Friday, 28 August 2026
NEWS

วงการตลกอาลัย ‘โอเลี้ยง เชิญยิ้ม’ จากไปอย่างสงบ วัย 63 ปี รักษาตัวใน ICU นาน หลังปอดติดเชื้อ–ถุงลมโป่งพอง ลูกสาวเผยช่วงท้ายร่างกายไม่ตอบสนองต่อการรักษา

วงการตลกสูญเสียอีกครั้ง เมื่อตลกดัง โอเลี้ยง เชิญยิ้ม เสียชีวิตแล้วเช้านี้ที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศร์ ด้วยอาการปอดติดเชื้อและถุงลมโป่งพอง ในวัย 63ปี โดยทางเพจดาราภาพยนตร์ได้เผยถึงคำบอกเล่าของลูกสาวตลกดังว่า

“ช่วงหลังที่ผ่านมาคุณหมอให้หนูไปคุยถึงเรื่องแผนการรักษาของคุณพ่อเนื่องจากร่างกายแกไม่ตอบสนองต่อการรักษาแล้ว พ่อมีอาการโคม่า ปอดติดเชื้อเนื่องจากอยู่โรงพยาบาลในห้อง ICU นาน คุณหมอเลยให้ยาฆ่าเชื้อ แต่ร่างกายแกที่รับยา ไม่ตอบสนองต่อยาแล้ว พักหลังไม่สามารถพูดคุยได้ และไม่สามารถพยักหน้าตอบสนองใดๆ ได้เหมือนเดิมแล้ว ช่วงที่ผ่านมาไม่ใช่การรักษา แต่เป็นการซื้อเวลาค่ะ เพราะร่างกายคุณพ่อพร้อมจะไปได้ทุกเมื่อ และท่านก็จากไปอย่างสงบ ที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศร์ เมื่อช่วงเช้า (25 สิงหาคม 2569 )ที่ผ่านมา”

ที่มา : https://www.thaipost.net/entertainment-news/1057011/

สถาบันศึกษาจุดประกาย!! งาน Education Fair คึกคัก วิทยาลัยผู้นำร่วมให้คำแนะนำ เปิดทางเลือกศึกษา ม.ปลาย-มหาวิทยาลัย เคล็ดลับสมัครและค้นหาสายอาชีพ ณ รร.ไทยคริสเตียน

ภาพบรรยากาศวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคมได้เข้าร่วมงาน Education Fair ครั้งที่ 2/2569: Spark-Ed จุดประกายการเรียนรู้ ปลุกพลังในตัวคุณ ณ โรงเรียนไทยคริสเตียน

บอกเลยว่าวันนี้ หอประชุมชั้น 5 อาคาร 50 ปี คึกคักมาก น้องๆ ให้ความสนใจมาเดินชมงานและพูดคุยกับพี่ๆ ตัวแทนสถาบันการศึกษากันอย่างเนืองแน่น

งานนี้จัดเต็มทั้ง:
- แนวทางการเรียนต่อ ม.ปลาย & มหาวิทยาลัย
- บูทแนะแนวหลักสูตรสุดพิเศษจาก วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ที่มาร่วมให้คำแนะนำอย่างเป็นกันเอง
- เคล็ดลับการเตรียมตัวสมัครเรียน และการค้นหาสายอาชีพที่ใช่

หวังว่าทุกคนจะได้พลังและแรงบันดาลใจกลับไปพร้อมลุยต่อเพื่ออนาคตของตัวเองน้า

ที่มา : https://www.facebook.com/100064529986646/posts/1495088785985440/?rdid=D7DlwRuH3O2crky4#

'สุริยะ' สั่งเยียวยาเกษตรกร จ.น่าน!! เร่งช่วยเกษตรกรน่านน้ำท่วมหนัก เพิ่มอัตราเยียวยาเท่าตัว เร่งศึกษาสร้างอ่างเก็บน้ำใหม่ หวังแก้ปัญหาอุทกภัยซ้ำซาก

“สุริยะ” สั่งเร่งเยียวยาเกษตรกรได้รับผลกระทบน้ำท่วมน่าน - เผยได้อัตราเพิ่มขึ้นเท่าตัว หลังปรับเกณฑ์ใหม่ปี 2565 พร้อมสั่ง กษ.ศึกษาสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่ม-แก้ปัญหาระยะยาว

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงมาตรการเยียวยาเกษตรกร จากเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดน่าน ว่า ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยพิจารณากฎเกณฑ์ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ทั้งเกษตร ประมงและปศุสัตว์ โดยให้พิจารณามาตรการให้ชัดเจน แต่ขณะนี้ ชัดเจนแล้วว่า เกณฑ์เงินการเยียวยาจะเพิ่มเป็นเท่าตัว เนื่องจาก มีการประกาศไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่จะไม่มีผลย้อนหลัง

นายสุริยะ ยังเปิดเผยว่า การสำรวจความเสียหายพื้นที่ของเกษตรกร ขณะนี้ ดำเนินการแล้ว 80% แต่จำนวนงบประมาณทั้งหมด ยังไม่สามารถระบุได้ แต่ย้ำว่า เกษตรกรที่ได้รับที่ได้รับผลกระทบ จะได้รับเงินเยียวยาในอัตราที่เพิ่มขึ้นเท่าตัว ซึ่งได้ปรับกฎเกณฑ์ใหม่ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา พร้อมย้ำว่า เกณฑ์ใดที่เป็นประโยชน์ รัฐบาลจะดำเนินการให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ประสบภัยสูงสุด

ส่วนการแก้ไขปัญหาอุทกภัยซ้ำซากนั้น นายสุริยะ ระบุว่า เป็นข้อสังเกตที่นายกรัฐมนตรีมีความกังวลที่สุด เนื่องจาก อ่างน้ำในปัจจุบันไม่เพียงพอต่อการกักเก็บ และในแต่ละครั้งที่มีอุทกภัย รัฐบาลต้องใช้เงินเยียวยาครั้งละกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งประชาชนไม่ได้ต้องการเงินเยียวยา เนื่องจาก ไม่คุ้มและกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้ศึกษาลุ่มน้ำต่าง ๆ เพื่อสร้างอ่างกักเก็บน้ำขนาดกลาง และขนาดใหญ่ เพื่อรองรับน้ำเพิ่ม ซึ่งในจังหวัดน่าน ก็มีโครงการคลองเลี่ยงเมือง ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เคยทำการศึกษาไว้แล้ว คาดว่า จะใช้งบประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลกำลังพิจารณาว่าจะสามารถเอางบประมาณส่วนใดมาดำเนินการ และจะต้องใช้งบผูกพันปีละเท่าใด ซึ่งเชื่อว่า น่าจะแก้ไขปัญหานี้ได้

อึ้ง! สื่อเล็ก–ใหญ่ประโคมข่าว อ้าง “แหล่งข่าวความมั่นคงลับ” ยืนยันจ่าลั่นไกจาก ฮ. รีบลงข่าวเลยหลักฐานไม่ต้อง? - NEWS1

อึ้ง! สื่อเล็ก–ใหญ่ประโคมข่าว อ้าง “แหล่งข่าวความมั่นคงลับ” ยืนยันจ่าลั่นไกจาก ฮ.—หลักฐานอยู่ไหน?

กรณีนายซอและ ดือเลาะ อายุ 21 ปี ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนที่อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เริ่มจากนายรอมฎอน ปันจอร์ สส.พรรคประชาชน และอดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชาติ เผยแพร่ข้อมูลว่า มีวัยรุ่นถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์ ก่อนผู้บาดเจ็บและพี่ชายออกมาเล่าเหตุการณ์อย่างละเอียด

ล่าสุด หลายสำนักข่าวรายงานโดยอ้าง “แหล่งข่าวความมั่นคง” ซึ่งเป็นทหารที่ไม่เปิดเผยตัวว่า ผู้ลั่นไกเป็นทหารยศจ่า ใช้อาวุธ M16A2 ยิงจากเฮลิคอปเตอร์ ไม่ใช่ M60 ทั้งที่ยังไม่มีการเปิดเผยผลตรวจหัวกระสุน รอยเกลียวลำกล้อง หมายเลขอาวุธ บัญชีกระสุน หรือรายชื่อกำลังพลบนเที่ยวบิน

ข้อมูลดังกล่าวยังขัดแย้งกับคำชี้แจงของหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ซึ่งยืนยันว่าเฮลิคอปเตอร์ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่จริง แต่ไม่มีการนำอาวุธขึ้นอากาศยานและไม่ได้ใช้อาวุธยิงลงสู่พื้นดิน จึงยังไม่อาจนำคำกล่าวอ้างจากแหล่งข่าวนิรนามไปนำเสนอเสมือนกองทัพยอมรับเหตุการณ์แล้ว

สื่อมีสิทธิปกป้องแหล่งข่าว แต่ต้องแยกให้ชัดระหว่าง “คำกล่าวอ้าง” กับ “ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบแล้ว” โดยเฉพาะคดีความมั่นคงที่อาจขยายความขัดแย้ง หากไม่มีหลักฐานอิสระรองรับ การประโคมข่าวเช่นนี้ก็เสี่ยงทำให้สื่อกลายเป็นเครื่องมือของปฏิบัติการข่าวสารโดยไม่รู้ตัว

ที่มา : https://www.facebook.com/100064439212441/posts/1584855727005719/?rdid=UCf8ClyEFug0h8dn#

รอมฎอน ปันจอร์ พุดถึง นายกฯ อนุทิน!!

นายกฯ อนุทิน ควรตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ที่จะแนะโดยด่วน คลี่คลายความจริง ป้องกันความขัดแย้งบานปลาย

รอมฎอน ปันจอร์
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

ที่มา : https://www.facebook.com/100075687798430/posts/1083922077474042/?rdid=qNgntxiil7gaBcP9#

คปท. ดันแก้ปัญหาฟาร์มไก่!! พี่น้องตากฟ้ามอบของขวัญพริกหน่อไม้ ร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาลให้แก้ปมฟาร์มไก่ กรมควบคุมมลพิษ-กรมปศุสัตว์ร่วมสังเกตการณ์ ฟาร์มยินดีร่วมประชุมแก้ไขปัญหาร่วมกัน

นายพิชิต ไชยมงคล โพสต์ลงเฟสบุ๊ค

วันนี้ คปท.พาพี่น้องจาก อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์ มายื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาล เรื่องผลกระทบจากฟาร์มเลี้ยงไก่ โดยทางศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ประสาน กรมควบคุมมลพิษ และ กรมปศุสัตว์ มาร่วมประชุม มีมติว่า องค์กรส่วนกลางจะลงพื้นที่ร่วมกันกับ คปท.เพื่อแก้ไขปัญหา
ชาวบ้านนำ พริก หน่อไม้ป่า น้อยหน่าฝากมาให้ คปท.
ถือเป็นของขวัญที่ถูกใจที่สุด

ทางฟาร์มเลี้ยงไก่ประสานมาว่าอยากอธิบายในส่วนของฟาร์ม ก็ยินดีครับ เพื่อให้แก้ปัญหาร่วมกันทุกฝ่ายไปพร้อมๆกัน

ที่มา : https://www.facebook.com/100002212974152/posts/27976393002017757/?rdid=48pJ2LjhiopluAwh#

ไทยเตรียมดัน “เขาวัง” เพชรบุรี!! สู่บัญชีเบื้องต้นยูเนสโก ลุ้นขึ้นทะเบียนมรดกโลก เน้นคุณค่าทางวัฒนธรรม มีชุมชนร่วมอนุรักษ์อย่างใกล้ชิด

ประเทศไทยกำลังเตรียมเสนอชื่อ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี หรือที่รู้จักกันในชื่อ เขาวัง จังหวัดเพชรบุรี เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก

พระนครคีรีสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2402 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 กลุ่มพระราชวังบนยอดเขาแห่งนี้ถือเป็นพระราชวังบนภูเขาแห่งแรกของไทยที่เป็นที่รู้จัก โดยตั้งอยู่ครอบคลุมยอดเขา 3 ยอด มองเห็นทิวทัศน์เมืองเพชรบุรี

ขณะนี้ กรมศิลปากรกำลังศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ และเตรียมข้อมูลเพื่อเสนอเข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้นของไทยต่อยูเนสโก โดยมีประเด็นสำคัญที่ใช้พิจารณา ได้แก่ คุณค่าทางวัฒนธรรม คุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล และการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่

ที่มา : https://www.facebook.com/100083385874935/posts/1060972830025570/?rdid=oTYel1aBq6V4IUQT#

อาลัย ‘เอ๋ ศุภมงคล’ อาสาสมัครหัวใจใหญ่ คนทำงานอาสาผู้เป็นที่รักของเพื่อนร่วมภารกิจ ‘วีระศักดิ์’ รำลึก 20 ปีมิตรภาพและงานอาสาเพื่อสังคม ‘เอ๋ ศุภมงคล’ สุภาพ เอื้อเฟื้อ อดทน และทุ่มเทเพื่อสาธารณะ ผู้ทำเกินหน้าที่ด้วยหัวใจเต็มร้อย

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ โพสในเฟสบุ๊ค

เช้านี้ ผมได้รับทราบข่าวการจากไปโดยกระทันหันของ " เอ๋ " คุณศุภมงคล รัตนจิตร ด้วยความเสียใจและเสียดายอย่างยิ่ง

กว่า20ปี ที่ผมกับเอ๋ได้เห็นกันและกันในแวดวงคนทำงานอาสาสมัครเพื่อสังคม ตั้งแต่รุ่นการก่อตั้งรายการวิทยุ ร่วมด้วยช่วยกัน  เอ๋เป็นผู้มีความดื่มด่ำในการงานทำประโยชน์สาธารณะมาเสมอ เอ๋มีอัปนิสัยเอื้อเฟื้อ สุภาพ และมีอารมณ์ขัน

แต่สิ่งที่แฝงไว้ลึกๆเสมอคือ เอ๋สนใจคนรอบข้าง เข้าใจความทุกข์ และอดทนที่จะทำเกินหน้าที่แทบทุกกิจกรรม เอ๋จีงเป็นที่รัก ที่เคารพยกย่องในความมีอุดมคติ ที่ถือปฏิบัติ

ทั้งจากผู้อาวุโสกว่า เพื่อนร่วมงาน และอาสาสมัครรุ่นน้องๆ

เอ๋ดูจะสนุกกับการลุยบุกเข้าไปในพื้นที่ภัยพิบัติเพื่อส่งมอบความช่วยเหลือให้เพื่อนร่วมส้งคมที่ประสบภ้ย

แม้ทางจะลำบาก แต่รอยยิ้มและท่าทีอันนอบน้อมในการส่งมอบความช่วยเหลือก็เป็นบุคลิกที่ผมแอบมองด้วยความชื่นชมน้องคนนี้บ่อยๆ

แล้วชะตาก็พาให้ผมกับเอ๋ได้มาร่วมภารกิจกัน ที่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก สภากาชาดไทยในช่วง 10ปีที่ผ่านมา

เอ๋ยังคงเส้นคงวา เสมอต้นเสมอปลายในการทำภารกิจอย่างน่าภาคภูมิใจ

ได้ร่วมกันถวายงาน..ได้ออกภาคสนามลุยน้ำลุยโคลนช่วยเหลือผู้ประสบภัย..ได้ใจเพื่อนร่วมงาน..ได้เป็นที่รักและไว้วางใจในฝีมือการออกแบบวิธีเข้ากู้ภัย ในพื้นที่น้ำเชี่ยว..ไฟฟ้ารั่ว..และเป็นเวลาค่ำมืด..ในพื้นที่ที่มีน้อยคนจะฝ่าเข้าไปถึงได้...จบภารกิจก็จอดรถนอนค้างแรมในปั้มน้ำมันบ้าง..บางทีก็ยอมขับรถเดินทางไกลออกไปเพื่อไปแวะฟอกไต..รุ่งสางกลับมาเข้าพื้นที่ภัยพิบัติ ปฏิบัติภารกิจต่อ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ใจเต็มร้อย

ผมถามบ่อยๆว่า เอ๋ เหนื่อยก็พัก เรามาสร้างมาฝึกคนรุ่นใหม่ให้เข้าใจ ได้ทักษะงานสนามกันดีมั้ย..เอ๋ยิ้มแก้มฉีก แล้วน้อมตัวตอบอย่างเคยว่า .."ยังจัดการได้สบายครับอาจารย์...ขอบคุณครับ.."

วันนี้ เอ๋ หลับสนิทแล้ว

ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและขอให้คุณงาม และความดีที่เอ๋ได้ปฏิบัติจนเป็นวัตร เป็นกุศลผลบุญให้การเดินทางครั้งสุดท้ายนี้พาส่งเอ๋จนถึงแดนสวรรค์ เพื่อให้เอ๋ได้พักผ่อนในแดนที่สงบเย็นสบาย

เอ๋จะย้งคงเป็นแรงบันดาลใจให้รุ่นถัดไปได้เล่าขานและสืบสานงานทำประโยชน์ในฐานะอาสาสมัครที่ยิ่งใหญ่เสมอ

ด้วยจิตคาราวะ

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์

กรรมการและเลขาธิการ

มูลนิธิ อาสา เพื่อนพึ่ง (ภาฯ)ยามยาก

สภากาชาดไทย

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1427278425882005&id=100057995831937&rdid=eyGkkVdWaJdqMOqv#

“สร้างรั้วไม่ยาก” แต่ต้องไม่พลาด!! กองทัพเรือนำสื่อดูรั้วชายแดนจันทบุรี รั้วมั่นคงไทย–กัมพูชาเฟสแรกเสร็จ 1.3 กม. กองทัพเรือเตรียมขยายต่ออีก 7.07 กม. ยันสร้างด้วยความรอบคอบและโปร่งใส

กองทัพเรือเปิดให้สื่อชมรั้วมั่นคงชายแดนจันทบุรีเฟสแรก ย้ำ “การสร้างรั้วไม่ยาก แต่ยากกว่าคือทำอย่างไรให้สร้างได้โดยเรียบร้อย”

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 23–24 สิงหาคม 2569 สำนักงานโฆษกกองทัพเรือได้นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่แนวชายแดนไทย–กัมพูชา จังหวัดจันทบุรี เพื่อเยี่ยมชมความสำเร็จของการก่อสร้าง “รั้วมั่นคง” ระยะที่ 1 บริเวณหลักเขตแดนที่ 52–54 อำเภอโป่งน้ำร้อน ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จเป็นระยะทางประมาณ 1.3 กิโลเมตร

รั้วมั่นคงดังกล่าวเป็นรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กติดตั้งลวดหนามหีบเพลง มีความสูงรวมประมาณ 3.35 เมตร มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมพื้นที่ ลดช่องทางการลักลอบข้ามแดน ป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ และสนับสนุนการเฝ้าตรวจของเจ้าหน้าที่ตามแนวชายแดน

สำหรับการดำเนินงานในระยะต่อไป กองทัพเรือเตรียมขยายแนวรั้วจากหลักเขตแดนที่ 54–59 ระยะทางประมาณ 7.07 กิโลเมตร เพื่อให้การรักษาความมั่นคงในพื้นที่มีความต่อเนื่องและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า ความสำคัญของโครงการนี้ไม่ได้อยู่เพียงการก่อสร้างรั้วให้แล้วเสร็จ แต่อยู่ที่กระบวนการทำให้สามารถดำเนินการได้อย่างเรียบร้อย โดยต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาร่วมกันของทั้งสองประเทศบนพื้นฐานของความเข้าใจร่วมกัน ทั้งในด้านข้อกำหนดทางเทคนิค (Technical Instruction) การสำรวจและกำหนดแนวพื้นที่ ตลอดจนการจัดระเบียบชายแดน เพื่อป้องกันการกระทบกระทั่งที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง

ขณะเดียวกัน การดำเนินงานยังต้องอาศัยการบูรณาการระหว่างหน่วยงานของไทยและการประสานงานในระดับพื้นที่ เพื่อให้ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างรอบคอบ และไม่กระทบต่อสิทธิและวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่

“การสร้างรั้วอาจไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งที่ยากกว่าคือการทำอย่างไรให้สามารถสร้างรั้วได้โดยเรียบร้อย เพราะทุกเมตรของแนวรั้วเกี่ยวข้องทั้งกับอธิปไตย ความมั่นคง วิถีชีวิตของประชาชน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”

รั้วมั่นคงจึงไม่ใช่เพียงสิ่งป้องกันทางกายภาพ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบรักษาความมั่นคงชายแดนที่เชื่อมโยงทั้งถนนตรวจการณ์ จุดเฝ้าตรวจ บังเกอร์ หลุมบุคคล หลุมหลบภัย การลาดตระเวน การข่าว และกำลังพลที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่อง

ภายหลังเยี่ยมชมแนวรั้ว คณะสื่อมวลชนได้ลงพื้นที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านเขาแหลมและจุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด เพื่อรับฟังสถานการณ์และมาตรการควบคุมช่องทางผ่านแดน โดยกองทัพเรือยังคงดำเนินมาตรการ “ปิดด่าน 100%” ควบคู่กับการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจช่องทางธรรมชาติ เพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดนและการกระทำผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ คณะยังได้ลงพื้นที่ “รูปตัว ก” ระหว่างหลักเขตแดนที่ 64–65 บ้านผักกาด อำเภอโป่งน้ำร้อน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กองทัพเรือได้เข้าแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงเส้นทางน้ำกั้นเขตแดน รวมถึงเยี่ยมชมบังเกอร์ที่ได้รับการปรับปรุง ณ ฐานปฏิบัติการที่ 6 และติดตามการปฏิบัติงานของกำลังพลแนวหน้า เพื่อให้เห็นภาพว่าการรักษาความมั่นคงชายแดนจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเชื่อมโยงกันทั้งระบบ

การนำสื่อมวลชนลงพื้นที่ครั้งนี้ กองทัพเรือมุ่งให้สาธารณชนได้รับทราบข้อเท็จจริงจากพื้นที่จริง และเห็นภาพการดำเนินงานด้านความมั่นคงชายแดนอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การจัดระเบียบพื้นที่ การป้องกันการลักลอบกระทำผิด ไปจนถึงการดูแลอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน

กองทัพเรือยืนยันว่าจะดำเนินการพัฒนาระบบรักษาความมั่นคงชายแดนอย่างรอบคอบ โปร่งใส และคำนึงถึงผลกระทบทุกด้าน เพื่อรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ ควบคู่กับการดูแลสิทธิและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่อย่างเหมาะสม

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

24 สิงหาคม 2569

หนุ่มน้อยวัย 8 ขวบสร้างชื่อ!! ‘น้องอาชวิน’ คว้าแชมป์ Rapid รุ่น U8 ศึกหมากรุกเยาวชนเอเชียตะวันออก รายการ Eastern Asian Youth Chess 2026 ที่จีนรวมเยาวชนต้นแบบหมากรุก

“น้องอาชวิน” ด.ช.อาชวิน โกระวิโยธิน หนุ่มน้อยวัยเพียง 8 ขวบ ได้สร้างปรากฏการณ์ชวนอึ้งและทำเอาคนไทยทั้งประเทศใจฟูไปตามๆ กัน เมื่อน้องสามารถกวาดรางวัล “ชนะเลิศอันดับ 1” ประเภท Rapid (หมากรุกเกมเร็ว) รุ่นอายุไม่เกิน 8 ปี (B08) จากเวทีการแข่งขันหมากรุกระดับนานาชาติสุดยิ่งใหญ่ Eastern Asian Youth Chess Championships 2026 ที่เมืองไห่หนาน ประเทศจีน มาครองได้สำเร็จ

สำหรับทัวร์นาเมนต์ Eastern Asia Youth Chess Championships 2026 ในปีนี้ถือเป็นการจัดงานครั้งที่ 10 แล้ว ถือเป็นเวทีประลองปัญญาระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกที่รับรองโดยสหพันธ์หมากรุกสากล (FIDE) อย่างเป็นทางการ

เวทีนี้จะรวมเอาเหล่าตัวตึงเยาวชนนักโขกหมากรุก ตั้งแต่อายุไม่เกิน 8 ไปจนถึง 18 ปี จากหลากหลายประเทศในเอเชียตะวันออก มาดวลกึ๋นกันแบบเข้มข้น ทั้งในประเภทเกมมาตรฐาน (Standard) เกมเร็ว (Rapid) และเกมสายฟ้า (Blitz)

นอกจากจะเป็นเวทีเก็บเกี่ยวประสบการณ์ระดับอินเตอร์แล้ว ยังเป็นบันไดสำคัญที่นักหมากรุกเยาวชนจะสามารถต่อยอดเพื่อคว้า Title (ตำแหน่งระดับสากล) อย่าง CM (Candidate Master) หรือ FM (FIDE Master) ได้ในอนาคตด้วย

การที่เด็กไทย น้องอาชวิน วัยแค่ 8 ขวบ ไปฝ่าฟันจนคว้าที่ 1 ท่ามกลางยอดฝีมือจากทั่วเอเชียมาได้ บอกเลยว่าโปรไฟล์ไม่ธรรมดา

ขอส่งเสียงตบมือดัง ๆ และขอร่วมแสดงความยินดีอย่างเป็นทางการกับน้องอาชวิน รวมถึงครอบครัวและทีมโค้ชผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในครั้งนี้ด้วยนะคะ

ขอขอบคุณภาพและติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ : Thailand Chess Association (สมาคมกีฬาหมากรุกสากลแห่งประเทศไทย)

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1519064196902516&id=100063968496755&post_id=100063968496755_1519064196902516&rdid=6QD12AtRiDYdE6wF#

BAFS มอบข้าวช่วยภัย จ.น่าน ส่งข้าวสารกว่า 1 ตันแก่กองทัพภาค 3 มอบช่วยผู้เดือดร้อนในจังหวัดน่าน ตั้งเป้าบรรเทาทุกข์น้ำท่วมฉับพลัน ยืนหยัดเคียงข้างคนไทยในวิกฤต

BAFS มอบข้าวสาร 1 ตัน ให้แก่กองทัพภาคที่ 3 เร่งส่งต่อความช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบอุทกภัย จ.น่าน

ม.ล. ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS พร้อมด้วยผู้บริหารและพนักงานบริษัทในเครือ (BAFS Group) ส่งมอบข้าวสารจากโครงการทหารพันธุ์ดีฯ แปลงนาข้าวเกษตรอินทรีย์พื้นที่คลังน้ำมันพิจิตร จำนวน 1,008 กิโลกรัม เพื่อมอบให้กองทัพภาคที่ 3 สำหรับแจกจ่ายบรรเทาความเดือดร้อนแก่นักเรียนและบุคลากรของโรงเรียนชุมชนศิลาแลง อ.ปัว จ.น่าน รวมถึงประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ณ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่

BAFS Group ตระหนักถึงผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน จากสถานการณ์อุทกภัยฉับพลันในพื้นที่จังหวัดน่าน พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเพื่อสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด ด้วยความห่วงใยพร้อมยืนหยัดเคียงข้างคนไทยในทุกวิกฤต #BAFSเติมเต็มโลกด้วยธุรกิจที่ยั่งยืน

ไบเทคลุยจัด GASTECH!! เป็นเจ้าภาพงานพลังงานใหญ่ครั้งที่ 54 15-17 ก.ย. 69 ที่ไบเทค กรุงเทพฯ กว่า 50,000 คนจาก 150+ ประเทศร่วมงาน ย้ำจุดยืนไทยในเวทีพลังงานโลก

ไบเทคได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดงาน GASTECH 2026 อย่างเป็นทางการในกรุงเทพฯ
มหกรรมนิทรรศการและการประชุมด้านพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะจัดขึ้น
ระหว่าง 14-17 กันยายน 2569

กรุงเทพฯ, 24 สิงหาคม 2569 – ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ในเครือภิรัชบุรีกรุ๊ป ได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดงานอย่างเป็นทางการสำหรับ GASTECH 2026 งานนิทรรศการและการประชุมระดับโลกด้านก๊าซธรรมชาติ LNG ไฮโดรเจน เทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศ และปัญญาประดิษฐ์ในภาคพลังงาน ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 54 โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569 ณ กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้นำด้านพลังงาน ผู้กำหนดนโยบาย และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมจากทั่วโลกมาร่วมงาน การได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดงานในครั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของไบเทคในการรองรับการจัดนิทรรศการและการประชุมระดับนานาชาติขนาดใหญ่ พร้อมตอกย้ำบทบาทของไบเทคในฐานะสถานที่จัดงานที่ได้รับความไว้วางใจสำหรับงานธุรกิจระดับโลก

งาน GASTECH 2026 ดำเนินการจัดงานโดย dmg events โดยมีกระทรวงพลังงานเป็นเจ้าภาพ ร่วมด้วยสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB เป็นเจ้าภาพร่วมระดับชาติ และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมเป็นพันธมิตรหลัก นับเป็นก้าวสำคัญของกรุงเทพมหานครและอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ของไทย การที่ไบเทคได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดงานอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพและความพร้อมของไบเทคในการรองรับงานระดับนานาชาติที่มีความสำคัญและมีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก พร้อมทั้งมีส่วนสนับสนุนการเติบโตของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางสำหรับการจัดนิทรรศการ การประชุม และงานธุรกิจระดับโลก นอกจากนี้ GASTECH 2026 ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่กรุงเทพฯ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานจากต่างประเทศกว่า 50,000 คน จากมากกว่า 150 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและสร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจในพื้นที่ ตลอดจนส่งเสริมภาคการบริการ การท่องเที่ยว และธุรกิจในกรุงเทพฯ

นายจักริน อังประทีป ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายพัฒนาโอกาสทางธุรกิจและบริหารพื้นที่ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค เปิดเผยว่า "เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับงาน GASTECH 2026 สู่กรุงเทพมหานคร โอกาสนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์ของไทย ตลอดจนความพร้อมของไบเทคในการรองรับงานระดับโลก การได้เป็นสถานที่ในการจัดงานที่สำคัญอย่าง GASTECH คือเครื่องยืนยันความมุ่งมั่นของเราในการยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถมอบประสบการณ์การจัดงานที่ราบรื่นและเปี่ยมด้วยมาตรฐานระดับโลกให้แก่ผู้จัดงาน ผู้แสดงสินค้า และผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน"

ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน ไบเทคมีความเชี่ยวชาญในการรองรับงานนิทรรศการ การประชุม และงานอีเวนต์ขององค์กรระดับนานาชาติในหลากหลายอุตสาหกรรม ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ออกแบบมาเพื่อการจัดงานโดยเฉพาะ ทีมงานผู้เชี่ยวชาญ และบริการด้านสถานที่จัดงานครบวงจร ไบเทคพร้อมสนับสนุนผู้จัดงานในขั้นตอน ตั้งแต่การวางแผนไปจนถึงการดำเนินงาน เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายทั้งในด้านการบริหารจัดการ การขนส่ง และการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมงาน

GASTECH 2026 ถือเป็นเวทีการค้าที่เชื่อมโยงอุปสงค์และอุปทานด้านพลังงานระดับโลกเข้าด้วยกัน โดยใน ปีนี้จะยิ่งใหญ่และล้ำหน้ากว่าที่เคย ภายในงานจะประกอบด้วยพื้นที่นิทรรศการขนาดใหญ่ที่รวบรวมบริษัทชั้นนำกว่า 1,000 แห่ง และพาวิลเลียนระดับประเทศอีก 15 แห่ง เพื่อเป็นศูนย์กลางความร่วมมือของอุตสาหกรรม ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการประชุมสัมมนาเชิงกลยุทธ์ที่รองรับผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 8,000 คน พร้อมวิทยากร 1,000 คน ครอบคลุมเนื้อหามากกว่า 200 หัวข้อสัมมนา บนเวทีเสวนาย่อย 12 แห่ง โดยมุ่งเน้นแนวทางและโซลูชันที่สามารถนำไปขับเคลื่อนได้ในระยะใกล้ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ควบคู่กับการเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม และการสร้างระบบพลังงานที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคตในระดับโลก

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่ผู้คนจับตามองในปีนี้คือ การจัดงานประชุม AixEnergy ซึ่งจัดขึ้นพร้อมกันภายในพื้นที่เดียวกัน ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาพลิกโฉมความต้องการและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างรวดเร็ว AixEnergy จะเป็นเวทีเจาะลึกการผสานรวม AI เข้ากับระบบการกระจายพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ความต้องการศูนย์ข้อมูล (Data Center) สำหรับ AI ทั่วโลกกำลังพุ่งสูงขึ้น และประเทศไทยเองก็กำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค เวทีเสวนาเฉพาะทางนี้จะรวบรวมวิทยากร 120 ท่าน ใน 28 เซสชัน รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผู้บริหารฝ่ายจัดซื้อจากกลุ่มธุรกิจ Hyperscaler ซีอีโอบริษัทสาธารณูปโภค และนักลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะมาร่วมหารือถึงความท้าทายสำคัญ ทั้งในด้านการผลิตกระแสไฟฟ้า ความเสถียรของโครงข่ายไฟฟ้า และบทบาทของ AI ในภาคอุตสาหกรรม

ไบเทคยังคงเดินหน้าพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก การบริการ และศักยภาพในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอของผู้จัดงานจากทั่วโลก พร้อมมุ่งสร้างพื้นที่ที่เชื่อมโยงภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และชุมชนเข้าด้วยกัน โดยมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ของไทย และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจจากการจัดงานธุรกิจระดับนานาชาติให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในระหว่างการเตรียมความพร้อมสู่งาน GASTECH 2026 ไบเทคพร้อมทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับผู้จัดงาน พันธมิตร และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อส่งมอบงานที่ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบ โอกาสในการเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงเสริมความแข็งแกร่งให้กับไบเทคในฐานะสถานที่จัดงานที่ได้รับความไว้วางใจในระดับโลก แต่ยังมีส่วนช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่องในฐานะหมุดหมายปลายทางสำหรับการจัดงานธุรกิจระดับนานาชาติ

‘สรรเพชญ’ ลงพื้นที่ปัตตานี!! ปัตตานีระทึกหลังเหตุไม่สงบหลายพื้นที่ ติดตามเหตุไม่สงบ 51 จุด เร่งสำรวจความเสียหาย–ฟื้นฟูบริการประชาชน ชี้ผลกระทบไม่ใช่แค่ทรัพย์สิน แต่กระทบชีวิตชุมชน

“สรรเพชญ” ลงพื้นที่ด่วน ปัตตานี ติดตามสถานการณ์เหตุความไม่สงบ เร่งสำรวจความเสียหายเพื่อซ่อมแซม ฟื้นฟู เยียวยา พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ และประชาชน

วันนี้ (23 สิงหาคม 2569) เวลา 18.00 น. นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นายแวรุสลัน มาสาและ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และนายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดปัตตานี เพื่อติดตามสถานการณ์และความเสียหายจากเหตุความไม่สงบที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา พร้อมพบปะให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และพี่น้องประชาชน โดยมีนางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายบาฮารุดดีน ยูโซะ สส. ปัตตานี เขต 1 นายคอซีย์ มามุ สส. ปัตตานี เขต 2 นายบูรฮันธ์ สะเม๊าะ สส. ปัตตานี เขต 3 และนายชนธัญ แสงพุ่ม รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมลงพื้นที่ หลังได้รับรายงานสถานการณ์การก่อเหตุพร้อมกันหลายพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อมาติดตามสถานการณ์จากพื้นที่จริงและรับฟังข้อมูลจากเจ้าหน้าที่โดยตรง

จุดแรก นายสรรเพชญ ได้ลงพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางเขา อำเภอหนองจิก ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุบุกเข้าไปภายในพื้นที่ อบต. ก่อนลอบวางเพลิงรถราชการภายในโรงจอดรถ ส่งผลให้รถดับเพลิงและรถเก็บขยะของ อบต.ได้รับความเสียหายอย่างหนักจำนวน 2 คัน ซึ่งรถทั้งสองคันเป็นเครื่องมือสำคัญในการให้บริการประชาชนในพื้นที่ เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและติดตามผู้ก่อเหตุ

จากนั้น นายสรรเพชญและคณะ ได้เดินทางต่อไปยังบริเวณร้าน 7-Eleven บ้านบางปู อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดที่เกิดเหตุในคืนเดียวกัน โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุใช้อาวุธเข้าควบคุมสถานการณ์ภายในร้าน ก่อนให้พนักงานและประชาชนออกจากพื้นที่ แล้วก่อเหตุวางระเบิดและจุดไฟ ส่งผลให้ตัวร้านและทรัพย์สินภายในได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทั้งนี้ นายสรรเพชญได้ตรวจดูสภาพความเสียหาย รับฟังข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ และให้กำลังใจประชาชนและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

เหตุที่ อบต.บางเขา และร้าน 7-Eleven บางปู เป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายพื้นที่ตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 22 สิงหาคม โดย กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า สรุปสถานการณ์ ณ เวลา 24.00 น. พบเหตุรวม 51 เหตุการณ์ใน 21 อำเภอของจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีทั้งการลอบวางระเบิด วางเพลิงสถานที่ราชการ ทำลายกล้องวงจรปิด ระบบสื่อสารและสาธารณูปโภค รวมถึงการเผาทรัพย์สินของทางราชการและเอกชน

นายสรรเพชญกล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ต้องการมาติดตามสถานการณ์ด้วยตนเอง ทั้งในจุดที่เป็นหน่วยงานราชการและพื้นที่ประกอบการของภาคเอกชน เพื่อให้เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงกับประชาชนในหลายมิติ หลังเสร็จสิ้นภารกิจในจังหวัดกระบี่จึงได้เดินทางต่อมายังจังหวัดปัตตานีทันที

“เมื่อคืนเมื่อทราบข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมติดตามสถานการณ์มาโดยตลอด วันนี้หลังเสร็จภารกิจที่จังหวัดกระบี่ จึงเดินทางต่อมายังจังหวัดปัตตานี เพื่อมาดูพื้นที่จริง มารับฟังจากเจ้าหน้าที่ และที่สำคัญคือมาให้กำลังใจทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะอาคารหรือทรัพย์สิน แต่กระทบถึงการให้บริการประชาชน การประกอบอาชีพ และการใช้ชีวิตประจำวันของคนในพื้นที่ด้วย” นายสรรเพชญกล่าว

นายสรรเพชญกล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ อบต.บางเขา รถดับเพลิงและรถเก็บขยะที่ได้รับความเสียหายถือเป็นเครื่องมือที่ท้องถิ่นใช้ให้บริการประชาชนโดยตรง ขณะที่เหตุที่ร้าน 7-Eleven บางปู ก็สะท้อนให้เห็นว่าผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสถานที่ราชการ แต่ยังลามไปถึงภาคธุรกิจ พนักงาน ลูกค้า และประชาชนทั่วไปในชุมชน ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งสำรวจความเสียหาย ดูแลผู้ได้รับผลกระทบ และทำให้บริการที่จำเป็นต่อประชาชนสามารถกลับมาดำเนินการได้โดยเร็ว

นอกจากนี้ นายสรรเพชญได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีเร่งสำรวจและรวบรวมความเสียหายจากจุดเกิดเหตุต่าง ๆ ในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ทั้งทรัพย์สินของทางราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และส่วนที่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการประชาชน เพื่อจัดทำรายละเอียดความเสียหายและกรอบวงเงินที่จำเป็น ก่อนเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล สำหรับการซ่อมแซม ฟื้นฟู และเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยเร็ว พร้อมย้ำว่าต้องเร่งดำเนินการให้บริการที่จำเป็นต่อประชาชนสามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติ และไม่ปล่อยให้ผลกระทบจากเหตุการณ์ยืดเยื้อไปถึงการดำเนินชีวิตของประชาชนในพื้นที่

ในส่วนของกระทรวงคมนาคม นายสรรเพชญได้กำชับหน่วยงานในสังกัดที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประสานข้อมูลกับฝ่ายปกครอง ฝ่ายความมั่นคง และหน่วยงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเส้นทางคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ในความรับผิดชอบ เพื่อให้สามารถรับมือและแก้ไขผลกระทบได้ทันต่อสถานการณ์

“วันนี้สิ่งที่อยากฝากถึงเจ้าหน้าที่ทุกคนคือขอเป็นกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ และขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องประชาชนทั้งปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เราต้องช่วยกันประคับประคองสถานการณ์ และทำให้การดำเนินชีวิตของประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ผมเองจะติดตามสถานการณ์ และในส่วนที่กระทรวงคมนาคมสามารถเข้าไปสนับสนุนหรือแก้ไขปัญหาได้ ก็จะดำเนินการอย่างเต็มที่” นายสรรเพชญกล่าว

เปิดข้อเสนอพัฒนา “จะนะ” ตามกรอบ SEA !! ชู 7 หมวดอุตสาหกรรม เดินหน้าเศรษฐกิจควบคู่สิ่งแวดล้อม ตั้งเป้างานกว่า1.2แสนอัตรา เชื่อมเศรษฐกิจภาคใต้ รับฟังเสียงชุมชนครบวงจร

เปิดรายงานข้อเสนอพัฒนา “จะนะ” ตามกรอบ SEA กับ 7 หมวดอุตสาหกรรม

พลันที่ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ”รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีคมนาคม เตรียมผลักดันนิคมอุตสาหกรรมจะนะ และท่าเรือจะนะเข้าที่ประชุม ครม.สัญจร ที่หาดใหญ่ระหว่าง 31 สิงหาคม-1 กันยายนนี้ ก็มีเสียงคัดค้านจากภาคประชาสังคมอื้ออึงขึ้นมา เพราะเป็นโครงการเก่าที่ถูกคัดค้านมานาน

นิคมอุตสาหกรรมก้าวหน้าจะนะเป็นโครงการที่อยู่ภายใต้การดูแลของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่คิดริเริ่มมานานนับสิบปี แต่ถูกชาวบ้านส่วนหนึ่งคัดค้าน พร้อมเรียกร้องให้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ ส่วนหนึ่งก็สนับสนุนโครงการ เพราะเห็นถึงความก้าวหน้า การจ้างงาน เป็นต้น

เปิดผลการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEC)

ชูศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้ เชื่อมสงขลา-ปัตตานี ดันอุตสาหกรรมควบคู่สิ่งแวดล้อม

ข้อเสนอการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจแบบครบวงจร อ.จะนะ จ.สงขลา ภายใต้กรอบการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ SEA ถูกนำเสนอเป็นแนวทางพัฒนาพื้นที่ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยยึดแนวคิด “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”

สาระสำคัญของข้อเสนอ ระบุว่า เป้าหมายการพัฒนาตามมติ ครม. วาง “ศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้” ไว้ 2 แกนสำคัญ ได้แก่ สงขลา → หัวรถจักรเศรษฐกิจ-โลจิสติกส์ และ ปัตตานี → ฐานอาหาร-ฮาลาล-พหุวัฒนธรรม

สำหรับศักยภาพของจังหวัดสงขลา มีทั้งทำเลยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงอาเซียนและเส้นทางขนส่งทางทะเล เชื่อมโยงพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ตลอดจนมีความได้เปรียบด้านการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนจากการเชื่อมโยงสองมหาสมุทร รวมถึงฐานเดิมด้านยางพารา อาหาร บริการ การศึกษา และการแพทย์

ข้อเสนอ SEA แบ่งแนวทางพัฒนาออกเป็น 7 หมวดอุตสาหกรรม ได้แก่ เกษตรแปรรูป อาหาร-ฮาลาล ยา-สมุนไพร อุตสาหกรรม อุตสาหกรรมเบา-นวัตกรรม พลังงานทดแทน และกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับระบบโลจิสติกส์ โดยมีแนวคิดพัฒนา “Halal Supply Chain” การท่องเที่ยว และการค้าชายแดนควบคู่กัน

เลือกพื้นที่อย่างไร ต้องตอบโจทย์สิ่งแวดล้อม

หนึ่งในประเด็นสำคัญของข้อเสนอคือการเปรียบเทียบพื้นที่ทางเลือก โดยพื้นที่ อ.สิงหนคร (ขยายนิคมฯ) มีข้อเสนอให้พิจารณาเรื่องทางเข้า-ออก ปากทะเลสาบแคบ ประเด็นการจำกัดพื้นที่ และผลกระทบต่อชุมชน รวมถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศทะเลสาบสงขลา

ขณะที่พื้นที่ อ.จะนะ ถูกเสนอเป็นพื้นที่ทางเลือกใหม่ เนื่องจากมีความได้เปรียบด้านทำเล ความกว้างขวางของพื้นที่ สามารถรองรับการพัฒนาและการขนส่งเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ได้มากขึ้น รวมทั้งมีศักยภาพในการรองรับการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ตามข้อเสนอ พื้นที่เศรษฐกิจแบบครบวงจรของจะนะ ประกอบด้วย พื้นที่โลจิสติกส์ 1,406 ไร่ แบ่งเป็นท่าเรือสินค้า 656 ไร่ และพื้นที่รวบรวมและกระจายสินค้า 750 ไร่

ส่วนพื้นที่เศรษฐกิจครบวงจรหลังท่าเรือมีประมาณ 15,347 ไร่ ประกอบด้วยเกษตร-อาหารฮาลาล 3,551 ไร่ อุตสาหกรรมเบาและนวัตกรรม 4,003 ไร่ พลังงานทางเลือก 7,155 ไร่ และเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ 638 ไร่ โดยเน้นแนวคิด Green Industry ให้การพัฒนาสอดคล้องกับเป้าหมาย SEA และกิจการใน 7 หมวดอุตสาหกรรม

ตั้งเป้าจ้างงานกว่า 1.24 แสนอัตรา

ข้อเสนอระบุว่า การพัฒนาพื้นที่สามารถสร้างงานได้มากกว่า 124,000 อัตรา เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มีงานทำในบ้านเกิด เพิ่มคุณภาพชีวิตและรายได้ของครัวเรือน รวมทั้งเปิดโอกาสให้ SMEs และผู้ประกอบการในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม

ขณะเดียวกัน มีการเน้นเรื่อง “ค่านิยมร่วมในการพัฒนา” ภายใต้แนวคิด “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมบนพื้นฐานของข้อมูลและความจริง รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และดำเนินการให้ครบถ้วนตามกฎหมาย

รับฟังข้อกังวลชุมชน ควบคู่มาตรการเยียวยา

ข้อเสนอให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของประชาชน โดยเฉพาะข้อกังวลเกี่ยวกับประมง ทะเล น้ำท่วม วิถีชีวิต ศาสนา และวัฒนธรรม

แนวทางที่เสนอ ได้แก่ การเยียวยาอย่างเป็นธรรมสำหรับชาวประมงและผู้ได้รับผลกระทบ การฟื้นฟูชายฝั่งและป่าชายเลน การจัดระบบบริหารจัดการน้ำ และการดูแลพื้นที่วิถีชีวิตและศาสนา รวมทั้งเสนอให้โครงการและกิจการต่าง ๆ เปิดเผยผลการตรวจวัดด้านสิ่งแวดล้อมต่อสาธารณะ

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ทุกมาตรการผูกพันในกระบวนการ EIA/EHIA และติดตามผลโดยคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย คือ รัฐ-เอกชน-ประชาชน เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและติดตามอย่างต่อเนื่อง

“จะนะ” กับโจทย์ใหญ่ ลดความขัดแย้งด้วยข้อมูล

ข้อเสนอปิดท้ายด้วยแนวคิดการสร้าง “กลไกลดความขัดแย้ง” ผ่านเวทีข้อเท็จจริงร่วมกัน โดยให้รัฐ เอกชน นักวิชาการ และภาคประชาสังคมใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน ลดการกล่าวหากันด้วยข้อมูลที่แตกต่าง และปรับแผนตามผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง

เป้าหมายปลายทางที่วางไว้คือ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดต้นทุนโลจิสติกส์ สร้างงาน ดึงแรงงานคืนถิ่น เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและ SMEs ในภาคใต้ และแก้ปัญหาความยากจน ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและวิถีชุมชน

ทั้งหมดนี้จึงเป็นภาพของข้อเสนอการพัฒนา “จะนะ” ภายใต้กรอบ SEA ที่พยายามวางโจทย์ใหม่จากเดิมที่ถกเถียงกันเรื่อง “จะสร้างหรือไม่สร้าง” ไปสู่คำถามสำคัญกว่าเดิมว่า หากจะพัฒนา จะพัฒนาอย่างไรให้เศรษฐกิจเดินหน้า ประชาชนได้ประโยชน์ และสิ่งแวดล้อมต้องไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

Social Development Expo 2026 มหกรรมพัฒนาสังคมครั้งใหญ่ รวมพลังร่วมสร้างสังคมยั่งยืน 120 วันผลงานเด่นเน้นช่วยชุมชน ขับเคลื่อนด้วย AI และข้อมูลดิจิทัล

พม. จัดใหญ่ “Social Development Expo 2026” เพื่อคนไทยทุกคน” 

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดงานมหกรรมด้านการพัฒนาสังคมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ "Social Development Expo 2026 (SDX 2026)" ภายใต้แนวคิด "Co-Creating a Better Society ร่วมสร้างสังคมไทย เพื่อคนทุกวัยไปด้วยกัน" ระหว่างวันที่ 21–23 สิงหาคม 2569 นับเป็นเวทีสำคัญระดับประเทศที่เปิดโอกาสให้คนไทยทุกคน ทุกภาคส่วน ได้ร่วมคิด ร่วมแลกเปลี่ยน และร่วมออกแบบอนาคตของสังคมไทย ผ่านองค์ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล ผลงานวิชาการ และต้นแบบการพัฒนาสังคมจากทั่วประเทศ นำไปสู่การออกแบบอนาคตของสังคมไทยที่ยั่งยืนไปด้วยกัน เพราะทุกคนคือพลังของการสร้าง "สังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน" โดยพิธีเปิดเป็นไปอย่างยิ่งใหญ่และงดงาม และมีประชาชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

โดยในงานนี้ นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ได้กล่าวปาฐกถา พร้อม เปิดผลงาน 120 วัน ของกระทรวง พม. โดยระบุว่า กระทรวง พม. "ร่วมสร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน" ไม่ใช่การขับเคลื่อนงานพัฒนาสังคมที่เป็นเพียงการเยียวยาปัญหาเฉพาะหน้า แต่ปรับระบบการทำงานใหม่ ให้มองประชาชนเป็นรายคน รายครอบครัว และรายพื้นที่ เพื่อส่งความช่วยเหลือไปให้ถึงมือของประชาชนผู้ที่ต้องการอย่างแม่นยำ ทั้งนี้ หนึ่งในหัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนจาก การให้ประชาชนเข้ามารับความช่วยเหลือ ไปสู่การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัล ค้นหา เข้าถึง และติดตามดูแลประชาชนเชิงรุก โดยการนำระบบดิจิทัลและ AI มาเชื่อมสิทธิสวัสดิการ และโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงได้ตรงจุดและรวดเร็วขึ้น

สำหรับผลงานสำคัญในช่วงที่ผ่านมา กระทรวง พม. ได้ขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาระบบฐานข้อมูล MSDHS Big Data เชื่อมข้อมูลกลุ่มเปราะบางจากฐานข้อมูล MSO-Logbook เข้ากับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 231,091 ราย , การพัฒนาระบบ พม. Care เพื่อขอรับเงินสงเคราะห์ 6 ประเภท ด้วยตัวเอง ผ่านระบบออนไลน์บนสมารท์โฟน ซึ่งมีผู้ใช้บริการ 3,503 ราย , การเชื่อมบริการสำหรับคนพิการผ่านแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" ซึ่งมีคนพิการใช้งานมากถึง 71,642 คน , การยกระดับ สายด่วน พม. โทร. 1300 ด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการประชาชนอย่างรวดเร็วทันเหตุการณ์ , ยกระดับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยต้นแบบ 435 แห่ง , ขับเคลื่อนศูนย์ชุมชนคุ้มครองเด็กต้นแบบ 434 แห่ง , สนับสนุนเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด 2.42 ล้านคน และผลักดันให้มีคณะบริหารสภาเด็กและเยาวชนครบทุกระดับ 8,778 แห่ง

อีกทั้ง สนับสนุนการสร้างชุมชนเข้มแข็งและระบบสวัสดิการฐานราก ซึ่งมีสมาชิกสวัสดิการชุมชน 2.51 ล้านคน , ขับเคลื่อนศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ (ศพอส.) 2,258 แห่งทั่วประเทศ โดยให้การดูแลผู้สูงอายุ 169,150 คน , ผลักดันการปรับเบี้ยความพิการเป็น 1,000 บาท , สนับสนุนอุปกรณ์สำหรับคนพิการอีก 17,000 คน , ปรับสภาพแวดล้อมที่พักอาศัยสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการแล้ว 10,559 หลัง , ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านโครงการบ้านมั่นคงและบ้านพอเพียง 24,482 ครัวเรือน , ส่งเสริมการจ้างงานคนพิการ 75,772 คน และสร้างอาชีพให้กลุ่มเปราะบางอีก 16,213 คน , สนับสนุนสินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพแก่คนพิการและผู้สูงอายุ 9,509 ราย วงเงิน 455 ล้านบาท , ขยายวงเงินกู้กองทุนคนพิการจาก 120,000 บาท เป็น 300,000 บาท เพื่อเพิ่มโอกาสการประกอบอาชีพ

นอกจากนี้ กระทรวง พม. ยังคงเดินหน้าปรับระบบราชการให้เป็นประตูที่เปิดกว้าง เป็นมิตร และเข้าใจประชาชน ลดขั้นตอนบริการ พร้อมทบทวนและปรับปรุงกฎหมายสำคัญรวม 8 ฉบับ และผลักดันร่างกฎหมายด้าน Universal Design เพื่อวางรากฐานให้ทุกคนสามารถเข้าถึง ใช้ชีวิต และมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเท่าเทียม

"ก้าวต่อไปของกระทรวง พม. ไม่ใช่การทำโครงการแยกส่วน แต่คือการวางวาระรวมของระบบสังคมใหม่ ด้วยการเชื่อมคน ครอบครัว ชุมชน เทคโนโลยี ที่อยู่อาศัย อาชีพ สวัสดิการ และกฎหมายเข้าไว้ด้วยกัน โดยทุกนโยบาย ทุกสวัสดิการ ต้องสามารถเปลี่ยนชีวิตประชาชนทุกช่วงวัยได้จริง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" นายนิกร กล่าวย้ำ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top