Saturday, 17 October 2026
NEWS

มจธ. ลุยพัฒนาโคนมไทย!! ใช้ Data เชื่อมพันธมิตรโลก พลิกฟาร์มโคนมเป็นห้องเรียน ลดต้นทุน เพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน ดึงคนรุ่นใหม่คืนถิ่นสานต่ออาชีพพระราชทาน

“มจธ. ดึงพลัง Data & Tech บูรณาการพันธมิตรระดับโลก พลิกฟาร์มโคนมไทยเป็นห้องเรียน ลดต้นทุนพร้อมมุ่งสร้างรายได้ยั่งยืน ดึงคนรุ่นใหม่คืนถิ่น”

กว่า 60 ปีที่ผ่านมา ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เปลี่ยนการเลี้ยงโคนมที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเรื่องไกลตัวของคนไทย ให้กลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้แก่เกษตรกรและเป็นแหล่งอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ พร้อมวางรากฐานระบบสหกรณ์จนเติบโตเป็นอุตสาหกรรมโคนมไทย และนำมาสู่การถวายพระราชสมัญญา “พระบิดาแห่งการโคนมไทย” หลังเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศเดนมาร์กใน พ.ศ. 2503 และทอดพระเนตรกิจการฟาร์มโคนม ได้เกิดความร่วมมือกับรัฐบาลและองค์การเกษตรกรรมของเดนมาร์กในการจัดตั้งฟาร์มโคนมไทย–เดนมาร์ก ที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ซึ่งเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2505 โดยรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 9 แห่งเดนมาร์กทรงร่วมเป็นประธานในพิธี

แต่วันนี้ “การเลี้ยงโคนม” กำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ เมื่อจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมลดจาก 22,507 ราย ในปี 2566 เหลือ 15,683 ราย ในปี 2568 หรือลดลงราว 30% ขณะที่จำนวนโคนมลดจาก 774,461 ตัว เหลือ 560,551 ตัว และกว่า 96% ของฟาร์มทั่วประเทศเป็นฟาร์มรายย่อยและรายเล็ก ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนโจทย์ใหญ่ที่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มผลผลิตน้ำนม แต่คือ จะทำอย่างไรให้เกษตรกรอยู่รอด และอาชีพพระราชทานยังมีคนสานต่อในอนาคต

ศ. ดร.เชาวลิต ลิ้มมณีวิจิตร รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และหัวหน้าโครงการ ชี้ให้เห็นความย้อนแย้งของโคนมไทยว่า ประเทศไทยมีความต้องการบริโภคน้ำนมประมาณ 2 ล้านตันต่อปี แต่ผลิตได้เพียงประมาณ 1 ล้านตัน แม้ความต้องการจะสูงกว่าผลผลิต แต่เกษตรกรกลับยังประสบปัญหารายได้ “ในเมื่อผลิตได้น้อย แต่ความต้องการเยอะ ทำไมเกษตรกรยังจน นี่เป็นคำถามที่ทำให้เราต้องกลับไปดูว่า ปัญหาจริงๆ อยู่ตรงไหน” ศ. ดร.เชาวลิต กล่าว

ช่องว่างระหว่างความต้องการบริโภคกับกำลังการผลิตนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเศรษฐกิจของเกษตรกร แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ของประเทศ เมื่อผลิตน้ำนมดิบในประเทศได้ไม่พอ ไทยจึงต้องพึ่งพานมผงและผลิตภัณฑ์นมนำเข้า ซึ่งมีความเสี่ยงจากราคาตลาดโลกที่ผันผวน การเปิดเสรีทางการค้า และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ น้ำนมยังเป็นแหล่งโปรตีน แคลเซียม และสารอาหารสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเด็กไทย โดยเฉพาะผ่านโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนที่ใช้น้ำนมดิบจากเกษตรกรในประเทศ หากจำนวนเกษตรกรและแม่โคยังลดลงต่อไป ประเทศไทยจะพึ่งพาตนเองด้านอาหารและโภชนาการได้ยากขึ้นในระยะยาว

จากการลงพื้นที่เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนปัญหา สถานการณ์จริงที่เกษตรกรกำลังเผชิญ และถอดบทเรียนจากพื้นที่จริง เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พบว่า ปัญหาสำคัญคือต้นทุนหลายด้านที่สะสมจนกัดกินรายได้เกษตรกร ทั้งผลผลิตน้ำนมเฉลี่ยของประเทศที่ประมาณ 13.5 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน ขณะที่บางพื้นที่อย่างฟาร์มโคนมหนองโพมีผลผลิตอยู่ที่เพียง 9.78 กิโลกรัม ต้นทุนอาหารสูง แม่โคผสมติดยาก และอากาศร้อนที่กระทบต่อผลผลิต ศ. ดร.เชาวลิต ยกตัวอย่างว่า หากฟาร์มมีแม่โค 20 ตัว แต่ให้นมเพียง 10 ตัว เกษตรกรยังต้องแบกรับค่าเลี้ยงดูอีก 10 ตัวที่ไม่สร้างรายได้ ปัญหาเหล่านี้จึงไม่อาจแก้ด้วยการบอกให้เกษตรกร “เลี้ยงวัวให้ดีขึ้น” แต่ต้องรู้ว่าควรแก้จุดไหนจึงจะลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ได้จริง นำมาสู่แนวคิด “โรงเรียนโคนม” (Dairy School) ที่ใช้องค์ความรู้ ข้อมูล การเชื่อมโยงเครือข่าย และเทคโนโลยีแก้ปัญหาให้ตรงกับสภาพจริงของแต่ละฟาร์ม

รศ. ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ที่ปรึกษา มจธ. มองว่า ปัญหาโคนมไทยมีความซับซ้อน ตั้งแต่การเลี้ยง อาหารสัตว์ การสืบพันธุ์ ไปจนถึงเทคโนโลยีและการตลาด จึงไม่อาจแก้ได้ด้วยมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง “โรงเรียนโคนม” จึงไม่ใช่การสร้างโรงเรียนแห่งใหม่ แต่เป็นการ “เปลี่ยนฟาร์มให้เป็นห้องเรียน เปลี่ยนปัญหาจริงให้เป็นโจทย์” โดยให้เกษตรกร สหกรณ์ เจ้าหน้าที่ส่งเสริม และมหาวิทยาลัยร่วมกันหาทางออก

“มจธ. ไม่ได้มีคณะเกษตรศาสตร์หรือสัตวแพทยศาสตร์ แต่เรามีจุดแข็งด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม เทคโนโลยี ข้อมูล และการบริหารจัดการ จึงนำความเชี่ยวชาญเหล่านี้มาเชื่อมกับองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยเครือข่าย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปลี่ยนความรู้ให้เป็นเครื่องมือที่เกษตรกรนำไปใช้แก้ปัญหา ลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ในฟาร์มได้จริง” รศ. ดร.ศักรินทร์ กล่าว

หนึ่งในจุดเด่นของโครงการคือการนำข้อมูลที่มีอยู่แล้วมาใช้ประโยชน์ โดยทีม มจธ. พบว่า ข้อมูลทั้งปริมาณและคุณภาพน้ำนม สุขภาพโค และการสืบพันธุ์ ยังจัดเก็บกระจัดกระจายและไม่ได้ถูกนำมาใช้ช่วยเกษตรกรตัดสินใจอย่างเต็มที่ จึงพัฒนาระบบ Automated Data Pipeline และ Dashboard เพื่อรวบรวมและแสดงข้อมูลให้เข้าใจง่าย ช่วยให้เกษตรกรมองเห็นปัญหาและวางแผนปรับปรุงฟาร์มได้ตรงจุด

“ข้อมูลมีอยู่แล้ว แต่เกษตรกรไม่เคยได้เห็น Data เหล่านั้นในรูปแบบที่ใช้ตัดสินใจได้ เราจึงพยายามเปลี่ยนจาก Data ให้เป็น Information ให้เขาเห็นว่าฟาร์มตัวเองอยู่ตรงไหน แล้วค่อยตั้งเป้าว่าจะขยับไปตรงไหน” ศ. ดร.เชาวลิต กล่าว

โครงการยังเริ่มเห็นผลจากการนำองค์ความรู้ไปใช้ในฟาร์มจริง เช่น สำราญฟาร์ม จ.เพชรบุรี ที่ปรับสูตรอาหารโคโดยใช้วัตถุดิบในพื้นที่ ส่งผลให้ปริมาณน้ำนมเพิ่มจาก 510 เป็น 700 กิโลกรัมต่อวัน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงกรกฎาคม 2568 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 37% แม้จำนวนแม่โครีดนมลดจาก 54 เหลือ 52 ตัว ผลลัพธ์นี้สะท้อนว่า การแก้ปัญหาให้ตรงจุดสามารถเพิ่มผลผลิตและสร้างโอกาสเพิ่มรายได้ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนโค อีกทั้งการใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ในท้องถิ่นยังช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า และทำให้ห่วงโซ่การผลิตอาหารมั่นคงขึ้นตั้งแต่ระดับฟาร์ม

อีกปัญหาที่โครงการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยคือ การสืบพันธุ์ของแม่โค โดยใช้ชุดตรวจ Early P-Check ตรวจการตั้งท้องจากน้ำนมได้ตั้งแต่ 45 วันหลังผสมเทียม ซึ่งผลการอบรมพบว่าผู้เข้าร่วมตรวจวิเคราะห์ได้ถูกต้อง 95% เมื่อเทียบกับการอัลตราซาวด์ ควบคู่กับการนำความรู้ด้านอาหาร การลดความเครียดจากอากาศร้อน และการจัดการโรงเรือนมาปรับใช้ให้เหมาะกับแต่ละฟาร์ม

เพื่อให้แนวทางเหล่านี้ตอบโจทย์เกษตรกรในแต่ละพื้นที่ ปลายเดือนสิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ทีม มจธ. ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญการเลี้ยงโคนมระดับโลกจาก University of Wisconsin–Madison ลงพื้นที่ฟาร์มโคนมในจังหวัดสุโขทัย เชียงใหม่ และสกลนคร เพื่อศึกษาปัญหาและสภาพการเลี้ยงโคนมที่แตกต่างกัน ก่อนนำองค์ความรู้ระดับโลกมาปรับให้เข้ากับบริบทของไทย แทนการใช้เทคโนโลยีหรือแนวทางเดียวกันกับทุกฟาร์ม

การดำเนินงานของ “โรงเรียนโคนม” มุ่งเปลี่ยนผ่านจากความเท่าเทียมเชิงรูปแบบ (Equality) ที่สนับสนุนทุกฟาร์มในเกณฑ์เดียวกัน ไปสู่ความเป็นธรรมตามความจำเป็นจริง (Equity) โดยใช้ข้อมูลรายฟาร์มเป็นฐานในการประเมิน เพื่อจัดสรรองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการติดตามดูแลให้ตรงจุดตามปัญหาจริง โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่แต่ยังเข้าถึงทรัพยากรได้จำกัด แนวทางนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเปิดโอกาสให้เกษตรกรทุกกลุ่มเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

นอกจากการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อีกโจทย์สำคัญคือ “ใครจะเป็นคนเลี้ยงโคนมรุ่นต่อไป” เมื่อเกษตรกรจำนวนมากมีอายุ 50–60 ปี ขณะที่คนรุ่นใหม่ไม่ต้องการสานต่องานที่หนักและแทบไม่มีวันหยุด ศ. ดร.เชาวลิต มองว่า การนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาช่วยบริหารฟาร์มอาจเปลี่ยนภาพการเลี้ยงโคนมให้เป็น “ธุรกิจเกษตรสมัยใหม่” ที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น

โครงการจึงวางแผนขยายผลผ่านเจ้าหน้าที่ส่งเสริม 72 คน สู่เกษตรกร 840 ฟาร์ม ตั้งเป้าลดต้นทุน 12% เพิ่มผลผลิตเป็น 13.5 – 15 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน และคาดว่าจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยรวมประมาณ 684 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ยังเป็นเป้าหมายที่ต้องพิสูจน์จากการขยายผลจริงว่าจะช่วยให้เกษตรกรอยู่ได้และมีคนรุ่นใหม่กลับมาสานต่ออาชีพมากขึ้นเพียงใด

รศ. ดร.ศักรินทร์ กล่าวว่า การช่วยให้เกษตรกรเลี้ยงโคนมได้อย่างมั่นคง ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งมหาวิทยาลัย สหกรณ์ ภาครัฐ แหล่งทุน และเกษตรกร เพื่อนำความรู้และเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของ “โรงเรียนโคนม” โครงการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการสานต่ออาชีพพระราชทานของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยช่วยให้เกษตรกรปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง และทำให้อาชีพเลี้ยงโคนมมีรายได้มั่นคง เปลี่ยนภาพลักษณ์การทำฟาร์มโคนมให้กลายเป็น “ธุรกิจเกษตรสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี” เพื่อให้คนรุ่นใหม่อยากกลับมาสานต่ออาชีพที่พระองค์ทรงวางรากฐานไว้ยังคงอยู่คู่เกษตรกรไทยต่อไป และเป็นกำลังสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน

‘อาจารย์อุ๋ย’ เตือนทีมประกันสังคมก้าวหน้า!! บอร์ดประกันสังคมต้องอิสระ ชี้ชัยชนะสะท้อนความหวัง เตือนอย่าให้พรรคการเมืองแทรกแซง ย้ำเงินกองทุนต้องบริหารเพื่อผู้ประกันตน พร้อมยกเกาหลีใต้เป็นบทเรียนสำคัญ

อาจารย์อุ๋ย เตือนระเบิดเวลาประกันสังคม! ห้ามพรรคการเมืองครอบงำกองทุน ยกบทเรียนเกาหลีใต้ เงินบำนาญต้องไม่รับใช้การเมือง

16 ตุลาคม 2569 นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่าน Facebook ระบุว่า 

“ชัยชนะของ “ทีมประกันสังคมก้าวหน้า” ในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม สะท้อนความไว้วางใจและความหวังของผู้ประกันตน ผมขอแสดงความยินดีกับผู้ได้รับเลือกตั้ง พร้อมเตือนอย่างตรงไปตรงมาว่า อย่าปล่อยให้ความใกล้ชิดกับพรรคการเมืองกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ที่ย้อนกลับมาทำลายความมั่นคงของกองทุนและอนาคตของคนทำงาน

หัวใจของการบริหารเงินกองทุนคือความเป็นอิสระ โดยเฉพาะการลงทุนที่ต้องคำนึงถึงผลตอบแทน ความเสี่ยง และภาระจ่ายสิทธิประโยชน์ระยะยาว เงินทุกบาทต้องบริหารเพื่อผู้ประกันตน พรรคการเมืองไม่มีสิทธิเข้ามาสั่งการหรือกำหนดทิศทางการลงทุนเพื่อประโยชน์ของตนเอง

แนวทางการลงทุนกองทุนประกันสังคมของสมาคมประกันสังคมระหว่างประเทศ หรือ ISSA Guidelines on Investment of Social Security Funds ข้อ 3 เรื่อง “Bodies and their responsibilities” ระบุชัดเจนว่า

“The board, management and investing institution shall be independent from political interference as regards investment decisions and implementation.”

หมายความว่า “คณะกรรมการ ฝ่ายบริหาร และหน่วยงานลงทุน ต้องเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมืองในการตัดสินใจและดำเนินการลงทุน” พร้อมกำหนดให้เคารพกระบวนการจัดการและเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้วย 

คำว่า “การแทรกแซงทางการเมือง” ครอบคลุมทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน พรรคการเมืองใดที่เข้ามาสั่งการ กดดัน หรือชี้นำการลงทุนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ย่อมขัดต่อมาตรฐานดังกล่าว การเป็นฝ่ายค้านจึงไม่ได้ทำให้พรรคการเมืองได้รับข้อยกเว้นจากหลักความเป็นอิสระของกองทุน

ความใกล้ชิดระหว่างพรรคประชาชนกับทีมประกันสังคมก้าวหน้าปรากฏผ่านกิจกรรมสาธารณะ เช่น การลงพื้นที่ตลาดละลายทรัพย์ สีลม เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ซึ่งมีรายงานบทบาทของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในการรณรงค์เลือกตั้งร่วมกับทีมดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจึงต้องแสดงให้ชัดว่า ความสัมพันธ์นี้จะไม่กลายเป็นช่องทางส่งใบสั่งเข้ากองทุน

นโยบายของทั้งสองฝ่ายยังสอดคล้องกันหลายเรื่อง ทั้งการนำประกันสังคมออกจากระบบราชการ การบริหารโดยมืออาชีพ และการเปิดเผยข้อมูลการบริหารกับการประชุม พรรคประชาชนซึ่งประกาศลดการแทรกแซงทางการเมืองจึงต้องยึดหลักเดียวกันกับตนเอง กรรมการต้องมีอิสระพอที่จะปฏิเสธแรงกดดันจากพรรคที่สนับสนุนตนได้ 

ผลเสียของการเมืองครอบงำกองทุนกระทบถึงผู้ประกันตนโดยตรง หากเลือกลงทุนเพื่อเอื้อกลุ่มทุนที่ใกล้ชิดหรือสนองวาระทางการเมือง เงินอาจไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่เสี่ยงเกินควรหรือให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า เมื่อกองทุนสูญเสียรายได้สะสม ความสามารถในการจ่ายบำนาญและสิทธิประโยชน์ย่อมถูกกดดัน และอาจนำไปสู่ข้อเสนอเพิ่มเงินสมทบหรือปรับเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ในอนาคต

อันตรายอีกด้านคือการเร่งเพิ่มสิทธิประโยชน์เพื่อสร้างคะแนนนิยม โดยไม่ประเมินรายรับ รายจ่าย และจำนวนผู้รับบำนาญอย่างรอบคอบ ภาระผูกพันอาจกินเวลาหลายสิบปี คนทำงานรุ่นต่อไปจึงเสี่ยงต้องแบกรับต้นทุนของความนิยมทางการเมืองในวันนี้ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอาจถูกกดดันให้รับรองการตัดสินใจที่มีธงไว้แล้ว และเสียงเตือนเรื่องความเสี่ยงถูกลดความสำคัญ

เกาหลีใต้มีบทเรียนที่ไทยควรศึกษา ในการควบรวม Samsung C&T กับ Cheil Industries เมื่อปี 2558 กองทุนบำนาญแห่งชาติ หรือ NPS ซึ่งถือหุ้น Samsung C&T ถูกฝ่ายบริหารประเทศแทรกแซงกระบวนการตัดสินใจให้สนับสนุนการควบรวม ทั้งที่ที่ปรึกษาของกองทุนแนะนำให้คัดค้าน เพราะอัตราแลกหุ้นไม่สะท้อนมูลค่าทรัพย์สินอย่างเหมาะสมและเสียเปรียบผู้ถือหุ้น Samsung C&T เรื่องนี้กระทบผลประโยชน์ของกองทุนและลุกลามเป็นคดีอาญากับข้อพิพาทการลงทุนระหว่างประเทศ 

อดีตรัฐมนตรีสาธารณสุข มุนฮยองพโย และอดีตหัวหน้าฝ่ายลงทุน ฮงวานซอน ถูกพิพากษาว่ามีความผิดฐานใช้อำนาจโดยมิชอบและผิดหน้าที่ในการดูแลทรัพย์สินตามลำดับ โดยศาลสูงสุดเกาหลีใต้ยืนยันผลคดีในปี 2565 

บทเรียนสำหรับไทยคือ ต้องปิดช่องทางครอบงำให้ครบทั้งการใช้อำนาจรัฐกดดันและการใช้อิทธิพลผ่านกรรมการที่พรรคสนับสนุน ความเป็นอิสระต้องคุ้มครองกระบวนการตัดสินใจจากอำนาจทางการเมืองทุกช่องทาง เพื่อให้เงินของผู้ประกันตนได้รับการดูแลตามหลักวิชาชีพอย่างแท้จริง

กฎหมายไทยมีแนวป้องกันเรื่องนี้ในมาตรา 8/2 (9) แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยกำหนดลักษณะต้องห้ามของกรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา 8 และที่ปรึกษาตามมาตรา 8/1 ครอบคลุมตำแหน่งทางการเมือง ตำแหน่งท้องถิ่น และตำแหน่งในพรรคการเมืองตามที่กฎหมายระบุ พร้อมระยะเว้นวรรคไม่น้อยกว่าสามปี สะท้อนความสำคัญของการสร้างระยะห่างจากอำนาจการเมือง (senate.go.th⁠ )

ทีมประกันสังคมก้าวหน้าจึงต้องพิสูจน์ความเป็นอิสระผ่านการทำงานจริง เปิดเผยเหตุผลการลงทุน จัดการผลประโยชน์ทับซ้อน และประเมินความยั่งยืนก่อนเพิ่มภาระผูกพัน ความไว้วางใจจากการเลือกตั้งต้องตอบแทนด้วยความรับผิดชอบต่อเจ้าของเงิน

ผู้ประกันตนเลือกท่านเข้าไปเพื่อปกป้องอนาคตของเขา ทุกการตัดสินใจจึงต้องยึดประโยชน์ของผู้ประกันตนเป็นที่ตั้ง เงินประกันสังคมคือเหงื่อแรงและหลักประกันชีวิตของคนทำงาน พรรคการเมืองใดก็ไม่มีสิทธิเข้ามาถือรีโมตสั่งการกองทุน!”

https://www.facebook.com/share/p/1Q7QSfgVgm/?mibextid=wwXIfr

ขนลุกและดีใจมากๆที่คุณคริสตาลินา กิออร์กิเอวา (Kristalina Georgieva)

ขนลุกและดีใจมากๆที่คุณคริสตาลินา กิออร์กิเอวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จบสไลด์สุดท้าย ขอบการปาฐกถากับ ผู้นำเศรษฐกิจจาก 190 ประเทศ ในวันประชุมใหญ่ ด้วยภาพนี้ครับ

ปลื้มใจที่ Royal Pavilion เฉลิมพระเกียรติ ที่ทางทีมทำงานกันอย่างทุ่มเทมานานได้มีส่วนช่วยนำพาให้เกิด“ภาพนี้” วันนี้ครับ

สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1658796206259399&id=100063871053873&post_id=100063871053873_1658796206259399&rdid=x3FLxkoyIFYQArrU#

เชลล์กวาด 3 รางวัลห้องน้ำยอดเยี่ยม!! สถานีเชลล์คว้ารางวัลสุดยอดห้องน้ำปี 2569 3 แห่ง ในกรุงเทพฯ ได้รับรางวัลคุณภาพ ยึดหลัก H.A.S. เสริมความสะอาดปลอดภัย มุ่งสร้างประสบการณ์ดีลูกค้าทุกครั้ง

เชลล์คว้ารางวัล “สุดยอดห้องน้ำแห่งปี 2569” ตอกย้ำมาตรฐานการบริการ
ใส่ใจทุกประสบการณ์ ให้ลูกค้า “วางใจเมื่อใช้เชลล์”

กรุงเทพฯ – 16 ตุลาคม 2569 สถานีบริการน้ำมันเชลล์คว้า 3 รางวัล “สุดยอดห้องน้ำแห่งปีของกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2569” สะท้อนความมุ่งมั่นของเชลล์ ในการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในทุกจุดบริการ ไม่เพียงด้านคุณภาพน้ำมัน แต่รวมถึงความสะอาด ความปลอดภัย และความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง โดยสถานีบริการน้ำมันเชลล์ เติมบุญ เต็มธรรม (เขตคลองสามวา) ได้รับรางวัล “สุดยอดห้องน้ำแห่งปีของกรุงเทพมหานคร” ขณะที่สถานีบริการน้ำมันเชลล์ น้อยเพิ่มปิโตรเลียม (เขตประเวศ) และสถานีบริการน้ำมันเชลล์ นำรุ่งเรือง 1992 (เขตคลองเตย) ได้รับรางวัล “ห้องน้ำมาตรฐานดีเด่น”

รางวัล “สุดยอดห้องน้ำแห่งปีของกรุงเทพมหานคร” สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างเชลล์และผู้ประกอบการสถานีบริการในการดูแลและพัฒนาห้องน้ำให้มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย และพร้อมรองรับผู้ใช้บริการทุกกลุ่ม โดยการพิจารณาจากมาตรฐาน H.A.S. ของกรมอนามัย ซึ่งครอบคลุมองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ ด้านความสะอาด (Health) ความพร้อมในการเข้าถึง (Accessibility) และความปลอดภัย (Safety)

สอดคล้องกับแนวทางการดูแลพัฒนาห้องน้ำของเชลล์ ที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกในการใช้งานสำหรับผู้ใช้บริการทุกกลุ่ม ความปลอดภัยและสุขอนามัย ตลอดจนการออกแบบที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยเชลล์ยังได้จัดทำคู่มือ “Make it Shine” เพื่อกำหนดแนวทางการดูแลความสะอาดของสถานีบริการให้เป็นมาตรฐานเดียวกันครอบคลุมทุกพื้นที่ภายในสถานีบริการ เพื่อยกระดับคุณภาพการบริการและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอทั่วประเทศ

ความสำเร็จในปีนี้ยังเป็นการต่อยอดจากปี 2568 ซึ่งสถานีบริการน้ำมันเชลล์ได้รับทั้งรางวัล “สุดยอดห้องน้ำแห่งปี” และ “ห้องน้ำมาตรฐานดีเด่น” สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการรักษาและยกระดับมาตรฐานด้านสุขอนามัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับประสบการณ์ที่ดีในทุกครั้งที่แวะสถานีบริการเชลล์

การได้รับรางวัลทั้ง 3 รางวัลในปีนี้ จึงเป็นอีกบทพิสูจน์ถึงความร่วมมือระหว่างเชลล์และผู้ประกอบการสถานีบริการ ที่มุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการบริการในทุกจุด เพื่อมอบประสบการณ์เดินทางที่ดียิ่งขึ้นให้กับทุกคนที่แวะมาที่สถานีบริการเชลล์ ตามแนวคิด “Make Life's Journey Better - เติมสุขให้ทุกชีวิต” สะท้อนความมุ่งมั่นของเชลล์ตลอดระยะเวลากว่า 134 ปีในประเทศไทย ในการร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อสร้างมาตรฐานการบริการที่ผู้ใช้บริการสามารถ “วางใจเมื่อใช้เชลล์” ได้ในทุกการเดินทาง

ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ
ที่ยอดเยี่ยม ไหนๆ เราก็อยู่กัน
ที่นี้แล้ว อย่าลืมออกไป ช้อปปิ้งด้วย

ผู้อำนวยการ IMF Kristalina Georgieva

ธรรมศาสตร์ เดินหน้ายกระดับศูนย์ธรรมรักษ์!! เปิดศูนย์เฉพาะทางผู้สูงอายุครบวงจร ใช้งบกว่า 600 ล้านบาทสร้างอาคารใหม่ รองรับเตียงผู้สูงอายุ 120 เตียง พร้อมเปิดที่พักระยะยาวในปี 2570

ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ คือโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านผู้สูงอายุของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 40 ไร่ ริมถนนพหลโยธิน ในซอยคลองหลวง 25 ก่อนถึง ม.กรุงเทพ ห่างจาก มธ. ศูนย์รังสิต ประมาณ 5 กม.

ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ เปิดดำเนินการมาแล้วเป็นเวลา 7 ปี ในลักษณะศูนย์ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง (Palliative care) กับดูแลผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลระยะยาวหรือที่ต้องพักฟื้นเป็นเวลานาน โดยการก่อสร้างปรับปรุงพื้นที่ที่สะดวกสบายและกว้างขวาง สร้างเป็นอาคารสองชั้นขนาด 20 ห้องผู้ป่วย โดยใช้งบประมาณดำเนินการรวมเกือบ 200 ล้านบาท

ในเดือนกรกฎาคม 2569 ศูนย์ธรรมศาสตร์ธรรมรักษ์ได้เปิดใช้อาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ เป็นอาคารหกชั้น มีพื้นที่เกือบ 10,000 ตารางเมตร โดยใช้งบประมาณอีกเกือบ 400 ล้านบาท และเปิดอาคารศูนย์ทันตกรรมผู้สูงอายุที่มียูนิตทันตกรรมถึง 10 ยูนิตอีกอาคารหนึ่งพร้อม ๆ กัน เพื่อให้บริการผู้ป่วยผู้สูงอายุได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ และได้เปิดคลินิค OPD ผู้สูงอายุทุกวันราชการ เพื่อทำการตรวจรักษาผู้ป่วยโดยอาจารย์แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ตลอดจนได้เปิดศูนย์กายภาพบำบัด และการฟื้นฟูสมรรถนภาพ กับศูนย์ daycare สำหรับกิจกรรมของผู้สูงอายุในศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ด้วย

ในอาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ มีห้องผู้ป่วยที่สามารถรองรับผู้ป่วยผู้สูงอายุได้ถึง 120 เตียง และยังเตรียมพื้นที่ชั้นหกของอาคารให้เป็นที่พักอาศัยระยะยาวของผู้สูงอายุที่ยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้อีกจำนวน 20 ยูนิตด้วย

การเปิดใช้อาคารสำหรับการพักอาศัยระยะยาวของผู้สูงอายุซึ่งโรงพยาบาลธรรมศาสตร์จะดำเนินการร่วมกับคณะพยาบาลศาสตร์ มธ. จะเริ่มรับผู้เข้าพักในปี 2570 พร้อมๆกับการเปิดหน่วย ICU ผู้สูงอายุ ที่ยังคงต้องพึ่งพาท่อช่วยหายใจ โดยย้ายจากการครองเตียงในห้อง ICU ปกติของโรงพยาบาลซึ่งมีความขาดแคลนอย่างยิ่งยวดในขณะนี้ จะทำให้ศูนย์ธรรมศาสตร์ธรรมรักษ์เป็นโรง

พยาบาลผู้สูงอายุครบวงจรอย่างแท้จริงแห่งแรกของประเทศ เพื่อรองรับการเข้าสู่สถานะการเป็นประเทศผู้สูงอายุยิ่งยวด ของประเทศไทย ตามนิยามของ WHO ในปี พ.ศ. 2572

ธรรมศาสตร์ยังคงทำหน้าที่ ตามปณิธานของ การจัดตั้งมหาวิทยาลัยแห่งนี้เมื่อ 92 ปีก่อน ในฐานะมหาวิทยาลัยเพื่อรับใช้ประชาชนและสังคมไทย อย่างมั่นคงต่อเนื่องตลอดมา

ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์
นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ที่มา : https://www.facebook.com/100057043646443/posts/1616463133598459/?rdid=Za9Xujhu1zt2sSHQ#

ระทึกก่อนประชุม IMF–World Bank!! รถมาเลเซียเจอตรวจเข้ม ติดถังน้ำมัน 7 ใบ บนทางเท้า ใกล้เขตปลอดภัย IMF-World Bank เจ้าหน้าที่แจ้งเตือนเฝ้าระวังทันที คู่รักมาเลเซียชี้ใช้เดินทางฮันนีมูน

สำนักข่าวนิวสเตรทไทมส์ของมาเลเซีย รายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (13 ต.ค. 2569) ขณะที่เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร ตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนการประชุม IMF-World Bank พบรถยนต์ทะเบียนมาเลเซียจอดอยู่ที่ทางเท้า บนถนนสุขุมวิท บริเวณปากซอยสุขุมวิท 17 เขตวัฒนา กทม. ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เนื่องจากอยู่ใกล้กับเขตความปลอดภัยของการประชุมฯ เจ้าหน้าที่ กทม. กังวลว่ารถคันดังกล่าวอาจบรรจุวัตถุอันตราย จึงได้แจ้งเตือนหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง

ต่อมาเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้ระเบิด (EOD) เข้าตรวจสอบ พบถังบรรจุน้ำมันเบนซิน 7 ถัง รวมประมาณ 40 ลิตร อยู่ที่ท้ายรถ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนเพิ่มเติม พบว่ารถคันดังกล่าวเป็นของคู่รักสามีภรรยาชาวมาเลเซีย ที่เดินทางเข้าประเทศไทยเมื่อวันที่ 11 ต.ค. และวางแผนจะเดินทางกลับประเทศในวันที่ 17 ต.ค. คู่รักคู่นี้บอกกับเจ้าหน้าที่ว่า พวกเขากำลังเดินทางท่องเที่ยวผ่านหลายจังหวัดของประเทศไทยด้วยรถยนต์ส่วนตัว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของช่วงฮันนีมูน พวกเขาพักอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท และจอดรถใกล้ซอยสุขุมวิท 17 เพื่อไปเที่ยวที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง

โฆษกหน่วยงานความมั่นคงของไทยกล่าวว่า คนขับรถชาวมาเลเซียบอกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เขาเตรียมน้ำมันเพิ่มมาด้วย เพราะไม่คุ้นเคยกับเส้นทางในประเทศไทย และคาดว่าจะต้องเดินทางไกลระหว่างจังหวัดต่างๆ ชายคนนั้นบอกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าวเตรียมไว้ เพื่อป้องกันในกรณีที่พวกเขาหาปั๊มน้ำมันระหว่างทางได้ยาก โดยซื้อน้ำมันมาจากประเทศมาเลเซีย

ที่มา : nst.com.my/news/regional/2026/10/1556021/malaysian-honeymooners-probed-over-extra-fuel-carried-thailand

'ชัยวุฒิ' พาครอบครัวทำบุญกินเจเมืองสิงห์บุรี!! ควงคุณแม่ภรณี–ลูกสาว ร่วมสืบสานประเพณีกินเจสิงห์บุรี จุดเทียนยักษ์–แจกอาหารเจแก่ประชาชน ตั้งโรงทานแจกอาหารเจทุกวัน ร่วมสืบสานประเพณีอย่างอบอุ่น

"ชัยวุฒิ"ควงคุณแม่ภรณี ลูกสาว ทำบุญ เทศกาลกินเจ สิงห์บุรี -จุดเทียนยักษ์เสริมสิริมงคล

[สิงห์บุรี] 15 ตุลาคม 2569 เวลา 13.00 น. -บรรยากาศเทศกาลกินเจที่จังหวัดสิงห์บุรีเต็มไปด้วยความอิ่มบุญ โดยนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ พร้อมด้วยคุณแม่ภรณี ธนาคมานุสรณ์ และบุตรสาว ได้เดินทางไปร่วมทำบุญสืบสานประเพณีถือศีลกินผัก ณ ศาลาประชาคมปึงเถ่ากงม่า อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี

​ในโอกาสนี้ นายชัยวุฒิและครอบครัวได้ร่วมกันประกอบพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลอย่างพร้อมหน้า โดยจุดเทียนยักษ์ตามธรรมเนียมปฏิบัติเพื่อเสริมมงคลชีวิต นอกจากนี้ ทางครอบครัวยังได้ตั้งโรงทานเพื่อแจกจ่ายอาหารเจให้แก่ประชาชนที่มาร่วมงาน ซึ่งครอบครัวธนาคมานุสรณ์ได้นำข้าวสารมาถวาย และรับเป็นเจ้าภาพทำเมนูเต้าหู้ทอด รวมถึงจัดเตรียมอาหารเจมาบริการให้กับประชาชนทั่วไปในทุก ๆ วันตลอดช่วงเทศกาล

ซึ่งบรรยากาศภายในศาลาประชาคมปึงเถ่ากงม่า เต็มไปด้วยความอบอุ่น ถือเป็นการร่วมสืบสานประเพณีอันดีงามและแบ่งปันสิ่งดี ๆ ให้กับชาวสิงห์บุรีในช่วงเทศกาลกินเจ ประจำปีนี้

IRPC ยกระดับเม็ดพลาสติก POLIMAXX สู่มาตรฐานฮาลาล!! สร้างทางส่งออกพลาสติกเม็ดสู่ตลาดอินโด เป็นรายแรกของไทยที่ได้รับการรับรอง พร้อมยกระดับศักยภาพสู่ตลาดโลก เพิ่มโอกาสส่งออกสู่ประเทศอินโดนีเซีย

IRPC ได้รับการรับรองมาตรฐานฮาลาลสำหรับเม็ดพลาสติก POLIMAXX รองรับการส่งออกสู่ตลาดอินโดนีเซีย

บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC สร้างความสำเร็จสำคัญในการยกระดับการดำเนินธุรกิจในตลาดต่างประเทศ โดยได้รับการรับรองมาตรฐานฮาลาล (Halal Certificate) สำหรับผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกจากสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (สกอท.) เป็นรายแรกของประเทศไทย ภายใต้หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้าไปยังประเทศอินโดนีเซีย นับเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มความพร้อมของผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาดเป้าหมาย เสริมสร้างศักยภาพและโอกาสในการแข่งขันในระดับสากล

นายภาณุทัต เกียรติ์อนันต์ชัย ผู้จัดการฝ่ายอาวุโส บริหารคุณภาพ ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม IRPC เข้ารับมอบใบรับรองมาตรฐานฮาลาลเพื่อการส่งออก จากนายณรงค์เดช สุขจันทร์ รองเลขาธิการ สกอท. และรองประธานฝ่ายกิจการฮาลาล ณ สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569

การรับรองครั้งนี้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกประเภท HDPE และ PP ภายใต้แบรนด์ POLIMAXX โดยผ่านการตรวจประเมินด้านผลิตภัณฑ์ ระบบการจัดการ และกระบวนการผลิตที่เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันความพร้อมในการควบคุมคุณภาพ การตรวจสอบย้อนกลับ และการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านฮาลาลอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกไปยังตลาดอินโดนีเซีย

ปัจจุบัน IRPC ส่งออกเม็ดพลาสติกไปยังกว่า 52 ประเทศทั่วโลก การได้รับการรับรองครั้งนี้จึงเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการขยายตลาดส่งออก เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าและคู่ค้า พร้อมสะท้อนถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองต่อข้อกำหนดและความต้องการของตลาดต่างประเทศ

IRPC มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพตามข้อกำหนด สร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้าและคู่ค้า และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

รัฐบาล เตือนห้ามบินโดรน!! วันที่ 16 ต.ค. ห้ามบินโดรน ในพื้นที่ VT R1 กรุงเทพฯ ตามประกาศสำนักงานการบิน เพื่อความปลอดภัยประชุม IMF - World Bank

รัฐบาลย้ำเตือนวันที่ 16 ต.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 00.01-23.59 น. ห้ามบินโดรนในพื้นที่ VT R1 Bangkok City และพื้นที่เกี่ยวข้อง ตามประกาศของสำนักงานการบินพลเรือนเพื่อสนับสนุนการรักษาความ ปลอดภัยให้การประชุม IMF - World Bank Annual Meeting 2026 เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ที่มา : https://www.facebook.com/watch/?v=1619801722798373&rdid=ysmSHJjQzfrlzD2W

ไทย–อินโดนีเซีย ผนึกกำลัง!! ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจอาเซียน กระชับความร่วมมือการเงิน–พลังงาน ต่อต้านสแกมเมอร์ข้ามชาติเข้มแข็ง หนุนการค้า–ลงทุน ข้ามแดนเพิ่มโอกาส

ไทย–อินโดนีเซียกระชับความร่วมมือด้านการเงิน พลังงาน และเกษตรกรรม ผนึกกำลังปราบสแกมเมอร์–ฟอกเงินข้ามชาติ หนุนไทยนำอาเซียนสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พร้อมส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

วันนี้ (14 ต.ค. 69) เวลา 16.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หารือกับนาง Friderica Widyasari Dewi ประธานคณะกรรมการสำนักงานกำกับดูแลบริการทางการเงินแห่งอินโดนีเซีย ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับอินโดนีเซียในหลายด้าน ทั้งการเงิน การธนาคาร พลังงาน เกษตรกรรม และการป้องกันอาชญากรรมทางการเงินข้ามชาติ

นายกฯ กล่าวขอบคุณฝ่ายอินโดนีเซียที่ให้การสนับสนุนธนาคารพาณิชย์ของไทยที่ดำเนินธุรกิจในอินโดนีเซีย โดยปัจจุบันมีธนาคารกสิกรไทยและธนาคารกรุงเทพดำเนินธุรกิจในอินโดนีเซียและมีส่วนสนับสนุนการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจระหว่างสองประเทศ ทั้งนี้ ไทยพร้อมส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงินและการธนาคารอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการเข้าถึงบริการทางการเงิน ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการพัฒนากลไกทางการเงินที่สนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังเห็นพ้องถึงความสำคัญของการขยายความร่วมมือด้านพลังงานและเกษตรกรรม ควบคู่กับการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกัน โดยนายกฯ แสดงความหวังที่จะเห็นผู้ประกอบการไทยขยายธุรกิจในอินโดนีเซียมากขึ้น และยินดีต้อนรับนักลงทุนอินโดนีเซียเข้ามาลงทุนในประเทศไทย พร้อมเน้นย้ำว่าความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงินของทั้งสองประเทศจะมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนภาคธุรกิจและเพิ่มโอกาสทางการค้าให้เติบโตยิ่งขึ้น

ในด้านการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ ฝ่ายอินโดนีเซียแสดงความชื่นชมและขอบคุณประเทศไทยต่อความพยายามในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งมีส่วนช่วยคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนไทยและชาวอินโดนีเซีย พร้อมยืนยันว่าจะสนับสนุนการดำเนินงานของไทยในเรื่องนี้ต่อไป และเห็นว่าไทยสามารถมีบทบาทนำในอาเซียนในการจัดการปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในโอกาสนี้ ยังเห็นถึงศักยภาพของอาเซียนในการร่วมกันขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความท้าทายที่เกิดขึ้นในหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยไทยและอินโดนีเซียในฐานะประเทศเศรษฐกิจสำคัญของอาเซียนควรส่งเสริมความเป็นเอกภาพ เพิ่มพูนความร่วมมือ และใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของแต่ละประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุน พร้อมแสดงให้ประชาคมโลกเห็นถึงศักยภาพของอาเซียนในฐานะภูมิภาคที่พร้อมร่วมมือและดำเนินการค้ากับทุกประเทศทั่วโลก

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1556287566533969&id=100064582216937&rdid=hmBVXXmbTmurlcEW#

นายกฯ ชู soft power ไทย!! ต้อนรับผู้นำการเงินโลกในงาน Welcome Dinner ประชุม IMF–World Bank 2026 ไทยนำเสนอมิติทางวัฒนธรรม ผนึกกำลังเศรษฐกิจโลกปี 69

นายกฯ ชู soft power ไทย สร้างความประทับใจ ในงาน Welcome Dinner ต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการธนาคารกลางที่เข้าร่วมการประชุมประจำปี IMF - World Bank Group 2026

วันนี้ (14 ต.ค. 69) เวลา 19.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงต้อนรับ Welcome Dinner ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เนื่องในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569

นายกฯ ได้ทักทายแขกผู้มีเกียรติบริเวณโถงกลางตึกสันติไมตรี ก่อนขึ้นเวทีกล่าวต้อนรับผู้นำระดับโลกและแขกผู้มีเกียรติ โดยย้ำว่าประเทศไทย มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF - World Bank อีกครั้งในรอบ 35 ปี พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญ ของความร่วมมือในอนาคต ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจโลกที่เชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตการทำงาน การค้า และการสื่อสารของผู้คน

นายกฯ กล่าวเพิ่มเติมถึงความหมายของชื่อ “ตึกสันติไมตรี” ณ ที่แห่งนี้ซึ่งแขกผู้มีเกียรติได้มาร่วมงาน ว่ามีความหมายถึง “สันติภาพและมิตรภาพ” จึงหวังว่าค่ำคืนนี้จะเป็นโอกาสของการได้พบปะและสร้างเครือข่ายร่วมกัน และในช่วงท้ายได้กล่าวอวยพรให้แขกผู้มีเกียรติ มีช่วงเวลาแห่งความสุขและน่าประทับใจกับการท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ พร้อมสัมผัสความอบอุ่นของคนไทย ตลอดจนประสบความสำเร็จในการหารือในห้วงการประชุม

ทั้งนี้ การจัดงานทุกรายละเอียด ทั้งการตกแต่งสถานที่ กิจกรรม การแสดง อาหารและเครื่องดื่ม ได้ร้อยเรียงเรื่องราวความเป็นไทย และถ่ายทอดศักยภาพของไทย ผ่านมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม จึงหวังว่า จะสร้างความทรงจำที่ดีและความประทับใจให้ผู้นำระดับโลกและแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1556433989852660&id=100064582216937&rdid=toAJLxEOOfsr5d5e#

‘อาจารย์อุ๋ย’ ฟาด กทม. ปมหมู่บ้านทับทางน้ำหลาก!! เปิดแฟ้มอนุญาตหมู่บ้านทับฟลัดเวย์ ตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องทุกขั้นตอน ผิดผังเมืองอาจคุก 10 ปี ต้องโปร่งใส-หยุดทำลายเมือง

อาจารย์อุ๋ย ฟาด กทม. ! หมู่บ้านทับ ‘ฟลัดเวย์’ ใครเซ็นต้องรับผิด! หากเอื้อทุนฝ่าฝืนผังเมือง ผู้ว่าฯ–เจ้าหน้าที่เสี่ยงคุก 10 ปี ม.157

14 ตุลาคม 2569--นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความห็นผ่านเฟสบุ๊คว่า

”จากกรณีที่อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ แกนนำเครือข่ายประชาชนทวงคืนแก้มลิงและฟลัดเวย์ เปิดประเด็นตรวจสอบการอนุญาตก่อสร้างและการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่รับน้ำและทางน้ำหลากของกรุงเทพมหานคร นั้น

ผมเห็นว่า กทม. ต้องเปิดแฟ้มอนุญาตโครงการหมู่บ้านจัดสรรในพื้นที่เหล่านี้ย้อนหลัง พร้อมตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องทุกขั้นตอน หากมีการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้เอกชนฝ่าฝืนผังเมือง ผู้อนุญาตและผู้บริหารที่ร่วมกระทำต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย ประชาชนไม่ควรต้องแบกรับความเสียหายจากการใช้อำนาจโดยมิชอบ

กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2556 มีข้อกำหนดคุ้มครองพื้นที่ระบายน้ำ ล. 4 ตามข้อ 38 (3) (พื้นที่สีขาวทะแยงเขียว) บริเวณพื่นที่ กทม ฝั่งตะวันออกและตะวันตก ข้อ 41 กําหนดห้ามถมดิน ก่อสร้าง หรือดำเนินการที่ลดประสิทธิภาพการระบายน้ำตามธรรมชาติในบริเวณที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ การตรวจสอบต้องนำแผนที่ตามกฎหมายมาเทียบกับตำแหน่งโครงการ ใบอนุญาต และสภาพการก่อสร้างจริง หากพบว่าอนุญาตให้ถมดินหรือสร้างสิ่งกีดขวางขัดข้อกำหนด เจ้าหน้าที่ต้องตอบให้ได้ว่าใช้อำนาจตามกฎหมายข้อใดอนุญาตให้เอกชนทําเช่นนั้น

ผังเมืองเป็นกฎหมายที่เจ้าหน้าที่ต้องเคารพ ไม่ใช่กระดาษเปื้อนหมึกที่ทุนใหญ่จะขีดทับได้ตามใจ พื้นที่ที่กฎหมายสงวนไว้เพื่อรักษาการระบายน้ำเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประชาชนทั้งเมือง หากใครเปิดทางให้โครงการฝ่าฝืนข้อกำหนด ต้องตรวจสอบให้ถึงตัวผู้ตัดสินใจ จะปล่อยให้ประชาชนจมน้ำ แล้วใช้งบประมาณแผ่นดินตามแก้ปัญหาไม่รู้จบไม่ได้!

ผมเสนอให้แยกตรวจทั้งแฟ้มอนุญาตจัดสรรที่ดินและแฟ้มอนุญาตก่อสร้างอาคาร เพราะเป็นอำนาจตามกฎหมายคนละส่วน การจัดสรรที่ดินเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร ส่วนการอนุญาตก่อสร้างเกี่ยวข้องกับเจ้าพนักงานท้องถิ่นและผู้รับมอบอำนาจ ต้องเปิดทั้งมติกรรมการ รายงานตรวจผังเมือง แบบแปลน เงื่อนไขการอนุญาต และชื่อผู้ลงนาม พร้อมตรวจวันที่อนุญาตและสิทธิเดิมของแต่ละโครงการให้ครบ เพื่อให้เห็นว่าใครทำอะไร และต้องรับผิดตรงไหน

หากเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือปฏิบัติหรือละเว้นหน้าที่โดยทุจริต ย่อมเข้าข่ายประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี การสอบสวนต้องเจาะให้ถึงว่า ผู้เกี่ยวข้องรู้ข้อห้ามตามผังเมืองหรือไม่ มีรายงานทักท้วงหรือไม่ และมีการสั่งการให้ผ่านโครงการทั้งที่ขัดกฎหมายหรือไม่ ต้องใช้เอกสารและหลักฐานตามให้ถึงผู้รับผิดชอบทุกระดับ

สำหรับผู้ว่าฯ กทม. ไม่ว่าคนใด สมัยใด ต้องถูกตรวจสอบ ทั้งบทบาทในการอนุญาต สั่งการ และการบังคับใช้กฎหมายในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง หากมีส่วนร่วมผลักดันการอนุญาตที่มิชอบ หรือจงใจละเว้นหน้าที่โดยมีเจตนาตามมาตรา 157 ก็ต้องรับผิดเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง การมอบอำนาจให้ผู้อื่นลงนามไม่ได้ลบความรับผิดจากการสั่งการของตน เมื่อพบสิ่งปลูกสร้างฝ่าฝืนกฎหมาย ต้องดำเนินการตามอำนาจและขั้นตอนอย่างจริงจัง พร้อมเปิดเผยความคืบหน้าให้ประชาชนตรวจสอบได้

เรื่องนี้ยังมีความรับผิดเป็นตัวเงิน หากพิสูจน์ได้ว่าการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่เป็นเหตุให้ประชาชนเสียหาย หน่วยงานรัฐอาจต้องชดใช้ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และสามารถไล่เบี้ยเรียกเงินจากเจ้าหน้าที่ที่จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงได้

หน่วยงานตรวจสอบที่มีหน้าที่ จึงต้องรวบรวมหลักฐานการอนุญาต ข้อมูลการระบายน้ำ และความเสียหายของประชาชน เพื่อเชื่อมโยงให้ชัดว่าการกระทำใดก่อให้เกิดความเสียหายอย่างไร

ผมเรียกร้องให้ กทม. เปิดเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง และให้หน่วยงานตรวจสอบตามเรื่องนี้ถึงต้นทาง หากพบการเอื้อประโยชน์โดยฝ่าฝืนกฎหมาย ต้องดำเนินคดีและเรียกความรับผิดจากผู้เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง

ทางน้ำคือเส้นเลือดของเมือง การอนุญาตทุกฉบับต้องอธิบายได้ว่าได้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่ และคุ้มครองประชาชนอย่างไร คนกรุงเทพฯ มีสิทธิรู้ว่าใครเป็นผู้ตัดสินใจ และมีสิทธิได้รับการปกป้องก่อนความเสียหายจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซํ้าเล่า!

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1GcCP3PiB2/?mibextid=wwXIfr

นงนุช เวิลด์ พัทยา จับมือ Ctrip รุกตลาดโลก!! ชู Family Destination ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ สร้างแบรนด์ใหม่ในระดับโลก เน้นจุดหมายสำหรับครอบครัวที่พัทยา ส่งเสริมท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

“นงนุช เวิลด์ พัทยา” จับมือ Ctrip รุกตลาดโลก ชู Family Destination หนุนท่องเที่ยวไทย

ผนึกการตลาดผ่าน Trip.com ขยายฐานนักท่องเที่ยว พร้อมสร้างการรับรู้แบรนด์ใหม่ในระดับนานาชาติ

พัทยา จ.ชลบุรี วันที่ 14 ตุลาคม 2569 เวลา 10:00 น. นงนุช เวิลด์ พัทยา (NONGNOOCH WORLD PATTAYA) หรือที่รู้จักกันในชื่อเดิมว่า “สวนนงนุชพัทยา” จับมือบริษัท Ctrip Travel Holding (Hong Kong) Limited ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อขยายความร่วมมือด้านการตลาดและส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านแพลตฟอร์ม Trip.com เพิ่มโอกาสเข้าถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมสร้างการรับรู้แบรนด์ใหม่ในตลาดนานาชาติ

พิธีลงนามมี นายกัมพล ตันสัจจา ประธานนงนุช เวิลด์ พัทยา และ นายอัลเลน เผิง (Mr. Allen Peng) ผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้านการพัฒนาธุรกิจสถานที่ท่องเที่ยวและทัวร์ ของ Ctrip เป็นผู้แทนทั้งสองฝ่าย โดย Ctrip จะสนับสนุนกิจกรรมการตลาด การส่งเสริมการขาย และการประชาสัมพันธ์ร่วมกันในตลาดเป้าหมาย รวมถึงศึกษาแนวทางพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อยกระดับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว

นายกัมพล ตันสัจจา กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่เป็นการนำจุดแข็งของทั้งสององค์กรมาสร้างโอกาสใหม่ให้การท่องเที่ยวไทย เราจะพัฒนาประสบการณ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนที่เคยมาอยากกลับมาอีก และคนที่ยังไม่เคยมาอยากเดินทางมาสัมผัส

สำหรับชื่อ “นงนุช เวิลด์ พัทยา” (NONGNOOCH WORLD PATTAYA) สะท้อนการพัฒนาจากสวนพฤกษศาสตร์สู่โลกแห่งประสบการณ์สำหรับทุกคนในครอบครัว ด้วยสวนสวยมากกว่า 70 สวน หุบเขาไดโนเสาร์ เมืองอียิปต์ การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย และแหล่งเรียนรู้หลากหลาย ภายใต้แนวคิด “More Than a Beautiful Garden. A World for Every Family.” พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ “Pattaya’s Family Destination” หรือจุดหมายท่องเที่ยวสำหรับครอบครัวของพัทยา ภายใต้คำขวัญ “สนุกทุกวัย เที่ยวได้ทั้งครอบครัว”

Thai PBS ประกาศผู้ชนะ

Thai PBS ประกาศผู้ชนะ จ้างจัดทำ “ปฏิทินไทยพีบีเอส ปีใหม่ 2570” ในวงเงิน 84,262.50 บาท ผู้ชนะได้แก่

บริษัทอัมรินทร์ คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน)

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top