Tuesday, 14 July 2026
NEWS

คดี Forex เถื่อนลุกลาม!! DSI เปิดเกมคดี Forex ผิดกฎหมาย ตรวจเส้นทางเงินโยงโบรกเกอร์–ระบบชำระเงิน–บุคคลหลายวงการ พบชื่อ “ภาวุธ” สส.พรรคประชาชน โยงรับโอนจาก สปาร์ก ดิจิทัล ยื่นศาลออกหมายจับกลุ่มแรก 30 ราย ปมฉ้อโกงประชาชน

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินการสอบสวนคดีซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) โดยไม่ได้รับอนุญาต ภายหลังมีผู้เสียหายจำนวนมากเข้าร้องทุกข์ ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ก.ค. พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า DSI ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องกลุ่มแรก จำนวน 30 หมาย โดยมีทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล

ทั้งนี้ หนึ่งในรายชื่อที่ปรากฏในกระบวนการดังกล่าว คือ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ หรือ “ป้อม” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวเกี่ยวกับการตรวจสอบเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับบริษัท สปาร์ก ดิจิทัล จำกัด

แหล่งข่าวระดับสูงจาก DSI เปิดเผยว่า ภายหลังคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสืบสวนสอบสวน ได้รวบรวมพยานหลักฐานจากการตรวจยึดอุปกรณ์และข้อมูลต่าง ๆ อาทิ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต Hardware Wallet รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล และเอกสารเกี่ยวกับโครงสร้างการดำเนินงานของเครือข่ายการลงทุน เพื่อนำมาวิเคราะห์ตรวจสอบ

จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พนักงานสอบสวนพบข้อมูลที่เชื่อมโยงกับกลุ่มบุคคลหลายส่วน ทั้งกลุ่มผู้แนะนำโบรกเกอร์ (IB) กลุ่มบริษัทโบรกเกอร์ (Broker) และกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องกับระบบรับ-ส่งเงินและการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์

สำหรับกรณีนายภาวุธ แหล่งข่าวระบุว่า พนักงานสอบสวนพบข้อมูลการรับโอนเงินจากบริษัท สปาร์ก ดิจิทัล จำกัด จำนวน 28 ล้านบาท โดยเป็นการโอนครั้งละ 2 ล้านบาท รวม 14 ครั้ง ภายในวันที่ 18 ก.ค. 2567 ซึ่งนายภาวุธเคยชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็นรายได้จากการเทรดทองคำ และได้นำเอกสารบางส่วนเข้าชี้แจงต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในฐานะพยานแล้ว

นอกจากนี้ DSI ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลบุคคลอื่นที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงิน รวมถึงบุคคลในวงการต่าง ๆ ตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน

แหล่งข่าวระบุว่า การขอศาลออกหมายจับครั้งนี้ เป็นผลจากการรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับพฤติการณ์การชักชวนลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงความเชื่อมโยงด้านธุรกรรมทางการเงิน โดยศาลอาญาได้พิจารณาออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องรวม 30 หมาย ในข้อหาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และข้อหาฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343

อย่างไรก็ตาม คดีดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน โดยผู้ถูกกล่าวหาทุกคนยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด และ DSI อยู่ระหว่างพิจารณาพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้ แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ยังพบชื่อบุคคลในวงการบันเทิงรายหนึ่ง ปรากฏในข้อมูลธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับบริษัทในกลุ่มโบรกเกอร์ ซึ่งมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์จำนวนมาก และอยู่ระหว่างการตรวจสอบความเกี่ยวข้องตามพยานหลักฐาน

บัลลังก์ราชันคอร์ตหญ้า!! ‘ซินเนอร์’ โชว์หัวใจมือ 1 โลก พลิกดับซเวเรฟ 3-1 เซต ป้องกันแชมป์วิมเบิลดัน 2 สมัยซ้อน คว้าเงินรางวัล 3.6 ล้านปอนด์

ยานนิค ซินเนอร์ นักเทนนิสมือ 1 ของโลกจากอิตาลี โชว์หัวใจแชมป์ พลิกสถานการณ์หลังเสียเซตแรก ก่อนเอาชนะ อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ มือวางอันดับ 2 ของรายการ และมือ 3 ของโลกจากเยอรมนี 3-1 เซต

คว้าแชมป์ชายเดี่ยวศึกแกรนด์สแลม วิมเบิลดัน 2026 พร้อมป้องกันแชมป์ได้เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน
การแข่งขันเทนนิสแกรนด์สแลมรายการที่ 3 ของปี วิมเบิลดัน 2026 ชิงเงินรางวัลรวม 64.2 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,889 ล้านบาท) ที่ออล อิงแลนด์ ลอน เทนนิส แอนด์ โครเกต์ คลับ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศประเภทชายเดี่ยว

การแข่งขันครั้งนี้ได้รับพระกรุณาธิคุณจาก แคทเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ องค์อุปถัมภ์ของออล อิงแลนด์ ลอน เทนนิส แอนด์ โครเกต์ คลับ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์, เจ้าชายจอร์จแห่งเวลส์ และ เจ้าหญิงชาร์ลอตต์แห่งเวลส์ เพื่อทอดพระเนตรการแข่งขันและพระราชทานถ้วยรางวัลแก่ผู้ชนะ ท่ามกลางแฟนเทนนิสที่เข้าชมเต็มความจุของเซนเตอร์คอร์ต

ซเวเรฟคว้าเซตแรก ก่อนซินเนอร์เร่งเครื่อง
เซตแรก ทั้งสองฝ่ายรักษาเกมเสิร์ฟได้อย่างเหนียวแน่น ก่อนเสมอกัน 6-6 และต้องตัดสินด้วยไทเบรก ซึ่งเป็น ซเวเรฟ ที่เฉือนชนะ 9-7 ขึ้นนำ 1-0 เซต

เซตที่สอง รูปเกมยังสูสีและต้องตัดสินด้วยไทเบรกอีกครั้ง แต่คราวนี้ ซินเนอร์ เล่นได้เฉียบคมกว่า เอาชนะ 7-2 ตีเสมอเป็น 1-1 เซต

เซตที่สาม จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในเกมที่ 8 เมื่อซินเนอร์เบรกเกมเสิร์ฟได้สำเร็จ ก่อนปิดเซตด้วยสกอร์ 6-3 พลิกขึ้นนำ 2-1 เซต

เข้าสู่เซตที่สี่ มือ 1 ของโลกยังคุมเกมได้เหนือกว่า เบรกเสิร์ฟสำคัญขึ้นนำ 4-3 ก่อนเสิร์ฟปิดแมตช์เอาชนะ 6-4

จบการแข่งขัน ยานนิค ซินเนอร์ เอาชนะ อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ 3-1 เซต 6-7 ไทเบรก (7-9), 7-6 ไทเบรก (7-2), 6-3 และ 6-4 ใช้เวลาแข่งขัน 3 ชั่วโมง 46 นาที คว้าแชมป์วิมเบิลดันเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน
จากชัยชนะครั้งนี้ ซินเนอร์คว้าแชมป์แกรนด์สแลมรายการที่ 5 ในอาชีพ ต่อจาก ออสเตรเลียน โอเพ่น 2024 และ 2025, ยูเอส โอเพ่น 2024 รวมถึง วิมเบิลดัน 2025 และ 2026 พร้อมรับเงินรางวัล 3.6 ล้านปอนด์ (ประมาณ 162 ล้านบาท)

ด้าน ซเวเรฟ รับเงินรางวัลรองแชมป์ 1.8 ล้านปอนด์ (ประมาณ 81 ล้านบาท) และแพ้ให้กับ ซินเนอร์ เป็น นัดที่ 9 ติดต่อกัน

ซเวเรฟ: "ผมเริ่มไม่ชอบหน้า ซินเนอร์ แล้ว"
ซเวเรฟ กล่าวพร้อมรอยยิ้มหลังจบการแข่งขันว่า
"ตอนนี้ผมเริ่มไม่ชอบหน้า ยานนิค ซินเนอร์ แล้วล่ะ เพราะผมแพ้เขามา 9 ครั้งรวด" (หัวเราะ)
"แต่ต้องยอมรับว่าเขาแสดงให้เห็นอีกครั้งว่าทำไมถึงเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลก ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสร้างความทรงจำในรอบชิงชนะเลิศบนเซนเตอร์คอร์ต"

เจ้าตัวยังเผยว่า การผ่านเข้าชิงชนะเลิศวิมเบิลดันครั้งแรก ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของอาชีพ และทำให้เชื่อมั่นว่าจะมีโอกาสคว้าแชมป์รายการนี้ในอนาคต

ซินเนอร์: "ซเวเรฟ เข้าใกล้แชมป์มาก และจะทำได้แน่นอน"

แชมป์ชาวอิตาเลียนกล่าวชื่นชมคู่แข่งหลังจบแมตช์ว่า

"มันเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมมาก ซาสช่า วันนี้คุณเข้าใกล้ตำแหน่งแชมป์มาก หากยังรักษามาตรฐานแบบนี้ไว้ได้ ผมมั่นใจว่าคุณจะคว้าแชมป์รายการนี้ รวมถึงก้าวขึ้นเป็นมือ 1 ของโลกได้แน่นอน"
ก่อนทิ้งท้ายด้วยการขอบคุณแฟนเทนนิส บอลบอย บอลเกิร์ล และทีมงานทุกคนที่ทำให้การแข่งขันดำเนินไปอย่างราบรื่น

"วิมเบิลดันคือทัวร์นาเมนต์ที่พิเศษที่สุดของปี และการได้กลับมายืนคว้าแชมป์ที่นี่อีกครั้งมีความหมายกับผมมาก แล้วพบกันใหม่ปีหน้าครับ"

ที่มา : https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/106579/#google_vignette

เยาวชนไทยสร้างชื่อ!! ตัวแทนไทยทำผลงานน่าภูมิใจ คว้า 1 เงิน 1 ทองแดง เหรียญคณิตศาสตร์นานาชาติ พร้อมเกียรติบัตรจากการแข่งขันนานาชาติที่ปักกิ่ง จากค่ายฤดูร้อนคณิตศาสตร์นานาชาติ ครั้งที่ 4 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน

ขอแสดงความยินดีกับผลงานของน้องๆ คว้า 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง จากการเข้าร่วมกิจกรรมค่ายฤดูร้อนคณิตศาสตร์นานาชาติ ครั้งที่ 4 จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย. - 11 ก.ค. 2569 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

โดยนักเรียนตัวแทนประกอบด้วย

1.นายธฤษณุธัช กริ่มใจ  ได้รับรางวัลเหรียญเงิน  ร.ร. เตรียมอุดมศึกษา

2.นายธนกร ตั้งเจตน์   ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง  ร.ร. เตรียมอุดมศึกษา

3.นายชยากร ศิริไกร  ได้รับเกียรติบัตรเข้าร่วมการแข่งขัน  ร.ร. เตรียมอุดมศึกษา

4.นายจิระพัชร์ พุฒดี  ได้รับเกียรติบัตรเข้าร่วมการแข่งขันร.ร.เซนต์คาเบรียล

5.ด.ช.ปรรณ กาญจนารัณย์   ได้รับเกียรติบัตรเข้าร่วมการแข่งขัน  ร.ร. สาธิต มศว ปทุมวัน

6.นาย ปัณณวิชญ์ คลังเพ็ชร์  ได้รับเกียรติบัตรเข้าร่วมการแข่งขัน  ร.ร. เตรียมอุดมศึกษา

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1427913082480590&id=100057857341280&rdid=FEBAFYLqG8Z7jV5f#

‘เนเน่ รอยัล’ สาวน้อยชาวไทยวัย 16 ปี ผู้คว้า 4 Yes จากเวที America’s Got Talent ซีซั่นล่าสุด

“เนเน่ บอกว่า คิดถึงและอยากเล่นดนตรีให้ทุกคนฟัง พร้อมบอกเล่าจุดเริ่มต้นของการเล่นดนตรีและร้องเพลงว่า ตอนนั้นเป็นช่วงซัมเมอร์ เธอตั้งใจไปลงทะเบียนเข้าชมรมวิชาการ แต่เพราะตื่นสาย ชมรมเต็ม”

“พ่อบอกว่า หนูตื่นสาย ชมรมเต็ม ครูบอกว่า เหลือแต่ชมรมดนตรี no other choice และเหลือกีตาร์อย่างเดียว เอาจริงๆ ตอนนี้ถือว่า โชคดีมาก”

เนเน่ รอยัล
สาวน้อยชาวไทยวัย 16 ปี จากเวที America’s Got Talent ซีซั่นล่าสุด

ที่มา : https://www.facebook.com/100064321946557/posts/1540184468135603/?rdid=3LvPTVCalv8SBiom#

POLITICS

‘เนเน่ รัดเกล้า’ โต้ปม “ประชาธิปัตย์ไม่รักสถาบัน”!! ย้ำไม่หนุนล้างผิด ม.112 แต่เปิดทางเยียวยาเยาวชน ‘รัดเกล้า’ อธิบายมติประชาธิปัตย์ ย้ำประชาธิปไตยกับความจงรักภักดีไม่ใช่สิ่งขัดแย้งกัน รักสถาบันได้ แต่ต้องไม่ให้ความรักบังสติ

ไปกันใหญ่แล้ว

"ประชาธิปัตย์ไม่รักสถาบัน" คิดอยู่แล้วว่าจากมติสภาต่อ ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข วันก่อนนี้ จะนำมาสู่ความเข้าใจผิดและความคิดลักษณะนี้

เนเน่นั่งอยู่ข้างๆ หัวหน้าอภิสิทธิ์ตอนที่เขาอภิปรายอยู่ และฟังว่าเนื้อหาฟังง่าย ไม่ซับซ้อน แบ่งประเด็น “นิรโทษกรรม” กับ “มาตรการบำบัดฟื้นฟูเยาวชน” ออกจากกันชัดเจน แสดงถึงเจตนารมย์ของเราที่อยากเห็นคนรุ่นใหม่เติบโตมาอย่างมีความสัมพันธ์อันดีกับสถาบันพระมหากษัตย์ ได้ชัดเจน แต่ในเมื่อมีความเข้าใจผิด เนเน่จะขออธิบายค่ะ

ก่อนจะเริ่มอธิบาย ใครก็ตามที่ติดตามเนเน่มาโดยตลอด จะเห็นได้ว่า ความจงรักภักดี และความพร้อมในการปกป้องสถาบัน เป็นสิ่งที่เนเน่ยึดถือมาตลอด และเป็นเจตนารมณ์ที่สืบทอดจากสายเลือดสุวรรณคีรี ตั้งแต่ต้นตระกูล จนถึงคุณพ่อไตรรงค์ และมาถึงเนเน่ในวันนี้ เอาหละค่ะ ทีนี้ เนเน่จะขออธิบายใน 2 หลักการดังนี้ค่ะ

"หลักการที่ 1 - ประชาธิปไตย และความจงรักภักดี ไม่ใช่สิ่งที่ขัดแย้งกัน"

ในการประชุม ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ที่เราร่วมกันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือที่เป็นที่รู้จักกันว่า "กฎหมายนิรโทษกรรม" บอกเลยว่า เราถกเถียงกันหนักมาก และหัวใจเนเน่เหมือนถูกแยกออกเป็นสองเสี้ยง

ใจหนึ่ง เนเน่รักและให้ความสำคัญกับสถาบันพระมหากษัตริย์มากๆ ผู้กระทำผิดตามมาตรา 112 สำหรับเนเน่คือคนที่ย่ำยีความเชื่อ ความศรัทธาของคนไทย แม้ว่าในสายตาคนบางกลุ่มอาจมองว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ เป็นสิทธิเสรีภาพของคนไทยในการแสดงออก แต่ตามหลักประชาธิปไตย คนทุกคนในสังคม แม้มี "สิทธิเสรีภาพ" ที่จะศรัทธา แสดงออก และพูดตามสิ่งที่ตนเชื่อ แต่ต้องยึดมั่นใน "บทบาทหน้าที่" ที่จะเคารพและปกป้องความศรัทธาของผู้อื่นด้วย

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เนเน่ทั้งเคยเดินร่วมต่อสู้มากับพี่น้องประชาชน คอยตำหนิและต่อต้านการกระทำของกลุ่มทะลุวัง การขัดขวางขบวนเสด็จ ฯลฯ เพราะเนเน่เชื่อว่า มาตรา 112 คือกฎหมายที่ทำให้เสาหลักในการทำให้ประชาธิปไตยในประเทศไทย ยังคงอยู่และเดินหน้าต่อไปอย่างถูกต้องตามหลักการได้... ใครที่ละเมิดกฎหมายข้อนี้ ไม่ได้แค่ทำผิดกฎหมายธรรมดาๆ แต่เขาคือบุคคลที่เป็นภัยต่อการปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของเรา จุดยืนนี้ยังเหนียวแน่น ไม่เคยเปลี่ยนไป

แต่ในอีกใจหนึ่ง คือวลีว่า "เด็กก็คือเด็ก" ไม่ว่าเขาจะก้าวร้าว พฤติกรรมรุนแรง ไม่ใยดีต่อศรัทธาของผู้อื่น มันก็ยังคงมีความเป็นไปได้ที่เด็ก "บางคน" ไม่ได้กระทำไปด้วยความคิดของตนเอง ถูกปลุกปั่น ทำตามกระแส หรือแม้ว่าเขาทำด้วยความคิดของตัวเอง เมื่อเวลาผ่านไปอาจสำนึก และต้องการกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่เคารพสถาบันอีกครั้ง หากมีโอกาสทำให้เยาวชนเพียงบางคนกลับมามีความเข้าใจที่ดีขึ้นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ โอกาสนั้นก็น่าจะมีคุณค่าไม่ใช่หรือคะ? (ส่วนเยาวชนที่กระทำโดยตั้งใจและไม่สำนึก หากเขายึดมั่นในศักดิ์ศรี ก็จะไม่ร้องขอแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟู หรือหากเขาหัวหมอ ขอแผนฯ เพื่อให้หลุดพ้นจากความผิด เพื่อไปทำผิดซ้ำสอง ครั้งต่อไปเขาก็จะไม่มีสิทธินี้อีกแล้ว)

การสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็งในระบอบประชาธิปไตย ควรยึดหลักการ "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" มากกว่าหลักการ "เด็ดขาด ถูกหรือผิดต้องทำให้เป็นสีขาวและดำ" ไม่ใช่หรือ

การสร้างความศรัทธาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในกลุ่มเยาวชน ควรยึดหลักการ "พระคุณ ให้โอกาสกลับตัว" มากกว่า "พระเดช เชือดไก่ให้ลิงดูจะได้ไม่มีใครทำแบบนี้อีก" ไม่ใช่หรือ

และขอตอบกลับคำตำหนิในโซเชียลมีเดีย เช่นว่า "ควรเสนอวิธีจัดการพวกผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังม็อบสามนิ้ว" คำตอบคือ นี่เป็นการนำแพะมาชนแกะ ชักจูงให้คนรู้สึกไม่ดีต่อพรรคประชาธิปัตย์ (ซึ่งจะเป็นการกระทำจากความรู้สึกนึกคิดส่วนตัวของผู้เขียน หรือจะมีกระบวนการปลุกปั่นอยู่เบื้องหลัง เนเน่คงไม่อาจทราบ) แต่หากใครอ่านมาถึงจุดนี้ ขอให้ตั้งสติและอย่าพลัดหลงประเด็นตามการชักจูงนี้ค่ะ

วาระในการประชุมในวันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2569 นี้ ไม่ได้เป็นวาระที่พูดถึงเหตุการณ์ "ม็อบสามนิ้ว" โดยจำเพาะ แต่เป็นการพิจารณากฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข (กฎหมายนิรโทษกรรม) ฉะนั้นที่หัวหน้าอภิสิทธิ์เน้นพูดถึงมาตรา 11 ที่มีเนื้อหาปิดกั้นโอกาสในการร้องขอแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเยาวชน โดยไม่ได้เสนอวิธีจัดการพวกผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังม็อบใดๆ -- ไม่ใช่เรื่องแปลก -- ไอ้ที่แปลก... คือคนเรียกร้อง คาดหวังให้หัวหน้าอภิสิทธิ์พูดถึงสิ่งนี้ในวาระนี้ต่างหาก

ไม่ต้องห่วงค่ะ เมื่อถึงวาระที่เราต้องหาทางจัดการคนที่อยู่เบื้องหลังการปลุกปั่นทางการเมืองในกลุ่มเด็กและเยาวชน เราจะทำบทบาทนั้นอย่างเต็มที่แน่นอน

"หลักการที่ 2 - หลักกฎหมาย คนผิดคดี 112 ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมอยู่แล้ว"

จริงๆ กฎหมายฉบับนี้ มีที่มาที่ไป หากไม่เข้าใจลำดับเหตุการณ์ ก็ง่ายที่จะหยิบแค่บางท่อนมาขยายผล เข้าใจผิดไปใหญ่โตได้ ขอลำดับเหตุการณ์เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องดังนี้

1. เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 สภาผู้แทนราษฎร ได้ลงมติรับหลักการ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ด้วยวัตถุประสงค์ให้กลุ่มที่มีความเห็นต่างทางการเมืองในช่วงปี 2548 - 2568 ได้มีโอกาสล้างความผิด (นิรโทษกรรม) อย่างเท่าๆ กัน ไม่ว่าจะเป็น คนเสื้อเหลือง คนเสื้อแดง กปปส. และกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านในยุค คสช. แต่ก็เน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า "ไม่ให้การนิรโทษกรรมรวมไปถึงผู้กระทำความผิด ม. 112 แต่ยอมให้มีการบำบัดเยียวยาแก่เยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี"

2. ในปี 2568 นั้น ร่าง พ.ร.บ. นี้ได้ผ่านสภาผู้แทนฯ (นับเป็นวาระที่ 1) แล้ว ก็ถูกส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณา (เป็นวาระที่ 2) ปรากฏว่ามีการแก้ไขในชั้นกรรมาธิการของวุฒิสภา โดยมี 2 สาระสำคัญที่แก้ไข คือ หนึ่ง ให้ตัดการเปิดโอกาสให้บำบัดเยียวยาแก่เยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปีออกไป (ในมาตรา 11) และสอง มีการสอดไส้เนื้อหาที่อาจนำไปสู่การนิรโทษกรรมผู้เกี่ยวข้องคดีฮั้วเลือกตั้ง ส.ว. เข้าไป (ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ)... หากใครสนใจ ไปดูร่าง พ.ร.บ. ได้จากลิงก์ในคอมเมนต์ค่ะ

3. ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ร่าง พ.ร.บ. ที่ผ่านวุฒิสภาแล้ว ได้กลับเข้าสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอีกครั้ง (เป็นวาระที่ 3 ซึ่งคือวาระสุดท้าย) เพื่อให้ ส.ส. ร่วมกันตัดสิน ว่าจะยอมเห็นด้วยกับร่างที่ ส.ว. แก้ไขมาไหม พรรคประชาธิปัตย์ ไม่เห็นด้วยกับ 2 สาระสำคัญที่ ส.ว. แก้และใส่เข้ามา โดยย้ำว่า เรายังเห็นด้วยกับหลักการทั้งหมดของ พ.ร.บ. ร่างเดิม ที่ไม่นิรโทษกรรมให้ผู้กระทำผิด ม. 112 (แต่ยอมให้มีการบำบัดเยียวยาเด็ก) และไม่นิรโทษกรรมให้ผู้ทุจริตการเลือกตั้งฮั้ว ส.ว.

แต่สุดท้ายด้วยเสียงที่น้อยกว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ได้ผ่านออกไปแล้ว แม้ว่าเราจะไม่เห็นด้วย แต่ต้องยอมรับผลที่ออกมา ตามระบอบประชาธิปไตยค่ะ

ฉะนั้น ย้ำว่า สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์โหวตไปนั้น โปรดอย่าบิดเบือน มันไม่ใช่การเห็นด้วยกับการ "นิรโทษกรรมผู้ที่ทำผิดคดี 112" เลย

เนเน่ขอทิ้งท้ายในฐานะของคนที่ทั้งรักและศรัทธาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ได้น้อยไปกว่าใคร... เรารักสถาบันได้ หวงแหนมาตรา 112 ได้ แต่เราต้องทำอย่างมี "สติ" ค่ะ อย่าให้รักบังตา จนมองไม่เห็นความผิดปกติที่ซ่อนเร้น แอบแฝงอยู่ค่ะ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1030426886611644&id=100089330267413&rdid=XEXXYQGUPQ6MdYNV#

100 วันแรก ‘สรรเพชญ’ ยังต้องพิสูจน์!! เดินหน้าลงพื้นที่ ดันงานทางน้ำ–ท่าเรือ–โครงการภาคใต้ หลัง 100 วันแรกในคมนาคม เร่งพิสูจน์ผลงานจากพื้นที่สู่ระดับประเทศ สัญญาณชัดว่าเกมคมนาคมทางน้ำกำลังถูกดันขึ้นเป็นวาระใหญ่

100 วันแรกผลงาน ”สรรเพชญ บุญญามณี“รมช.คมนาคม

“สรรเพชญ บุญญามณี” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม จะถือว่าเป็นลูกเทพหรือเปล่า ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของประชาชน

หลังเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2569 สรรเพชญ บุญญามณี ถือเป็นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลงานด้านการคมนาคมทางน้ำ ท่าเรือ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ โดยตลอดระยะเวลากว่า 3 เดือนที่ผ่านมา ได้เร่งลงพื้นที่ ตรวจราชการ และผลักดันนโยบายในหลายมิติ ทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ การลดต้นทุนโลจิสติกส์ และการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน  

1. เร่งขับเคลื่อนนโยบายพัฒนา “คมนาคมทางน้ำ”

หนึ่งในภารกิจสำคัญ คือการผลักดันให้การขนส่งทางน้ำมีบทบาทมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเชื่อมโยงระบบขนส่งทุกมิติ ทั้งทางบก ทางราง และทางทะเล โดยเน้นการพัฒนาท่าเรือให้ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  

2. มอบนโยบายกรมเจ้าท่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้ตรวจเยี่ยมกรมเจ้าท่า พร้อมกำหนดแนวทางการดำเนินงานให้เร่งพัฒนาระบบขนส่งทางน้ำ เพิ่มความปลอดภัยในการเดินเรือ ยกระดับมาตรฐานท่าเรือ และผลักดันการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต  

3. กำหนดทิศทางการพัฒนาการท่าเรือแห่งประเทศไทย ได้มอบนโยบายแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ให้เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาระบบดิจิทัล ยกระดับท่าเรือสีเขียว (Green Port) และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ  

4. ผลักดันนโยบาย “ตั๋วร่วม 40 บาท”สนับสนุนนโยบายค่าโดยสารร่วม 40 บาท เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ และลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงคมนาคม  

5. ลงพื้นที่ติดตามโครงการภาคใต้

สรรเพชญให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ภาคใต้ โดยลงพื้นที่ติดตามโครงการสำคัญอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น

-การพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่งจังหวัดปัตตานี

-การขุดลอกร่องน้ำปัตตานี

-การรับฟังข้อเสนอจากผู้ประกอบการประมง

-การติดตามความพร้อมด้านการขนส่งทางน้ำในจังหวัดชายแดนภาคใต้  

6. เดินหน้าป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ ล่าสุดได้ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยหาดใหญ่ รับฟังแผนงานจากกรมทางหลวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเร่งรัดโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการระบายน้ำและการคมนาคม เพื่อเพิ่มความปลอดภัยแก่ประชาชนและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ  

7. ติดตามการพัฒนาท่าเรือและเศรษฐกิจชายแดน นอกจากจังหวัดสงขลา ยังได้ตรวจเยี่ยมท่าเทียบเรือตันหยงโป จังหวัดสตูล เพื่อผลักดันศักยภาพด้านการเดินเรือ การท่องเที่ยว และการค้าชายแดน รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคใต้ฝั่งอันดามัน  

8.โครงการ “เรือนักเรียน” ฟรี เป็นการผลักดันให้เด็กนักเรียนในพื้นที่ริมคลองและริมแม่น้ำ เดินทางไปโรงเรียนได้อย่างปลอดภัย ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของเรือรับส่งนักเรียน 

9.โครงการ “แท็กซี่เรือ”

เป็นอีกนโยบายที่ได้รับความสนใจ คือการผลักดันระบบ “แท็กซี่เรือ” หรือ Water Taxi เพื่อเพิ่มทางเลือกการเดินทางในเขตเมือง โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงเมืองท่องเที่ยวที่มีคลองและแม่น้ำ ให้สามารถเรียกใช้บริการได้สะดวกมากขึ้น คล้ายบริการแท็กซี่หรือรถผ่านแอปพลิเคชัน

ภาพรวมการทำงาน แม้จะเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นาน แต่การทำงานของสรรเพชญ บุญญามณี มีจุดเด่นอยู่ที่การลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การรับฟังปัญหาจากประชาชนและผู้ประกอบการ การเร่งติดตามความคืบหน้าโครงการสำคัญของกระทรวงคมนาคม และการผลักดันการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ทั้งทางบก ทางราง และทางน้ำ

ในระยะต่อไป ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือการผลักดันโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับท่าเรือของประเทศ การเพิ่มศักยภาพการขนส่งทางน้ำ และการขับเคลื่อนโครงการคมนาคมขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญของรัฐมนตรีรุ่นใหม่คนนี้ในการสร้างผลงานระดับประเทศ

หมดเวลาฝึกงานรัฐมนตรี!! ‘อนุทิน’ ย้ำเก้าอี้ ครม.ไม่ใช่ที่ทดลองงาน ต้องมีผลงานให้ประชาชนเห็น ก่อนชื่อหายจากบัญชีปรับ ครม. เตือนรัฐมนตรีไร้ผลงาน “โลกลืม นายกฯ ก็อาจไม่จำ”

รัฐมนตรีที่โลกลืม นายกรัฐมนตรีก็อาจจะไม่จำ ปรับ ครม.ชื่ออาจจะตกหล่น

“อนุทิน ชาญวีระกูล”นายกรัฐมนตรี ตอกย้ำเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ให้รัฐมนตรีเร่งสร้างผลงาน“

การตอกย้ำรอบสองดูขึงขัง และชัดเจนขึ้น ”รัฐมนตรีที่โลกลืม นายกรัฐมนตรีก็ไม่จำเหมือนกัน ระวังปรับ ครม.ชื่อจะตกหล่น“ ครั้งแรกบอกว่าจะประเมินผลงานในรอบ 1 ปี

เป็นการตอกย้ำไปถึงรัฐมนตรีลูกเทพ รัฐมนตรีโควต้า ที่พูดตรงๆว่า ไม่มีผลงานอะไรให้ประจักษ์ ชื่อหายไปจากวงการสื่อ

ขอตอกย้ำอีกครั้งว่า มีใครบ้างที่ชื่อหายไปจากหน้าสื่อ รัฐมนตรีที่โลกลืม ทำอะไรอยู่ตรงไหน ไม่มีใครรู้ หมดเวลาฝึกงาน

“เก้าอี้รัฐมนตรีไม่ใช่ที่ทดลองงาน” และต้องมีผลงานที่ประชาชนมองเห็นได้จริง” อนุทินย้ำ

รัฐมนตรีที่โลกลืม…ไร้ผลงาน

หากพิจารณาจากการรับรู้ของสาธารณะในช่วงที่ผ่านมา มีรัฐมนตรีหลายคนที่ถูกตั้งคำถามว่า “หายไปไหน” และ “กำลังทำอะไรอยู่”

เริ่มจาก นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดบ้านใหญ่บุรีรัมย์ แม้จะได้รับการขยับขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี แต่บทบาทในพื้นที่ข่าวกลับค่อนข้างเงียบ

เช่นเดียวกับ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ และนางสุขสมรวย วันทนียกุล สองรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แทบไม่มีผลงานหรือภารกิจสำคัญที่ถูกนำเสนอจนกลายเป็นที่จดจำของสังคม

ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวัชรพล ขาวขำ และนายปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่างก็ยังไม่ปรากฏบทบาทโดดเด่นในระดับประเทศ แม้กระทรวงเกษตรฯ จะเป็นหนึ่งในกระทรวงสำคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมาก ในขณะที่เกษตรกรประสบปัญหามากมายรอรัฐบาลแก้ไขปัญหา

ด้านกระทรวงคมนาคม นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ก็ยังไม่สามารถสร้างภาพจำหรือผลงานที่โดดเด่นจนเป็นที่รับรู้ของสาธารณะได้

ขณะที่นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แม้จะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ได้รับความสนใจในช่วงเข้ารับตำแหน่ง แต่หลังจากนั้นบทบาทในพื้นที่ข่าวกลับค่อนข้างเงียบเช่นกัน

ส่วนในกระทรวงศึกษาธิการ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ยังไม่ปรากฏนโยบายหรือผลงานที่กลายเป็นประเด็นสาธารณะในวงกว้าง

นอกจากนี้ยังมีพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีสาธารณะสุข ก็ไม่แอ๊คชั่นอะไรมาก โดยเฉพาะกับข่าวฉาว นักศึกษามหาวิทยาลัยดังในภาคอิสานเกิน 30% เป็นโรคพยาธิใบไม้

ยัง….ยังไม่พอยังมีรัฐมนตรีที่ชื่อเสียงด่างพล้อย ให้สัมภาษณ์แต่ละทีมีแต่เข้าตัว สร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีให้รัฐบาล เช่น พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ รมว.คมนาคม สุชาติ ชมกลิ่น รมว.กระทรวงทรัพย์ เป็นต้น

พิพัฒน์คงจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ล่าสุดสร้างทีมงานสื่อสารขึ้นเอง เปิดเพจใหม่ ”หยัดได้ - yaddai ซึ่งน่าจะใช้เป็นช่องทางสื่อสารว่า “พิพัฒน์ หยัดได้”

แน่นอนว่า การไม่เป็นข่าว ไม่ได้หมายความว่าไม่ทำงาน เพราะงานจำนวนมากในระบบราชการอาจเกิดขึ้นหลังฉาก แต่ในโลกการเมืองยุคใหม่ การสื่อสารผลงานและการสร้างการรับรู้ต่อสาธารณะเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จทางการเมืองเช่นกัน แต่การสื่อสารที่ผิดพลาดก็ไม่เป็นผลดีต่อการเมืองเช่นกัน

เมื่อผู้นำรัฐบาลประกาศชัดว่าจะใช้ผลงานเป็นตัวชี้วัด และพร้อมปรับเปลี่ยนผู้ที่ไม่สามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ได้ คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นคนของบ้านใหญ่ หรือใครเป็นลูกเทพทางการเมือง แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถพิสูจน์ตัวเองให้ประชาชนเห็นได้ว่า สมควรนั่งอยู่ในคณะรัฐมนตรีต่อไป

อีกไม่ถึงหนึ่งปีข้างหน้า บัญชีรายชื่อรัฐมนตรีที่เงียบหายเหล่านี้ อาจกลายเป็นข้อมูลสำคัญบนโต๊ะพิจารณาปรับคณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีเองก็เป็นได้

ECONBIZ

“ไทยออยล์” คว้ารางวัลโลก!! ยอดจองหุ้นกู้สูงถึง 11 เท่า บริหารต้นทุนการเงินต่ำเพียง 3.875% รวบรวมความเป็นเลิศด้านการเงิน ตอกย้ำความแข็งแกร่งองค์กรระดับสากล

ไทยออยล์คว้า 2 รางวัลระดับโลกจาก Global Banking & Finance Awards 2026
ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านการบริหารการเงินและการระดมทุน

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) โดย คุณวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านการเงินและบัญชี เป็นผู้แทนบริษัทฯ เข้ารับ 2 รางวัลจากเวที Global Banking & Finance Awards 2026 ซึ่งจัดโดย Global Banking & Finance Review นิตยสารการเงินชั้นนำระดับสากล ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร โดยรางวัลที่ได้รับประกอบด้วย

Corporate Finance CFO of the Year Thailand 2026 สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ ความเป็นผู้นำ และความสามารถด้านการบริหารการเงินเชิงกลยุทธ์ของคุณวนิดา บุญภิรักษ์ ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินขององค์กร ผ่านการรักษาวินัยทางการเงิน การบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ และการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสีย ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจและตลาดทุนที่มี ความผันผวน

Energy Financing Deal of the Year Thailand 2026 สะท้อนความสำเร็จของไทยออยล์จากการออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ มูลค่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักลงทุนทั่วโลก โดยมียอดจองซื้อสูงกว่ามูลค่าการเสนอขายกว่า 11 เท่า นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสามารถ
บริหารต้นทุนทางการเงินสุทธิภายหลังการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Cross Currency Swap) ได้ในระดับเพียงร้อยละ 3.875 ต่อปี นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการระดมทุนผ่านตลาด ตราสารหนี้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐด้วยต้นทุนที่ดีที่สุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัทฯ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อความแข็งแกร่งทางการเงิน ศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ และการบริหารงานตาม
กลยุทธ์ของบริษัทฯ

Global Banking & Finance Awards เป็นรางวัลระดับสากลที่มอบให้แก่องค์กรและผู้บริหารที่มีผลงานโดดเด่นด้านการบริหารจัดการ การเงิน และการดำเนินธุรกิจ โดยการได้รับรางวัลในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของไทยออยล์ ที่ตอกย้ำความแข็งแกร่งด้านการบริหารการเงิน ความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลก และความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานสากล เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

“เคทีซี” ดันเทรลวิ่งเศรษฐกิจ!! Trail Running หน้าฝนดันตลาดเติบโต กระตุ้นการใช้จ่ายกว่า 2,500 บาทต่อคน เชื่อมโยงชุมชนธุรกิจท้องถิ่น ลุย 5 จุดวิ่งเทรลยอดนิยมในไทย

เคทีซีชวนมอง Trail Running หน้าฝน จากความท้าทายบนเส้นทาง สู่แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจประสบการณ์

ในวันที่หลายคนมองฝนตกเป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง ยังมีคนอีกกลุ่มที่กลับเฝ้ารอฤดูกาลนี้มาตลอดทั้งปี พวกเขาเตรียมรองเท้าพื้นดอกลึก เช็กพยากรณ์อากาศ แพ็กอุปกรณ์ใส่ Running Vest และออกเดินทางสู่ภูเขา ป่าไม้ และเส้นทางธรรมชาติที่กำลังกลับมาเขียวขจีที่สุดของปี สำหรับนักวิ่งเทรล (Trail Running) และนักเดินป่า ฤดูฝนไม่ใช่ช่วงเวลาของการหลบฝน แต่คือฤดูกาลแห่งการออกเดินทาง ภาพของทางดินที่กลายเป็นโคลน ลำธารที่ไหลเชี่ยว รากไม้เปียกฝน และสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้ อาจเป็นสิ่งที่คนทั่วไปพยายามหลีกเลี่ยง แต่กลับเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดให้ผู้คนจำนวนมากยอมเดินทางหลายร้อยกิโลเมตรเพื่อไปสัมผัส

ปรากฏการณ์นี้กำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ไม่ได้มองการใช้จ่ายเพื่อสุขภาพหรือการท่องเที่ยวแยกออกจากกันอีกต่อไป แต่เลือกลงทุนกับ "ประสบการณ์" ที่มอบทั้งความสุข ความหมาย และการพัฒนาตัวเองในเวลาเดียวกัน

Trail Running สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคยุคใหม่
"เคทีซี" หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มองว่าปรากฏการณ์ Trail Running ไม่ได้สะท้อนเพียงกระแสการออกกำลังกาย แต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มให้คุณค่ากับการลงทุนเพื่อสุขภาพ การเดินทาง และประสบการณ์มากขึ้น จากเดิมที่การใช้จ่ายอาจมุ่งเน้นไปที่การครอบครองสินค้า วันนี้ผู้คนจำนวนมากพร้อมลงทุนกับกิจกรรมที่มอบคุณค่าระยะยาวทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความทรงจำ เคทีซีจึงร่วมกับพันธมิตรด้านกีฬาและ Outdoor ชั้นนำ อาทิ Decathlon, Salomon, The North Face REV Runner และ Element72 เพื่อสนับสนุนให้สมาชิกเข้าถึงอุปกรณ์และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ดังกล่าวได้ง่ายขึ้น เพราะเมื่อหนึ่งการวิ่งนำไปสู่การเดินทาง การใช้บริการในชุมชน การจองที่พัก และการสร้างรายได้ให้ธุรกิจท้องถิ่น Trail Running จึงไม่ใช่เพียงกีฬาอีกต่อไป หากกำลังกลายเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจประสบการณ์ที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย

จากกีฬาเฉพาะกลุ่ม สู่ตลาดที่กำลังเติบโต
เมื่อย้อนกลับไปเพียงไม่กี่ปีก่อน การวิ่งเทรลยังถูกมองว่าเป็นกิจกรรมของนักวิ่งสายฮาร์ดคอร์หรือคนรักการผจญภัยกลุ่มเล็กๆ แต่ปัจจุบันภาพดังกล่าวเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ปฏิทินการแข่งขันเทรลของไทยมีสนามเกิดขึ้นตลอดทั้งปีในแทบทุกภูมิภาค ทั้งเชียงใหม่ น่าน เลย เพชรบูรณ์ สระบุรี ระยอง นครศรีธรรมราชและกระบี่ สะท้อนการขยายตัวของฐานผู้เข้าร่วมที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงนักกีฬา แต่รวมถึงนักท่องเที่ยว ครอบครัว คนทำงาน และกลุ่มผู้บริโภคสายสุขภาพด้วย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เองก็เริ่มผลักดัน Trail Running ในฐานะเครื่องมือขับเคลื่อน Sports Tourism อย่างจริงจัง ผ่านโครงการ Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026 ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าร่วมมากกว่า 100,000 คน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 250 ล้านบาท ให้กับระบบเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า Trail Running ไม่ใช่แค่กีฬาอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับทั้งชุมชน ผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

หนึ่งการวิ่ง สร้างการใช้จ่ายมากกว่าที่คิด
สิ่งที่น่าสนใจคือ นักวิ่งเทรลไม่ได้สร้างรายได้เพียงจากค่าสมัครแข่งขัน ตรงกันข้าม การตัดสินใจเข้าร่วมงานวิ่งหนึ่งสนาม มักนำมาซึ่งการใช้จ่ายอีกหลายต่อ ทั้งค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าอาหาร การซื้อสินค้าชุมชน และอุปกรณ์กีฬา หากอ้างอิงจากเป้าหมายผู้เข้าร่วมกว่า 100,000 คน และมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 250 ล้านบาทของโครงการ Trail Running ระดับประเทศ จะเท่ากับเกิดการใช้จ่ายเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 2,500 บาทต่อคน แม้จะรวมผู้เข้าร่วมในรูปแบบ Virtual Run ไว้ด้วยก็ตาม แต่สำหรับนักวิ่งที่เดินทางไปแข่งขันต่างจังหวัด ค่าใช้จ่ายจริงมักสูงกว่านั้นมาก ค่าเฉลี่ยต่อทริปสามารถอยู่ในช่วงประมาณ 5,000-15,000 บาทต่อคน แบ่งเป็น ค่าสมัครแข่งขัน 800-3,500 บาท ค่าเดินทาง 1,000-5,000 บาท ค่าที่พัก 1-2 คืน 1,500-6,000 บาท ค่าอาหาร คาเฟ่และกิจกรรมท่องเที่ยว 500-2,000 บาท ค่าใช้จ่ายซื้อสินค้าท้องถิ่นและของที่ระลึก 500-3,000 บาท

สำหรับนักวิ่ง Ultra Trail หรือผู้ที่เดินทางพร้อมครอบครัว งบประมาณต่อทริปอาจแตะระดับหลักหมื่นถึงหลายหมื่นบาทได้ไม่ยาก เมื่อรองเท้าคู่หนึ่งนำไปสู่ Outdoor Economy อีกหนึ่งสัญญาณการเติบโตของตลาด คือการขยายตัวของธุรกิจรอบด้าน นักวิ่งเทรลจำนวนมากเริ่มลงทุนในอุปกรณ์เฉพาะทางมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าเทรล เสื้อผ้า Technical Apparel Running Vest นาฬิกา GPS ไม้เท้าเทรล ประกันอุบัติเหตุ และอุปกรณ์โภชนาการกีฬา รองเท้าวิ่งเทรลระดับกลางถึงระดับพรีเมียมในตลาดมีราคาตั้งแต่ 4,000-8,000 บาท ขณะที่อุปกรณ์เสริมบางประเภทมีราคาตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่นบาท

ปรากฏการณ์นี้กำลังสร้าง Outdoor Economy หรือเศรษฐกิจกลางแจ้ง ที่เชื่อมโยงร้านอุปกรณ์กีฬา โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ ผู้จัดการแข่งขัน ผู้ให้บริการขนส่ง และผู้ประกอบการในท้องถิ่นเข้าไว้ด้วยกัน ฤดูฝนคือไฮซีซันของนักวิ่งเทรล ขณะที่หลายธุรกิจมองฤดูฝนเป็นช่วงโลว์ซีซัน นักวิ่งเทรลกลับมองว่าเป็นช่วงเวลาที่ธรรมชาติสวยที่สุด ป่าไม้เขียวสด น้ำตกสมบูรณ์ อากาศเย็นลง และเส้นทางมีความท้าทายมากขึ้น นี่คือเหตุผลที่หลายสนามยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในช่วง Green Season และกำลังช่วยกระจายรายได้สู่จังหวัดรองนอกเส้นทางท่องเที่ยวหลัก

หน้าฝนต้องเตรียมตัวต่างจากฤดูอื่นอย่างไร
สิ่งที่ทำให้ Trail Running ในฤดูฝนแตกต่าง ไม่ใช่เพียงสภาพอากาศ แต่คือรายละเอียดเล็กๆ ที่ส่งผลต่อความปลอดภัย 1. รองเท้าคืออุปกรณ์สำคัญที่สุด รองเท้าวิ่งเทรลควรมีดอกยางลึกและยึดเกาะพื้นได้ดีเพื่อลดโอกาสลื่นล้มบนทางโคลนหรือรากไม้เปียก 2. เสื้อผ้าต้องแห้งเร็ว หลีกเลี่ยงผ้าฝ้ายที่อุ้มน้ำง่าย ควรเลือกเสื้อผ้า Technical Fabric ที่ระบายอากาศดี น้ำหนักเบาและแห้งเร็ว 3. Running Vest กลายเป็นอุปกรณ์จำเป็น นอกจากน้ำดื่ม ควรพกเสื้อกันฝนแบบ Lightweight โทรศัพท์มือถือ Power Bank ขนาดเล็ก ไฟฉายคาดศีรษะ นกหวีดฉุกเฉิน ชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น ถุงกันน้ำสำหรับเก็บอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 4. อาหารและพลังงานสำรอง ในสภาพอากาศเย็นและเปียก ร่างกายใช้พลังงานมากกว่าที่หลายคนคิด จึงควรเตรียม Energy Gel, Energy Bar หรืออาหารให้พลังงานที่รับประทานง่ายระหว่างทาง 5. ศึกษาเส้นทางและสภาพอากาศ การเช็กพยากรณ์อากาศ จุดเติมน้ำ ระยะทาง และแผนการอพยพฉุกเฉิน ถือเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การซ้อมร่างกาย 6. ประกันการเดินทางและอุบัติเหตุ นักวิ่งเทรล จำนวนไม่น้อยเริ่มให้ความสำคัญกับประกันคุ้มครองอุบัติเหตุหรือกิจกรรมกีฬา เพราะเส้นทางธรรมชาติมีความเสี่ยงมากกว่าการออกกำลังกายในเมือง โดยเฉพาะการแข่งขันระยะไกลหรือเส้นทางภูเขาสูง

5 เส้นทางเทรลหน้าฝนที่น่าไปในไทย

1. ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ มีป่าเขียวชุ่มตลอดฤดูฝน อากาศเย็นสบาย มีเส้นทางให้เลือกหลายระดับ เหมาะสำหรับนักวิ่งที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศป่าดิบเขาและทะเลหมอกอย่างใกล้ชิด
2. เขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีป่าฝนเขตร้อนสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย น้ำตกและลำธารตลอดเส้นทาง ความชื้นสูงและท้าทาย เป็นสนามที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักเทรลสายผจญภัยที่ต้องการทดสอบความแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ
3. ภูกระดึง - ภูหลวง จังหวัดเลย มีป่าสนเขียวสดช่วงหน้าฝน อากาศเย็นกว่าหลายพื้นที่ วิวสวยตลอดเส้นทาง เหมาะกับนักเดินป่าและนักวิ่งเทรลที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติแบบเต็มอิ่ม
4. เขาค้อ - ภูทับเบิก จังหวัดเพชรบูรณ์ มีทะเลหมอกเกือบตลอดฤดูกาล เส้นทางขึ้นลงหลากหลาย มีสนามเทรลจัดต่อเนื่องทุกปี ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายยอดนิยมของนักวิ่งเทรลไทย
5. อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เดินทางสะดวกจากกรุงเทพฯ มีทั้งเส้นทาง Hiking และ Trail Running เหมาะกับมือใหม่ และผู้ที่อยากเริ่มต้นสัมผัสโลกของเทรลโดยไม่ต้องเดินทางไกล

หากในอดีตความหรูหราอาจหมายถึงโรงแรมระดับ 5 ดาว หรือการเดินทางชั้นธุรกิจ วันนี้นิยามความหรูหราของคนจำนวนไม่น้อย อาจหมายถึงการได้ใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่ท่ามกลางป่าเขียวหลังฝนตก ได้ยินเสียงน้ำไหลแทนเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ และได้พิสูจน์ว่าตัวเองยังสามารถก้าวต่อไปได้แม้เส้นทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยโคลน นี่จึงเป็นเหตุผลง่ายๆ ที่ Trail Running กำลังเปลี่ยนจาก "กีฬาเฉพาะกลุ่ม" สู่ "ไลฟ์สไตล์แห่งการแสวงหาความหมาย" ที่เชื่อมโยงสุขภาพ การเดินทาง และเศรษฐกิจประสบการณ์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว และฤดูฝนก็คือช่วงเวลาที่เสน่ห์ดังกล่าวปรากฏชัดที่สุด

หนี้มีเวลาตั้งหลัก!! หนี้มีเวลามากขึ้นแต่ไม่หมายถึงน้อยลง จ่ายขั้นต่ำช่วยบริหารกระแสเงินสด แต่มิใช่ทางแก้หนี้ระยะยาว เคทีซีชี้ผู้ใช้ต้องวางแผนการเงิน

หนี้มีเวลามากขึ้น ไม่ได้แปลว่าหนี้น้อยลง
เคทีซีมองเป็นโอกาสให้ตั้งหลักทางการเงิน แต่ไม่ควรกลายเป็นภาระระยะยาว

ในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยังต้องเผชิญกับความท้าทายด้านรายได้ ค่าครองชีพ และภาระหนี้ที่สะสมมาจากหลายปีก่อน การมีมาตรการช่วยผ่อนคลายภาระการชำระหนี้ จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยให้หลายครัวเรือนมีสภาพคล่องมากขึ้น และมีเวลาจัดระเบียบสถานะทางการเงินของตนเอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อภาระรายเดือนลดลง สิ่งที่ผู้ถือบัตรเครดิตควรตระหนักคือ “ความสบายในระยะสั้น” อาจไม่ได้หมายถึง “ภาระหนี้ที่ลดลงในระยะยาว” เสมอไป เพราะแม้ยอดชำระขั้นต่ำจะช่วยให้บริหารกระแสเงินสดได้คล่องตัวขึ้น แต่หากยังคงมียอดคงค้างอยู่ หนี้ส่วนที่เหลือก็ยังถูกคิดดอกเบี้ยต่อเนื่อง และอาจใช้เวลานานกว่าที่คิดในการปลดภาระทั้งหมด

ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างหนึ่งของผู้ใช้บัตรเครดิต คือการมองว่าการจ่ายขั้นต่ำเป็นวิธีจัดการหนี้ที่เพียงพอ ในความเป็นจริง การชำระขั้นต่ำถูกออกแบบมาเพื่อช่วยบรรเทาภาระชั่วคราว ในช่วงที่ผู้ถือบัตรมีข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง ไม่ใช่แนวทางการชำระหนี้ที่ควรใช้เป็นประจำในระยะยาว เนื่องจากเงินที่ชำระในแต่ละงวดส่วนหนึ่งจะถูกนำไปชำระดอกเบี้ย ทำให้เงินต้นลดลงช้ากว่าที่หลายคนคาดคิด

ดังนั้น สำหรับผู้ที่ยังมีกำลังชำระ การจ่ายมากกว่ายอดขั้นต่ำจึงเป็นทางเลือกที่ช่วยลดภาระทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า แม้จะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในแต่ละเดือน แต่ก็สามารถช่วยลดเงินต้น ลดดอกเบี้ยสะสม และย่นระยะเวลาการเป็นหนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ

อีกประเด็นสำคัญคือ การใช้ช่วงเวลานี้ทบทวนสุขภาพทางการเงินของตนเองอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจรายรับ รายจ่าย ภาระหนี้ และเงินสำรองฉุกเฉิน เพราะการรู้สถานะทางการเงินที่แท้จริงจะช่วยให้สามารถวางแผนบริหารหนี้ได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น หลายครั้งปัญหาหนี้ไม่ได้เกิดจากรายได้ที่ไม่เพียงพอเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการขาดการวางแผนและการติดตามพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้ที่เริ่มมีสัญญาณความเสี่ยง เช่น ชำระหนี้ได้เพียงขั้นต่ำต่อเนื่องหลายเดือน ใช้บัตรเครดิตหลายใบเพื่อหมุนสภาพคล่อง หรือเริ่มกังวลว่าจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด สิ่งที่ควรทำที่สุดคือการติดต่อสถาบันการเงินโดยเร็ว เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ หรือการปรับเงื่อนไขการผ่อนชำระให้สอดคล้องกับกำลังชำระในปัจจุบัน การแก้ปัญหาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมักมีทางเลือกมากกว่า และช่วยลดผลกระทบต่อสถานะทางการเงินในอนาคตได้ดีกว่าการปล่อยให้ปัญหาสะสมจนบานปลาย

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เชื่อมาโดยตลอดว่า การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ไม่ได้หมายถึงเพียงการพิจารณาสินเชื่ออย่างรอบคอบ แต่ยังรวมถึงการสนับสนุนให้สมาชิกใช้สินเชื่ออย่างเหมาะสมกับศักยภาพทางการเงินของตนเอง พร้อมเปิดโอกาสให้เข้าถึงความช่วยเหลือเมื่อประสบปัญหาทางการเงิน ผ่านโครงการต่างๆ ที่มุ่งส่งเสริมการฟื้นฟูสุขภาพทางการเงินอย่างยั่งยืน

ในวันที่เศรษฐกิจยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การมีเวลามากขึ้นในการบริหารภาระหนี้ถือเป็นโอกาสที่มีคุณค่า แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือการใช้โอกาสนั้นเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว เพราะท้ายที่สุดแล้ว หนี้จะหมดได้ไม่ใช่เพราะมีเวลามากขึ้น แต่เพราะมีแผนที่ชัดเจนและมีวินัยในการเดินตามแผนนั้นอย่างต่อเนื่อง

หนี้มีเวลามากขึ้น ไม่ได้แปลว่าหนี้น้อยลง แต่หากใช้เวลาอย่างถูกวิธี อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมามีสุขภาพทางการเงินที่แข็งแรงอีกครั้ง

LITE

13 กรกฎาคม วันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ

วันที่ 13 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันประสูติของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เจ้านายฝ่ายในแห่งราชวงศ์จักรี ผู้ทรงมีพระกรณียกิจโดดเด่นด้านสังคมสงเคราะห์ การสาธารณสุข การช่วยเหลือเด็ก สตรี ผู้ยากไร้ และผู้ประสบความเดือดร้อนในสังคม

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ มีพระนามเดิมว่า หม่อมหลวงโสมสวลี กิติยากร

ประสูติเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2500 ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เป็นธิดาของหม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ กิติยากร และท่านผู้หญิงพันธุ์สวลี กิติยากร

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา พระองค์ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะงานด้านการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส การสงเคราะห์เด็กและเยาวชน การดูแลผู้ป่วย และการสนับสนุนงานด้านสาธารณสุข ซึ่งล้วนสะท้อนพระเมตตาและพระวิริยะอุตสาหะในการบรรเทาความทุกข์ของประชาชน

พระกรณียกิจที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง คือบทบาทของพระองค์ในการทรงสนับสนุนงานด้านสาธารณสุขและการดูแลผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ พระองค์ทรงมีพระเมตตาต่อผู้ป่วยและครอบครัวที่เผชิญความยากลำบาก ทั้งในด้านการรักษา การฟื้นฟูคุณภาพชีวิต และการลดการตีตราทางสังคม

พระองค์ยังทรงมีบทบาทสำคัญในโครงการและกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อและเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์ เช่น โครงการช่วยลดการติดเอดส์จากแม่สู่ลูก กองทุนยาสำหรับผู้ติดเชื้อ และกองทุนนมสำหรับเด็กในโครงการช่วยลดการติดเอดส์จากแม่สู่ลูก งานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงพระกรณียกิจที่มุ่งช่วยเหลือผู้เปราะบางในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากด้านสาธารณสุขแล้ว พระองค์ยังทรงสนพระทัยงานสังคมสงเคราะห์ในหลายมิติ ทั้งการช่วยเหลือเด็กในกระบวนการยุติธรรม เด็กด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และประชาชนที่ประสบความเดือดร้อน พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการดูแลผู้คนที่มักถูกมองข้าม เพื่อให้ได้รับโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

พระองค์ยังทรงเกี่ยวข้องกับมูลนิธิและองค์กรสาธารณประโยชน์หลายแห่ง ซึ่งทำงานด้านการสงเคราะห์ การแพทย์ การศึกษา และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน งานเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของพระกรณียกิจที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และสะท้อนพระปณิธานในการช่วยเหลือสังคมด้วยความเมตตา

ในด้านการทำงานเพื่อประชาชน พระองค์ทรงเป็นที่จดจำในฐานะเจ้านายที่ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจอย่างใกล้ชิดกับผู้คน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยและผู้ด้อยโอกาส พระเมตตาของพระองค์ไม่ได้ปรากฏเพียงในพิธีการ แต่ปรากฏผ่านการสนับสนุนงานที่ช่วยให้ชีวิตของผู้คนจำนวนมากได้รับการดูแลและมีความหวังมากขึ้น

พระกรณียกิจของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ จึงมีความหมายอย่างยิ่งในสังคมไทย เพราะสะท้อนบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการเกื้อกูลประชาชน โดยเฉพาะการดูแลผู้ที่เผชิญปัญหาด้านสุขภาพ ความยากจน และความเปราะบางทางสังคม

วันที่ 13 กรกฎาคมของทุกปี จึงเป็นโอกาสที่ปวงชนชาวไทยได้น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ และร่วมถวายพระพรชัยมงคลแด่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง

พระกรณียกิจของพระองค์ยังคงเป็นแบบอย่างของความเมตตา ความเสียสละ และการทำงานเพื่อส่วนรวม โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ที่ต้องการโอกาสและกำลังใจในชีวิต

13 กรกฎาคม วันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ จึงเป็นวันที่ควรน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณและพระเมตตาที่ทรงมีต่อประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วย เด็ก ผู้ด้อยโอกาส และผู้เปราะบางในสังคมไทย

12 กรกฎาคม 2417 รัชกาลที่ 5 ทรงประกาศพระราชดำริให้ “เลิกทาส” จุดเริ่มต้นการปฏิรูปสังคมไทยอย่างค่อยเป็นค่อยไป คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แก่ราษฎร หมุดหมายสำคัญการปฏิรูปสังคมไทย

วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2417 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การปฏิรูปสังคมไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงประกาศพระราชดำริให้ “เลิกทาส” โดยทรงใช้แนวทางค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้เกิดความปั่นป่วนในสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ

ในสมัยก่อน ระบบทาสเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสังคมไทยมาเป็นเวลายาวนาน ผู้คนจำนวนมากตกเป็นทาสจากหนี้สิน การขายตัว หรือการเกิดเป็นลูกทาสในเรือนเบี้ย เมื่อพ่อแม่เป็นทาส ลูกที่เกิดมาก็มักต้องตกเป็นทาสตามไปด้วย ทำให้ชีวิตของคนจำนวนมากถูกผูกติดอยู่กับสถานะที่ยากจะหลุดพ้น
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักว่า ระบบทาสเป็นปัญหาสำคัญของสังคม เพราะทำให้ผู้คนขาดเสรีภาพ ขาดโอกาส และไม่สามารถกำหนดชีวิตของตนเองได้อย่างแท้จริง พระองค์จึงมีพระราชดำริที่จะยกเลิกระบบดังกล่าว เพื่อให้ราษฎรมีความเป็นไทมากขึ้น และเพื่อปรับประเทศให้ก้าวหน้าเท่าทันอารยประเทศ

อย่างไรก็ตาม การเลิกทาสในเวลานั้นไม่สามารถทำอย่างฉับพลันได้ เพราะทาสมีความเกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจ ครอบครัว กฎหมาย และความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างลึกซึ้ง หากยกเลิกทันที อาจทำให้เกิดความเดือดร้อนทั้งฝ่ายนายเงินและฝ่ายทาส รวมถึงอาจเกิดแรงต่อต้านจากผู้มีผลประโยชน์ในระบบเดิม
ด้วยเหตุนี้ รัชกาลที่ 5 จึงทรงเลือกแนวทาง “ค่อยเป็นค่อยไป” แทนการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง พระองค์ทรงเริ่มจากการลดค่าตัวลูกทาส เพื่อเปิดทางให้ลูกทาสสามารถไถ่ตัวและพ้นจากความเป็นทาสได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเด็กที่เกิดจากพ่อแม่ซึ่งเป็นทาส ไม่ควรต้องแบกรับชะตากรรมเป็นทาสไปตลอดชีวิตเพียงเพราะสถานะของบิดามารดา

พระราชดำริดังกล่าวนำไปสู่การตรา “พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาสลูกไท” ในปี พ.ศ. 2417 ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญที่กำหนดให้ลูกทาสมีค่าตัวลดลงตามอายุ และเมื่อถึงอายุที่กำหนดก็สามารถพ้นจากความเป็นทาสได้ กฎหมายนี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญของกระบวนการเลิกทาสในสยาม
แนวทางดังกล่าวสะท้อนพระปรีชาสามารถของรัชกาลที่ 5 ในการปฏิรูปประเทศอย่างรอบคอบ พระองค์มิได้ทรงมองเพียงเป้าหมายสุดท้ายคือการเลิกทาสเท่านั้น แต่ยังทรงคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อผู้คนทุกฝ่าย จึงทรงวางมาตรการที่ทำให้สังคมค่อย ๆ ปรับตัวได้

การเลิกทาสของไทยจึงแตกต่างจากหลายประเทศที่ต้องเผชิญสงครามกลางเมืองหรือความรุนแรงขนาดใหญ่ เพราะสยามสามารถดำเนินการเปลี่ยนผ่านระบบทาสไปสู่สังคมที่ผู้คนมีเสรีภาพมากขึ้น โดยอาศัยพระราชดำริ กฎหมาย และการบริหารจัดการอย่างเป็นขั้นตอน
ตลอดหลายทศวรรษหลังจากนั้น รัชกาลที่ 5 ทรงดำเนินนโยบายเลิกทาสอย่างต่อเนื่อง มีการออกกฎหมายและประกาศเพิ่มเติม เพื่อลดจำนวนทาส ป้องกันการเกิดทาสใหม่ และคุ้มครองผู้ที่พ้นจากความเป็นทาสไม่ให้กลับเข้าสู่ระบบเดิมอีก

กระบวนการดังกล่าวมาถึงจุดสำคัญในปี พ.ศ. 2448 เมื่อมีการตรา “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” ซึ่งเป็นกฎหมายที่ทำให้การเลิกทาสในสยามสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูปสังคมไทยในรัชสมัยรัชกาลที่ 5

การเลิกทาสไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายของผู้คน แต่เป็นการเปลี่ยนแนวคิดพื้นฐานของสังคมไทย จากสังคมที่ผู้คนบางส่วนถูกมองเป็นทรัพย์สินหรือแรงงานผูกพัน ไปสู่สังคมที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพ ศักดิ์ศรี และความเป็นมนุษย์ของราษฎรมากขึ้น
พระราชกรณียกิจด้านการเลิกทาสจึงเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า “พระปิยมหาราช” เพราะพระองค์ทรงปฏิรูปบ้านเมืองด้วยพระเมตตาและพระปรีชาญาณ โดยมุ่งให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นและประเทศสามารถก้าวเข้าสู่ความทันสมัยได้อย่างมั่นคง
ในภาพใหญ่ของประวัติศาสตร์ไทย การเลิกทาสเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศในรัชกาลที่ 5 ควบคู่กับการปฏิรูประบบราชการ การศึกษา การศาล การคลัง การคมนาคม และการปกครองส่วนภูมิภาค ทั้งหมดนี้ล้วนมีเป้าหมายเพื่อทำให้สยามเข้มแข็ง ทันสมัย และสามารถรักษาเอกราชท่ามกลางแรงกดดันจากลัทธิล่าอาณานิคม

วันที่ 12กรกฎาคม พ.ศ. 2417 จึงควรถูกจดจำในฐานะจุดเริ่มต้นสำคัญของพระราชดำริเลิกทาส จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ในสังคมไทย และจุดเริ่มต้นของการคืนเสรีภาพให้แก่ผู้คนจำนวนมากอย่างเป็นระบบ

แม้การเลิกทาสจะใช้เวลานานหลายสิบปีจึงสำเร็จสมบูรณ์ แต่การเริ่มต้นในวันนั้นได้แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นต้องเกิดจากความรุนแรงเสมอไป หากเกิดจากวิสัยทัศน์ ความรอบคอบ และความตั้งใจที่จะสร้างสังคมที่เป็นธรรมมากขึ้น

พระราชดำริให้เลิกทาสของรัชกาลที่ 5 จึงเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง เป็นหลักฐานของพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อราษฎร และเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่เปลี่ยนโครงสร้างสังคมไทยไปตลอดกาล

9 กรกฎาคม ของทุกปี “วันเอกราชอาร์เจนตินา” จุดเริ่มต้นชาติเอกราชแห่งลาตินอเมริกา อาร์เจนตินาประกาศตัดขาดอำนาจสเปนเมื่อ 9 กรกฎาคม 1816 รำลึกการลุกขึ้นกำหนดชะตาตนเองของชาวลาตินอเมริกา

วันที่ 9 กรกฎาคมของทุกปี คือ “วันเอกราชอาร์เจนตินา” หรือ Argentina Independence Day หนึ่งในวันสำคัญที่สุดของประเทศอาร์เจนตินา และเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์ลาตินอเมริกา เมื่อดินแดนที่เคยอยู่ภายใต้อำนาจของสเปนประกาศตนเป็นอิสระ และเริ่มต้นเส้นทางสู่การเป็นรัฐเอกราชในทวีปอเมริกาใต้

เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ. 1816 ณ เมืองซานมิเกล เด ตูกูมัน หรือ San Miguel de Tucumán ในดินแดนที่ปัจจุบันคือประเทศอาร์เจนตินา สภาคองเกรสแห่งตูกูมันได้ประกาศเอกราชของกลุ่มจังหวัดแห่งลุ่มแม่น้ำริโอเดลาปลาตา ตัดขาดความสัมพันธ์ทางการเมืองกับราชวงศ์สเปนอย่างเป็นทางการ

การประกาศเอกราชครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นผลต่อเนื่องจากกระแสการปฏิวัติและการต่อสู้เพื่อเสรีภาพในลาตินอเมริกา ซึ่งเริ่มขยายตัวตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 หลังอำนาจของสเปนในอาณานิคมเริ่มอ่อนแอลง และแนวคิดเรื่องเสรีภาพ สิทธิของประชาชน และการปกครองตนเองแพร่กระจายไปทั่วโลกตะวันตก

ก่อนหน้าการประกาศเอกราช อาร์เจนตินาเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคมสเปนในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำริโอเดลาปลาตา เมืองบัวโนสไอเรสเป็นศูนย์กลางสำคัญทางเศรษฐกิจและการเมือง แต่ประชาชนในภูมิภาคเริ่มตั้งคำถามต่ออำนาจการปกครองจากยุโรป โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ปฏิวัติเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1810 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการปลดแอกจากสเปน

การปฏิวัติเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1810 ทำให้เกิดรัฐบาลท้องถิ่นขึ้นในบัวโนสไอเรส และเป็นก้าวแรกของการเคลื่อนไหวเพื่ออิสรภาพ แม้ในช่วงแรกยังไม่ได้ประกาศเอกราชอย่างชัดเจน แต่เหตุการณ์ดังกล่าวได้เปิดทางให้ดินแดนในภูมิภาคนี้ค่อย ๆ แยกตัวออกจากอำนาจของสเปน และนำไปสู่การประชุมสภาคองเกรสแห่งตูกูมันในเวลาต่อมา

สภาคองเกรสแห่งตูกูมันประกอบด้วยผู้แทนจากหลายจังหวัดที่มาร่วมกันตัดสินอนาคตของดินแดนแห่งนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งภัยคุกคามจากกองกำลังฝ่ายกษัตริย์นิยม การเมืองภายในที่แตกต่างกัน และแรงกดดันจากมหาอำนาจยุโรป

ในที่สุด วันที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ. 1816 สภาคองเกรสได้มีมติประกาศเอกราชจากสเปน ถือเป็นการประกาศอย่างเป็นทางการว่าดินแดนแห่งนี้จะไม่อยู่ภายใต้ราชวงศ์สเปนอีกต่อไป การตัดสินใจครั้งนั้นจึงเป็นมากกว่าการประกาศทางการเมือง แต่เป็นการยืนยันเจตจำนงของผู้คนในภูมิภาคที่ต้องการกำหนดชะตากรรมของตนเอง

แม้ชื่อ “อาร์เจนตินา” จะยังไม่ได้ถูกใช้ในความหมายของรัฐชาติสมัยใหม่อย่างสมบูรณ์ในเวลานั้น แต่การประกาศเอกราชเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ. 1816 ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของการก่อรูปประเทศอาร์เจนตินาในเวลาต่อมา และเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นเส้นทางแห่งอธิปไตย

วันเอกราชอาร์เจนตินาจึงมีความหมายลึกซึ้งต่อชาวอาร์เจนตินา เพราะเป็นวันที่สะท้อนความกล้าหาญของบรรพชนในการลุกขึ้นต่อต้านอำนาจอาณานิคม และเลือกเส้นทางของการปกครองตนเอง แม้เส้นทางหลังจากนั้นจะไม่ได้ราบรื่น ทั้งความขัดแย้งภายใน การจัดระเบียบการเมือง และการสร้างรัฐชาติ แต่วันที่ 9 กรกฎาคมยังคงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของอิสรภาพ

ในภาพใหญ่ของลาตินอเมริกา การประกาศเอกราชของอาร์เจนตินาเป็นส่วนหนึ่งของคลื่นการปลดปล่อยอาณานิคมที่เกิดขึ้นทั่วภูมิภาค ประเทศต่าง ๆ ในอเมริกาใต้ค่อย ๆ ลุกขึ้นแยกตัวจากสเปนและโปรตุเกส จนเกิดเป็นรัฐเอกราชจำนวนมากในศตวรรษที่ 19

อาร์เจนตินาจึงไม่ได้เป็นเพียงประเทศหนึ่งที่ประกาศเอกราช แต่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การต่อสู้ของลาตินอเมริกาเพื่อเสรีภาพ อธิปไตย และสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง เหตุการณ์ที่ตูกูมันจึงเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของกระแสเอกราชในซีกโลกใต้

ปัจจุบัน วันที่ 9 กรกฎาคมเป็นวันหยุดประจำชาติของอาร์เจนตินา มีการจัดพิธีรำลึก ขบวนพาเหรด กิจกรรมทางวัฒนธรรม และการเฉลิมฉลองในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่เมืองตูกูมัน ซึ่งเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ของการประกาศเอกราช

สำหรับชาวอาร์เจนตินา วันนี้ไม่ใช่เพียงวันแห่งการเฉลิมฉลอง แต่เป็นวันที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชาติ ความภาคภูมิใจในอิสรภาพ และการรำลึกถึงผู้คนที่มีส่วนในการวางรากฐานประเทศ ตั้งแต่ผู้นำทางการเมือง ทหาร นักคิด ไปจนถึงประชาชนธรรมดาที่ร่วมผลักดันให้ดินแดนแห่งนี้ก้าวพ้นจากอำนาจอาณานิคม

9 กรกฎาคม วันเอกราชอาร์เจนตินา จึงเป็นวันสำคัญที่บอกเล่าเรื่องราวของชาติหนึ่งที่เลือกยืนหยัดเพื่อเสรีภาพ เป็นวันที่เชื่อมโยงอดีตของการต่อสู้กับปัจจุบันของความเป็นชาติ และเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่สะท้อนว่าการได้มาซึ่งเอกราชมักต้องแลกมาด้วยความกล้าหาญ ความเสียสละ และความมุ่งมั่นของผู้คนจำนวนมาก

จากเมืองตูกูมันในปี ค.ศ. 1816 สู่ประเทศอาร์เจนตินาในปัจจุบัน วันเอกราชยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและอธิปไตย เป็นวันที่ย้ำเตือนว่าเสรีภาพของชาติไม่ได้เกิดขึ้นเอง หากเกิดจากการตัดสินใจครั้งสำคัญของผู้คนที่กล้าประกาศว่า พวกเขาจะเป็นเจ้าของอนาคตของตนเอง

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

เปิดตำนาน “ลูกทิพย์เคลมไทย”!! จากจีนเทาถึงลูกทิพย์ ปมสวมสิทธิ์–พ่อแม่ทิพย์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สะสมมานานหลายทศวรรษ ปัญหาเก่าที่รัฐต้องรื้อทั้งระบบ ไม่ใช่จับแค่บางกลุ่ม

เปิดตำนานลูกทิพย์เคลมไทย

ช่วงนี้ข่าวลูกทิพย์กำลังดังในกระแสเลยทีเดียว​ แต่รู้หรือไม่​ตำนานลูกทิพย์นี้ไม่ได้เพิ่งเกิดมา​ แต่มีมานับเกือบ​ 60​ปีแล้ว​ วันรีัเอย่าจะมาเล่าให้ฟังกัน

ย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลก​ ประเทศไทยมีการหลั่งไหลของคนต่างด้าวในไทยจำนวนมาก​ เอย่าจะแบ่งเป็นช่วงๆดังต่อไปนี้

ช่วง​ พศ. 2488-2503
หลังสงครามโลกครั้งที่​ 2​ ประเทศจีนเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคก๊กมินตั๋ง​ ทำให้ชาวจีนมีการอพยพหลายแสนคนเข้าไทย​ โดยส่วนใหญ่คือคือ​ ชาวแต้จิ๋ว​ ฮกเกี้ยน​ ฮากกา​ กวางตุ้งและไหหลำ​ ซึ่งปัจจุบันคนเหล่านี้กลับกลายเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์แล้ว​ เพราะนโยบายที่ไทยพยายามจัดการผู้อพยพในปลายทศวรรษ​ 2490 นั่นเอง

ต่อมาในสงครามอินโดจีนก็มีชาวเวียดนามหนีภัยสงครามมาประมาณ​ 50,000-80,000 คนกระจายไปยังบริเวณ​ นครพนม​ สกลนคร​ อุดรธานีและมุกดาหาร​ จนรัฐไทยขณะนั้นหวั่นว่าคนเหล่านี้เป็นภัยคุกคามเรื่องคอมมิวนิสต์และพยายามผลักดันกลับไป

ต่อมาในปี​ 2518 หลังเขมรแดงขึ้นสู่อำนาจทำให้ชาวกัมพูชาร่วม​ 500,000 คนทะลักเข้าสู่ไทยในศูนย์อพยพต่างๆ​แม้คนส่วนใหญ่ได้ลี้ภัยไปประเทศที่​ 3 แต่ชาวกัมพูชาส่วนหนึ่งก็กระจัดกระจายออกมาในดินแดนอิสานล่างปะปนกับคนไทยในที่สุดเช่นกัน​ และเช่นกันหลังปี​ 2518​ เมื่อลาวเปลี่ยนระบอบการปกครอง​ ชาวลาวร่วม​ 300,000​คนก็ลี้ภัยมายังไทย​ ก่อนไปยังประเทศที่​ 3​ แต่ก็ยังเหลือเป็นชุมชนลาวโดยเฉพาะ​ ชาวลาวม้ง ลาวเย้าส่วนหนึ่งตั้งถิ่นฐานในไทย

สุดท้ายคือชาวเมียมา​ ที่มีการอพยพมา​ 3 ระลอกใหญ่​ ได้แก่ช่วงปี​ 2531 หลังเหตุการณ์​ 8888 มีชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง​ ไทยใหญ่​ มอญและคะฉิ่นหนีอพยพมายังไทยและนี่คือกลุ่มแรกที่เริ่มสร้างสังคมกลืนไทยอย่างเป็นระบบซึ่งกลุ่มนี้ช่วงแรกได้สร้างอาณาจักรตนริมชายแดนไทยเนื่องจากห่างไกลจากการตรวจสอบของทางการ​ ต่อมาหลังปี​ 2533 ด้วยความต้องการแรงงานของไทยสูงขึ้นมากทำให้ชาวเมียนมากว่า​ 5 ล้านคนหลั่งไหลจนสร้างเมืองพม่าที่มหาชัยและบางบอนจนกลายเป็นโมเดลตัวอย่างรวมไปถึงสร้างวัดพม่าขึ้นหลายแห่งในประเทศรวมไปถึงพระธาตุชื่อดังที่เขาค้อยังมีเจดีย์ชเวดากองจำลอง​

การเข้ามาแบบนี้ส่วนหนึ่งก็ไม่ต่างกับกลุ่มจีนเทาคือการใช้สวมสิทธิ์คนตายก็ดี​ หรือแต่งงานทิพย์ก็ดี​หรือที่ใช้มากสุดคือพ่อแม่ทิพย์แอบอ้างลูกชาวเมียนมาเป็นลูกตัวเอง​ ขบวนการเหล่านี้มากมายจนทำให้ชาวเมียนมาบางกลุ่มที่เข้ามาก่อนกลายเป็นคนกลางที่รับงานดูแลคนเหล่านี้เพราะกลายเป็นคนสัญชาติไทยจากการให้ของนักการเมืองที่คนเหล่านี้รับใช้

เรื่องพวกนี้ไม่มช่เรื่องใหม่แต่แค่เรามีอคติจากจีนเทาเลยเหมาว่าจีนชั่วไปหมด​ แต่คนชั่วจริงไม่ใช่ที่เชื้อชาติแต่เป็นบุคคลที่กระทำผิดและคนไทยที่สมรู้ร่วมคิดขายแผ่นดิน​ ขายสิทธิ์คนไทย​ ให้กับคนเหล่านี้​ ก่อนที่ทางการจะจัดการกับแค่จีนเทาหยิบมือทำไมไม่จัดการกับกลุ่มอื่นๆด้วยหรือเพราะว่ากลุ่มเหล่านั้นมาก่อนและมีอำนาจการเมืองหรือเอ็นจีโอหนุนหลังจนไม่อยากจะไปยุ่งกันแน่​ เรื่องนี้เอย่าฝากไว้ให้คิดนะคะ
เปิดตำนานลูกทิพย์เคลมไทย

ช่วงนี้ข่าวลูกทิพย์กำลังดังในกระแสเลยทีเดียว​ แต่รู้หรือไม่​ตำนานลูกทิพย์นี้ไม่ได้เพิ่งเกิดมา​ แต่มีมานับเกือบ​ 60​ปีแล้ว​ วันรีัเอย่าจะมาเล่าให้ฟังกัน

ย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลก​ ประเทศไทยมีการหลั่งไหลของคนต่างด้าวในไทยจำนวนมาก​ เอย่าจะแบ่งเป็นช่วงๆดังต่อไปนี้

ช่วง​ พศ. 2488-2503
หลังสงครามโลกครั้งที่​ 2​ ประเทศจีนเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคก๊กมินตั๋ง​ ทำให้ชาวจีนมีการอพยพหลายแสนคนเข้าไทย​ โดยส่วนใหญ่คือคือ​ ชาวแต้จิ๋ว​ ฮกเกี้ยน​ ฮากกา​ กวางตุ้งและไหหลำ​ ซึ่งปัจจุบันคนเหล่านี้กลับกลายเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์แล้ว​ เพราะนโยบายที่ไทยพยายามจัดการผู้อพยพในปลายทศวรรษ​ 2490 นั่นเอง

ต่อมาในสงครามอินโดจีนก็มีชาวเวียดนามหนีภัยสงครามมาประมาณ​ 50,000-80,000 คนกระจายไปยังบริเวณ​ นครพนม​ สกลนคร​ อุดรธานีและมุกดาหาร​ จนรัฐไทยขณะนั้นหวั่นว่าคนเหล่านี้เป็นภัยคุกคามเรื่องคอมมิวนิสต์และพยายามผลักดันกลับไป

ต่อมาในปี​ 2518 หลังเขมรแดงขึ้นสู่อำนาจทำให้ชาวกัมพูชาร่วม​ 500,000 คนทะลักเข้าสู่ไทยในศูนย์อพยพต่างๆ​แม้คนส่วนใหญ่ได้ลี้ภัยไปประเทศที่​ 3 แต่ชาวกัมพูชาส่วนหนึ่งก็กระจัดกระจายออกมาในดินแดนอิสานล่างปะปนกับคนไทยในที่สุดเช่นกัน​ และเช่นกันหลังปี​ 2518​ เมื่อลาวเปลี่ยนระบอบการปกครอง​ ชาวลาวร่วม​ 300,000​คนก็ลี้ภัยมายังไทย​ ก่อนไปยังประเทศที่​ 3​ แต่ก็ยังเหลือเป็นชุมชนลาวโดยเฉพาะ​ ชาวลาวม้ง ลาวเย้าส่วนหนึ่งตั้งถิ่นฐานในไทย

สุดท้ายคือชาวเมียมา​ ที่มีการอพยพมา​ 3 ระลอกใหญ่​ ได้แก่ช่วงปี​ 2531 หลังเหตุการณ์​ 8888 มีชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง​ ไทยใหญ่​ มอญและคะฉิ่นหนีอพยพมายังไทยและนี่คือกลุ่มแรกที่เริ่มสร้างสังคมกลืนไทยอย่างเป็นระบบซึ่งกลุ่มนี้ช่วงแรกได้สร้างอาณาจักรตนริมชายแดนไทยเนื่องจากห่างไกลจากการตรวจสอบของทางการ​ ต่อมาหลังปี​ 2533 ด้วยความต้องการแรงงานของไทยสูงขึ้นมากทำให้ชาวเมียนมากว่า​ 5 ล้านคนหลั่งไหลจนสร้างเมืองพม่าที่มหาชัยและบางบอนจนกลายเป็นโมเดลตัวอย่างรวมไปถึงสร้างวัดพม่าขึ้นหลายแห่งในประเทศรวมไปถึงพระธาตุชื่อดังที่เขาค้อยังมีเจดีย์ชเวดากองจำลอง​

การเข้ามาแบบนี้ส่วนหนึ่งก็ไม่ต่างกับกลุ่มจีนเทาคือการใช้สวมสิทธิ์คนตายก็ดี​ หรือแต่งงานทิพย์ก็ดี​หรือที่ใช้มากสุดคือพ่อแม่ทิพย์แอบอ้างลูกชาวเมียนมาเป็นลูกตัวเอง​ ขบวนการเหล่านี้มากมายจนทำให้ชาวเมียนมาบางกลุ่มที่เข้ามาก่อนกลายเป็นคนกลางที่รับงานดูแลคนเหล่านี้เพราะกลายเป็นคนสัญชาติไทยจากการให้ของนักการเมืองที่คนเหล่านี้รับใช้

เรื่องพวกนี้ไม่มช่เรื่องใหม่แต่แค่เรามีอคติจากจีนเทาเลยเหมาว่าจีนชั่วไปหมด​ แต่คนชั่วจริงไม่ใช่ที่เชื้อชาติแต่เป็นบุคคลที่กระทำผิดและคนไทยที่สมรู้ร่วมคิดขายแผ่นดิน​ ขายสิทธิ์คนไทย​ ให้กับคนเหล่านี้​ ก่อนที่ทางการจะจัดการกับแค่จีนเทาหยิบมือทำไมไม่จัดการกับกลุ่มอื่นๆด้วยหรือเพราะว่ากลุ่มเหล่านั้นมาก่อนและมีอำนาจการเมืองหรือเอ็นจีโอหนุนหลังจนไม่อยากจะไปยุ่งกันแน่​ เรื่องนี้เอย่าฝากไว้ให้คิดนะคะ

ที่มา : AYA

อังกฤษ-อาร์เจนตินา อริตลอดกาล จากการเมืองสู่สงครามลามมาสนามฟุตบอลโลก

หากจะพูดถึงคู่ปรับตลอดกาลในโลกฟุตบอลที่ร้อนระอุที่สุด เดือดดาบที่สุด คู่ระหว่าง อังกฤษ กับ อาร์เจนตินา มักจะถูกยกขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ เสมอ ทว่าความเกลียดชังและความดุเดือดในสนามหญ้าไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะแท็กติกหรือศักดิ์ศรีของเกมกีฬา แต่มันคือ "สงครามตัวแทน" ที่หยั่งรากลึกมาจากความขัดแย้งทางการเมืองและประวัติศาสตร์เลือด
นี่คือเรื่องราวของความบาดหมางจากสมรภูมิจริง... ลามลงสู่ผืนหญ้าในฟุตบอลโลก

จุดเริ่มต้นความเป็นอริ: เหตุเกิดจากการเมืองนำไปสู่สงครามละเลงเลือดบนเกาะกลางทะเล
ชนวนเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศดิ่งลงเหวคือ "สงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์" (Falklands War) หรือที่ชาวอาร์เจนตินาเรียกว่า "มัลบีนัส" (Las Malvinas) ซึ่งปะทุขึ้นในปี 1982 หมู่เกาะเล็กๆ ทางตอนใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติกนี้อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษมาตั้งแต่ปี 1833 แต่อาร์เจนตินาอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของมาโดยตลอด ในปี 1982 รัฐบาลเผด็จการทหารของอาร์เจนตินาที่กำลังเผชิญวิกฤตศรัทธาในประเทศ ได้ตัดสินใจบุกยึดเกาะนี้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนและกระตุ้นกระแสชาตินิยม

ในครั้งนั้นนายกรัฐมนตรี "หญิงเหล็ก" มาร์กาเรต แทตเชอร์ ของอังกฤษ ตัดสินใจตอบโต้อย่างเด็ดขาดด้วยการส่งกองทัพเรือเต็มรูปแบบข้ามมหาสมุทรมาเปิดฉากสงครามกับกองทัพอาร์เจนตินาอย่างซึ่งหน้า สงครามนี้สิ้นสุดลงในเวลาเพียง 74 วันด้วยชัยชนะของอังกฤษ ทิ้งบาดแผลขนาดใหญ่ไว้ให้ชาวอาร์เจนตินา พร้อมกับความสูญเสียชีวิตทหารอาร์เจนตินากว่า 649 นาย ส่วนทหารอังกฤษเสียชีวิตไป 255 นาย ความพ่ายแพ้ครั้งนี้สร้างความบอบช้ำและกลายเป็นความแค้นฝังลึกในใจของชาวอาร์เจนไตน์ไม่รู้ลืม

ข้ามเส้นจากสมรภูมิ สู่สนามฟุตบอลโลกในปี 1986
เพียง 4 ปีหลังจากเสียงปืนและควันไฟจากสงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์สงบลง โชคชะตาก็กำหนดให้ทั้งสองชาติโคจรมาพบกันในรอบ 8 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลก 1986 ที่ประเทศเม็กซิโก
สำหรับชาวอาร์เจนตินา เกมนี้ไม่ใช่แค่แมตช์ฟุตบอล แต่มันคือโอกาสในการล้างตาและทวงคืนศักดิ์ศรีที่สูญเสียไปในสงคราม โดยมีชายที่ชื่อ ดีเอโก มาราโดนา (Diego Maradona) เป็นแม่ทัพใหญ่

"มันเหมือนกับว่าพวกเรากำลังจะไปทำสงคราม... เรารู้ดีว่าพวกเขาได้ฆ่าเด็กๆ ของเราที่นั่น (ฟอล์กแลนด์) เหมือนกับลูกนก และนี่คือการล้างแค้นของเรา"
ดีเอโก มาราโดนา เขียนบรรยายถึงความรู้สึกก่อนก้าวลงสนามในวันนั้นไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเอง

90 นาทีแห่งประวัติศาสตร์: "หัตถ์พระเจ้า" และ "ประตูแห่งศตวรรษ"
เกมในวันนั้นกลายเป็นแมตช์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก เพราะมาราโดนาได้แสดงสองด้านที่สุดขั้วออกมาภายในเวลาห่างกันเพียง 4 นาที ซึ่งทั้งสองประตูล้วนสะท้อนถึง "สงครามตัวแทน" และ “เอาคืน” อังกฤษได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นาทีที่ 51 "หัตถ์พระเจ้า" (Hand of God): มาราโดนากระโดดชกบอลข้ามตัว ปีเตอร์ ชิลตัน ผู้รักษาประตูอังกฤษเข้าประตูไปอย่างหน้าตาเฉย แม้ผู้เล่นอังกฤษจะประท้วงอย่างหนักแต่ผู้ตัดสินมองไม่เห็น มาราโดนากล่าวในภายหลังด้วยความสะใจปนเล่ห์เหลี่ยมของเขาว่า “ประตูนี้เกิดขึ้นจากหัวของมาราโดนาส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งมาจากหัตถ์ของพระเจ้า” สำหรับชาวอาร์เจนตินา มันคือการโกงที่แสนหวานเพื่อเอาคืนอังกฤษที่พวกเขาเกลียดชัง

นาทีที่ 55 "ประตูแห่งศตวรรษ" (Goal of the Century): ถัดมาไม่กี่นาที มาราโดนารับบอลจากครึ่งสนาม ลากเลื้อยหลบผู้เล่นอังกฤษ 5 คนรวด ก่อนจะล็อกหลบผู้รักษาประตูเข้าไปยิงอย่างเหนือชั้น ประตูนี้คือการตอกย้ำชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จด้วยอัจฉริยภาพทางฟุตบอลของมาราโดนาอย่างแท้จริง
สุดท้ายอาร์เจนตินาชนะไป 2-1 และก้าวไปคว้าแชมป์โลกในปีนั้น ชัยชนะเหนืออังกฤษในวันนั้นทำให้มาราโดนากลายเป็น "วีรบุรุษสงครามในคราบนักฟุตบอล" ของชาวอาร์เจนตินาทันที

มรดกความแค้นที่ส่งต่อไม่สิ้นสุด
ความบาดหมางในปี 1986 ได้กลายเป็นรากฐานของแมตช์หยุดโลกทุกครั้งหลังจากนั้น:

ฟุตบอลโลก 1998: ความเดือดดาลกลับมาอีกครั้งเมื่อ เดวิด เบ็คแฮม ซุปเปอร์สตาร์ของอังกฤษ โดนใบแดงไล่ออกจากสนามหลังจากไปดีดขานอกเกมใส่ ดีเอโก ซิเมโอเน กองกลางจอมเจ้าเล่ห์ของอาร์เจนตินา ทำให้อังกฤษตกรอบ 16ทีมสุดท้ายด้วยการดวลจุดโทษอย่างเจ็บปวด ทำให้เบ็คแฮมกลายเป็นแพะรับบาปของแฟนบอลทั้งชาติไปอีกหลายปีหลังจากนั้น

ฟุตบอลโลก 2002: สี่ปีต่อมาที่ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ เบ็คแฮมกลับมาในฐานะกัปตันทีมชาติและล้างตาได้สำเร็จด้วยการยิงจุดโทษให้อังกฤษเฉือนชนะอาร์เจนตินา 1-0 ในรอบแบ่งกลุ่ม ส่งผลให้อาร์เจนตินาตกรอบแรกในเวลาต่อมา

ฟุตบอลในฐานะภาพสะท้อนความเป็นอริของทั้งสองชาติ
เรื่องราวระหว่างอังกฤษและอาร์เจนตินาแสดงให้เห็นว่า บางครั้งฟุตบอลก็เป็นมากกว่าแค่เกมกีฬาแต่มันคือพื้นที่ที่อนุญาตให้ผู้คนระบายความอัดอั้น ความรักชาติ และรวมไปถึงความแค้นทางประวัติศาสตร์ออกมาได้อย่างถูกกฎหมาย

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และสังคมวิทยาหลายคนชี้ให้เห็นว่า ฟุตบอลในกรณีนี้ทำหน้าที่เป็น "พื้นที่ทางการเมืองที่ปลอดภัย" เป็นสนามที่ประชาชนสามารถระบายความโกรธ ความภาคภูมิใจ และความเจ็บปวดของชาติออกมาได้โดยไม่ต้องหยิบอาวุธ
ศาสตราจารย์ Eduardo Archetti นักมานุษยวิทยาชาวอาร์เจนตินาเคยกล่าวว่า ฟุตบอลไม่ได้เป็นแค่กีฬาของอาร์เจนตินา แต่เป็นภาษาแห่งอัตลักษณ์ชาติ การชนะอังกฤษในสนามฟุตบอลจึงมีน้ำหนักทางจิตวิทยาที่มากกว่าการชนะทีมอื่นๆ ทุกทีมในโลก
ในทางกลับกัน ชาวอังกฤษก็ไม่ได้รู้สึกว่านี่คือเกมธรรมดา ทุกครั้งที่เห็นธงฟ้าขาวของอาร์เจนตินา สื่ออังกฤษจะพาดหัวด้วยถ้อยคำที่เชื่อมโยงกับสงคราม ฟอล์กแลนด์ และมาราโดนาเสมอ ราวกับว่าบาดแผลจากสงครามในปี 1982 และ ความปราชัยต่อมาราโดนาและเพื่อนร่วมทีมในแมตช์อัปยศของทีมชาติอังกฤษในปี 1986 ยังคงสดใหม่และสร้างความเจ็บปวดให้ชาวอังกฤษอยู่เสมอ

แม้ในปัจจุบัน ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสองประเทศจะลดน้อยลงตามกาลเวลา และนักเตะอาร์เจนตินามากมายต่างย้ายมาค้าแข้งและเป็นที่รักในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ (เช่น อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ของลิเวอร์พูล, ลิซานโดร มาร์ติเนสของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือ เอ็นโซ เฟอร์นันเดซของเชลซี) แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เหล่านักรบในเสื้อลายฟ้าขาวต้องเผชิญหน้ากับเหล่าอัศวินภายใต้เสื้อสีขาวของพลพรรคสิงโตคำราม... กลิ่นอายของความขัดแย้งในรอยทางแห่งประวัติศาสตร์ สายตาอันดุดัน อารมณ์ที่คุกรุ่นและคบเพลิงแห่งจิตวิญญาณอันระอุไปด้วยความไม่ยอมแพ้ที่ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่นก็จะถูกจุดให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งเสมอ

สงครามฟอล์กแลนด์อาจจบลงไปแล้วด้วยปืนและเลือดที่หลั่งนอง แต่ส่วนหนึ่งของมันยังคงสู้รบต่อไปในทุกการดวลลูกจุดโทษ ทุกการปะทะบนสนาม และทุกเสียงโห่ร้องจากอัฒจันทร์ที่ดังก้องข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมการพบกันบนสนามฟุตบอลของอังกฤษกับอาร์เจนตินาถึงเป็น มากกว่าฟุตบอล แต่มันแสดงให้เห็นถึงตัวตนของมนุษยชาติในรูปแบบที่ดิบและจริงที่สุดผ่านเกมกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงสุดบนโลกใบนี้นั่นเอง

Digest

“ลิซ่า” และ “เนเน่ รอยัล” คือเพชรไทยที่ต้องเจียระไนตัวเอง ไม่ได้เกิดจาก Soft Power ของรัฐ แต่เกิดจากพรสวรรค์ไทยที่ต้องดิ้นรนจนโลกหันมามอง ย้ำเด็กไทยดังไกลระดับโลกด้วยตัวเอง

ความโด่งดังในระดับ “ปรากฏการณ์โลก" เหนือกว่า “Soft Power” ธรรมดา ของ “ลิซ่า” และ “เนเน่ รอยัล” เด็กไทยที่โตบนเวทีโลก..ด้วยตัวเอง

ความสำเร็จของเด็กไทยบนเวทีโลกไม่เคยเป็นเรื่องบังเอิญ แต่สิ่งที่น่าเศร้าคือความสำเร็จเหล่านั้นแทบไม่เคยได้รับการโอบอุ้มจากโครงสร้างภาครัฐตั้งแต่ต้น ตั้งแต่วันที่ "ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล ใช้ทุนรอนของตัวเองไปเขย่า “อุตสาหกรรมเพลงระดับโลก” ในฐานะศิลปินเดี่ยว และสมาชิกวง “ BLACKPINK” ได้สำเร็จ จนมาถึงปรากฏการณ์ล่าสุดของ "เนเน่ รอยัล" หรือ แพรว รัตติกานต์ อำลอย สาวน้อยวัย 16 ปีจากภูเก็ต ที่เพิ่งระเบิดพลังร็อก กวาด 4 ผ่าน (YES) จากคณะกรรมการในรายการ “America’s Got Talent” ไปอย่างสมศักดิ์ศรี

หากลองพิจารณาเส้นทางของทั้งคู่ เราจะพบภาพสะท้อนที่ชัดเจนของคำว่า "อยากเป็นเพชรก็ต้องฝึกเจียระไนด้วยน้ำมือของตนเอง"

หลายปีก่อน “ลิซ่า” ต้องหอบความฝัน กอดความเพียรพยายาม ไปฝึกฝนอย่างหนักหน่วงในต่างแดน ภายใต้ “ระบบนิเวศบันเทิงของเกาหลีใต้” ที่เพียบพร้อม และเข้มงวด มาปีนี้ “เนเน่ รอยัล” เติบโตมาจาก “ดนตรีเปิดหมวก” ตามตลาดในจังหวัด ภูเก็ต ฝึกฝนกีตาร์ไฟฟ้าด้วยตัวเองผ่านอินเทอร์เน็ต โดยมีครอบครัวเป็นแรงผลักดันหลักเพียงหนึ่งเดียว

ทั้งสองคนคือตัวแทนของความสามารถอันเหนือชั้นที่พิสูจน์ให้เห็นกระจ่างชัดว่า เด็กไทยเก่งและมีศักยภาพในระดับโลก แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามที่สุดคือ “บทบาทของรัฐบาลไทย” ในการขับเคลื่อนสิ่งที่เรียกว่า "Soft Power" เมื่อพิจารณาอย่างตรงไปตรงมา รัฐมักจะตกอยู่ในสถานะ "ผู้ตามเทรนด์" มากกว่า "ผู้สร้างโอกาส" ใช่หรือไม่?

มาดูกัน เช่น กรณีของ “ลิซ่า” เมื่อใดที่เธอหยิบจับอะไร ไม่ว่าจะเป็นผ้าถุงไทย ลูกชิ้นยืนกิน ภาครัฐจึงจะตื่นตัว รีบโผเข้ามา "เคลมความดีความชอบ" หรือจัดกิจกรรมเกาะกระแส เช่นเดียวกับกรณีของ “เนเน่” ทันทีที่คลิปเพลง “Zombie” กลายเป็นไวรัลทั่วโลก เราถึงจะเริ่มเห็นหน่วยงานรัฐเดินอุ้ยอ้ายออกมาชื่นชม และประกาศความภาคภูมิใจ

อดนึกเป็นอื่นไปไม่ได้ว่า “รัฐบาลไทย” มักจะมองเห็นสิ่งดี ๆ ก็ต่อเมื่อสิ่งเหล่านั้นได้รับเสียงปรบมือจากชาวต่างชาติแล้วเท่านั้น แต่ในระหว่างทางที่ “เด็กสาวสองคน” ต้องซ้อมเต้นจนเข่าช้ำ และหอบกีตาร์ไปเล่นเปิดหมวก รัฐสวัสดิการไม่รู้ไปมุดอยู่มุมไหนของประเทศไทย

ถ้ายังช้าเป็นเต่าล้านปีอยู่เช่นนี้ อนาคตก็จะเกิด “สมองไหลทางวัฒนธรรม” ศิลปินที่มีพรสวรรค์จะเลือกไปเติบโต และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แพลตฟอร์มหรือค่ายเพลงต่างประเทศ ก็จะเกิดการสูญเสีย “โอกาสทางเศรษฐกิจ” แทนที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการผลิตบุคลากรสร้างสรรค์ เรากลับเป็นได้เพียง "ผู้ส่งออกวัตถุดิบ" ที่ให้ต่างชาติเอาไปเจียระไนแล้วขายกลับมาให้เราดู

สิ่งเดียวที่ “อัจฉริยะของชาติ” ขาดมาตลอด คือรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และกล้าลงทุนใน “ทรัพยากรมนุษย์” อย่างจริงจัง ก่อนที่ประเทศจะเสียโอกาสในการสร้าง "ซูเปอร์สตาร์โลก" คนต่อไป เพียงเพราะความล่าช้า และสายตาโง่ ๆ ที่เอาไว้จ้องมองแต่ “งบประมาณแผ่นดิน” เท่านั้น

WORLD

อับบาส อารักชี กล่าว

“น่าเสียดายที่บางประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคของเรามาถึงจุดที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ให้สหรัฐฯตั้งฐานทัพชั่วคราว แต่ในความเป็นจริงแล้วประเทศเหล่านั้นได้กลายเป็นฐานทัพสหรัฐฯอย่างเต็มตัวไปโดยสมบูรณ์แล้ว”

อับบาส อารักชี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2108371636725245&set=gm.1346242574330766&idorvanity=849053944049634

อุโมงค์ 3,500 เมตรเจาะทะลุถึงกันแล้ว!! งานสร้างรถไฟจีนคืบหน้า กวางตุ้งเร่งโครงข่ายรางความเร็วสูง โครงการรถไฟ จูไห่–จ้าวชิ่ง คืบหน้า เติมเส้นเลือดใหม่ให้โครงข่ายความเร็วสูง

งานสร้าง 'อุโมงค์ทางรถไฟ' ยาว 3,500 เมตร เจาะทะลุถึงกันในกวางตุ้ง

ประมวลภาพการดำเนินงานก่อสร้างอุโมงค์เจียงจวินหลิ่ง ความยาว 3,500 เมตร บนเส้นทางรถไฟความเร็วสูงสายจูไห่-จ้าวชิ่ง ในมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน โดยอุโมงค์แห่งนี้เจาะทะลุเชื่อมถึงกันแล้วในวันศุกร์ (10 ก.ค.)

ที่มา : Xinhua

เฮยหลงเจียง ลุยท่องเที่ยว!! จัดประชุมอุตสาหกรรมครั้งที่ 8 เมืองจีซีเปิดเส้นทางท่องเที่ยวหลากธีม บูรณาการวัฒนธรรมและกีฬาเข้าด้วยกัน นำนวัตกรรมดิจิทัลสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่

การประชุมว่าด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมณฑลเฮยหลงเจียง ครั้งที่ 8 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-9 กรกฎาคม ณ เมืองจีซี เมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มีชื่อเสียง ภายใต้แนวคิด "การบูรณาการ นวัตกรรม และโอกาส" โดยยึดหลักความเรียบง่าย ความปลอดภัย และความเป็นเลิศ การประชุมครั้งนี้มุ่งสร้างเวทีสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว การประยุกต์ใช้นวัตกรรม และการยกระดับการบริโภคด้านการท่องเที่ยว พร้อมนำเสนอเสน่ห์ของมณฑลเฮยหลงเจียงในทุกมิติ ทั้งความงดงามของธรรมชาติ ขีดความสามารถทางอุตสาหกรรม อาหารท้องถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ และการต้อนรับอันอบอุ่น เพื่อกระตุ้นและปลดล็อกศักยภาพการบริโภคด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวให้เติบโตยิ่งขึ้น

ในระหว่างการประชุม เมืองจีซีจะเปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวคุณภาพภายใต้สามธีมหลัก ได้แก่ "Ignite the Games, Rock the Lakes" (การท่องเที่ยวเชิงกีฬาและสัมผัสเสน่ห์ของทะเลสาบ) "Drive the Border, Embrace Wellness" (การท่องเที่ยวเส้นทางชายแดนควบคู่กับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ) และ "Explore the Countryside, Learn Through Play" (การท่องเที่ยวชนบทเชิงเรียนรู้และกิจกรรมสำหรับครอบครัว) พร้อมกันนี้ ยังมีการมอบสิทธิประโยชน์สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างครอบคลุม ทั้งส่วนลดร้านอาหาร การรับประกันที่พัก การเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวฟรี และข้อเสนอพิเศษสำหรับการชอปปิง เพื่อมอบความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง พร้อมเชื้อเชิญนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศให้มาร่วมสัมผัสเสน่ห์และความงดงามของเมืองจีซีอย่างใกล้ชิด

เจียง ซิงเฉิง รองผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมณฑลเฮยหลงเจียง กล่าวว่า การประชุมในปีนี้มีจุดเด่นสำคัญสามประการ โดยประการแรกคือการขับเคลื่อนด้วยการบูรณาการ เพื่อสร้างภูมิทัศน์ใหม่ของการท่องเที่ยวแบบครบวงจรภายใต้แนวคิด "ใช้วัฒนธรรมสร้างคุณค่าให้การท่องเที่ยว และใช้การท่องเที่ยวเผยแพร่วัฒนธรรม" โดยส่งเสริมการบูรณาการวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเข้ากับภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม การค้า และกีฬาอย่างลึกซึ้ง อาทิ การอาศัยการแข่งขัน "ลีกฟุตบอลภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน" เป็นแรงขับเคลื่อน เพื่อเปิดตัวแบรนด์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ "Travel with Sports Events" (การท่องเที่ยวพร้อมกิจกรรมกีฬา)

ประการที่สองคือการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เพื่อสร้างแรงผลักดันใหม่ให้กับการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสมัยใหม่ โดยยกระดับรูปแบบการจัดงานประชุมให้ก้าวพ้นกรอบเดิม ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่างครอบคลุม พร้อมจัดตั้งโซนจัดแสดงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอัจฉริยะภายในพื้นที่จัดงานหลัก เพื่อนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำสมัย เช่น "AI + การท่องเที่ยว" การท่องเที่ยวเสมือนจริงบนเมตาเวิร์ส และประสบการณ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในรูปแบบดิจิทัล

ประการที่สามคือการสร้างเวทีใหม่สำหรับความร่วมมือแบบเปิดกว้าง เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสู่โอกาสใหม่ ๆ โดยบูรณาการเข้ากับข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative) พร้อมเชิญผู้แทนจากภาครัฐและภาคธุรกิจจาก 13 ประเทศและภูมิภาคเข้าร่วมงาน เพื่อส่งเสริมบทบาทและภาพลักษณ์ของวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมณฑลเฮยหลงเจียงในเวทีนานาชาติ ควบคู่กับการขยายเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตรทั่วโลก

ที่มา: สำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมณฑลเฮยหลงเจียง

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top