Friday, 28 August 2026
ECONBIZ

ดีลแสนล้านไม่ใช่แค่เรื่องเงิน

"ดีลแสนล้านไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่คือการปักหมุดเทคโนโลยี
การดึงดูดการลงทุนระดับโลก เช่น กลุ่ม Cloud Service Data Center
และอุตสาหกรรม EV ไม่ใช่แค่เรื่องเม็ดเงินลงทุน
แต่เป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทย"​
.
คุณจรีพร จารุกรสกุล ​
ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม ​
บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ​

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1676235341177008&id=100063716733871&rdid=A68HIFVmNN0eslc5#

นักลงทุนเดินเกมภูเก็ต!! ‘นายจิตรเทพ’ นำทีมเจรจาลงทุน มุ่งยกระดับอสังหาฯสู่ตลาดโลก ร่วมมือผนึกกำลังหลากหลายสาขา ภูเก็ตเป้าหมายธุรกิจใหม่ล่าสุด

นายจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ผู้บริหารกองทุน นำคณะนักลงทุนและพันธมิตรธุรกิจ ศึกษาความร่วมมือด้านการลงทุนโครงการอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ต มุ่งยกระดับสู่ตลาดนักลงทุนต่างประเทศ

ภูเก็ต – นายจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ผู้บริหารกองทุน นำคณะนักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจ เดินทางเข้าหารือแนวทางความร่วมมือด้านการลงทุนในโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จังหวัดภูเก็ต เพื่อศึกษาโอกาสการร่วมลงทุน การพัฒนาโครงการ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักลงทุน ผู้พัฒนาโครงการ และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา โดยมุ่งยกระดับศักยภาพของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดนักลงทุนระดับนานาชาติ

คณะผู้แทนด้านการลงทุน นำโดย นายจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ พร้อมด้วย นายสิทธิชัย พิริยะวัฒน์ ผู้บริหารกองทุน Straits Asset Group (Private Equity Fund), นายกันตวีร์ แสงสาย ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ นายนิวัฒน์ ตั้งก้องเกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฟลลัส คอร์เปอเรชั่น จำกัด ได้ร่วมเดินทางเข้าพบ นายก้าน ประชุมพรรณ์ นักธุรกิจและนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จังหวัดภูเก็ต เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านการลงทุน การพัฒนาโครงการ และการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจังหวัดภูเก็ต โดยมี นายธนภัทร อุทวราพงศ์ เข้าร่วมประสานงานและสนับสนุนการดำเนินงาน

การประชุมในครั้งนี้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ด้านการลงทุน การวางโครงสร้างเงินทุน การพัฒนาโครงการ การสร้างกลยุทธ์การตลาด และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ข้อมูล การบริหารการขาย และการสื่อสารการตลาดสู่กลุ่มนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มศักยภาพของโครงการในระยะยาว

นายก้าน ประชุมพรรณ์ นักธุรกิจและนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัทมีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์หลากหลายรูปแบบในจังหวัดภูเก็ต ทั้งโครงการที่อยู่อาศัย คอนโดมิเนียม และโครงการเชิงพาณิชย์ เพื่อตอบสนองความต้องการของทั้งผู้อยู่อาศัยและนักลงทุน โดยมี The Beach Center และ The Balance Condo Kata เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่สะท้อนแนวคิดการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์คุณภาพบนทำเลศักยภาพ พร้อมมีแผนพัฒนาโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง และเปิดรับความร่วมมือจากพันธมิตรและนักลงทุนที่มีวิสัยทัศน์ร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ต

นายก้านกล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดภูเก็ตยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายด้านการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนจากรัสเซีย ยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย ซึ่งมองเห็นศักยภาพของจังหวัดภูเก็ตทั้งในด้านการท่องเที่ยว การอยู่อาศัย และการลงทุน ส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ด้าน นายจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ กล่าวว่า การหารือในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความร่วมมือระหว่างนักลงทุน ผู้พัฒนาโครงการ และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา เพื่อร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน พัฒนาโครงการที่มีคุณภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอสังหาริมทรัพย์ไทยผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการเงิน การตลาด และเทคโนโลยี AI พร้อมเชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับศักยภาพของโครงการในจังหวัดภูเก็ต และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนในการผลักดันความร่วมมือด้านการลงทุน การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และการนำเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการ เพื่อยกระดับมาตรฐานของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย พร้อมสนับสนุนให้จังหวัดภูเก็ตก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับนานาชาติในอนาคต

'CXMT' โตแรง!! หวังลดพึ่งพาเซมิคอนดักเตอร์ ผลิตแรม DDR4, DDR5 รองรับหลายอุปกรณ์ ขึ้นแท่นอันดับ 4 ของโลกด้านแรม ราคายังใกล้เคียงผู้ผลิตใหญ่

ทำความรู้จัก CXMT บริษัทที่หลายคนเชื่อว่านี่อาจเป็นความหวังใหม่ของวงการแรม

ช่วงนี้เห็นหลายคนพูดถึงแรมจีน ๆ กันบ่อย ๆ เลยจะพามาทำความรู้จัก CXMT หรือ ChangXin Memory Technologies บริษัทผู้ผลิต DRAM ของจีน ก่อตั้งเมื่อปี 2016 ที่เมืองเหอเฟย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือพัฒนาชิปแรมของตัวเอง เพื่อลดการพึ่งพาผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกอย่าง Samsung, SK hynix และ Micron

ซึ่งปัจจุบัน CXMT ผลิตชิป DDR4, DDR5, LPDDR4X และ LPDDR5/5X สำหรับใช้งานในคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก สมาร์ทโฟน และเซิร์ฟเวอร์ได้แล้ว

แม้เทคโนโลยีจะยังตามหลังผู้ผลิตรายใหญ่ แต่ CXMT เติบโตอย่างรวดเร็ว จนก้าวขึ้นมาเป็น ผู้ผลิต DRAM รายใหญ่อันดับ 4 ของโลก และกำลังขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง

แต่ต้องบอกก่อนว่าความหวังในที่นี้ อาจไม่ใช่แรมในราคาที่ถูกลง ราคาอาจจะยังคงใกล้เคียงกับ 3 ยักษ์ใหญ่ในตลาด แต่การเกิดคู่แข่งขึ้นมาอาจจะมีผลทำให้เกิดการแข่งขันในตลาด

ซึ่งผลประโยชน์ก็มักจะตกกับผู้บริโภคอย่างเรา ๆ และมีโอกาสส่งผลให้ราคาแรมทั่วโลกมีความคุ้มค่ามากขึ้นในระยะยาว แม้ปัจจุบันราคาจะยังไม่ได้แตกต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจนก็ตาม

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1572542484231542&id=100044274167392&rdid=frJMKlU4IwUTOd0k#

‘วราวุธ’ สั่งตรวจ 2 โรงงานพนัสนิคม!! โรงงานพนัสนิคมถูกสั่งแก้ด่วน หลังพบระบบบำบัดน้ำเสียไม่เรียบร้อย เสี่ยงไหลออกนอกพื้นที่ ลั่นจัดการโรงงานฝ่าฝืนกฎหมาย

“วราวุธ” สั่งตรวจโรงงานพนัสนิคม 2 แห่ง ลอบปล่อยน้ำเสีย - บ่อน้ำกรดรุนแรงเสี่ยงแพร่กระจาย ขีดเส้นตายแก้ปัญหา ยัน เข้มใช้กฎหมายกับผู้ประกอบการ

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงกรณีที่ สส.พรรคประชาชนระบุถึงข้อร้องเรียนของประชาชนในพื้นที่ ต.นาวังหิน อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี เดือดร้อนจากการลักลอบทิ้งสารเคมีและการปล่อยน้ำเสียว่า สำหรับกรณีสวนอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งที่มีโรงงานประกอบกิจการรวม 9 แห่ง ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ทั้งปัญหาฝุ่นละออง เสียงดัง และกลิ่นจากสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ซึ่งเป็นสารที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้นั้น ตนได้มีการสั่งการให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี บูรณาการตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยผลการตรวจสอบพบว่า พื้นที่ของสวนอุตสาหกรรมดังกล่าว ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ต.นาวังหิน อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้ขออนุญาตเป็นนิคมอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการนิคม และไม่ได้ขออนุญาตเป็นเขตประกอบการอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน และไม่พบว่าสถานที่ดังกล่าวได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินเพื่อประกอบอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน เป็นพื้นที่เอกชนที่จัดสรรที่ดินให้ผู้ประกอบการมาซื้อหรือเช่าเพื่อทำเป็นโกดังสินค้าหรือโรงงาน โดยปัจจุบันมีโรงงานที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน จำนวนทั้งสิ้น 9 ราย ซึ่งมี 4 ราย เป็นโรงงานที่ก่อให้เกิดน้ำเสีย แต่มีเพียงรายเดียว คือ บริษัท แกรนด์ ควอตซ์ เทค จำกัด ซึ่งประกอบกิจการทำเครื่องตบแต่งภายในอาคาร ตั้งอยู่ เลขที่ 98606 ม.5 ต.นาวังหิน อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ที่มีระบบบำบัดน้ำเสียตามเงื่อนไขการอนุญาตฯ แต่ระบบบำบัดน้ำเสียมีสภาพไม่เรียบร้อย และมีแนวโน้มที่อาจจะทำให้น้ำเสียไหลออกนอกบริเวณโรงงานโดยไม่ผ่านระบบบำบัดน้ำเสีย ประกอบกับบริเวณด้านหลังโรงงานมีการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียเพิ่มเติมซึ่งมีสภาพไม่เรียบร้อยเช่นกัน และพบการกองเก็บวัสดุที่ไม่ใช้แล้วจากกระบวนการผลิตไว้กลางแจ้งในปริมาณมาก โดยไม่มีการส่งไปบำบัดหรือกำจัด

นายวราวุธ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังพบว่าภายในบริเวณอาคารโรงงานมีกลิ่นเหม็นจากกระบวนการผสมวัตถุดิบ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี จึงได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ให้ปรับปรุงแก้ไขโรงงาน โดยให้จัดทำมาตรการป้องกันน้ำเสียจากระบบบำบัดน้ำเสียเพื่อป้องกันมิให้น้ำเสียไหลออกนอกบริเวณโรงงาน และให้นำเศษวัสดุที่ไม่ใช้แล้วจากกระบวนการผลิตไปกำจัดหรือบำบัดให้ถูกต้องตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว พ.ศ. 2566 และให้จัดทำมาตรการควบคุมและป้องกันกลิ่นที่เกิดจากการประกอบกิจการโรงงาน ทั้ง 3 ข้อให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ส่วนประเด็นเรื่องฝุ่นละออง และเสียงดังจากการประกอบกิจการของโรงงานดังกล่าว สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี อยู่ระหว่างดำเนินการประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าตรวจ วัด วิเคราะห์คุณภาพอากาศและระดับเสียงรบกวนต่อไป

นายวราวุธ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีบ่อน้ำกรดรุนแรงข้างบริษัทอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง ซึ่งปรากฏว่าพบน้ำในบ่อเก็บกักมีสภาพเป็นกรดรุนแรง และอาจมีความเสี่ยงแพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก พบว่าเป็นพื้นที่ของบริษัท อุตสาหกรรมสีเขียว น้ำใส จำกัด ประกอบกิจการทำอิฐบล็อก อิฐตัวหนอน จากวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ตั้งอยู่หมู่ที่ 10 ต.นาวังหิน อ.พนัสนิคม จังหวัดชลบุรี โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบโรงงานเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 พบว่าการประกอบกิจการก่อให้เกิดน้ำเสียจากกระบวนการผลิต โดยใช้ระบบบำบัดน้ำเสียแบบเคมี (Chemical treatment) สภาพระบบบำบัดใช้งานได้ตามปกติไม่พบการระบายน้ำทิ้งออกนอกบริเวณโรงงาน แต่ภายในบริเวณโรงงานมีบ่อดินขนาดใหญ่ไว้สำหรับรองรับน้ำฝนหรือน้ำผิวดินที่เกิดขึ้นภายในบริเวณโรงงาน สำนักงานจึงได้เก็บตัวอย่างน้ำจากบ่อดังกล่าว พบว่าคุณลักษณะน้ำในบ่อดินมีคุณลักษณะไม่เป็นไปตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงาน พ.ศ. 2560

นายวราวุธ ระบุว่า ได้มีคำสั่งมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ให้ปรับปรุงแก้ไขโรงงานจำนวน 2 ข้อ ได้แก่ 1.ให้ฟื้นฟูคุณภาพน้ำในบ่อดินที่อยู่ภายในบริเวณโรงงานให้มีคุณลักษณะเป็นไปตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงาน พ.ศ. 2560 และ2.ให้กำหนดมาตรการในการป้องกันและควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อดินที่อยู่ภายในบริเวณโรงงาน ให้มีคุณลักษณะเป็นไปตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงาน พ.ศ. 2560 โดยให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ต่อมา วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 บริษัทฯ ขอยื่นขยายระยะเวลาปรับปรุงแก้ไขโรงงานออกไปถึงวันที่ 26 สิงหาคม 2569 เนื่องจากอยู่ระหว่างการติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียในบ่อดินและก่อสร้างแนวคอนกรีตเพื่อป้องกันสิ่งปนเปื้อนไหลลงบ่อดิน ซึ่งสำนักงานฯ จะได้ตรวจติดตามผลการปฏิบัติตามคำสั่งต่อไป

“กระทรวงอุตสาหกรรมจะเร่งตรวจสอบทุกข้อร้องเรียนของประชาชน และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ประกอบการที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมกำชับให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดและกรมโรงงานอุตสาหกรรมติดตามการปฏิบัติตามคำสั่งทางกฎหมายอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเร่งรัดการตรวจวัดคุณภาพน้ำ อากาศ ฝุ่น และเสียง เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามจนยากต่อการแก้ไขและเยียวยา”นายวราวุธ ระบุ

ทั้งนี้ หากพี่น้องประขาชนประสบปัญหาต่างๆ อันเกี่ยวเนื่องกับกระทรวงอุตสาหกรรม สามารถแจ้งได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง ที่สายด่วน 1564

“บีโอไอ” ลุยจัด THECA 2026!! เชื่อมห่วงโซ่อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก หนุนไทยสู่ฐานผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง รวบรวมผู้ประกอบการกว่า 300 ราย คาดมีผู้เข้าชมงานกว่า 7,000 ราย

บีโอไอผนึกพันธมิตรจัด THECA 2026 เชื่อมห่วงโซ่อิเล็กทรอนิกส์ หนุนไทยสู่ฐานผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมกับสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA) และสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ฮ่องกง (HKPCA) เตรียมจัดงาน Thailand Electronics Circuit Asia 2026 (THECA 2026) ภายใต้แนวคิด “Innovating PCB and Advanced Electronics with Next-Gen Packaging” ระหว่างวันที่ 26–28 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยรวบรวมผู้ประกอบการกว่า 300 บริษัทจากทั่วโลก ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต PCB และ PCBA เทคโนโลยีและเครื่องจักรการผลิต ระบบ Smart Manufacturing ไปจนถึงเทคโนโลยี AI และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานกว่า 7,000 รายจากทั่วโลก เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และต่อยอดโอกาสการลงทุน พร้อมผลักดัประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีขั้นสูงของเอเชีย
.
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในฐานะเจ้าภาพการจัดงาน THECA เปิดเผยว่า งาน THECA เป็นเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้พัฒนาเทคโนโลยี นักลงทุน และผู้ซื้อจากทั่วโลก พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในประเทศไทยเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก โดยในปีนี้ บีโอไอได้ขยายบทบาทดังกล่าวด้วยการจัด Workforce Pavilion หรือโซนพัฒนาศักยภาพบุคลากรขึ้นเป็นครั้งแรก โดยบีโอไอและสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำของไทย จัดกิจกรรมแนะแนวการศึกษา การจับคู่งาน (Job Matching) และสร้างโอกาสสมัครงานและฝึกงานกับบริษัทชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมโลก ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตของอุตสาหกรรมในระยะยาว
.
นอกจากนี้ บีโอไอยังจัด Local Supply Chain Pavilion โซนที่รวบรวมผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ไทยด้าน PCB และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจและเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของซัพพลายเชนไทย ลดการพึ่งพาการนำเข้า และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตสู่ตลาดสากล อันเป็นการยกระดับระบบนิเวศอุตสาหกรรมของไทยทั้งด้านบุคลากรและผู้ประกอบการ รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2566 – มิถุนายน 2569) บีโอไอได้รับคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงรวม 880 โครงการ มูลค่ากว่า 9 แสนล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบชิป การผลิตและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ การผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) การประกอบแผงวงจร (PCBA) ตลอดจนการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม PCB และวัตถุดิบ ซึ่งมีคำขอรับการส่งเสริมรวม 224 โครงการ มูลค่ากว่า 331,000 ล้านบาท สะท้อนการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม PCB และ PCBA ที่ครบวงจรมากขึ้น และตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่ฐานการผลิตอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่สำคัญของภูมิภาค รองรับการเติบโตของ AI ยานยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์อัจฉริยะในอนาคต

“ท่ามกลางกระแสการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานของโลก ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในฐานการผลิต PCB ชั้นนำของโลก โดยผู้ผลิต PCB รายใหญ่ที่สุดของโลกกว่าครึ่งหนึ่งเลือกไทยเป็นฐานการผลิต และเดินหน้าขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง นับเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย งาน THECA ครั้งนี้มีความหมายอย่างมาก นอกจากเป็นการปักหมุดประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิต PCB และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของภูมิภาคแล้ว ยังจะเป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมคนไทยและผู้ประกอบการไทยให้เข้าไปอยู่ใน Global Supply Chain ให้ได้ เพื่อทำให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่ เป็น New Growth Engine ที่จะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับประเทศไทยต่อไปในอนาคต” นายนฤตม์ กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดให้มีการประชุม สัมมนา และเวิร์กช็อประดับนานาชาติกว่า 50 หัวข้อ ครอบคลุมเทคโนโลยี PCB, Electronics Manufacturing Services (EMS), Semiconductor และ Photonics สำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่ พร้อมทั้ง BOI Forum ในหัวข้อ “The Edge AI–Future Mobility Strategic: Synchronizing Thailand's Intelligent Electronics Ecosystem” ซึ่งจะนำเสนอทิศทางและโอกาสของเทคโนโลยี Edge AI และ Future Mobility รวมถึงการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรม Intelligent Electronics ของไทย โดยมีผู้เชี่ยวชาญและผู้นำอุตสาหกรรมจากทั่วโลกร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและโอกาสการลงทุน

นายพิธาน องค์โฆษิต นายกสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย ในฐานะผู้บริหารการจัดงาน THECA 2026 เปิดเผยว่า มูลค่าตลาดอุตสาหกรรม Advanced Electronics ของประเทศไทยในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 48,000 – 52,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกลุ่ม Semiconductor และ Advanced Packaging มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 15 – 20% ต่อปี ขณะที่กลุ่ม AI Server และ Data Center Electronics คาดว่าจะเติบโตสูงถึง 18 – 22% ต่อปี สะท้อนว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ที่สำคัญของประเทศไทย และเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่ฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาค

นายแคนิส ชุง (Mr. Canice Chung) นายกสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ฮ่องกง ผู้ร่วมจัดงาน THECA 2026 กล่าวเสริมว่า เอเชียกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางสำคัญของห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์โลก และความร่วมมือระหว่างประเทศจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรม AI เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดย THECA 2026 ได้พัฒนาเป็นแพลตฟอร์มระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ซื้อ นักลงทุน และผู้นำอุตสาหกรรมจากทั่วโลก พร้อมตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของภูมิภาคและ “ประตูสู่เอเชีย” สำหรับผู้ประกอบการและผู้ซื้อทั่วโลก

ภายในงานแถลงข่าว ยังมีเวทีเสวนาพิเศษหัวข้อ ทักษะแห่งอนาคตและโอกาสในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก โดย ผู้บริหารสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.), สมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA) และอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมเชื่อมโยงสู่ Workforce Pavilion ซึ่ง สอวช. เป็นแกนหลักในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาทักษะแรงงาน ยกระดับมาตรฐานบุคลากร และสร้างโอกาสการจ้างงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต

การจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ออโรเม็กซ์ จำกัด และ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด

เชิญชวนลงทะเบียนเข้าชมงานฟรี

สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมงาน สมัครงาน สามารถลงทะเบียนล่วงหน้า โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้ที่ https://thecaregistrations.com/Registration/ChooseTypeRegis.aspx?codeInv=THECA2

ผู้ลงทะเบียนหน้างาน มีค่าธรรมเนียมในการเข้าชมงาน 500 บาท

ช่องทางติดตามข่าวสาร
· Website: https://thailandelectronicscircuitasia.com/

· Facebook: https://www.facebook.com/thailandelectronicscircuitasia/

· Linkedin: https://www.linkedin.com/company/thailand-electronics-circuit-asia/

· Tiktok: https://www.tiktok.com/@thecaofficial

· Youtube: https://www.youtube.com/@THECA_Official

· Line: https://lin.ee/rD0bLRm

บางจากฯ ลุยบริจาค!! สมทบ 3.6 ล้านบาท ช่วย 19 แห่ง ต่อเนื่องมอบผ่านคะแนนสะสม ยึดหลัก Greenovative ร่วมสร้างสังคม ครบ 20 ปีจับมือสมาชิกกรีนไมลส์

บางจากฯ และสมาชิกบางจากกรีนไมลส์ร่วมบริจาคให้องค์กรสาธารณประโยชน์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 ที่ได้เดินทางเคียงข้างกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้น่าอยู่

บางจากฯ ร่วมเป็นตัวแทนสมาชิกบางจากกรีนไมลส์มอบเงินจากการบริจาคคะแนนสะสมจากการเติมน้ำมันและซื้อสินค้าในเครือบางจากฯ รวมกับส่วนที่บางจากฯ ร่วมสมทบ เป็นเงินทั้งสิ้น 3,600,000 บาท มอบให้แก่องค์กรสาธารณประโยชน์รวม 19 แห่ง เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวคิด Greenovative Destination ของสถานีบริการน้ำมันบางจาก และเป็นการจับมือรวมน้ำใจก้าวไปด้วยกันต่อเนื่องตลอด 20 ปี

นายเสรี อนุพันธนันท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้บริหาร บางจากฯ ร่วมเป็นตัวแทนสมาชิกบางจากกรีนไมลส์มอบเงินจากการบริจาคคะแนนสะสมที่สมาชิกได้รับจากการเติมน้ำมันและซื้อสินค้าในเครือบางจากฯ ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมารวมกับส่วนที่บางจากฯ ร่วมสมทบ เป็นเงินทั้งสิ้น 3,600,000 บาท มอบให้แก่องค์กรสาธารณประโยชน์รวม 19 แห่ง

โดยสมาชิกได้ร่วมบริจาคคะแนนสะสมอย่างต่อเนื่องตลอด 20 ปี เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมทั้งเด็ก ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย สัตว์ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ บางจากฯ ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางให้สมาชิกสามารถร่วมส่งต่อการให้ผ่านการบริจาคคะแนนสะสมแก่องค์กรสาธารณประโยชน์ได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น ผ่านฟีเจอร์ “ตะกร้าบุญ” บนแอปบางจาก และเว็บไซต์ www.bcpgreenmiles.com ซึ่งสมาชิกสามารถเลือกบริจาคเป็นรายครั้งได้ด้วย เป็นการจับมือรวมน้ำใจก้าวไปด้วยกันต่อเนื่องตลอด 20 ปี ระหว่างบางจากฯ กับสมาชิกบางจากกรีนไมลส์เพื่อร่วมแบ่งปันส่งต่อความสุขและสร้างสังคมไทยที่น่าอยู่อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิด Greenovative Destination ของสถานีบริการน้ำมันบางจาก ที่มุ่งเป็นมากกว่าผู้ส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการคุณภาพสูง แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของทุกภาคส่วน

ปัจจุบันมีจำนวนองค์กรที่ได้รับบริจาครวมทั้งหมด 19 องค์กร ได้แก่ 1.มูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า 2.มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) 3.มูลนิธิรามาธิบดี 4.สภากาชาดไทย 5.มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 6.มูลนิธิบ้านบางแคในพระอุปถัมภ์ฯ 7.ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล 8.มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย 9.มูลนิธิสืบนาคะเสถียร 10.มูลนิธิแพทย์ชนบท 11.มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ 12,มูลนิธิธรรมรักษ์ (วัดพระบาทน้ำพุ) 13.มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก 14.มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี 15.มูลนิธิเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ 16.สถานสงเคราะห์เด็กและเยาวชนมูลนิธิพระครูบาน้อย เขมปัญโญ (องค์กรสาธารณประโยชน์) 17.มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี 18.มูลนิธิบ้านนกขมิ้น 19.มูลนิธิใบไม้ปันสุข

บางจากฯ เป็นบริษัทแรกในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันที่จัดทำระบบสมาชิก เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานคุณภาพสูงที่สะอาดและดีต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มความคุ้มค่าของการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยมอบคะแนนสะสมทุกครั้งที่สมาชิกเติมน้ำมัน ซื้อสินค้าและบริการในกลุ่มบริษัทบางจาก แล้วนำคะแนนสะสมที่ได้รับมาใช้เป็นส่วนลดในครั้งถัดไปในการเติมน้ำมัน ซื้อสินค้าที่ร้านกาแฟอินทนิล หรือน้ำมันหล่อลื่น FURiO ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากหรือศูนย์บริการ FURiO Care และที่พิเศษไม่เหมือนใครคือ สิทธิพิเศษ “ขึ้นเท่าไหร่ คืนเท่านั้น” เมื่อสมาชิกเติมน้ำมันในวันแรกที่ปรับขึ้นราคา จะได้รับคะแนนพิเศษเพิ่มมูลค่าเท่ากับส่วนต่างราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น และในโอกาสครบรอบ 20 ปี บางจากกรีนไมลส์ นอกจากการสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ แล้วบริษัทฯ ยังได้จัดรายการสมนาคุณสุดพิเศษมอบให้กับสมาชิกที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันตลอดระยะเวลา 20 ปี โดยมอบส่วนลด 120 บาท เมื่อเติมน้ำมันครบ 1,000 บาท ขึ้นไปและใช้คะแนน 500 คะแนน (ปกติ 500 คะแนน แลกได้ 100 บาท)

ดูรายละเอียดเกี่ยวกับสมาชิกบางจากกรีนไมลส์และสิทธิ์พิเศษต่างๆ ได้ที่ www.bcpgreenmiles.com, แอปบางจาก, Facebook: Bangchak Member Club, Bangchak Line Official [Line: @Bangchak] และ โทร. 1651 กด 4

EECO ลุย EECiti จัด Market Sounding รับความเห็นนักลงทุน มีไทย-ต่างชาติสนใจ PPP โครงสร้างพื้นฐาน วางแผนเปิดคัดเลือกเอกชนปี 2571 เป้าหมายเป็นเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ

EECO ชูธงโครงการ EECiti หลัง Market Sounding นักลงทุนไทย - ต่างชาติ
สนใจลงทุน PPP โครงสร้างพื้นฐานล้นหลาม
เตรียมสร้างความเชื่อมั่น ปูทางสู่เมืองน่าอยู่อัจฉริยะแห่งอนาคตของไทย

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เปิดเผยว่า EECO ได้จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน (Market Sounding) โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคส่วนกลาง ภายใต้โครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti) เมื่อช่วงปลายเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา พบว่า มีนักลงทุน ผู้ประกอบการชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศ ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ สถาบันการเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานมากกว่า 100 ราย โดยได้แสดงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของโครงการ EECiti และมีความสนใจในการร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP ในโครงการฯ ดังกล่าว

ทั้งนี้ EECO จะได้นำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากการจัดเวทีสัมมนาฯ ครั้งนี้ ไปปรับปรุงรายละเอียดโครงการและจัดทำเอกสารคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนตามกรอบเวลาที่กำหนด เพื่อออกแบบโครงการ PPP ที่ตอบโจทย์ทั้งภาครัฐและเอกชน สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน และเตรียมเปิดคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดในปี 2571 ต่อไป

“ EECO เชื่อมั่นว่า การออกแบบโครงการที่ดี ต้องเริ่มต้นจากการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนจริง เวที Market Sounding ครั้งนี้ จึงจัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาโครงการ รูปแบบการร่วมลงทุน โครงสร้างการลงทุน สิทธิประโยชน์ ตลอดจนข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่จะช่วยให้โครงการมีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ และสามารถดึงดูดการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการจัด Market sounding จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน นักลงทุน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ในการร่วมกันขับเคลื่อน EECiti ให้ก้าวสู่การเป็นเมืองต้นแบบแห่งอนาคตของประเทศไทย” ดร.จุฬา กล่าว

สำหรับภายในงานสัมมนาฯ ช่วงรับฟังความคิดเห็น (Hearing Session) EECO ได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้ซักถามและแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการลงทุน การจัดสรรความเสี่ยง แนวทางการบริหารโครงการ และปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน รวมทั้งกิจกรรมสร้างเครือข่ายด้านการลงทุน (Investment Networking) ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงิน โดยมีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจ เช่น การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคตามการพัฒนาพื้นที่ธุรกิจที่สอดคล้องกับระยะเวลาพัฒนาโครงการ (Phasing) การชักจูงนักลงทุนและผู้อยู่อาศัยเพื่อสร้างอุปสงค์ (Demand) เพื่อสอดคล้องรองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค การพิจารณารูปแบบการสนับสนุนทางการด้านการเงินและการอำนวยความสะดวกในการลงทุน การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และคำนึงถึงความเชื่อมโยงกับพื้นที่และชุมชนโดยรอบ เป็นต้น ซึ่ง EECO จะนำข้อเสนอแนะไปประกอบการดำเนินงานโครงการ EECiti ให้สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน และสำหรับการจัดสัมมนา Market Sounding ครั้งถัดไป

EECO ชวนชิมช็อปไอคอนสยาม เรียนรู้ธุรกิจในงาน EEC Select Best ชิม ช็อป สินค้าและบริการคุณภาพจากอีอีซี รวมผู้ประกอบการ 25 ราย จังหวัดระยอง ชลบุรี กิจกรรม DIY และส่วนลดพิเศษสำหรับผู้ร่วมงาน

EECO พาผู้ประกอบการ EEC Select Best Service ปักหมุดไอคอนสยาม 1 – 2 ส.ค. นี้ ชวนชิม ช๊อป พักผ่อน สัมผัสเสน่ห์สินค้าและบริการคุณภาพจากพื้นที่อีอีซี

(วันที่ 1 ส.ค. 2569) ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO พร้อมด้วยนายวัฒนเกียรติ พัชรโชคมงคล Head of Retail Concept Store บริษัท ดิสคอฟเวอรี่

รีเทล จำกัด เข้าร่วมงาน EEC Select Best Service 2026 สัมผัสเสน่ห์ EEC at ICON SIAM ณ วัฒนา ฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม (ICONSIAM) โดย EECO ได้นำผู้ประกอบการคุณภาพที่ได้รับการการันตีจากโครงการคัดเลือกผลิตภัณฑ์ชุมชนต้นแบบประเภทบริการ (EEC Select Best Service) ในพื้นที่ 3 จังหวัดอีอีซี ได้แก่ ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา รวมกว่า 25 ราย เพื่อให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่สนใจ ได้เลือกใช้ชิม ช็อปสินค้า หรือเข้าใช้บริการ พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษภายในงาน

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ร่วมงาน EEC at ICON SIAM ครั้งนี้ จะประกอบด้วย ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนคุณภาพ ร้านอาหารคาเฟ่ชื่อดัง ที่พักและโรงแรมระดับ 4 – 5 ดาว สปาและ Wellness รวมทั้งจะมีกิจกรรม Workshop และ DIY ให้ร่วมสนุกและได้ความรู้ เช่น การสอนทำพิมเสนน้ำสมุนไพร ก้านไม้หอม พวงกุญแจจากขยะทะเล และกิจกรรม Coffee Stories ที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจเรียนรู้การเปิดร้านกาแฟ และการทำธุรกิจจากผู้เชี่ยวชาญมาดำเนินการอบรมให้ความรู้
เป็นต้น

รวมไปถึงความพิเศษภายในงานครั้งนี้ ห้ามพลาดกับ Experience Storie หากซื้อสินค้า หรือบริการภายในงานครบ 1,000 บาท จะได้รับสิทธิ์เลือก ร่วมกิจกรรม DIY ฟรี 1 กิจกรรม หรือใช้เป็นส่วนลดแลกซื้อสินค้าและบริการ มูลค่า 100 บาท (ตามเงื่อนไขที่กำหนด)

สำหรับงาน EEC Select Best Service 2026 สัมผัสเสน่ห์ EEC at ICON SIAM ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานฟรี โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 1 – 2 สิงหาคม 2569 นี้ เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ วัฒนา ฮอลล์ ชั้น 3 ที่ศูนย์การค้าไอคอนสยาม (ICONSIAM) EECO จึงขอเชิญชวนให้ท่านที่สนใจร่วมงานครั้งนี้ เพื่อได้รับสินค้าและบริการดี มีคุณภาพ จากพื้นที่

อีอีซี และถือเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในพื้นที่อีอีซีอีกด้วย

“มาสด้า” ผลักดันเยาวชน!! เปิดกิจกรรมกีฬาเพื่อพัฒนา เสริมทักษะ ปลูกวินัยและแรงบันดาลใจ ร่วมกับสโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพฟุตบอลไทย

มาสด้าสานต่อกิจกรรม “Mazda Goal ก้าวแรกสู่อาชีพ ครั้งที่ 3”
เปิดโอกาสเยาวชน เรียนรู้ทักษะฟุตบอลจากนักเตะอาชีพ

สร้างแรงบันดาลใจสู่อนาคต

กรุงเทพฯ – ประเทศไทย, -30 กรกฎาคม 2569 – บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
ร่วมกับสโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี เดินหน้าส่งเสริมศักยภาพเยาวชนไทยผ่านกิจกรรม “Mazda
Goal ก้าวแรกสู่อาชีพ ครั้งที่ 3” เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ทักษะฟุตบอลจากนักฟุตบอลอาชีพและทีมผู้ฝึกสอนอย่างใกล้ชิด พร้อมปลูกฝังวินัย ความมุ่งมั่น การทำงานเป็นทีม
และสร้างแรงบันดาลใจในการก้าวสู่เส้นทางนักฟุตบอลอาชีพในอนาคต โดยมีเยาวชนจากอะคาเดมี
จำนวนกว่า 200 คน เข้าร่วมกิจกรรม ณ สนามฝึกซ้อม SWATCAT Training Pitch จังหวัดนครราชสีมา
นายภพนิพิฐ จิรวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายการตลาดและนวัตกรรมดิจิทัล บริษัท มาสด้า เซลส์
(ประเทศไทย) จำกัด

“มาสด้าเชื่อว่าความสุขในการใช้ชีวิตเริ่มต้นจากการได้รับโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Joy Drives Lives ที่มุ่งส่งมอบประสบการณ์แห่งความสุขในการใช้ชีวิตให้กับลูกค้าและผู้คนในสังคมไม่ใช่เพียงผ่านผลิตภัณฑ์และบริการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชนผ่านกิจกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เติบโต เพราะมาสด้าเชื่อว่า เมื่อผู้คนมีโอกาสได้ค้นพบศักยภาพของตนเองและมีความสุขกับการใช้ชีวิตพวกเขาจะสามารถส่งต่อพลังบวกและสร้างแรงขับเคลื่อนที่ดีให้กับสังคมได้อย่างยั่งยืน”

สำหรับกิจกรรม Mazda Goal ก้าวแรกสู่อาชีพ
สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมาสด้าในการสนับสนุนเยาวชนให้ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง
ฝึกฝนทักษะที่จำเป็น และกล้าที่จะก้าวตามความฝัน
เพราะมาสด้าเชื่อว่าทุกโอกาสในการเรียนรู้สามารถต่อยอดไปสู่อนาคตที่สดใส ความร่วมมือกับ
สโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซีจึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนเจตนารมณ์ของมาสด้าในการสร้างความสุข สร้างแรงบันดาลใจและเติบโตเคียงข้างสังคมไทยอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ มาสด้าได้เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักของสโมรสรฯอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลา 13 ปี ซึ่งเราเชื่อว่าจะมีส่วนช่วยสนับสนุนความฝันของเยาวชนและสร้างการเติบโตให้กับวงการฟุตบอลไทยต่อไป

ครั้งนี้ เยาวชนได้ฝึกทักษะฟุตบอลผ่านฐานการเรียนรู้ทั้ง 4 ฐาน ได้แก่
การเคลื่อนที่และการสัมผัสบอลเบื้องต้น (Ball Feeling & Basic Movement) การส่งบอลและการเลี้ยงบอล (Passing & Dribbling) การเลี้ยงบอลและการรับบอล (Dribbling & Receiving)
และการเลี้ยงบอลพร้อมการยิงประตู (Dribbling & Shooting)

โดยมีทีมผู้ฝึกสอนและนักฟุตบอลอาชีพของสโมสรฯ ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์อย่างใกล้ชิด
ก่อนปิดท้ายด้วยการแข่งขันแบบแบ่งทีม

เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้นำทักษะที่เรียนรู้มาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง
กิจกรรมครั้งนี้ ยังได้รับเกียรติจาก นายประเสริฐ บุญชัยสุข ประธานสโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี
กล่าวเปิดงาน Mazda Goal ก้าวแรกสู่อาชีพ ครั้งที่ 3 อย่างเป็นทางการ พร้อมด้วย นายศุภรัศมิ์
ตัณฑเศรณีวัฒน์ รองนายกเทศมนตรีเทศบาลนคร นครราชสีมา และ ผู้อำนวยการสโมสร นครราชสีมา
มาสด้า เอฟซี กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดกิจกรรม และให้โอวาสแก่เยาวชน
โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีวินัย ความมุ่งมั่น และการไม่หยุดพัฒนาตนเอง
พร้อมมอบของที่ระลึกให้แก่เด็กและเยาวชนทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรม
มาสด้าจะยังคงมุ่งมั่นสร้างคุณค่าคืนสู่สังคมผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพ
และการสร้างโอกาสให้กับเยาวชนไทย พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการเติบโตของวงการฟุตบอลไทยอย่างยั่งยืนเพื่อสร้างคุณค่าให้กับผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมตลอดจนถึงส่งมอบประสบการณ์ความสุขไปยังผู้คนในเจเนอเรชั่นถัดไป

“พีทีที สเตชั่น” ลุยโปรเติมเอง!! ขยายบริการเติมเอง 204 สถานีทั่วประเทศ ลดเพิ่ม 1 บาทต่อลิตรผ่านแอป เพิ่ม Blue Wallet เพิ่มความสะดวก เน้นเติมง่าย จ่ายครบในที่เดียว

พีทีที สเตชั่น จัดโปรเติมเอง (Self Serve) ลด 1 บาท/ลิตร กว่า 204 สถานีทั่วไทย

พีทีที สเตชั่น (PTT Station) เดินหน้าขยายบริการเติมเอง (Self Serve) ครอบคลุมกว่า 204 สถานีทั่วประเทศ

ชูจุดเด่น "สั่ง เติม จ่าย ครบ" ในที่เดียวผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+ ยกระดับความสะดวก ด้วยการเพิ่ม Blue Wallet เป็นอีกหนึ่งช่องทางการชำระเงิน นอกเหนือจากบัตรเครดิตและบัตรเดบิต เพื่อมอบความยืดหยุ่นในการชำระเงินให้กับผู้ใช้บริการพร้อมจัดโปรโมชันพิเศษ รับส่วนลด 1 บาทต่อลิตร สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการ Self Serve ผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+ ระหว่างวันที่ 1–31 สิงหาคม 2569 เพื่อมอบประสบการณ์การเติมน้ำมันที่สะดวกและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

นายพิมาน พูลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) เปิดเผยว่า พีทีที สเตชั่น มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและยกระดับบริการเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และสามารถบริหารจัดการด้วยตนเองได้ การขยายจุดให้บริการเติมเอง (Self Serve) ครอบคลุมกว่า 204 สถานีทั่วประเทศ จะช่วยให้ผู้ใช้รถเข้าถึงบริการได้ง่ายและครอบคลุมยิ่งขึ้น

ช่วยลดระยะเวลาการรอคิว โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน
Self Serve ถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด Easy & Smart ให้ลูกค้าจัดการทุกขั้นตอนตั้งแต่ สั่ง เติม จ่าย ได้ครบจบผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+ บริการ Self Serve ให้คุณเติมน้ำมันได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยเพียง 5 ขั้นตอนง่าย ๆ

1. สั่งเติมผ่านแอป blusplus+ โดยเลือกสถานีบริการ ประเภทน้ำมัน จำนวนเงิน/ลิตร หน้าจ่าย และช่องทางชำระเงิน
2. ยกมือจ่าย น้ำมันตามหน้าจ่ายและชนิดน้ำมันที่เลือก
3. เสียบมือจ่าย เข้าถังน้ำมันรถให้สุดก่อนเริ่มบีบ
4. เติมน้ำมัน โดยบีบค้างไว้จนกว่าจะเติมเสร็จสมบูรณ์
5. วางมือจ่ายคืน กลับเข้าช่องให้ถูกต้อง

สัมผัสประการณ์การเติมน้ำมันที่สะดวก คุ้มค่า และรวดเร็วด้วยบริการ Self Serve ได้แล้ววันนี้ที่ พีทีที สเตชั่น ทั่วประเทศที่ร่วมรายการ

อมตะซิตี้ ลาว ดันแลนด์ลิงก์!! เร่งพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมสีเขียว เชื่อมเส้นทางรถไฟลาว-จีน เชื่อมโยงอาเซียน เฟสแรก 900 เฮกตาร์ เปิดรับนักลงทุนปี 2569 หนุนโลจิสติกส์ยานยนต์ไฟฟ้า 30% ภายใน 2573

อมตะซิตี้ ลาว ปักหมุด“นาหม้อ” เมืองอุตสาหกรรมสีเขียวแห่งลุ่มน้ำโขง ดัน สปป.ลาว สู่แลนด์ลิงก์ลงทุนบนเส้นทางรถไฟลาว-จีน

อมตะซิตี้ ลาว เดินหน้าเร่งพัฒนาโครงการ อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ หลังรัฐบาล สปป.ลาว หารือและติดตามความคืบหน้า ผลักดันโครงการสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียวและโลจิสติกส์แห่งใหม่ของภูมิภาค บนทำเลยุทธศาสตร์เชื่อมเส้นทางรถไฟลาว-จีน รองรับการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เชื่อมโยงจีน ไทย เวียดนาม และอาเซียน ยกระดับ สปป.ลาว สู่ศูนย์กลางการค้าและการลงทุน (Land Link) ของแห่งใหม่ลุ่มน้ำโขง สร้างโอกาสการจ้างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นายสะเหลิมไซ กมมะสิด รองนายกรัฐมนตรี ผู้แทนถาวร และประธานคณะกรรมการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนส่วนกลาง สปป.ลาว เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนโครงการลงทุนที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างการจ้างงาน และการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศ โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งผลักดันโครงการ อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ ให้ดำเนินงานตามกรอบกฎหมายและแผนพัฒนาที่กำหนด พร้อมเร่งแก้ไขอุปสรรคและติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการเดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดการลงทุนตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของ สปป.ลาว

นายวรงค์ ตังประพฤทธิ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะซิตี้ ลาว จำกัด กล่าวว่า โครงการ อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ ถือเป็นยุทธศาสตร์การลงทุนสำคัญของอมตะใน สปป.ลาว โดยต่อยอดจากประสบการณ์การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมในประเทศไทยและเวียดนาม สู่การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม บนทำเลศักยภาพในแขวงอุดมไซ ครอบคลุมพื้นที่โครงการ 3,150 เฮกตาร์ เชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมหลัก โดยเฉพาะเส้นทางรถไฟลาว-จีน ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์และการขนส่ง พร้อมยกระดับบทบาทของ สปป.ลาว จากประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล สู่การเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการค้าและการลงทุน (Land Link) ของภูมิภาค ทั้งนี้ โครงการได้เริ่มก่อสร้างเฟสแรกบนพื้นที่ 900 เฮกตาร์ และพร้อมเปิดรับนักลงทุนภายในปลายปี 2569 นี้

“อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ ตั้งเป้าพัฒนาให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับการออกแบบให้รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งอุตสาหกรรมไฮเทค โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมแปรรูป รวมถึงการพัฒนาเชิงพาณิชย์และพื้นที่ใช้ประโยชน์แบบผสมผสาน เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานและการลงทุนระหว่างจีน ไทย เวียดนาม และประเทศสมาชิกอาเซียน ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยอมตะมุ่งสร้างการเติบโตร่วมกันระหว่างนักลงทุน ชุมชน และประเทศ ภายใต้ปรัชญา "ALL WIN" นายวรงค์กล่าว

ด้านนายวงสวรรค์ ไชยวงศ์ ประธานคณะกรรมการปกครองแขวงอุดมไซ และประธานคณะกรรมการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนแขวงอุดมไซ กล่าวถึงรายงานความคืบหน้าการดำเนินโครงการ พร้อมนำเสนอประเด็นอุปสรรค แนวทางแก้ไข และแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป โดยระบุว่า โครงการ อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพการลงทุนของแขวงอุดมไซ และเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับอุตสาหกรรมและการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อผลักดันโครงการให้เป็นไปตามแผน

สำหรับความคืบหน้าของโครงการ ทางอมตะได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อร่วมศึกษาความเป็นไปได้และพัฒนาโครงการในด้านต่าง ๆ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมร่วมกันศึกษาการพัฒนาพื้นที่จอดรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck Park) เพื่อรองรับระบบโลจิสติกส์สีเขียวและการขนส่งข้ามพรมแดน สอดรับนโยบายของรัฐบาล สปป.ลาว ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเป็น 30% ภายในปี 2573

นอกจากนี้ อมตะยังอยู่ระหว่างศึกษาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบไฟฟ้าและแนวทางการจัดหาพลังงานที่มีความมั่นคง มีเสถียรภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมที่มีระบบนิเวศครบวงจร พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกับทุกภาคส่วน

อุตสาหกรรมไทยต้องเปลี่ยนเกม!! ‘วราวุธ’ ชูเทคโนโลยี–นวัตกรรม–ความยั่งยืน สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ชี้ไทยต้องเป็น Strategic Safe Haven ฐานลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ EV และแบตเตอรี่

“วราวุธ” กางโรดแมปปฏิรูปอุตสาหกรรมไทย ฝ่า Perfect Storm ชู Green-Tech Economy สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ดันไทยขึ้นแท่นฐานผลิตเทคโนโลยีโลก

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงทิศทางการปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมไทย ในการบรรยายพิเศษหัวข้อ “การขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย (Industry Transformation) สู่ความยั่งยืน” ในที่ประชุมคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดยระบุว่า ประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากการผลิตที่แข่งขันด้วยต้นทุน ไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

เพราะโลกกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตที่เกิดจากหลายปัจจัยพร้อมกัน (Perfect Storm) ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการปฏิวัติเทคโนโลยี จนกลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต (Poly Crisis) ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ การค้า และห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะที่ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกมากกว่าร้อยละ 65 ของ GDP จึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมเพื่อรองรับกติกาการค้าโลกใหม่

ประเทศไทยยังมีศักยภาพเป็นฐานการลงทุนที่มีความมั่นคงในภูมิภาค และสามารถต่อยอดสู่การเป็นฐานผลิตอุตสาหกรรมเทคโนโลยี (Strategic Safe Haven) ทั้งดาต้า เซนเตอร์ คลาวด์ เซมิคอนดักเตอร์

 อิเล็กทรอนิกส์ อีวี และแบตเตอรี่ โดยตั้งเป้าดึงการลงทุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มูลค่า 2.5 ล้านล้านบาท พร้อมผลักดันห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าโลก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า มีข้อเสนอ 3 แนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ได้แก่ “รู้เขา รู้เรา” เพื่อยกระดับเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงาน “พี่ช่วยน้อง” ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ และ “คน” ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างขีดความสามารถการแข่งขัน ผ่านการพัฒนาแรงงานด้วย AI การอัพสกิลและรีสกิล

พร้อมกันนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้เร่งผลักดันนโยบายในช่วง 90 วันแรก ทั้งการพัฒนาศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio Hub) มูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท ส่งเสริมการลงทุนระบบอัตโนมัติกว่า 1,000 โครงการ สนับสนุนสินเชื่อผ่าน SME D Bank กว่า 20,000 ล้านบาท ยกระดับผู้ประกอบการด้วย AI ผลิตช่างเทคนิคอีวี และลดระยะเวลาการอนุญาตตั้งโรงงานเหลือต่ำกว่า 30 วัน

ด้านการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม กระทรวงใช้ AI ตรวจจับสินค้าผิดกฎหมาย ปิดร้านค้าออนไลน์ผิดกฎหมายกว่า 8,000 URL พร้อมยกระดับมาตรฐานโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ และปราบปรามโรงงานผิดกฎหมาย เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการ

ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยลดการเผาอ้อยเหลือ 3.8% ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 13.9 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO₂e) พัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ ยกระดับโรงงานสีเขียวกว่า 58,558 โรงงาน และจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศเพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต

นายวราวุธ กล่าวว่า หลักการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) รวมถึง BCG Economy หรือโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการค้าโลก กระทรวงจึงเร่งสนับสนุนแหล่งเงินทุนสำหรับการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม (Green Finance) ควบคู่กับการผลักดัน AI และ Industry 4.0 เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ผ่านอุตสาหกรรมเทคโนโลยี อุตสาหกรรมสีเขียว และนวัตกรรมมูลค่าสูง

“เป้าหมายของกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพียงการรับมือกับความผันผวนของโลก แต่คือการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ที่แข่งขันได้ เติบโตอย่างสมดุล และยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Act Fast, Do Right : การเร่งขับเคลื่อนนโยบายอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการดำเนินการที่ถูกทิศทางและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยที่แข่งขันได้และเติบโตอย่างยั่งยืน“ นายวราวุธ กล่าว

บีโอไอปักหมุดไทย!! ฐานผลิตโฟโตนิกส์โลก ลงทุน 8.2 หมื่นล้านใน 5 ปี รองรับยุค AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ขยายงานทักษะสูงกระจายทั่วไทย

บีโอไอปักหมุดไทย ฐานผลิตโฟโตนิกส์โลก
ลงทุนทะลุ 8 หมื่นล้านบาท รับกระแส AI และสื่อสารความเร็วสูง

บีโอไอเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ (Photonics) เทคโนโลยีที่เป็นหัวใจของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยุค AI ล่าสุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีโครงการขอรับการส่งเสริมแล้วถึง 79 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 82,700 ล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตสายใยแก้วนำแสง
ไปจนถึง Optical Transceiver ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญของการรับส่งข้อมูลด้วยแสงให้กับ AI ทั่วโลก ตอกย้ำศักยภาพของไทยในการก้าวขึ้นเป็นฐานผลิตเทคโนโลยีโฟโตนิกส์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของภูมิภาค พร้อมสร้างงานคุณภาพให้วิศวกรและบุคลากรไทย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI ระบบคลาวด์ การประมวลผลสมรรถนะสูง และระบบสื่อสารความเร็วสูง ได้ผลักดันให้ “เทคโนโลยีโฟโตนิกส์” มีบทบาทสำคัญมากขึ้น เนื่องจากการส่งข้อมูลด้วยแสงผ่านสายใยแก้วนำแสงสามารถรองรับปริมาณข้อมูลมหาศาลได้ด้วยความเร็วสูง ใช้พลังงานต่ำ และลดการสูญเสียของสัญญาณเมื่อเทียบกับ

การส่งสัญญาณด้วยไฟฟ้า จึงกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยุคใหม่
โฟโตนิกส์ (Photonics) คือ เทคโนโลยีที่ใช้แสงในการส่งผ่าน ควบคุม และประมวลผลข้อมูล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบสื่อสารความเร็วสูงในยุคดิจิทัล โดยครอบคลุมหลากหลายผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ สายใยแก้วนำแสง (Optical Fiber) ซึ่งเป็นตัวกลางในการส่งสัญญาณแสง, ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ Optical เช่น เลเซอร์ ตัวรับสัญญาณแสง และอุปกรณ์ควบคุมสัญญาณ, Optical Module ตัวแปลงสัญญาณไฟฟ้าที่ใช้ส่งข้อมูลในคอมพิวเตอร์หรือระบบโทรคมนาคมต่าง ๆ เป็นสัญญาณแสง และแปลงสัญญาณแสงกลับเป็นสัญญาณไฟฟ้า เพื่อให้สามารถรับส่งข้อมูลผ่านสายใยแก้วนำแสงได้ด้วยความเร็วสูง ไปจนถึงชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง (Optical Transceiver)
ที่ใช้เชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์ สวิตช์ และอุปกรณ์เครือข่ายภายใน AI Data Center รวมถึงโครงข่ายสื่อสารความเร็วสูง

รุ่นใหม่ที่มีอัตราส่งข้อมูลสูงถึง 1.6 Terabits per second (1.6T)
กล่าวง่าย ๆ คือ ทุกครั้งที่เราแชทกับ AI สตรีมภาพยนตร์ หรือประชุมออนไลน์ข้ามทวีป ข้อมูลมหาศาลเหล่านั้นกำลังถูกแปลงเป็นแสง และส่งผ่านสายใยแก้วนำแสงด้วยความเร็วระดับเสี้ยววินาที ผ่านอุปกรณ์
ชิ้นเล็ก ๆ นี้ ทั้งภายในศูนย์ประมวลผลข้อมูลเอง และผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อส่งต่อให้ระบบ 5G หรือ Wifi ไปยังคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้งานทั่วโลก

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2564 – มิถุนายน 2569) มีโครงการลงทุนในอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ยื่นขอรับการส่งเสริมจากบีโอไอจำนวน 79 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 82,700 ล้านบาท ประกอบด้วย การผลิตสายใยแก้วนำแสง 12 โครงการ มูลค่า 13,700 ล้านบาท การผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่ใช้กับระบบสื่อสารด้วยแสงต่าง ๆ 47 โครงการ มูลค่า 19,500 ล้านบาท ไปจนถึงการผลิตผลิตภัณฑ์สื่อสารด้วยแสงครบชุด 20 โครงการ มูลค่า 49,400 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าไทยมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ที่เชื่อมโยงครบวงจร รองรับการเติบโตของ AI Data Center, ระบบคลาวด์ และอุตสาหกรรมดิจิทัลแห่งอนาคต

บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมในกลุ่มนี้ ครอบคลุมส่วนต่าง ๆ ของห่วงโซ่อุตสาหกรรมโฟโตนิกส์
ที่แตกต่างกัน โดยบริษัทที่มีการผลิตตั้งแต่สายใยแก้วนำแสง ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ Optical จนถึงชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง เช่น บริษัท ลูเมนตั้ม อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ในเครือ Lumentum Holdings ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของ Nvidia ส่วนบริษัทที่เน้นผลิตระดับชิ้นส่วนและอุปกรณ์ ถึงชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง เช่น บริษัท ซิเลซติกา (ประเทศไทย) และบริษัท ฟาบริเนท ซึ่งใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลัก โดยเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วน Optical รายใหญ่ให้กับ Nvidia, Cisco และ Amazon Web Services ขณะที่บริษัทที่เน้นผลิตชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสงเป็นหลัก เช่น บริษัท เทราฮอป (ไทยแลนด์) และบริษัท อีออปโตลิงค์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นผู้ผลิต Optical Transceiver อันดับ 1-2 ของโลก ปัจจุบันมีการจ้างงานบุคลากรไทยรวมกันมากกว่า 20,000 คนสะท้อนว่าผู้ผลิตที่มีฐานในไทยเหล่านี้ล้วนเป็นผู้นำ

ในเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ และเป็นส่วนสำคัญของซัพพลายเชนอุตสาหกรรม AI ระดับโลก โดยนอกจากการผลิต บริษัทเหล่านี้ยังช่วยสร้างงานทักษะสูงจำนวนมาก และมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหลายแห่งในการวิจัยและพัฒนาบุคลากรด้วย

ในแง่ที่ตั้งโครงการลงทุน การลงทุนไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในพื้นที่ EEC เป็นที่น่าสังเกตว่า โครงการส่วนใหญ่จำนวน 48 โครงการ จากทั้งหมด 79 โครงการ หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 60 ตั้งกระจายอยู่ในจังหวัดนอกพื้นที่ EEC ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา (16 โครงการ) ปทุมธานี (10 โครงการ) สระบุรี
(9 โครงการ) สมุทรปราการ (4 โครงการ) ที่เหลือเป็นจังหวัดนครปฐม สมุทรสาคร ปราจีนบุรี และกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะช่วยกระจายความเจริญ เพิ่มโอกาสการจ้างงานและการพัฒนาบุคลากรในภูมิภาค และสะท้อนถึงการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงในหลายภูมิภาคของประเทศ

“การเติบโตของ AI Data Center, Cloud Computing และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ กำลังผลักดันให้เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว บีโอไอมุ่งส่งเสริมการลงทุนตลอดทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศการผลิตที่ครบวงจร ตั้งแต่การผลิตวัสดุ ชิ้นส่วน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง รวมทั้งการเตรียมพร้อมบุคลากรร่วมกับกระทรวง อว. เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้มีแนวโน้มเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง และจะมีความต้องการบุคลากรทักษะสูงและเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพิ่มขึ้นอีกมาก จึงเป็นโอกาสดีของคนไทยที่จะได้พัฒนาทักษะใหม่ ๆ พร้อมทั้งได้ทำงานที่มีคุณค่าและมีรายได้สูง” นายนฤตม์ กล่าว

อุตฯ ลุยมาตรฐานแบตเตอรี่ เพาเวอร์แบงค์!! รมว.อุตฯ เตรียมชง ครม.คุมเข้มแบตเตอรี่ รับรอง มอก. ปรับเทียบมาตรฐานสากล บังคับใช้กลางปี 2570 ป้องกันอุบัติเหตุ ยกระดับคุณภาพสินค้าส์ไทยสู่ตลาดโลก

อุตฯ เล็งชง ครม. คุมเข้มแบตเตอรี่-พาวเวอร์แบงก์ ยกระดับ มอก. เทียบมาตรฐานโลก บังคับใช้กลางปี 2570 ป้องกันความปลอดภัยประชาชน

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่าเตรียมเสนอร่างกฎกระทรวงต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อกำหนดให้ แบตเตอรี่ระบบนิกเกิล แบตเตอรี่ระบบลิเทียม และพาวเวอร์แบงก์ เป็นสินค้าควบคุม โดยสินค้าที่ผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายในประเทศไทย จะต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ก่อนออกสู่ตลาด

มาตรการดังกล่าวเป็นการปรับปรุงมาตรฐานให้ทันต่อเทคโนโลยี หลังแบตเตอรี่และพาวเวอร์แบงก์ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์พกพา และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ขณะที่เหตุแบตเตอรี่ลุกไหม้หรือระเบิดยังเกิดขึ้นเป็นระยะ ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

การทบทวนมาตรฐานครั้งนี้อ้างอิงมาตรฐานสากล IEC 62133 โดยแยกมาตรฐานแบตเตอรี่ออกเป็น 2 ประเภท เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน ได้แก่ มอก. 62133 เล่ม 1-2565 สำหรับแบตเตอรี่ระบบนิกเกิล และ มอก. 62133 เล่ม 2-2565 สำหรับแบตเตอรี่ระบบลิเทียม พร้อมปรับปรุง มอก. 2879-2567 สำหรับพาวเวอร์แบงก์ เพื่อให้มาตรฐานทั้งระบบมีความเชื่อมโยงและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

สาระสำคัญของมาตรฐานใหม่ คือ การเพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัย โดยกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ต้องผ่านการทดสอบการป้องกันการคายประจุเกิน ความทนทานต่อแรงสั่นสะเทือน ความทนต่ออุณหภูมิสูง และความร้อนจากการชาร์จซ้ำ รวมถึงต้องแสดงข้อมูลและคำเตือนการใช้งานอย่างชัดเจน เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค

“หาก ครม. เห็นชอบ คาดว่ามาตรฐานทั้ง 3 ฉบับจะมีผลบังคับใช้ ภายในกลางปี 2570 โดยเปิดช่วงเปลี่ยนผ่านให้ผู้ประกอบการปรับกระบวนการผลิต การนำเข้า และการขอใบอนุญาตตามมาตรฐานใหม่ ขณะที่ผู้ได้รับใบอนุญาตเดิมสามารถยื่นขอขยายระยะเวลาได้ตามความจำเป็น แต่ไม่เกิน 1 ปีหลังมาตรฐานมีผลใช้บังคับ”

นายวราวุธ กล่าวว่า การยกระดับมาตรฐานครั้งนี้ไม่เพียงเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้บริโภค แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพสินค้าไทย ลดปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐาน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในตลาดโลก โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะเร่งประชาสัมพันธ์ อำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ และเข้มงวดการตรวจสอบเพื่อป้องกันสินค้าด้อยคุณภาพเข้าสู่ตลาด

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการบังคับใช้มาตรฐานใหม่จะเป็นแรงผลักดันให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องยกระดับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้าไทย รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานแห่งอนาคต ทั้งยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและลดต้นทุนความเสียหายจากอุบัติเหตุที่เกิดจากสินค้าคุณภาพต่ำในระยะยาว

แบรนด์ลุยตลาดสุขภาพ!! สุขภาพกลายเป็นสกุลเงินใหม่ของการตลาด หลายแบรนด์ใช้วิ่งสร้างสัมพันธ์ลูกค้า “วิ่งแลก” รางวัลยอดฮิตกระตุ้นพฤติกรรม เศรษฐกิจสุขภาพโตต่อเนื่องทั่วโลก

ทำไมหลายแบรนด์ถึงยอม "จ่าย" ให้คนออกไปวิ่ง? เมื่อสุขภาพกำลังแทนที่ส่วนลดในเกมการตลาดยุคใหม่

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากสังเกตให้ดีจะพบว่า "การวิ่ง" ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น "สกุลเงิน" รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค เราเริ่มเห็นแคมเปญแปลกตาเกิดขึ้นมากมายในตลาด วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง กลับเลือกใช้ "การวิ่ง" เป็นเงื่อนไขเดียวกันในการมอบรางวัล

คำตอบอาจไม่ใช่เพราะคนไทยกำลังฮิตวิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่เป็นเพราะ "สุขภาพ" กำลังกลายเป็นสินทรัพย์รูปแบบใหม่ที่มีคุณค่าต่อทั้งผู้บริโภคและธุรกิจ ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณของการเปลี่ยนเกมการตลาดในยุคที่ผู้คนไม่ได้ต้องการเพียงโปรโมชั่น แต่ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก

เมื่อแบรนด์ไม่ได้อยากให้คุณแค่ซื้อ แต่อยากให้คุณสุขภาพดี
ในอดีตการตลาดส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดง่ายๆ ยิ่งใช้ ยิ่งได้ ยิ่งรูดบัตรมาก ยิ่งได้คะแนน ยิ่งซื้อเยอะ ยิ่งได้ส่วนลด ยิ่งใช้บริการ ยิ่งได้รับสิทธิพิเศษ แต่วันนี้หลายแบรนด์เริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า ถ้าลูกค้าเลือกดูแลสุขภาพตัวเอง เราจะตอบแทนพฤติกรรมนั้นได้อย่างไร แนวคิดนี้กำลังเปลี่ยนจากการให้รางวัล จากยอดใช้จ่ายไปสู่การให้รางวัลจากพฤติกรรม ไม่ใช่เพราะคุณซื้อของมากขึ้น แต่เพราะคุณเดินมากขึ้น วิ่งมากขึ้น หรือใช้ชีวิตอย่างใส่ใจสุขภาพมากขึ้น การวิ่งจึงไม่ใช่แค่กิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือที่แบรนด์ใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคในระยะยาว

หากมองให้ลึกลงไป จะพบว่า "นักวิ่ง" ไม่ได้เป็นเพียงคนที่ชอบออกกำลังกาย แต่เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่าที่หลายคนคิด การเริ่มวิ่งหนึ่งครั้ง มักนำไปสู่การใช้จ่ายอีกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าวิ่ง เสื้อผ้ากีฬา สมาร์ตวอทช์ อาหารเสริม ฟิตเนส โปรแกรมฝึกซ้อม หรือบริการด้านสุขภาพต่างๆ เมื่อเข้าสู่วงการวิ่งอย่างจริงจัง หลายคนยังเดินทางไปแข่งขันในจังหวัดต่างๆ เข้าพักโรงแรม ใช้บริการร้านอาหาร คาเฟ่ หรือแหล่งท่องเที่ยวรอบสนามแข่งขัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง การวิ่งหนึ่งกิโลเมตร อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่าที่เห็นบนเส้นทางวิ่ง นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายแบรนด์ยินดีเปลี่ยน "ทุกกิโลเมตร" ให้เป็นรางวัล เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับกลับมาไม่ใช่แค่ยอดขายระยะสั้น แต่เป็นลูกค้าที่มีแนวโน้มกลับมาใช้บริการซ้ำ และมีความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว

จากกระแสสุขภาพ สู่เศรษฐกิจสุขภาพ
อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญคือ ผู้บริโภคยุคใหม่มองเรื่องสุขภาพแตกต่างจากอดีต สุขภาพไม่ใช่เรื่องของการรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่เป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว คนพร้อมจ่ายเพื่อฟิตเนสมากขึ้น พร้อมจ่ายเพื่ออาหารสุขภาพมากขึ้น พร้อมจ่ายเพื่อการตรวจสุขภาพและการป้องกันโรคมากขึ้น ทำให้ "Wellness Economy" หรือเศรษฐกิจสุขภาพ กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก เมื่อผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ธุรกิจก็ต้องปรับตัวตาม จากเดิมที่แข่งขันกันด้วยราคาและโปรโมชั่น มาแข่งขันกันด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่ดีของลูกค้า

ในมุมของ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) การเติบโตของแคมเปญ "วิ่งแลก..." สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การดูแลสุขภาพกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคมากขึ้น ข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีพบว่า หมวดกีฬาและการออกกำลังกายมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกิจกรรมที่มีเป้าหมายชัดเจนอย่างการวิ่งมาราธอน เทรลรันนิ่ง และกิจกรรมออกกำลังกายในรูปแบบคอมมูนิตี้

เคทีซีจึงพัฒนาสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพอย่างครบวงจร ภายใต้แนวคิด "KTC Wellness: The Journey to Well-being" ครอบคลุมตั้งแต่ฟิตเนส สตูดิโอออกกำลังกาย อุปกรณ์กีฬา โรงพยาบาล ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ ไปจนถึงกิจกรรมกีฬาและการเดินทาง เพื่อสนับสนุนให้สมาชิกสามารถดูแลสุขภาพได้อย่างต่อเนื่องในทุกมิติของชีวิต สุดท้ายแล้ว สิ่งที่หลายแบรนด์กำลังแข่งขันกันในวันนี้ อาจไม่ใช่ใครให้ส่วนลดมากที่สุด หรือใครแจกของรางวัลแพงที่สุด แต่อาจเป็นการแข่งขันว่า ใครสามารถสร้างแรงจูงใจให้ผู้คนลุกขึ้นมาดูแลตัวเองได้มากที่สุด

เพราะเมื่อสุขภาพกลายเป็นรางวัล ทุกก้าวที่เดินและทุกกิโลเมตรที่วิ่ง ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับผู้วิ่งเพียงคนเดียว แต่ยังสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมโดยรวม ในวันที่การตลาดไม่ใช่แค่เรื่องการขายของอีกต่อไป แบรนด์ที่เข้าใจวิธีเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดี ให้กลายเป็นแรงจูงใจที่ยั่งยืน อาจเป็นผู้ชนะตัวจริงของเกมธุรกิจยุคใหม่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top