไม้ สมาชิกเติมน้ำมันรับฟรีมังคุดสด ตั้งแต่ 11–13 ก.ย. 69 ที่กรุงเทพฯ ต่อยอดแบรนด์พลังงานสีเขียวทั่วประเทศ

บางจากฯ ร่วมช่วยเกษตรกร สมาชิกบางจากกรีนไมลส์เติมน้ำมันทุกชนิด รับฟรีมังคุดสดจากสวน
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมังคุดกระจายผลผลิตที่กำลังออกสู่ตลาดตามฤดูกาลพร้อมกันจำนวนมาก ด้วยการรับซื้อมังคุดมาสมนาคุณลูกค้า โดยสมาชิกบางจากกรีนไมลส์ เติมน้ำมันชนิดใดก็ได้ตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป รับฟรีมังคุดสดจากสวน 1 ถุง (ประมาณครึ่งกิโลกรัม) ตั้งแต่วันที่ 11 – 13 กันยายน 2569 หรือจนกว่าของจะหมด ณ สถานีบริการน้ำมันบางจากในเขตกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ที่ร่วมรายการ ดูรายละเอียดได้ที่ www.bangchakmarketplace.com

บางจากฯ ได้ร่วมช่วยเหลือกลุ่มชุมชนเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่องด้วยการคัดสรรผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลผลิตทางการเกษตร เช่น ลูกหยีกวน สับปะรดอบแห้ง ลูกไหนอบแห้ง เป็นต้น มาเป็นของสมนาคุณลูกค้า และร่วมมือกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ รับซื้อผลผลิตที่ออกมาพร้อมกันจำนวนมากตามฤดูกาล เพื่อร่วมดูดซับผลผลิตและพยุงราคา เช่น ส้ม มะนาว ไข่ไก่ มังคุด สับปะรด ลำไย กระเทียม หอมแดง มะม่วง เป็นต้น นำมาเป็นของสมนาคุณลูกค้าผู้ใช้น้ำมัน ช่วยรองรับผลผลิต สร้างงานสร้างรายได้ให้ชุมชนเกษตรกร

บางจากฯ ดำเนินงานไปพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม ด้วยแนวคิด Greenovative Destination ของสถานีบริการน้ำมันบางจากที่มีเป้าหมายให้ผู้บริโภคได้รับพลังงานคุณภาพสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีธุรกิจเสริมต่างๆ หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน ตลอดจนเป็นจุดหมายของการแบ่งปันและสร้างสรรค์สังคมไทยที่น่าอยู่

บอร์ด EV เปิดเกมใหม่!! 'เอกนิติ' นำประชุมบอร์ดยานยนต์ไฟฟ้า 'วราวุธ' ร่วม หนุนไทยฐานผลิตยานยนต์ ปรับ EV3/EV3.5 รับเทคโนโลยีและตลาด เร่งลงทุน ส่งออก เพิ่ม Local Content ภายในประเทศ

“เอกนิติ” เรียกประชุมบอร์ด EV นัดแรก “วราวุธ” ร่วม เร่งเครื่องยานยนต์ไทยสู่ฐานผลิตแห่งอนาคต ดัน Local Content–ลงทุน–ส่งออก พร้อมปรับมาตรการ EV3/EV3.5 รับการเปลี่ยนผ่าน

วันที่ 10 กันยายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (EV Board) โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน พร้อมด้วย นายภาสกร ชัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม นายเกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ ตลอดจนผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ กระทรวงการคลัง

การประชุมครั้งนี้มุ่งกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้สอดรับกับเทคโนโลยีและแนวโน้มยานยนต์แห่งอนาคต โดยให้ความสำคัญควบคู่กันทั้ง การต่อยอดความแข็งแกร่งของฐานการผลิตเดิม และการสร้างขีดความสามารถรองรับเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์แห่งอนาคตที่ครบวงจร

ที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าของมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าและการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง ทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถโดยสาร รถเพื่อการพาณิชย์ แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนสำคัญ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีอัดประจุและสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ พร้อมพิจารณาแนวทางสนับสนุนเทคโนโลยี HEV/MHEV ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ตลอดจนการเพิ่มสัดส่วน Local Content และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์สมัยใหม่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานภายในประเทศ

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมให้ความสำคัญกับการพัฒนา ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) อย่างครบวงจร ทั้งการขยายโครงสร้างพื้นฐานและระบบข้อมูลด้านการอัดประจุ การยกระดับมาตรฐานแบตเตอรี่ เครื่องอัดประจุ และความปลอดภัย รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วและซากยานยนต์ ตั้งแต่การรวบรวม การถอดแยก การนำกลับมาใช้ประโยชน์ และการรีไซเคิล ตลอดจนการพัฒนากลไกความรับผิดชอบของผู้ผลิตตามหลัก Extended Producer Responsibility (EPR) เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนและยกระดับขีดความสามารถด้านการรีไซเคิลภายในประเทศ

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้นำข้อเสนอจากภาคเอกชนมาประกอบการกำหนดทิศทางนโยบาย โดยครอบคลุมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน มาตรฐานและการทดสอบ มาตรการภาษีและสิทธิประโยชน์ การส่งเสริม Local Content และ Common Parts การสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ การยกระดับผู้ประกอบการไทย การรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์เกิดขึ้นอย่างสมดุล ทั้งในกลุ่มผู้ผลิตเดิม นักลงทุนรายใหม่ และผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ

ในด้านมาตรการภาครัฐ ที่ประชุมได้หารือแนวทาง ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตให้สอดคล้องกับการลงทุน การผลิต การส่งออก และการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ รวมถึงการเตรียมมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่าน และการปรับแนวทางการดำเนินมาตรการ EV3 และ EV3.5 ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และทิศทางอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนและการผลิตในประเทศอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการขับเคลื่อนในระยะต่อไป จะดำเนินการผ่านคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ คณะอนุกรรมการด้านการผลิตยานยนต์สมัยใหม่และชิ้นส่วน ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน และ คณะอนุกรรมการด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน เพื่อบูรณาการการดำเนินงานด้านการผลิต การลงทุน ตลาด มาตรฐาน กฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบข้อมูล ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

เอกนิติ - บีโอไอ ดันธุรกิจไทยเข้าสู่ Smart Manufacturing อัดฉีดกว่า 4,800 ล้าน เสริมแกร่งผู้ประกอบการไทย พัฒนาบุคลากรกว่า 7.6 หมื่นคน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเทคโนโลยีใหม่

บีโอไอ อัดฉีดกว่า 4,800 ล้านบาท
เสริมแกร่งธุรกิจไทย - ปั้นบุคลากรทักษะสูงกว่า 7.6 หมื่นคน

“เอกนิติ – บีโอไอ” เดินหน้าหนุนอัปเกรดผู้ประกอบการไทยและเร่งพัฒนากำลังคนทักษะสูง ไฟเขียวมาตรการ Business Transformation และ Skill Bridge รอบใหม่ 55 โครงการ รวมที่อนุมัติก่อนหน้านี้เป็นทั้งหมด 108 โครงการ วงเงินสนับสนุนรวมกว่า 4,800 ล้านบาท มุ่งยกระดับธุรกิจไทยด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ วิจัยและพัฒนา ระบบอัตโนมัติและ AI พร้อมพัฒนาบุคลากรกว่า 76,000 คน รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ที่ประชุมคณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจา ภายใต้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบให้การส่งเสริมโครงการภายใต้มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (Business Transformation) จำนวน 48 โครงการ และมาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Skill Bridge) จำนวน 7 โครงการ รวม 55 โครงการ หากรวมโครงการที่อนุมัติไปก่อนหน้านี้ 53 โครงการ จะเป็นทั้งหมด 108 โครงการ วงเงินสนับสนุนรวมกว่า 4,800 ล้านบาท โดยมุ่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย ควบคู่กับการเตรียมกำลังคนทักษะสูงให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต

สำหรับ มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (Business Transformation) ครอบคลุมการวิจัยและพัฒนา การเพิ่มประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ การใช้ระบบอัตโนมัติ เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่และอุตสาหกรรมสีเขียว ที่ประชุมวันนี้ได้อนุมัติส่งเสริมเพิ่มเติม 48 โครงการ เงินลงทุนรวม 3,540 ล้านบาท โดยจะได้รับวงเงินสนับสนุน 1,663 ล้านบาท เมื่อรวมกับการอนุมัติก่อนหน้านี้ ทำให้มีโครงการที่ได้รับการส่งเสริมแล้วรวม 66 โครงการ เงินลงทุนรวม 5,806 ล้านบาท โดยมีวงเงินสนับสนุนรวม 2,796 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมการเกษตร แปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมชีวภาพ อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์

การสนับสนุนทั้ง 66 โครงการ คาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ของผู้ประกอบการประมาณ 3,900 ล้านบาทต่อปี และเพิ่มการจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และบริการในประเทศกว่า 7,100 ล้านบาทต่อปี พร้อมสร้างงานทั้งระดับปฏิบัติการและระดับทักษะสูงประมาณ 1,500 ตำแหน่ง โดยเฉพาะวิศวกรด้าน AI ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ วิศวกรรมขั้นสูง และการวิจัยและพัฒนา ช่วยส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับบุคลากรไทยสู่การผลิตขั้นสูงและการผลิตอัจฉริยะ ตลอดจนขยายองค์ความรู้ไปยังผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานในไทยอีกกว่า 3,800 ราย

“การแข่งขันในตลาดโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากเทคโนโลยีใหม่ ต้นทุนการผลิต และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการไทยจึงต้องเร่งปรับตัวเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันมาตรการ Business Transformation เป็นกลไกทางการเงินที่เข้ามาเสริมมาตรการส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบเดิม เพื่อเร่งผู้ประกอบการไทยให้สามารถลงทุนปรับปรุงเครื่องจักร นำระบบอัตโนมัติ AI และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ได้เร็วขึ้น รวมถึงการทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย” นายนฤตม์ กล่าว

สำหรับ มาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Skill Bridge) ที่ประชุมได้อนุมัติส่งเสริมบริษัท สถาบันการศึกษา และสถาบันฝึกอบรมเพิ่มเติม 7 โครงการ วงเงินสนับสนุนรวม 307 ล้านบาท เพื่อพัฒนากำลังคนในอุตสาหกรรมเป้าหมายจำนวน 10,180 คน เมื่อรวมกับโครงการที่ได้รับอนุมัติก่อนหน้านี้ จะมีโครงการที่ได้รับการส่งเสริมแล้วทั้งสิ้น 42 โครงการ วงเงินสนับสนุนรวม 2,029 ล้านบาท มีแผนการพัฒนาบุคลากรรวมทั้งสิ้น 76,728 คน โดยโครงการที่ได้รับการสนับสนุนต้องผ่านการพิจารณาคัดเลือกจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ มาตรฐานของหลักสูตร ความเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของผู้ฝึกอบรม ตลอดจนศักยภาพและความพร้อมในการจัดฝึกอบรม เพื่อให้หลักสูตรและบุคลากรที่ผ่านการพัฒนาสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะมีการพัฒนาบุคลากรมากที่สุด ได้แก่

- กลุ่มดิจิทัล — เน้นหลักสูตรด้านการพัฒนาทักษะ AI การวิเคราะห์ข้อมูล และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
- กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ — เน้นการออกแบบแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB Design) และระบบอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
- กลุ่มการแปรรูปอาหาร — ครอบคลุมหลักสูตรด้านนวัตกรรมอาหาร เทคโนโลยีการแปรรูปอาหาร และบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ
- กลุ่มยานยนต์สมัยใหม่ — เน้นหลักสูตรด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV) เทคโนโลยีแบตเตอรี่ และระบบการผลิตสมัยใหม่
- กลุ่มเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ — เน้นการประยุกต์ใช้ AI และ IoT ในภาคเกษตร เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) และเทคโนโลยีชีวภาพ

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ กลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และกลุ่มเทคโนโลยีทางการแพทย์ สะท้อนให้เห็นการกระจายตัวของการพัฒนาบุคลากรในหลากหลายสาขา ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของรัฐบาลและบีโอไอที่จะสนับสนุนการเตรียมบุคลากรไทยให้มีทักษะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่

“มาตรการ Business Transformation และ Skill Bridge เป็นสองกลไกที่ต้องเดินไปพร้อมกัน เพราะการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมไทย จำเป็นต้องพัฒนาทั้งด้านเทคโนโลยีและการอัปเกรดเครื่องจักรในสายการผลิต ควบคู่กับการเตรียมบุคลากรที่มีทักษะสูงที่จะช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่บีโอไอกำลังทำจึงเป็นการเร่งสร้างขีดความสามารถใหม่ให้กับภาคธุรกิจไทย ทั้งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และกำลังคน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีบทบาทมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลก สามารถแข่งขันได้ และเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมในโลกยุคใหม่” นายนฤตม์ กล่าว

พีทีที สเตชั่น คว้ารางวัล “Diamond”!! โครงการเชิดชูเกียรติผู้ประกอบการธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง ตอกย้ำมาตรฐานน้ำมันชั้นนำ จากกรมธุรกิจพลังงาน สะท้อนความมุ่งมั่นบริการคุณภาพ

พีทีที สเตชั่น คว้ารางวัลระดับ “Diamond” โครงการเชิดชูเกียรติผู้ประกอบการธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง (DOEB Fuel Management Award) จากกรมธุรกิจพลังงาน ตอกย้ำผู้นำคุณภาพน้ำมัน

นายสุชาติ ระมาศ ผู้อำนวยการใหญ่ พร้อมด้วย นายเอกชัย ตั้งเสงี่ยมวิสัย ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์และการตลาดค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) เป็นตัวแทนในการรับรางวัลระดับ “Diamond” จาก ดร. สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ณ ศูนย์เอนเนอร์ยี่
คอมเพล็กซ์ กระทรวงพลังงาน ในโครงการเชิดชูเกียรติผู้ประกอบการธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง (DOEB Fuel Management Award) กรมธุรกิจพลังงงาน

PTT Station ของ OR ผ่านเกณฑ์การประเมินจากกรมธุรกิจพลังงานทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านระบบคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลงที่มีมาตรฐานการควบคุมคุณภาพน้ำมันตลอดห่วงโซ่อุปทาน อีกทั้งมีการทดสอบคุณภาพน้ำมัน ณ คลังน้ำมันและ มี Mobile Lab รถตรวจสอบคุณภาพน้ำมันเคลื่อนที่ตรวจสอบสถานีทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค ด้านความยั่งยืน มีการส่งเสริมการขนส่งน้ำมันทางท่อ ซึ่งเป็นรูปแบบการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ด้านเศรษฐศาสตร์ มีมาตรการส่งเสริมให้ผู้บริโภคได้รับสิทธิประโยชน์ตลอดทั้งปี รวมถึงนวัตกรรมบริการเติมเอง Self-Serve ผ่านแอพพลิเคชั่น blueplus+ พร้อมให้บริการ 24 ชั่วโมง โดย PTT Station ได้รับการประเมินและได้รับสัญลักษณ์ระดับ “ดีมาก” จำนวนกว่า 2,000 สถานี ซึ่งประชาชนสามารถสังเกตได้จาก สติ๊กเกอร์สีทองแดง “รับรองระบบการควบคุมคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง” ณ สถานีที่ผ่านการรับรอง

โครงการเชิดชูเกียรติผู้ประกอบการธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง (DOEB Fuel Management Award) ส่งเสริมให้เกิดการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีวัตถุประสงค์ เพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงที่จำหน่ายในสถานีบริการ แสดงความยั่งยืนในการประกอบกิจการโดยการขนส่งน้ำมันทางท่อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีมาตรการหรือนวัตกรรมที่ผู้รับบริการได้รับประโยชน์จากการใช้บริการ ความสำเร็จของ OR ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานกำหนดและพร้อมให้ความร่วมมือกับกรมธุรกิจพลังงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับผู้บริโภคอย่างยั่งยืน

บางจากฯ คว้ารางวัลระดับ Diamond !! จากกรมธุรกิจพลังงาน การันตีมาตรฐานน้ำมันคุณภาพสูงทุกลิตร ผ่านระบบควบคุมเข้มข้นทุกขั้นตอน สร้างความยั่งยืนพร้อมรักษาสิ่งแวดล้อม

บางจากฯ คว้ารางวัลสูงสุดระดับ “Diamond” จากกรมธุรกิจพลังงาน การันตีมาตรฐานน้ำมันคุณภาพสูงทุกลิตร

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านพลังงาน คว้าโล่ประกาศเกียรติคุณระดับ “Diamond” รางวัลสูงสุดจากโครงการเชิดชูเกียรติผู้ประกอบการธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง “DOEB Fuel Management Award” โดยกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน สะท้อนความเป็นเลิศในการบริหารจัดการคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเป็นระบบและครบวงจร ตั้งแต่การผลิต การจัดเก็บ การขนส่ง จนถึงการส่งมอบถึงผู้บริโภค สร้างความมั่นใจได้ว่าน้ำมันบางจากทุกลิตรคงคุณภาพสูงตามมาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ

นายเสรี อนุพันธนันท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า "รางวัลระดับ Diamond ที่บางจากฯ ได้รับ ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดที่มอบให้แก่ผู้ค้าน้ำมันที่ผ่านเกณฑ์การประเมินอย่างเข้มข้นใน 3 มิติหลัก ได้แก่ ระบบการควบคุมคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง ความยั่งยืนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม และด้านเศรษฐศาสตร์ ความสำเร็จในครั้งนี้เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากระบบควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดในทุกขั้นตอน (End-to-End Quality Control) ตั้งแต่การผลิตและจัดหาน้ำมันคุณภาพสูง การจัดเก็บที่คลังน้ำมัน และการขนส่ง ไปจนถึงการตรวจรับและควบคุมคุณภาพ ณ สถานีบริการน้ำมัน โดยบางจากฯ มีระบบการตรวจคุณภาพที่สถานีบริการด้วย Mobile Lab เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่ส่งมอบถึงผู้บริโภคทุกลิตรมีคุณภาพสูงตามมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง การได้รับรางวัล "Diamond" ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการยืนยันถึงคุณภาพน้ำมันทุกลิตรที่ส่งมอบให้แก่ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด “Greenovative Destination” ที่มุ่งหวังให้สถานีบริการน้ำมันบางจากเป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์และสร้างความสุขให้กับผู้ใช้บริการทุกท่านอย่างยั่งยืน”

ทูตรัสเซีย ชูไทย–รัสเซีย สู่ยุคใหม่ความร่วมมือเศรษฐกิจ!! ความสัมพันธ์ครบรอบ 130 ปี ปีหน้า มูลค่าการค้าเพิ่ม 26% ไตรมาสแรก เน้นลงทุน-เทคโนโลยี-พลังงาน จัดประชุมใหญ่ ต.ค. 2569 กรุงเทพฯ

บทความโดยเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย นายเยฟกินี โทมิคิน (Evgeny Tomikhin) เรื่อง รัสเซียและไทย: สู่ยุคใหม่ในความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

ประเทศรัสเซียและไทยนั้นมีรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน เราจะมีการเฉลิมฉลองสำหรับการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 130 ปี ในปีหน้านี้ เราได้เห็นชัดในมิติเศรษฐกิจที่มีความชัดเจนมากขึ้นในปัจจุบัน แม้ว่าเราจะมีความท้าทายมากยิ่งขึ้น แต่การค้าระหว่างรัสเซียและไทยต่างกำลังเติบโตมากยิ่งขึ้นในทางที่ดี ในปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างรัสเซียและไทยเพิ่มขึ้น 2.3% แตะระดับ 1.72 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ในไตรมาสแรกของปี 2569 มูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นอีก 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ดังนั้น สถานการณ์ในปีนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตในทิศทางที่ดี
ความร่วมมือระหว่างรัสเซียและไทยแสดงให้เห็นว่าทั้งสองประเทศมีศักยภาพในเชิงการค้า แม้ว่าจะเจอความผันผวนอย่างมากในโลก ทั้งในระบบการเงิน และโลจิสติกส์ เรามีภารกิจร่วมกันในการเพิ่มความหลากหลายทางการค้า เพิ่มปริมาณสินค้า และพัฒนาความร่วมมือกันระหว่างบริษัทเอกชนของทั้งสองประเทศ

รัสเซียไม่ได้เห็นความสำคัญจากการเพิ่มปริมาณการส่งออกไปสู่ตลาดไทยเท่านั้น แต่ยังต้องการขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญ และรัสเซียเองก็มีกำลังการผลิตสำหรับตลาดในประเทศไทยเพียงพอ โดยเฉพาะด้านพลังงาน อุตสาหกรรม เกษตรกรรมและความมั่นคงทางอาหารโดยรวม การขนส่ง เทคโนโลยีดิจิทัล วิทยาศาสตร์ และการศึกษา

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยเองก็เป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจและการคมนาคมที่สำคัญมากของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในภาคธุรกิจที่มีศักยภาพหลายสาขา เช่น เกษตรกรรม โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเคมี และอุตสาหกรรมอาหาร

เราได้เห็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและไทยเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปีนี้ โดยในเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในงานได้มีการจัดเสวนาทางธุรกิจในหัวข้อ รัสเซีย–ไทย: มิติใหม่สำหรับการค้าและการลงทุน โดยมีหน่วยงานภาครัฐ องค์กรธุรกิจ และบริษัทของรัสเซีย และไทยเข้าหารือร่วมกันถึงสถานการณ์ในปัจจุบันและแนวโน้มของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและไทย การพูดคุยกันนั้นไม่ได้จำกัดแต่เพียงรูปแบบการค้าแบบสมัยก่อน แต่หากให้ความสำคัญกับการลงทุน การเสริมสร้างแนวทางและความร่วมมือเพื่อให้เอื้อแก่ผู้ประกอบการ

ปลายเดือนกรกฎาคม 2569 ทางหอการค้าและอุตสาหกรรมของกรุงมอสโกได้จัดเวทีในชื่อ การเจรจาธุรกิจ มอสโก–กรุงเทพฯ: ทิศทางความร่วมมือทางธุรกิจร่วมกัน งานนี้ได้รับความร่วมมือจากภาคธุรกิจในประเทศรัสเซียและไทย เพื่อช่วยกันผลักดันนโยบายเพื่อการพาณิชย์ให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ผลักดันธุรกิจที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสนใจร่วมกัน และเพิ่มช่องทางใหม่ ๆ ในการติดต่อระหว่างกันของบริษัทรัสเซียและไทย

เรามีอีกหนึ่งกลไกสำคัญในความร่วมมือทางเศรษฐกิจ นั่นคือ คณะกรรมาธิการร่วมรัสเซีย-ไทยว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี ซึ่งมีบทบาทในการพิจารณาประเด็นต่าง ๆ ที่ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศเผชิญอย่างเป็นระบบ คณะกรรมาธิการมีส่วนช่วยในการพัฒนาความร่วมมือในอนาคต และได้มีการจัดประชุมร่วมกันไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 ในการจัดการประชุมคณะกรรมาธิการฯ ครั้งที่ 9 สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการติดต่อสื่อสารกันและขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

กลไกความร่วมมือแบบนี้กำลังมีบทบาทมากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากมีส่วนช่วยในการเชื่อมต่อหน่วยงานรัฐบาลและภาคธุรกิจ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมสำหรับโครงการต่าง ๆ ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ทั้งรัสเซียและไทยต่างมีความร่วมมือทวิภาคีที่สูงกว่าระดับการค้าในปัจจุบันมาก รัสเซียหวังถึงการพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่มีความลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เพิ่มการลงทุน ขยายความร่วมมือกันทางด้านการผลิต เพื่อเป้าหมายในระยะยาว เรามีความจำเป็นในการสร้างมูลค่าเพิ่มใหม่ ๆ เพื่อให้ตลาดของทั้งสองประเทศเชื่อมโยงกัน และใช้กลไกการชำระเงินที่มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น

นอกจากนั้น ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและไทยควรขยายสู่ระดับภูมิภาคมากยิ่งขึ้น โดยรัสเซียได้ให้การสนับสนุนความสัมพันธ์กับประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างต่อเนื่องและมีการขยายความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย

ความร่วมมือในระดับภูมิภาคดังกล่าวจะช่วยเปิดโอกาสสำหรับประเทศไทย ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้ว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการกระจายความหลากหลายของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ การขยายโอกาสในการเข้าถึงตลาดใหม่ ตลอดจนการดึงดูดการลงทุนและเทคโนโลยี

เราจะมีการจัดงานครั้งสำคัญในปีนี้ นั่นคือ การประชุมการลงทุนรัสเซีย–ไทย ครั้งที่ 2 ณ กรุงเทพมหานคร ปลายเดือนตุลาคม 2569 โดยมีหัวข้อหลักในการประชุม คือ รัสเซียและไทย: สู่ยุคใหม่ในความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

ขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมงานดังกล่าว ขณะนี้ได้เปิดให้ลงทะเบียนแล้วผ่านทางลิงก์: https://forum.rusthaibusiness.com/en/rtif-main.html

เป้าหมายสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การส่งเสริมให้เกิดการติดต่อกันทางธุรกิจ การลงทุน และโครงการใหม่ ๆ เพื่อความเป็นหุ้นส่วนในระยะยาว ทั้งทางด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี อีกทั้งการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางด้านวัฒนธรรม และมนุษยธรรม
ทั้งรัสเซียและไทยต่างมีศักยภาพในการพัฒนาความร่วมมือกันไปสู่ความสำเร็จ เรามีการเจรจาทางการเมืองที่เข้มแข็ง ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ภาคธุรกิจที่มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น และสำคัญที่สุดคือ ทั้งรัสเซีย และไทยต่างมีความสนใจร่วมกันในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
การประชุมการลงทุนรัสเซีย–ไทย ครั้งที่ 2 ณ กรุงเทพมหานคร มีเป้าหมายสำคัญเพื่อเพิ่มแรงผลักดันในกระบวนการดังกล่าว และเปิดบริบทใหม่ในความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและไทย

https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1250833

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1369142582056042&id=100068809406387&post_id=100068809406387_1369142582056042&rdid=FXnyTROAN3Ow2Cv3#

พลังงานย้ำไทยพร้อมรับมือน้ำมันโลกผันผวน!! ราคาน้ำมันโลกสูง ผันผวนกระทบ เดินหน้าคุมราคา–จัดหา–สำรอง สร้างความมั่นคงพลังงาน กองทุนติดลบแต่ยังดูแลเสถียรภาพ ส่งเสริมใช้พลังงานอย่างประหยัด

“พลังงาน” ย้ำพร้อมรับมือราคาน้ำมันโลกผันผวน เดินหน้าบริหารทั้งด้านราคา–จัดหา–สำรอง สร้างความมั่นคงพลังงานไทย

วันนี้ (8 กันยายน 2569) นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวง ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นและมีความผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการสู้รบในหลายพื้นที่ของโลกว่า กระทรวงพลังงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประเมินผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่า ประเทศไทยยังมีความมั่นคงด้านพลังงาน และกระทรวงมีมาตรการรองรับสถานการณ์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ในระดับสูง โดยน้ำมัน WTI อยู่ที่ประมาณ 92.65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล, Brent ประมาณ 97.31 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และ Dubai ประมาณ 100.16 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานประเมินว่าสถานการณ์ดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอน และราคาน้ำมันอาจอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปีหน้า จึงได้เตรียมมาตรการรองรับไว้ล่วงหน้า ซึ่งสิ่งสำคัญในเวลานี้ไม่ใช่เพียงการติดตามว่าราคาน้ำมันโลกจะขึ้นหรือลง แต่คือการทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมและสามารถรับมือกับความผันผวนได้

กระทรวงพลังงานได้ดำเนินการในหลายด้านควบคู่กัน ทั้งการบริหารจัดการราคาพลังงานภายในประเทศ การดูแลให้มีน้ำมันเพียงพอต่อการใช้ การบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีวินัย ตลอดจนการเร่งสร้างความหลากหลายในการจัดหาแหล่งน้ำมันดิบจากภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง และเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบพลังงานไทย
สำหรับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แม้ปัจจุบันยังมีภาระจากการดูแลเสถียรภาพราคาพลังงาน โดย ณ วันที่ 6 กันยายน 2569 มีฐานะติดลบประมาณ 83,291 ล้านบาท แต่กระทรวงพลังงานจะบริหารจัดการกองทุนฯ อย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึง 2 เป้าหมายสำคัญควบคู่กัน คือ การลดผลกระทบต่อประชาชน และการรักษาความมั่นคงและวินัยทางการเงินของกองทุนฯ ในระยะยาว

ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานกำลังเร่งดำเนินการด้านการจัดหา โดยมุ่งกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบและเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบจัดหา เพื่อให้ประเทศไทยมีทางเลือกมากขึ้นในการรับมือกับความผันผวนของตลาดโลก รวมทั้งเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบสำรองที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถรองรับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที

“ประชาชนไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน เพราะประเทศไทยยังมีระบบจัดหาและสำรองที่สามารถรองรับการใช้ภายในประเทศได้ สิ่งที่กระทรวงกำลังดำเนินการคือ การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า เพื่อให้ระบบพลังงานของประเทศสามารถเดินหน้าต่อได้ แม้ต้องเผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก ทั้งนี้ ราคาน้ำมันเป็นราคาที่ประเทศไทยไม่สามารถกำหนดได้ทั้งหมด เนื่องจากเรายังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตลาดโลก แต่สิ่งที่เราสามารถทำได้ และกำลังทำอย่างเต็มที่ คือ บริหารความเสี่ยง เตรียมการจัดหาให้เพียงพอ กระจายแหล่งพลังงาน และใช้กลไกที่มีอยู่เพื่อไม่ให้ความผันผวนจากตลาดโลกส่งผ่านมายังประชาชนมากจนเกินไป เราจะบริหารสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมมาตรการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะเดียวกัน ความร่วมมือจากประชาชนก็มีความสำคัญ การใช้น้ำมันอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเลือกใช้เชื้อเพลิง เช่น แก๊สโซฮอล์ E20 ในรถยนต์ที่รองรับ จะช่วยลดการนำเข้าพลังงาน ลดค่าใช้จ่าย และช่วยลดแรงกดดันต่อระบบพลังงานของประเทศได้อีกทางหนึ่ง และแม้สถานการณ์พลังงานโลกในวันนี้มีความผันผวนและมีความไม่แน่นอน แต่ประเทศไทยไม่ได้รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงแก้ไข เรากำลังเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ทั้งเรื่องราคา การจัดหา การสำรอง และการกระจายความเสี่ยง เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า แม้โลกจะเผชิญความผันผวน ระบบพลังงานของไทยจะยังมีความมั่นคงและสามารถเดินหน้าต่อได้” นายวีรพัฒน์ กล่าว

SME เจอวิกฤตเงินทุน!! คนกู้แพงต้องปล่อยกู้ถูกกว่า SME ไทยถูกบังคับให้ให้เครดิต ทำงานเสร็จแต่เงินช้า 90 วันขึ้นไป ต้องพึ่งกู้เงินต้นทุนสูงหมุนธุรกิจ

คนกู้แพง กลับต้องปล่อยกู้ให้คนกู้ถูก

ความย้อนแย้งของ SME ไทย เมื่อคนตัวเล็กต้องออกเงินทุนหมุนเวียนให้ทั้งบริษัทใหญ่และภาครัฐ
ลองนึกภาพธุรกิจหนึ่ง
-มีลูกค้า
-มีออร์เดอร์
-มีงานให้ทำ
-มีใบสั่งซื้ออยู่ในมือ

แต่กลับขาดเงินสด ฟังดูแปลก แต่สำหรับ SME ไทยจำนวนไม่น้อย นี่อาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกเดือน
เพราะเวลารับงานจากลูกค้ารายใหญ่ SME ต้องซื้อวัตถุดิบก่อน จ่ายเงินเดือนก่อน จ่ายค่าขนส่ง ค่าเช่า ค่าผลิต และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก่อน แต่กว่าจะได้เงินจากลูกค้า อาจต้องรออีก 60 วัน 90 วัน หรือบางกรณีมีเสียงร้องเรียนถึง 120–180 วัน ผลก็คือ SME ทำงานเสร็จแล้ว แต่เงินยังไม่มา และระหว่างที่รอเงินนั้น SME ต้องหา “เงินของตัวเอง” มาหมุนธุรกิจต่อนี่คือจุดที่เกิดความย้อนแย้งที่น่าสนใจมากในระบบเศรษฐกิจไทย

คนที่เข้าถึงเงินทุนแพงกว่ากลับต้องเป็นคนให้เครดิตกับคนที่เข้าถึงเงินทุนถูกกว่า SME กู้ยากกว่ารายใหญ่

วันที่ 3 กันยายน 2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวบนเวที Beyond ESG Thailand Transition ของประชาชาติธุรกิจถึงปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของ SME

ตัวเลขที่น่าสนใจคือ Credit Cost ของ SME อยู่ที่ประมาณ 9.7% ขณะที่ธุรกิจรายใหญ่อยู่ที่ประมาณ 2% ความแตกต่างนี้ทำให้ธนาคารมีแรงจูงใจที่จะปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้ารายใหญ่มากกว่า เพราะมีความเสี่ยงต่ำกว่า ขณะที่สินเชื่อ SME ยังคงหดตัวต่อเนื่องหลายไตรมาส แปลเป็นภาษาคนทำธุรกิจง่าย ๆ คือ
ถ้าธนาคารมีเงิน 100 ล้านบาท และต้องเลือกระหว่าง บริษัทใหญ่ที่งบการเงินแข็งแรง ความเสี่ยงต่ำ
กับ SME ที่รายได้ผันผวนกว่า หลักประกันน้อยกว่า และมีโอกาสกลายเป็นหนี้เสียสูงกว่า
ธนาคารย่อมมีเหตุผลทางธุรกิจที่จะเลือกคนแรก

เรื่องนี้เข้าใจได้ แต่สิ่งที่น่าสนใจกำลังเกิดขึ้นหลังจากนั้นบริษัทใหญ่กู้เงินถูกกว่า แต่ SME กลับต้องให้บริษัทใหญ่ “ยืมเงิน” เวลาบริษัทใหญ่ซื้อสินค้า หรือจ้างบริการจาก SME แล้วกำหนด Credit Term 90 วัน ในเชิงบัญชี นี่คือเงื่อนไขการชำระเงินตามปกติของการค้า แต่ถ้ามองในมุม Cash Flow สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ บริษัทใหญ่ได้รับสินค้าและบริการไปใช้ก่อน แต่ยังเก็บเงินสดของตัวเองไว้ได้อีก 90 วัน ขณะที่ SME เป็นคนออกเงินไปก่อนทั้งหมด

ลองสมมติว่า SME ขายสินค้าให้ลูกค้ารายใหญ่เดือนละ 1 ล้านบาท และได้รับเงินหลังส่งงาน 90 วัน
เดือนที่ 1 ออกเงิน 1 ล้านบาท
เดือนที่ 2 ออกอีก 1 ล้านบาท
เดือนที่ 3 ออกอีก 1 ล้านบาท
ระหว่างนั้นยังต้องมีเงินสำหรับทำงานของเดือนต่อไป

ธุรกิจจึงอาจต้องเตรียม Working Capital หลายล้านบาท ทั้งที่ยอดขายดูดี และมีลูกค้าอยู่แล้วปัญหาจึงไม่ใช่ “ไม่มีงานทำ” แต่คือ “ทำงานแล้ว เงินยังไม่กลับมา” Credit Term 120–180 วัน ยังเกิดขึ้นจริง
ประเทศไทยมีแนวทางเรื่อง Credit Term สำหรับ SME มาตั้งแต่ปี 2564 โดยกำหนดมาตรฐานทั่วไปไว้ที่ไม่เกิน 30 วันสำหรับสินค้าเกษตรบางประเภท และ 45 วันสำหรับสินค้าและบริการของ SME เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านอำนาจต่อรองระหว่าง SME กับธุรกิจขนาดใหญ่

แต่ในทางปฏิบัติ ปัญหายังไม่หมดไป
ข้อมูลจากสมาพันธ์ SME ไทยที่เปิดเผยกับกรุงเทพธุรกิจล่าสุด ระบุว่ายังได้รับข้อร้องเรียนจาก SME ในกลุ่มค้าปลีก-ค้าส่ง แพลตฟอร์ม ขนส่ง และภาคเกษตร ว่าบางรายถูกยืด Credit Term ไปถึง 120 หรือ 180 วัน ขณะที่ความพยายามล่าสุดของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า กำลังมุ่งยกระดับการบังคับใช้กติกา Credit Term กับธุรกิจรายใหญ่และธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ โดยมีการประเมินว่าปัญหาเงินค้างชำระดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเม็ดเงิน SME มากกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี

ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่า Credit Term ไม่ใช่แค่เรื่องเงื่อนไขในใบเสนอราคาแต่มันคือเรื่องว่า “เงินทุนของระบบเศรษฐกิจอยู่ในมือใคร” แล้วถ้าลูกค้าเป็น “ภาครัฐ” ล่ะ?

ภาพคล้ายกันสามารถเกิดขึ้นกับผู้รับจ้างและ Vendor ของภาครัฐได้เช่นกัน แม้กลไกจะไม่เหมือน Credit Term ของภาคเอกชนโดยตรง ผู้ประกอบการที่รับงานรัฐต้องทำงานก่อน สำรองต้นทุนก่อน จ่าย Supplier ก่อน จ่ายคนงานก่อน

จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนตรวจรับ เอกสาร และเบิกจ่ายหากกระบวนการส่วนใดล่าช้า เงินก็ยังไม่กลับมาหาผู้ประกอบการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเคยยกตัวอย่างในปี 2569 ว่า มีสมาชิกทำงานให้รัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งเสร็จไปแล้ว 8 เดือน แต่ยังไม่ได้รับเงิน และเมื่อผู้รับเหมาหลักยังไม่ได้รับเงิน ก็อาจกระทบต่อเนื่องไปยังผู้รับเหมาช่วง Supplier และแรงงาน กลายเป็นปัญหา Cash Flow แบบลูกโซ่ทั้ง Supply Chain

ขณะเดียวกันรัฐบาลและกรมบัญชีกลางเองก็มีมาตรการติดตามและเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดยังมีหนังสือเร่งรัดการเบิกจ่ายในไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2569 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา สะท้อนว่าความเร็วในการนำเงินงบประมาณลงสู่ระบบเศรษฐกิจยังเป็นเรื่องที่ภาครัฐให้ความสำคัญ

ต้องย้ำว่าไม่ได้หมายความว่าบริษัทใหญ่ทุกแห่งจ่ายช้าและไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานรัฐทุกแห่งเบิกจ่ายช้า แต่กรณีที่เกิดขึ้นเพียงพอที่จะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ควรถูกตั้งคำถาม
ความย้อนแย้งอยู่ตรงนี้ ลองเอา 3 เรื่องมาต่อกัน

1. SME ไปหาเงินจากธนาคาร ธนาคารบอกว่า SME เสี่ยง Credit Cost สูง กู้ยากกว่า ต้นทุนทางการเงินสูงกว่า

2. SME ขายของให้บริษัทใหญ่ บริษัทใหญ่ขอ Credit Term SME ต้องส่งของก่อน แล้วรอรับเงินทีหลัง

3. SME รับงานภาครัฐ ต้องออกค่าใช้จ่ายทำงานก่อนเช่นกัน หากตรวจรับหรือเบิกจ่ายล่าช้า SME ก็ต้องหาเงินมาหมุนระหว่างรอ สุดท้ายจึงเกิดคำถามว่า ทำไมคนที่หาเงินได้ยากที่สุด
กลับต้องเป็นคนสำรองเงินให้คนที่หาเงินได้ง่ายกว่า?

นี่คือความย้อนแย้งที่ควรได้รับการแก้ไข

Credit Term ไม่ได้ “ฟรี”
บางคนอาจมองว่า 60 หรือ 90 วันเป็นเพียงธรรมเนียมทางธุรกิจแต่สำหรับ SME เวลาเหล่านี้มีราคาเพราะระหว่างที่เงิน 1 ล้านบาทยังไม่ถูกจ่าย SME อาจต้อง กู้ OD
ใช้สินเชื่อระยะสั้น ทำ Factoring นำเงินเจ้าของมาเติม ยืดการจ่าย Supplier ของตัวเอง หรือในกรณีเลวร้าย อาจต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบ ดังนั้น Credit Term 90 วัน จึงไม่ใช่เพียง “รอเงินอีก 3 เดือน” แต่มันคือ
“ใครเป็นคนจ่ายต้นทุนทางการเงินของ 3 เดือนนั้น?”

ถ้าผู้ซื้อเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่สามารถกู้เงินได้ในต้นทุนต่ำ แต่เลือกให้ Supplier ซึ่งมีต้นทุนเงินสูงกว่าเป็นคนสำรองเงินแทนต้นทุนก็ถูกผลักย้อนจากคนแข็งแรงกว่า ไปอยู่กับคนที่อ่อนแอกว่า และมันอาจทำให้ SME ยิ่งกู้ยากขึ้นอีกนี่คือส่วนที่น่ากังวลที่สุด

Credit Term ยาว
↓
เงินสด SME ลด
↓
ต้องกู้เงิน Working Capital เพิ่ม
↓
ดอกเบี้ยเพิ่ม
↓
กำไรลด
↓
ฐานะการเงินแย่ลง
↓
ธนาคารมองว่าความเสี่ยงสูงขึ้น
↓
กู้ยากขึ้น
↓
ต้นทุนทางการเงินยิ่งแพง

แล้ว SME ก็กลับไปอยู่ที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง
นี่จึงอาจเป็นหนึ่งในกลไกที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างธุรกิจใหญ่กับธุรกิจเล็กขยายตัวไปเรื่อย ๆ ถ้าอยากช่วย SME อาจไม่ต้องเริ่มจาก “ให้เงิน” ประเทศไทยมีมาตรการช่วย SME จำนวนมาก

สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
ค้ำประกันสินเชื่อ
กองทุน
มาตรการลดภาษี
โครงการเพิ่ม Productivity
Digital Transformation

ทั้งหมดมีประโยชน์
แต่มีคำถามง่ายกว่านั้นที่อาจควรถามก่อน เงินที่ SME หาได้จากการขายของและทำงานเสร็จแล้ว เราทำให้มันกลับมาหา SME เร็วขึ้นได้หรือไม่? เพราะเงินที่ดีที่สุดสำหรับผู้ประกอบการ
-ไม่ใช่เงินกู้
-ไม่ใช่เงินอุดหนุน
-และไม่ใช่เงินจากโครงการรัฐ

แต่คือ “เงินจากลูกค้าที่ควรได้รับตามงานที่ทำเสร็จแล้ว” หากบริษัทขนาดใหญ่สามารถลด Credit Term ลงได้ หากภาครัฐสามารถตรวจรับและเบิกจ่ายได้รวดเร็วขึ้น Working Capital ที่ SME ต้องหาเพิ่มก็จะลดลงทันที

-SME กู้น้อยลง
-ดอกเบี้ยน้อยลง
-Cash Flow ดีขึ้น
-ความเสี่ยงลดลง
และในระยะยาว ธนาคารก็อาจมอง SME ว่าน่าปล่อยสินเชื่อมากขึ้นด้วย

บางทีโจทย์อาจไม่ใช่ “ทำอย่างไรให้ SME กู้เงินได้มากขึ้น”
แต่ควรเปลี่ยนคำถามเป็น “ทำอย่างไรให้ SME ไม่ต้องกู้เงินมากขนาดนี้?” หากประเทศไทยต้องการให้ SME แข็งแรงขึ้นจริง การแก้เรื่องสินเชื่อเป็นเรื่องสำคัญแต่การทำให้เงินหมุนกลับมาหา SME เร็วขึ้น ก็สำคัญไม่แพ้กันเพราะในระบบเศรษฐกิจที่สมเหตุสมผลคนที่มีต้นทุนเงินสูงกว่า ไม่ควรต้องทำหน้าที่เป็นแหล่งเงินทุนราคาถูกให้คนที่มีต้นทุนเงินต่ำกว่าและนี่อาจเป็นหนึ่งในโจทย์ที่ทั้ง
-ธนาคาร
-บริษัทขนาดใหญ่
-ภาครัฐ
-และผู้กำหนดนโยบาย

ควรช่วยกันตอบเพราะสุดท้ายแล้ว SME ไทยอาจไม่ได้ต้องการให้ใคร “ช่วยจ่ายเงินให้” แต่อาจต้องการเพียงแค่ “จ่ายเงินที่ควรได้ ให้ตรงเวลา” เท่านั้นเอง

THE STATES TIMES

ลดดอกเบี้ยอย่างเดียวไม่พอ!! ผู้ว่าฯ ธปท. เปิดคำตอบ ทำไมแบงก์ปล่อยกู้รายใหญ่ง่ายกว่า SME ชี้ Credit Cost ต่างกัน 9.7% ต่อ 2% ย้ำต้องทำให้เงินไปถึง SME ที่มีศักยภาพจริง

ทำไมแบงก์ชอบปล่อยกู้ธุรกิจใหญ่?

ผู้ว่าฯ ธปท. เปิดตัวเลข SME เสี่ยง 9.7% เทียบรายใหญ่แค่ 2% พร้อมชี้ “ลดดอกเบี้ย” อย่างเดียวไม่พอ ต้องแก้ให้เงินไปถึงคนตัวเล็ก

หนึ่งในปัญหาที่เจ้าของธุรกิจ SME ไทยพูดกันมานาน คือ “ทำไมบริษัทใหญ่กู้เงินง่าย ดอกเบี้ยถูก แต่พอเป็น SME กลับกู้ยากขึ้นเรื่อย ๆ?”

ล่าสุด วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาพูดถึงปัญหานี้อย่างตรงไปตรงมา บนเวทีสัมมนา Beyond ESG : Thailand Transition #เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย จัดโดยประชาชาติธุรกิจ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 และมีตัวเลขหนึ่งที่อธิบายเรื่องนี้ได้แทบทั้งหมด ต้นทุนความเสี่ยง หรือ Credit Cost ของ SME อยู่ที่ประมาณ 9.7% ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ อยู่ที่เพียงประมาณ 2% ความแตกต่างตรงนี้เองที่ทำให้ธนาคารมีแรงจูงใจที่จะปล่อยสินเชื่อให้กับบริษัทใหญ่มากกว่า SME

Credit Cost 9.7% หมายความว่าอะไร?

อธิบายแบบง่ายที่สุดเวลาธนาคารปล่อยเงินกู้ 100 บาท ธนาคารไม่ได้ดูแค่ว่าจะได้ดอกเบี้ยเท่าไร แต่ต้องคิดด้วยว่า “เงิน 100 บาทนี้ มีโอกาสไม่ได้คืนมากแค่ไหน?” 

ถ้าลูกค้ากลุ่มหนึ่งมีโอกาสกลายเป็นหนี้เสียสูง ธนาคารก็ต้องกันเงินสำรองไว้มากขึ้น และนั่นกลายเป็น “ต้นทุน” ของการปล่อยสินเชื่อ

ดังนั้น เมื่อ SME มี Credit Cost สูงถึงประมาณ 9.7% แต่ลูกค้ารายใหญ่มีเพียง 2%

ถ้าเป็นธนาคารและต้องเลือกว่าจะปล่อยเงิน 100 ล้านบาทให้ใคร คำตอบก็ไม่ยาก ปล่อยให้บริษัทใหญ่ ความเสี่ยงน้อยกว่า ใช้เงินกองทุนน้อยกว่า และบริหารง่ายกว่า นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องว่า “ธนาคารไม่อยากช่วย SME” แต่เป็นปัญหาของ โครงสร้างแรงจูงใจในระบบสินเชื่อ ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดี SME ยิ่งเสี่ยง

ยิ่งเสี่ยง ธนาคารยิ่งไม่อยากปล่อย ยิ่งไม่ได้สินเชื่อ SME ก็ยิ่งไม่มีเงินลงทุนหรือปรับตัว สุดท้ายธุรกิจยิ่งอ่อนแอ กลายเป็นวงจรที่แก้ยากขึ้นเรื่อย ๆ

เงินไม่ได้หายไป แต่กำลังไหลไปหาคนที่แข็งแรงกว่า

ผู้ว่าฯ ธปท. ระบุว่า สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เริ่มกลับมาฟื้นตัว ขณะที่สินเชื่อ SME ยังคงติดลบต่อเนื่องหลายไตรมาสและถึงขั้นตั้งข้อสังเกตว่า ธนาคารอาจปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจรายใหญ่ “มากเกินไป” พร้อมกับให้ดอกเบี้ยต่ำเกินไป เพราะต้นทุนความเสี่ยงของลูกค้ากลุ่มนี้ต่ำกว่ามากภาพที่เกิดขึ้นจึงคล้ายกับว่าคนที่แข็งแรงอยู่แล้ว เข้าถึงเงินได้ง่ายขึ้น แต่คนที่กำลังต้องการเงินเพื่อปรับตัว กลับเข้าถึงเงินยากกว่าเดิมและนี่เป็นเรื่องใหญ่กว่าปัญหาของ SME แต่ละราย เพราะ SME คือฐานของการจ้างงานและระบบเศรษฐกิจไทย ถ้าธุรกิจเล็กทยอยหายไปเรื่อย ๆ สุดท้ายระบบเศรษฐกิจจะเหลือผู้เล่นรายใหญ่จำนวนไม่มาก ผู้ว่าฯ ธปท. เองก็เตือนว่า หากเศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำ รายได้ของประชาชนและธุรกิจลดลงต่อเนื่อง สุดท้ายบริษัทขนาดเล็กจะทยอยปิด และเหลือบริษัทใหญ่ที่สามารถอยู่รอดได้ แล้วทำไมไม่ลดดอกเบี้ยไปเลย?

นี่เป็นอีกประเด็นที่ผู้ว่าฯ ธปท. อธิบายไว้น่าสนใจหลายคนอาจคิดว่า SME กู้ยาก → ก็ลดดอกเบี้ยสิ แต่ปัญหาคือ การลดดอกเบี้ยนโยบายเป็นการลดดอกเบี้ย ทั้งระบบคนที่ได้ประโยชน์ไม่ได้มีเฉพาะ SME

บริษัทใหญ่ที่มีเงินกู้อยู่แล้วก็ได้ประโยชน์

คนซื้อบ้านก็ได้ประโยชน์ธุรกิจทุกประเภทก็ได้ประโยชน์ ในขณะที่ SME ที่ธนาคารไม่กล้าปล่อยเงินให้อยู่ดี ต่อให้ดอกเบี้ยลดลง ก็อาจจะยัง “ไม่ได้กู้” เหมือนเดิม

นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ ระบุว่า การส่งผ่านนโยบายดอกเบี้ยต้องใช้เวลาประมาณ 8-12 เดือน และไม่สามารถเลือกช่วยเฉพาะกลุ่มได้เพราะฉะนั้น โจทย์ของ SME วันนี้จึงไม่ใช่แค่ “ดอกเบี้ยแพงเกินไป” แต่คือ “ทำอย่างไรให้ธนาคารกล้าปล่อยเงินให้ SME มากขึ้น”

ทางแก้ที่ 1 : SMEs Credit Boost — ช่วยแบงก์รับความเสี่ยง

นี่คือหนึ่งในมาตรการสำคัญที่ ธปท. กระทรวงการคลัง และธนาคารพาณิชย์กำลังใช้แนวคิดง่ายมาก ในเมื่อเหตุผลที่ธนาคารไม่อยากปล่อย SME เพราะ ความเสี่ยงสูงก็ต้องหาวิธี แบ่งความเสี่ยงกับธนาคาร

โครงการ SMEs Credit Boost จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นกลไกค้ำประกันหรือแชร์ความเสี่ยงของ “สินเชื่อใหม่” เพื่อให้ธนาคารมั่นใจและกล้าปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจที่มีศักยภาพมากขึ้น

เงินสำหรับกลไกนี้มาจากการลดเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF ของธนาคารพาณิชย์ประมาณ 20,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าว่าจะช่วยให้เกิดสินเชื่อใหม่ประมาณ 100,000 ล้านบาท ภายใน 1-2 ปี และล่าสุด ธปท. ระบุว่า ยอดอนุมัติสินเชื่อภายใต้ SMEs Credit Boost อยู่ที่ประมาณ 50,000 ล้านบาทแล้ว กลุ่มที่ต้องการสนับสนุน ไม่ได้มีเฉพาะธุรกิจใหญ่หรืออุตสาหกรรมไฮเทค แต่รวมถึง SME ในหลายสาขา เช่น

-ท่องเที่ยว

-การแพทย์และสุขภาพ

-เกษตรและเกษตรแปรรูป

-ยานยนต์และชิ้นส่วน

-อิเล็กทรอนิกส์

-การค้า

-โลจิสติกส์

รวมถึง SME ที่ต้องการลงทุนเพื่อ Digital Transformation, Green, Innovation หรือเพิ่ม Productivity ของธุรกิจตัวเอง

พูดง่าย ๆ คือ ถ้าคุณเป็น SME ที่ยังมีอนาคต แต่ติดตรงที่ธนาคารมองว่าคุณเสี่ยงเกินไป รัฐกำลังพยายามช่วยลดความเสี่ยงตรงนั้น

ทางแก้ที่ 2 : SMEs Secure+ — มีทรัพย์ ก็ใช้ทรัพย์ช่วยเปิดทางสินเชื่อ

อีกปัญหาหนึ่งของ SME ไทยคือ บางบริษัทมีโรงงาน มีอาคาร มีที่ดิน มีทรัพย์สิน แต่ช่วงเศรษฐกิจไม่ดี Cash Flow ลดลงเมื่อธนาคารดูความสามารถในการชำระหนี้จากกระแสเงินสดเป็นหลัก SME ก็อาจกู้ไม่ผ่าน แม้จะมีทรัพย์สินอยู่ จึงเกิดมาตรการ SMEs Secure+ หรือ “มีทรัพย์เพิ่ม เติมสภาพคล่อง”

หลักการคือ เปิดทางให้ธนาคารสามารถพิจารณา มูลค่าหลักประกันควบคู่กับกระแสเงินสด ของลูกหนี้ได้มากขึ้นเป็นการชั่วคราว

ภาษาชาวบ้านคืออย่าดูแค่วันนี้บริษัทกำไรเท่าไร แต่ดูด้วยว่าธุรกิจยังมีทรัพย์ มีฐาน และมีโอกาสฟื้นหรือไม่เพื่อให้ SME สามารถนำสินทรัพย์ที่มีอยู่ มาเปลี่ยนเป็นสภาพคล่องสำหรับประคองหรือปรับธุรกิจได้

ทางแก้ที่ 3 : SMEs Credit Portal — เพิ่มประตูให้ SME เข้าถึงเงิน

ธปท. ยังเดินหน้า SMEs Credit Portal ควบคู่กับ Credit Boost และ Secure+ เป้าหมายคือเพิ่มช่องทางให้ SME ที่มีศักยภาพสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อใช้ลงทุน ปรับธุรกิจ และรักษาการจ้างงานทั้งหมดสะท้อนแนวคิดใหม่ที่สำคัญมาก จากเดิมที่เรามักคิดว่า เศรษฐกิจไม่ดี = ลดดอกเบี้ย วันนี้โจทย์กำลังเปลี่ยนเป็น เงินอยู่ตรงไหน และทำอย่างไรให้เงินไปถึงธุรกิจที่ต้องการมันจริง ๆ SME ต้องเปลี่ยนวิธีคิดด้วย

อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า SME ทุกบริษัทจะเดินเข้าแบงก์แล้วได้เงินทันที

คำสำคัญที่ปรากฏอยู่หลายครั้งในนโยบายของ ธปท. คือ “SME ที่มีศักยภาพ” นั่นหมายความว่า ในโลกสินเชื่อยุคใหม่ เจ้าของกิจการต้องตอบธนาคารให้ได้ว่า ถ้าได้เงินไปแล้ว ธุรกิจจะดีขึ้นอย่างไร?

ไม่ใช่เพียง “ยอดขายตก ขอเงินมาหมุน” แต่ควรตอบให้ได้ว่า ได้เงินไปแล้วจะลดต้นทุนอย่างไร เพิ่ม Productivity อย่างไร ใช้ Digital หรือ AI อย่างไร เพิ่มรายได้ใหม่จากไหน ปรับเครื่องจักรหรือกระบวนการอย่างไร ลดค่าไฟหรือเปลี่ยนผ่านสู่ Green อย่างไร หรือทำอย่างไรให้ความสามารถในการชำระหนี้ดีขึ้น

.

เพราะหัวใจของนโยบายครั้งนี้ไม่ใช่การ “แจกเงินให้ SME” แต่คือการทำให้ “SME ที่ไปต่อได้ มีโอกาสได้เงินไปต่อ” จาก 9.7% ให้เข้าใกล้ 2% คือโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย ตัวเลข 9.7% กับ 2% ที่ผู้ว่าฯ ธปท. เปิดเผยบนเวทีประชาชาติธุรกิจ จึงมีความหมายมากกว่าตัวเลขทางการเงินสองตัว มันกำลังบอกเราว่า วันนี้ระบบการเงินมองเห็นความเสี่ยงของ “คนตัวเล็ก” สูงกว่า “คนตัวใหญ่” หลายเท่า ถ้าไม่แก้ปัญหานี้ เงินก็จะไหลไปหาคนที่แข็งแรงอยู่แล้วมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ SME ซึ่งจำเป็นต้องลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่าน กลับไม่มีเงินสำหรับเปลี่ยนตัวเอง และเมื่อ SME ปรับตัวไม่ได้ประเทศก็เพิ่ม Productivity ไม่ได้การจ้างงานลดลง การแข่งขันลดลง สุดท้ายเศรษฐกิจไทยก็เติบโตต่ำต่อไป

ดังนั้น สิ่งที่ ธปท. กำลังพยายามทำ อาจสรุปได้ง่าย ๆ เพียงประโยคเดียวว่า “ไม่ใช่ทำให้เงินถูกลงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้เงินไปถึงคนที่ควรได้ใช้มันด้วย” และสำหรับเจ้าของ SME นี่อาจเป็นจังหวะสำคัญที่จะกลับไปดูธุรกิจตัวเองอีกครั้งว่าวันนี้เราแค่กำลัง “ขอสินเชื่อ” หรือเรามี “แผนธุรกิจที่ทำให้ธนาคารอยากปล่อยสินเชื่อให้เรา” เพราะสองอย่างนี้ ในสายตาธนาคาร แตกต่างกันมาก

THE STATES TIMES

แหล่งข้อมูล: การกล่าวของนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ในงาน Beyond ESG : Thailand Transition #เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย จัดโดยประชาชาติธุรกิจ วันที่ 3 กันยายน 2569 และข้อมูลมาตรการ SMEs Credit Boost / SMEs Secure+ จากธนาคารแห่งประเทศไทย

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top