Saturday, 17 October 2026
NEWS

กรมโรงงานฯ แจงคืบหน้าน้ำท่วมสีรุ้งปราจีนฯ !! ติดตั้งทุ่นกักคราบน้ำมันควบคุมการแพร่กระจาย สั่งโรงงานหยุดประกอบกิจการชั่วคราวเพื่อฟื้นฟู ผลตรวจคุณภาพน้ำไม่พบโลหะหนักอันตรายเฉียบพลัน เตือนประชาชนหลีกเลี่ยงสัมผัสน้ำท่วมในปราจีนบุรี

กรมโรงงานฯ แจงคืบหน้าแก้น้ำท่วมสีรุ้งปราจีนบุรี ชี้กักคราบน้ำมันวงจำกัดแล้ว สั่งโรงงานเร่งฟื้นฟูด่วน เผยผลตรวจไม่มีสารโลหะหนักอันตรายเฉียบพลัน พร้อมเตือนประชาชนเลี่ยงสัมผัส

กรมโรงงานอุตสาหกรรม เผยความคืบหน้าการแก้ไขปัญหากรณีคราบสีรุ้งปนเปื้อนน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี โดยได้ติดตั้งทุ่นกักคราบน้ำมันควบคุมการแพร่กระจายไว้ในวงจำกัดแล้ว พร้อมบังคับใช้กฎหมายสั่งโรงงานต้นเหตุหยุดประกอบกิจการทั้งหมดชั่วคราว เพื่อปรับปรุงแก้ไขและทำแผนฟื้นฟูโดยด่วน ขณะที่ผลตรวจคุณภาพน้ำไม่พบสารโลหะหนักที่ก่ออันตรายแบบเฉียบพลันรุนแรง แต่ยังคงเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการสูดดม สัมผัส หรือนำน้ำไปใช้ เพื่อความปลอดภัยในระยะยาว

นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม โดย กรมโรงงานอุตสาหกรรม เร่งติดตามและแก้ไขปัญหากรณีคราบสีรุ้งคล้ายน้ำมัน (Oil Sheen) ลอยเหนือผิวน้ำปนเปื้อนพื้นที่ตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี จากเหตุการณ์น้ำท่วมขังช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบร่องรอยคาดว่ามาจากน้ำชะกากอุตสาหกรรมและสารปนเปื้อนไหลออกจากบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมและพื้นที่กำจัดบำบัดของเสียของ บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี่ จำกัด กรมโรงงานอุตสาหกรรมและสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี (สอจ.ปราจีนบุรี) จึงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดย สอจ.ปราจีนบุรี ได้ออกคำสั่งตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง ให้บริษัทฯ ปิดหลุมฝังกลบกากอุตสาหกรรมทั้งหมดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายจากน้ำฝนชะล้าง รวมถึงสำรวจการปนเปื้อนเพิ่มเติมทั้งภายในและภายนอกโรงงาน ตลอดจนเร่งทำแผนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหาแก่ประชาชน ขณะเดียวกัน กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ออกคำสั่งตามมาตรา 39 สั่งให้บริษัทฯ หยุดประกอบกิจการโรงงานทั้งหมดเป็นการชั่วคราว โดยกำหนดให้ปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสีย นำวัตถุดิบและกากของเสียเข้าไปเก็บในอาคาร รวมทั้งจัดหาวิศวกรตรวจสอบรับรองความมั่นคงแข็งแรงของคันดินและอาคารโรงงาน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569 พร้อมสั่งระงับการรับสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ทันที เพื่อป้องกันไม่ให้รับของเสียเข้ามาเพิ่มในพื้นที่

สำหรับการรับมือและสกัดกั้นมลพิษ ได้ดำเนินการติดตั้งทุ่นกักคราบน้ำมัน (Oil Boom) เพื่อแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน ซึ่ง สอจ.ปราจีนบุรี ลงพื้นที่สำรวจจุดเสี่ยงและเก็บตัวอย่างน้ำเพิ่มเติมในจุดน้ำท่วมขังแปลงเกษตรกรรมของประชาชน หน้าอาคารโรงงาน และใกล้บ่อน้ำชะกากอุตสาหกรรม ตรวจพบค่าน้ำมันและไขมัน (FOG) และไฮโดรคาร์บอนในปริมาณสูงบริเวณทุ่นกักคราบน้ำมันที่ติดตั้งไว้ แม้จะมีความเป็นไปได้ที่น้ำจะไหลมาจากแหล่งกำเนิดใกล้เคียง แต่ยืนยันให้เห็นว่าทุ่นสามารถกักเก็บและจำกัดการแพร่กระจายของคราบน้ำมันไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ให้ขยายวงกว้างไปมากกว่าเดิม

นายพรยศ กล่าวเพิ่มเติมว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและเก็บตัวอย่างน้ำ จำนวน 3 จุดสำคัญ ได้แก่ จุดที่ 1 น้ำปนเปื้อนบริเวณถังบรรจุของเสียที่ส่งมากำจัดบำบัด จุดที่ 2 บ่อน้ำชะกากอุตสาหกรรม และจุดที่ 3 น้ำปนเปื้อนภายนอกโรงงาน เพื่อนำส่งตรวจ วัด วิเคราะห์และทดสอบปริมาณสารปนเปื้อนในตัวอย่างน้ำทางห้องปฏิบัติการของศูนย์วิจัยและเตือนภัยมลพิษโรงงานภาคตะวันออก กรมโรงงานอุตสาหกรรม ล่าสุด (12 ตุลาคม 2569) ผลการวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำทั้ง 3 จุด พบว่าโดยรวมมีปริมาณสารมลพิษทางน้ำส่วนใหญ่ไม่เกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสารมลพิษที่ตรวจพบอยู่ในปริมาณที่จะไม่เป็นอันตรายร้ายแรงหรือไม่เป็นอันตรายแบบเฉียบพลันรุนแรง จากการตรวจวัดสารมลพิษที่ปนเปื้อน ทั้งรายการวิเคราะห์ทางกายภาพ (Physical) ได้แก่ สี สภาพนำไฟฟ้า ความเค็ม ของแข็งแขวนลอยทั้งหมด (TSS) ของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมด (TDS) พารามิเตอร์ในกลุ่มของโลหะหนักที่อาจก่อให้เกิดความเป็นพิษได้ในระยะยาว และในกลุ่มของสารอินทรีย์รวมในรูปของ BOD COD Oil and Grease (FOG) และไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbon: HC) โดยพบว่ามีปริมาณค่าน้ำมันและไขมัน (Oil and Grease) เกินค่ามาตรฐานน้ำทิ้งโรงงาน ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงาน พ.ศ. 2560 อีกทั้งยังตรวจพบปริมาณสารไฮโดรคาร์บอนซึ่งเป็นส่วนประกอบของน้ำมันและไขมัน โดยทั้ง 2 พารามิเตอร์มีความสอดคล้องโดยตรงกับคุณสมบัติของน้ำมันหล่อลื่น/น้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนที่ไม่ละลายน้ำที่ก่อให้เกิดคราบสีรุ้ง ส่วน Total Hydrocarbons (THP/HC) เป็นพารามิเตอร์ที่ใช้ในการแยกแยะระหว่างน้ำมันที่เกิดจากสารอินทรีย์ตามธรรมชาติ เช่น กรดไขมันจากพืช/สัตว์ กับที่เกิดจากกลุ่มของผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม ซึ่งพบว่ามีค่าปริมาณไฮโดรคาร์บอนในปริมาณสูง ทั้งบริเวณจุดที่ 2 บ่อน้ำชะกากอุตสาหกรรม สอดคล้องกับจุดที่ 3 ภายนอกโรงงาน ชี้ให้เห็นที่มาของคราบสีรุ้งคล้ายน้ำมันดังกล่าว อาจเกิดจากน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วหรือเชื้อเพลิงทดแทนได้ ซึ่งเชื่อมโยงกับวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์หลักของกระบวนการผลิตจากการประกอบกิจการโรงงานของ บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี่ จำกัด 

ด้านผลการตรวจวัดปริมาณโลหะหนัก ทั้ง 3 จุดเก็บตัวอย่าง ส่วนใหญ่ตรวจไม่พบปริมาณโลหะหนัก แต่ในบางจุดมีการตรวจพบสารโลหะบางชนิด แต่อยู่ในปริมาณที่ต่ำกว่าค่ามาตรฐานหรือไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนด ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เรื่อง กำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน และต่ำกว่าหรือไม่เกินค่าที่กำหนดตามมาตรฐานน้ำทิ้งโรงงาน อย่างไรก็ตาม คุณภาพน้ำผิวดินควรต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพบว่ามีปริมาณ BOD สูงเกินกว่า 4.0 มิลลิกรัมต่อลิตร จัดอยู่ในแหล่งน้ำประเภทที่ 5 ไม่เหมาะสมต่อการอุปโภคบริโภค ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เรื่อง กำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน

“แม้ว่าผลตรวจอยู่ในปริมาณที่จะไม่เป็นอันตรายร้ายแรงหรือไม่เป็นอันตรายแบบเฉียบพลันรุนแรง แต่ขอแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำหรือการสูดดมอากาศเหนือผิวน้ำ ไม่ดื่มกินโดยเด็ดขาด และไม่สัมผัสโดยตรงเป็นระยะเวลานาน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว ทั้งนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม สอจ.ปราจีนบุรี และหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น จะยังคงเฝ้าระวังและติดตามตรวจสอบในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้แก่ประชาชนต่อไป” อธิบดีพรยศฯ กล่าว

‘บาส–เฟม’ คืนฟอร์มอัดคู่ไต้หวัน 2 เกมรวด!! ชนะคู่ไต้หวัน 21-18, 21-14 เข้าสู่รอบ 16 คนสุดท้าย ศึกเดนมาร์ก โอเพ่น เตรียมปะทะคู่มือ 51 โลกจากมาเลเซีย ดวลศึกวัน 13 ต.ค. 69

การแข่งขันแบดมินตัน รายการ เดนมาร์ก โอเพ่น ทัวร์นาเมนต์ระดับบ 750 แข่งขันระหว่างวันที่ 13-18 ตุลาคม

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม เป็นการแข่งขันในรอบแรก ประเภทคู่ผสม “บาส” เดชาพล พัววรานุเคราะห์ กับ “เฟม” ศุภิสรา เพียวสามพราน คู่มือ 5 ของโลก พบกับ อู๋ กวน ซวิน และ หลี่ เจียซิน คู่มือ 34 ของโลกจากไชนีส ไทเป

ผลการแข่งปรากฎว่า บาส-เฟม กลับมาโชว์ฟอร์มด้วยการเอาชนะไป 2 เกมรวด 21-18 และ 21-14

บาส-เฟม ผ่านเข้ารอบ 16 คนสุดท้ายไปพบกับ ฮู ปัง รอน ไหล่ เพ่ย จิง คู่มือ 51 ของโลกจากมาเลเซียต่อไป

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10435975

ข่าวดีแรงงานไทย!! กรมการจัดหางานเปิดรับชายไทยทำงาน UAE 14 อัตรา เงินเดือน 17,100 - 90,000 บาท สัญญาจ้าง 2 ปี พร้อมสวัสดิการครบ สมัครออนไลน์ถึง 25 ต.ค. นี้

ข่าวดี! กรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครชายไทย ทำงานสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 14 อัตรา สวัสดิการครบ สมัครออนไลน์ถึง 25 ต.ค. นี้

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครคนหางานเพื่อไปทำงานในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กับนายจ้างบริษัท CROWN Emirates Company Ltd. ซึ่งประกอบกิจการผลิตกระป๋องและผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม จำนวน 5 ตำแหน่ง 14 อัตรา ได้แก่ ช่างไฟฟ้า ช่างกล พนักงานควบคุมเครื่องจักร/ช่างเครื่อง พนักงานฝ่ายผลิต และหัวหน้างาน โดยอัตราเงินเดือน เริ่มต้นตั้งแต่ 1,900 – 10,000 ดีแรมห์ หรือประมาณ 17,100 - 90,000 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน) สัญญาจ้างมีระยะเวลา 2 ปี ทำงานวันละ 8 ชั่วโมงต่อวัน 6 วันต่อสัปดาห์ นายจ้างจะดูแลที่พักพร้อมอาหาร 3 มื้อ จ่ายค่าโดยสารเครื่องบินเที่ยวไปและกลับเมื่อทำงานสิ้นสุดสัญญาจ้าง ค่ารักษาพยาบาล ค่าโอที เป็นไปตามกฎหมายแรงงานยูเออี วันลาพักผ่อน 30 วันต่อปี มีประกันคุ้มครองตามกฎหมาย ผู้สนใจสามารถสมัครทางเว็บไซต์ toea.doe.go.th ได้ตั้งแต่บัดนี้ – 25 ตุลาคม 2569 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่เว้นวันหยุดราชการ

นายสมาสภ์ ฯ กล่าวว่า สำหรับตำแหน่งงาน และคุณสมบัติที่นายจ้างต้องการจะต้องมีประสบการณ์การทำงานในตำแหน่งที่สมัคร โดยทั้ง 5 ตำแหน่ง มีรายละเอียด ดังนี้
1. ตำแหน่งช่างไฟฟ้า จำนวน 4 อัตรา เพศชาย อายุ 20 - 35 ปี จบประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาไฟฟ้ากำลัง / อิเล็กทรอนิกส์
2. ตำแหน่งช่างกล จำนวน 4 อัตรา เพศชาย อายุ 20 - 35 ปี จบประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือสูงกว่า สาขาช่างยนต์/ช่างเครื่อง
3. ตำแหน่งพนักงานควบคุมเครื่องจักร/ช่างเครื่อง จำนวน 2 อัตรา เพศชาย อายุ 20 - 35 ปี จบประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือสูงกว่า สาขาช่างยนต์/ช่างเครื่อง
4. ตำแหน่งพนักงานฝ่ายผลิต จำนวน 3 อัตรา เพศชาย อายุ 20 - 35 ปี จบมัธยมศึกษาตอนปลาย และ
5. ตำแหน่งหัวหน้างาน(แผนการผลิต) จำนวน 1 อัตรา อายุ 25 - 35 ปี จบปริญญาตรีสาขาที่เกี่ยวข้อง

“การรับสมัครครั้งนี้เป็นการจัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศโดยกรมการจัดหางาน คนหางานไม่ต้องเสีย ค่าสมัครหรือค่าบริการใด ๆ ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกไปทำงานจ่ายเพียงค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ได้แก่ ค่าถ่ายรูป ค่าทำหนังสือเดินทาง (กรณียังไม่มี) ค่าตรวจสุขภาพ และค่าสมัครสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงาน รวมค่าใช้จ่ายประมาณ 6,700 บาท” นายสมาสภ์ ฯกล่าว

ผู้ที่มีความสนใจสามารถศึกษารายละเอียดการรับสมัครได้ที่เว็บไซต์ doe.go.th/overseas หรือ เพจเฟซบุ๊ก : แรงงานไทยไปต่างประเทศโดยรัฐจัดส่ง และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 - 10 หรือ กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2245 1034 หรือ สายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1506 กด 2

‘วราวุธ’ สั่งลุยโรงงานกากอุตฯ ปราจีนบุรี!! สนธิกำลัง คพ.-ทสจ.ปราจีน-อบต.บ่อทอง เร่งดูดคราบน้ำมันรั่วไหลในปราจีนบุรี สั่งยึดอายัดเครื่องจักรผิดกฎหมาย ปิดคำสั่งโรงงานรีไซเคิลนอมินีทันที


"วราวุธ" เผย อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี สนธิกำลัง คพ.-ทสจ.ปราจีน-อบต.บ่อทอง เร่งดูดคราบน้ำมัน สั่งยึดอายัดเครื่องจักรตามกฎหมายโรงงานอุตสาหกรรม

วันที่ 12 ตุลาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงกรณีที่ได้สั่งการให้นายอภิรักษ์  อ่ำสุริยะ อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ดำเนินการตรวจสอบกรณีโรงงานกากอุตสาหกรรมใน อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี มีสารเคมีจากกากขยะรั่วไหลพร้อมกับปัญหาอุทกภัย ว่า ได้รับรายงานจากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี (สอจ.ปราจีนบุรี) ได้ดำเนินการติดตามการเก็บกู้คราบน้ำมันที่รั่วไหลไปกับน้ำท่วม จากโรงงานฝังกลบและโรงงานรีไซเคิลทำน้ำมันเชื้อเพลิงผสม ของ บริษัท กรีนเอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี โดยมีการติดตั้งเครื่องสูบแบบสุญญากาศ  (Vacuum) เพื่อดูดคราบน้ำมันที่ลอยอยู่บนผิวน้ำนอกบริเวณโรงงานเรียบร้อยแล้ว 

ส่วนกรณีที่ให้นายภาสกร ชัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กำชับอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ตรวจสอบโรงงานต่างๆว่ามีนอมินีหรือปัญหาอื่นหรือไม่ พร้อมกับให้สนธิกำลังกับหน่วยงานอื่นเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายในทุกโรงงานอย่างละเอียด หากพิสูจน์แล้วพบผิดตามกฏหมายชัดเจนกระทรวงอุตสาหกรรมสั่งปิดโรงงานได้ทันทีนั้นล่าสุด อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ดำเนินการปิดประกาศ คำสั่ง ยึดอายัดวัสดุสิ่งของ เครื่องจักรและสิ่งอื่นๆ ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 จำนวน 1 ราย คือ บริษัท จี.เค.ซี.รีไซเคิล จำกัดตั้งอยู่ที่ ต.บ่อทอง อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี หลังจากที่ได้มีการสนธิกำลังบูรณาการหลายหน่วยงานในจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อตรวจสอบโรงงานรายนี้เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2569 และพบการกระทำความผิดหลายข้อหา โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานควบคุมมลพิษที่ 7 สระบุรี สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปราจีนบุรี เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อทอง ร่วมตรวจสอบและปิดคำสั่งด้วย

ดีพร้อม เร่งพา SMEs ฝ่าวิกฤตอุทกภัย!! เปิดวงเงิน 50 ล้านฟื้นภัย เติมสภาพคล่องลูกหนี้เก่าใหม่ ส่งทีมประเมินความเสียหายพื้นที่ เสริมตลาดเพิ่มยอดขาย SMEs

ดีพร้อม เร่งพา SMEs ฝ่าวิกฤตอุทกภัย อัดมาตรการ “เงินไว ฟื้นภัยพิบัติ” วงเงิน 50 ล้านบาท เติมสภาพคล่อง - ฟื้นฟูกิจการ ส่งผู้เชี่ยวชาญ DIPROM Center ลงพื้นที่ประเมินความเสียหาย ออกแนวทางช่วยเหลือครบวงจร

กรุงเทพฯ 12 ตุลาคม 2569 – กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) เร่งช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ดวยมาตรการ “เงินไว ฟื้นภัยพิบัติ” ภายใต้กรอบวงเงิน 50 ล้านบาท หนุนเติมสภาพคล่องทั้งลูกหนี้รายเดิมและผู้ประกอบการรายใหม่ พร้อมส่งทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจและประเมินความเสียหาย โดยมี DIPROM Center เป็นกลไกประสานความช่วยเหลือ ควบคู่การฟื้นฟูกิจการที่ได้รับผลกระทบรุนแรง

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ยังคงส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการทั้งในด้านสถานประกอบการ เครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิต วัตถุดิบ ตลอดจนความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเสียหายต่อทรัพย์สินหรือค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม แต่ยังอาจส่งผลต่อการผลิต การส่งมอบสินค้า รายได้ และสภาพคล่องของกิจการเพื่อบรรเทาภาระทางการเงินและเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) จึงเร่งดำเนินมาตรการสินเชื่อ “เงินไว ฟื้นภัยพิบัติ” ภายใต้มาตรการบรรเทา ฟื้นฟู และให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยมีกรอบวงเงิน 50 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งการช่วยเหลือลูกหนี้รายเดิมและการสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการรายใหม่ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการภาระทางการเงิน เสริมสภาพคล่อง และนำเงินทุนไปใช้ในการฟื้นฟูกิจการได้อย่างเหมาะสม

สำหรับผู้ประกอบการซึ่งเป็นลูกหนี้รายเดิมนั้น ดีพร้อมให้ความช่วยเหลือผ่านการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยโดยอัตโนมัติเป็นเวลา 4 เดือน พร้อมลดภาระค่างวดผ่อนชำระรายเดือนลงร้อยละ 50 เป็นเวลา 6 เดือน และสามารถขยายระยะเวลาชำระหนี้ได้ไม่เกิน 2 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการมีระยะเวลาในการฟื้นฟูกิจการและกลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังสามารถขอรีไฟแนนซ์เงินกู้ได้ โดยวงเงินกู้ใหม่ต้องไม่เกินวงเงินกู้เดิม ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหม่ สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อรายต่อกิจการ เพื่อใช้เป็นเงินทุนในการฟื้นฟูและเสริมสภาพคล่อง โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0 ในช่วง 6 เดือนแรก พร้อมพักชำระหนี้อัตโนมัติทันทีเป็นเวลา 3 เดือน โดยมาตรการด้านการเงินดังกล่าวมุ่งช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประคับประคองกิจการในช่วงที่ได้รับผลกระทบ มีระยะเวลาในการบริหารจัดการภาระทางการเงินและมีเงินทุนสำหรับนำไปใช้ในการฟื้นฟูกิจการ

ได้อย่างเหมาะสม

นางสาวณัฏฐิญา กล่าวเพิ่มเติม นอกจากการช่วยเหลือด้านการเงินแล้ว ดีพร้อมยังให้ความสำคัญกับ

การลงพื้นที่สำรวจและประเมินปัญหาของผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยมี DIPROM Centerเป็นกลไกสำคัญในการประสานและให้ความช่วยเหลือ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงมาตรการสนับสนุนของดีพร้อมได้อย่างรวดเร็วสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความเสียหายของแต่ละกิจการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบรุนแรงและมีความจำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นฟู ดีพร้อมจะให้ความช่วยเหลือผ่านโครงการฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่ง SMEs (Rebuild SMEs) ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ “กิจกรรมการฟื้นฟูธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติเชิงลึก (Retrofit)” เน้นการช่วยเหลือผู้ประกอบที่ได้รับผลกระทบรุนแรง และมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องฟื้นฟู ผ่านการให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการปรับปรุงโรงงาน เครื่องจักรและกระบวนการผลิต

เพื่อวางแนวทางฟื้นฟูที่เหมาะสมกับความเสียหายของแต่ละกิจการ และ “กิจกรรมการฟื้นฟูธุรกิจที่ได้ผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติเบื้องต้น (Recover)” จะเป็นการวินิจฉัยสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากสถานการณ์อุทกภัยในระดับกลางถึงต่ำ เพื่อจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ การให้คำปรึกษาแนะนำเบื้องต้นและการเชื่อมโยงแหล่งเงินทุนเพื่อให้ธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ลดผลกระทบต่อการส่งมอบสินค้า รายได้ เงินทุนหมุนเวียน และการจ้างงาน ตลอดจนคู่ค้าและธุรกิจที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิต 

“ล่าสุดดีพร้อมยังได้ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการด้านการตลาด เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและสร้างโอกาสในการสร้างรายได้ โดยได้ดำเนินการจัดงาน DIPROM Fair 2026 เมื่อวันที่ 6 – 9 ตุลาคม 2569 ณ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ถนนพระรามที่ 6 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม นำสินค้าและผลิตภัณฑ์มาร่วมแสดงและจัดจำหน่ายภายในงาน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับผู้บริโภค เพิ่มโอกาสทางการตลาด สร้างรายได้และกระตุ้นยอดขาย โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติในหลายพื้นที่ ขณะเดียวกัน ยังเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการได้รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้บริโภค เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในระยะต่อไป”

นางสาวณัฏฐิญา กล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายสำคัญของดีพร้อม คือ การช่วยให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยสามารถฟื้นตัวและกลับมาดำเนินธุรกิจได้โดยเร็ว โดยจะเร่งส่งทีมเจ้าหน้าที่จาก DIPROM Center ลงพื้นที่ เพื่อสนับสนุนทั้งด้านการเงิน การฟื้นฟูและซ่อมแซมเครื่องจักร การปรับปรุงกระบวนการผลิต ตลอดจนการสร้างโอกาสทางการตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถกลับมาผลิต สร้างรายได้ และรักษาการจ้างงานได้อย่างต่อเนื่องพร้อมเสริมความพร้อมให้สามารถปรับตัวและรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไป

สตีเบล เอลทรอน แนะปลอดภัยหลังน้ำท่วม!! 3 ขั้นตอนเช็กเครื่องใช้ไฟฟ้า เตรียมความพร้อมก่อนเข้าบ้าน หลีกเลี่ยงซ่อมเองหลังน้ำลด ทำความสะอาดระบบน้ำอย่างถูกวิธี

“สตีเบล เอลทรอน” ส่งความห่วงใยถึงผู้ประสบอุทกภัย แนะนำ 3 สเต็ป
เช็กด่วนก่อนสับสวิตช์! ดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้าและระบบน้ำในบ้านให้ปลอดภัยหลังน้ำท่วม

สถานการณ์อุทกภัยส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนหลายครอบครัว เมื่อระดับน้ำลดลง การตรวจสอบความปลอดภัยของที่อยู่อาศัยก่อนกลับเข้าพื้นที่จึงเป็นขั้นตอนสำคัญ สตีเบล เอลทรอน ร่วมส่งความห่วงใยไปยังผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมแนะนำแนวทางการตรวจสอบและดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับระบบน้ำ เช่น เครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องทำน้ำร้อน เครื่องกรองน้ำ และปั๊มน้ำ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากกระแสไฟฟ้ารั่ว ไฟฟ้าลัดวงจร รวมถึงการปนเปื้อนของน้ำ และช่วยให้สามารถกลับมาใช้งานอุปกรณ์ภายในบ้านได้อย่างปลอดภัย

1. เตรียมความพร้อมก่อนเข้าพื้นที่บ้าน ก่อนเข้าตรวจสอบสภาพบ้านหลังน้ำท่วม ต้องทำการปิดเมนสวิตช์หรือเบรกเกอร์หลักให้เรียบร้อย หากตู้ไฟเปียกชื้นหรือถูกน้ำท่วม ควรติดต่อการไฟฟ้าในพื้นที่หรือช่างไฟฟ้าผู้ชำนาญช่วยตัดกระแสไฟฟ้าในบ้าน นอกจากนี้ ควรสวมถุงมือและรองเท้ายาง เพื่อลดการสัมผัสน้ำสกปรกและป้องกันอันตรายจากไฟฟ้ารั่ว

2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถูกน้ำท่วมด้วยตนเอง แม้ภายนอกตัวเครื่องจะแห้งแล้ว แต่ความชื้นและสิ่งสกปรกที่ตกค้างภายใน อาจก่อให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรหรือไฟฟ้าดูดเมื่อเปิดใช้งาน จึงควรให้ช่างผู้ชำนาญตรวจสอบทั้งสภาพอุปกรณ์และความปลอดภัย ทั้งสายไฟ ระบบสายดิน และการทำงานของอุปกรณ์ตัดไฟรั่ว ก่อนทำความสะอาดและใช้งานเครื่องในลำดับต่อไป

3. ทำความสะอาดระบบน้ำก่อนใช้งานจริง เมื่อช่างประเมินว่าอุปกรณ์ต่าง ๆ สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย ควรทำความสะอาดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับระบบน้ำตามคู่มือผลิตภัณฑ์ เพื่อสุขอนามัยของผู้อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็น

- เครื่องทำน้ำอุ่นและเครื่องทำน้ำร้อน ใช้ผ้าสะอาดเช็ดฝาครอบตัวเครื่อง พร้อมล้างทำความสะอาดคราบและตะกอนบริเวณหัวฝักบัวและสายฝักบัว
- เครื่องกรองน้ำ ทำการเปลี่ยนไส้กรอง รวมถึงทำความสะอาดและฆ่าเชื้อส่วนที่สัมผัสน้ำ เช่น กระบอกไส้กรอง ท่อน้ำ และถังพักน้ำ ก่อนการใช้งาน
- ปั๊มน้ำ ควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญทำความสะอาดโคลนหรือตะกอนที่อุดตันในระบบท่อ รวมถึงล้างและฆ่าเชื้อภายในถังเก็บน้ำก่อนนำน้ำกลับมาใช้

ไบโอเทค ลุยแท็คกิ้งนวัตกรรมกุ้ง!! เปิดตัว Hackathon ชิงรางวัลกว่าแสน ดึงนวัตกรแก้โจทย์จริงอุตสาหกรรมกุ้ง 5 หัวข้อเน้นพัฒนา เทคโนโลยีชีวภาพ หวังเพิ่มผลผลิต-ลดต้นทุนอย่างยั่งยืน

ไบโอเทค สวทช. เปิดตัวประกวดนวัตกรรม “Hackathon Hub of Shrimp” เฟ้นไอเดียพลิกฟื้นกุ้งไทย ชิงรางวัลกว่า 1 แสนบาท ดึงพลังนวัตกรแก้โจทย์จริงอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

(8 ต.ค. 69) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้ทุนสนับสนุนโครงการ “ศูนย์กลางองค์ความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตกุ้งของประเทศไทย” (Hub of Knowledge – Shrimp) ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย สมาคมกุ้งไทย คลัสเตอร์กุ้งกุลาดำไทย ชมรมผู้ผลิตลูกพันธุ์สัตว์น้ำ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมการค้าปัจจัยการผลิตสัตว์น้ำไทย สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย แถลงเปิดตัวกิจกรรมแข่งขันนวัตกรรม “Hub of Shrimp - Hackathon: คิด • นวัตกรรม • ยกระดับอุตสาหกรรมกุ้งไทย” ภายใต้แนวคิด INNOVATE TODAY, SUSTAIN TOMORROW เพื่อส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกุ้งไทยอย่างยั่งยืน พร้อมประกาศเปิดรับสมัครนิสิต นักศึกษา สตาร์ตอัป นักวิจัย และผู้ประกอบการทั่วประเทศร่วมส่งผลงานประยุกต์ใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดิจิทัลแก้โจทย์จริงอุตสาหกรรมกุ้งไทย ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 100,000 บาท เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2569

ดร.กัลยาณ์ แดงติ๊บ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพสัตว์น้ำแบบบูรณาการ ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ไบโอเทคมุ่งเชื่อมโยงงานวิจัยกับความต้องการของเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อแก้ปัญหาโรค ต้นทุนการผลิต และสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมกุ้ง โดยร่วมกับมหาวิทยาลัย กรมประมง เครือข่ายเกษตรกร และภาคเอกชน ขับเคลื่อนโครงการ Hub of Shrimp ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำหรับกิจกรรม Hackathon จะเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่จากหลากหลายสาขาเรียนรู้โจทย์จากผู้ปฏิบัติงานจริง และพัฒนาแนวคิดร่วมกับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ โดยมุ่งหวังให้เกิดนวัตกรรมที่ต่อยอดสู่การใช้งานจริง พร้อมสร้างความร่วมมือที่ดำเนินต่อเนื่องหลังจบกิจกรรม

ดร.สรวิศ เผ่าทองศุข นักวิจัยอาวุโส หัวหน้าทีมวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กุ้ง ไบโอเทค สวทช. ในฐานะหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า การจัด Hackathon ครั้งนี้มุ่งหวังให้เป็นเวทีปล่อยของและพื้นที่แห่งความร่วมมือในการดึงพลังความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ สตาร์ตอัป และนวัตกร มาร่วมกับนักวิจัยและผู้ประกอบการในการสร้างผลกระทบเชิงบวกที่เป็นรูปธรรมให้กับประเทศ ทั้งการช่วยเกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มอัตราการรอด สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้ากุ้งไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคง พร้อมทั้งผลักดันงานวิจัยและเทคโนโลยีให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้จริงในเชิงพาณิชย์ เพื่อคืนตำแหน่งผู้นำอุตสาหกรรมกุ้งไทยในระดับสากล

ด้าน นายอภิชิต วรกิจ เลขาธิการพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย และประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งระนอง ตัวแทนภาคเอกชน ทั้ง 7 องค์กร กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรไทยและผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังเผชิญปัญหารอบด้าน จึงเร่งมองหาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อนำมาปรับใช้ ผ่านเวทีระดมสมองอย่างเข้มข้น (Hackathon) ที่เป็นสะพานเชื่อมโจทย์ปัญหาจากหน้าฟาร์มและอุตสาหกรรมกุ้งไทยเข้ากับนักนวัตกรที่สนใจ เพื่อร่วมกันหาทางออกและพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส และเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรตลอดจนผู้ประกอบการอย่างแท้จริง สำหรับกรอบโจทย์การแข่งขันในครั้งนี้ ได้เปิดกว้างครอบคลุม 5 ด้านสำคัญของการดำเนินธุรกิจกุ้งไทย ได้แก่

1) พันธุ์กุ้ง: การพัฒนาและคัดเลือกสายพันธุ์กุ้งที่เติบโตเร็ว ทนทานต่อโรค และปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิอากาศ

2) การเลี้ยง: นวัตกรรมระบบการเลี้ยงอัจฉริยะ เทคโนโลยีการจัดการน้ำ พลังงานสะอาด และอาหารกุ้งเพื่อเพิ่มอัตราการรอด

3) การจัดการส่งเสริมการเลี้ยง: เครื่องมือและแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและเตือนภัยล่วงหน้า

4) การตลาด: การสร้างมูลค่าเพิ่ม การเชื่อมโยงตลาด และเทคโนโลยีการตรวจสอบย้อนกลับ

5) การจับและการจัดการหลังจับ: นวัตกรรมยืดอายุการเก็บรักษา คุมคุณภาพ และแปรรูปสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า

ผู้สมัครสามารถเลือกหัวข้อที่ต้องการส่งได้ตามความสนใจ และเมื่อผ่านเข้าสู่รอบลึก ๆ จะได้ร่วมระดมสมองกับภาคเอกชนที่ดำเนินธุรกิจนั้นโดยตรง แลกเปลี่ยนและผสานประสบการณ์ เพื่อพัฒนาแนวคิดนวัตกรรมให้สามารถนำไปใช้ได้จริงอย่างยั่งยืน

ดร.ปรัศนียาภรณ์ ปอศิริ นักวิจัย หัวหน้าทีมวิจัยและพัฒนาบริการด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ไบโอเทค สวทช. กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการได้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้อย่างเข้มข้น เพื่อพาผู้เข้าแข่งขันต่อยอดไอเดียสู่การใช้งานจริง โดยทีมที่ผ่านการคัดเลือกจะเริ่มต้นด้วยคอร์สออนไลน์ “กุ้ง 101” ในทุกวันเสาร์ เวลา 13:30 – 16:30 น. ระหว่างวันที่ 17 ตุลาคม–7 พฤศจิกายน 2569 เพื่อปูพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมกุ้งไทย ก่อนนำเสนอไอเดียผ่านการแข่งขันรอบคัดเลือกทางออนไลน์ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2569 เพื่อเฟ้นหา 5 ทีมเข้าสู่รอบสุดท้าย

ทั้ง 5 ทีมจะได้เข้าร่วม Shrimp Hack Camp ในวันที่ 16 ธันวาคม 2569 เพื่อรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ พร้อมพัฒนาและปรับไอเดียให้พร้อมนำไปใช้ได้จริง ก่อนประชันแนวคิดในการแข่งขันรอบตัดสิน Final Pitching วันที่ 17 ธันวาคม 2569 ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 100,000 บาท

ทั้งนี้ โครงการรับสมัครผู้สนใจทุกกลุ่ม ตั้งแต่นักเรียน นิสิต นักศึกษา เกษตรกร ผู้ประกอบการ บุคลากรภาครัฐ-เอกชน และประชาชนทั่วไป สมัครเข้าร่วมแข่งขันได้ตั้งแต่วันนี้ - 15 ตุลาคม 2569 ทาง ออนไลน์ https://forms.gle/sVk77rSqMPavaYxM7 และ ติดตามกิจกรรมข่าวสารของทาง Hub of Shrimp ได้ทาง Facebook : https://www.facebook.com/HubOfKnowledgeShrimp

ไฮเออร์ ดูแลน้ำท่วม!! บริจาคน้ำและเครื่องใช้ไฟฟ้า รับซ่อมฟรี ลดค่าอะไหล่ 50% โปรโมชัน Cashback สูงสุด 3,000 บาท หวังช่วยผู้ประสบภัยฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว

ไฮเออร์ เคียงข้างทุกบ้าน ฝ่าวิกฤตน้ำท่วมถึงช่วงฟื้นฟู
ส่งต่อความช่วยเหลือพร้อมดูแลหลังน้ำลด ฟรีค่าแรงช่าง–ลดค่าอะไหล่ 50%
เปิด “Haier Care for Home” มอบ Cashback สูงสุด 3,000 บาท

6 ตุลาคม 2569 – ไฮเออร์ (ประเทศไทย) ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าสมาร์ทโฮม และแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลกติดต่อกัน 17 ปี ร่วมส่งต่อความห่วงใยและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม เดินหน้าความช่วยเหลือครอบคลุมตั้งแต่ช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินไปจนถึงการฟื้นฟูหลังน้ำลด ทั้งการส่งมอบน้ำดื่มและเครื่องใช้ไฟฟ้าแก่ผู้ประสบภัย ตลอดจนมาตรการดูแลลูกค้าด้วยบริการสนับสนุนค่าแรงช่างฟรี ส่วนลดค่าอะไหล่ 50% และโครงการ “Haier Care for Home ไฮเออร์เคียงข้างทุกบ้าน หลังน้ำลด” มอบเงินคืนสูงสุด 3,000 บาท เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและสนับสนุนให้ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

สำหรับความช่วยเหลือในครั้งนี้ ไฮเออร์เดินหน้าดูแลผู้ประสบภัยและลูกค้าที่ได้รับผลกระทบผ่าน 4 แนวทาง ได้แก่

ส่งต่อน้ำดื่มถึงผู้ประสบภัย ร่วมบริจาคน้ำดื่มผ่านโครงการไทยพีบีเอสและเครือข่ายช่วยผู้ประสบภัย 2569 ณ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เพื่อกระจายความช่วยเหลือไปยังประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม

สนับสนุนเครื่องใช้ไฟฟ้าแก่ศูนย์พักพิงชั่วคราว นำเครื่องใช้ไฟฟ้าได้แก่ เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า และทีวี รวมมูลค่ากว่า 170,000 บาท ไปสนับสนุน ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิ และอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนที่ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย

ดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้าไฮเออร์หลังน้ำลด มอบบริการสนับสนุนค่าแรงช่างฟรี พร้อมส่วนลดค่าอะไหล่ 50% สำหรับลูกค้าที่เครื่องใช้ไฟฟ้าไฮเออร์ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ตั้งแต่วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2569 โดยสามารถแจ้งซ่อมผ่าน Haier Care โทร. 1789 หรือ LINE Official Account: @haierthailand พร้อมแจ้งว่าได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม ทั้งนี้ เป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด

ช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ ผ่านโครงการ “Haier Care for Home ไฮเออร์เคียงข้างทุกบ้าน หลังน้ำลด” มอบเงินคืน (Cashback) สูงสุด 3,000 บาท ตามยอดซื้อสะสมที่กำหนด สำหรับครอบครัวที่ต้องจัดหาเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ทดแทนสินค้าที่ได้รับความเสียหาย โดยไม่จำเป็นต้องนำเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียหายมาแสดง เพียงใช้ภาพถ่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมประกอบการลงทะเบียน พร้อมหลักฐานการซื้อและรับสินค้าหรือติดตั้งสินค้า สำหรับผู้ที่ซื้อสินค้าผ่านตัวแทนจำหน่ายและร้านค้าที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันนี้ – 15 พฤศจิกายน 2569 ทั้งนี้ สิทธิ์มีจำนวนจำกัดและเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด

ไฮเออร์มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม โดยให้ความสำคัญกับการดูแลผู้บริโภคและการช่วยเหลือชุมชนในช่วงเวลาที่ยากลำบาก พร้อมส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมทุกครอบครัวก้าวผ่านสถานการณ์ครั้งนี้ และหวังว่าความช่วยเหลือดังกล่าวจะมีส่วนช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ลดภาระค่าใช้จ่าย และสนับสนุนให้ทุกครอบครัวกลับมาใช้ชีวิตภายในบ้านได้อย่างสะดวกสบายอีกครั้ง

ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติม ข้อมูลข่าวสาร โปรโมชัน และกิจกรรมอื่น ๆ จากไฮเออร์ได้ที่ Facebook: Haier Thailand, Instagram: @haierthailand_official, X (Twitter): @ThailandHaier, YouTube: @HaierThailandOfficial, TikTok: @haier_thailand และ Line OA : @haierthailand หรือดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ https://www.haier.com/th

‘พนัส’ โต้เดือด ‘ไอซ์ รักชนก’ กลางรายการดัง!! ปมถูกวิจารณ์บทบาทอดีตบอร์ดประกันสังคม ซัด 'ไอซ์ รักชนก' ตัวสวะ ลั่นไม่แค้น ไม่เคยดูหมิ่นใคร พร้อมท้าสาบานต่อหน้าพระแก้วมรกต

“พนัส” ด่าแรง! “ไอซ์ รักชนก” ซัดเป็นตัวสวะ รอวันเดินเข้าคุก ลั่นไม่เคยดูหมิ่นใคร ท้าสาบานต่อหน้าพระแก้วมรกตได้เลย

จากกรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์ถึง นายพนัส ไทยล้วน ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย และอดีตบอร์ดประกันสังคม เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยระบุว่า

ล่าสุด (12 ต.ค.) ในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” สรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้ถามนายพนัสต่อประเด็นดังกล่าวว่า “เมื่อวานนี้ คุณรักชนก บอกว่า มันจะมีคนสูงอายุจำนวนหนึ่งที่ไม่รู้ตัว ไปยึดติดกับอดีตของตัวเอง แล้วไม่รู้ว่าตัวเองได้ทำประโยชน์อะไรให้กับประเทศหรือสิ่งที่อยู่บ้าง”

นายพนัส กล่าวว่า “ผมไม่สนใจหรอกอีสวะ บันเทิงธิปไตยไง ผมไม่สนใจมันหรอก ดูตัวมันให้รอบคอบก็แล้วกัน รอวันที่มันเดินเข้าคุก แล้วมันจะรู้ว่าบทเรียนที่มันทำไป มันไม่ถูก ผมไม่เคยดูหมิ่นใครนะ” นอกจากนี้ยังกล่าวว่า “ไม่แค้น ไม่เคยเลยนิดเดียว ก็ไม่มีให้… สาบานต่อพระแก้วมรกตเลย”

ที่มา : https://thethaiger.com/th/news/1619420/

นายกฯ หารืออดีตนายกฯ ญี่ปุ่น!! ย้ำดูแลฐานผลิตรถยนต์ไทย ชวนร่วมต่อยอดห่วงโซ่ EV ร่วมมือพลังงานสะอาด ครบรอบ 140 ปีสัมพันธ์ประเทศ

นายกฯ หารืออดีตนายกฯ ญี่ปุ่น ย้ำดูแลฐานการผลิตรถยนต์ในไทย ชวนญี่ปุ่นดึงไทยเข้าห่วงโซ่การผลิต EV พร้อมต่อยอดความร่วมมืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต-พลังงานสะอาด

วันนี้ (12 ต.ค.69) เวลา 10.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้การต้อนรับและหารือกับนายคิชิดะ ฟูมิโอะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเสรีประชาธิปไตย เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดฮิโรชิมา และอดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในโอกาสเยือนประเทศไทย พร้อมแสดงความยินดีที่ในปี 2570 จะเป็นโอกาสครบรอบ 140 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ญี่ปุ่น สะท้อนความสัมพันธ์อันยาวนานและแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

นายกฯ รับฟังข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า พร้อมชี้แจงมาตรการภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ EV นำเข้า และยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการผลิตรถยนต์ EV ในประเทศ ควบคู่กับการดูแลฐานการผลิตรถยนต์เดิมและการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต พร้อมเชิญชวนบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นให้ไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตรถยนต์ EV เพื่อรักษาความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ส่งเสริมการลงทุนและการจ้างงาน พร้อมยกระดับศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว

ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงความร่วมมือด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยฝ่ายญี่ปุ่นแสดงความพร้อมในการสนับสนุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านพลังงานให้แก่ประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการพัฒนาพลังงานสะอาด เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน อันจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1554075060088553&id=100064582216937&rdid=vAB9XXwzEUnxCdua#

'จุลพันธ์' ยินดีผลเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ย้ำไม่แทรกแซงกระบวนการเลือกตั้ง พร้อมทำงานร่วมทุกฝ่ายพัฒนาประกันสังคม ยึดหลักไตรภาคีขับเคลื่อนงานแรงงาน สานต่อสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนและนายจ้าง

“จุลพันธ์” ยินดีผลเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ย้ำไม่แทรกแซง พร้อมทำงานร่วมทุกฝ่าย ยึดหลักไตรภาคี ขับเคลื่อนประกันสังคมเพื่อผู้ประกันตน

วันที่ 12 ตุลาคม 2569 เวลา 11.30 น. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แถลงข่าวภายหลังการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน โดยแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับคะแนนสนับสนุนจากการเลือกตั้ง พร้อมยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาระบบประกันสังคมให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกันตนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับหลักการไตรภาคี ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านแรงงาน โดยเปิดโอกาสให้ฝ่ายรัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้าง มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและกำหนดทิศทางการดำเนินงานอย่างสมดุล เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับการดูแลและคุ้มครองสิทธิอย่างเหมาะสม

“ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ผมพร้อมพูดคุยและทำงานร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อให้กลไกไตรภาคีเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ รับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน และคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ประกันตนและนายจ้าง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบประกันสังคม” นายจุลพันธ์ กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงแรงงานยึดมั่นในกระบวนการเลือกตั้งที่เป็นอิสระ โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยไม่มีนโยบายเข้าไปแทรกแซงการเลือกตั้ง ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือการเดินหน้าพัฒนาการดำเนินงานของสำนักงานประกันสังคมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างทุกฝ่าย เพื่อยกระดับการคุ้มครองสิทธิและประโยชน์ของผู้ประกันตนและนายจ้างอย่างเป็นธรรม

ทั้งนี้ ผลการนับคะแนนเลือกตั้งดังกล่าวยังเป็นผลอย่างไม่เป็นทางการ โดยจะต้องดำเนินการตรวจสอบและประกาศผลตามขั้นตอนที่กำหนดต่อไป

Recycle Station พีทีที สเตชั่น 6 สาขา!! เดินหน้ารับวัสดุใช้แล้วทุกเสาร์–อาทิตย์ ก้าวสู่ปีที่ 2 ขยายวัสดุรับ ต้อนรับพันธมิตร PRISM เสริมศักยภาพ รับน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วและพลาสติกยืด สะท้อนความร่วมมือผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน

โครงการ "แยก แลก เทิร์น x ไม่เทรวม" ฉลองก้าวสู่ปีที่ 2 เดินหน้าขยายการรับวัสดุรีไซเคิล พร้อมเปิดรับสมาชิกใหม่ PRISM

12 ตุลาคม 2569 – กรุงเทพมหานคร มูลนิธิมือวิเศษ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR บริษัท เวสท์บาย เดลิเวอรี่ จำกัด และ GC YOUเทิร์น แพลตฟอร์มบริหารจัดการพลาสติกใช้แล้ว โดย บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมฉลองการก้าวสู่ปีที่ 2 ของโครงการ "แยก แลก เทิร์น x ไม่เทรวม" พร้อมขอบคุณประชาชนทุกคนที่ร่วมคัดแยกและส่งต่อวัสดุใช้แล้วเข้าสู่ระบบรีไซเคิลอย่างต่อเนื่องตลอดปีที่ผ่านมา และร่วมเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้โครงการเดินหน้าสู่ปีที่ 2 พร้อมต่อยอดความสำเร็จด้วยการต้อนรับพันธมิตรใหม่อย่าง PRISM หรือ โครงการบริหารการสร้างประโยชน์ร่วมธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น โดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ขยายประเภทวัสดุที่เปิดรับ เพื่อร่วมสร้างคุณค่าใหม่ให้ทรัพยากรตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

ไฮไลต์ความสำเร็จของโครงการ

• ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ประชาชนร่วมส่งต่อวัสดุใช้แล้วกว่า 170,000 กิโลกรัม ผ่าน Recycle Station ณ พีทีที สเตชั่นที่ร่วมโครงการ เพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและสร้างมูลค่าใหม่ ลดปริมาณขยะฝังกลบ และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

• ขยายการรับวัสดุใช้แล้วจาก 8 สู่ 10 ประเภท โดยเพิ่มการรับ น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) และ พลาสติกยืด เช่น ฟิล์มห่อสินค้า ฟิล์มยืด และถุงพลาสติกสะอาด เพื่อเพิ่มทางเลือกในการจัดการวัสดุใช้แล้วให้ครอบคลุมและตอบโจทย์การใช้ชีวิตของประชาชนมากยิ่งขึ้น

• ต้อนรับพันธมิตรใหม่  PRISM หรือ โครงการบริหารการสร้างประโยชน์ร่วมธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น  โดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดเก็บน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) พร้อมขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

• เดินหน้าสานต่อโครงการผ่าน Recycle Station ณ พีทีที สเตชั่น 6 สาขา ทั่วกรุงเทพมหานคร เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถนำวัสดุใช้แล้วเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้ง่าย ใกล้บ้าน และต่อเนื่อง

ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา โครงการได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการนำวัสดุใช้แล้วมาส่งรวมกว่า 170,000 กิโลกรัม การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 400,000 กิโลกรัม CO₂e  ต่อปี เทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 30,000 ต้น ครอบคลุมวัสดุรีไซเคิลทั้ง 8 ประเภท ประกอบด้วย กระดาษรวมกว่า 80,000 กิโลกรัม กระดาษขาวดำกว่า 3,000 กิโลกรัม กล่อง UHT กว่า 3,000 กิโลกรัม กระป๋องอะลูมิเนียมกว่า 90,000 กิโลกรัม กระป๋องสังกะสีกว่า 1,000 กิโลกรัม ขวดแก้วกว่า 20,000 กิโลกรัม ขวดพลาสติกใสกว่า PET 20,000 กิโลกรัม และขวดพลาสติกขุ่น HDPE กว่า 1,000 กิโลกรัม สะท้อนให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการลดปริมาณขยะฝังกลบ เพิ่มการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ และร่วมสร้างเมืองที่สะอาดและยั่งยืน

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และที่สำคัญที่สุดคือประชาชนที่ร่วมคัดแยกและส่งมอบวัสดุใช้แล้วอย่างต่อเนื่อง โดยวัสดุที่ได้รับผ่านโครงการจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการบริหารจัดการที่เหมาะสม เพื่อรีไซเคิลหรือสร้างมูลค่าเพิ่มกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน

ก้าวสู่ปีที่ 2 โครงการ "แยก แลก เทิร์น x ไม่เทรวม" ได้ขยายการรับวัสดุใช้แล้วเพิ่มอีก 2 ประเภท ได้แก่ น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) และ พลาสติกยืด เช่น ฟิล์มห่อสินค้า ฟิล์มยืด และถุงพลาสติกสะอาด ที่สามารถเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้อย่างเหมาะสม ช่วยเพิ่มทางเลือกในการจัดการวัสดุใช้แล้วให้ครอบคลุมและตอบโจทย์วิถีชีวิตของประชาชนมากยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ โครงการยังได้ต้อนรับ โครงการบริหารการสร้างประโยชน์ร่วมธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น (PRISM) เข้าร่วมเป็นพันธมิตรใหม่ เพื่อร่วมเสริมศักยภาพการบริหารจัดการวัสดุใช้แล้วและวัสดุรีไซเคิล ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการรวบรวม คัดแยก และบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยยกระดับเครือข่ายการจัดการวัสดุใช้แล้วให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม

จากความสำเร็จในปีแรก โครงการ ‘แยก แลก เทิร์น x ไม่เทรวม’ พร้อมเดินหน้าสู่ปีที่ 2 ด้วยการขยายประเภทวัสดุที่เปิดรับ การเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายพันธมิตร และการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึง Recycle Station ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมลดปริมาณขยะฝังกลบ เพิ่มการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมเศรษฐกิจหมุนเวียนและเป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน 

โครงการ "แยก แลก เทิร์น x ไม่เทรวม" เปิดให้บริการผ่าน Recycle Station ณ พีทีที สเตชั่น ทั้งหมด 6 สาขา ทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 08.30–17.30 น. ได้แก่ 1.) สาขาอเวนิว แจ้งวัฒนะ 2.) สาขารามอินทรา กม.3 (ขาเข้า) 3.) สาขามีนบุรี 4.) สาขาสรรพาวุธ-บางนา 5.) สาขาอุดมสุข 6.) สาขาสุขสวัสดิ์ (ขาออก)

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

• เฟซบุ๊ก GC YOUเทิร์น https://www.facebook.com/YOUTURNPLATFORM

• เฟซบุ๊ก PTT Station https://www.facebook.com/pttstationofficial

• เฟซบุ๊ก WasteBuy Delivery https://www.facebook.com/share/16XNVvhkTh/?mibextid=wwXIfr

อว.จับมือ AIAT–OpenAI เปิดเวที Codex Hackathon Bangkok ดันคนรุ่นใหม่สร้างนวัตกรรม AI สุขภาพ 200 คนร่วมแข่งสร้างต้นแบบ AI กระตุ้นคนรุ่นใหม่เข้าใจลึกซึ้ง ผลักดันสู่สตาร์ทอัพระดับโลก

เมื่อวันที่ 9 พ.ค.69 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงานและมอบรางวัลแก่ทีมชนะเลิศในการประชันไอเดีย "AIAT × OpenAI Codex Hackathon Bangkok" เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่และนักพัฒนากว่า 200 คน ร่วมสร้างสรรค์ต้นแบบนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้านการดูแลสุขภาพและสุขภาวะที่ดี (Wellness) หวังผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม AI ของภูมิภาค จัดโดย กระทรวง อว. ร่วมกับสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) และ OpenAI ผู้พัฒนาเทคโนโลยีระดับโลก โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วย รมต.ประจำกระทรวง อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. และผู้บริหารหน่วยงานพันธมิตร เข้าร่วม ณ ห้องประชุม To Be Number One เดอะไพน์ รีสอร์ท อ.สามโคก จ.ปทุมธานี

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า กระทรวง อว. และพันธมิตร มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรมที่สมบูรณ์แบบ โดยมุ่งเน้นการดึงเครือข่ายระดับโลกอย่าง OpenAI เข้ามามีส่วนร่วมในการยกระดับขีดความสามารถของนักพัฒนาไทย การตามกระแสเทคโนโลยี AI เป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่กระทรวง อว. อยากเห็นคือ การที่คนรุ่นใหม่มีความเข้าใจถึงรากฐานของเทคโนโลยีอย่างถ่องแท้ ไม่ใช่เพียงแค่เรียนรู้การใช้งานสำเร็จรูป แต่ต้องรู้ลึกไปถึงโครงสร้างและเหตุผลเบื้องหลัง เพื่อให้คนไทยสามารถสร้างเทคโนโลยีของตนเอง และส่งออกไปแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างแท้จริง

"เวทีแฮ็กกาธอนในวันนี้จึงเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนได้ทดลองทำสิ่งใหม่ๆ ผมอยากย้ำว่าอย่ากลัวที่จะล้มเหลว เพราะความล้มเหลวคือสิ่งที่เราได้เรียนรู้ แต่เมื่อใดที่คุณทำสำเร็จเพียงครั้งเดียวโลกก็จะจดจำ สิ่งสำคัญคือหลังจบการแข่งขัน คุณต้องนำสิ่งที่ได้ไปสร้างสรรค์ผลงานให้เกิดขึ้นจริง และผลักดันตัวเองเข้าสู่ศูนย์บ่มเพาะ ที่กระทรวง อว. พร้อมสนับสนุน โดยเฉพาะในด้านสุขภาพและสุขภาวะ (Wellness) ซึ่งความรู้ที่ลึกซึ้งและแตกต่างนี้เอง คือศักยภาพสำคัญที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากเวทีโลกหรือซิลิคอนวัลเลย์ เพื่อก้าวไปสู่การเป็นสตาร์ทอัพระดับโลกให้ได้ในที่สุด" รมว.อว. กล่าว

สำหรับผลการแข่งขันประชันไอเดียในเวที "AIAT × OpenAI Codex Hackathon Bangkok" มีทีมที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานต้นแบบนวัตกรรม AI ด้านสุขภาพและสุขภาวะ (Wellness) ได้อย่าโดดเด่น ตอบโจทย์การใช้งานจริง และคว้ารางวัลไปครอง รวมทั้งสิ้น 5 รางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ: ทีม OpenAGI รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1: ทีม Solace รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2: ทีม หนูพร้อม และรางวัลชมเชย 2 รางวัล: ทีม NeWReaSoN และ ทีม บ้านบางแค ซึ่งทุกทีมที่ได้รับรางวัลจะได้รับการสนับสนุนและผลักดันจากกระทรวง อว. เพื่อเข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะ และพัฒนาต่อยอดผลงานสู่การเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพที่สามารถใช้งานได้จริงในระดับประเทศและระดับสากลต่อไป

ที่มา : https://www.mhesi.go.th/index.php/news-and-announce-all/news-and-activities/124-news-yodchanan/12679-%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87-%E0%B8%AD%E0%B8%A7-%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B8%81-openai-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0-aiat-%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%AE%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E-%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81.html

'วราวุธ' ย้ำกระทรวงอุตฯ ทำงานทุกวัน!! สั่งเข้มโรงงานกากปราจีนบุรี พร้อมปิดทันทีถ้าผิดกฎหมาย จ่อเอาผิด-ยึดทรัพย์ตามกฎหมาย ย้ำไม่ละเลยทุกปัญหาน้ำท่วมสุพรรณบุรี

“วราวุธ” ยัน “ก.อุตสาหกรรม“ ไม่ได้นิ่งนอนใจ โรงงานกากอุตสาหกรรม-ปราจีนบุรี สั่ง สนธิกำลังตรวจเข้ม หากพบทำผิดชัดปิดทันที จ่อเอาผิดเรียกค่าเสียหาย–ปปง.ยึดทรัพย์ผู้ประกอบการ รับมีหมวกสองใบ ดูแลภาพรวม และพื้นที่เลือกตั้ง โอดเข้าใจดีแม้ถูกต่อว่า หลังลงพื้นที่สุพรรณฯ บอก นานาจิตตัง ยันเต็มที่ทุกบทบาท

วันที่ 12 ตุลาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีโรงงานอุตสาหกรรมในอำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ที่ประชาชนหวั่นเกิดเหตุสารเคมีจากกากขยะรั่วไหลพร้อมกับปัญหาอุทกภัย ทำให้สร้างความเสียหายและความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน ว่า เรื่องนี้เมื่อกระทรวงอุตสาหกรรมได้รับเรื่องก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ซึ่งทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการอยู่ตลอดเวลา และมีการส่งทีมงานลงไปประสานงานในพื้นที่ ซึ่งในบางโรงงานที่มีการพิสูจน์แน่ชัดแล้วว่ามีการดำเนินการที่ผิดกฎหมาย ได้มีการติดประกาศตามมาตรา 39 ให้หยุดดำเนินการ หยุดนำวัตถุดิบเข้าโรงงาน รวมถึงหยุดดำเนินการเอาของออกจากพื้นที่ของโรงงานด้วย

นายวราวุธ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังได้กำชับให้โรงงานที่มีบ่อและกองของเอาไว้จนทำให้มีน้ำไหลออกมา กระทรวงอุตสาหกรรมได้สั่งให้นำผ้าใบคลุมทุกอย่าง และล่าสุดได้มอบหมายให้ว่าที่ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมสั่งการไปยังอุตสาหกรรมจังหวัด และสนธิกำลังกับหลายฝ่าย เพื่อเริ่มดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมาย อย่างเข้มงวดในทุก ๆ โรงงาน เพราะได้รับรายงานมา ทั้งเรื่องของโรงงานที่มีนอมินี หรือโรงงานที่มีปัญหาต่าง ๆ ก็ได้สนธิกำลังกับหลายฝ่าย ซึ่งภายในวันนี้ทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้ให้ทีมงานไปลาดตระเวน ซึ่งหากตรงไหนสามารถพิสูจน์ได้ตามกฎหมายต่าง ๆ และเห็นชัดเจน กระทรวงอุตสาหกรรมก็จะสั่งปิดโรงงานทันที

เมื่อถามว่า ภายหลังการตรวจสอบว่า หากมีความผิดชัดเจนแล้ว จะมีบทลงโทษอย่างไรกับโรงงาน นายวราวุธ กล่าวว่า ตามกฎหมายความเสียหาย และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ทั้งหน่วยงานของรัฐ หรือความเดือดร้อนต่าง ๆ ผู้ประกอบการจะต้องจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรม กำลังอยู่ในขั้นตอนการแก้ไขในชั้นคณะกรรมาธิการคือพระราชบัญญัติโรงงาน เกี่ยวกับการทำให้เรื่องการรั่วไหลของสารพิษเหล่านี้ เป็นคดีทางการเงิน โดยจะมีการขอความร่วมมือจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในการยึดทรัพย์ผู้ประกอบการด้วย เพราะฉะนั้นยืนยันว่ากระทรวงอุตสาหกรรมไม่ได้นิ่งนอนใจ ซึ่งระยะเวลาที่ผ่านมา เกิดวิกฤตในหลายพื้นที่ ตนก็ได้ลงไปในหลายพื้นที่เช่นกัน เพียงแต่ยังลงพื้นที่ไม่ทั่วถึงเท่านั้น ย้ำว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจ และมีการดำเนินการอยู่ทุกวัน

เมื่อถามย้ำว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชน ภาครัฐจะบังคับให้โรงงานจ่ายเยียวยาประชาชนใช่หรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า ความเสียหายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม หรือการเก็บกวาด ทางกระทรวงอุตสาหกรรมโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม จะดำเนินคดีกับผู้ประกอบการ และค่าเสียหายต่าง ๆ จะต้องรับผิดชอบโดยผู้ประกอบการ

เมื่อถามว่า มีเสียงวิจารณ์ว่า รัฐมนตรีดูน้ำท่วม แต่พื้นที่สุพรรณบุรี นายวราวุธ กล่าวว่า ตนใส่หมวกสองใบ ใบหนึ่ง คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ทุกครั้งที่เกิดปัญหาเราดำเนินการ โดยทั้งกระทรวงลงไปอย่างเต็มที่ ส่วนหมวกอีกใบ พี่น้องจังหวัดสุพรรณบุรีได้เลือกตนมาด้วยคะแนนอย่างมากมาย แม้ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศน้ำจะลดลงไปแล้ว แต่บางพื้นที่ในจังหวัดสุพรรณบุรีน้ำยังท่วมสูงถึงหัวอยู่ ฉะนั้น เรื่องนี้มองได้หลายมุม หากตนไปในพื้นที่วิกฤตอื่นๆ คนในบ้านก็จะต่อว่า เอาแต่ดูที่อื่นไม่ดูที่บ้าน แต่เมื่อมาดูบ้านตัวเองก็จะถูกต่อว่า มาดูแต่บ้านตัวเองไม่ดูที่อื่น เรื่องนี้จะบอกว่านานาจิตตัง ขอยืนยันว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจในทุกปัญหา และสั่งการให้ดูแลทุกพื้นที่ที่มีปัญหา ตนไม่สามารถนำกระทรวงอุตสาหกรรมไปแก้ปัญหาน้ำท่วมที่สุพรรณบุรี แต่ในพื้นที่ที่เป็นปัญหาอยู่อย่างเช่น จังหวัดปราจีนบุรี สามารถนำทีมงานของกระทรวงอุตสาหกรรมไปดูแลพื้นที่ได้ ซึ่งอาจจะไม่ทันใจประชาชน แต่ขณะนี้ดำเนินการอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางกฎหมาย หรือสอบในทางลับด้วย พร้อมยกตัวอย่างว่า เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ตนลงไปแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เช่น คนที่ไม่มีบ้านอยู่ ซึ่งการลงพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีวานนี้ บางหลังยังมีน้ำท่วมสูงถึงชั้นสอง “ไปที่ไหนก็จะถูกต่อว่า แต่ไม่เป็นไร เข้าใจ แต่ก็ต้องแก้ปัญหาไปพร้อมพร้อม ๆ กันทุกมิติ” นายวราวุธ กล่าว

‘อาจารย์อุ๋ย’ จี้ ‘อนุทิน’ ตรวจสอบผู้ว่าฯ กทม.!! ปมผังเมือง–น้ำท่วมซ้ำซาก ถึงเวลารัฐบาลตรวจสอบผู้ว่าฯ เน้นผังเมืองและพื้นที่รับน้ำ 'อนุทิน'ต้องใช้กฎหมายจริงจัง

อาจารย์อุ๋ย ลั่น! ผังเมืองพัง น้ำท่วมซ้ำซาก! ถึงเวลา “อนุทิน” ใช้ดาบปลดผู้ว่าฯ กทม. ก่อนประชาชนต้องรับกรรมไม่รู้จบ!

11 ตุลาคม 2569 อาจารย์อุ๋ย – ประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสเฟซบุ๊คแสดงความเห็นว่า

“น้ำท่วมกรุงเทพฯ ซ้ำซากไม่ควรจบแค่ด้วยคำว่า ”ฝนตกหนัก“ แล้วปล่อยให้ประชาชนก้มหน้ารับชะตากรรมทุกปี บ้านเรือนเสียหาย ร้านค้าขาดรายได้ ถนนกลายเป็นคลอง คนทำงานเดินทางลำบาก แต่ผู้บริหารเมืองต้องตอบให้ได้ว่า เหตุใดปัญหาจึงเกิดซ้ำ และได้แก้ไขต้นเหตุอย่างจริงจังแล้วหรือไม่

ผมเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องตรวจสอบความรับผิดชอบของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการวางผังเมือง การรักษาพื้นที่รับน้ำ และประสิทธิภาพของแผนป้องกันน้ำท่วม เพราะความผิดพลาดในการบริหารเมืองอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนนับล้านคน

ผังเมืองผิดพลาด ใครต้องรับผิดชอบ?

ประเด็นที่ต้องตรวจสอบอย่างเร่งด่วนคือข้อกังวลเกี่ยวกับร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับปี 2569 ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงพื้นที่รับน้ำและพื้นที่เปิดโล่งเมื่อเทียบกับผังเมืองฉบับปี 2556 หากมีการลดพื้นที่รับน้ำจริง รัฐบาลและกรุงเทพมหานครต้องเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนเห็นอย่างชัดเจนว่า พื้นที่ลดลงเท่าใด เหตุผลคืออะไร และมีพื้นที่หรือมาตรการใดรองรับน้ำทดแทน

การพัฒนาเมืองต้องไม่ให้ผลประโยชน์จากการใช้ที่ดินอยู่เหนือความปลอดภัยของประชาชน หากการเปลี่ยนแปลงผังเมืองเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมโดยไม่มีมาตรการรองรับที่เพียงพอ ผู้มีหน้าที่ตัดสินใจย่อมต้องถูกตรวจสอบ ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้แบกรับความเสียหาย

ผังเมืองไม่ใช่เพียงเส้นสีบนแผนที่ แต่เป็นตัวกำหนดอนาคตของเมืองและความเสี่ยงที่คนกรุงเทพฯ ต้องเผชิญไปอีกหลายสิบปี

“อนุทิน” มีอำนาจตามกฎหมาย ปลดผู้ว่าฯ ได้

หลายคนอาจเข้าใจว่าผู้ว่าฯ กทม. มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลจึงไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้ แต่ความจริงคือกฎหมายกำหนดกลไกไว้แล้ว

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มาตรา 52 (8) ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมติคณะรัฐมนตรี สั่งให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครพ้นจากตำแหน่งได้ เมื่อมีพฤติการณ์ตามที่กฎหมายกำหนดเกี่ยวกับการกระทำอันเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของตำแหน่ง หรือการปฏิบัติหน้าที่หรือละเลยหน้าที่ที่ควรปฏิบัติ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่กรุงเทพมหานคร ราชการโดยส่วนรวม หรือสวัสดิภาพของประชาชน

นี่คืออำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่จริง ไม่ใช่เพียงข้อเรียกร้องทางการเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องสั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำและการวางผังเมืองอย่างเร่งด่วน หากพบว่าการปฏิบัติหน้าที่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 52 (8) ก็ต้องนำเรื่องเข้าสู่คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย

รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้กลไกนี้ไร้ความหมาย เพียงเพราะผู้บริหารท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งไม่ใช่ใบอนุญาตให้ใครหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดกับส่วนรวม

ต่างประเทศก็มีบทเรียนเรื่องสปิริตทางการเมือง

ในต่างประเทศ การแสดงความรับผิดชอบหลังเกิดวิกฤตร้ายแรงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การถูกปลดตามกฎหมาย แต่บางกรณีผู้บริหารตัดสินใจลาออกเองภายใต้แรงกดดันจากสังคม

ตัวอย่างเช่น คาร์ลอส มาซอน ผู้นำแคว้นบาเลนเซียของสเปน ประกาศลาออกเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2025 หลังเผชิญเสียงวิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับการรับมือกับมหาอุทกภัยในปี 2024 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 229 คน

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่และสังคมตั้งคำถามต่อการบริหาร ผู้ดำรงตำแหน่งย่อมต้องเผชิญแรงกดดันให้แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง แม้การลาออกไม่ได้หมายความว่ามีความผิดทางกฎหมายโดยอัตโนมัติ แต่เป็นการยอมรับว่าความไว้วางใจของประชาชนมีความสำคัญกว่าการยึดติดกับตำแหน่ง

สำหรับกรุงเทพมหานคร หากมีหลักฐานว่าความบกพร่องในการบริหารหรือการวางผังเมืองก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรง ผู้ว่าฯ ก็ควรพิจารณาความรับผิดชอบของตนเอง ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ต้องพร้อมใช้กลไกตามกฎหมายเมื่อเข้าเงื่อนไข ไม่ใช่รอให้ประชาชนเรียกร้องจนหมดความอดทน

ตำแหน่งทางการเมืองไม่ใช่เกราะกำบังความรับผิดชอบ และประชาชนไม่ควรต้องรับกรรมจากความผิดพลาดของผู้บริหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ถึงเวลาแล้วที่นายอนุทินต้องแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลพร้อมปกป้องประชาชนด้วยการตรวจสอบอย่างจริงจัง และพร้อมใช้กฎหมายเมื่อมีเหตุเข้าเงื่อนไข ผู้ว่าฯ ที่บริหารเมืองต้องรับผิดชอบต่อประชาชน ส่วนรัฐบาลที่มีอำนาจกำกับดูแลต้องกล้าใช้อํานาจที่มีอยู่ เพื่อลงโทษผู้บริหารท้องถิ่นที่บกพร่องต่อหน้าที่ และป้องกันความเสียหายไม่ให้เกิดขึ้นซํ้าซากอีก

ด้วยความปรารถนาดี“

https://www.facebook.com/share/p/1C31i1oxBZ/?mibextid=wwXIfr


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top