Tuesday, 14 July 2026
NEWS

คดี Forex เถื่อนลุกลาม!! DSI เปิดเกมคดี Forex ผิดกฎหมาย ตรวจเส้นทางเงินโยงโบรกเกอร์–ระบบชำระเงิน–บุคคลหลายวงการ พบชื่อ “ภาวุธ” สส.พรรคประชาชน โยงรับโอนจาก สปาร์ก ดิจิทัล ยื่นศาลออกหมายจับกลุ่มแรก 30 ราย ปมฉ้อโกงประชาชน

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินการสอบสวนคดีซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) โดยไม่ได้รับอนุญาต ภายหลังมีผู้เสียหายจำนวนมากเข้าร้องทุกข์ ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ก.ค. พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า DSI ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องกลุ่มแรก จำนวน 30 หมาย โดยมีทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล

ทั้งนี้ หนึ่งในรายชื่อที่ปรากฏในกระบวนการดังกล่าว คือ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ หรือ “ป้อม” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวเกี่ยวกับการตรวจสอบเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับบริษัท สปาร์ก ดิจิทัล จำกัด

แหล่งข่าวระดับสูงจาก DSI เปิดเผยว่า ภายหลังคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสืบสวนสอบสวน ได้รวบรวมพยานหลักฐานจากการตรวจยึดอุปกรณ์และข้อมูลต่าง ๆ อาทิ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต Hardware Wallet รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล และเอกสารเกี่ยวกับโครงสร้างการดำเนินงานของเครือข่ายการลงทุน เพื่อนำมาวิเคราะห์ตรวจสอบ

จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พนักงานสอบสวนพบข้อมูลที่เชื่อมโยงกับกลุ่มบุคคลหลายส่วน ทั้งกลุ่มผู้แนะนำโบรกเกอร์ (IB) กลุ่มบริษัทโบรกเกอร์ (Broker) และกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องกับระบบรับ-ส่งเงินและการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์

สำหรับกรณีนายภาวุธ แหล่งข่าวระบุว่า พนักงานสอบสวนพบข้อมูลการรับโอนเงินจากบริษัท สปาร์ก ดิจิทัล จำกัด จำนวน 28 ล้านบาท โดยเป็นการโอนครั้งละ 2 ล้านบาท รวม 14 ครั้ง ภายในวันที่ 18 ก.ค. 2567 ซึ่งนายภาวุธเคยชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็นรายได้จากการเทรดทองคำ และได้นำเอกสารบางส่วนเข้าชี้แจงต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในฐานะพยานแล้ว

นอกจากนี้ DSI ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลบุคคลอื่นที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงิน รวมถึงบุคคลในวงการต่าง ๆ ตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน

แหล่งข่าวระบุว่า การขอศาลออกหมายจับครั้งนี้ เป็นผลจากการรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับพฤติการณ์การชักชวนลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงความเชื่อมโยงด้านธุรกรรมทางการเงิน โดยศาลอาญาได้พิจารณาออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องรวม 30 หมาย ในข้อหาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และข้อหาฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343

อย่างไรก็ตาม คดีดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน โดยผู้ถูกกล่าวหาทุกคนยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด และ DSI อยู่ระหว่างพิจารณาพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้ แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ยังพบชื่อบุคคลในวงการบันเทิงรายหนึ่ง ปรากฏในข้อมูลธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับบริษัทในกลุ่มโบรกเกอร์ ซึ่งมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์จำนวนมาก และอยู่ระหว่างการตรวจสอบความเกี่ยวข้องตามพยานหลักฐาน

บัลลังก์ราชันคอร์ตหญ้า!! ‘ซินเนอร์’ โชว์หัวใจมือ 1 โลก พลิกดับซเวเรฟ 3-1 เซต ป้องกันแชมป์วิมเบิลดัน 2 สมัยซ้อน คว้าเงินรางวัล 3.6 ล้านปอนด์

ยานนิค ซินเนอร์ นักเทนนิสมือ 1 ของโลกจากอิตาลี โชว์หัวใจแชมป์ พลิกสถานการณ์หลังเสียเซตแรก ก่อนเอาชนะ อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ มือวางอันดับ 2 ของรายการ และมือ 3 ของโลกจากเยอรมนี 3-1 เซต

คว้าแชมป์ชายเดี่ยวศึกแกรนด์สแลม วิมเบิลดัน 2026 พร้อมป้องกันแชมป์ได้เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน
การแข่งขันเทนนิสแกรนด์สแลมรายการที่ 3 ของปี วิมเบิลดัน 2026 ชิงเงินรางวัลรวม 64.2 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,889 ล้านบาท) ที่ออล อิงแลนด์ ลอน เทนนิส แอนด์ โครเกต์ คลับ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศประเภทชายเดี่ยว

การแข่งขันครั้งนี้ได้รับพระกรุณาธิคุณจาก แคทเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ องค์อุปถัมภ์ของออล อิงแลนด์ ลอน เทนนิส แอนด์ โครเกต์ คลับ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์, เจ้าชายจอร์จแห่งเวลส์ และ เจ้าหญิงชาร์ลอตต์แห่งเวลส์ เพื่อทอดพระเนตรการแข่งขันและพระราชทานถ้วยรางวัลแก่ผู้ชนะ ท่ามกลางแฟนเทนนิสที่เข้าชมเต็มความจุของเซนเตอร์คอร์ต

ซเวเรฟคว้าเซตแรก ก่อนซินเนอร์เร่งเครื่อง
เซตแรก ทั้งสองฝ่ายรักษาเกมเสิร์ฟได้อย่างเหนียวแน่น ก่อนเสมอกัน 6-6 และต้องตัดสินด้วยไทเบรก ซึ่งเป็น ซเวเรฟ ที่เฉือนชนะ 9-7 ขึ้นนำ 1-0 เซต

เซตที่สอง รูปเกมยังสูสีและต้องตัดสินด้วยไทเบรกอีกครั้ง แต่คราวนี้ ซินเนอร์ เล่นได้เฉียบคมกว่า เอาชนะ 7-2 ตีเสมอเป็น 1-1 เซต

เซตที่สาม จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในเกมที่ 8 เมื่อซินเนอร์เบรกเกมเสิร์ฟได้สำเร็จ ก่อนปิดเซตด้วยสกอร์ 6-3 พลิกขึ้นนำ 2-1 เซต

เข้าสู่เซตที่สี่ มือ 1 ของโลกยังคุมเกมได้เหนือกว่า เบรกเสิร์ฟสำคัญขึ้นนำ 4-3 ก่อนเสิร์ฟปิดแมตช์เอาชนะ 6-4

จบการแข่งขัน ยานนิค ซินเนอร์ เอาชนะ อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ 3-1 เซต 6-7 ไทเบรก (7-9), 7-6 ไทเบรก (7-2), 6-3 และ 6-4 ใช้เวลาแข่งขัน 3 ชั่วโมง 46 นาที คว้าแชมป์วิมเบิลดันเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน
จากชัยชนะครั้งนี้ ซินเนอร์คว้าแชมป์แกรนด์สแลมรายการที่ 5 ในอาชีพ ต่อจาก ออสเตรเลียน โอเพ่น 2024 และ 2025, ยูเอส โอเพ่น 2024 รวมถึง วิมเบิลดัน 2025 และ 2026 พร้อมรับเงินรางวัล 3.6 ล้านปอนด์ (ประมาณ 162 ล้านบาท)

ด้าน ซเวเรฟ รับเงินรางวัลรองแชมป์ 1.8 ล้านปอนด์ (ประมาณ 81 ล้านบาท) และแพ้ให้กับ ซินเนอร์ เป็น นัดที่ 9 ติดต่อกัน

ซเวเรฟ: "ผมเริ่มไม่ชอบหน้า ซินเนอร์ แล้ว"
ซเวเรฟ กล่าวพร้อมรอยยิ้มหลังจบการแข่งขันว่า
"ตอนนี้ผมเริ่มไม่ชอบหน้า ยานนิค ซินเนอร์ แล้วล่ะ เพราะผมแพ้เขามา 9 ครั้งรวด" (หัวเราะ)
"แต่ต้องยอมรับว่าเขาแสดงให้เห็นอีกครั้งว่าทำไมถึงเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลก ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสร้างความทรงจำในรอบชิงชนะเลิศบนเซนเตอร์คอร์ต"

เจ้าตัวยังเผยว่า การผ่านเข้าชิงชนะเลิศวิมเบิลดันครั้งแรก ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของอาชีพ และทำให้เชื่อมั่นว่าจะมีโอกาสคว้าแชมป์รายการนี้ในอนาคต

ซินเนอร์: "ซเวเรฟ เข้าใกล้แชมป์มาก และจะทำได้แน่นอน"

แชมป์ชาวอิตาเลียนกล่าวชื่นชมคู่แข่งหลังจบแมตช์ว่า

"มันเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมมาก ซาสช่า วันนี้คุณเข้าใกล้ตำแหน่งแชมป์มาก หากยังรักษามาตรฐานแบบนี้ไว้ได้ ผมมั่นใจว่าคุณจะคว้าแชมป์รายการนี้ รวมถึงก้าวขึ้นเป็นมือ 1 ของโลกได้แน่นอน"
ก่อนทิ้งท้ายด้วยการขอบคุณแฟนเทนนิส บอลบอย บอลเกิร์ล และทีมงานทุกคนที่ทำให้การแข่งขันดำเนินไปอย่างราบรื่น

"วิมเบิลดันคือทัวร์นาเมนต์ที่พิเศษที่สุดของปี และการได้กลับมายืนคว้าแชมป์ที่นี่อีกครั้งมีความหมายกับผมมาก แล้วพบกันใหม่ปีหน้าครับ"

ที่มา : https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/106579/#google_vignette

เยาวชนไทยสร้างชื่อ!! ตัวแทนไทยทำผลงานน่าภูมิใจ คว้า 1 เงิน 1 ทองแดง เหรียญคณิตศาสตร์นานาชาติ พร้อมเกียรติบัตรจากการแข่งขันนานาชาติที่ปักกิ่ง จากค่ายฤดูร้อนคณิตศาสตร์นานาชาติ ครั้งที่ 4 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน

ขอแสดงความยินดีกับผลงานของน้องๆ คว้า 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง จากการเข้าร่วมกิจกรรมค่ายฤดูร้อนคณิตศาสตร์นานาชาติ ครั้งที่ 4 จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย. - 11 ก.ค. 2569 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

โดยนักเรียนตัวแทนประกอบด้วย

1.นายธฤษณุธัช กริ่มใจ  ได้รับรางวัลเหรียญเงิน  ร.ร. เตรียมอุดมศึกษา

2.นายธนกร ตั้งเจตน์   ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง  ร.ร. เตรียมอุดมศึกษา

3.นายชยากร ศิริไกร  ได้รับเกียรติบัตรเข้าร่วมการแข่งขัน  ร.ร. เตรียมอุดมศึกษา

4.นายจิระพัชร์ พุฒดี  ได้รับเกียรติบัตรเข้าร่วมการแข่งขันร.ร.เซนต์คาเบรียล

5.ด.ช.ปรรณ กาญจนารัณย์   ได้รับเกียรติบัตรเข้าร่วมการแข่งขัน  ร.ร. สาธิต มศว ปทุมวัน

6.นาย ปัณณวิชญ์ คลังเพ็ชร์  ได้รับเกียรติบัตรเข้าร่วมการแข่งขัน  ร.ร. เตรียมอุดมศึกษา

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1427913082480590&id=100057857341280&rdid=FEBAFYLqG8Z7jV5f#

‘เนเน่ รอยัล’ สาวน้อยชาวไทยวัย 16 ปี ผู้คว้า 4 Yes จากเวที America’s Got Talent ซีซั่นล่าสุด

“เนเน่ บอกว่า คิดถึงและอยากเล่นดนตรีให้ทุกคนฟัง พร้อมบอกเล่าจุดเริ่มต้นของการเล่นดนตรีและร้องเพลงว่า ตอนนั้นเป็นช่วงซัมเมอร์ เธอตั้งใจไปลงทะเบียนเข้าชมรมวิชาการ แต่เพราะตื่นสาย ชมรมเต็ม”

“พ่อบอกว่า หนูตื่นสาย ชมรมเต็ม ครูบอกว่า เหลือแต่ชมรมดนตรี no other choice และเหลือกีตาร์อย่างเดียว เอาจริงๆ ตอนนี้ถือว่า โชคดีมาก”

เนเน่ รอยัล
สาวน้อยชาวไทยวัย 16 ปี จากเวที America’s Got Talent ซีซั่นล่าสุด

ที่มา : https://www.facebook.com/100064321946557/posts/1540184468135603/?rdid=3LvPTVCalv8SBiom#

เด็กไทยคว้าชัยฟิสิกส์โอลิมปิกโลก 2569!! ทีมฟิสิกส์โอลิมปิกไทยกลับบ้านพร้อมความภูมิใจ หลังคว้าเหรียญจากเวทีนานาชาติ กวาด 1 ทอง 2 เงิน 1 ทองแดง 1 เกียรติคุณ เตรียมถึงสุวรรณภูมิ 15 ก.ค. พร้อมเหรียญรางวัลจากโคลอมเบีย

ขอแสดงความยินดีกับผู้แทนประเทศไทยจากการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 56 ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 4 – 12 กรกฎาคม 2569 ณ เมืองบูการามังกา สาธารณรัฐโคลอมเบีย

โดยผลงานของผู้แทนประเทศไทยฯ มีดังนี้

1. นายภัทรภณ ธนพิทักษ์ ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา เหรียญทอง

2. นายสิรวิชญ์ มุสิกะโสภณ ร.ร.กำเนิดวิทย์ เหรียญเงิน

3. นายชยพล นนทสูติ ร.ร.สวนกุหลาบวิทยาลัย เหรียญเงิน

4. นายพุฒิธร วิบูลย์เจริญกิจจา ร.ร.สวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต เหรียญทองแดง

5. นายอังกูร ธนาสิทธิกุล ร.ร.มงฟอร์ตวิทยาลัย เกียรติคุณประกาศ

โดยคณะอาจารย์ผู้ควบคุมทีม ประกอบด้วย

1. ผศ.ดร.มนต์สิทธิ์ ธนสิทธิโกศล ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หัวหน้าทีม

2. ดร.อุชุพล เรืองศรี ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ รองหัวหน้าทีม

3. ดร.วิศิษฐ์ สิงห์สมโรจน์ ม.มหิดล ผู้ช่วยหัวหน้าทีม

4.นายกฤษชพล ทิวพุดซา สสวท. ผู้จัดการทีม

คณะผู้แทนประเทศไทยฯ มีกำหนดเดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทย ในวันพุธที่ 15 กรกฎาคม 2569 โดย สสวท. กำหนดจัดพิธีแสดงความยินดี เวลา 13.00 น. บริเวณประตู 1 ชั้น 2 อาคารผู้โดยสารขาเข้า มาร่วมต้อนรับและแสดงความยินดีกับน้องๆกันเยอะๆนะครับ 

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1428647785740453&set=a.700426908562548

C.A.P Studio กลับนิมมานเหมินท์!! สตูดิโอภาพพิมพ์ดังภาคเหนือ ย้ายกลับหลังปรับโฉมใหญ่เสร็จสิ้น เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ใหม่เต็มรูปแบบ ต้อนรับศิลปินและผู้สนใจงานภาพพิมพ์

กรุงเทพฯ, 6 กรกฎาคม 2569 – C.A.P Studio สตูดิโอภาพพิมพ์ชั้นนำทางภาคเหนือ ประกาศย้ายกลับสู่ย่านนิมมานเหมินท์ จังหวัดเชียงใหม่ อย่างเป็นทางการ หลังเสร็จสิ้นการปรับปรุงอาคารครั้งใหญ่ พร้อมเปิดพื้นที่สร้างสรรค์โฉมใหม่ที่ได้รับการออกแบบขึ้นเพื่อการทำงานด้านภาพพิมพ์โดยเฉพาะ พร้อมต้อนรับทั้งศิลปินและผู้สนใจให้เข้ามาใช้พื้นที่ เรียนรู้ และสัมผัสกระบวนการสร้างสรรค์งานภาพพิมพ์อย่างใกล้ชิด

C.A.P Studio หรือ Chiang Mai Art on Paper ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2546 โดย กิติก้อง ติลกวัฒโนทัย ศิลปินและช่างภาพพิมพ์ชาวไทยผู้เชี่ยวชาญด้านภาพพิมพ์ สตูดิโอทำงานร่วมกับศิลปินไทยและนานาชาติในการสร้างสรรค์ผลงานภาพพิมพ์ศิลปะต้นฉบับแบบทำมือในจำนวนจำกัด (Limited Edition) ตลอดเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา C.A.P Studio มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เชียงใหม่เป็นหนึ่งในศูนย์กลางศิลปะร่วมสมัยและงานภาพพิมพ์ที่ได้รับการยอมรับทั้งในประเทศไทย และระดับนานาชาติ

สิ่งที่ทำให้ C.A.P Studio แตกต่างจากโรงพิมพ์ทั่วไป คือการทำงานในฐานะพื้นที่แห่งความร่วมมือระหว่างศิลปิน และช่างภาพพิมพ์ โดยศิลปินจะพัฒนาผลงานร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญของสตูดิโอในทุกขั้นตอน C.A.P Studio เชี่ยวชาญการผลิตภาพพิมพ์ศิลปะต้นฉบับที่พิมพ์ด้วยมือ (Hand-pulled Fine Art Prints) ซึ่งเป็นผลงานดั้งเดิม ไม่ใช่งานพิมพ์ซ้ำ (Reproduction) และผลิตในจำนวนจำกัด (Limited Edition) สตูดิโอสนับสนุนทั้งด้านเทคนิค วัสดุ และกระบวนการผลิต โดยผลงานในแต่ละชุดจะถูกแบ่งระหว่างศิลปินและสตูดิโอ ตามข้อตกลง

C.A.P Studio เริ่มก่อตั้งขึ้นในห้องคอนโดมิเนียมขนาดเล็กด้านหลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตั้งแต่ปี 2546 เป็นเวลาสามปี ก่อนจะย้ายมายังพื้นที่ที่กว้างขึ้นในย่านนิมมานเหมินท์ หลังจากนั้นต่อมาในปี พ.ศ. 2564 สตูดิโอตัดสินใจปรับโฉมอาคารครั้งใหญ่ จึงย้ายไปเปิดดำเนินงานชั่วคราวในย่านเมืองเก่าของเชียงใหม่ในช่วงระหว่างการก่อสร้าง เพื่อรองรับการเติบโตและยกระดับคุณภาพการสร้างสรรค์ผลงาน จนแล้วเสร็จ

ปัจจุบัน การปรับปรุงอาคารเดิมในย่านนิมมานเหมินท์เสร็จสมบูรณ์แล้ว และ C.A.P Studio ได้กลับมาเปิดดำเนินงานเต็มรูปแบบอีกครั้งในพื้นที่ที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ และได้ปิดสตูดิโอชั่วคราวย่านเมืองเก่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อาคารแห่งนี้ได้รับการออกแบบและจัดสรรพื้นที่อย่างพิถีพิถัน เพื่อรองรับกระบวนการสร้างสรรค์งานภาพพิมพ์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมสะท้อนแนวคิดและความตั้งใจของ C.A.P Studio ในการสร้างพื้นที่แห่งความร่วมมือระหว่างศิลปินและช่างภาพพิมพ์มาอย่างต่อเนื่อง

ในฐานะ “พื้นที่ทดลองสร้างสรรค์ที่มีชีวิต” (Living Lab) C.A.P Studio เปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้ามาสัมผัสกระบวนการสร้างงานภาพพิมพ์อย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต ไปจนถึงการแลกเปลี่ยนพูดคุยกับศิลปินและทีมช่างพิมพ์ นอกจากนี้ ผู้เข้าชมยังสามารถชมและเลือกสะสมผลงานภาพพิมพ์ที่สร้างสรรค์ขึ้นภายในสตูดิโอได้อีกด้วย

C.A.P Studio สาขานิมมานเหมินท์ ซอย 17 เปิดให้บริการตั้งแต่วันอังคารถึงวันอาทิตย์ เวลา 10.30–18.00 น.

รายละเอียด C.A.P Studio สาขานิมมานเหมินท์
-ที่ตั้ง: นิมมานเหมินท์ ซอย 17 (หมายเหตุ: สตูดิโอเดิมบนถนนสามล้านปิดให้บริการแล้ว)
-เวลาเปิดทำการ: วันอังคาร–วันเสาร์ เวลา 10.30–18.00 น. ปิดวันอาทิตย์และวันจันทร์
-ที่อยู่: 17/1 ถนนนิมมานเหมินท์ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200
-โทรศัพท์: 087 810 8860
เกี่ยวกับ C.A.P Studio

C.A.P Studio หรือ Chiang Mai Art on Paper คือสตูดิโอภาพพิมพ์ศิลปะที่สร้างสรรค์ผลงานภาพพิมพ์ต้นฉบับแบบทำมือในจำนวนจำกัด (Limited Edition) ร่วมกับศิลปินไทยและนานาชาติ สตูดิโอมีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคภาพพิมพ์แบบดั้งเดิมหลากหลายรูปแบบ อาทิ เทคนิคภาพพิมพ์ร่องลึก (Etching) และภาพพิมพ์แกะไม้ (Woodblock Printing) โดยทุกผลงานเป็นงานภาพพิมพ์ต้นฉบับที่ศิลปินสร้างสรรค์ขึ้นบนแม่พิมพ์โดยตรง มิใช่งานพิมพ์ซ้ำจากผลงานเดิม (Reproductions) C.A.P Studio เปิดต้อนรับผู้ที่สนใจงานภาพพิมพ์ร่วมสมัย รวมถึงผู้ที่ต้องการเรียนรู้และสัมผัสกระบวนการสร้างสรรค์งานภาพพิมพ์อย่างใกล้ชิด ผ่านการทำงานจริงของสตูดิโอและทีมช่างภาพพิมพ์

มธ. ปั้นแพทย์แผนจีนลุยโลก!! ตลาดการแพทย์แผนจีนคึกคัก ไทยดันหลักสูตรนานาชาติ ชิงส่วนแบ่ง 5.5 แสนล้านดอลลาร์ หนุน Medical Hub และ Wellness Tourism

มธ. ปั้น ‘แพทย์แผนจีนนานาชาติ’ ดัน ‘ไทย’ ลุยตลาดโลก ชิงเค้ก 5.5 แสนล้านดอลลาร์

ในอนาคตอันใกล้ “การแพทย์แผนจีน” ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่า 2,000 ปี จะไม่ได้เป็นเพียงแค่การแพทย์ทางเลือก แต่จะเป็นหนึ่งในการแพทย์เพื่อสร้างทางรอด ที่ใช้รักษาควบคู่กับแพทย์แผนปัจจุบัน

“บางเคสกินยาแผนปัจจุบันแล้วเจอผลข้างเคียง เลยอยากใช้ยาสมุนไพรจีนแทน เราจะให้ปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบันก่อน จากนั้นค่อยมาดูว่าทางศาสตร์แพทย์แผนจีนมีวิธีไหนที่จะช่วยรักษาได้บ้าง” ผศ. ดร.ภารดี แสงวัฒนกุล อาจารย์ประจำหลักสูตรการแพทย์แผนจีนบัณฑิต วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ ระบุ และว่า ผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นจากการผสานระหว่างการแพทย์แผนจีน (ตะวันออก) เข้ากับองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ของการแพทย์แผนปัจจุบัน (ตะวันตก)

“ไม่ใช่ไปบอกกับคนไข้ว่า ไม่ต้องไปหาแพทย์แผนปัจจุบันนะ ให้มารักษาด้วยแผนจีนอย่างเดียว แบบนี้เราไม่ทำ ไม่ถูกต้อง สิ่งที่ถูกต้องคือการรักษาแบบผสมผสานเพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ดีที่สุด” ผศ. ดร.ภารดี เน้นย้ำ

จากรายงานการตลาด Traditional Chinese Medicine Hospitals in China ของ IBISWorld ที่เผยแพร่เมื่อปี 2567 ได้สะท้อนภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมการแพทย์แผนจีน ซึ่งพบว่ามีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากปัจจัยการสนับสนุนของภาครัฐ และความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากผู้ป่วย โดยในช่วงระหว่างปี 2562-2567 มีอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) อยู่ที่ 5.7%

ขณะที่ข้อมูลจาก Business Research Insights เมื่อปี 2569 พยากรณ์ขนาดของตลาดการแพทย์แผนจีน (TCM) ทั่วโลก อยู่ที่ 2.89 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมคาดการณ์ว่าในช่วง 10 ปีจากนี้ คือ

ปี 2569-2578 จะมีอัตราการเติบโต CAGR อยู่ที่ 7.4% ส่งผลให้มูลค่าตลาดก้าวขึ้นไปเป็น 5.51 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2578

มากไปกว่านั้น พบว่าหลายประเทศทั่วโลกกำลังขยายการใช้ประโยชน์ด้านการรักษาและสร้างเศรษฐกิจจากระบบนิเวศการแพทย์แผนจีน ตั้งแต่ประเทศในเอเชีย ไปจนถึงยุโรป หรือแม้แต่ในสหรัฐอเมริกาที่ปัจจุบันมีผู้ที่มีใบประกอบวิชาชีพมากกว่า 4 หมื่นราย หรือในเยอรมนี ที่มีการนำบริการแพทย์แผนจีนบรรจุเข้าอยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพ ฯลฯ

ในความเป็นจริงแล้ว การแพทย์แผนจีนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และย้อนกลับไปในปี 2562 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้บรรจุหมวดการแพทย์ดั้งเดิม (Traditional Medicine Chapter) เข้าไปในบัญชีจำแนกโรคสากล (ICD-11) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้กันทั่วโลกด้วย

ความต้องการของผู้คนที่อยากดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและอิงกับธรรมชาติ เพื่อลดการพึ่งพายาเคมี หรือการรักษาที่มากเกินความจำเป็น คือปัจจัยหลักที่ทำให้มูลค่าตลาดการแพทย์แผนจีนเติบโตขึ้น และยังจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากการเข้ามาของเทรนด์การมีอายุยืนยาวแบบมีสุขภาพที่ดี (Longevity)

นี่จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะสร้างเศรษฐกิจและเข้าไปมีส่วนร่วมในการชิงส่วนแบ่งทางการตลาดในตลาดระดับโลก

“มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากที่รู้จักและเคยรักษาด้วยการแพทย์แผนจีนมาก่อน เมื่อเข้ามาในประเทศไทยก็พยายามมองหาการแพทย์แผนจีน ฉะนั้นหากประเทศไทยยกระดับเรื่องนี้จริงจัง ก็จะยิ่งทำให้นโยบาย Medical Hub และ Wellness Tourism มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น” ผศ. ดร.ภารดี ระบุ

ที่ผ่านมา หน่วยงานในประเทศไทยก็เดินหน้าผลักดันการแพทย์แผนจีนอยู่ไม่น้อย ทั้งการทำระบบการรับรองและออกใบอนุญาตผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีน รวมถึงการจัดสรรตำแหน่งในระบบบริการสุขภาพภาครัฐ และล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2569 มีมติอนุมัติให้ข้าราชการพลเรือนสามัญสายงานแพทย์แผนจีน ตำแหน่งแพทย์แผนจีน ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการรักษาประชาชน มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาการระดับชำนาญการ และชำนาญการพิเศษ เดือนละ 3,500 บาท และ 5,600 บาท อีกด้วย

แม้ว่ามาตรการเหล่านี้จะทำให้มีคลินิกด้านการแพทย์แผนจีนเปิดให้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในภาครัฐและเอกชน แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นควบคู่กันก็คือ ทุกวันนี้จำนวนแพทย์แผนจีนในไทยยังคงมีอยู่จำกัด และถือว่าขาดแคลนหากเทียบกับความต้องการ ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ที่ได้รับใบอนุญาตฯ เพียงกว่า 2,000 คน ขณะที่ในแต่ละปีมีผู้ได้รับใบอนุญาตเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 300 คน

เพื่อเติมเต็มช่องว่างด้านกำลังคน และสร้างศักยภาพให้ประเทศไทย วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ (CICM) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จึงทำความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู (Chengdu University of Traditional Chinese Medicine) เพื่อพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนแพทย์แผนจีนขึ้น ซึ่งเป็น “แห่งแรกของประเทศไทย” ที่เป็นหลักสูตรนานาชาติ

มากไปกว่านั้นคือ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจะได้รับปริญญาการแพทย์แผนจีนบัณฑิต 2 ใบ (Dual Degree) คือจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 1 ใบ และมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู อีก 1 ใบ

อาจมีคำถามว่า เมื่อต้องการเรียนการแพทย์แผนจีน เหตุใดจึงไม่ไปเรียนจากประเทศจีนที่เป็นต้นกำเนิดของศาสตร์การรักษานี้

ผศ. ดร.ภารดี อธิบายว่า นอกจากองค์ความรู้สากลในระดับนานาชาติแล้ว สิ่งสำคัญที่จะได้จากการเรียนที่ธรรมศาสตร์คือสายสัมพันธ์ (คอนเนคชัน) บุคลากรทางการแพทย์ในไทยและจีน ที่สามารถนำไปใช้ในการประกอบวิชาชีพได้จริง ตลอดจนความเข้าใจในบริบท ระบบสุขภาพ ระบบกฎหมาย และระบบนิเวศการแพทย์แผนจีนทั้งหมดในประเทศไทย

นอกจากนี้ CICM ได้ร่วมกับโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติในการเปิดคลินิกการแพทย์แผนจีน ซึ่งจะทำให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์จากการได้ตรวจ และดูแลรักษาผู้ป่วยจริงๆ ภายใต้การกำกับของอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนจีน

นำไปสู่การเปิดโอกาสทางการประกอบอาชีพได้อย่างหลากหลาย เช่น แพทย์แผนจีนในโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน ผู้ประกอบการคลินิกการแพทย์แผนจีน ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู นักวิจัยด้านการแพทย์และสมุนไพร อาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา นักพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพ ที่ปรึกษาด้านสุขภาพ ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพและสมุนไพร ฯลฯ
.
ที่สำคัญคือ สามารถเลือกทำงานได้ทั้งในไทย จีน และประเทศอื่นๆ ได้อย่างกว้างขวาง ตัวอย่างเช่น ประเทศสหรัฐฯ เนื่องจากมีการรับรองปริญญาด้านการแพทย์แผนจีนของมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตูให้สามารถสอบเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้

สำหรับการเรียนการสอนจะใช้เวลาทั้งหมด 6 ปี แบ่งเป็น การเรียนที่ธรรมศาสตร์ 3 ปี ได้แก่ ปี 1 เรียนวิชาพื้นฐาน ปี 3 และ ปี 4 เรียนเนื้อหาวิทยาศาสตร์การแพทย์ และทฤษฎีการแพทย์แผนจีน และเรียนที่มหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู 3 ปี คือ ปี 2 เรียนภาษาจีน ปี 5 และ ปี 6 เรียนเนื้อหาด้านการแพทย์แผนจีน พร้อมกับปฏิบัติจริงกับผู้ป่วย

ผศ. นพ.พีระพงค์ กิติภาวงค์ คณบดีวิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มธ. อธิบายว่า ปัจจุบันมีนักศึกษาที่จบจากหลักสูตรการแพทย์แผนจีนจาก CICM ไปแล้ว 3 รุ่น และกว่า 90% สอบผ่านได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีน

สำหรับแผนอนาคต CICM ผศ. นพ.พีระพงค์ บอกว่า มีอยู่ 3 เรื่องที่วางแผนเอาไว้ ได้แก่ 1. การเปิดหลักสูตรปริญญาโทแบบ Dual Degree 2. การพัฒนางานวิจัยด้านการแพทย์แผนจีนร่วมกับนักวิจัยของจีนมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างระบบนิเวศทางการวิจัย และกรุยทางไปสู่การสร้างนวัตกรรมในอนาคต และ 3. อยากจะผลักดันการผลิตยาสมุนไพรจีนได้เอง พร้อมกับให้มีการตั้งบริษัทภายใต้มหาวิทยาลัย เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยาสมุนไพรจีนที่มีคุณภาพที่ผลิตโดยไทยเอง รวมถึงลดการนำเข้าสมุนไพรจีน ซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง โดยหากเป็นไปได้อาจใช้สมุนไพรไทยมาทดแทน เนื่องจากมีสมุนไพรไทยหลายชนิดที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับสมุนไพรจีน และมีศักยภาพในการศึกษาวิจัยเพื่อใช้ทดแทนในบางตำรับ

อีกทั้งในเชิงการหนุนเสริมระบบบริการสุขภาพโดยตรง ขณะนี้ก็กำลังเดินหน้าทำให้เกิดการผสานศาสตร์การแพทย์แผนจีนเข้ากับการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองให้กับศูนย์ธรรมศาสตร์ธรรมรักษ์ และอาจต่อยอดไปถึงการพัฒนาเป็นแนวทางการดูแลรักษาผู้สูงอายุด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน พร้อมกับผลักดันให้ทาง สธ. มีการนำไปใช้จริงทั่วประเทศ เพื่อเป็นแนวทางการดูแลรักษาทางเลือกสำหรับรองรับกับสังคมผู้สูงอายุของไทยที่กำลังจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ในปี 2573

ขณะเดียวกัน หากเป็นไปได้ ผศ. นพ.พีระพงค์ บอกว่า อยากให้รัฐบาล และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ผลักดันเรื่องการแพทย์แผนจีนควบคู่ไปกับการแพทย์แผนไทยด้วย ทั้งในแง่การผลักดันบุคลากรให้เข้าไปสู่ในระบบภาครัฐ รวมถึงบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีเพียงบริการฝังเข็ม 20 ครั้งต่อปีสำหรับฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยระยะกลาง (IMC) เท่านั้น

นักวิชาการ มธ. สกัดผู้รับเหมาทิ้งงานรัฐ!! ชงแก้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง ใช้เกณฑ์ประโยชน์แทนราคาต่ำสุด แนะตรวจสภาพคล่องและผลงาน สร้างระบบตรวจประวัติคู่สัญญา

นักวิชาการ มธ. ชงมาตรการ สกัดผู้รับเหมาทิ้งงานรัฐ
ชี้แก้ ‘พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ’ ยังไม่พอ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้รัฐแก้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ สกัดปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน เป็นเรื่องดี แต่ช่วยได้ไม่มาก คุมเข้มคัดเลือกคู่สัญญา-เลิกใช้ราคาต่ำสุดเกณฑ์เดียว ลดความเสี่ยงได้บ้างแต่ยังไม่พอ แนะรัฐตรวจสอบสภาพคล่องผู้รับเหมา พร้อมแก้กฎหมายลำดับรอง สร้างระบบรองรับ

ดร.สุรศักดิ์ บุญญานุกูลกิจ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ถือเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลเดินหน้าแก้ไข พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ซึ่งแม้จะยังไม่มีรายละเอียดในการแก้ไข แต่จากวัตถุประสงค์ที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยออกมา โดยเฉพาะการคุมเข้มการคัดเลือกคู่สัญญาของรัฐ จากเดิมที่ใช้การยึดเกณฑ์ราคาต่ำที่สุด เปลี่ยนเป็นพิจารณาจากประโยชน์ของราชการ ความสามารถการปฏิบัติงาน รวมถึงผลงานในอดีต ซึ่งถ้าทำให้เกณฑ์นี้มีความชัดเจนขึ้นจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน และการก่อสร้างล่าช้าเกินกว่าระยะเวลาที่กำหนดได้

ทั้งนี้ เนื่องจากการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เป็นโครงการก่อสร้างที่มีมูลค่าสูงที่มักเจอปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน และการก่อสร้างล่าช้านั้น หนึ่งในสาเหตุสำคัญเกิดจากกระบวนการคัดเลือกคู่สัญญาที่ยังไม่รัดกุม หรือมีประสิทธิภาพเพียงพอ เพราะเดิม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ จะระบุเพียงหลักการกว้างๆ ไว้ ทำให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติตามแนวทางที่กรมบัญชีกลางกำหนดไว้เหมือนกันหมด และเน้นเลือกผู้รับเหมาที่มีคุณสมบัติเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งอาจไม่มีการตรวจสอบความสามารถทางการเงินของผู้รับเหมา หรือปริมาณงานของรัฐที่ผู้รับเหมาเป็นคู่สัญญาด้วยในช่วงเวลาเดียวกัน อันเป็นเรื่องสำคัญที่อาจทำให้เกิดปัญหาในภายหลังได้

“หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผู้รับเหมาทิ้งงาน คือ การขาดขาดสภาพคล่อง เพราะรัฐจ่ายเงินเป็นงวด ผู้รับเหมาเลยต้องสำรองจ่ายไปก่อนบางส่วน และต้องมีศักยภาพทางการเงินพอสมควร ซึ่งผู้รับเหมาหลายรายก็จะแก้ปัญหาด้วยการวิ่งรับหลายโครงการทั้งของรัฐและเอกชน เพื่อหมุนเวียนเงิน แต่ถ้าหมุนไม่ทันก็ทำให้ทำงานไม่ได้ สิ่งเหล่านี้จะย้อนกลับไป คือ รัฐมีการตรวจสอบศักยภาพทางการเงินไหมว่าผู้รับเหมาสามารถทำได้ตามสัญญา หรือในช่วงเวลาเดียวกันเป็นคู่สัญญากับรัฐมากน้อยขนาดไหน” ดร.สุรศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ เมื่อถึงขั้นตอนเสนอราคา แม้ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ จะไม่ได้กำหนดให้ต้องพิจารณาจากราคาต่ำที่สุดเป็นหลัก อีกทั้งยังเปิดช่องให้ใช้เกณฑ์อื่นในการประกอบการคัดเลือกได้ด้วย แต่เพราะระเบียบของกระทรวงการคลัง และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจ้างที่มีอยู่จำนวนมากได้กำหนดเงื่อนไขไว้หลายเรื่องจนส่งผลให้ในทางปฏิบัติหน่วยงานภาครัฐเลือกใช้เกณฑ์ราคาต่ำที่สุด เนื่องจากเป็นเกณฑ์ที่ง่ายที่สุด สะดวกที่สุด และปลอดภัยที่สุดสำหรับเจ้าหน้าที่

“การเลือกใช้เกณฑ์ราคาต่ำสุดทำให้เจ้าหน้าที่ไม่ต้องเสี่ยงกับการถูกฟ้องร้องมากเกินไป เพราะเป็นการจำกัดการใช้ดุลยพินิจ แต่ปัญหาคือเกณฑ์ราคาต่ำสุดสามารถใช้ในการคัดเลือกคู่สัญญาได้ทุกกรณีอย่างมีประสิทธิภาพหรือเปล่า ซึ่งคำตอบก็คือไม่น่าจะเหมาะสม เพราะถ้าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพเท่าๆ กัน เช่น การซื้อปากกา อาจจะใช้เกณฑ์ราคาต่ำสุดเป็นหลักได้ โดยไม่ต้องใช้เกณฑ์อื่นประกอบ แต่กรณีโครงการขนาดใหญ่และต้องใช้ความรับผิดชอบสูงจำเป็นต้องใช้เกณฑ์ในการพิจารณาด้วย” ดร.สุรศักดิ์ ระบุ
อย่างไรก็ตาม หากรัฐจะแก้ไขเพียง พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ เพียงอย่างเดียว จะช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ไม่มากนัก เพราะงานด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐถูกขับเคลื่อนด้วยระเบียบ หรือกฎหมายลำดับรอง ดังนั้น รัฐจะต้องแก้ไขระเบียบ และแนวปฏิบัติในการจัดซื้อจัดจ้างของกระทรวงการคลัง หรือกรมบัญชีกลางให้สอดรับไปด้วย เพราะจะเป็นสิ่งที่กำหนดผลลัพธ์ของการแก้ไข พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ ในครั้งนี้ให้เกิดขึ้นจริงได้ในทางปฏิบัติ

“กฎหมายลำดับรองเหล่านี้หลายเรื่องสามารถเป็นเรื่องเชิงนโยบายที่สามารถเตรียมการแก้ไขควบคู่กันไปได้เลยในระหว่างผลักดัน พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ เช่น ให้ใช้เกณฑ์อื่นๆ ประกอบการพิจารณาด้วยไม่ใช่เรื่องราคาต่ำสุดอย่างเดียว ซึ่งการแก้ไขกฎหมายลำดับรองเหล่านี้ไม่ต้องรอกระบวนการทางนิติบัญญัติด้วย หากทำเสร็จแล้วก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายบริหารเลยจะประกาศให้มีผลได้เมื่อไหร่ ส่วนถ้าเป็นอย่างการยกเลิกสัญญาที่มีเกณฑ์ที่ละเอียดมากขึ้น และมีเงื่อนไขที่กว้างขึ้นอาจจะต้องรอตัวกฎหมายหลักให้ชัดเจนก่อน” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวเสริม

ดร.สุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า รวมถึงควรจะต้องมีการสร้างระบบที่รองรับกับสิ่งที่กฎหมายระบุด้วย เช่น การคัดเลือกคู่สัญญาของรัฐ ที่จะให้พิจารณาความสามารถของผู้รับเหมาจากผลงานในอดีตที่เคยทำร่วมกับรัฐ โดยภาครัฐจำเป็นต้องทำระบบประเมินประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของคู่สัญญา ตลอดจนเชื่อมโยงฐานข้อมูลกันทั่วประเทศไม่ใช่กระจุกตัวแค่ในส่วนกลาง เพราะไม่อย่างนั้นหน่วยงานที่จัดซื้อจ้างที่อยู่ต่างจังหวัดจะไม่มีทางรู้ข้อมูลของผู้รับเหมาที่มายื่นข้อเสนอเคยมีปัญหาในการรับงานรัฐหรือไม่

“การแก้ไข พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ ดีในแง่การวางเป็นหลักการ แต่กฎหมายลำดับรอง รวมถึงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างว่าจะไปในทิศทางไหน เพราะหน่วยงานรัฐจะมาพึ่งพิง หรืออิงจากสิ่งเหล่านี้ของกรมบัญชีกลาง เพราะฉะนั้นถ้ามีการวางแนวปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และชัดเจน หลักการก็จะถูกนำไปใช้ต่ออย่างมีประสิทธิภาพ” ดร.สุรศักดิ์ กล่าว

ดร.สุรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ ยังมีอีกหลายมิติที่ควรได้รับการแก้ไข เช่น การควบคุมตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ควรจะมีการทำให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย เพราะปัจจุบันยังมีปัญหาในหลายกรณี ฯลฯ ซึ่งหากเป็นไปได้ก็ควรใช้โอกาสนี้แก้ไขเรื่องอื่นๆ ให้จบเลยในครั้งนี้ แต่หากต้องการผลักดันเรื่องเกณฑ์การคัดเลือกให้เสร็จก่อนก็อาจจะมาพิจารณาแก้ไขในภายหลังอีกครั้งได้

11 กรกฎาคม 2231 วันสวรรคตสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ปิดฉากรัชสมัยกษัตริย์นักการทูต พระมหากษัตริย์ผู้เปิดอยุธยาสู่โลกตะวันตก จากราชสำนักอยุธยาสู่ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศส

วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2231 เป็นวันสวรรคตของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์พระองค์สำคัญแห่งกรุงศรีอยุธยา ผู้ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของไทย และเป็นกษัตริย์พระองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ปราสาททอง

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงครองราชสมบัติระหว่าง พ.ศ. 2199 ถึง พ.ศ. 2231 รวมระยะเวลาประมาณ 32 ปี รัชสมัยของพระองค์ถือเป็นยุคสำคัญที่กรุงศรีอยุธยาเจริญรุ่งเรืองทั้งด้านการเมือง การทหาร การค้า การต่างประเทศ วรรณคดี และการรับวิทยาการจากต่างชาติ

พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถด้านการต่างประเทศอย่างโดดเด่น ในช่วงเวลาที่ชาติตะวันตกเริ่มเข้ามามีบทบาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงดำเนินนโยบายเปิดประเทศ เจริญสัมพันธไมตรีกับนานาชาติ และใช้การทูตเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของกรุงศรีอยุธยา

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญในรัชสมัยของพระองค์ คือการเจริญพระราชไมตรีกับฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีการส่งคณะราชทูตไปมาระหว่างอยุธยากับราชสำนักฝรั่งเศส ทำให้ชื่อของสยามเป็นที่รู้จักในยุโรปอย่างกว้างขวาง และทำให้อยุธยามีบทบาทสำคัญบนเวทีการเมืองระหว่างประเทศในยุคนั้น
นอกจากฝรั่งเศสแล้ว กรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชยังมีความสัมพันธ์กับหลายชาติ ทั้งอังกฤษ ฮอลันดา จีน ญี่ปุ่น เปอร์เซีย และชาติต่าง ๆ ที่เข้ามาติดต่อค้าขาย ส่งผลให้กรุงศรีอยุธยากลายเป็นศูนย์กลางการค้าและการทูตที่สำคัญแห่งหนึ่งของภูมิภาค

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชยังทรงโปรดให้เมืองลพบุรีมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้น และเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับที่ลพบุรีเป็นเวลานานในแต่ละปี พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์จึงกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญทางการเมือง การทูต และวัฒนธรรมในช่วงปลายรัชสมัยของพระองค์

รัชสมัยของพระองค์ยังเป็นยุคที่มีการรับวิทยาการและเทคโนโลยีจากต่างชาติเข้ามาในสยาม ทั้งด้านการทหาร การก่อสร้าง ดาราศาสตร์ การแพทย์ และระบบสาธารณูปโภคบางประการ สะท้อนให้เห็นถึงพระราชวิสัยทัศน์ที่เปิดกว้างต่อความรู้ใหม่ และทรงเลือกใช้สิ่งเหล่านั้นเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความเจริญของบ้านเมือง

ด้านวรรณคดีและวัฒนธรรม รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชถือเป็นยุคสำคัญอีกยุคหนึ่งของอยุธยา มีงานวรรณกรรมและตำราสำคัญเกิดขึ้นหลายชิ้น เช่น จินดามณี ซึ่งได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นตำราเรียนเล่มสำคัญของไทย รวมถึงงานวรรณคดีประเภทคำฉันท์และบทประพันธ์อื่น ๆ ที่สะท้อนความรุ่งเรืองทางภาษาและภูมิปัญญาในยุคนั้น

อย่างไรก็ตาม ช่วงปลายรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเต็มไปด้วยความตึงเครียดทางการเมือง ภายหลังพระองค์ทรงพระประชวรหนักที่เมืองลพบุรี ได้เกิดความขัดแย้งและการแย่งชิงอำนาจภายในราชสำนัก โดยเฉพาะบทบาทของพระเพทราชา ซึ่งต่อมาได้ขึ้นครองราชย์และเปิดฉากราชวงศ์บ้านพลูหลวง
การสวรรคตของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2231 จึงไม่ใช่เพียงการสิ้นสุดรัชสมัยของพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่ง แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกรุงศรีอยุธยา เพราะหลังจากนั้น ทิศทางการเมืองและความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกของสยามได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชยังคงถูกจดจำในฐานะพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีพระปรีชาสามารถรอบด้าน โดยเฉพาะด้านการทูตและการเปิดอยุธยาสู่โลกภายนอก พระองค์ทรงทำให้สยามเป็นที่รู้จักในสายตานานาชาติ และทรงแสดงให้เห็นว่าการต่างประเทศสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาเอกราชและอำนาจของรัฐได้

วันที่ 11 กรกฎาคมของทุกปี จึงเป็นวันที่ชวนให้คนไทยรำลึกถึงสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงนำกรุงศรีอยุธยาเข้าสู่ยุคแห่งความรุ่งเรืองทางการทูต การค้า และวัฒนธรรม
แม้เวลาจะผ่านไปหลายศตวรรษ แต่พระเกียรติคุณของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชยังคงปรากฏชัดในหน้าประวัติศาสตร์ไทย โดยเฉพาะในฐานะกษัตริย์ผู้ทรงใช้พระปรีชาสามารถด้านการเมืองระหว่างประเทศเชื่อมสยามเข้ากับโลก และวางรากฐานให้คนรุ่นหลังเห็นความสำคัญของการทูต ความรู้ และการเปิดรับความเปลี่ยนแปลงจากภายนอกอย่างมีวิจารณญาณ

OR ยกระดับความเชื่อมั่นผู้บริโภค!! พีทีที สเตชั่น ผ่านหัวจ่ายมาตรฐานครบ 2,195 สถานี ปักหมุดมาตรฐานหัวจ่ายครบทุกสาขา เดินหน้าเพิ่มป้ายทอง 500 สถานีในปีนี้ ตอกย้ำผู้นำมาตรฐานสถานีบริการน้ำมันไทย

พีทีที สเตชั่น รายแรกของไทยที่ได้รับสัญลักษณ์หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐานครบ 100% ทุกสถานีทั่วประเทศ พร้อมมุ่งสู่การมีหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐานระดับสีทองมากที่สุดภายในปีนี้

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีมอบป้ายสัญลักษณ์โครงการหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐานสีทอง ณ พีทีที สเตชั่น หจก.ศรีเจริญภัณฑ์ กรุงเทพฯ โดยมี นายทรงพล เทพนำโสมนัสส์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจต่างประเทศ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เข้าร่วมงาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคและยกระดับมาตรฐานสถานีบริการน้ำมันของประเทศอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความตั้งใจของภาครัฐและภาคเอกชนในการทำงานร่วมกันตามแนวทางการดำเนินงานของกรมการค้าภายในในการดูแลความเป็นธรรมทางการค้า

พีทีที สเตชั่น เป็นหนึ่งในบริษัทผู้ค้าน้ำมันที่เข้าร่วมโครงการ “หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน” ครบทุกสถานี 100% โดยปัจจุบัน มีสถานีบริการที่ผ่านการรับรองหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน ระดับสีเงิน จำนวน 2,073 สถานี และ ระดับสีทอง จำนวน 122 สถานี รวม 2,195 สถานี ซึ่งเป็นสถานีที่ได้รับการรับรองระดับสีเงินและสีทองมากที่สุดในประเทศ สะท้อนถึงการรักษามาตรฐานคุณภาพอย่างต่อเนื่องในเครือข่ายสถานีบริการทั่วประเทศ นอกจากนี้ พีทีที สเตชั่น ยังเดินหน้าพัฒนาสถานีบริการอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสถานีบริการที่ได้รับการรับรอง ระดับสีทอง เป็น 500 สถานี ภายในปี 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการในทุกพื้นที่

นายทรงพล กล่าวว่า “การเข้าร่วม ‘โครงการหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน’ สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานและความตั้งใจของ OR ที่ให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานการให้บริการของ พีทีที สเตชั่น การเข้าร่วมโครงการครบทุกสถานี 100% พร้อมได้รับป้ายหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐานระดับสีทองและสีเงินจำนวนมากที่สุด ณ ขณะนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นในการรักษามาตรฐานทั้งด้านปริมาณ คุณภาพ และความโปร่งใสในการให้บริการ ถือเป็นกำลังใจสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง พร้อมร่วมมือกับกรมการค้าภายในในการตรวจประเมินและยกระดับมาตรฐานสถานีบริการทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่า พีทีที สเตชั่น ให้บริการด้วยมาตรฐานที่ถูกต้อง โปร่งใส และเชื่อถือได้”

OR พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐ โดยให้ความสำคัญกับมาตรฐานการให้บริการ ความถูกต้องของปริมาณและคุณภาพน้ำมัน รวมถึงการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานดำเนินการตรวจสอบมาตรฐานสถานีบริการเคลื่อนที่ (Mobile Unit) เพื่อตรวจสอบ

พีทีที สเตชั่น ทั่วประเทศอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้บริโภคจะได้รับทั้งสินค้าและบริการที่ได้มาตรฐานสูงสุดและสมูทที่สุด

เจ้าหน้าที่ไทยรวบตัว ‘ทาคาฟูมิ สุงาวาระ’ ไทยรวบยากูซ่าญี่ปุ่นกลางสุวรรณภูมิ ก่อนหนีไปมาเลเซีย ปมบงการคอลเซ็นเตอร์พนมเปญ ไทย–ญี่ปุ่น ร่วมปิดวงจรแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ก่อนขึ้นเครื่อง ส่งกลับญี่ปุ่นดำเนินคดี

กลางสนามบินสุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่ไทยเปิดปฏิบัติการรวบตัวชายชาวญี่ปุ่นวัย 31 ปี “ทาคาฟูมิ สุงาวาระ” (Takafumi Sugawara) เพียงไม่กี่นาทีก่อนขึ้นเครื่องบินของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ มุ่งหน้าสู่ประเทศมาเลเซีย ปิดฉากการหลบหนีของผู้ต้องสงสัยคนสำคัญที่ทางการญี่ปุ่นระบุว่าเป็นสมาชิกระดับแกนนำของแก๊งยากูซ่า และเป็นผู้บงการเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติที่ใช้กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เป็นฐานปฏิบัติการหลอกลวงประชาชนชาวญี่ปุ่นนับไม่ถ้วน

ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ของไทยเปิดเผยว่า ชายรายนี้ถูกขึ้นบัญชีเป็น “บุคคลต้องห้าม” ตามมาตรา 12 (7) แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 เนื่องจากมีเหตุอันควรเชื่อว่าเป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อยของประเทศ และยังเป็นบุคคลที่ต่างประเทศต้องการตัวเพื่อดำเนินคดี เจ้าหน้าที่จึงเพิกถอนสิทธิการพำนักในประเทศไทยทันที ก่อนดำเนินการส่งตัวกลับญี่ปุ่นเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

เบื้องหลังขบวนการนี้ถูกเปิดเผยว่าเป็น “กลลวงซ้อนกล” ที่ออกแบบมาอย่างแยบยล เหยื่อในญี่ปุ่นจะได้รับสายโทรศัพท์อัตโนมัติ แอบอ้างว่าเป็นบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ แจ้งว่าหมายเลขโทรศัพท์กำลังจะถูกระงับการใช้งาน หากกดหมายเลข 1 เพื่อสอบถามรายละเอียด ก็จะตกเข้าสู่กับดักของมิจฉาชีพทันที

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ปลอมจะค่อย ๆ สอบถามข้อมูลส่วนตัว ก่อนส่งสายต่อไปยังผู้ร่วมขบวนการอีกหลายระดับ ซึ่งสวมบทบาทเป็นตำรวจและอัยการ อ้างว่าชื่อของเหยื่อไปเกี่ยวข้องกับคดีอาญาหรือการฟอกเงิน พร้อมข่มขู่ว่าหากต้องการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ จะต้องรีบโอนเงินเข้าบัญชีที่กำหนดเพื่อ “ตรวจสอบ” หรือ “อายัดชั่วคราว” สุดท้ายเงินทั้งหมดก็หายวับไปกับแก๊งมิจฉาชีพ

แต่เรื่องราวไม่ได้มีเพียงเหยื่อที่สูญเสียทรัพย์สินเท่านั้น เพราะผู้ที่นั่งปลายสายหลอกลวงเหยื่อบางคน กลับตกเป็น “เหยื่อ” เช่นเดียวกัน

ผลการสืบสวนระบุว่า เครือข่ายดังกล่าวใช้ประกาศรับสมัครงานปลอมในญี่ปุ่น ล่อลวงผู้ที่กำลังมองหางานด้วยคำโฆษณาว่ามีรายได้สูงและทำงานในต่างประเทศ เมื่อเดินทางถึงกรุงพนมเปญ หนังสือเดินทางจะถูกยึดทันที ก่อนถูกกักตัวและบังคับให้ทำหน้าที่โทรศัพท์หลอกลวงผู้คนในบ้านเกิด หากขัดขืนอาจถูกควบคุมหรือถูกคุกคามจนไม่สามารถหลบหนีได้

เจ้าหน้าที่เชื่อว่า รูปแบบดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงขององค์กรอาชญากรรมยุคใหม่ ที่ไม่ได้ใช้เพียงกำลังหรืออาวุธ แต่เปลี่ยนมาใช้อาคารสำนักงาน โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต และแรงงานที่ถูกหลอกเป็นเครื่องมือสร้างผลกำไรมหาศาลจากความหวาดกลัวของผู้คน

ข้อมูลจากการสืบสวนระบุว่า เฉพาะในปี 2567 เครือข่ายนี้เชื่อมโยงกับคดีหลอกลวงอย่างน้อย 40 คดี สร้างความเสียหายรวมกว่า 1,000 ล้านเยน หรือประมาณ 200 ล้านบาท นับเป็นหนึ่งในเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดที่ทางการญี่ปุ่นกำลังเร่งกวาดล้าง

คดีนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า อาชญากรรมออนไลน์ในปัจจุบันไม่ได้มีพรมแดนอีกต่อไป ผู้บงการอาจอยู่ประเทศหนึ่ง ฐานปฏิบัติการอยู่อีกประเทศ เหยื่ออยู่คนละซีกโลก และใช้ผู้ที่ถูกหลอกมาทำงานเป็นเครื่องมือก่อเหตุ ทำให้การปราบปรามต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหลายประเทศอย่างใกล้ชิด ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง การติดตามผู้ต้องหา และการส่งผู้ร้ายข้ามแดน เพื่อหยุดยั้งวงจรหลอกลวงที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

หมายเหตุ : ผู้ต้องสงสัยถูกทางการญี่ปุ่นเชื่อมโยงกับ องค์กรยากูซ่า ซึ่งเป็นกลุ่มอาชญากรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายเครือข่ายองค์กรยากูซ่าได้หันมาสร้างรายได้จากอาชญากรรมออนไลน์ เช่น คอลเซ็นเตอร์ การหลอกลงทุน และการฟอกเงิน แทนการก่ออาชญากรรมแบบเดิม

สำหรับกลลวงที่แอบอ้างเป็นบริษัทโทรศัพท์ ก่อนปลอมเป็นตำรวจและอัยการ เป็นรูปแบบที่เรียกว่า Authority Scam คือการอาศัยความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐกดดันให้เหยื่อตื่นตระหนกและรีบโอนเงิน

จุดที่น่าสนใจของขบวนการหลอกลวงนี้คือ ผู้ก่อเหตุบางส่วนก็เป็นเหยื่อ เพราะถูกหลอกไปทำงานต่างประเทศ ถูกยึดหนังสือเดินทาง และถูกบังคับให้โทรหลอกผู้อื่น ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบในเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ในหลายประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

สำหรับยอดความเสียหาย 1,000 ล้านเยน คิดเป็นประมาณ 200 ล้านบาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ และตัวเลขดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะคดีที่เจ้าหน้าที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายนี้ในปี 2567 เท่านั้น ไม่ใช่มูลค่าความเสียหายของอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์ทั้งหมด

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3717137068438960/?rdid=bqLPoAx9BZKilUUA#

‘เอ็ดดี้’ ดึงสติดราม่า ‘อภิสิทธิ์’!! ปมอภิสิทธิ์ต้องมองให้ครบ ไม่ได้ล้างผิด ม.112 แต่เสนอทางฟื้นฟูเยาวชนกลับสู่สังคม ชี้โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ฟื้นฟูเด็ก แต่ต้องตัดวงจรผู้ใหญ่ใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือการเมือง

โดนปั่นไปกันใหญ่! "เอ็ดดี้" ชี้อภิสิทธิ์ไม่ได้สั่งล้างผิด ม.112 ดึงสติมองทางเลือก “บำบัดฟื้นฟู” เด็กกลับสู่สังคม

เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2569 เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความหัวข้อ "อภิสิทธิ์" และ "การนิรโทษกรรมเยาวชนในคดี ม.112" มีเนื้อหาดังนี้ จริงๆ ผมไม่คิดจะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ อ่านแล้วก็ปล่อยผ่านไป เพราะมีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ แสดงความเห็นกันหลายคนแล้ว กลัวว่าแสดงความเห็นอะไรออกไปเดี๋ยวพี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ บางคนไม่เข้าใจจะพาลโกรธกัน แต่สุดท้ายก็มีคนถามว่าผมคิดยังไง ถ้าจะให้ผมวิจารณ์จริงๆ ผมจะเขียนหรือพูดแบบนี้

จากข่าวที่ตรวจได้ ประเด็นสำคัญคือ คนจำนวนหนึ่งตีความว่าคุณอภิสิทธิ์ “สนับสนุนนิรโทษกรรม ม.112 ให้เยาวชน” แต่คำอภิปรายของเขาไม่ได้พูดตรงแบบนั้น เขาแยกเป็นคนละเรื่องระหว่าง “นิรโทษกรรม” กับ “มาตรการบำบัดฟื้นฟูเยาวชน”

ภาพรวมข่าวคือ วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ตามที่วุฒิสภาแก้ไข ด้วยคะแนน 306 ต่อ 141 เสียง ส่งผลให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านรัฐสภา โดยยังคงหลักว่า คดี ม.112 เป็นข้อยกเว้น ไม่ได้รับนิรโทษกรรม

สาระที่คุณอภิสิทธิ์อภิปรายคือ พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนกฎหมายนิรโทษกรรมโดยรวม เพื่อเริ่มต้นใหม่และสร้างสันติสุข แต่เห็นว่ามี 2 ประเด็นที่ควรพิจารณาให้รอบคอบ หนึ่งในนั้นคือ มาตรา 11 ที่เกี่ยวกับเยาวชนกับ ม.112 เขาย้ำชัดว่า ต่อให้แก้หรือไม่แก้มาตรานี้ “ผู้กระทำความผิด ม.112 ก็ไม่ได้รับนิรโทษกรรม” แต่ประเด็นคือ เยาวชนที่ไม่ได้รับนิรโทษกรรม เพราะติดข้อยกเว้น จะควรมีช่องทางร้องขอเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูหรือไม่ โดยไม่ใช่กระบวนการอัตโนมัติ และถ้าไม่ร้องขอ ก็ถูกดำเนินคดีตามปกติ

จุดที่ทำให้เกิดดราม่าคือคุณอภิสิทธิ์ตั้งคำถามทางหลักการว่า ถ้าเยาวชนที่ทำผิดและไม่ได้รับนิรโทษกรรม “ตัดสินใจขอรับการบำบัดฟื้นฟู” เขาควรได้รับโอกาสนั้นหรือไม่ และกระบวนการเช่นนี้อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชนกับสถาบันพระมหากษัตริย์ดีขึ้นกว่าการดำเนินคดีอย่างเดียวหรือไม่ เขายังเตือนด้วยว่าไม่ควรสรุปง่าย ๆ ว่าฝ่ายหนึ่งจงรักภักดี อีกฝ่ายไม่จงรักภักดี เพียงเพราะเห็นต่างในวิธีจัดการปัญหา

ดังนั้น ถ้าถามว่า คุณอภิสิทธิ์ผิดไหม ผมแยกเป็น 3 ชั้นแบบนี้ครับ

ชั้นแรก ในเชิงข้อเท็จจริง คนที่โจมตีว่าเขา “เปิดทางนิรโทษกรรม ม.112” อาจพูดแรงเกินข้อเท็จจริง เพราะเขาย้ำเองว่า ม.112 ยังไม่ได้รับนิรโทษกรรม เพียงแต่เขาไม่เห็นด้วยกับการล็อกไม่ให้เยาวชน ม.112 ใช้มาตรการบำบัดฟื้นฟูเลย

ชั้นที่สอง ในเชิงหลักกฎหมายเยาวชน แนวคิดของอภิสิทธิ์ไม่ใช่เรื่องประหลาด เพราะกระบวนการยุติธรรมเด็กและเยาวชนโดยทั่วไปเน้น “แก้ไข บำบัด ฟื้นฟู” มากกว่าการลงโทษแบบผู้ใหญ่ และสื่อฝั่งที่สนับสนุนการคงข้อยกเว้น ม.112 ก็ยังยอมรับว่า คดีในศาลเยาวชนและครอบครัวมีหลักคุ้มครอง แก้ไข บำบัด ฟื้นฟูอยู่แล้ว เพียงแต่เขาเห็นว่าควรคงข้อยกเว้นเพื่อไม่ให้เยาวชนถูกชักชวนหรือปลุกปั่นให้ทำผิด

ชั้นที่สาม ในเชิงการเมืองและความมั่นคง ข้อวิจารณ์ของ ดร.ศุภณัฐ มีน้ำหนักบางส่วน โดยเฉพาะประเด็นว่า ระบบศาลเยาวชนมีช่องทางบำบัดฟื้นฟูอยู่แล้ว และกรณีเยาวชนที่ทำผิดครั้งแรกจำนวนมากก็มีโอกาสได้รับความเมตตาหากไม่ทำผิดซ้ำ มีข้อมูลระบุว่าเยาวชนคดี ม.112 ที่ศูนย์ทนายฯ ให้ความช่วยเหลือ 20 คน ส่วนใหญ่เข้าสู่กระบวนการตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ ไปเกือบหมดแล้ว เหลือบางคนที่ไม่เข้ากระบวนการหรือยังต่อสู้คดีอยู่

ผมจึงมองว่า คุณอภิสิทธิ์ไม่ได้ผิดในเชิงหลักการเด็กและเยาวชน แต่คำอภิปรายของเขา “ไม่ครบ” ในเชิงยุทธศาสตร์การเมือง เพราะเขาเน้นปลายทางคือการฟื้นฟูเยาวชน แต่ยังไม่ได้ตอบโจทย์ต้นทางว่า ใครคือผู้ผลิตวาทกรรม ใครคือผู้ปลุกปั่น ใครใช้เยาวชนเป็นโล่ทางการเมือง และจะป้องกันการทำผิดซ้ำอย่างไร

พูดให้ชัดคือ จุดแข็งของอภิสิทธิ์คือ “หลักนิติรัฐ + หลักฟื้นฟูเยาวชน” แต่จุดอ่อนคือ “ขาดมิติความมั่นคงเชิงโครงสร้าง” และ “ขาดคำตอบต่อเครือข่ายผู้ใหญ่หลังม็อบ”

ส่วนความเห็นของ รศ.ดร.สุริยะใส เป็นแนว “ประนีประนอมทางการเมือง” คือมองว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นก้าวแรกของการลดความขัดแย้ง แม้กฎหมายฉบับเดียวจะสร้างความปรองดองไม่ได้ทันที แนวนี้สอดคล้องกับตรรกะของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดเฉพาะ ม.112 มากนัก

ส่วนความเห็นของคุณธงทิวเป็นแนว “นิรโทษกรรมเพื่อประชาชนที่เคลื่อนไหวด้วยเจตนาบริสุทธิ์” ซึ่งเป็นหลักคิดที่ใช้ได้กับการชุมนุมทางการเมืองทั่วไป แต่เมื่อนำมาแตะ ม.112 จะต้องระวังมากขึ้น เพราะ ม.112 ไม่ใช่แค่คดีต่อต้านนโยบายรัฐ แต่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรง และนี่คือเหตุผลที่วุฒิสภาอธิบายว่าไม่ควรเอา ม.112 ไปรวมกับนิรโทษกรรมแบบเดียวกับคดีการเมืองทั่วไป

การนำเสนอประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนเช่นนี้ผ่านสื่อดิจิทัลเชิงวิเคราะห์ด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม จำเป็นต้องกางข้อเท็จจริงและแยกแยะ "หลักการทางกฎหมาย" ออกจาก "ยุทธศาสตร์ทางการเมือง" อย่างชัดเจน ผมจะสรุปภาพรวมออกเป็นดังนี้

1. จุดยืนของคุณอภิสิทธิ์: ถูกต้องตามหลักนิติรัฐและหลักสากล

หากมองในมุมของกระบวนการยุติธรรมเด็กและเยาวชน สิ่งที่คุณอภิสิทธิ์เสนอ ไม่ใช่เรื่องผิดและเป็นไปตามหลักการสากล การแยกเยาวชนออกจากผู้ใหญ่ และเปิดช่องให้มีการ "บำบัดฟื้นฟู" แทนการลงโทษทางอาญา ถือเป็นการให้โอกาสทางสังคม ซึ่งคุณอภิสิทธิ์ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการ "นิรโทษกรรม" (ล้างความผิด) กับการ "ฟื้นฟู" (ยอมรับความจริงแล้วกลับตัว) อย่างชัดเจน

2. มุมมองของ ดร.ศุภณัฐ: การตั้งคำถามถึงโครงสร้างและผู้ริเริ่ม

ข้อวิจารณ์ของ ดร.ศุภณัฐ เป็นการมองปัญหาในเชิงยุทธศาสตร์และความมั่นคง โดยมองข้ามตัวกฎหมายไปสู่ "ต้นตอ" ของปัญหา นั่นคือกลุ่มคนหรือผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังการผลิตชุดความคิดและผลักดันเยาวชนออกสู่แนวหน้า ข้อวิจารณ์นี้มีน้ำหนักในแง่ที่ว่า หากรัฐมุ่งแต่ฟื้นฟูเยาวชน (ปลายเหตุ) โดยไม่จัดการกับผู้ปลุกปั่น (ต้นเหตุ) ปัญหาก็จะวนลูปและเกิดการทำผิดซ้ำซาก (ผมเห็นด้วยอย่างมากกับ ดร.นิวในประเด็นนี้)

3. มิติของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน

มุมมองของ รศ.ดร.สุริยะใส และคุณธงทิวสะท้อนถึงความพยายามในการหา "จุดกึ่งกลาง" เพื่อดับไฟความขัดแย้ง การนิรโทษกรรมคือเครื่องมือทางการเมืองเพื่อซื้ออนาคตของประเทศกลับคืนมา แต่ความท้าทายสูงสุดคือการขีดเส้นแบ่งระหว่าง "เจตนาบริสุทธิ์" กับ "การจงใจทำลายล้าง" โดยเฉพาะเมื่อเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐและสถาบันหลักของชาติ

สรุปสั้น ๆ คือ คุณอภิสิทธิ์ไม่ได้เสนอ “ล้างผิด ม.112” แต่เสนอว่าเยาวชนที่ติดข้อยกเว้นควรยังมีช่องทางร้องขอเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูได้

คุณอภิสิทธิ์ไม่ได้ผิดในแง่ของ "หลักการ" แต่ในทางการเมือง ท่านอาจถูกวิจารณ์ได้ว่ามองปัญหาแบบโลกสวยเกินไปและละเลย "ยุทธศาสตร์" การป้องกันการหลอกใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายความมั่นคงและกลุ่มปกป้องสถาบันฯ กังวลมากที่สุด

และปัญหา อาจจะเป็นที่คุณอภิสิทธิ์มองปัญหาในระดับปลายทางของกระบวนการยุติธรรม แต่ยังไม่ได้ตอบคำถามระดับต้นทางของสงครามความคิด ว่าใครปลูกฝัง ใครผลักเยาวชนเข้าสู่การเผชิญหน้ากับ ม.112 และรัฐจะป้องกันไม่ให้เยาวชนถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองซ้ำได้อย่างไร

ประโยคนี้จะตรงและแฟร์กว่าการบอกว่า “อภิสิทธิ์ไม่จงรักภักดี” หรือ “อภิสิทธิ์สนับสนุนล้างผิด ม.112” เพราะจากคำอภิปราย เขาไม่ได้พูดถึงขั้นนั้นครับ

ขอทิ้งท้ายด้วยคำถามสำคัญ

ในบริบทของสังคมไทยปัจจุบัน การใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อสกัดกั้นผู้ที่อยู่เบื้องหลัง (ผู้ใหญ่) มีความสำคัญเร่งด่วนกว่าการเร่งหาทางออกให้เยาวชนที่ตกเป็นเครื่องมือไปแล้วหรือไม่?

สำหรับฝ่ายความมั่นคงและกลุ่มผู้ปกป้องสถาบันฯ การใช้กลไกกฎหมายสกัดกั้น "ผู้ใหญ่เบื้องหลัง" มีความสำคัญเร่งด่วนในระดับวิกฤต

เหตุผลคือ ตราบใดที่โรงงานผลิตวาทกรรมบิดเบือนหรือเครือข่ายผู้ปลุกปั่นยังทำงานอยู่ การตามแก้ไขหรือฟื้นฟูเยาวชนที่ปลายเหตุก็เหมือนการตักน้ำออกจากเรือที่รั่ว ต่อให้ช่วยเยาวชนกลุ่มนี้ได้สำเร็จ ก็จะมีเยาวชนกลุ่มใหม่ถูกผลักเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอยู่ดี

เป้าหมายสำคัญ เพื่อตัดวงจรการใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง และเปลี่ยนต้นทุนการทำผิดกฎหมายให้ไปตกอยู่กับผู้บงการตัวจริง ไม่ใช่ให้เด็กมารับโทษแทน

เด็กและเยาวชนคือทรัพยากรมนุษย์ที่จะต้องเติบโตไปขับเคลื่อนประเทศ หากปล่อยให้พวกเขาถูกตราหน้า มีชะตากรรมติดคุก หรือสูญเสียอนาคตตั้งแต่อายุยังน้อย ความคับแค้นใจนี้จะกลายเป็น "ระเบิดเวลา" ลูกใหญ่ในอนาคตที่สะสมความเกลียดชังต่อรัฐและสถาบันฯ อย่างไม่มีวันสิ้นสุด

เป้าหมายสำคัญก็เพื่อดึงเยาวชนกลับคืนสู่สังคม ดึงออกจากวงจรของกลุ่มปลุกปั่น และเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง

ผมอยากจะทิ้งท้ายประโยคสุดท้ายว่า การขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าจำเป็นต้องใช้ทั้ง "พระเดช" กับผู้บงการ และ "พระคุณ" กับเยาวชนที่หลงผิดครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1545728940899047&id=100063858668563&rdid=ucIJQleQtBPnlZNd#

“เอเชีย เอรา วัน” แจงใช้สิทธิตามสัญญา!! ไม่ใช่ถอนตัวรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ยืนยันยังมุ่งมั่นเดินหน้าโครงการ แจงประเด็นสัญญา–BOI ไม่ใช่การยกเลิก ยันยังร่วมมือรัฐหาทางออก

เอเชีย เอรา วัน แจงหนังสือใช้สิทธิตามสัญญา ไม่ใช่การถอนตัวจากโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน

กรุงเทพมหานคร, 10 กรกฎาคม 2569 – บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ขอเรียนชี้แจงกรณีที่มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการยื่นหนังสือใช้สิทธิตามสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน โดยข้อมูลบางส่วนอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสถานะของโครงการ เจตนาของบริษัท และกระบวนการดำเนินการตามสัญญาร่วมลงทุน

บริษัทขอยืนยันว่าหนังสือดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิตามกลไกที่กำหนดไว้ในสัญญาร่วมลงทุน เพื่อรักษาสิทธิของคู่สัญญาและแจ้งข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในสัญญา มิได้หมายความว่าบริษัทได้ตัดสินใจถอนตัวจากโครงการหรือยกเลิกสัญญาโดยทันที ทั้งนี้ การพิจารณาประเด็นต่าง ๆ ของโครงการยังอยู่ภายใต้กระบวนการตามสัญญาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ภายหลังการลงนามสัญญาร่วมลงทุน ทั้งสองฝ่ายได้พบข้อเท็จจริงและข้อจำกัดบางประการที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับลำรางสาธารณะในบริเวณพื้นที่มักกะสัน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและการใช้ประโยชน์พื้นที่ของโครงการ โดยที่ผ่านมา คู่สัญญาได้ร่วมกันหารือและกำหนดแนวทางดำเนินการในประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อไปได้ภายใต้ข้อเท็จจริงและเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไป

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน รวมถึงเงื่อนไขอื่น ๆ ของโครงการ ได้ปรับเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การพิจารณาแนวทางแก้ไขสัญญาต้องดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกระบวนการดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและมีผลต่อความพร้อมในการดำเนินโครงการในหลายด้าน

สำหรับประเด็นเกี่ยวกับการส่งเสริมการลงทุน บริษัทขอเรียนว่า โครงการได้รับการอนุมัติหลักการจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แล้วตั้งแต่ปี 2565 และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทได้รับความร่วมมือจาก BOI ในการดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ มาโดยตลอด อย่างไรก็ดี ในปี 2567 การขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุนได้หมดอายุลง โดยการยื่นขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุนอีกครั้งจำเป็นต้องอาศัยรายละเอียดและเงื่อนไขของโครงการที่มีความชัดเจน ซึ่งปัจจุบันยังมีบางประเด็นอยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน จึงส่งผลต่อการดำเนินการในขั้นตอนดังกล่าว ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการที่ BOI ไม่ให้การสนับสนุน หรือไม่เห็นชอบต่อการดำเนินโครงการแต่อย่างใด

ในส่วนของการใช้สิทธิตามสัญญาดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่คู่สัญญาสามารถดำเนินการได้ภายใต้กรอบสัญญาร่วมลงทุน และการพิจารณาแนวทางดำเนินโครงการยังอยู่ระหว่างกระบวนการตามสัญญาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งไม่อาจตีความได้โดยอัตโนมัติว่าเป็นการผิดสัญญา การละทิ้งงาน หรือเป็นความรับผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

นายสฤษดิ์ จิณสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทได้ให้ความร่วมมือกับการรถไฟแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมในการดำเนินโครงการ ภายใต้กรอบของสัญญา กฎหมาย และประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ

บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ยังคงมีความมุ่งมั่นในการดำเนินโครงการ และเชื่อมั่นว่าการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนจะนำไปสู่แนวทางที่เหมาะสม เป็นธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ ประชาชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน โดยบริษัทยังคงยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความรับผิดชอบในการดำเนินงานทุกขั้นตอน

“ปรีชา ปัดภัย” ฟาดเดือดวงการเพลง!! คนพยายามฝึกฝนไร้พื้นที่ยืน ถ้าดังจากเรื่องผิดศีลธรรมแล้วยังได้งาน เด็กจะพยายามไปเพื่ออะไร หิวกระแสจนลืมคุณค่าศิลปะ

ฟาดเดือดค่ายเพลง! "ปรีชา ปัดภัย" ลั่นวงการนี้มันตกต่ำ ฉะแหลก พวกหน้ามืดหิวกระแส จับคนฉาวทำศิลปิน ป้อนค่านิยมผิดๆ ให้สังคม-คนพยายามฝึกฝนไร้พื้นที่ยืน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล หลังจากอาจารย์ปรีชา ปัดภัย ศิลปินและนักแต่งเพลงร้อยล้านวิว ผู้อยู่เบื้องหลังเพลงฮิต "ยื้อ" ประกอบภาพยนตร์สัปเหร่อ ออกโรงโพสต์เดือดร่ายยาวฉะวงการเพลงปัจจุบัน โดยระบุข้อความว่า “อะไร คาวๆ ฉาวๆ ขอแค่มีกระแส
จับมาเป็นศิลปินหมด ไม่ได้แอนตี้กับการให้โอกาสคนนะ แต่แค่รู้สึกว่า ที่วงการนี้มันตกต่ำลงทุกวัน เพราะคนให้โอกาสคน มองแต่เรื่องผลประโยชน์ที่จะได้อย่างเดียว แต่ไม่ได้คิดไม่สนใจ ว่ากำลังสร้างค่านิยมอะไรให้สังคม”

โดยมีชาวเน็ตร่วมแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่มองว่า เอาแต่กระแส โดยไม่สนใจว่าถูกหรือผิด

หลังจากนั้นอาจารย์ปรีชา ยังได้แสดงความเห็นในคอมเมนต์อีกว่า

“ แล้วอย่ามาบอกกูนะ ว่าทำตัวเองให้ดีก่อนอย่าไปสนใจเรื่องของคนอื่น มึงก็คิดดูว่า มันเละเทะไปถึงขั้นไหน ต่อให้มึงเป็นฆาตกรมา ติดคดี หรือเป็นข่าวอะไรก็ได้ ที่แม่งผิดศีลธรรมถึงขั้นสุดโต่ง ขอแค่มึงมีกระแส ก็พร้อมที่จะมีคนจับมือไปเซ็นสัญญา ทำเพลง สร้าง สตอรรี่ให้มีคนมานิยมชมชอบมึง และถ้ายิ่งมือใหญ่ มีคอนแทคงาน ก็พร้อมที่จะยัดงานจ้างลงไปทุกที่ สปอนเซอร์เข้า งานรีวิวแห่จ้าง เพราะไม่ได้สนใจวิธีการ ต้องการแค่ผลลัพธ์เพื่อกอบโกย ในที่สุดก็กลายเป็นเรื่อง ธรรมดา ในสังคมไปแล้ว ใครก็จะคิดว่าขอแค่กูดังไว้ก่อนไม่ว่ากูจะดังมาจากอะไรขอแค่กูมีกระแสไว้ก่อน ไม่ว่ากูจะมีกระแสมาจากอะไร เดี๋ยวก็มีคนให้โอกาส มันน่าสงสารคนที่เขาพยายาม คนที่เขาตั้งใจ ฝึกร้องฝึกเล่น ฝึกเต้นวันนึงหลายชั่วโมงเพื่อที่จะเป็นคนเก่งให้ได้ แล้วมึงไม่คิดเลยเหรอว่า คนต้นแบบของวงการนี้ต้องการคนแบบไหนวะ ถ้ามันง่ายขนาดนั้นคนมันจะพยายามไปเพื่ออะไร ไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นคนดีเหนือใคร หรือดีพอที่จะไปตำหนิติติงใครขนาดนั้น กูศรัทธาเส้นทางนี้มากไง มันคือเส้นทางของครูบาอาจารย์ที่กูเดินตามรอยมา ความเป็นศิลปินมันงดงาม กูจึงอยากให้ช่วยกันรักษามันไว้ ทำนุบำรุงมันให้เป็นที่ ควรแก่การเสพ ขายความเป็นศาสตร์และศิลป์เพื่อยกระดับให้วงการนี้ยังมีคนเก่งและคู่ควรมาสืบเส้นทางจากรุ่นสู่รุ่น และมอบแรงบันดาลใจที่ดีคืนสู่สังคมบ้าง ถ้าไม่เป็นช่วยกันเป็นเสาหลักนำทางให้เด็กมันไปในทางที่ถูกที่ควร แล้วเส้นทางข้างหน้ามันจะพังถึงขั้นไหน อนาคตมึงจะขายอะไรกัน”

ที่มา : https://www.amarintv.com/news/social/551313

วันประกาศ เอกราช

“วันประกาศ เอกราช
Independent stay แปลว่าการหลุดพ้น
จากประเทศผู้ปกครองเขาประกาศเอกราช
เขาเฉลิมฉลองนี่คือวันชาติเขา

เพื่อนยืนประกาศบนเวทีว่าทูเดย์อีส thailand national day
เพื่อนก็มารวมกลุ่มกัน เพื่อนในรุ่นผม
ได้ร้องเพลงในวันชาตินั้นให้ผมฟังรู้ไหมเพลงอะไร
เพลงสรรเสริญพระบารมี
แล้วเขาร้องได้ เขาเป็นฝรั่งเขาเซอร์ไพรส์ผม”
.
พล.อ.อ.เสกสรร คันธา
ผู้บัญชาการกองทัพอากาศ
พูดคุยในรายการ คุยคุ้ยคน

.
ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=B30RxV-zl1Q


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top