Saturday, 17 October 2026
NEWS

ผู้กำกับ “2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ”!! “2475 Dawn of Revolution” ถูกจับตาเวทีวิชาการ ‘วิวัธน์’ สวนสื่อ–นักวิชาการต่างชาติ หลังหนัง 2475 ถูกโยงปฏิบัติการข่าวสารกองทัพ ผู้กำกับย้ำต้องแยกการตีความกับหลักฐาน

ผู้กำกับหนัง ‘2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ โต้สื่อ–นักวิชาการต่างชาติ ปมโยงหนังกับ IO กองทัพ ย้ำ!! สร้างจากเจตจำนงตัวเอง ไม่ใช่ใครสั่ง

‘วิวัธน์ จิโรจน์กุล’ สวนกลับ หลังหนังแอนิเมชัน 2475 ถูกนำไปวิเคราะห์ในเวทีวิชาการนานาชาติ ตั้งคำถามรู้จักผู้สร้างดีแค่ไหน ก่อนทิ้งท้าย “พวกคุณก็เล่นกับผมยากหน่อยแล้ว”

(9 ต.ค. 69) นายวิวัธน์ จิโรจน์กุล ผู้กำกับหนังแอนิเมชันเรื่อง ‘2475 Dawn of Revolution’ หรือ ‘2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่สื่อและนักวิชาการต่างประเทศนำภาพยนตร์ของตนไปวิเคราะห์และเชื่อมโยงกับปฏิบัติการข่าวสาร หรือ IO ของกองทัพไทย โดยตั้งข้อสังเกตว่าหลายฝ่ายยังคงยึดโยงกับกรอบการนำเสนอของสำนักข่าวประชาไท ซึ่งเคยรายงานความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทผู้ผลิตกับการรับงานจากกองทัพบก

โดยนายวิวัธน์ระบุข้อความว่า

“สนุกดีครับ การที่สื่อและนักวิชาการทั่วโลก มองไม่ออกเลยว่า แอนิเมชัน 2475 กำเนิดขึ้นมาอย่างไร และยังคงย้ำคิดย้ำทำกับ narrative ที่เริ่มต้นจาก ประชาไท เป็นหลัก ว่า ผู้ผลิตมีความเชื่อมโยงกับกองทัพ(รับงานผลิตสื่อ)

การที่คุณมองไม่ออกเลย หรือ พยายามหลอกตัวเอง และสังคมให้เชื่อว่า มันต้องมีหน่วยงานสั่งให้ทำ เพื่อจัดทำและป้อนชุดข้อมูลไอโอต่างๆ แน่ๆ มันไม่ได้สร้างขึ้นมาโดยเจตจำนงของคนที่อยากจะทำ ต่อให้ผมพูดความจริงแค่ไหน คุณก็ไม่เชื่อ

พวกคุณก็เล่นกับผมยากหน่อยแล้ว เพราะพวกคุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับผมเลย 555555555”

ทั้งนี้ นายวิวัธน์เคยให้สัมภาษณ์กับ THE STATES TIMES เมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 โดยยืนยันว่าภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวไม่ได้รับงบประมาณจากกองทัพหรือรัฐบาล แม้บริษัทผู้ผลิตจะเคยรับงานผลิตสื่อให้กองทัพจริง แต่เป็นงานคนละส่วนกับโครงการภาพยนตร์ ซึ่งเจ้าตัวระบุว่าเกิดจากความตั้งใจของทีมผู้สร้างที่ใช้เวลาศึกษาข้อมูลและพัฒนาผลงานมาหลายปี

สำหรับภาพยนตร์ ‘2475 Dawn of Revolution’ ได้รับความสนใจจากแวดวงวิชาการต่างประเทศ โดยมีการกล่าวถึงในงานศึกษาด้านความทรงจำทางประวัติศาสตร์และการเมืองไทย รวมถึงบทความวิชาการในวารสาร Modern Asian Studies ของ Cambridge University Press ตลอดจนการอ้างถึงงานวิจัยและเวทีประชุมทางวิชาการที่ประเทศญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม การนำภาพยนตร์ไปวิเคราะห์ในเชิงอุดมการณ์ กับการกล่าวอ้างว่ามีหน่วยงานรัฐเป็นผู้สั่งผลิตหรือสนับสนุนเงินทุน เป็นประเด็นที่แตกต่างกัน โดยการพิสูจน์ความเชื่อมโยงดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับโครงการภาพยนตร์โดยตรง

กรณีนี้จึงกลับมาเป็นประเด็นถกเถียงอีกครั้ง หลังผู้กำกับหนัง 2475 ออกมาตอบโต้การตีความของสื่อและนักวิชาการต่างประเทศ พร้อมยืนยันว่าเบื้องหลังการสร้างภาพยนตร์ไม่ได้เป็นไปตามข้อสันนิษฐานของผู้วิพากษ์วิจารณ์ และเจ้าตัวได้ชี้แจงถึงที่มาของผลงานมาแล้วหลายครั้ง

เรื่องไทยพีบีเอสจ้างพิธีกร

เรื่องไทยพีบีเอสจ้างพิธีกร จ้างแบบเจาะจงนั้น ถูกหรือแพงอยู่ที่คนชอบ ถ้าคนชอบ คำ ผกา อาจจะบอกว่าจ้างตอนละแสน ยังถูกไป ส่วนคนเกลียด บอกว่าเอาไปเลี้ยงหมาจรจัด คุ้มค่า

แต่สิ่งที่สังคมครหา คือระบบอำมาตย์ธิปไตยในองค์กร ระบอบอุปถัมป์ ประชาชนดูออกว่าคุณพวกไหน เอาเงินภาษีบาปไปจ้าง

พวกคุณไม่อายเหรอเที่ยวด่านักการเมืองสารเลว แต่ที่พวกคุณทำห่มจีวร นักกิจกรรม นักต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม สถาปนาตัวเองเป็นนักบุญ ชี้นิ้วพิพากษาคนอื่นเก่ง
อย่าผูกขาดสื่อสาธารณะโดยคนกลุ่มเดียวตลอดอายุขัยของช่อง

คำ ผกา พิธีกรชื่อดังสายสีแดง

ที่มา : https://www.facebook.com/100005019767677/posts/3937460233097930/?rdid=MWEmCSeCx0CdsPbt#

เทควันโดพุมเซ่ไทยมาแรง!! เปิดเทควันโดพุมเซ่ชิงแชมป์ประเทศไทยที่โคราชสุดคึกคัก นักกีฬาร่วมกว่า 900 คน ประลองเกือบ 2,000 อีเวนต์ “บีเอ็ม” ธนา เขียวลายเลิศ โชว์ฟอร์มแชมป์โลก เฉือน “หมูปิ้ง” นาวิน ซิวแชมป์ประเทศไทย

เปิดเทควันโด พุมเซ่ ชิงแชมป์ประเทศไทย ที่โคราช สุดคึกคัก เหล่าจอมเตะแห่ร่วมประลอง มากถึง 2,000 อีเว้น “เลขาบิ๊ก”ธนฑิตย์ รักตะบุตร หัวใจฟู เผยปีนี้ปีทอง พุมเซ่ ทั้ง 3 แชมป์โลก และ 2 เหรียญประวัติศาสตร์ เอเขี่ยนเกมส์ สร้างกระแสวงการอย่างมาก พร้อมไฟเขียวให้นักกีฬาทีมชาติลงแข่งขันได้ และแค่วันแรก ล็อคพัง บีเอ็ม เขียวลายเลิศ แชมป์โลก พิชิต “หมูปิ้ง”นาวิน ปิฑะสูตรืเหรียญ อชก. คว้าแชมป์ประเทศไทย ไปครอง

การแข่งขันเทควันโด รสยการ จี เอช แบงค์ เทควันโดชิงชนะเบิศแห่งประเทศไทย ประจำปี 2569 ประเภทพุมเซ่ ณ เทอร์มินอล ฮอลล์ ชั้น4 ศูนย์การค้าเทอร์มินัล 21 โคราช จ.นครราชสีมา โดยเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 69 เป็นการแข่งขันวันแรก ซึ่งพิธีเปิดการแข่งขัน มีน.ส.วณิฐารัตน์ บุญศุภนิตย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานสื่อสารการตลาดและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ มาเป็นประธานเปิดการแข่งขัน พร้อมด้วยนายธนฑิตย์ รักตะบุตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการสมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย, นายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา, นายก้องกฤษฏิ์ จึงสงวนพรสุข รองเลขาฯสมาคมกีฬาเทควันโด มาร่วมในพิธีเปิดท่ามกลางนักกีฬาและผู้ปกครองมาร่วมการแข่งขันจำนวนมากกว่า 1,500 คน

“เลขาบิ๊ก”ธนฑิตย์ รักตะบุตร เลขาธิการสมาคมกีฬาเทควันโดฯกล่าวว่า วันนี้เห็นนักกีฬาและผู้ปกครองมาร่วมการแข่งขัน จีเอชแบงค์ เทควันโด พุมเซ่ ชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทยจำนวนมากแล้วรู้สึกประทับใจ นับว่าเป็นการจัดพุมเซ่ ในต่างจังหวัด ที่ เทอร์มินอล 21 โคราช เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นสถานที่ที่ดี และที่สำคัญ ปีนี้มีนักกีฬาสมัครมาร่วมการแข่งขันจำนวนมากถึงกว่า 900 คน โดยมีอีเว้นประลองร่วม 2,000 รายการ จากเดิมปีที่แล้ว 1,400 เพิ่ม ทำให้ต้องขยายวันแข่งขันเป็น 4 วัน ซึ่งก็ต้องบอกว่า กระแสเทควันโดพุมเซ่ ดีมาก และยิ่งนักกีฬาทีมชาติไปคว้าผลงานในชิงแชมป์โลก คว้ามาถึง 3 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน 3 เหรียญทองแดง แถมในเอเชี่ยนเกมส์ ยังสร้างประวัติศาสตร์ คว้ามาได้ 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง ทำให้ความนิยมพุมเซ่ ดีมาก โดยในรายการชิงแชมป์ประเทศไทยปีนี้ ทางสมาคมได้เปิดโอกาสให้นักกีฬาทีมชาติลงแข่งขันได้ ทำให้คึกคักมากขึ้นไปอีก ซึ่งรายการใหญ่ระดับประเทศเกิดขึ้นได้ดีขนาดนี้ ก็ต้องขอขอบคุณ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ผู้สนับสนุนหลักของสมาคม รวมถึง ปตท., สิงห์, โค้ก หาดทิพย์, เมืองไทยประกันชีวิต และ เอฟบีที

ด้านการแข่งขันวันแรก เหล่านักกีฬาทีมชาติไทยต่างลงประลองกันจำนวนมาก โดยคู่ไฮไลท์ รอบชิงชนะเลิศ พุมเซ่ เดี่ยวชาย รุ่นอายุ 18-30 ปีระหว่าง”บีเอ็ม” ธนา เขียวลายเลิศ ดีกรีเหรียญทองชิงแชมป์โลก พุมเซ่ คู่ผสม รุ่นอายุไม่เกิน 30 ปี จาก สโมสร เพชรสยามเทควันโด ที่โชว์ผลงานได้ยอดเยี่ยม เอาชนะ “หมูปิ้ง” นาวิน ปินฑะสูตร ดีกรีเหรียญเงิน เอเชียนเกมส์ พุมเซ่ เดี่ยวชาย จากสโมสร เจซี เทควันโด ไปด้วยคะแนน 18.266 – 18.232

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10430893

9 ตุลาคม ของทุกปี ตรงกับ ‘วันไปรษณีย์โลก’ ย้อนรำลึกวันวาน วันสถาปนาสหภาพไปรษณีย์สากล แต่เดิมส่งจดหมายระหว่างประเทศยาก สร้างสรรค์ความสัมพันธ์ผ่านตัวอักษร

วันไปรษณีย์โลก (World Post day) จะมีขึ้นทุกปีในวันที่ 9 ตุลาคม เพื่อเป็นการระลึกถึง วันเริ่มก่อตั้งสหภาพไปรษณีย์สากล

ก่อนที่จะมีสหภาพไปรษณีย์สากล การที่ประเทศหนึ่งจะแลกเปลี่ยนไปรษณีย์กับประเทศอื่นได้ต้องมีการทำสนธิสัญญากับแต่ละประเทศคู่สัญญา อีกทั้งการส่งจดหมายระหว่างประเทศมักต้องติดแสตมป์ของประเทศต่าง ๆ ที่จดหมายเดินทางผ่าน จึงมีการเรียกร้องให้มีการประชุมนานาชาติในเรื่องนี้ จนกระทั่ง เมื่อ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2417 ในการประชุมที่กรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ลงนามในสนธิสัญญาเบิร์น จัดตั้งองค์กรระหว่างประเทศได้สำเร็จ ใช้ชื่อว่า สหภาพไปรษณีย์ทั่วไป และในการประชุมไปรษณีย์สากลสมัยถัดไป พ.ศ. 2421 (ค.ศ. 1878) ที่กรุงปารีส เห็นว่าจำนวนสมาชิกเพิ่มมากขึ้น จึงได้ลงมติเปลี่ยนมาใช้ชื่อ สหภาพไปรษณีย์สากล Universal Postal Union จนถึงปัจจุบัน

ต่อมาในปี พ.ศ. 2512 สมาชิกสหภาพสากลไปรษณีย์ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ได้กำหนดให้วันที่ 9 ตุลาคม เป็นวันไปรษณีย์โลก World Post Day และประเทศสมาชิกตกลงร่วมกันที่จะเฉลิมฉลองในโอกาสนี้โดยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเขียนจดหมาย อันเป็นการสร้างสัมพันธภาพ และเสรีภาพผ่านตัวอักษร โดยไม่จำกัดเชื้อชาติหรือศาสนา ให้ทุกคนบนโลกใบนี้สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้อย่างทั่วถึง

ดราม่าข้าวกล่องน้ำท่วมลามโรงพัก!! 'ช่อ' และ 'สส.เดฟ' แจ้งความที่นนทบุรี หลังถูกกล่าวหาใช้ข้าวทหารแจกของพรรค หวังหยุดปลุกปั่นเหตุการณ์น้ำท่วม ย้ำร่วมมือช่วยเหลือประชาชนเต็มที่

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 6 ตุลาคม 2569 น.ส.พรรณิการ์ วานิช หรือ “ช่อ” แกนนำคณะก้าวหน้าและผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน, นายวุฒากร นุตยกุล หรือ “สส.เดฟ” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 จังหวัดนนทบุรี พร้อมด้วยทนายความ ได้นำเอกสารหลักฐานเข้าแจ้งความ ที่สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี หลังมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ดราม่าข้าวกล่อง โดยระบุว่า “ด่าพรรคอื่นว่าแจกของไม่ใช้เงินตัวเอง แต่พรรคมึงเอาอาหารของหน่วย 904 ไปแจกแต่ถ่ายรูปเคลมเป็นของพรรคตัวเอง ไม่เหี้_จริงทำไม่ได้นะแบบนี้”

นายวุฒากร หรือ “สส.เดฟ” กล่าวว่า ในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง สส.พรรคประชาชน และหน่วยงานต่างๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่ทหาร ได้ร่วมมือกันลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างเต็มที่ แต่กลับมีกลุ่มบุคคลฉวยโอกาสนำภารกิจความช่วยเหลือดังกล่าวไปปลุกปั่นให้เกิดความเข้าใจผิด และสร้างประเด็นขัดแย้งในสังคม

ด้าน น.ส.พรรณิการ์ หรือ “ช่อ” ​กล่าวเสริมถึงสาเหตุในการตัดสินใจแจ้งความว่า โดยปกติการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ สส. หรือนักการเมืองถือเป็นเรื่องปกติที่ยอมรับได้ แต่กรณีนี้เป็นการฉกฉวยสถานการณ์ความเดือดร้อนของประชาชนและเจ้าหน้าที่ทหารมาปลุกปั่นเพื่อสร้างความเกลียดชังทางกรเมือง ซึ่งการทำงานในพื้นที่เป็นการประสานงานร่วมกันระหว่าง สส. และเจ้าหน้าที่ทหาร เนื่องจากกำลังพลทหารมีรถสูงและเรือในการเข้าถึงพื้นที่ แต่มักไม่คุ้นเคยกับตรอกซอกซอยในปริมณฑล ขณะที่ สส. และทีมงานในพื้นที่มีข้อมูลชุมชน กลุ่มผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ และคนชรา ทำให้การปฏิบัติงานร่วมกันเป็นไปได้ด้วยดี

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน และตนเอง ได้ลงพื้นที่ไปช่วยแจกอาหารและทำครัวร่วมกับ สส.เดฟ เพียงไม่กี่ชั่วโมง กลับปรากฏภาพและข้อความในโซเชียลมีเดียกล่าวหาว่าพวกตน “ขโมยข้าวทหารไปแจก” หรือ “แอบอ้างข้าวกล่อง 904” ซึ่งตนยืนยันว่าข้าวกล่องดังกล่าวไม่มีสัญลักษณ์ใดๆ ที่ระบุว่าเป็นของหน่วย 904 ตามที่มีการกล่าวอ้าง
​
น.ส.พรรณิการ์ ระบุว่า การแจ้งความครั้งนี้เพื่อปกป้องสิทธิ์ตามกฎหมาย และหวังว่าในยามวิกฤตที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วม ทุกฝ่ายควรมุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์มากกว่าการนำประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองมาบิดเบือนสร้างความเกลียดชัง สำหรับผู้ที่ถูกแจ้งความดำเนินคดีในครั้งนี้ ประกอบด้วยผู้โพสต์และผู้ร่วมเผยแพร่ข้อความบิดเบือน ทั้งหมด 3 ราย ซึ่ง น.ส.พรรณิการ์ ระบุว่าบุคคลเหล่านี้ยังคงโพสต์ข้อความใส่ร้ายอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการชี้แจงข้อเท็จจริงไปแล้วก็ตาม

ที่มา :https://mgronline.com/crime/detail/9690000097205

'คริสติน' ตอบชัด ไม่เคยปิดบังว่าเป็นไบเซ็กชวล!! ดราม่าความรัก “คริสติน–แอมมี่ The Bottom Blues” เปิดใจเรื่องรักและตัวตน หลังแฟนคลับบางส่วนไม่พอใจ วิจารณ์ความคาดหวังในชีวิตรัก เรียกร้องความเคารพและเข้าใจจากแฟนคลับ

“คริสติน” ลั่นเป็นไบเซ็กชวลมาตลอด งงคบผู้หญิงมีแต่คำชื่นชม แต่พอคบผู้ชายกลายเป็นผู้หญิงสำส่อนซะงั้น

เปิดตัวคบกันมาได้พักนึงแล้วสำหรับ “คริสติน กุลสตรี” และ นักร้องหนุ่มเซอร์ “แอมมี่ Bottom Blues” ที่ล่าสุดคริสตินลงภาพหวานพร้อมคำอวยพรวันเกิดแอมมี่

“สุขสันต์วันเกิดนะ Ammy 🎂 หวังว่าเธอจะรู้สึกดีขึ้นในเร็วๆ นี้ และขอให้หลังจากนี้มีแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตนะ

เราสองคนต่างก็ผ่านอะไรมามากมายในแบบของตัวเอง และไม่ว่าโลกจะโหดร้ายหรือแย่แค่ไหน ฉันหวังว่าเราจะไม่ลืมที่จะอ่อนโยนและใจดีต่อกัน โดยเฉพาะในวันที่เราต่างต้องการสิ่งเหล่านั้นมากที่สุด เธอสมควรได้รับความรักเสมอ ❤️” 

เรื่องนี้ทำเอาแฟนคลับต่างชาติไม่พอใจกับสิ่งนี้ เพราะที่ผ่านมาพวกเขารู้จักเธอในสถานะนักแสดงซีรีส์เกิร์ลเลิฟ ซึ่งที่ผ่านมาเธอยอมรับว่าเธอเป็นไบเซ็กชวล(คบกับผู้หญิงก็ได้ผู้ชายก็ได้) และคริสตินไม่ปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไป เธอได้ชี้แจงผ่านโซเชียลดังนี้….

“ฉันไม่เคยปิดบังเรื่องชีวิตรักของตัวเอง และไม่เคยโกหกคนที่ติดตามฉันเลย ฉันเปิดเผยมาโดยตลอดว่าฉันเป็นไบเซ็กชวล และฉันก็รู้อยู่แล้วว่าสักวันหนึ่งอาจต้องเจอกับเรื่องแบบนี้ หากวันหนึ่งฉันมีแฟนเป็นผู้ชาย

ฉันแค่อยากพูดเรื่องนี้ เพียงครั้งเดียว และครั้งเดียวเท่านั้น ขอบคุณทุกคนที่ยังอยู่ตรงนี้และยังคอยสนับสนุนฉันเสมอ

ส่วนใครที่รู้สึกไม่สบายใจหรือไม่เห็นด้วยกับเรื่องความรักของฉัน ก็ไม่เป็นไรเหมือนกัน 

บางครั้งฉันก็อดขำไม่ได้ว่า เวลาฉันคบผู้หญิง ฉันกลับได้รับคำชื่นชมและการสนับสนุน แต่ทันทีที่ฉันคบผู้ชาย ฉันกลับกลายเป็น 'ผู้หญิงสำส่อน' ขึ้นมาเสียอย่างนั้น

ท้ายที่สุดแล้ว ฉันหวังว่าทุกคนจะยังรักและสนับสนุนฉันจากผลงานของฉัน และจากการแสดงที่พวกคุณติดตามและสนับสนุนมาตั้งแต่วันแรก

ฉันไม่สามารถควบคุมได้ว่าแต่ละคนจะคิดหรือรู้สึกอย่างไร แต่ฉันหวังว่า ก่อนที่เราจะพิมพ์คอมเมนต์อะไรลงไป เราทุกคนจะนึกถึงเสมอว่า อีกด้านหนึ่งของหน้าจอนั้นมีมนุษย์คนหนึ่งอยู่

ฉันไม่ได้ขอให้ทุกคนเห็นด้วยกับชีวิตรักของฉัน แต่อยากขอเพียงให้เคารพความเป็นมนุษย์ของกันและกัน” 

ที่มา : https://mgronline.com/entertainment/detail/9690000097673

‘ประเสริฐ’ เดินหน้าความร่วมมือไทย–เกาหลีใต้!! ขยายโอกาสด้านอาชีวะ เดินหน้าภาษาเกาหลีและอีสปอร์ต ยกระดับทักษะเชื่อมโยงอุตสาหกรรม ร่วมมือไทย-เกาหลีใต้เพื่ออนาคตเยาวชน

“ประเสริฐ” เดินหน้าความร่วมมือไทย–เกาหลีใต้ พัฒนากำลังคนอาชีวะ ขยายโอกาสเรียนภาษาเกาหลี และต่อยอดอีสปอร์ตเพื่อการศึกษา

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางไปกรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเข้าร่วมการประชุมหารือความร่วมมือด้านอีสปอร์ตเพื่อการศึกษาและการพัฒนาเด็กและเยาวชน พร้อมหารือความร่วมมือด้านการศึกษากับโรงเรียน Mirim Meister High School สถาบันวิจัยการศึกษาและฝึกอบรมอาชีวศึกษาแห่งเกาหลี (KRIVET) และมูลนิธิการศึกษาภาษาเกาหลีนานาชาติ (IKEF)

นายประเสริฐกล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะสอดคล้องกับโลกการทำงานและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี จึงเดินหน้าขยายความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อนำองค์ความรู้และแนวทางที่เป็นประโยชน์มาต่อยอดการเรียนการสอน และเพิ่มโอกาสให้ผู้เรียนไทยนำทักษะไปใช้ในการทำงานได้จริง

ในการหารือด้านอาชีวศึกษา ฝ่ายไทยเสนอขยายเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาไทยและเกาหลี โดยต่อยอดจากความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยเทคนิคมีนบุรีกับโรงเรียน Mirim Meister High School ซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 ทั้งการแลกเปลี่ยนครูและนักเรียน ตลอดจนการพัฒนาหลักสูตรด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) คอมพิวเตอร์ และการออกแบบ

ฝ่ายเกาหลีพร้อมร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) พัฒนาหลักสูตรที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม และประยุกต์ใช้ AI ในงานออกแบบ โดยมุ่งให้ผู้เรียนมีทักษะที่ใช้ได้จริงและมีเส้นทางสู่อาชีพหลังสำเร็จการศึกษา

ส่วนด้านภาษาและวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการหารือกับมูลนิธิ IKEF เพื่อสนับสนุนหลักสูตรภาษาเกาหลีฉบับภาษาไทย พัฒนาครูผู้สอน และส่งเสริมการเรียนรู้ทั้งทางออนไลน์และรูปแบบผสมผสาน โดยมีแนวทางขยายโอกาสเรียนภาษาเกาหลีไปยังหน่วยงานในสังกัด ศธ. และประชาชนทั่วไป สพฐ. จะต่อยอดความร่วมมือในโรงเรียน ขณะที่ สกร. สนใจพัฒนาหลักสูตรระยะสั้น เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการเรียนรู้ได้กว้างขึ้น

การหารือครั้งนี้สะท้อนแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการในการเชื่อมการศึกษากับทักษะอาชีพ เทคโนโลยี และโอกาสการทำงาน ควบคู่กับการส่งเสริมอีสปอร์ตเพื่อการศึกษาและการพัฒนาเด็กและเยาวชน รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้เรียนและประชาชนเข้าถึงการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมที่หลากหลาย เพื่อเตรียมกำลังคนไทยให้พร้อมสำหรับอนาคต

ที่มา : https://www.facebook.com/R.pradenrath/posts/pfbid033dyejKWAWfDa2WaH1Jn6MA44AcHrBdVv3hjC1uG9sB2CMgcetWhyh5U11HsjSCBZl?rdid=iKZKbhsN75cAVck3#

ประวัติและการศึกษาของคริสตาลินา จอร์จีวา ผู้นำ IMF

จากนักวิชาการบัลแกเรีย ผู้จบโทและเอกเศรษฐศาสตร์ สู่ผู้บริหารองค์กรการเงินโลก

คริสตาลินา จอร์จีวา (Kristalina Georgieva) นักเศรษฐศาสตร์ชาวบัลแกเรีย ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2019 ก่อนได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งวาระที่สองเป็นเวลา 5 ปี เริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2024 พร้อมทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการบริหาร IMF เส้นทางของเธอเริ่มจากแวดวงวิชาการ ก่อนก้าวสู่การบริหารธนาคารโลก คณะกรรมาธิการยุโรป และองค์กรการเงินระหว่างประเทศ 

จอร์จีวาเกิดในกรุงโซเฟีย ประเทศบัลแกเรีย เมื่อปี 1953 โดยมีพื้นฐานการศึกษาจาก University of National and World Economy (UNWE) ในกรุงโซเฟีย ซึ่งเป็นสถาบันที่เธอสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก และเคยทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย [2]

การศึกษาระดับตรี โท และเอก

ปริญญาตรี — ประวัติทางการของ IMF และเอกสารประวัติที่เผยแพร่ผ่านรัฐสภายุโรปไม่ได้ระบุชื่อวุฒิหรือปีสำเร็จการศึกษาแยกไว้ จึงยังไม่สามารถยืนยันรายละเอียดระดับปริญญาตรีจากเอกสารเหล่านี้ได้

ปริญญาโท — เธอสำเร็จการศึกษา Master of Arts (M.A.) สาขา Political Economy and Sociology หรือเศรษฐศาสตร์การเมืองและสังคมวิทยา จาก UNWE ในปี 1976 หรือ พ.ศ. 2519

ปริญญาเอก — เธอสำเร็จการศึกษาระดับ Ph.D. ด้าน Economic Sciences จากมหาวิทยาลัยเดียวกันในปี 1986 หรือ พ.ศ. 2529 โดยทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “นโยบายคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและการเติบโตทางเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา” แสดงให้เห็นถึงความสนใจด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมตั้งแต่ช่วงต้นของเส้นทางวิชาการ

จอร์จีวายังเคยเป็นนักวิชาการรับเชิญที่ London School of Economics (LSE) และ Massachusetts Institute of Technology (MIT) รวมถึงผ่านหลักสูตรประกาศนียบัตรด้านการเงินธุรกิจที่ Harvard Business School ในปี 1997 และหลักสูตรพัฒนาผู้บริหารของธนาคารโลกที่สถาบันเดียวกันในปี 1998 ทั้งหมดเป็นประสบการณ์วิชาการและการอบรมเพิ่มเติม ไม่ใช่วุฒิปริญญาจากสามสถาบันดังกล่าว [2][3]

จากอาจารย์มหาวิทยาลัยสู่ธนาคารโลกและคณะกรรมาธิการยุโรป

หลังทำงานในแวดวงวิชาการ จอร์จีวาเข้าร่วมธนาคารโลกในปี 1993 ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม ก่อนรับตำแหน่งบริหารด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน กระทั่งขึ้นเป็นรองประธานและเลขาธิการองค์กรในปี 2008 ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างผู้บริหาร คณะกรรมการ และประเทศผู้ถือหุ้น 

ต่อมา เธอทำงานในคณะกรรมาธิการยุโรป รับผิดชอบด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการรับมือวิกฤต ก่อนดำรงตำแหน่งรองประธานด้านงบประมาณและทรัพยากรบุคคล ดูแลงบประมาณประมาณ 161,000 ล้านยูโร และบุคลากรราว 33,000 คน โดยมีบทบาทในช่วงวิกฤตหนี้ยูโรโซนและวิกฤตผู้ลี้ภัยปี 2015

จอร์จีวากลับมาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารโลก ระหว่างเดือนมกราคม 2017 ถึงกันยายน 2019 และเป็นรักษาการประธานกลุ่มธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ถึง 8 เมษายน 2019 ก่อนเข้ารับตำแหน่งผู้นำ IMF ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน

บริหาร IMF ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลก

การทำงานของเธอที่ IMF ครอบคลุมช่วงการระบาดของโควิด-19 สงคราม ความขัดแย้ง และวิกฤตค่าครองชีพ ในประกาศแต่งตั้งสู่วาระที่สองเมื่อเดือนเมษายน 2024 คณะกรรมการบริหาร IMF ระบุว่า นับตั้งแต่เริ่มการระบาด องค์กรได้อนุมัติเงินสนับสนุนใหม่มากกว่า 360,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐแก่ 97 ประเทศ และจัดสรรสิทธิพิเศษถอนเงิน หรือ SDR มูลค่าเทียบเท่า 650,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเสริมสภาพคล่องและทุนสำรองระหว่างประเทศ

ภายใต้การนำของจอร์จีวา IMF ยังพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนด้านความยืดหยุ่นและความยั่งยืน รวมถึงร่วมจัดตั้งเวทีหารือหนี้สาธารณะระดับโลก เพื่อช่วยให้การปรับโครงสร้างหนี้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วและคาดการณ์ได้มากขึ้น ขณะที่การทำงานในวาระที่สองยังให้ความสำคัญกับเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงิน การให้คำแนะนำเชิงนโยบาย และการสนับสนุนประเทศสมาชิก

แหล่งอ้างอิง

IMF ประกาศแต่งตั้งวาระที่สอง 12 เมษายน 2024

https://www.imf.org/en/news/articles/2024/04/12/pr24113-imf-executive-board-selects-kristalina-georgieva-to-serve-a-second-term-as-managing-director

IMF ประวัติ Kristalina Georgieva

https://www.imf.org/en/about/senior-officials/bios/kristalina-georgieva

รัฐสภายุโรป ประวัติและการศึกษา Kristalina Georgieva

https://www.europarl.europa.eu/meetdocs/2009_2014/documents/dase/dv/dase0614_georgieva-cv_/dase0614_georgieva-cv_en.pdf

ธนาคารโลก ประวัติ Kristalina Georgieva

https://blogs.worldbank.org/en/team/k/kristalina-georgieva

ประวัติ Ajay Banga ประธานธนาคารโลก

จากผู้บริหาร Mastercard สู่ผู้นำองค์กรการพัฒนาระดับโลก

Ajay Banga หรือ อเจย์ บังกา นักบริหารชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย เป็นประธานกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) คนที่ 14 เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2023 ด้วยวาระ 5 ปี หลังสั่งสมประสบการณ์ในธุรกิจข้ามชาติ ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค การเงิน และการลงทุน

บังกามีชื่อเต็มว่า Ajaypal Singh Banga เกิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 1959 ในประเทศอินเดีย เติบโตในครอบครัวชาวซิกข์ โดยบิดาเป็นนายทหารระดับพลโท เขาจบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก St. Stephen’s College มหาวิทยาลัยเดลี ก่อนสำเร็จหลักสูตรบัณฑิตศึกษาด้านการจัดการจาก IIM Ahmedabad ในปี 1981

เขาเริ่มทำงานที่ Nestlé India ในปี 1981 และอยู่ประมาณ 13 ปี ก่อนย้ายไป PepsiCo จากนั้นเข้าสู่ภาคการเงินกับ Citigroup ในปี 1996 และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ต่อมาดำรงตำแหน่งประธานและ CEO ของ Mastercard ก่อนเป็นรองประธานบริษัทลงทุน General Atlantic

ที่ Mastercard บังกาผลักดันการเข้าถึงบริการทางการเงินให้เป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์บริษัท และก่อตั้ง Mastercard Center for Inclusive Growth เพื่อสนับสนุนโอกาสทางเศรษฐกิจที่ทั่วถึง เขายังเคยเป็นประธานหอการค้านานาชาติ (ICC) ระหว่างปี 2020–2022 และได้รับรางวัล Padma Shri ของอินเดียในปี 2016

ในฐานะประธานธนาคารโลก บังกาให้ความสำคัญกับการสร้างงาน การลดความยากจน และการพัฒนาที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันให้องค์กรทำงานรวดเร็วขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการให้เงินทุน และดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนเพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนา

แหล่งข้อมูล

World Bank Group ประวัติ Ajay Banga
https://www.worldbank.org/ext/en/who-we-are/leadership/ajay-banga

World Bank ประกาศแต่งตั้ง 3 พฤษภาคม 2023

https://www.worldbank.org/en/news/press-release/2023/05/03/ajay-banga-selected-14th-president-of-the-world-bank

IIM Ahmedabad ประวัติศิษย์เก่า
https://www.iima.ac.in/node/19997

CFO บ้านปูตอกย้ำภาวะผู้นำหญิงไทย!! นางสาวอริศรา ติด Most Powerful Women Asia ติดต่อกัน 3 ปีซ้อนจาก Fortune ควบรวมบ้านปู พร้อมเสริมแกร่งการเงิน เน้นบริหารมีประสิทธิภาพท่ามกลางผันผวน

CFO บ้านปู ติดทำเนียบ Most Powerful Women Asia ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

นางสาวอริศรา สกุลการะเวก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ติดทำเนียบ Fortune Most Powerful Women Asia ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 

ผลงานที่โดดเด่นของนางสาวอริศราในปี 2569 คือการควบรวมกิจการระหว่างบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กับบริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) จนเกิดเป็นบริษัทใหม่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใต้ชื่อ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และตลอดระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งในปัจจุบัน นางสาวอริศราได้กำกับดูแลการบริหารการเงินของกลุ่มบ้านปูอย่างมีวินัยและประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก 

ปีนี้ นิตยสาร Fortune สื่อธุรกิจชั้นนำระดับโลก ได้จัดการประกาศรายชื่อผู้นำหญิง Most Powerful Women Asia เป็นปีที่ 3  โดยพิจารณาคัดเลือกรายชื่อผู้นำสตรีจำนวน 100 คนในภูมิภาคเอเชียทั้งเจ้าของกิจการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้บริหารระดับสูง สามารถสร้างผลการดำเนินธุรกิจ และมีส่วนผลักดันทิศทางเศรษฐกิจของภูมิภาคในอนาคต จากขนาดและผลการดำเนินงานขององค์กร เส้นทางอาชีพ บทบาทที่สำคัญ นวัตกรรม และการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในวงกว้าง

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.banpu.com  และ https://www.facebook.com/Banpuofficialth

ส.อ.ท. ชี้ AI เปลี่ยนเศรษฐกิจ!! AI จะเพิ่มประสิทธิภาพลดต้นทุน บุคลากร–งบฯ–ข้อมูลยังขาดแคลน SMEs ต้องการเครื่องมือ-แพลตฟอร์มใช้งาน AI เป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจใน 3-5 ปี

ส.อ.ท. ชี้ AI จ่อเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย 3–5 ปี เร่งเติม “คน–ข้อมูล–เงินทุน” ปลดล็อกการใช้งาน

นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ จำเป็นต้องอาศัยความพร้อมด้านบุคลากร งบประมาณ และระบบข้อมูล ควบคู่กับมาตรการสนับสนุนที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs เข้าถึงเทคโนโลยีและนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับธุรกิจ

ทั้งนี้ ผลสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 52 ประจำเดือนกันยายน 2569 ภายใต้หัวข้อ “มุมมองภาคอุตสาหกรรมต่อการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคอุตสาหกรรม” พบว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท. 48% นำ AI ไปใช้งานจริงแล้ว ทั้งในบางหน่วยงานหรือบางกระบวนการ และในหลายกระบวนการพร้อมขยายผลอย่างเป็นระบบ โดยงานสำนักงานและบริการลูกค้ามีคะแนนการใช้งานสูงที่สุด รองลงมาคืองานบริหารธุรกิจและการพยากรณ์ ขณะที่การใช้งานในกระบวนการผลิตและการจัดการห่วงโซ่อุปทานยังมีโอกาสพัฒนาต่อไป

สำหรับประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ผู้บริหาร ส.อ.ท. ส่วนใหญ่เห็นว่า AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ทั้งการลดต้นทุน ลดเวลา และลดขั้นตอนการทำงาน รองลงมาคือการช่วยให้การวิเคราะห์และตัดสินใจรวดเร็วและแม่นยำขึ้น ตลอดจนเพิ่มคุณภาพสินค้าและบริการ ขณะเดียวกันยังคาดว่า AI จะทำให้ทักษะที่องค์กรต้องการเปลี่ยนแปลงไป และลดความต้องการใช้แรงงานในบางกระบวนการ จึงควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะบุคลากรให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้

อย่างไรก็ตาม แม้การสนับสนุนจากผู้บริหารจะเป็นด้านที่สถานประกอบการมีความพร้อมสูงที่สุด แต่ความพร้อมด้านบุคลากรที่มีทักษะ AI และงบประมาณลงทุนยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ สอดคล้องกับผู้ตอบแบบสำรวจ 76.5% ที่ระบุว่าบุคลากรและทักษะ AI เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการนำ AI มาใช้หรือขยายการใช้งาน รองลงมาคือข้อจำกัดด้านงบประมาณและความคุ้มค่าของการลงทุนที่ยังไม่ชัดเจน รวมถึงความไม่พร้อมด้านข้อมูล ระบบดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน

จากข้อจำกัดดังกล่าว ผู้บริหาร ส.อ.ท. จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งพัฒนาทักษะบุคลากร สนับสนุนผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ให้คำปรึกษาแก่สถานประกอบการ และส่งเสริมผู้พัฒนาโซลูชัน AI ของไทย ควบคู่กับการสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลที่มีคุณภาพและการใช้ข้อมูลร่วมกัน พร้อมจัดหาแพลตฟอร์ม เครื่องมือ หรือโซลูชัน AI ที่พร้อมใช้งานสำหรับ SMEs รวมทั้งจัดตั้งพื้นที่หรือแพลตฟอร์มสำหรับทดลองใช้ AI ก่อนการลงทุนจริง เพื่อให้ผู้ประกอบการประเมินความเหมาะสมกับธุรกิจและเตรียมความพร้อมก่อนขยายการใช้งาน

สำหรับในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ผู้บริหาร ส.อ.ท. ส่วนใหญ่คาดว่า AI จะเข้ามีบทบาทในการดำเนินธุรกิจ ในระดับมากถึงมากที่สุด ดังนั้น ส.อ.ท. จึงได้เร่งดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการในการประยุกต์ใช้ AI ในกระบวนการผลิต ควบคู่กับการพัฒนาทักษะบุคลากร และเตรียมความพร้อมด้านข้อมูล และสนับสนุนอุปกรณ์ผ่านโครงการสำคัญ อาทิ Smart SMEs Digital & AI Camp, โครงการยกระดับศักยภาพสำนักงานสภาจังหวัดด้วย AI, โครงการ INTELLIGENT INDUSTRY เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว

จากการสำรวจผู้บริหาร ส.อ.ท. (CEO Survey) จำนวน 200 ท่าน ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด สามารถสรุปผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 52 จาก 8 คำถาม ได้ดังนี้

1) ปัจจุบันสถานประกอบการของท่านมีการใช้ AI ในระดับใด
อันดับ 1 : ใช้งานจริงในบางหน่วยงาน / บางกระบวนการ 30.5%
อันดับ 2 : ทดลองใช้บางส่วน 22.5%
อันดับ 3 : อยู่ระหว่างศึกษา / วางแผน 20.5%
อันดับ 4 : ใช้งานจริงในหลายกระบวนการ และมีการขยายผลอย่างเป็นระบบ 17.5%
อันดับ 5 : ยังไม่มีแผนนำ AI มาใช้ 9.0%
2) สถานประกอบการของท่านมีความพร้อมสำหรับการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตในแต่ละด้านอยู่ในระดับใด (คะแนนเต็ม 5)
3) ปัจจุบันสถานประกอบการของท่านมีการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในแต่ละด้านต่อไปนี้อยู่ในระดับใด (คะแนนเต็ม 5) .
4) ท่านคาดว่าการนำ AI มาใช้ในธุรกิจจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ในด้านใดมากที่สุด


อันดับ 1 : เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เช่น ลดต้นทุน ลดเวลา และลดขั้นตอน 85.0%
การทำงาน

อันดับ 2 : ช่วยในการวิเคราะห์และตัดสินใจ ให้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น 75.0%

อันดับ 3 : เปลี่ยนแปลงทักษะที่องค์กรต้องการ และลดความต้องการใช้แรงงาน 51.5%
ในบางกระบวนการ

อันดับ 4 : เพิ่มคุณภาพหรือยกระดับสินค้าและบริการ 41.0%

5) อุปสรรคสำคัญที่ทำให้สถานประกอบการของท่านยังไม่สามารถนำ AI มาใช้ หรือขยายการใช้งาน AI ได้อย่างเต็มที่ คืออะไร

อันดับ 1 : ข้อจำกัดด้านบุคลากรและทักษะ AI 76.5%
อันดับ 2 : ความพร้อมด้านงบประมาณและความคุ้มค่าของการลงทุน 50.0%
(ROI ยังไม่ชัดเจน)
อันดับ 3 : ความไม่พร้อมด้านข้อมูล ระบบดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน 48.0%
อันดับ 4 : ข้อกังวลด้านความปลอดภัยและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง 42.5%

6) ในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า สถานประกอบการของท่านสนใจนำ AI มาใช้หรือขยายการใช้งาน
ในด้านใดมากที่สุด

อันดับ 1 : งานสำนักงาน การบริหาร และบริการลูกค้า เช่น Chatbot, 72.0%
การสร้าง Web App, การวิเคราะห์และพยากรณ์ธุรกิจ
อันดับ 2 : การผลิต การควบคุมคุณภาพ ลดของเสีย และการบำรุงรักษาเครื่องจักร 59.5%
(Predictive Maintenance)
อันดับ 3 : การจัดการคลังสินค้า โลจิสติกส์ และบริหารห่วงโซ่อุปทาน 51.5%
อันดับ 4 : การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการผลิตและสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ 36.0%

7) ท่านเห็นว่าภาครัฐควรมีมาตรการสนับสนุนการนำ AI มาใช้ในสถานประกอบการด้านใด

อันดับ 1 : พัฒนาทักษะบุคลากรและสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ให้คำปรึกษาแก่ 76.5%
สถานประกอบการ (AI Consulting) รวมทั้ง สนับสนุนผู้พัฒนาโซลูชัน AI ของไทย
อันดับ 2 : สนับสนุนเงินทุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนด้าน AI 66.0%
อันดับ 3 : จัดหาแพลตฟอร์ม เครื่องมือ หรือโซลูชัน AI ที่พร้อมใช้งานสำหรับ 57.0%
ผู้ประกอบการ SMEs
อันดับ 4 : จัดตั้งพื้นที่หรือแพลตฟอร์มสำหรับทดลองใช้ AI ก่อนการลงทุนจริง 30.5%
เช่น AI Testbed, Sandbox
.
8) ท่านคาดการณ์ว่า AI จะเข้ามามีบทบาทต่อเศรษฐกิจไทยอีก 3-5 ปี ข้างหน้าในระดับใด

อันดับ 1 : มีบทบาทมาก โดยถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในหลายอุตสาหกรรม 55.5%
และช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขัน
อันดับ 2 : มีบทบาทมากที่สุด จนเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับและเปลี่ยนแปลง 31.5%
โครงสร้างเศรษฐกิจไทย
อันดับ 3 : มีบทบาทปานกลาง โดยถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในหลายธุรกิจ 9.5%
แต่ยังไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมอย่างชัดเจน
อันดับ 4 : มีบทบาทน้อย โดยการใช้งานยังกระจุกตัวอยู่ในบางธุรกิจหรือบางกระบวนการ 2.5%
และมีผลต่อเศรษฐกิจในวงจำกัด
อันดับ 5 : มีบทบาทน้อยมาก โดยการนำ AI มาใช้ยังไม่แพร่หลาย และส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย 1.0% เพียงเล็กน้อย

‘อาจารย์อุ๋ย’ สวนปมเว็บพนันต่างแดน!! ชี้จดทะเบียนนอกไทยไม่ใช่เกราะพ้นกฎหมายไทย เตือนอย่าให้คำว่า “จดทะเบียนต่างประเทศ” กลายเป็นเกราะกำบังกฎหมาย จี้ตรวจทั้ง พ.ร.บ.การพนัน และกฎหมายฟอกเงิน

“อาจารย์อุ๋ย” สวนรัฐมนตรี! เว็บพนันจดทะเบียนต่างแดน ไม่ได้แปลว่าพ้นกฎหมายไทย ชี้ หากผลแห่งการกระทําเกิดในไทย ย่อมต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย

7 ตุลาคม 2569 นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสเฟสบุ๊คแสดงความเห็นว่า

“จากกรณี ที่ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเว็บไซต์พนันออนไลน์ที่มีการกล่าวถึงความเชื่อมโยงกับสามีของนางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ หรือ “สส.ไอเดียร์” โดยระบุว่าเว็บไซต์ดังกล่าวจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายของประเทศกูราเซา และอยู่นอกเขตอำนาจดำเนินการของไทย พร้อมระบุว่า หากพบส่วนใดเป็นความผิดในประเทศไทย กระทรวงยุติธรรมพร้อมดำเนินการ นั้น

ในฐานะนักกฎหมาย ผมเห็นว่าประเด็นนี้ควรอธิบายให้ชัด เพราะการที่บริษัทหรือเว็บไซต์ไปจดทะเบียนอยู่ต่างประเทศ ไม่ได้หมายความว่าการกระทำทุกอย่างจะหลุดพ้นจากกฎหมายไทย

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 5 วางหลักไว้ชัดว่า ความผิดใดที่การกระทำแม้เพียงส่วนหนึ่งเกิดขึ้นในราชอาณาจักร หรือผลแห่งการกระทำเกิดขึ้นในราชอาณาจักร โดยผู้กระทำประสงค์ให้ผลนั้นเกิด หรือโดยลักษณะแห่งการกระทำ ผู้กระทำเล็งเห็นได้ว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นในราชอาณาจักร ให้ถือว่าความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักร

ตรงนี้จึงมีประเด็นที่น่าสนใจมาก

เพราะหากเว็บไซต์พนันเปิดให้คนในประเทศไทยสามารถสมัครสมาชิก เล่นพนัน ฝากเงิน และถอนเงินได้ตามปกติ ผู้ประกอบการย่อมรู้อยู่แล้วว่าผลจากการดำเนินกิจการจะเกิดขึ้นกับผู้เล่นในประเทศไทย

ในกรณีเช่นนี้ การพิจารณาเขตอำนาจตามมาตรา 5 จึงไม่ควรหยุดอยู่แค่คำถามว่า บริษัทจดทะเบียนอยู่ประเทศใด หรือเซิร์ฟเวอร์อยู่ที่ไหน แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า ผู้ประกอบการเปิดระบบให้บริการแก่คนไทยหรือไม่ และสามารถเล็งเห็นได้หรือไม่ว่าผลของการกระทำจะเกิดขึ้นในประเทศไทย

และหากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานยืนยันได้ว่า ผู้ประกอบการรู้และยอมรับการให้บริการแก่ผู้เล่นในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสมัครสมาชิก การวางเดิมพัน การฝากเงิน และการถอนเงิน ก็ย่อมมีเหตุสำคัญให้เจ้าหน้าที่พิจารณาว่า ผลของการกระทำเกิดขึ้นในราชอาณาจักรตามหลักมาตรา 5 หรือไม่

เรื่องนี้จึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับ พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ด้วย เพราะมาตรา 12 กำหนดความผิดเกี่ยวกับการจัดให้มีการเล่นการพนัน รวมถึงการช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันที่ไม่ได้รับอนุญาต

หากมีการดำเนินธุรกิจการพนันจากต่างประเทศ แต่ระบบถูกเปิดให้บริการแก่ผู้เล่นในประเทศไทย มีการรับพนันจากประเทศไทย หรือมีการดำเนินการบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย เจ้าหน้าที่ก็ควรตรวจสอบให้ชัดว่าเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายไทยหรือไม่

แน่นอนว่า ผมไม่ได้หมายความว่าการที่คนไทยสามารถเปิดเว็บไซต์ได้เพียงอย่างเดียว จะทำให้ผู้ประกอบการต่างประเทศมีความผิดโดยอัตโนมัติ การดำเนินคดีต้องมีพยานหลักฐาน ต้องพิสูจน์ตัวผู้กระทำ บทบาทของแต่ละคน และองค์ประกอบความผิดให้ครบถ้วน

แต่ในทางกลับกัน การที่เว็บไซต์ไปจดทะเบียนในต่างประเทศก็ไม่สามารถถูกนำมาใช้เป็นคำตอบสำเร็จรูปว่า “กฎหมายไทยทำอะไรไม่ได้”

ยิ่งกว่านั้น พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (9) ยังบัญญัติให้การพนันที่มีวงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป หรือการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เป็นความผิดมูลฐาน

หากมีทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับความผิดมูลฐาน แล้วมีการโอน รับโอน เปลี่ยนสภาพ ซุกซ่อน หรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินโดยเข้าองค์ประกอบตามมาตรา 5 ก็อาจมีความผิดฐานฟอกเงินตามมาได้

ผมจึงเห็นว่าเรื่องนี้ควรตรวจสอบกันที่ข้อเท็จจริงโดยรวม ต้องมองป่าทั้งป่า ไม่ใช่จบลงที่แค่ดูสถานที่จดทะเบียนบริษัท

เพราะถ้าเว็บไซต์นั้นเปิดให้บริการคนไทยอย่างเป็นระบบ รู้ว่าคนไทยเข้ามาเล่น และยอมรับเงินจากคนไทยเป็นปกติ ก็ต้องตรวจสอบกันต่อว่า ผู้ประกอบการเล็งเห็นได้หรือไม่ว่าผลของการดำเนินกิจการจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่มาตรา 5 วางหลักเอาไว้โดยตรง

ผมยังไม่ได้กล่าวว่าบุคคลใดมีความผิด และผู้ที่ถูกกล่าวถึงทุกคนยังต้องได้รับความเป็นธรรมตามกระบวนการยุติธรรม และในเรื่องกฎหมาย รัฐก็ต้องใช้หลักเดียวกันกับทุกคน

การจดทะเบียนเว็บไซต์พนันในต่างประเทศ ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ดำเนินการพนันในประเทศไทย โลกออนไลน์อาจไม่มีพรมแดน แต่เมื่อผลของการกระทำเกิดขึ้นในประเทศไทย กฎหมายไทยก็มีหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ และหากพบว่ามีความผิดจริง ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเสมอภาค

และหากมีหลักฐานว่าความผิดเกิดขึ้นในประเทศไทยจริง ก็ไม่ควรปล่อยให้คำว่า “จดทะเบียนอยู่ต่างประเทศ” กลายเป็นเกราะกำบังทางกฎหมายต่อไป มิเช่นนั้นจะเป็นการทําให้บรรทัดฐานทางกฎหมายผิดเพี้ยนไป

ด้วยความปรารถนาดี”

https://www.facebook.com/share/p/1FVTKa5zQ2/?mibextid=wwXIfr

อดีตนายกฯ “ทักษิณ” มาตามนัดศาลภาษีฯ!! ลั่นสบาย ๆ ไม่กังวล ปมสรรพากรยึด–อายัดทรัพย์ ร้องขอคุ้มครองชั่วคราวหุ้นชินคอร์ป ไม่กังวลคดีแม้โดนอายัดทรัพย์ซ้ำ คดีสรรพากรชี้ประเมินภาษีชอบแล้ว

“ทักษิณ” มาตามนัด! ลั่นสบายๆ ไม่กังวล ขึ้นศาลภาษีอากรกลาง ร้องคุ้มครองชั่วคราว ปมสรรพากรยึด-อายัดขายหุ้นชินคอร์ป

เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 7 ต.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมายังศาลภาษีอากรกลาง ที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะอาคารเอ เพื่อขึ้นนัดฟังไต่สวนขอคุ้มครองชั่วคราว กรณีนายทักษิณ เป็นโจทก์ ฟ้องกรมสรรพากรยึดทรัพย์ และอายัดทรัพย์ซ้ำซ้อนเพื่อนำไปชำระหนี้ภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ ในปี 2549 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร วันที่ 14 ส.ค. 2568 ที่วินิจฉัยสรุปว่าการประเมินภาษีโดยกรมสรรพากรชอบแล้ว

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้สอบถาม นายทักษิณว่า มีความกังวลอะไรหรือไม่ นายทักษิณ ระบุว่า ไม่มีอะไรเลย ส่วนเป็นอย่างไรบ้างนั้น ก็สบาย ๆ ก่อนเดินขึ้นศาลทันที

ที่มา : https://siamrath.co.th/politics/327028#google_vignette

'สรรเพชญ' ไม่ทิ้งชาวอยุธยา!! ส่งถุงยังชีพกว่า 3,000 ชุด กระจายช่วย 4 พื้นที่น้ำท่วม บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

“สรรเพชญ” ไม่ทิ้งชาวอยุธยา ส่งถุงยังชีพ กว่า 3,000 ชุด กระจายช่วย 4 พื้นที่ บรรเทาความเดือดร้อนจากอุทกภัย

วันนี้ (7 ตุลาคม 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งยังส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในหลายพื้นที่ ตนได้ประสานหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม เพื่อจัดส่งถุงยังชีพรวมกว่า 3,000 ชุด กระจายไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

ถุงยังชีพดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงคมนาคม บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) และผู้ประกอบการ และสายเรือ ร่วมกับการท่าเรือแห่งประเทศไทย ได้แก่ บริษัท นามยง เทอร์มินัล จำกัด (มหาชน) บริษัท เอ็น วาย เค ออโต้ โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ที ไอ พี เอส จำกัด บริษัท ยูนิไทย ชิปยาร์ด แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด บริษัท เอสชีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) ภายในประกอบด้วยอาหารแห้ง น้ำดื่ม และเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม

นายสรรเพชญ กล่าวว่า การส่งมอบถุงยังชีพได้ทยอยดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2569 ได้จัดส่งจำนวน 1,400 ชุด แบ่งเป็นพื้นที่อำเภออุทัย จำนวน 700 ชุด และอำเภอบางไทร จำนวน 700 ชุด

จากนั้น ในวันพุธที่ 7 ตุลาคม 2569 ได้จัดส่งเพิ่มเติมอีก 1,400 ชุด ไปยังอำเภอพระนครศรีอยุธยา จำนวน 700 ชุด และอำเภอเสนา จำนวน 700 ชุด ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ส่งถุงยังชีพไปยังอำเภอพระนครศรีอยุธยา โดยกรมเจ้าท่า แล้วกว่า 200 ชุด รวมถุงยังชีพที่ส่งถึงพี่น้องประชาชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแล้วทั้งสิ้นกว่า 3,000 ชุด

“ผมขอส่งความห่วงใยและกำลังใจไปถึงพี่น้องชาวพระนครศรีอยุธยาทุกครอบครัวที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วม กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมช่วยเหลือและยืนเคียงข้างประชาชนอย่างเต็มที่ โดยจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเร่งสนับสนุนความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ที่ยังได้รับความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พี่น้องประชาชนผ่านพ้นสถานการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกัน” นายสรรเพชญ กล่าว

ท่องเที่ยวไทยยังไม่ฟื้นเต็มตัว!! นักท่องเที่ยวไทยหายเกือบล้าน จีนดันยอดเที่ยวไทยรายสัปดาห์พุ่ง แต่ภาพรวมปี 2569 ยังติดลบ 3.88% ภูมิภาคเอเชียยังครองตลาดใหญ่

ปีนี้นักท่องเที่ยวหายไปเกือบ1ล้านคน
สองภาพนี้สะท้อนว่า ท่องเที่ยวไทยได้แรง+ระยะสั้นจาก Golden Week ของตลาดจีน ขณะที่ยอดสะสมยังต่ำกว่าปีก่อนและการฟื้นตัวแตกต่างกันมาก ในแต่ละตลาด

วิเคราะห์จากรายงานสัปดาห์ที่ 40 วันที่ 27 กันยายน–3 ตุลาคม 2569 โดยแยกการเติบโตเทียบสัปดาห์ก่อน หรือ WoW ออกจากการเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือ YoY ดังนี้ครับ

1. รายสัปดาห์ดีขึ้น แต่ยอดสะสมยังติดลบ
สัปดาห์นี้มีนักท่องเที่ยว 522,532 คน เพิ่มขึ้น 8.24% WoW ส่วนยอดสะสม 1 มกราคม–3 ตุลาคม
อยู่ที่ 23,452,895 คน ลดลง 3.88% YoY

2. จำนวนยังติดลบจากปีก่อน 9.47 แสนคน
เมื่อคำนวณย้อนกลับจากยอดสะสมและอัตราลดลง 3.88% ช่วงเดียวกันของปีก่อนน่าจะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 24.40 ล้านคน เทียบกับปีนี้ 23.45 ล้านคน หมายความว่าไทยยังต้องเร่งฟื้นอีกมากเพื่อปิดช่องว่าง แม้บางสัปดาห์จะมีข่าวการเติบโตเป็นบวกก็ตาม

3. จีนคิดเป็นประมาณ 99.6% ของยอดเพิ่มสุทธิทั้งสัปดาห์
จีนมี 133,946 คน เพิ่มขึ้น 41.98% คำนวณได้ว่าเพิ่มจากสัปดาห์ก่อนประมาณ 39,605 คน ขณะที่ทั้งประเทศเพิ่มสุทธิ 39,781 คน ดังนั้นตลาดอื่นทั้งหมดรวมกันเพิ่มเพียงประมาณ 176 คน หรือ 0.05% นี่คือหลักฐานสำคัญว่าแรงส่งสัปดาห์นี้กระจุกตัวสูง ทั้งนี้ ตลาดอื่นบางแห่งยังเติบโต แต่ถูกหักล้างด้วยตลาดที่ลดลง

4. การพึ่งพาตลาดหลักเข้มข้นขึ้นในสัปดาห์วันหยุด
จีน มาเลเซีย อินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้ รวมกันคิดเป็น 54.4% ของนักท่องเที่ยวสัปดาห์นี้ เทียบกับสัดส่วน 46.4% ในยอดสะสมปีนี้ โดยจีนประเทศเดียวมีสัดส่วนรายสัปดาห์ถึง 25.6% ธุรกิจที่พึ่งตลาดเหล่านี้มากจึงควรเตรียมรับความผันผวนหลังวันหยุด แต่ยังไม่ควรนำสัปดาห์พิเศษนี้ไปแทนโครงสร้างตลาดตลอดทั้งปี

5. สามภูมิภาคเอเชียยังเป็นฐานนักท่องเที่ยวหลักถึง 71.3%
เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ รวมกันมี 372,612 คน หรือประมาณ 7 ใน 10 ของนักท่องเที่ยวสัปดาห์นี้ ปฏิทินวันหยุดและความสะดวกในการเดินทางของตลาดเหล่านี้จึงมีน้ำหนักต่อจำนวนผู้เดินทางเข้าไทยสูง อย่างไรก็ตาม สัดส่วนจำนวนคนยังบอกไม่ได้ว่าแต่ละตลาดสร้างรายได้หรือกำไรมากเพียงใด

6. เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือเป็นตลาดใหญ่ที่สุด แต่ต้องแยกดูรายประเทศ
ภูมิภาคนี้มี 194,645 คน เพิ่มขึ้น 11.99% WoW คิดเป็น 37.3% ของทั้งหมด และยอดสะสมเพิ่ม 3.85% YoY ถือเป็นแรงพยุงสำคัญของปีนี้ แต่จีนมีสัดส่วนถึง 68.8% ภายในภูมิภาค การเติบโตระดับภูมิภาคจึงยังไม่แปลว่าจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และฮ่องกงดีขึ้นพร้อมกัน

7. เมื่อแยกจีนออก ตลาดอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือมีสัญญาณอ่อนลง
หากตัวเลขรายประเทศและรายภูมิภาคใช้ฐานเดียวกัน การคำนวณย้อนกลับพบว่า ตลาดในภูมิภาคนี้นอกเหนือจากจีนลดจากประมาณ 79,464 คน เหลือ 60,699 คน หรือลดลง 23.6% WoW
เป็นประเด็นที่ควรตรวจข้อมูลรายประเทศเพิ่มเติม เพราะค่าเฉลี่ยระดับภูมิภาคอาจบดบังตลาดที่กำลังอ่อนตัวอยู่

8. เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจุดอ่อนที่ต่อเนื่อง
สัปดาห์นี้มี 124,535 คน ลดลงเพียง 0.38% WoW ดูเหมือนแทบทรงตัว แต่ยอดสะสมลดลงถึง 15.40% YoY และทั้งไตรมาส 1–3 ยังติดลบต่อเนื่องที่ −18.49%, −10.78% และ −17.16% ตามลำดับ

9. มาเลเซียยังสำคัญมาก แม้ตัวเลขรายสัปดาห์ลดเล็กน้อย
มาเลเซียมี 59,871 คน ลดลง 0.64% WoW แต่คิดเป็นประมาณ 48.1% ของตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมียอดสะสมเกือบ 2.98 ล้านคน

10. อินเดียเป็นแรงส่งที่ชัดเจน และครองตลาดเอเชียใต้เกือบทั้งหมด
อินเดียมี 46,942 คน เพิ่มขึ้น 16.53% WoW และคิดเป็น 87.9% ของนักท่องเที่ยวเอเชียใต้ สะท้อนว่าเมื่อพูดถึงโอกาสจากเอเชียใต้ในสัปดาห์นี้ น้ำหนักส่วนใหญ่อยู่ที่อินเดีย

11. เอเชียใต้มีแรงฟื้นรายสัปดาห์ แต่แนวโน้มรายไตรมาสอ่อนลง
ทั้งภูมิภาคเพิ่ม 11.54% WoW แต่การเติบโต YoY เปลี่ยนจาก +12.73% ในไตรมาส 1 เป็น −4.65% ในไตรมาส 2 และ −14.68% ในไตรมาส 3 ทำให้ยอดสะสมอยู่ที่ −2.79%

12. ยุโรปเริ่มมีแรงส่ง แต่ยอดสะสมยังใกล้เคียงปีก่อน
ยุโรปมี 90,784 คน เพิ่มขึ้น 11.40% WoW แต่ยอดสะสมโตเพียง 0.27% YoY ส่วนรัสเซียมี 22,326 คน เพิ่มขึ้น 14.23% WoW และคิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของภูมิภาคตามการจัดกลุ่มในรายงาน จึงเห็นโอกาสเตรียมรับตลาดช่วงปลายปี แต่ยังต้องใช้ยอดจองล่วงหน้ามายืนยันความต่อเนื่อง

13. อเมริกาโตเร็วรายสัปดาห์ แต่ยังมีขนาดตลาดจำกัด
นักท่องเที่ยวจากอเมริกามี 20,610 คน เพิ่มขึ้น 17.05% WoW แต่คิดเป็นเพียง 3.9% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด และยอดสะสมโตเพียง 0.36% YoY
การอ่านเปอร์เซ็นต์เติบโตจึงต้องดูขนาดฐานควบคู่กัน สำหรับการจัดงบตลาด ควรพิจารณารายได้สุทธิต่อการจองและต้นทุนหาลูกค้าเพิ่มเติมด้วย

14. ตะวันออกกลางฟื้นเร็วที่สุดรายสัปดาห์ แต่ยังชดเชยช่วงต้นปีไม่ครบ
ภูมิภาคนี้มี 15,097 คน เพิ่มขึ้น 28.67% WoW สูงที่สุดในหกภูมิภาคที่แสดง ไตรมาส 3 ก็กลับมาโต 12.94% YoY หลังไตรมาส 2 ลดลง 27.94% แต่ยอดสะสมยังติดลบ 5.24% จึงเป็นสัญญาณฟื้นจากช่วงที่อ่อนแรง

15. ต้นเดือนตุลาคมยังต่ำกว่าปีก่อนใน 5 จาก 6 ภูมิภาค
ตารางด้านล่างของภาพให้สัญญาณที่ควรติดตาม แม้จำนวนรายสัปดาห์หลายภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นก็ตาม
นี่เป็นข้อมูลเพียงสามวันแรกของเดือน จึงไวต่อวันหยุดและตารางเที่ยวบิน ยังใช้ตัดสินผลทั้งเดือนตุลาคมไม่ได้

16. รายได้เฉลี่ยประมาณ 48,714 บาทต่อการเดินทาง ยังไม่ยืนยันว่าคุณภาพการท่องเที่ยวดีขึ้น
รายได้สะสม 1,142,485 ล้านบาท หรือประมาณ 1.142 ล้านล้านบาท หารด้วยนักท่องเที่ยวสะสม ได้ค่าเฉลี่ยประมาณ 48,714 บาท ตัวเลขนี้เป็นค่าเฉลี่ยตลอดการเดินทาง ไม่ใช่ต่อวัน และไม่ใช่กำไรของผู้ประกอบการ การประเมินการท่องเที่ยวคุณภาพสูงยังต้องดูระยะพัก ค่าใช้จ่ายต่อวัน รายได้ที่ตกถึงธุรกิจท้องถิ่น และการเปลี่ยนแปลงเทียบปีก่อน

17. ข้อความว่าตลาดระยะไกล “ชะลอตัว” ต้องระบุฐานเปรียบเทียบให้ชัด
หน้าสรุประบุว่าตลาดระยะไกลพักตัวก่อน High season แต่หน้ารายภูมิภาคแสดงว่ายุโรป อเมริกา และตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น WoW ทั้งหมด คำว่า “ชะลอ” อาจหมายถึงโตช้าลง เทียบกับแนวโน้มเดิม หรือใช้ขอบเขตตลาดต่างกัน จึงควรตรวจคำอธิบายเพิ่มเติมก่อนสรุปว่าจำนวนนักท่องเที่ยวระยะไกลกำลังลดลง

18. ยอดนักท่องเที่ยวรวมที่เพิ่มขึ้นยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าน้ำท่วมไม่มีผลกระทบ
รายงานประเมินว่าข่าวน้ำท่วมยังไม่ส่งผลโดยตรงต่อการท่องเที่ยว พร้อมระบุผลกระทบบางส่วนจากการยกเลิกเที่ยวบิน แต่ภาพไม่ได้แสดงจำนวนเที่ยวบิน ผู้โดยสาร หรือยอดจองที่ได้รับผลกระทบ จึงควรติดตามการยกเลิกห้องพัก การเลื่อนเดินทาง และยอดจองใหม่รายพื้นที่ เพราะแรงส่งจากวันหยุดอาจหักล้างผลกระทบบางส่วนในยอดรวมได้

ที่มา : https://www.facebook.com/100002109974754/posts/28540062775647341/?rdid=l0ZywjfzC8CNgsPn#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top