Saturday, 17 October 2026
NEWS

กฟผ.เคียงข้างคนไทยทุกวิกฤต!! ลุยส่งถุงยังชีพ 4,000 ชุด มอบอาหารปรุงสุก 1,200 กล่อง ดูแลสถานีไฟฟ้าพื้นที่เสี่ยง เคียงข้างคนไทยทุกสถานการณ์

กฟผ. เคียงข้างคนไทยทุกวิกฤต ระดมพลแพ็กถุงยังชีพ 4,000 ชุด พร้อมส่งมอบอาหารปรุงสุก 1,200 กล่อง และน้ำดื่ม ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยต่อเนื่อง

วันนี้ (28 กันยายน 2569 ) นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นำทีมผู้บริหาร พนักงาน และจิตอาสา เร่งบรรจุถุงยังชีพพร้อมน้ำดื่มช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 4,000 ชุด
ณ ศูนย์กีฬากำธน สินธวานนท์ สำนักงานใหญ่ กฟผ. จ.นนทบุรี โดยถุงยังชีพดังกล่าว กฟผ. จะนำไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ อ.สามโคก และอ.เมือง จ.ปทุมธานี อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี และ อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา ภายในถุงยังชีพประกอบด้วย ข้าวสาร น้ำดื่ม และอาหารพร้อมทาน โดยจะทยอยจัดส่งถึงพื้นที่ตั้งแต่วันนี้ เพื่อส่งมอบให้ถึงพี่น้องประชาชนโดยเร็วที่สุด อีกทั้ง ได้ส่งมอบอาหารปรุงสุก 1,200 กล่อง และน้ำดื่ม ให้กับประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ ด้วย

ขณะเดียวกัน กฟผ. ได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด รวมถึงเฝ้าระวังสถานีไฟฟ้าแรงสูงในพื้นที่ประสบภัย เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ทั้งนี้ สามารถติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำของ กฟผ. ได้ที่ https://water.egat.co.th/ หรือแอปพลิเคชัน EGAT One

ผ้าไหมไทยมุมใหม่ ‘ไมก้า–Chayanna’!! ดีไซเนอร์ Gen Z วัย 17 จับมือ Chayanna ตีความมูเตลูผ่านแฟชั่นร่วมสมัย เปิดตัวที่มหกรรมผ้าไหมขอนแก่น เชื่อมวัฒนธรรมสู่คนรุ่นใหม่

“ไมก้า” ดีไซเนอร์ Gen Z วัย 17 จับมือ แบรนด์ “Chayanna” พัฒนา “มูเตลู” ตีความความเชื่อไทยผ่านแฟชั่นผ้าไหมร่วมสมัย เปิดตัวครั้งแรกบนเวที มหกรรมผ้าไหมไทยที่ขอนแก่น

ขอนแก่น – “ไมก้า–ศศิมนัส บุนนาค” ดีไซเนอร์วัย 17 ปี นักเรียน Year 13 จาก Shrewsbury International School Bangkok ร่วมกับแบรนด์ผ้าไหม Chayanna เปิดตัวคอลเลกชัน “Mutelu” ในงาน SIAM INTERNATIONAL FASHION WEEK Visit KHON KAEN มหกรรมผ้าไหมไทย ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25–26 กันยายน 2569 ณ จังหวัดขอนแก่น เมืองแห่งไหมมัดหมี่โลก นำความเชื่อและสัญลักษณ์ในสังคมไทยมาตีความผ่านมุมมองคนรุ่นใหม่ สู่เสื้อผ้าผ้าไหมสไตล์ Modern Luxury ที่สวมใส่ได้จริง พร้อมขยายฐานผู้สวมใส่ผ้าไทย โดยคงคุณค่างานหัตถศิลป์

ไมก้า กล่าวว่า ความสนใจด้านแฟชั่น ผ้าไทย มูเตลู และสัญลักษณ์ศาสตร์ เป็นแรงบันดาลใจของคอลเลกชัน เธอศึกษาความหมายและเรื่องราวเบื้องหลังความเชื่อ ก่อนถ่ายทอดผ่านเส้นสาย โครงสร้าง และรายละเอียดของเสื้อผ้า แทนการใช้รูปเคารพหรือสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณโดยตรง

“สำหรับหนู มูเตลูไม่ใช่แค่เรื่องโชคลาง แต่มีอารมณ์ ความหมาย และเรื่องราวที่ผู้คนผูกพันไว้กับความเชื่อ หนูจึงอยากนำมาถ่ายทอดผ่านแฟชั่น พร้อมสำรวจผ้าไทยจากมุมมองของคนรุ่นเรา” ไมก้า กล่าว

ไมก้า กล่าวอีกว่า คอลเลกชันนี้เน้นความเรียบหรู คล่องตัว และผสานแนวคิด Power Dressing เพื่อสะท้อนความมั่นใจของผู้หญิงยุคใหม่ โดยมุ่งให้ผ้าไทยเป็นทางเลือกสำหรับการแต่งกายในชีวิตประจำวัน ไม่จำกัดเฉพาะโอกาสพิเศษ ไมก้า มองว่าโจทย์สำคัญคือการทำให้คนรุ่นใหม่เลือกสวมใส่ผ้าไทยตามรสนิยมของตนเอง โดยไม่ลดทอนเอกลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรม

ด้านคุณชญณา ศิริภิรมย์ เจ้าของแบรนด์ Chayanna กล่าวว่า ไมก้า เข้ามาฝึกงานกับแบรนด์เป็นเวลา 3 เดือน มีส่วนร่วมตั้งแต่การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ค้นคว้าข้อมูล วางแนวทางคอลเลกชัน ตลอดจนเรียนรู้กระบวนการผลิตและการตลาด ในบทบาทใกล้เคียง Junior Art Director ทำให้ได้สัมผัสทั้งงานออกแบบและการดำเนินธุรกิจแฟชั่น

คุณชญณา กล่าวด้วยว่า แม้ไมก้า จะเติบโตและศึกษาอยู่ในโรงเรียนนานาชาติ แต่กลับมีความสนใจในวัฒนธรรมและวิถีความเชื่อของคนไทย ในระหว่างค้นคว้า น้องจึงหยิบแนวคิด Mutelu ขึ้นมาเป็นหัวใจของคอลเลกชัน เพื่อสื่อสารว่า ไม่ว่าแต่ละคนจะมีความเชื่อหรือศรัทธาในสิ่งใด เราสามารถอยู่ร่วมกันได้ หากมองเห็นคุณค่า ให้เกียรติ และไม่ตัดสินความแตกต่างของผู้อื่น

“ไมก้าสนใจภาพความเชื่อที่พบได้ในสังคมไทย ทั้งการถวายรูปปั้นม้าลาย การมองหาตัวเลขจากต้นไม้ และการผูกผ้าสามสี แทนที่จะนำภาพเหล่านั้นมาใช้ตกแต่งเสื้อผ้าโดยตรง น้องกลับตั้งคำถามถึงความหวัง ความผูกพัน และศรัทธาของผู้คนที่อยู่เบื้องหลัง จนนำไปสู่แนวคิดหลักของคอลเลกชันที่สื่อสารการเคารพความแตกต่างทางความเชื่อ” คุณชญณา กล่าว

สำหรับ แบรนด์ Chayanna จุดแข็งของแบรนด์อยู่ที่ผ้าไหมจากอำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น ซึ่งมีองค์ความรู้ด้านการมัดลาย ย้อมสีธรรมชาติ และการทอผ้าที่สืบทอดกันมา ซึ่งคุณชญณา ระบุว่า ผ้าทอแต่ละผืนมีน้ำหนัก เนื้อสัมผัส และโครงสร้างต่างกัน นักออกแบบจึงต้องเข้าใจวัสดุควบคู่กับการสร้างรูปทรง เพื่อให้เสื้อผ้าสวมใส่สบาย ใช้งานได้จริง และมีอายุการใช้งานยาวนาน

คุณชญณา กล่าวเพิ่มเติมว่า งานแฟชั่นหนึ่งคอลเลกชันไม่ได้จบที่แบบเสื้อผ้า แต่เกี่ยวข้องกับการวางแผนผลิต การบริหารทีม การตลาด และการส่งมอบสินค้า การฝึกงานจึงเป็นโอกาสให้เยาวชนได้สัมผัสการทำงานจริงก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทางอาชีพ ขณะเดียวกัน แบรนด์ก็ได้เรียนรู้รสนิยมและวิธีคิดของคนรุ่นใหม่ เพื่อนำมาพัฒนางานผ้าไทยให้เข้าถึงผู้สวมใส่กลุ่มใหม่

“เราอยากให้คนรุ่นใหม่มีทั้งรากที่แข็งแรง เข้าใจภูมิปัญญา วัสดุ และผู้คนเบื้องหลังผ้าไทย พร้อมมีปีกที่จะนำความรู้ไปสร้างสรรค์สิ่งใหม่” นางชญณากล่าว โดยมองว่าความร่วมมือครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างองค์ความรู้ดั้งเดิมกับมุมมองร่วมสมัย เพื่อให้ผ้าไทยเติบโตต่อไปในโลกแฟชั่นได้อย่างยั่งยืน” เจ้าของแบรนด์ Chayanna กล่าวทิ้งท้าย

ลมกรดญี่ปุ่นยอมรับ ‘บิว ภูริพล’!! ทำให้เห็นช่องว่างระดับโลก หลังคว้าทอง 200 เมตร เอเชียนเกมส์ เผยบาดเจ็บส่งผลฟอร์มด้อยลง คู่แข่งญี่ปุ่นตั้งเป้าคืนฟอร์มชิงแชมป์โลก

โชชิ มิซึคุโบะ นักวิ่งทีมชาติญี่ปุ่น ซึ่งคว้าเหรียญทองแดง 200 เมตร ชาย เอเชียนเกมส์ “ไอจิ-นาโกย่า 2026” ยอมรับว่า “บิว” ภูริพล บุญสอน ลมกรดทีมชาติไทย ทำให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างตัวเองกับระดับโลกอย่างแท้จริง

หลังจาก ภูริพล บุญสอน สร้างชื่อกระหึ่มโลกกรีฑานำแบบม้วนเดียวจบ ทำสถิติ 19.88 วิ. คว้าเหรียญทอง เอเชียนเกมส์ 2026 โดยเป็นสถิติใหม่ เอเชียนเกมส์ และ ทาบสถิติ เอเชีย ของ เซียะ เซิ่น เย่ ลมกรดจีน โดยเหรียญเงินเป็นของ โย เหวิ่น ฮวง จากจีน 20.45 วิ. ห่าง 0.57 วินาที เหรียญทองแดง โชชิ มิซึคุโบะ ลมกรดญี่ปุ่น 20.56 วิ.ห่างจาก ภูริพล 0.68 วินาที

ล่าสุด สโปโฮจิ สื่อญี่ปุ่น เผยบทสัมภาษณ์ของ มิซึคุโบะ ซึ่งมีสีหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัดว่า “การที่ฝึกซ้อมได้ไม่เต็มที่ส่งผลให้ออกมาเป็นผลลัพธ์ที่น่าเสียดาย มันแสดงออกมาให้เห็นชัดเจนในการแข่งครั้งนี้ เป็นการแข่งขันที่ทำให้ผมรู้สึกถึงช่องว่างระหว่างตัวเองกับระดับโลก”

มิซึคุโบะ ลมกรดวัย 27ปี คว้าแชมป์ 200 เมตร ชิงแชมป์ญี่ปุ่น โดยทำสถิติ 20.07 วินาที เป็นสถิติเร็วสุดตลอดกาลอันดับ 2 ของญี่ปุ่น ตามหลัง ชินโกะ สึเอะซึงุ ที่เคยทำไว้ 20.04 วินาที แต่ในเอเชียนเกมส์ เจ้าตัวมีอาการบาดเจ็บก่อนการแข่งขัน

มิซุคุโบะกล่าวตั้งปณิธานไว้ว่า “ปีหน้ายังมีการแข่งขันกรีฑาชิงแชมป์โลกที่ปักกิ่ง ผมจะพยายามอย่างเต็มที่โดยมีเป้าหมายคือการเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศให้ได้”

ที่มา :https://www.khaosod.co.th/sports/news_10416039

มธ. ดัน ‘เยาวชน’ ขับเคลื่อนสังคม หนุน ‘อมธ.’ ร่วมแก้ปัญหา ปิดจบจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ จุดกลับรถถนนเชียงรากเพิ่มแสงสว่าง เยาวชนร่วมมือเติมเต็มความปลอดภัย งานร่วมภาคส่วนช่วยลดอุบัติเหตุ

มธ. ดัน ‘เยาวชน’ ขับเคลื่อนสังคม หนุน ‘อมธ.’ ร่วมแก้ปัญหา ปิดจบจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ ‘ถนนเชียงราก’

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ “ถนนเชียงราก” ในวันนี้ มีองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ร่วมเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อน ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึง “พลังของเยาวชน” ที่เมื่อประกอบรวมกับ “การเปิดรับและแรงสนับสนุน” ของผู้ใหญ่ จึงทำให้เกิดเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้

เพราะหากย้อนกลับไปหลายเดือนก่อน สิ่งที่นักศึกษา อาจารย์ และบุคลากรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ นึกขึ้นในความคิดเมื่อพูดถึงถนนดังกล่าว โดยเฉพาะบริเวณจุดกลับรถใต้สะพาน นั่นก็คือ “ความมืด ขาดไฟส่องสว่าง และเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต” ซึ่งกลายเป็นนิยามที่ไม่มีในพจนานุกรม ที่ถูกบัญญัติขึ้นในความรู้สึกของผู้สัญจร จากการประสบพบเจอกับสภาพการณ์เหล่านั้น รวมถึงเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง และเป็นปัญหาที่เรื้อรังยาวนานมาหลายปี
“ในแต่ละปีจุดกลับรถตรงนี้มีการเกิดอุบัติเหตุหลายสิบครั้ง เพราะเป็นจุดที่มีการใช้งานเยอะจริงๆ เนื่องจากนักศึกษาของ มธ. เองก็มีทั้งที่อยู่ทางฝั่งเชียงราก และฝั่งตรงข้ามเชียงราก ไม่ว่ายังไงก็ต้องใช้เส้นทางนั้น” ขวัญชนก แก้วทิพากร นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวจากประสบการณ์จริงที่พบเจอมาตลอดกว่า 3 ปี

แม้ที่ผ่านมา มธ. จะมีการประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มาดำเนินการแก้ไข แต่ด้วยพื้นที่ดังกล่าวมีความทับซ้อนด้านความรับผิดชอบของหลายหน่วยงาน ส่งผลให้เกิดความสับสนว่าใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบกันแน่ กระนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีความพยายามจะสนับสนุนการแก้ไขไปพลางด้วยการติดตั้งไฟส่องสว่างชั่วคราวเอาไว้ ทว่า มักโดนลักลอบขโมยสายไฟ และจบลงที่บริเวณดังกล่าวกลับไปมืดอีกครั้ง

“สุดท้ายคือเหมือนกับต้องเริ่มกระบวนการประสานแจ้งปัญหา เพื่อให้ได้รับการแก้ไขใหม่ไปเรื่อยๆ ซึ่งแต่ละครั้งก็ใช้เวลาพอสมควรกว่าจะมีการดำเนินการแก้ไขได้” ขวัญชนก กล่าว
นั่นทำให้ อมธ. ในฐานะกลไกตัวแทนของเยาวชนคนรุ่นใหม่ของธรรมศาสตร์ เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว และไม่ต้องการแค่เพียงสะท้อนปัญหา แต่อยากเข้ามาลงมือทำผ่านการร่วมผลักดัน เพื่อเปลี่ยนนิยามของถนนเชียงราก ไปสู่ความปลอดภัยระยะยาวอย่างแท้จริง และได้ตั้งให้เรื่องนี้เป็นวาระสำคัญเร่งด่วนที่ต้องทำให้สำเร็จก่อนต้นเดือน ส.ค. 2569

“อมธ. มีการพูดคุยกับทางทีมด้วยกันเอง ทีมผู้บริหาร และทีมเจ้าหน้าที่ มธ. ตั้งแต่แรกๆ ว่าอยากจะแก้ไขปัญหาเรื่องทัศนียภาพ และการเดินทางสัญจรทั้งในมหาวิทยาลัย และบริเวณโดยรอบให้เสร็จก่อนที่จะเปิดเทอมใหม่ในช่วงต้นเดือน ส.ค. ที่จะมีนักศึกษาใหม่ชั้นปีที่ 1 เข้ามาเป็นจำนวนมาก รวมถึงผู้ปกครองที่มาส่งบุตรหลาน ซึ่งหมายความว่าจะมีการสัญจรจำนวนมาก และมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้มากขึ้น” ขวัญชนก ให้เหตุผลถึงการขีดเส้นกรอบเวลาในการขับเคลื่อน

นับแต่นั้น อมธ. จึงมีการลงพื้นที่สำรวจปัญหา และพูดคุยหารือกับหลากหลายภาคส่วน เช่น เครือข่ายนักศึกษา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดปทุมธานี เพื่อจัดทำข้อมูล และข้อเสนอสำหรับส่งไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไข และที่สำคัญคือการได้รับการสนับสนุนจากกองบริหารศูนย์รังสิต มธ. ในการหาแนวทางในการแก้ไขที่ยังไม่เคยดำเนินการที่จะนำไปสู่การผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ ควบคู่ไปกับการพยายามใช้ทุกช่องทางในการแจ้งปัญหา และติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อแปรความพยายาม และความตั้งใจของเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง

“เมื่อมีชื่อของ มธ. เป็นผู้ประสานยื่นเรื่องอย่างเป็นทางการไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ทำให้เรื่องต่างๆ ได้รับความสนใจ และไม่ถูกมองข้าม” ขวัญชนก กล่าว
กระทั่งเมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2569 สิ่งเหล่านั้นนำพาให้ อมธ. มีโอกาสได้ยื่นหนังสือข้อมูลปัญหา และข้อเสนอให้กับทาง นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ในระหว่างที่มีการลงพื้นที่ตรวจราชการ โดยข้อเสนอไม่เพียงแต่เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาไฟส่องสว่างบริเวณจุดกลับรถ แต่ครอบคลุมปัญหาอื่นๆ ด้วยอย่างเป็นระบบ

ก่อนที่ต่อมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เทศบาลท่าโขลง กระทรวงคมนาคม สส.ปทุมธานี ฯลฯ จะติดต่อกลับมา เพื่อขอความร่วมมือจาก อมธ. ในการเข้าร่วมประชุมอย่างต่อเนื่อง เพื่อมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาไฟส่องสว่าง ตลอดจนปัญหาอื่นๆ ด้วย อาทิ ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ฝาท่อชำรุด ไฟส่องสว่างบนสะพานลอยที่ติดๆ ดับๆ เพื่อที่จะนำไปดำเนินการแก้ไขต่อไป

นี่ถือเป็นอีกภาพสะท้อนที่เน้นให้เห็นว่าพลังของคนรุ่นใหม่ได้นำไปสู่การทลายความซ้ำซ้อนของหน่วยงานรัฐ และหันมาเปิดโต๊ะรับฟังและร่วมกันแก้ไขปัญหา ภายใต้การใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ รวมถึงการประสานงานอย่างสร้างสรรค์

จนที่สุดแล้ว ความพยายามของ อมธ. ก็ออกดอกผล และทำให้ความปลอดภัยกลายเป็นนิยามใหม่ของถนนเชียงราก เพราะจากกระบวนการขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ไม่นานหลังจากนั้น ปัญหาต่างๆ ก็ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันจุดกลับรถใต้สะพานบริเวณถนนเชียงรากมีการนำไฟส่องสว่างมาติดตั้งเรียบร้อยแล้ว รวมถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น ติดตั้งไฟส่องสว่างสะพานลอยใหม่ ซ่อมแซมถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ และกรณีฝาท่อชำรุด

“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมีการให้ช่องทางติดต่อกับผู้ที่ดูแลเรื่องต่างๆ โดยตรง จึงทำให้ทุกวันนี้ถ้าบริเวณไหนมีระบบไฟส่องสว่างดับ หรือมีปัญหา ทาง อมธ. สามารถติดต่อแจ้งเรื่องไปได้ทันที ซึ่งหน่วยงานนั้นๆ ก็จะมีการส่งคนลงมาเร่งรัดจัดการปัญหาเหล่านั้นให้” ขวัญชนก กล่าว
ที่สำคัญ การขับเคลื่อนในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดอุบัติเหตุทางถนนจากสภาพมืด และไม่มีไฟส่องสว่างในระดับพื้นที่ แต่ยังอาจส่งผลไปถึงภาพใหญ่ของประเทศด้วย เพราะกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม คำนวณไว้ว่า ทุกการเกิดอุบัติเหตุ 1 ครั้ง มีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมสูงถึง 3.55 ล้านบาท

อย่างรายงานอุบัติเหตุจราจร บนทางหลวงแผ่นดิน ปี 2568 จัดทำโดยสำนักอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ระบุว่า บริเวณทางหลวงที่มีสภาพมืดไม่มีไฟฟ้าแสงสว่างนั้น มีการเกิดอุบัติเหตุรวม 1,208 ครั้ง ในจำนวนนี้รุนแรงถึงแก่ชีวิต 165 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 276 คน บาดเจ็บสาหัส 181 คน และบาดเจ็บเล็กน้อย 966 คน ซึ่งคิดรวมแล้วมูลค่าความเสียหายจะสูงถึง 4,288 ล้านบาท ฉะนั้น หากลดอุบัติเหตุทางถนนลงก็จะช่วยความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในส่วนนี้ได้จำนวนมาก

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า บทบาทของมหาวิทยาลัยในยุคนี้ต้องไม่ใช่แค่ให้ความรู้หรือบ่มเพาะทักษะแห่งอนาคต แต่ต้องปลูกฝังจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม และโดยเฉพาะการสร้างพื้นที่ให้นักศึกษาได้ก้าวเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม ซึ่งการเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้สะท้อนปัญหา หรือความต้องการ และขับเคลื่อนร่วมกันกับมหาวิทยาลัย ถือเป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยได้อย่างดี อีกทั้งยังทำให้การแก้ไขปัญหานำไปสู่ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพขึ้นด้วย

“ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าหลายครั้งคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยมีศักยภาพและความต้องการจะขับเคลื่อนพัฒนาประเทศ แต่เมื่อแสดงความเห็น หรือเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาของตัวเองแล้ว มักจะถูกมองข้าม หรือรับฟังแค่ผ่านๆ ซึ่งสิ่งนี้อาจนำไปสู่ความรู้สึกเฉื่อยชา หรือกระทั่งไม่อยากเข้าไปส่วนร่วมในเรื่องใดๆ ก็ตาม แต่ในทางกลับกันถ้าเสียงเหล่านั้นถูกรับฟังและนำไปใช้จริงก็จะทำให้รู้สึกอยากจะทำสิ่งเหล่านี้ต่อไป” ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าว

เวียตเจ็ทไทย ทะยานสู่นิวไฮ!! รายได้ครึ่งแรกปี69 พุ่งแตะหมื่นล้าน ขยายเส้นทางบินใหม่ 36 เส้น แผนเพิ่มฝูงบินสู่ 39 ลำปีหน้า ยึดไทยสู่ศูนย์กลางการบินภูมิภาค

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ ทะยานสู่นิวไฮ! ครึ่งแรกปี 69
เผยรายได้พุ่งแตะหมื่นล้านบาท ขยายเน็ตเวิร์คเพิ่ม 36 เส้นทาง
รุกสู่ทศวรรษใหม่ด้วยการเติบโตครั้งใหญ่ เตรียมขยายฝูงบินสู่ 39 ลำ ปี 70

กรุงเทพฯ 17 กันยายน 2569 – สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ (VZ) ประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ด้วยผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 ที่ก้าวข้ามจากช่วงก่อนโควิดในทุกมิติ โดยสร้างรายได้จากการขายแตะ หนึ่งหมื่นล้านบาท ขนส่งผู้โดยสารรวมกว่า 3.5 ล้านคน และรักษาอัตราการขนส่งผู้โดยสาร (Load Factor) สูงถึง 85% พร้อมรุกเดินหน้าเต็มกำลังด้วยแผนขยายฝูงบินสู่ 39 ลำภายในปี 2570 และตั้งเป้า 50 ลำภายในปี 2571 ลุยเปิดเส้นทางบินใหม่หลายเส้นทางในไตรมาส 1/2570 เชื่อมไทยสู่ตลาดศักยภาพสูง อาทิ อินโดนีเซีย จีน และออสเตรเลีย เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน

นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ เปิดเผยว่า “ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เวียตเจ็ทไทยแลนด์วางรากฐานการดำเนินงานไว้อย่างแข็งแกร่ง และพร้อมเดินหน้าต่อยอดศักยภาพในระยะถัดไป ผ่านการขยายฝูงบิน เพิ่มความถี่ และเดินหน้าลงทุนทั้งด้านบุคลากรและเทคโนโลยีควบคู่กัน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติการ มอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นแก่ผู้โดยสาร และรองรับธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยเรามุ่งต่อยอดความแข็งแกร่งจากตลาดหลักในเอเชียแปซิฟิก ควบคู่กับการแสวงหาโอกาสในตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูงระดับโลก เพื่อเชื่อมประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางที่หลากหลายยิ่งขึ้น การเติบโตนับจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนเครื่องบินหรือเส้นทางบินเท่านั้น แต่คือการสร้างรากฐานองค์กรให้แข็งแกร่ง มีโครงข่ายตลาดที่หลากหลาย และพร้อมขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาวอย่างมั่นคง”

สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ดำเนินกลยุทธ์บริหารเส้นทางบินศักยภาพโดยมีแผนการบริหารจัดการฝูงบินอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการนำเครื่องบินรุ่น Boeing 737-8 เข้ามาประจำการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักของการสร้างรากฐานการเติบโตในระยะต่อไป โดยปัจจุบันมีจำนวน 17 ลำ และวางเป้าหมายขยายฝูงบินเป็น 25 ลำภายในสิ้นปี 2569 นี้ (รวมเป็นฝูงบินทั้งหมด 29 ลำ) ก่อนจะทยอยเพิ่มเป็น 39 ลำในปีหน้า และเพิ่มเป็น 50 ลำภายในปี 2571 รองรับการเพิ่มความถี่เที่ยวบินพร้อมเปิดเส้นทางบินใหม่ และต่อยอดสู่ตลาดศักยภาพใหม่อีกหลายเส้นทาง

นายวรเนติ กล่าวต่อว่า ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะความผันผวนของราคาพลังงาน และต้นทุนการดำเนินงานที่ปรับตัวสูงขึ้น สายการบินได้วางกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงทางการเงินและควบคุมต้นทุนการดำเนินงานอย่างรัดกุม ส่งผลให้เรายังคงรักษาเสถียรภาพทางการเงินได้อย่างแข็งแกร่ง สะท้อนผ่านผลการดำเนินงานช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เวียตเจ็ทไทยแลนด์สามารถสร้างการเติบโตเป็นไปตามเป้าหมายและก้าวข้ามช่วงก่อนโควิด-19 ได้ในทุกมิติ โดยขนส่งผู้โดยสารรวมกว่า 3.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 130% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด สอดคล้องกับการขยายปริมาณที่นั่งผู้โดยสารรองรับ 4 ล้านที่นั่ง หรือเพิ่มขึ้น 130% พร้อมรักษาอัตราส่วนการขนส่งผู้โดยสาร (Load Factor) ให้อยู่ในระดับสูงถึง 85% ปรับตัวดีขึ้นจากปี 2568 ด้านรายได้จากการขายทำสถิติเติบโตอย่างน่าประทับใจแตะ หนึ่งหมื่นล้านบาท ขณะเดียวกัน สายการบินได้ขยายเครือข่ายเส้นทางบินทำสถิติใหม่สู่ 36 เส้นทาง เติบโต 25% จากปี 2568 ที่ให้บริการเที่ยวบินจำนวน 29 เส้นทาง โดยได้รับการสนับสนุนจากมาตรการฟรีวีซ่า การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ควบคู่กับการขยายฝูงบินอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตของการเดินทางทั้งในและระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ คาดว่าทิศทางธุรกิจในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 1 ปี 2570 จะยิ่งเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวไฮซีซั่นที่อุปสงค์การเดินทาง ทั้งใน-ระหว่างประเทศขยายตัวอย่างเต็มที่
.
ด้าน นายปิ่นยศ พิบูลสงคราม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการพาณิชย์และลูกค้าสัมพันธ์ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า “เวียตเจ็ทไทยแลนด์มุ่งเน้นการเชื่อมโยงตลาดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง นำร่องด้วยเส้นทางบินตรงจากกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เส้นทางบินตรงจากกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่จาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย รวมถึง และเส้นทางบินตรงเชื่อมภูเก็ต-เมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย และเจาะตลาดประเทศจีนโดยการเปิดเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่เมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว อาทิฉงชิ่ง ชิงเต่า จางเจียเจี้ย และเส้นทางอื่น ๆ ทั้งรูปแบบเที่ยวบินประจำและเช่าเหมาลำ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงการบินระดับภูมิภาคอย่างสมบูรณ์แบบ โดยตั้งเป้าหมายขยายฝูงบินรวมทั้งสิ้นจำนวน 39 ลำ ภายในปี 2570 ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารในปีหน้าเพิ่มขึ้นอีกราว 60% หรือมากกว่า 14 ล้านที่นั่งต่อปี”
.
นอกเหนือจากการสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจอย่างก้าวกระโดด เวียตเจ็ทไทยแลนด์ยังคงเดินหน้ายุทธศาสตร์ความยั่งยืน (ESG) ผ่านโครงการ Fly Green อย่างต่อเนื่องผ่านหลากกิจกรรม อาทิ โครงการด้านสิ่งแวดล้อม Garbage Hunter แคมเปญ Fly Green – FlyCycle เปลี่ยนขวด PET เป็นตั๋วเครื่องบินโดยร่วมกับพันธมิตรธุรกิจค้าปลีก ตลอดจนการจัดกิจกรรมสปอร์ตทัวริซึม ในแคมเปญ Fly Green Charity Run 2026
ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ซึ่งมีกำหนดจัดกิจกรรมในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2569 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ (จตุจักร) กรุงเทพมหานคร เพื่อสนับสนุนการมีสุขภาพดีของคนไทยพร้อมส่งต่อพลังดี ๆ ให้สังคมและสิ่งแวดล้อม
.
“ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เวียตเจ็ทไทยแลนด์มุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์ที่ดีในทุกเที่ยวบิน และในโอกาสพิเศษนี้ เราตั้งใจยกความสุขทั้งหมดมาไว้ใจกลางเมืองผ่านแคมเปญ 10 Years of Dedication: A New Chapter Takes Flight เพื่อมอบเป็นของขวัญแทนคำขอบคุณผู้โดยสารทุกท่านที่ไว้วางใจใช้บริการสายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์โดยเสมอมา จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสร้างความทรงจำครั้งใหม่ในงานฉลองครบรอบ 10 ปี ที่เราจัดเต็มไลน์อัปความบันเทิงตลอด 3 วันเต็ม พร้อมเตรียมพบกับไลน์อัปศิลปิน-ดารา และคนดังที่จะมาร่วมสร้างปรากฏการณ์ความสนุก อาทิ หยิ่น อานันท์ หว่อง, ต๊ะ แอนด์ เฟรนด์ แฟมิลี่ และความยิ่งใหญ่ของวงหมอลำขวัญใจมหาชน ระเบียบวาทศิลป์ ระหว่างวันที่ 25 – 27 กันยายน 2569 ณ Central Court Zone ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมเตรียมพบกับโปรโมชันสุดเซอร์ไพรส์ เอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะภายในงานนี้เท่านั้น” นายปิ่นยศ กล่าวทิ้งท้าย

กองทัพเรือแถลงผลคัดเลือก Hanwha Ocean สร้างเรือฟริเกตสมรรถนะสูง วงเงิน 16,730 ล้านบาท ยืนยันโปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมสร้างขีดความสามารถให้ประเทศไทย “กองทัพเรือได้เรือ ประเทศก็ได้ด้วย”

วันที่ 18 กันยายน 2569 เวลา 11.00 น. ณ ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พร้อมด้วยคณะผู้รับผิดชอบโครงการ ร่วมแถลงผลการพิจารณาโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือ โดยยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดดำเนินการอย่างถูกต้อง โปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และยึดประโยชน์สูงสุดของประเทศและกองทัพเรือเป็นที่ตั้ง
พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูง จำนวน 1 ลำ พร้อมระบบและอุปกรณ์ประจำเรือ อะไหล่ เครื่องมือ เอกสาร ส่วนสนับสนุน การทดสอบทดลอง การฝึกอบรม การตรวจรับ การรับประกัน และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ภายในวงเงินไม่เกิน 17,000 ล้านบาท

การจัดหาเรือฟริเกตครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนากำลังรบระยะยาวตามสมุดปกขาวของกองทัพเรือ เพื่อทดแทนเรือเดิมที่มีอายุการใช้งานสูงและจะทยอยปลดประจำการ รองรับภารกิจรักษาอธิปไตย คุ้มครองเส้นทางคมนาคมทางทะเล พื้นที่เศรษฐกิจ แหล่งพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ตลอดจนรับมือภัยคุกคามทางทะเลทั้งในปัจจุบันและอนาคต
เรือฟริเกตลำใหม่จะมีขีดความสามารถในการรบครบทั้ง 3 มิติ ได้แก่ การรบผิวน้ำ การปราบเรือดำน้ำ และการป้องกันภัยทางอากาศ รวมถึงการโจมตีเป้าหมายบนฝั่ง การต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ การบัญชาการและควบคุม การเชื่อมโยงข้อมูล และการปฏิบัติการร่วมในสภาพแวดล้อมการรบสมัยใหม่
“ฝ่ายเสนาธิการกำหนดความต้องการจากภารกิจ พื้นที่ปฏิบัติการ และภัยคุกคาม มิได้กำหนดจากบริษัท ประเทศผู้ผลิต ยี่ห้อ หรือแบบเรือใดเป็นการเฉพาะ”
เปิดการแข่งขัน ใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน

กองทัพเรือได้เชิญอู่ต่อเรือและหน่วยงานที่มีประสบการณ์จากหลายประเทศ จำนวน 11 ราย เข้ารับเอกสาร TOR และมีผู้ร่วมยื่นข้อเสนอจำนวน 6 ราย โดย TOR ดังกล่าวผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและทบทวนตามขั้นตอน และไม่ปรากฏข้อร้องเรียนจากผู้ร่วมยื่นข้อเสนอในขั้นตอนการจัดทำ TOR
หลักเกณฑ์การพิจารณาถูกกำหนดและประกาศไว้ล่วงหน้า โดยแยกระหว่างคุณลักษณะขั้นต่ำที่ผู้ยื่นข้อเสนอทุกรายต้องผ่าน กับรายการที่นำมาเปรียบเทียบและให้คะแนน ครอบคลุมขีดความสามารถของเรือ ความพร้อมปฏิบัติภารกิจ ความอยู่รอด การส่งกำลังบำรุงและการสนับสนุนทางเทคนิค ความน่าเชื่อถือของผู้ยื่นข้อเสนอ รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
กองทัพเรือมิได้พิจารณาจากราคาต่ำสุดหรือความโดดเด่นของระบบใดระบบหนึ่ง แต่ประเมินความเหมาะสมของเรือทั้งระบบ ความน่าเชื่อถือของข้อมูล การสนับสนุนตลอดอายุการใช้งาน ความคุ้มค่าต่องบประมาณ และประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ

ชี้แจงภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต
กองทัพเรือขอเรียนว่า การเปิดเผยรายละเอียดของข้อเสนอมีข้อจำกัดตามกฎหมาย โดยเฉพาะข้อมูลข้อบกพร่องและข้อเสนอทางเทคนิคของผู้ยื่นข้อเสนอเป็นรายบริษัท ซึ่งอาจเข้าข่ายข้อมูลที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ตามกฎหมายหลายฉบับ และการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวอาจกระทบต่อประโยชน์ ชื่อเสียง ทรัพย์สินทางปัญญา หรือความได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขันของภาคเอกชน กองทัพเรือจึงสามารถเปิดเผยได้ในระดับหลักเกณฑ์ ขั้นตอน เหตุผลโดยภาพรวม และข้อเท็จจริงที่ไม่กระทบต่อสิทธิของผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่น

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดดังกล่าวมิได้หมายความว่ากระบวนการไม่สามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากคณะกรรมการได้บันทึกเอกสาร หลักฐาน เหตุผล และมติในทุกขั้นตอนไว้อย่างครบถ้วน เพื่อรองรับการตรวจสอบของหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย

ผลการพิจารณาตามหลักฐานเชิงประจักษ์
ในขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติ พบว่าผู้ยื่นข้อเสนอจำนวน 1 ราย ไม่ผ่านคุณสมบัติที่กำหนดไว้เป็นสาระสำคัญใน TOR เนื่องจากไม่จัดส่งเอกสารตามที่กำหนด เอกสารบางส่วนมีรายละเอียดสาระสำคัญไม่ถูกต้อง และมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามข้อกำหนด

เมื่อนำข้อเสนอของผู้ที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติเข้าสู่การพิจารณาด้านเทคนิค พบว่าผู้ยื่นข้อเสนอจำนวน 4 ราย ไม่ผ่านข้อกำหนดทางเทคนิคที่เป็นสาระสำคัญใน TOR โดยมีทั้งกรณีไม่จัดส่งเอกสารที่จำเป็นต่อการพิสูจน์ขีดสมรรถนะ ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของโครงการ ยื่นข้อเสนอไม่เป็นไปตามขอบเขตของงาน หรือยื่นข้อเสนอแบบมีเงื่อนไข ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการประเมินความสำเร็จของงาน และอาจทำให้ทางราชการเสียประโยชน์

คณะกรรมการจ้างฯ ได้พิจารณาร่วมกันอย่างละเอียดตามหลักการประเมินจากหลักฐานเชิงประจักษ์ หรือ Evidence-Based Evaluation โดยใช้หลักเกณฑ์และมาตรฐานเดียวกันกับผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย และพิจารณาจากเอกสารและหลักฐานที่ยื่นภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น ก่อนมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ผู้ยื่นข้อเสนอทั้ง 4 รายไม่ผ่านเกณฑ์ด้านเทคนิค จึงคงเหลือผู้ยื่นข้อเสนอ 1 รายที่จัดส่งข้อเสนอและเอกสารครบถ้วนถูกต้องตามข้อกำหนด

ทั้งนี้ การคงเหลือผู้ยื่นข้อเสนอเพียงรายเดียวมิได้หมายความว่าจะได้รับการคัดเลือกโดยอัตโนมัติ คณะกรรมการยังต้องประเมินด้านเทคนิค ราคา เงื่อนไขการส่งมอบ การรับประกัน การสนับสนุนตลอดอายุการใช้งาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และความคุ้มค่าโดยรวม หากข้อเสนอไม่เป็นไปตาม TOR หรือไม่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการ กองทัพเรือมีสิทธิไม่รับข้อเสนอนั้น ทุกขั้นตอนดำเนินการภายใต้ข้อตกลงคุณธรรม โดยมีผู้สังเกตการณ์จากคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต หรือ ค.ป.ท. เข้าร่วมสังเกตการณ์ในขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นต่อกระบวนการ
Hanwha Ocean ได้รับการคัดเลือก ราคา 16,730 ล้านบาท

จากการตรวจสอบและประเมินตามหลักเกณฑ์ทุกด้าน คณะกรรมการจ้างฯ มีมติคัดเลือกบริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd. จากสาธารณรัฐเกาหลี เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกในโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือ โดยบริษัทฯ เสนอราคาภายหลังการต่อรองเป็นเงินทั้งสิ้น 16,730,000,000 บาท ต่ำกว่าวงเงินโครงการ 270 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 1.6 โดยราคาดังกล่าวรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีอากรอื่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งปวงแล้ว
การต่อรองดังกล่าวไม่ได้มุ่งลดราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังคงรักษาขีดความสามารถ คุณภาพ เงื่อนไขทางเทคนิค การรับประกัน และผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับไว้อย่างครบถ้วน
ประเทศได้รับประโยชน์เพิ่มเติมจากข้อเสนอขั้นสุดท้าย

ภายหลังการต่อรอง บริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd. ได้ยืนยันข้อเสนอขั้นสุดท้าย โดยมอบผลประโยชน์เพิ่มเติมให้แก่กองทัพเรือและประเทศไทย ประกอบด้วย แบบเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง เพื่อใช้เป็นฐานองค์ความรู้และสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถด้านการออกแบบและต่อเรือภายในประเทศ แบบยานผิวน้ำไร้คนขับ หรือ Unmanned Surface Vehicle: USV เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการตรวจการณ์และรองรับการปฏิบัติการทางเรือสมัยใหม่ รวมถึงสิทธิในการเข้าถึงองค์ความรู้และพัฒนาต่อยอดระบบสื่อสารทางยุทธวิธี หรือ Tactical Data Link และระบบอำนวยการรบ หรือ Combat Management System: CMS

สิทธิและองค์ความรู้ดังกล่าวมีความสำคัญต่อการลดการพึ่งพาต่างประเทศ เปิดโอกาสให้กองทัพเรือสามารถปรับปรุง เชื่อมโยง และพัฒนาระบบให้สอดคล้องกับความต้องการของไทยได้ในอนาคต รวมถึงช่วยวางรากฐานให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและบุคลากรไทยมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม
Offset ต้องเกิดผลจริงและตรวจสอบได้

นอกเหนือจากสมรรถนะของเรือ กองทัพเรือได้กำหนดนโยบายผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม หรือ Offset Policy เป็นส่วนหนึ่งของ TOR โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนในประเทศไทย การวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร การร่วมผลิต และการใช้แรงงาน วัสดุ สินค้าและบริการภายในประเทศ

ข้อเสนอของบริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd. มี มูลค่าการดำเนินกิจกรรมที่เกิดขึ้นจริง หรือ Actual Value รวม 7,254,744,788.66 บาท คิดเป็นร้อยละ 43.36 ของมูลค่าโครงการ และมีมูลค่าเครดิตผลประโยชน์ตอบแทน หรือ Offset Credit Value รวมกว่า 53,650 ล้านบาท โดย Actual Value หมายถึงมูลค่าการลงทุนและค่าใช้จ่ายที่จะต้องเกิดขึ้นจริง ส่วน Offset Credit Value เป็นมูลค่าเครดิตที่คำนวณตามหลักเกณฑ์และตัวคูณของกิจกรรมแต่ละประเภท มิใช่จำนวนเงินที่บริษัทจะจ่ายให้แก่กองทัพเรือหรือรัฐบาลโดยตรง

ทั้งนี้ ทุกกิจกรรมจะต้องมีแผนงาน กรอบเวลา ตัวชี้วัด ผู้รับประโยชน์ และหลักฐานยืนยันผลสำเร็จที่ชัดเจน การระบุกิจกรรมไว้ในข้อเสนอยังไม่ถือว่าได้รับเครดิตทันที แต่ต้องดำเนินการจริง สามารถวัดผลและตรวจสอบได้ รวมทั้งประเทศไทยต้องสามารถนำผลประโยชน์ที่ได้รับไปใช้ต่อได้ในระยะยาว
กองทัพเรือจะกำกับให้ข้อเสนอที่เป็นสาระสำคัญและผลประโยชน์ที่บริษัทให้ไว้ถูกกำหนดเป็นข้อผูกพันในสัญญาอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถติดตาม ตรวจสอบ และบังคับใช้ได้

เดินหน้าบริหารโครงการอย่างเข้มข้น
ภายหลังการประกาศผล กองทัพเรือจะดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การเจรจาและจัดทำสัญญา การตรวจร่างและลงนามในสัญญา การบริหารสัญญา การออกแบบและสร้างเรือ การติดตั้งระบบ การทดสอบทดลอง การฝึกอบรม การตรวจรับ จนถึงการส่งมอบ
กองทัพเรือจะกำกับให้เรือมีสมรรถนะครบถ้วนตามที่ต้องการ ส่งมอบตามกำหนดเวลา และพร้อมปฏิบัติงานได้จริง พร้อมทั้งติดตามตรวจสอบการถ่ายทอดเทคโนโลยี การดำเนินงานภายในประเทศไทย และข้อผูกพันด้าน Offset ให้เกิดผลตามที่เสนอไว้

“การประกาศผลในวันนี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความรับผิดชอบในการเปลี่ยนข้อเสนอในเอกสารให้เป็นเรือที่มีขีดสมรรถนะครบถ้วน และเปลี่ยนข้อเสนอ Offset Policy ให้เป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยจะต้องได้รับ”

ท้ายนี้ กองทัพเรือขอยืนยันอีกครั้งว่า การพิจารณาโครงการนี้ใช้หลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ใช้มาตรฐานเดียวกันกับผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย มีหลักฐานและเหตุผลรองรับ ดำเนินการภายใต้ข้อตกลงคุณธรรม และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ โดยไม่มีการกำหนดบริษัท ประเทศผู้ผลิต หรือผลการพิจารณาไว้ล่วงหน้า

“เรือลำนี้สร้างขึ้นจากงบประมาณของประชาชน จึงต้องพร้อมปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชน ขณะเดียวกัน การลงทุนของประเทศต้องกลับคืนมาในรูปของความมั่นคง งาน ความรู้ เทคโนโลยี และขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองของไทย
กองทัพเรือได้เรือ ประเทศก็ได้ด้วย”

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1096007186125036&id=100071472955205&rdid=wP9dAj7vlUISqc2v#

“หลักเกณฑ์ชัดเจน มาตรฐานเดียวกัน ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน”

“หลักเกณฑ์ชัดเจน มาตรฐานเดียวกัน ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน”

พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี ประธานกรรมการบริหารโครงการ ยืนยันว่า กระบวนการพิจารณาโครงการจัดหาเรือฟริเกตเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ใช้มาตรฐานเดียวกันกับผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย และมีหลักฐานพร้อมเหตุผลรองรับการพิจารณา

การดำเนินงานอยู่ภายใต้ ข้อตกลงคุณธรรม โดยมีผู้สังเกตการณ์ ค.ป.ท. ร่วมสังเกตการณ์และตรวจสอบ เพื่อให้ทุกขั้นตอนเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1095821142810307&id=100071472955205&rdid=POIteUdArAdUMje8#

“กติกาเดียวกัน พิจารณาตาม TOR อย่างเท่าเทียม”

“กติกาเดียวกัน พิจารณาตาม TOR อย่างเท่าเทียม”

พลเรือตรี วสันต์ ไตรจิต ประธานกรรมการจ้างโดยวิธีคัดเลือก กล่าวถึงกระบวนการพิจารณาข้อเสนอว่า ผู้ยื่นข้อเสนอทุกรายได้รับทราบกติกาเดียวกันอย่างเท่าเทียม โดยการพิจารณายึด ขีดความสามารถและคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ใน TOR เป็นหลัก

พร้อมย้ำหลักการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ คือ
“ซื่อสัตย์ต่อตนเอง สุจริตต่อหน้าที่ และสุจริตต่อผู้ยื่นข้อเสนอ”เพื่อให้กระบวนการคัดเลือกดำเนินไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดอย่างตรงไปตรงมาและเป็นธรรม

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1095809432811478&set=a.180070871052010

25 กันยายน 2541 วันสถาปนา ‘มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง’ รำลึกถึง ‘สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี’ จากพระราชปณิธานสมเด็จย่า สู่ศูนย์กลางการศึกษาและพัฒนา

‘มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง’ เป็นสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐบาลตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงราย ก่อตั้งเมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2541 ภายหลังการเรียกร้องของชาวจังหวัดเชียงรายที่ต้องการมีมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น และเพื่อเป็นการระลึกถึงสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จึงใช้พระราชสมัญญา ‘แม่ฟ้าหลวง’ เป็นชื่อมหาวิทยาลัย

หลังจากที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเสด็จสู่สวรรคาลัย เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 ประชาชนชาวเชียงรายร่วมกับหน่วยราชการในจังหวัดเชียงรายเห็นพ้องต้องกันว่า โดยที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ไพศาลต่ออาณาประชาราษฎร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนชาวเชียงรายที่ได้ทรงเลือกจังหวัดเชียงรายเป็นสถานที่สร้างพระตำหนัก หรือบ้านหลังแรกของพระองค์ และทรงริเริ่มโครงการพัฒนาดอยตุง ซึ่งได้นำความเจริญรุ่งเรือง มายังจังหวัดและประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง

ฉะนั้น เพื่อแสดงความจงรักภักดีตลอดจนเพื่อสนองพระราชปณิธานของพระองค์ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการพัฒนาคน จึงได้เสนอให้มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยในจังหวัดเชียงรายต่อรัฐบาลที่มีนายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรีการดำเนินการเพื่อการจัดตั้งมหาวิทยาลัยที่จังหวัดเชียงราย ได้มีความคืบหน้าเป็นลำดับ รัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา ได้มีมติเมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2539 ให้จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาที่จังหวัดเชียงราย โดยอาจยกฐานะสถาบันราชภัฏเชียงรายขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยก็ได้

ต่อมารัฐบาลพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ได้มีมติใหม่ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2540 ให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ในจังหวัดเชียงราย และได้มีการตราพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงขึ้นเมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2541 ในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้รับงบประมาณในการดำเนินการเพื่อการเตรียมการจัดตั้ง ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2541 และงบประมาณในการดำเนินการก่อสร้างมหาวิทยาลัยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2542 เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 2,325 ล้านบาท การก่อสร้างตามโครงการระยะแรกเสร็จสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2547 ใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 5 ปี บนพื้นที่ 4,997 ไร่ ณ บริเวณดอยแง่ม อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย

ที่มา : https://25years.mfu.ac.th/?page_id=30

“Offset Policy เปลี่ยนการจัดหายุทโธปกรณ์ ให้เกิดประโยชน์กลับคืนสู่ประเทศ”

“Offset Policy เปลี่ยนการจัดหายุทโธปกรณ์ ให้เกิดประโยชน์กลับคืนสู่ประเทศ”

พลเรือตรี ศราวุธ ชิยางคบุตร ประธานกรรมการพิจารณาดำเนินการตามนโยบายจัดซื้อจัดจ้างแบบชดเชย (Offset) กล่าวถึงแนวคิดของ Offset Policy ว่า มุ่งให้มูลค่าจากการจัดหาเรือไม่ได้สิ้นสุดเพียงการซื้อยุทโธปกรณ์ แต่ให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการลงทุนกลับคืนสู่ประเทศ

เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมภายในประเทศ และต่อยอดประโยชน์จากการจัดหาให้เกิดคุณค่าต่อประเทศในระยะยาว

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1095807492811672&set=a.180070871052010

“กำหนด TOR บนมาตรฐานสากล เพื่อให้ได้เรือที่ตอบโจทย์ภารกิจ”

“กำหนด TOR บนมาตรฐานสากล เพื่อให้ได้เรือที่ตอบโจทย์ภารกิจ”

แนวคิดสำคัญในการจัดทำขอบเขตของงาน (TOR) โครงการจัดหาเรือฟริเกต มุ่งกำหนดคุณลักษณะของเรือให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล โดยอ้างอิง Naval Ship Rules ของสมาคมจัดชั้นเรือที่ได้รับการยอมรับ (Recognized Classification Society) ควบคู่กับมาตรฐาน NATO

เพื่อให้เรือมีความปลอดภัย เชื่อถือได้ และมีขีดความสามารถรองรับการปฏิบัติภารกิจของกองทัพเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1095797472812674&set=a.180070871052010

“ทุกชีวิตกลางทะเล เราไม่ทอดทิ้ง” กองทัพเรือระดมค้นหาลูกเรือประมงอับปาง ส่งชุดประดาน้ำดำน้ำสำรวจ วางระบบ SARMap กำหนดพื้นที่ค้นหา ยืนยันค้นหาลูกเรือไม่ทอดทิ้งใคร

“ทุกชีวิตกลางทะเล เราไม่ทอดทิ้ง” เช้านี้กองทัพเรือเร่งส่งชุดประดาน้ำสำรวจเรือประมงอับปาง ค้นหาลูกเรือที่เหลือ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยความคืบหน้าการค้นหาลูกเรือประมง “ส.กาญจนาวารี 888” ว่า เช้าวันนี้ (23 กันยายน 2569) กองทัพเรือ โดยทัพเรือภาคที่ 1 ได้เร่งส่งชุดประดาน้ำจากหน่วยสงครามพิเศษทางเรือเข้าสู่พื้นที่ เพื่อเตรียมลงสำรวจภายในตัวเรือที่จม หลังมีข้อมูลว่าอาจมีลูกเรือบางส่วนติดค้างอยู่ภายใน

การปฏิบัติจะเริ่มทันทีเมื่อประเมินแล้วว่า สภาพคลื่นลม กระแสน้ำ และทัศนวิสัยใต้น้ำมีความปลอดภัยเพียงพอ โดยจะดำเนินการด้วยความรอบคอบ เพื่อความปลอดภัยของนักประดาน้ำและเพิ่มโอกาสในการค้นหาลูกเรือที่เหลือ
ขณะเดียวกัน กองทัพเรือและศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ยังคงใช้ระบบ SARMap วิเคราะห์กระแสลมและกระแสน้ำ เพื่อกำหนดพื้นที่ค้นหาผู้ที่อาจลอยออกจากจุดเกิดเหตุ พร้อมบูรณาการกำลังค้นหาทั้งทางอากาศ ทางผิวน้ำ และใต้น้ำอย่างต่อเนื่อง

กองทัพเรือยืนยันว่าจะใช้ทุกขีดความสามารถค้นหาลูกเรือที่เหลืออย่างเต็มที่ และจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

เชฟรอน สนับสนุนปลูกป่า!! จัดโครงการปลูกป่าชายเลนในสมุทรสงคราม ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ งบ 1 แสนบาทส่งเสริมระบบนิเวศ พนักงานร่วมใจทำกิจกรรมจิตอาสา

เชฟรอนและบริษัทผู้ร่วมทุน สนับสนุนสมาคมประมงในสมุทรสงคราม
จัดโครงการปลูกป่าชายเลนและปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ

บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และบริษัทผู้ร่วมทุน เดินหน้าสานต่อการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ป่าชายเลนและส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านการสนับสนุน “โครงการปลูกป่าชายเลนและปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ” ซึ่งจัดขึ้นโดยองค์กรภาคประมงในจังหวัดสมุทรสงคราม โดยมอบงบประมาณสนับสนุนจำนวน 100,000 บาท พร้อมนำพนักงานจิตอาสาเข้าร่วมกิจกรรม โดยมี นางทิพย์วดี ไทยศิริ ผู้จัดการฝ่ายรัฐกิจ ในฐานะผู้แทนบริษัทฯ เข้าร่วม พร้อมด้วย นายมงคล สุขเจริญคณา นายกสมาคมประมงสมุทรสงคราม และ นายชินชัย สถิรยากร นายกสมาคมประมงเรือลากคู่สมุทรสงคราม ตลอดจนตัวแทนจากภาคประมงและชุมชนในพื้นที่ ณ พื้นที่หมู่ที่ 2 ตำบลคลองโคน อำเภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรสงคราม

โครงการดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือขององค์กรภาคประมงในจังหวัดสมุทรสงคราม ได้แก่ สหกรณ์ประมงแม่กลอง จำกัด สมาคมประมงสมุทรสงคราม และสมาคมประมงเรือลากคู่สมุทรสงคราม เพื่อส่งเสริมแนวทางการทำประมงอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างความตระหนักในการดูแลสิ่งแวดล้อม ป่าชายเลนเป็นระบบนิเวศสำคัญที่ช่วยหล่อเลี้ยงความหลากหลายทางชีวภาพและสนับสนุนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรประมง ภายในงาน ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลน ร่วมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ และปลูกป่าชายเลนแบบปลูกเสริมในป่าใหญ่ เพื่อช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ และสร้างความเข้าใจถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับวิถีประมงท้องถิ่น

การสนับสนุนครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างเชฟรอนและบริษัทผู้ร่วมทุน ซึ่งประกอบด้วย บริษัท มิตซุย เอ็นเนอร์จี
ดีเวลลอปเมนท์ คัมปะนี ลิมิเต็ด บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และบริษัท พลังโสภณ จำกัด เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ รวมถึงการสนับสนุนให้พนักงานมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อชุมชน ผ่านความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ โดยมุ่งส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการประกอบอาชีพและเศรษฐกิจในพื้นที่ เพื่อร่วมส่งต่อความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติสู่ชุมชนต่อไป

นักเรียน สาธิต มศว ปทุมวัน สร้างชื่อ!! ได้คัดเลือกเป็นตัวแทนเยาวชนไทย ส่ง 5 เยาวชนไทยสู่เวที UNESCO ปารีส ในโครงการ Future Leader Academy เยี่ยมคารวะเอกอัครราชทูตไทย งานจัดที่ปารีสในเดือนตุลาคม2569

โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน

ขอแสดงความยินดีกับ

1. ด.ช.พีค อังคะนาวิน ม.2/422

2. นายพิภู สองห้อง ม.4/330

3. นางสาวกัลยกร สุรวิลาศ ม.4/141

4. นายปุญญ์ มะระกานนท์ ม.5/161

5. นางสาวอนินทยา แสงกล้า ม.6/511

นักเรียนโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน

ได้รับคัดเลือกในโครงการพัฒนาเยาวชน Future Leader Academy (FLA) เป็นตัวแทนเยาวชนไทย ปาฐกถาพิเศษ ในประเด็น “Youth Traditional Culture Education: Ignite the Vital Spark of the Heart” ณ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ  (UNESCO) กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 1- 2 ตุลาคม พ.ศ. 2569

การนี้ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2569 เวลา 11.30 น.

คณะนักเรียนได้รับเกียรติเข้าเยี่ยมคารวะและรับฟังโอวาทจากท่านนิกรเดช พลางกูร

เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐฝรั่งเศส ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย

ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ตั้งอยู่ที่ 8, rue Greuze 75116 Paris ประเทศฝรั่งเศส

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122274723620120907&id=61553627233427&rdid=GanUfpbn5AZko79Y#

กพร. ชี้แจงสิทธิสำรวจแร่!! อนุญาตเฉพาะสำรวจแร่โพแทช อ.ธาตุพนม ยังไม่อนุญาตพื้นที่เรณูนคร ระบุสำรวจแร่ไม่ใช่ทำเหมือง เน้นได้รับอนุญาตเจ้าของพื้นที่ก่อน

กพร. แจงการอนุญาตอาชญาบัตรสำรวจแร่ จ.นครพนม ดำเนินการตามกฎหมาย ย้ำ “สำรวจแร่ไม่ใช่ทำเหมือง และการเข้าสำรวจต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่ก่อน”

กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ชี้แจงว่าได้อนุญาตอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่โพแทชและเกลือหิน จังหวัดนครพนม ไปเพียง 1 คำขอในพื้นที่ อำเภอธาตุพนม โดยได้ดำเนินการครบถ้วนตามขั้นตอนของกฎหมาย ส่วนคำขอในพื้นที่ อำเภอเรณูนคร ยังไม่ได้อนุญาตและอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อร้องเรียน ย้ำอาชญาบัตรพิเศษเป็นเพียงสิทธิสำรวจแร่ ไม่ใช่การอนุญาตทำเหมือง การเข้าพื้นที่ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่ และต้องฟื้นฟูพื้นที่ภายหลังการสำรวจ พร้อมกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ การได้รับอาชญาบัตรพิเศษไม่ผูกพันการอนุญาตประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่

นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เปิดเผยกรณีมีข้อร้องเรียนคัดค้านการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่โพแทชและเกลือหินของบริษัท ไซโน-เอสอี (ประเทศไทย) จำกัด ในพื้นที่จังหวัดนครพนม โดยยืนยันว่า การพิจารณาคำขอได้ดำเนินการตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 รวมถึงระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยบริษัทฯ ยื่นคำขออาชญาบัตรพิเศษ จำนวน 2 คำขอ ได้แก่ คำขอที่ 1/2568 เนื้อที่ 8,463 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลพระกลางทุ่ง ตำบลธาตุพนมเหนือ ตำบลฝั่งแดง และตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม และ คำขอที่ 2/2568 เนื้อที่ 8,963 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลท่าลาด ตำบลโคกหินแฮ่ และตำบลนาขาม อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม

โดยในการประชุมคณะกรรมการแร่ ครั้งที่ 5/2569 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 คณะกรรมการแร่ได้มีมติเห็นชอบการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษทั้ง 2 คำขอ โดยกำหนดอายุ 5 ปี พร้อมเงื่อนไขสำคัญว่า ผู้ถืออาชญาบัตรพิเศษจะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่ก่อนเข้าไปดำเนินการสำรวจแร่ และต้องปฏิบัติตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ภายหลังการพิจารณาของคณะกรรมการแร่ ปรากฏข้อร้องเรียนคัดค้านในพื้นที่คำขอที่ 2/2568 อำเภอเรณูนคร กพร. จึงมีหนังสือสอบถามข้อเท็จจริงไปยังจังหวัดนครพนม และได้รับแจ้งว่า คำขอที่ 2/2568 ดังกล่าว มีการคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่ ขณะที่ คำขอที่ 1/2568 อำเภอธาตุพนม ไม่ปรากฏการร้องเรียนคัดค้าน ดังนั้น กพร. จึงได้อนุญาตอาชญาบัตรพิเศษเฉพาะคำขอที่ 1/2568 ในพื้นที่อำเภอธาตุพนม ไปเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ส่วนคำขอที่ 2/2568 ในพื้นที่อำเภอเรณูนคร ยังไม่ได้มีการอนุญาตและอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อร้องเรียนและข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่

สำหรับการให้อาชญาบัตรพิเศษเป็นการอนุญาตให้สิทธิในการสำรวจแร่ภายในเขตที่กำหนด มิใช่การให้สิทธิครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินแต่อย่างใด ดังนั้น หากผู้ถืออาชญาบัตรพิเศษจะเข้าไปสำรวจในพื้นที่ของประชาชนหรือพื้นที่ของหน่วยงานรัฐใด จะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของหรือหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ก่อน โดยการสำรวจแร่เป็นการศึกษาข้อมูลทางธรณีวิทยาและตรวจสอบศักยภาพแร่ตามแผนงานที่ได้รับอนุญาต มีการกระทำต่อพื้นที่เพียงเล็กน้อยและใช้พื้นที่เฉพาะบริเวณที่จำเป็นต่อกิจกรรมสำรวจ เมื่อดำเนินการเสร็จแล้วจะต้องฟื้นฟูพื้นที่ตามแผนและหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อส่งคืนพื้นที่ในสภาพเดิม ทั้งนี้ ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจจะช่วยให้ภาครัฐมีข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพทรัพยากรแร่ เพื่อใช้ประกอบการวางแผนและบริหารจัดการทรัพยากรแร่ของประเทศต่อไป สำหรับการดำเนินการสำรวจแร่ของผู้ประกอบการ กพร. สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ที่จะต้องกำกับดูแลให้เป็นไปตามแผนงาน เงื่อนไขการอนุญาต และกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของชุมชนในพื้นที่

การได้รับอาชญาบัตรพิเศษเพื่อสำรวจแร่ไม่ได้ผูกพันว่าทางราชการจะต้องอนุญาตประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่ในอนาคต หากผลสำรวจพบแหล่งแร่ที่มีศักยภาพและผู้ประกอบการประสงค์จะขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่ จะต้องดำเนินการกำหนดพื้นที่ศักยภาพดังกล่าวให้เป็น เขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง ก่อน จากนั้นจึงจะสามารถยื่นคำขอประทานบัตรและเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามกฎหมายอีกขั้นตอนหนึ่ง ดังนั้น การอนุญาตสำรวจแร่ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่การอนุญาตให้ทำเหมืองแร่

“ผมขอยืนยันว่าการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษดังกล่าว ได้ดำเนินการตามกฎและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่ การบริหารจัดการแร่ในภาพรวมของกรมได้คำนึงถึงดุลยภาพทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชน รวมถึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนด้วย เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560” นายอดิทัต กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top