Saturday, 17 October 2026
NEWS

'วราวุธ' ดันเศรษฐกิจหมุนเวียน เชื่อมวัตถุดิบกับก่อสร้าง ขับเคลื่อน 40 ต้นแบบนวัตกรรมใหม่ เร่งอุตสาหกรรมสู่ Net Zero ลดของเสีย เพิ่มมูลค่าวัสดุทดแทน

“วราวุธ” ดัน Circular Economy เชื่อมวัตถุดิบ–ก่อสร้าง ชู “M-Sand–กระจกโซลาร์เซลล์รีไซเคิล” 40 ต้นแบบ เร่งอุตสาหกรรมไทยสู่ Net Zero

วันที่ 16 กันยายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน Building Construction Technology Expo 2026 (BCT Expo 2026) และงานสัมมนาวิชาการ DPIM CE EXPO 2026 ภายใต้แนวคิด “Circular Economy : The Game Changer for Sustainable Thai Industry พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทย สู่ความยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน” ว่าภาคก่อสร้างมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ การลงทุน การจ้างงาน และคุณภาพชีวิต

ขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ การก่อสร้างอัจฉริยะ และ การสร้างแบบจำลองสารสนเทศอาคาร กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินงานของอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยต้องเดินควบคู่ทั้งเทคโนโลยี นวัตกรรม การพัฒนาบุคลากร และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

ขณะเดียวกัน ต้องให้ความสำคัญกับวัสดุก่อสร้างคุณภาพสูง โรงงานอัจฉริยะ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดก๊าซเรือนกระจก และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ควบคู่กับการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ เพื่อลดของเสียจากกระบวนการผลิต และส่งเสริมการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์เป็นวัตถุดิบทดแทน รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

“การจัด DPIM CE EXPO ร่วมกับ BCT Expo เป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงนวัตกรรมวัตถุดิบและการรีไซเคิลเข้ากับภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน” นายวราวุธกล่าว

สำหรับงาน DPIM CE EXPO 2026 กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) นำองค์ความรู้ นวัตกรรมด้านแร่ โลหะ เทคโนโลยีรีไซเคิล และผลงานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนกว่า 40 ต้นแบบ มาจัดแสดงในพื้นที่ DPIM Circular Economy Pavilion โดยเป็นการรวบรวมผลงานที่พัฒนาขึ้นในปีงบประมาณ 2569 มาเผยแพร่ร่วมกับงาน BCT Expo ซึ่งเป็นเวทีรวมเทคโนโลยี เครื่องจักร วัสดุก่อสร้าง ระบบดิจิทัล และองค์ความรู้จากผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างประเทศ

นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดี กพร. กล่าวว่า เรามุ่งบริหารจัดการวัตถุดิบทั้งจากแหล่งแร่ธรรมชาติ (Primary Raw Materials) วัตถุดิบทดแทนจากการรีไซเคิลของเสีย (Secondary Raw Materials) และวัตถุดิบขั้นสูง (Advanced Raw Materials) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้ภาคอุตสาหกรรม

ไฮไลต์สำคัญคือ “M-Sand” หรือทรายทดแทน ซึ่งผลิตจากหินฝุ่นที่เกิดจากกระบวนการโม่ บด และย่อยหินปูนในพื้นที่ภาคใต้ ช่วยลดการใช้ทรายธรรมชาติและแก้ปัญหาของเสียจากกระบวนการผลิต โดยหากสามารถนำหินฝุ่นจากกระบวนการผลิตมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด จะสร้างมูลค่าเพิ่มได้กว่า 2,000 ล้านบาทต่อปี

อีกผลงานคือ กระจกจากแผงโซลาร์เซลล์รีไซเคิล ซึ่งนำกระจกจากแผงโซลาร์เซลล์ที่เสื่อมสภาพกลับมาใช้ประโยชน์ รองรับแนวโน้มปริมาณซากแผงที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต และคาดว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ ยังมีต้นแบบที่เชื่อมโยงกับภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อาทิ คอนกรีตใช้หินฝุ่นทดแทนทราย ไฟเบอร์ซีเมนต์จากเศษตะกอนระบบบำบัดน้ำเสีย ปูนเกร้าท์ไม่หดตัวที่ใช้เถ้าลอยทดแทนซีเมนต์ การนำกากคอนกรีตกลับมาเป็นวัตถุดิบทดแทนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง รวมถึงเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพเตาหลอมอะลูมิเนียมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และวัสดุโฟมโลหะขั้นสูง

ทั้งนี้ การนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ในห่วงโซ่วัตถุดิบ ไม่เพียงช่วยลดของเสีย แต่ยังเพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบ ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาวัตถุดิบธรรมชาติ และเปลี่ยนของเสียจากกระบวนการผลิตให้เป็นวัตถุดิบทดแทนที่มีมูลค่า ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและเตรียมผู้ประกอบการไทยให้พร้อมรับกติกาสากลด้านสิ่งแวดล้อม

ภายในงานยังมีการสัมมนาถ่ายทอดองค์ความรู้กว่า 12 หัวข้อ ครอบคลุมเทคโนโลยีรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนชนิด ลิเทียมเหล็กฟอสเฟต (LFP) วัสดุโลหะ–สารอินทรีย์ (MOFs) สำหรับดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับโรงงาน การออกแบบตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ตลอดจนกิจกรรมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการ ภาครัฐ เอกชน นักวิจัย และสถาบันการศึกษา

สำหรับ DPIM CE EXPO 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–18 กันยายน 2569 ณ Exhibition Hall 7 และห้องประชุม Amber 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีผู้ประกอบการ หน่วยงานรัฐ เอกชน หน่วยงานวิจัย และสถาบันการศึกษามากกว่า 1,000 ราย เข้าร่วม เพื่อเร่งนำองค์ความรู้และต้นแบบไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ เชื่อมโยงเศรษฐกิจหมุนเวียนกับภาคอุตสาหกรรมจริง และผลักดันอุตสาหกรรมไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

กองทัพเรือ ย้ำ “ปิดด่าน 100%” !! ลาดตระเวนชายแดนจันทบุรี ตรวจยึดบุหรี่ 4,000 ซอง มูลค่า 360,000 บาท ปิดด่าน 100% เพิ่มความเข้มข้นลาดตระเวน สกัดลักลอบสินค้าไม่เสียภาษีแนวชายแดน

กองทัพเรือย้ำมาตรการ “ปิดด่าน 100%” ลาดตระเวนชายแดนจันทบุรี ตรวจยึดบุหรี่หนีภาษี 4,000 ซอง

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 เวลา 10.00 น. กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ตรวจยึดบุหรี่ซิกาแรตที่มิได้เสียภาษี จำนวน 7 ถุงดำ รวม 4,000 ซอง หรือ 80,000 มวน

เจ้าหน้าที่ตรวจพบของกลางดังกล่าวระหว่างปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนตามแนวรั้วกำแพง บริเวณพื้นที่ปฏิบัติการฐานที่ 4 หมู่ที่ 4 ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โดยคาดว่าเป็นความพยายามลักลอบนำสินค้าเข้ามายังพื้นที่ตลาดบ้านแหลม แต่ไม่พบตัวผู้กระทำความผิด เจ้าหน้าที่จึงร่วมกันตรวจยึดของกลาง ประกอบด้วย
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ 235 จำนวน 1,000 ซอง
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ TEXAS 5 ชนิดซองอ่อน จำนวน 620 ซอง
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ D&J จำนวน 500 ซอง
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ GOLD SEAL จำนวน 500 ซอง
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ LUXURY จำนวน 500 ซอง
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ ORIS จำนวน 500 ซอง
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ TEXAS 5 ชนิดซองแข็ง จำนวน 380 ซอง

บุหรี่ทั้งหมดบรรจุซองละ 20 มวน รวมจำนวน 4,000 ซอง หรือ 80,000 มวน หากประเมินตามราคาจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด คิดเป็นมูลค่าประมาณ 360,000 บาท เบื้องต้นเข้าข่ายความผิดฐาน “มีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี และมีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี” เจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดส่งมอบให้สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่จันทบุรี เพื่อดำเนินการตามกฎหมายและสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้องต่อไป

การตรวจยึดครั้งนี้เป็นผลจากการปฏิบัติตามมาตรการ “ปิดด่าน 100%” ควบคู่กับการเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและเฝ้าระวังช่องทางธรรมชาติ ตลอดจนพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันมิให้มีการฉวยโอกาสลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย

กองทัพเรือ โดยกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด จะยังคงบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจตราพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่องและเข้มงวด เพื่อสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมือง การลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย และอาชญากรรมข้ามชาติ อันเป็นการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

อมตะดึงทุนจีน “Homa” ลงทุน 3.1 พันล้าน!! ตั้งฐานผลิตตู้เย็นชลบุรี ป้อนตลาดยุโรป ตั้งเป้าใช้ชิ้นส่วนไทย 50–60% ดัน SME เข้าซัพพลายเชนโลก กำลังผลิต 1.5 ล้านเครื่องต่อปี ดันส่งออก 12,000 ล้าน สร้างงานสูงสุด 3,000 ตำแหน่ง

อมตะดึงทุนจีน Homa ทุ่มลงทุน 3.1 พันล้าน

ปักฐานการผลิตตู้เย็นในชลบุรีป้อนตลาดยุโรป

อมตะเดินหน้าดึงการลงทุนจากจีนต่อเนื่อง รับกระแสกระจายฐานการผลิตโลก “Homa” ผู้ผลิตตู้เย็นและตู้แช่รายใหญ่ของโลก ลงทุนกว่า 3,100 ล้านบาท ตั้งฐานการผลิตในชลบุรี กำลังผลิต 1.5 ล้านเครื่องต่อปี ตั้งเป้าสร้างมูลค่าส่งออก 12,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 50–60% และสร้างการจ้างงานสูงสุด 3,000 ตำแหน่ง สะท้อนศักยภาพไทยในฐานะฐานการผลิตและส่งออกของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าสู่ตลาดโลก

นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA เปิดเผยว่า ปัจจุบันนักลงทุนจีนยังคงให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมองประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค จากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ ระบบสาธารณูปโภค ตลอดจนเครือข่ายซัพพลายเชนและบุคลากรที่สามารถรองรับการผลิตในระดับอุตสาหกรรม

ขณะเดียวกัน แนวโน้มการกระจายฐานการผลิตและการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานของโลก ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการลงทุนจากจีน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่สามารถใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและเชื่อมโยงไปยังตลาดต่างประเทศได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มบทบาทของประเทศไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก

“นักลงทุนจีนในปัจจุบันไม่ได้มองหาเพียงพื้นที่สำหรับตั้งโรงงาน แต่ให้ความสำคัญกับระบบนิเวศทางอุตสาหกรรมที่สามารถเชื่อมโยงได้ครบทั้งซัพพลายเออร์ แรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน ระบบโลจิสติกส์ และตลาดส่งออก จากประสบการณ์กว่า 20 ปีในการสนับสนุนการลงทุนจากจีน อมตะได้เห็นพัฒนาการจากการผลิตแบบดั้งเดิมไปสู่อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ซึ่งช่วยสร้างงาน เสริมขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรม และสนับสนุนการเติบโตระยะยาวของประเทศไทย  ซึ่งแนวโน้มการลงทุนในระยะต่อไปจะมีความหลากหลายมากขึ้น และมีทิศทางชัดเจนในการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกสู่ตลาดโลก จากเดิมที่เน้นการผลิตเพื่อรองรับตลาดในประเทศ” นายวิกรมกล่าว

ทั้งนี้ การเข้ามาลงทุนของ Homa ผู้ผลิตตู้เย็นและตู้แช่รายใหญ่ของโลก จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในพื้นที่ของอมตะ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตของผู้ผลิตระดับโลก และยกระดับมาตรฐานการผลิต ตลอดจนเพิ่มสัดส่วนกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มในประเทศ

สำหรับ Homa เป็นผู้ผลิตตู้เย็นและตู้แช่รายใหญ่ของโลก และให้บริการผลิตแบบ OEM แก่

แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำ โดยฐานการผลิตในประเทศไทยจะมุ่งเน้นการผลิตตู้เย็นประสิทธิภาพสูง ตู้เย็นอัจฉริยะ และตู้แช่มาตรฐานสูงที่สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านพลังงานของสหภาพยุโรป รองรับแนวโน้มความต้องการเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะและประหยัดพลังงานที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลก

ด้านนายไมเคิล เหยา ประธาน บริษัท โฮม่า แอพไพลแอนซ์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า การตัดสินใจเข้ามาลงทุนและจัดตั้งฐานการผลิตในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ชลบุรี ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาธุรกิจระดับโลกของโฮม่า ด้วยศักยภาพของประเทศไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งสำหรับรองรับลูกค้าทั่วอาเซียนและเชื่อมโยงกับตลาดโลก โดยเฉพาะทำเลที่ตั้งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ภาคตะวันออก ซึ่งมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค การคมนาคมขนส่ง และท่าเรือ รวมถึงมีเครือข่ายซัพพลายเชนและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง

การลงทุนครั้งนี้มีมูลค่ากว่า 3,100 ล้านบาท มีกำลังการผลิตประมาณ 1.5 ล้านเครื่องต่อปี และคาดว่าจะสร้างมูลค่าการส่งออกได้ถึง 12,000 ล้านบาทต่อปี โดยในระยะแรกจะสร้างการจ้างงานประมาณ 1,400 ตำแหน่ง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3,000 ตำแหน่งภายใน 1–2 ปี พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศเป็น 50–60% ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้ามามีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิต และยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าไทยให้เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลกมากขึ้น

สำหรับอมตะ มุ่งมั่นพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมควบคู่กับการสร้างระบบนิเวศที่รองรับการลงทุนอย่างครบวงจร ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค การเชื่อมโยงซัพพลายเออร์ การพัฒนาบุคลากรไทย ไปจนถึงการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านปรัชญา “All WIN” ที่มุ่งสร้างคุณค่าร่วมให้แก่นักลงทุน ธุรกิจท้องถิ่น พนักงาน ชุมชน และเศรษฐกิจอุตสาหกรรมโดยรวมของประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการลงทุนที่มีคุณภาพ และยกระดับประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตและจุดเชื่อมต่อสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก

BCPG เดินหน้าคาร์บอนนิวทรัล!! บรรลุเป้าหมายต่อเนื่อง 4 ปี รับประกาศนียบัตรจากองค์กรบริหารก๊าซ ตั้งเป้าสู่ Net Zero ภายในปี 2593 แสดงความมุ่งมั่นสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

BCPG บรรลุเป้าหมายคาร์บอนนิวทรัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 4
เดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero

คุณชลิดา ณรงค์ศิริกุล ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เข้ารับมอบประกาศนียบัตร “เครื่องหมายคาร์บอนนิวทรัล ประเภทองค์กร” จาก นายวิจารย์ สิมาฉายา ประธานกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ณ ห้อง Conference Hall สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ถนนแจ้งวัฒนะ

ในปี 2568 บีซีพีจีได้รับการรับรองการปล่อยและการชดเชยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม 2,487 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า นับเป็นการบรรลุเป้าหมายคาร์บอนนิวทรัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 สะท้อนความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจบนเส้นทางสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

ทั้งนี้ บีซีพีจี ยังคงเดินหน้าสู่เป้าหมาย คาร์บอนนิวทรัลในทุกประเทศที่มีการควบคุมการดำเนินงานภายในปี 2573 และมุ่งสู่ เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 อย่างต่อเนื่อง

‘สรวุฒิ’ เลขารมว.เกษตร เตือนสารเร่งเนื้อแดงอันตราย!! กรมปศุสัตว์-ตำรวจ จับมือเดินหน้าปราบ ตรวจพบสารต้องห้ามจากเนื้อสัตว์ในตลาด สืบย้อนต้นทางจนพบโรงฆ่าสัตว์ในสระบุรี เปิดปฏิบัติการใหญ่วันที่ 11 มิถุนายนนี้

นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กรมปศุสัตว์ร่วมกับตำรวจ บก.ปคบ. เดินหน้าปราบปรามการลักลอบใช้ “สารเร่งเนื้อแดง” ในโคเนื้อ หลังตรวจพบสารต้องห้ามจากเนื้อสัตว์ในตลาด จากนั้นได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบตลาดและสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์หลายแห่ง โดยเก็บตัวอย่างเนื้อสัตว์เพื่อตรวจหาสารตกค้างต้องห้าม กระทั่งพบสารที่เข้าข่าย “สารเร่งเนื้อแดง” จึงนำไปสู่การสืบสวนเช็กย้อนกลับ เพื่อค้นหาต้นทางว่าเนื้อสัตว์มาจากฟาร์มใดและผ่านโรงฆ่าสัตว์แห่งใด ก่อนขยายผลนำไปสู่โรงฆ่าสัตว์ในจังหวัดสระบุรี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตรวจพบสารเร่งเนื้อแดงเพิ่มเติม จากนั้นรวบรวมข้อมูลเชื่อมโยงไปยังฟาร์มในจังหวัดสระบุรี สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี ก่อนเปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน เข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายรวม 6 จุด

ตลอดการดำเนินการทั้งหมด 9 ครั้ง รวม 16 จุด เจ้าหน้าที่พบสารเร่งเนื้อแดงทั้งในอาหารสัตว์ เครื่องผลิตอาหาร และโคที่อยู่ภายในฟาร์ม ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้อาหารสัตว์ที่มีส่วนผสมของสารต้องห้าม จึงดำเนินการอายัดของกลางและขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้อง นอกจากของกลางด้านปศุสัตว์แล้ว เจ้าหน้าที่ยังพบข้อมูลเส้นทางการเงินที่น่าสนใจ โดยหลังการเข้าตรวจสอบเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พบว่าผู้ต้องหารายหนึ่งมีพฤติการณ์โอนและแยกย้ายทรัพย์สินออกจากบัญชีในวันถัดมา รวมกว่า 8 ล้านบาท ทำให้เจ้าหน้าที่เร่งรวบรวมหลักฐานด้านการเงินควบคู่กับผลตรวจทางวิทยาศาสตร์และคำให้การของผู้เกี่ยวข้อง ก่อนพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปคบ. ได้ขอศาลออกหมายจับ นายเอก (นามสมมติ)  จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบเงินเข้า–ออกบัญชีรวม 80,289,292 บาท

จากการตรวจสอบข้อมูลว่าผู้ต้องหาเคยทำงานเป็นเซลส์ในวงการอาหารสัตว์มาตั้งแต่ปี 2539 แต่ปัจจุบันไม่มีใบอนุญาตขายอาหารสัตว์ เบื้องต้นแจ้งข้อหา “ผลิตอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต , ผลิตอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ,ขายอาหารสัตว์ที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียนไว้ , ใช้วัตถุที่ห้ามใช้ผสมในอาหารสัตว์ และ ขายยาแผนปัจจุบันซึ่งเป็นประเภทยาอันตราย (ยาซัลบูตามอลซึ่งเป็นยาจำพวกแอดรีเนอร์จิค) โดยไม่ได้รับอนุญาต” ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปคบ. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ผลปฏิบัติการปราบปราม “สารเร่งเนื้อแดง” ในครั้งนี้เกิดจากการบูรณาการทำงานระหว่างตำรวจสอบสวนกลางกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ หลังเจ้าหน้าที่ได้รับนโยบายให้มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อประชาชน โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของอาหารและผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ ซึ่งผลการปฏิบัติการสามารถยึดโคได้ 667 ตัว อายัดเงินกว่า 30 ล้านบาท และพบเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกว่า 80 ล้านบาท

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์   กล่าวว่า  สารเร่งเนื้อแดงกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ เช่น ยาซัลบูตามอล เป็นยาอันตรายและเป็นวัตถุที่ห้ามใช้ผสมในอาหารสัตว์อย่างเด็ดขาด เพราะอาจตกค้างในเนื้อสัตว์และกระทบผู้บริโภคโดยตรง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน หญิงตั้งครรภ์ และเด็ก ผู้ที่บริโภคเนื้อสัตว์ซึ่งมีสารตกค้างอาจมีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ มือสั่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือเวียนศีรษะ และหากมีอาการรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

ที่มา : https://www.dailynews.co.th/news/6191212/?fbclid=IwY2xjawUWyTRwZG9mAWV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkEDIyMjAzOTE3ODgyMDA4OTIAAR6v0DUi1Lci3pUcAqQ1HlzVfQW1LrDnXSg12JFILX9VfVxCPdMbsMAdQiKE5w_aem_T0WoqJckVyEzLv3W9iLzYw

เทนนิสหญิงไทยพุ่งแรง!! 'รวงข้าว' ขึ้นที่ 61 โลกสูงสุด 'ไหม' พุ่งขึ้น 88 อันดับ ทำสถิติใหม่ในยูเอส โอเพ่น โอกาสสดใสในอาชีพนักเทนนิสหญิง

สมาคมนักเทนนิสอาชีพหญิง หรือ WTA ประกาศการจัดอันดับโลกล่าสุดอย่างเป็นทางการ ปรากฏว่าสองนักหวดสาวไทยทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนอันดับโลกพุ่งสูงที่สุดบนเส้นทางอาชีพ หลังควงคู่กันทำผลงานผ่านเข้าถึงรอบสองในศึกแกรนด์สแลมสุดท้ายของปีอย่าง ยูเอส โอเพ่น

"รวงข้าว" ลัลนา ธาราฤดี นักหวดวัย 22 ปี ขยับขึ้นมาถึง 15 อันดับ จากอันดับ 76 พุ่งขึ้นมารั้งมือ 61 ของโลก ทำให้เธอกลายเป็นนักเทนนิสหญิงไทยที่ทำอันดับโลกสูงที่สุดตลอดกาลเป็นคนที่สอง ต่อจากตำนานอย่าง "แทมมี่" แทมมารีน ธนสุกาญจน์ ที่เคยขึ้นไปสูงถึงอันดับ 19 ของโลก โดยแซงหน้าสถิติของ "ลัก" ลักษิกา คำขำ ที่เคยทำไว้สูงสุดอันดับ 66 ของโลกเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2018

ทางด้าน "ไหม" มนัญชญา สว่างแก้ว วัย 24 ปี ก็ทำผลงานได้ดีไม่แพ้กัน ขยับขึ้นมาอีก 6 อันดับ จากอันดับ 95 ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 88 ของโลก สร้างอันดับที่ดีที่สุดในชีวิตการเล่นอาชีพได้เช่นกัน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1490746329752749&id=100064521886528&rdid=fw4SCbvNt0amcNEf#

‘ลามิน ยามาล’ เปิดใจลุ้นบัลลงดอร์!! หนึ่งในตัวเต็งบัลลงดอร์ปี 2026 ชี้ผลงานพาบาร์ซา–สเปนคว้าแชมป์คือคำตอบ เชื่อตัวเองและเอ็มบัปเปคือ 2 แข้งดีที่สุดในโลก ย้ำคู่แข่งหลักคือ 'เอ็มบัปเป'

ลามิน ยามาล แนวรุกดาวโรจน์ บาร์เซโลนา และทีมชาติสเปนแสดงความมั่นใจว่า ตัวเองสมควรคว้ารางวัล บัลลงดอร์ มาครองในปีนี้เนื่องจากความสำเร็จที่ทำได้

โดย ยามาล มีชื่อเป็นหนึ่งใน 30 แข้งที่มีลุ้นรางวัลบัลลงดอร์ 2026 และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวเต็งหลังเจ้าตัวมีส่วนสำคัญในการพา บาร์เซโลนา คว้าแชมป์ลา ลีกา เมื่อซีซั่นที่ผ่านมารวมถึงช่วยทีมชาติสเปนซิวแชมป์ฟุตบอลโลก

ล่าสุดดาวเตะวัย 19 ปีให้สัมภาษณ์ว่า เขาคู่ควรอย่างยิ่งที่จะคว้ารางวัลบัลลงดอร์ในปีนี้ “ผมคิดว่าปีนี้ผมสมควรได้รับรางวัลนี้ เพราะความสำเร็จที่ผมทำได้”

นอกจากการออกมาสนับสนุนโอกาสลุ้นรางวัลของตัวเองแล้ว กองหน้ารายนี้ยังชื่นชมฟอร์มการเล่นของคู่แข่งร่วมลีกอย่าง คีเลียน เอ็มบัปเป ดาวเตะ เรอัล มาดริด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะจารึกชื่อลงในทำเนียบเกียรติยศอันทรงเกียรติของวงการฟุตบอลเช่นกัน

“ผมเชื่ออย่างแท้จริงว่ามีเราสองคนที่เป็นนักเตะที่ดีที่สุดในโลก มันชัดเจนมากสำหรับผม และทุกคนที่ได้ดูการแข่งขันต่างก็รู้เรื่องนี้ดี”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10399139

เภสัชกรไม่ได้หยุดที่การขายยา!! เภสัชกรสาวปิดร้านช่วยนักเรียนแพ้รุนแรง ส่งโรงพยาบาลทันเวลา สะท้อนบทบาท “ด่านหน้าเพื่อประชาชน” หนึ่งเคสสะท้อนคุณค่าร้านยา เภสัชกรเป็นด่านสำคัญดูแลสุขภาพประชาชน

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ขอแสดงความชื่นชม ภญ.กัญญาณัฐ วงษ์ตาผา ศิษย์เก่าคณะเภสัชศาสตร์ รุ่นที่ 27​

จากเหตุการณ์ที่กำลังเป็นกระแสในโลกโซเชียลมีเดีย ที่มีนักเรียนชายรายหนึ่งเข้ามาขอซื้อยาแก้แพ้​ ณ​ ร้านยาหยกยาฟาร์มาซี อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร แต่เภสัชกรสังเกตพบความผิดปกติ ทั้งอาการขยี้ตา ตาบวม และกลืนน้ำลายลำบาก จึงไม่ได้หยุดเพียงการจ่ายยา แต่ได้ซักประวัติ ประเมินอาการ และเฝ้าสังเกตอย่างใกล้ชิด เมื่อเห็นว่าอาการมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เภสัชกรตัดสินใจ ปิดร้านชั่วคราวและรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า “เภสัชกรไม่ได้มีหน้าที่เพียงจ่ายยา แต่ยังเป็นด่านสำคัญในการคัดกรอง ประเมิน และเฝ้าระวังความผิดปกติด้านสุขภาพของประชาชน” โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่การตัดสินใจอย่างรวดเร็วอาจมีความสำคัญต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย

“เภสัชกร…วิชาชีพเพื่อประชาชน”

แหล่งข่าว : https://www.facebook.com/share/p/1CdejwR8iB/?mibextid=wwXIfr

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1500608145440483&set=a.620784260089547

‘สีหศักดิ์’ สวนกัมพูชา!! ซัดกัมพูชากลางวง UNCLOS บิดเบือนข้อเท็จจริง–สร้างภาพผู้ถูกกระทำ ย้ำไทยปกป้องอธิปไตย ขอจุดยืนชัดเจนเรื่องระเบียบระหว่างประเทศ คาดหวังเจรจาเปิดทางสันติภาพสู่อนาคต

อ้างอิงจากเฟสบุ๊ค Wassana Nanuam

เอา คืน!!….’สีหศักดิ์‘ซัดเขมร’โกหกใส่ร้าย รายวัน สร้างภาพผู้ถูกกระทำ‘กลางวง UNCLOS
ย้อนเหตุ เขมรปล่อยคลิปสนทนาทางโทรศัพท์ ผู้นำ-ยิงจรวดใส่คนไทย วางทุ่นระเบิด ทำทหารไทยขาขาด

ถาม ว่า ที่ กัมพูชา ว่าเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ นั้น อยู่ที่ไหน
แฉ เขมร มักใช้สถานการณ์ มาต่อรองทางการเมือง มาโดยตลอด
แจง ไทย ยกเลิก MoU 2001 เพราะ ไม่มีอะไรคืบหน้า 25 ปี ประชุม ได้2 ครั้งเท่านั้น
ยัน กระบวนการนี้ เฉพาะทางทะเล ในอ่าวไทย ไม่เกี่ยวกับเกาะกูด ที่เขมร ลากเส้นเอง และไม่เกี่ยวข้องกับ เขตแดนทางบก
ยัน ไทยจะปกป้องอธิปไตย
ขอให้ กัมพูชา กล้า ที่จะเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลง ในเวที UNCLOS ครั้งแรก ที่สิงคโปร์ โดย นาย ปรัก สุคน รมว.ต่างประเทศ กัมพูชา ได้ กล่าวก่อน จากนั้น นายสีหศักดิ์ ขึ้นกล่าว

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ไทยเชื่อมาโดยตลอดว่า ความเห็นต่างระหว่างประเทศเพื่อนบ้านควรได้รับการแก้ไขผ่านการเจรจา นี่คือแนวทางที่เราใช้มาโดยตลอด นั่นคือ การรักษา ช่องทางการสื่อสารไว้ การฟื้นฟูความเชื่อมั่น และการแสวงหาทางออกที่ยั่งยืนผ่านการเจรจาทวิภาคี
แต่กัมพูชา กลับใช้แนวทางแตกต่างออกไป กัมพูชากล่าวอ้างอยู่เสมอว่าเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และพยายามสร้างภาพว่า ไทยเป็นฝ่ายละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ข้อกล่าวอ้างของกัมพูชานั้นเป็นการกล่าวอ้างเพื่อประโยชน์ของตนเอง มีความย้อนแย้ง

เราควรย้อนระลึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เป็นชนวนให้เกิดความขัดแย้ง
เมื่อกัมพูชานำการสนทนาทางโทรศัพท์ส่วนตัวระหว่างผู้นำของเรามาเปิดเผยต่อสาธารณะ เมื่อจรวดของกัมพูชายิงเข้ามาและทำให้พลเรือนไทยผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต และเมื่อทหารของเราต้องสูญเสียขาจากทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ แล้วในเวลานั้นกัมพูชาเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอยู่ที่ไหน
ข้าพเจ้าขอยืนยันให้ชัดเจนว่า ความมุ่งมั่นของไทยต่อกฎหมายระหว่างประเทศนั้นไม่เคยสั่นคลอน ไทยยึดมั่นอย่างแน่วแน่ต่อระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ และจะปกป้องสิทธิของเราภายใต้กรอบระเบียบดังกล่าว

สำหรับไทย กฎหมายระหว่างประเทศและการทูตเป็นรากฐานที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกันของความสัมพันธ์อันสันติระหว่างรัฐ กฎหมายเป็นกรอบที่กำหนดแนวทาง ขณะที่การทูตช่วยให้ประเทศเพื่อนบ้านสามารถนำกรอบดังกล่าวมาใช้ สร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่น และบรรลุทางออกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้และมีความยั่งยืน

เรื่องนี้ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในขณะนี้ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศได้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาแล้ว ความขัดแย้งได้ทำลายความไว้วางใจ และสร้างความสูญเสียอย่างหนักให้แก่ชุมชนของประชาชนทั้งสองฝ่าย

แต่หากเราต้องการมีโอกาสอย่างแท้จริงที่จะค้นหาทางออกที่ยั่งยืน เราจำเป็นต้องฟื้นฟูความไว้วางใจดังกล่าวขึ้นมาใหม่ ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงเดินหน้าใช้การเจรจาและแนวทางที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงและความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นที่จำเป็นสำหรับการจัดการกับประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนและยากยิ่งขึ้น
ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบูเมื่อต้นปีนี้ ผู้นำของทั้งสองประเทศได้ยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นที่จะค่อยๆ ฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกัน

และเมื่อข้าพเจ้าได้พบกับรัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา ที่นิวยอร์กเมื่อเดือนพฤษภาคม ข้าพเจ้าได้เสนอแนวทางปฏิบัติแบบเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อผลักดันพันธกรณีดังกล่าวให้เกิดความคืบหน้า แนวทางเหล่านี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและทำให้เราสามารถเดินหน้าจัดการกับประเด็นข้อพิพาทที่อยู่ตรงหน้าได้ด้วยความมั่นใจ

น่าเสียดายที่แนวทางการทูตที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงในทางปฏิบัติดังกล่าวไม่เคยได้รับโอกาสอย่างแท้จริงจากกัมพูชา และจากมุมมองของไทย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการดำเนินการของกัมพูชาที่น่ากังวล

แทนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่และจริงใจผ่านการเจรจาทวิภาคี กัมพูชากลับกล่าวร้ายประเทศไทยซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยเรื่องเล่าที่เป็นเท็จ การบิดเบือนข้อเท็จจริง และข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลต่อไทย แทบจะทุกวัน รวมถึงบนเวทีระหว่างประเทศ และกัมพูชายังดำเนินการดังกล่าวด้วยการวางตนเป็นฝ่ายตกเป็นเหยื่อ พร้อมแสดงท่าทีว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกต้องทางศีลธรรม เพื่อมุ่งสร้างภาพว่าตนอยู่ในสถานะที่เหนือกว่าในทางศีลธรรม

เราไม่อาจมองข้ามได้ว่า ปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศกัมพูชามีส่วนกำหนดรูปแบบการดำเนินการเช่นนี้ สำหรับเราแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศของเรา รวมถึงความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองฝ่าย ไม่ควรถูกนำไปขึ้นอยู่กับการคำนวณผลประโยชน์ทางการเมืองในระยะสั้น
นี่คือ เส้นทางที่กัมพูชาเลือกเดินมาตลอด แนวทางดังกล่าวนำมาซึ่งผลกระทบอย่างรุนแรง เพราะทำให้กระแสความรู้สึกของประชาชนร้อนแรงขึ้น ทำให้ความตึงเครียดลึกซึ้งขึ้น และทำให้จุดยืนของแต่ละฝ่ายแข็งกร้าวมากขึ้น ส่งผลให้การหาจุดประนีประนอมและการปรองดองที่ทั้งสองประเทศต้องการยิ่งทำได้ยากขึ้น

เส้นทางที่ไทยพยายามเดินหน้าคือเส้นทางที่การใช้ช่องทางทางกฎหมายต้องดำเนินควบคู่ไปกับการทูตที่มองสถานการณ์อย่างชัดเจนและอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เพื่อสร้างความไว้วางใจ การทูตจะต้องไม่กลายเป็นการแข่งขันเพื่อเอาชนะกัน หรือการพยายามแสดงว่าใครเหนือกว่าใคร เพื่อแสวงหาความได้เปรียบฝ่ายเดียว

ท่านประธานและสมาชิกคณะกรรมการทุกท่าน การดำเนินงานที่อยู่เบื้องหน้าของเราจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับที่มาที่ไปของสถานการณ์จนมาถึงจุดนี้ ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงประสงค์จะกล่าวถึงการนำเสนอของกัมพูชาเกี่ยวกับการตัดสินใจของไทยในการยุติข้อตกลงความเข้าใจปี 2544 หรือบันทึกความเข้าใจปี 2544 โดยสังเขป

กัมพูชาพยายามเสนอว่า การที่ไทยตัดสินใจยุติบันทึกความเข้าใจดังกล่าวทำให้กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเริ่มกระบวนการพิจารณานี้ ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง
ความจริงก็คือ ตลอดระยะเวลา 25 ปี เราสามารถจัดการเจรจาอย่างเป็นทางการได้เพียง 2 รอบเท่านั้น เป็นที่ชัดเจนว่าบันทึกความเข้าใจดังกล่าวไม่ได้นำไปสู่ความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ดังนั้น ไทยจึงเลือกที่จะเริ่มต้นการเจรจาใหม่อีกครั้ง

การที่กัมพูชาเพิ่งให้สัตยาบันอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลเมื่อไม่นานมานี้ น่าจะเป็นโอกาสอันเหมาะสมที่จะกลับมาเจรจากันอีกครั้งบนพื้นฐานทางกฎหมายร่วมกันที่ชัดเจนและมีความมั่นคงยิ่งขึ้น

ไทยได้เสนอแนวทางดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยข้าพเจ้าได้เสนอด้วยตนเองต่อคู่เจรจาของข้าพเจ้าว่า เราควรเริ่มการเจรจาโดยตรงเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเล ซึ่งจะสามารถช่วยปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างกัน และเปิดทางไปสู่การแก้ไขประเด็นอื่นๆ ที่ยังคั่งค้างอยู่

และข้าพเจ้าได้เสนอด้วยว่า หากภายในระยะเวลา 6 เดือนยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ เราก็สามารถเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยร่วมกันต่อไปได้

ดังนั้น การที่กัมพูชากล่าวอ้างว่าหลังจากไทยยุติบันทึกความเข้าใจปี 2544 แล้ว กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเริ่มกระบวนการพิจารณานี้ จึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างชัดแจ้ง
กัมพูชาได้รับทางเลือกอย่างแท้จริง แต่กัมพูชากลับไม่เลือกทางเลือกดังกล่าว ด้วยเหตุผลที่ฝ่ายไทยยากจะเข้าใจ

ท่านประธาน หากเราต้องการบรรลุข้อตกลงยุติข้อพิพาท เราจะต้องมีความชัดเจนเกี่ยวกับขอบเขตของประเด็นที่อยู่ต่อหน้าคณะกรรมการ

ขอบเขตของกระบวนการพิจารณานี้เกี่ยวข้องเฉพาะกับการกำหนดเขตแดนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาในอ่าวไทยเท่านั้น

ไทยขอยืนยันจุดยืนเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเลตามที่ระบุไว้ในประกาศพระบรมราชโองการลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2516 อีกครั้ง เราไม่ได้เรียกร้องสิ่งใดมากไปกว่าการปกป้องอธิปไตย สิทธิอธิปไตย และสิทธิอันชอบธรรมที่ไทยพึงมีตามกฎหมายระหว่างประเทศ

และข้าพเจ้าขอย้ำให้ชัดเจนว่า การไกล่เกลี่ยครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอธิปไตยเหนือดินแดนทางบก รวมถึงเกาะกูด ไม่เคยมีการถกเถียงในประเด็นนี้มาก่อน ไทยไม่ยอมรับเส้นอ้างสิทธิในไหล่ทวีปของกัมพูชาที่จัดทำขึ้นในปี 2515 เนื่องจากเส้นดังกล่าวไม่มีพื้นฐานทางกฎหมาย

ท่านประธานและสมาชิกคณะกรรมการทุกท่าน ไทยเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยครั้งนี้ด้วยความสุจริต โดยตระหนักอย่างเต็มที่ถึงบทบัญญัติของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล และด้วยความเชื่อมั่นในความเป็นอิสระ ความเป็นกลาง และความเชี่ยวชาญโดยรวมของคณะกรรมการชุดนี้
ไทยพร้อมที่จะเข้าร่วมในกระบวนการนี้อย่างสร้างสรรค์ โดยมีเป้าหมายที่จะบรรลุทางออกที่ผ่านการเจรจาและมีความเป็นธรรม โดยได้รับความช่วยเหลือจากคณะกรรมการ การไกล่เกลี่ยสามารถช่วยให้คู่กรณีระบุจุดที่มีความเห็นร่วมกัน จำกัดขอบเขตของจุดยืนทางกฎหมายที่แตกต่างกัน และเจรจาหาทางเดินหน้าต่อไปได้

และเรามั่นใจว่า ด้วยคำแนะนำและการชี้แนะของคณะกรรมการ ทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุทางออกที่เป็นธรรม อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงและสามารถปฏิบัติได้ และมีความยั่งยืนในระยะยาว สำหรับการกำหนดเขตแดนทางทะเล

ประตูสำหรับการเจรจายังคงเปิดอยู่ ท้ายที่สุดแล้ว ภาระหน้าที่ในการหาหนทางเดินหน้าต่อไปยังคงอยู่ที่ทั้งสองประเทศของเรา ซึ่งจะต้องร่วมกันค้นหาทางออกด้วยความจริงจังและด้วยความสุจริต
ท่านประธาน สมาชิกคณะกรรมการผู้ทรงเกียรติ และเพื่อนร่วมงานชาวกัมพูชา ขณะที่เราเริ่มต้นกระบวนการพิจารณาในวันนี้ เราจะต้องตระหนักว่าแนวทางที่คดีนี้จะดำเนินต่อไป รวมถึงผลลัพธ์ของกระบวนการไกล่เกลี่ยครั้งนี้ จะมีนัยสำคัญต่ออนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา
กระบวนการนี้ไม่ใช่การดำเนินการทางการทูตแบบผลรวมเป็นศูนย์ ซึ่งฝ่ายหนึ่งจะได้ก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งเสีย

ขอให้ไม่มีข้อสงสัยใดๆ ว่าไทยมีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ที่จะยึดมั่นและปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ
ขอให้ไม่มีข้อสงสัยใดๆ ว่าไทยจะปกป้องอธิปไตยและสิทธิทางทะเลของเราอย่างแน่วแน่
และขอให้ไม่มีข้อสงสัยใดๆ เช่นกันว่าไทยมีความมุ่งมั่นต่อสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านของเรา

เรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์อย่างชัดเจนมาแล้วในอดีต เมื่อไทยได้ทำงานร่วมกับประเทศต่างๆ ที่มีแนวคิดสอดคล้องกันมาเป็นเวลาหลายปี เพื่อช่วยนำสันติภาพมาสู่กัมพูชา และช่วยฟื้นฟูประเทศเพื่อประชาชนชาวกัมพูชา

ไทยยืนหยัดอย่างมั่นคงบนเส้นทางแห่งสันติภาพ
การเดินหน้าต่อไปจำเป็นต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองจากทั้งสองฝ่าย ดังที่เราได้เน้นย้ำมาหลายครั้งแล้วว่า ทางเลือกอยู่ที่กัมพูชาจะเป็นผู้ตัดสินใจ และเราหวังว่ากัมพูชาจะสามารถรวบรวมเจตจำนงทางการเมืองเพื่อเข้าร่วมกับเราบนเส้นทางนี้

อีกไม่นานหลังจากกระบวนการพิจารณาเหล่านี้สิ้นสุดลง ไทยและกัมพูชาก็จะยังคงเป็นประเทศเพื่อนบ้านกันต่อไป ภารกิจของเราคือการทำให้มั่นใจว่า มรดกที่เราทิ้งไว้เบื้องหลังจะเปิดโอกาสให้คนรุ่นต่อไปสามารถได้รับประโยชน์จากสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองระหว่างสองประเทศ
ไทยพร้อมที่จะทำหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่ และเราหวังว่ากัมพูชากล้า ที่จะทำเช่นเดียวกัน

ที่มา : https://www.facebook.com/100001454030105/posts/28519481151016972/?rdid=MeaBCFKmbaPH7Hx1#

'อรรถวิชช์' ทวงความคืบหน้าตึก สตง.ถล่ม!! ขอเร่งบังคับเงินประกันและตรวจหลักฐานเหล็กด้อยคุณภาพ ทวงเงินประกัน 2.56 พันล้าน ร้องค่าเสียหายเหล็กด้อยคุณภาพ ร่วมมือเจ้าหน้าที่ผลักดันเร็วขึ้น

"อรรถวิชช์" หารือร่วมผู้บริหาร สตง. ทวงเงินประกันและค่าเสียหาย ตึกสตง.ถล่ม

ช่วงเช้า 14 ก.ย. 69 ผมในฐานะรองประธาน กมธ.การเงินการคลังฯ เข้าพบผู้บริหาร สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อติดตามความคืบหน้ากรณีตึก สตง. ถล่มเมื่อปี 68

ผมขอสรุป แนวทางร่วมกันกับ รองผู้ว่าฯและทีมผู้บริหาร สตง.ดังนี้
1. ให้เร่งตามเงินประกันภัยจากทิพยประกันภัย กล่าวคือ งบประมาณสร้างตึก 2,560 ล้านบาท มีการเบิกจ่ายแล้ว 966.8 ล้านบาท มีการติดตามบังคับจากเงินประกันแล้ว 400 กว่าล้าน ยังคงเหลืออีกราว 536 ล้านบาท โดยในส่วนนี้จะต้องได้รับจากบริษัททิพยประกันภัย ต้องเร่งดำเนินการด่วน
2. ขอให้เรียกค่าเสียหายจากการออกแบบก่อสร้าง และเหล็กที่ด้อยคุณภาพ โดยผลตรวจในส่วนการก่อสร้างให้ประสานทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ท่านอธิบดีได้รับปากกับคณะกรรมาธิการฯแล้วที่จะส่งมอบเอกสารให้ และในส่วนเหล็กด้อยคุณภาพที่สำนักมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ส่งมอบให้ไปแล้ว

ที่มา : https://www.facebook.com/atavit.s/posts/pfbid02xZRapS9sg7qvQjaq9nANSWSrAbsmUeUntnnojdxG2WnLFLAvrCgERbbtYGfCRCH6l?rdid=pTMnRuKC2RMk1Mmh#

อ.อุ๋ยกระตุกรัฐบาล ทำการบ้านพลังงาน!! เปิดโมเดลซื้อน้ำมันอิหร่าน ลดความเสี่ยงแซงก์ชันสหรัฐฯ ผลักดันเทคนิคการค้าระบบใหม่ ไทยต้องรักษาผลประโยชน์ชาติ

อาจารย์อุ๋ย กระตุกรัฐบาลไทย! : ผ่ากลยุทธ์ซื้อน้ำมันถูกจากอิหร่าน ฉลุยช่องแคบฮอร์มุซ โดยไม่พังเพราะแซงก์ชันสหรัฐฯ

โดย อาจารย์อุ๋ย – ประพฤติ ฉัตรประภาชัย
นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่กำลังยกระดับ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวประเทศไทย เพราะทันทีที่ความมั่นคงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซสั่นคลอน ราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และต้นทุนพลังงานของประเทศผู้นำเข้าย่อมได้รับแรงกระแทกตามไปด้วย

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นหนึ่งในเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก ขณะที่อิหร่านยังถือ “ไพ่ยุทธศาสตร์” สำคัญต่อความมั่นคงของเส้นทางดังกล่าว ไทยจึงไม่ควรนั่งรอว่ามหาอำนาจจะตกลงกันอย่างไรแล้วค่อยรับผลที่ตามมา

สิ่งที่รัฐบาลไทยควรวางยุทธศาสตร์คือ ในวันที่น้ำมันแพงขึ้น ไทยสามารถใช้ความสัมพันธ์กับอิหร่านเพื่อเปิดทางเลือกด้านพลังงานให้ประเทศได้หรือไม่ และจะออกแบบการค้าอย่างไรไม่ให้ผลประโยชน์ที่ได้จากน้ำมันราคาถูก กลายเป็นต้นทุนมหาศาลจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

ผมเห็นว่ามีอย่างน้อย 3 ยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลควรศึกษาอย่างจริงจัง

1. เปิดเกม Barter Trade และระบบชำระเงินที่ลดการพึ่งพาดอลลาร์

ไทยไม่ควรคิดว่าการค้าระหว่างประเทศมีเพียงการซื้อขายผ่านเงินดอลลาร์เท่านั้น เพราะอิหร่านต้องการสินค้าหลายประเภทที่ไทยมีศักยภาพ ทั้งข้าว อาหาร ยางพารา สินค้าเกษตร และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความต้องการพื้นฐาน ขณะที่ไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงาน จึงมีพื้นที่สำหรับศึกษากลไก Barter Trade หรือการแลกสินค้าและผลประโยชน์ระหว่างกัน รวมถึงการชำระบัญชีด้วยสกุลเงินอื่นหรือ Local Currency Settlement

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “จ่ายด้วยเงินอะไร” แต่รัฐบาลต้องออกแบบโครงสร้างธุรกรรมตั้งแต่ต้นว่า ใครเป็นคู่ค้า สินค้าประเภทใดเกี่ยวข้องกับมาตรการใด ธนาคารใดรับชำระ และธุรกรรมส่วนใดสามารถดำเนินการได้โดยไม่สร้างความเสี่ยงเกินจำเป็นแก่ระบบการเงินไทย

นี่ต่างหากคือสิ่งที่ผมเรียกว่า การทูตเชิงเทคนิค ที่ไม่ใช่ประกาศท้าทายสหรัฐฯ แต่ใช้พื้นที่ทางกฎหมายและการเงินที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย

2. สร้างกลไก SPV แยกความเสี่ยง ไม่เอาทั้งประเทศลงไปเดิมพัน

สิ่งที่รัฐบาลไม่ควรทำคือให้หน่วยงานรัฐ ธนาคารใหญ่ หรือบริษัทพลังงานยุทธศาสตร์ของไทยเดินเข้าไปทำธุรกรรมที่มีความเสี่ยงโดยไม่มีโครงสร้างรองรับ เพราะหากเกิดปัญหาขึ้น ความเสียหายจะไม่ได้หยุดอยู่ที่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง

ไทยควรศึกษาการใช้ Special Purpose Vehicle (SPV) หรือกลไกนิติบุคคลเฉพาะกิจสำหรับการค้าพลังงาน โดยมีระบบตรวจสอบคู่สัญญา แหล่งที่มาของสินค้า ธนาคาร บริษัทเดินเรือ และบริษัทประกันภัยอย่างชัดเจน เพราะหัวใจของ SPV ไม่ใช่เป็นการ “ซ่อนว่าใครซื้อใครขาย” แต่คือ การแยกและบริหารความเสี่ยงให้ประเทศไทยรู้ก่อนลงมือว่าเส้นไหนเดินได้ เส้นไหนเดินไม่ได้ และเส้นไหนต้องเจรจาก่อน

รัฐบาลยังสามารถใช้ประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับทั้งอิหร่านและโลกตะวันตกเป็นพื้นที่ทางการทูตและการเจรจา โดยเฉพาะรัฐอ่าว เช่น โอมาน ตลอดจนประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในเอเชียอื่นๆ เช่น ตุรกี ปากีสถาน ฯลฯ

เพราะนี่คือการกระจายความเสี่ยง ไม่ใช่การเอาไข่ทั้งหมดใส่ตะกร้าใบเดียว

3. จาก “ซ่อนน้ำมัน” เป็น “เปิดเส้นทางน้ำมัน” ด้วย Energy Diplomacy

เทคนิค Ship-to-Ship Transfer หรือการถ่ายน้ำมันระหว่างเรือ รวมถึงการผสมน้ำมัน เป็นเรื่องที่มีอยู่จริงในอุตสาหกรรมพลังงาน แต่ไทยไม่ควรเดินเข้าสู่พื้นที่สีเทาด้วยการใช้เทคนิคเหล่านี้เพื่อปิดบังแหล่งกำเนิดสินค้า เพราะผลตอบแทนจากน้ำมันราคาถูกอาจไม่คุ้มกับความเสี่ยงต่อบริษัทเดินเรือ บริษัทประกัน ธนาคาร และชื่อเสียงของประเทศ

เกมที่ฉลาดกว่าคือ เปลี่ยนจากการซ่อนเส้นทาง เป็นการเจรจาเปิดเส้นทาง โดยรัฐบาลควรทำ Energy Diplomacy กับอิหร่าน โอมาน จีน และประเทศอ่าว เพื่อประเมินเส้นทางเดินเรือ การประกันภัย ความปลอดภัย และเงื่อนไขการผ่านพื้นที่เสี่ยง รวมถึงสร้างช่องทางสื่อสารเพื่อให้เรือพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องกับไทยไม่ถูกลากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางทหาร เพราะประเทศไทยต้องการน้ำมัน ไม่ได้ต้องการสงคราม

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องเดินเกมคือ “ความมั่นคงของเส้นทางพลังงาน” ไม่ใช่การเข้าไปเลือกข้างในสงครามของมหาอำนาจ

นอกจากนี้ไทยต้องมี Strategic Autonomy หรือความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ เพราะสิ่งที่ผมเป็นห่วงที่สุดคือรัฐบาลไทยจะใช้วิธีเดิม คือรอดูว่าสหรัฐฯ ทำอะไร จีนทำอะไร อิหร่านทำอะไร แล้วประเทศไทยจึงค่อยขยับตาม

แต่อย่าลืมว่า ประเทศที่ไม่มีทางเลือก ย่อมไม่มีอำนาจต่อรอง ดังนั้นไทยจึงควรรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาความสัมพันธ์กับอิหร่าน จีน ประเทศอ่าว และผู้ผลิตพลังงานรายอื่น เพราะผลประโยชน์ของประเทศไทยไม่จำเป็นต้องผูกติดอยู่กับมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งผมเรียกแนวทางนี้ว่า การทูตไผ่ลู่ลมที่มีเขี้ยวเล็บ หรือ การทูตคาบดาบ

กล่าวคือ ต้องลู่ตามแรงลมเพื่อไม่ให้ต้นไผ่หัก แต่รากต้องยึดอยู่กับผลประโยชน์แห่งชาติของตัวเอง เพราะหากอิหร่านสามารถเสนอพลังงานในเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ ไทยก็ควรกล้าเปิดโต๊ะเจรจา ศึกษากลไก Barter Trade ระบบชำระเงินทางเลือก โครงสร้าง SPV การขนส่ง และการประกันภัยอย่างเป็นระบบ พร้อมวางแนวกฎหมายป้องกันไม่ให้ธุรกรรมเหล่านั้นลากภาคการเงินหลักของไทยเข้าไปอยู่ในความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น

ในเมื่อกฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้ทำให้รัฐมหาอำนาจหยุดแสวงหาผลประโยชน์ของตนเอง ดังนั้นประเทศไทยก็ไม่ควรละทิ้งผลประโยชน์ของตัวเองเช่นกัน และในวันที่โลกกำลังถูกจัดระเบียบใหม่ ประเทศไทยก็ไม่จำเป็นต้องถามตัวเองตลอดเวลาว่า “เราจะยืนข้างใคร?”

สิ่งที่ผมเสนอมิใช่ทฤษฎีบนหอคอยงาช้าง จีนมีทั้งการค้าลักษณะ Oil-for-Goods และการชำระค่าน้ำมันอิหร่านด้วยเงินหยวน อินเดียเคยสร้างกลไกชำระค่าน้ำมันด้วยเงินรูปี ขณะที่ฝรั่งเศส เยอรมนี และอังกฤษเคยไปไกลถึงขั้นร่วมกันตั้ง INSTEX ซึ่งเป็น Special Purpose Vehicle เพื่อเปิดช่องทางการค้าที่ชอบด้วยกฎหมายกับอิหร่าน คำถามจึงอยู่ที่ว่า เมื่อประเทศอื่นเคยกล้าสร้างเครื่องมือรักษาผลประโยชน์ของตนเอง รัฐบาลไทยจะกล้าศึกษาและออกแบบโมเดลของไทยเองหรือไม่?

รัฐบาลจึงควรทําการบ้านให้มากขึ้นว่า เราจะทำอย่างไรให้ทุกฝ่ายยังอยากค้าขายกับไทย เพื่อให้คนไทยได้พลังงานในราคาที่ดีที่สุด และประเทศไทยไม่ต้องเป็นเบี้ยล่างใคร นั่นต่างหากคือ Strategic Autonomy ที่ประเทศไทยควรเดินในโลกที่มหาอำนาจกำลังเล่นเกมกันแรงขึ้นทุกวัน

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1DbbQW8wc6/?mibextid=wwXIfr

กฟผ.ร่วมเจ้าภาพ Gastech 2026 ชู “Bridging the Next Energy Era” โชว์นวัตกรรมพลังงานสีเขียว คาร์บอนต่ำ ร่วมประชุมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทั่วโลก ขับเคลื่อนไทยสู่เป้าหมาย Net Zero

กฟผ. เจ้าภาพร่วมจัดงาน Gastech 2026 ชู “Bridging the Next Energy Era”
เชื่อมต่อพลังงานแห่งอนาคต

นายกฯ ร่วมเปิดบูทนิทรรศการ กฟผ. ภายใต้ธีม “Bridging the Next Energy Era” เชื่อมต่อพลังงานแห่งอนาคต โชว์นวัตกรรมพลังงานสีเขียว เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero พร้อมร่วมประชุมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในงาน Gastech 2026 วันที่ 14 – 17 กันยายน 2569 ณ ไบเทค บางนา

วันนี้ (14 กันยายน 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดบูท การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ภายใต้ธีม “Bridging the Next Energy Era” สะท้อนบทบาทของ กฟผ. ในการเป็น “สะพานเชื่อมพลังงาน” จากปัจจุบันสู่อนาคต เชื่อมโยงความมั่นคงทางพลังงาน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ระบบพลังงานที่มั่นคง สะอาด และยั่งยืน ภายในงาน Gastech 2026 เวทีพลังงานระดับโลก ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 17 กันยายน 2569 โดยมีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายนภินทร ศรีสรรพางค์
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. พร้อมด้วยผู้บริหาร ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรด้านพลังงาน ร่วมพิธี ณ บูท กฟผ. (B80) ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ

ภายในบูท กฟผ. นำเสนอเนื้อหาผ่าน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1) Bridging Energy Security การเชื่อมต่อความมั่นคงทางพลังงาน ผ่านการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าสมัยใหม่ (Grid Modernization) และการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าภูมิภาคผ่าน ASEAN Power Grid 2) Bridging Energy Transition การเชื่อมต่อการเปลี่ยนผ่านอย่างสมดุล ด้วยการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานคาร์บอนต่ำ อาทิ Hydrogen และ Biomass 3) Bridging Sustainable Future การเชื่อมต่ออนาคตที่ยั่งยืน ผ่านการศึกษาเทคโนโลยี SMR (Small Modular Reactor) ซึ่งเป็นหนึ่งในทางเลือกด้านพลังงานสะอาดที่มีศักยภาพ และได้รับความสนใจจากทั่วโลก นอกจากนี้ใน บูท กฟผ. ยังมีกิจกรรมและของที่ระลึกพิเศษสำหรับผู้เข้าชม ทั้งพวงกุญแจมาสคอต กฟผ. “ENGY” เครื่องดื่มคุณสายชล ไอศกรีมข้าวเหนียวมะม่วง และมาการองรสชาติผลไม้ไทย (Macaron by Amari) นำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทย ความยั่งยืน และสนับสนุนผู้ประกอบการไทย

นอกจากนี้ กฟผ. ได้มีส่วนร่วมหลักในการจัดประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเฉพาะทางด้านพลังงาน “Electrification Theatre” เวทีหารือด้านระบบผลิต ระบบส่ง และระบบจำหน่ายไฟฟ้า ตลอดจนเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความมั่นคง ยืดหยุ่น และรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น แลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าที่รองรับการเติบโตของ AI และ Data Center

ซึ่งเป็นประเด็นที่สอดคล้องกับความท้าทายและทิศทางการพัฒนาระบบไฟฟ้าของประเทศไทยในอนาคต โดยผู้บริหาร กฟผ. เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรด้านพลังงาน ตลอดการจัดงาน อาทิ “How electrification is reshaping Asia's strategic position” “Regional grids, cross-border trade, and Grid 2.0”

อีกหนึ่งกิจกรรมไฮไลต์ คือ “Thai Local Spirit Night” เพื่อสร้างบรรยากาศการพบปะและแลกเปลี่ยนระหว่างผู้เข้าร่วมงาน โดยการนำเสนออาหารว่างสไตล์ไทย เครื่องดื่มจากผู้ผลิตไทย และการแสดงดนตรีสดจาก DJYP สะท้อนเสน่ห์และอัตลักษณ์ไทยแก่ผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลก โดยกำหนดจัดในวันที่ 15 กันยายน 2569 เวลา 17.00 น. ณ บูท กฟผ. (B80) เป็นต้นไป

กฟผ. ในฐานะเจ้าภาพร่วมในการจัดงานฯ มุ่งหวังให้งาน Gastech 2026 เป็นมากกว่างานประชุมและพื้นที่จัดแสดงเทคโนโลยี แต่เป็นพื้นที่แห่งการเชื่อมต่อองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และพันธมิตรด้านพลังงานจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนระบบพลังงานแห่งอนาคตที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจและความยั่งยืน

กลุ่ม ปตท.โชว์ศักยภาพพลังงานไทยบนเวที Gastech 2026 หนุนความมั่นคงไฟฟ้าและการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย แสดงศักยภาพพลังงานครบวงจร ขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางภูมิภาค เน้นก๊าซธรรมชาติและความยั่งยืน

กลุ่ม ปตท. แสดงศักยภาพบริษัทพลังงานไทยบนเวทีโลกในงาน Gastech 2026 ประกาศความพร้อมประเทศก้าวสู่ศูนย์กลางความร่วมมือด้านพลังงานของภูมิภาค

วันนี้ (14 กันยายน 2569) – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน และผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีเปิดนิทรรศการกลุ่ม ปตท. ในงาน Gastech 2026 โดยมี ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นายบัณฑิต ธรรมประจําจิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นำทีมคณะผู้บริหารกลุ่ม ปตท. ให้การต้อนรับ โดย ปตท. ในฐานะเจ้าภาพร่วมงาน Gastech 2026 จัดแสดงนิทรรศการนำเสนอศักยภาพด้านพลังงาน เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ พร้อมเปิดพื้นที่เชื่อมโยงความร่วมมือกับพันธมิตรจากทั่วโลก ระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค กรุงเทพฯ นอกจากนี้ ผู้บริหารกลุ่ม ปตท. รับเชิญร่วมแสดงวิสัยทัศน์บนเวทีระดับโลกในประเด็นสำคัญ ทั้งก๊าซธรรมชาติและ LNG ความมั่นคงทางพลังงาน และความยั่งยืน สะท้อนถึงการยอมรับในองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญของ ปตท. ในอุตสาหกรรมพลังงานระดับโลก พร้อมตอกย้ำบทบาทในการนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยสู่เวทีนานาชาติ

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง เปิดเผยว่า “ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และบริบทการค้าโลกที่ยากต่อการคาดการณ์ ปตท. ในบทบาททั้งรัฐวิสาหกิจและบริษัทจดทะเบียนไทย จึงให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ควบคู่กับการรักษาการเติบโตของธุรกิจเพื่อดูแลผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น ภายใต้หลักความสมดุลด้านพลังงาน 3 มิติ (Energy Trilemma) ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) ราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้และภาคธุรกิจแข่งขันได้ (Affordability and Competitiveness) และความยั่งยืน (Sustainability) ต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน โดยก๊าซธรรมชาติและ LNG เป็น Destination Fuel ที่มีบทบาทในระบบพลังงานระยะยาว ช่วยเสริมความต่อเนื่องและความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า ทำให้สามารถเพิ่มพลังงานหมุนเวียนได้อย่างมั่นคง ปตท. ให้ความสำคัญกับการกระจายแหล่งจัดหา LNG การบริหารพอร์ตสัญญา และเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการปล่อยมีเทน และพัฒนาเทคโนโลยี CCS พร้อมสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมลดคาร์บอน รองรับการลงทุนใหม่ และสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero Emissions ของประเทศ

สำหรับงาน Gastech 2026 ถือเป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมโยงผู้นำและผู้มีบทบาทในอุตสาหกรรมพลังงานจากทั่วโลก เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ขยายเครือข่ายพันธมิตร และต่อยอดความร่วมมือ เพื่อร่วมกันรับมือกับความท้าทายด้านพลังงาน โดยเฉพาะประเทศในอาเซียนที่มีเครือข่ายก๊าซธรรมชาติที่เชื่อมโยงกัน ผ่านระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติข้ามพรมแดนและโครงสร้างพื้นฐาน LNG ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาและแลกเปลี่ยนพลังงาน เสริมความสามารถในการรับมือกับความผันผวน และยกระดับความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาคร่วมกัน โดยผู้บริหารกลุ่ม ปตท. ได้ร่วมถ่ายทอดมุมมองและแสดงวิสัยทัศน์บนเวทีระดับโลก นำเสนอศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพื่อสนับสนุนบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางความร่วมมือและการเชื่อมโยงด้านพลังงานของภูมิภาค”

ทั้งนี้ กลุ่ม ปตท. มีศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำ โดย บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) หรือ PTTEP ขยายการลงทุนในประเทศต่างๆ รวม 10 ประเทศทั่วโลก ก๊าซธรรมชาติที่ ปตท.สผ. ผลิตได้จากแหล่งในประเทศและประเทศข้างเคียง ถูกส่งผ่านระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ปตท. ทั้งบนบกและในทะเล รวมกว่า 4,500 กิโลเมตร ที่เชื่อมต่อ LNG Terminal ทั้ง 2 แห่ง โดยบริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด หรือ PTTLNG มีศักยภาพรองรับการนำเข้า จัดเก็บ และแปรสภาพ LNG ให้เป็นก๊าซธรรมชาติถึง 19 ล้านต้นต่อปี ที่สามารถรักษาความพร้อมและ Reliability ในระดับ 100% เพื่อรองรับการจัดหาและส่งมอบพลังงานให้แก่ภาคไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม และภาคเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสนับสนุนศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงและการค้า LNG ของภูมิภาค (Regional LNG Hub)

อีกทั้ง ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ปตท. ดำเนินธุรกิจการค้าสากลเต็มรูปแบบ ควบคู่ไปกับการขยายเครือข่ายการค้าในต่างประเทศที่เข้มแข็ง มีสำนักงานกระจายอยู่กว่า 6 แห่ง ในจุดยุทธศาสตร์หลักครอบคลุมเครือข่ายการค้ากว่า 80 ประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานแสวงหาโอกาสทางการค้า สร้างมูลค่าเพิ่ม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าในตลาดสากลของกลุ่ม ปตท. พร้อมต่อยอดศักยภาพสู่การเป็นผู้เล่นสำคัญในธุรกิจ LNG ระดับโลก (Global LNG Player) โดยเร่งขยาย LNG Portfolio Volume สู่เป้าหมาย 3.7 ล้านตันในปี 2569 และขยายเป็น 10 ล้านตันในปี 2573 และ 15 ล้านตัน ภายในปี 2578 นอกเหนือจากการจัดหา LNG ผ่านสัญญาระยะยาวของกลุ่ม ปตท. เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ในประเทศปริมาณรวม 6.2 ล้านตันต่อปี

นอกจากนี้ โครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage หรือ CCS) ในแหล่งก๊าซธรรมชาติ โครงการอาทิตย์ ซึ่งสามารดักจับและอัดกลับคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุด 1 ล้านตันต่อปี มีความสำคัญในฐานะโครงการ CCS แรกของไทย โดย ปตท.สผ. ประกาศตัดสินใจขั้นสุดท้ายไปเมื่อปี 2568 เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นต้นแบบสำคัญในการพัฒนาโครงการ CCS ในพื้นที่อื่นๆ และ ปตท. ยังได้พัฒนาโครงการ Industrial Spark หรือ I-SPARK คือแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ (Sandbox) โดยบูรณาการโครงการพลังงานสะอาดและโครงการลดก๊าซเรือนกระจกในพื้นที่จังหวัดระยองให้เกิดเป็นระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ มุ่งต่อยอดและสร้างคุณค่าร่วมจากธุรกิจของกลุ่ม ปตท. เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เสริมศักยภาพการแข่งขันและสร้างโอกาสการเติบโตของธุรกิจใหม่กลุ่ม ปตท. รวมถึงพัฒนา Total Solution for Industrial Sustainability โซลูชันที่ผสานเทคโนโลยี IoT, Data Science และ AI เพื่อช่วยยกระดับการให้บริการพลังงานสำหรับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ Smart Energy Management เพิ่มประสิทธิภาพและลดการปล่อยคาร์บอน สนับสนุนบทบาทของก๊าซธรรมชาติในฐานะ Destination Fuel ขับเคลื่อนประเทศไทยและภูมิภาคไปสู่อนาคตพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน

'อนุทิน' เปิด Gastech 2026 ไทยโชว์ศักยภาพเป็นเจ้าภาพระดับโลก พร้อมเป็นศูนย์กลางพลังงานภูมิภาค ดันพลังงานสะอาดและการลงทุนใหม่ สร้างความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคต

“อนุทิน” นำทัพเปิดงานพลังงานระดับโลก Gastech 2026 ประกาศ ไทยพร้อมเป็น “ศูนย์กลางพลังงาน” เพื่อความมั่นคงและการเปลี่ยนผ่านพลังงานแห่งภูมิภาค

ไทยโชว์ศักยภาพเป็นเจ้าภาพจัดงานนิทรรศการและการประชุมระดับโลกด้านพลังงาน Gastech 2026 สะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการก้าวขึ้นเป็น "ศูนย์กลางด้านพลังงานในภูมิภาค" ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด พร้อมเปิดรับการลงทุนและนวัตกรรมจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางระบบพลังงานของภูมิภาคและของโลกในอนาคต

วันนี้ (14 กันยายน 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานและกล่าวเปิดงาน Gastech 2026 โดยมี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รวมถึงรัฐมนตรีและผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงาน ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และนักลงทุนจากบริษัทชั้นนำกว่า 150 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมงาน โดยนายอนุทิน ได้กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับการพลิกโฉมด้านพลังงาน ท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์และความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น รัฐบาลไทยจึงให้ความสำคัญสูงสุดกับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเร่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนระยะยาว ผ่านกฎระเบียบที่ชัดเจน โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อถือได้ และการสนับสนุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาด รวมทั้ง ยังต้องการมุ่งสู่อนาคตด้านพลังงานที่สร้างสมดุลระหว่างความสำคัญหลัก 3 ประการ ได้แก่ ความมั่นคงด้านพลังงาน ราคาที่เข้าถึงได้ และความยั่งยืน นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าประเทศไทยจะมีบทบาทด้านพลังงานในเวทีระดับโลกและหวังที่จะเป็นพันธมิตรสำหรับการหารือ การลงทุน และนวัตกรรมระหว่างประเทศ เพราะไทยมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งในการเป็นศูนย์กลางด้านพลังงาน มีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย บุคลากรที่มีทักษะ และระบบนิเวศที่แข็งแกร่งของธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ จุดแข็งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากจำนวนนักลงทุนที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มสูงขึ้น ไทยพร้อมเป็นจุดหมายสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล พลังงานสะอาด และการผลิตขั้นสูง

"ไม่มีประเทศใดสามารถสร้างอนาคตด้านพลังงานได้เพียงลำพัง อนาคตจะถูกกำหนดโดยประเทศที่ร่วมมือกัน บริษัทที่เข้ามาลงทุน และนักนวัตกรรมที่เปลี่ยนแนวคิดให้กลายเป็นทางออก ประเทศไทยพร้อมที่จะเป็นพันธมิตรทางด้านพลังงาน และวันนี้ กรุงเทพมหานคร พร้อมที่จะเป็นเวทีให้คนทั่วโลกมารวมตัวกัน ไม่ใช่เพื่อหารือถึงอนาคตของพลังงานเพียงเท่านั้น แต่เพื่อร่วมกันสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นวัตกรรมด้านพลังงานเพื่อก้าวสู่อนาคต งาน Gastech 2026 จะเป็นหนึ่งในก้าวย่างที่สำคัญ จากการหารือไปสู่การลงมือทำ และเปลี่ยนนโยบายให้กลายเป็นการปฏิบัติจริง" นายอนุทิน กล่าว

ด้าน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวว่า กระทรวงพลังงานได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดการประชุมระดับโลก Gastech 2026 ซึ่งถือเป็นการนำเวทีหารือด้านพลังงานที่ทรงอิทธิพลที่สุดเวทีหนึ่งของโลกกลับมาจัดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกครั้งนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2008 โดยงานในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และนายโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงจากทั่วโลกเข้าร่วม ท่ามกลางบริบทที่อุตสาหกรรมพลังงานระดับโลกกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ และความมั่นคงทางพลังงานได้กลายเป็นวาระเร่งด่วนร่วมกันของทุกประเทศ ไทยได้ใช้เวทีนี้ย้ำถึงจุดแข็งในฐานะศูนย์กลางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมโยงตลาดพลังงานระดับภูมิภาคที่ได้รับการสนับสนุนจากฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง บริษัทพลังงานชั้นนำระดับสากล และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ นอกจากก๊าซธรรมชาติจะยังคงเป็นแกนหลักสำคัญของการเปลี่ยนผ่านแล้ว มิติด้านความมั่นคง ประเทศไทยยังได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการร่วมบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยมุ่งขับเคลื่อนเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ทั้งไฮโดรเจน แอมโมเนีย และโดยเฉพาะเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ซึ่งประเทศไทยได้เริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมแล้วผ่านโครงการนำร่อง CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ที่เพิ่งผ่านการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย นับเป็นโครงการแรกของประเทศที่จะปูทางไปสู่การพัฒนาศูนย์กลางการดักจับและกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดของภูมิภาคอย่างยั่งยืน

“เมื่อเรามองไปสู่อนาคต การสร้างระบบพลังงานที่ตระหนักถึงการเปลี่ยนผ่านนั้นไม่ใช่เพียงแค่จุดหมายปลายทาง แต่มันคือการเดินทางที่ต้องอาศัยเทคโนโลยี นวัตกรรม การลงทุน และที่สำคัญที่สุดคือความร่วมมือในการก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน และเมื่อเราร่วมมือกัน เราจะสามารถเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นโอกาส และเปลี่ยนความมุ่งมั่นให้เกิดเป็นการลงมือทำจริงได้” นายเอกนัฏ กล่าว

‘น้องส้ม’ สรัลรักษ์ ผงาด แชมป์เวียดนาม โอเพ่น 2026 ไล่ตบมือ 39 โลกจากอินเดีย 2 เกมรวด ซิวแชมป์หญิงเดี่ยว รับเงินรางวัล 2.7 แสนบาท คู่ผสมไทยสู้สุดใจ พ่ายจีนเฉียดฉิว 1-2 เกม คว้ารองแชมป์เวียดนาม โอเพ่น

การแข่งขันแบดมินตัน เวิลด์ ทัวร์ ซูเปอร์ 100 รายการ เวียดนาม โอเพ่น 2026 ที่ สนามเหงียน ดู สเตเดียม เมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ชิงเงินรางวัลรวม 120,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือราว 3.9 ล้านบาท เมื่อวันที่ 13 กันยายน เป็นการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ โดยมีนักกีฬาไทยผ่านเข้ามาลุ้นแชมป์ในประเภทหญิงเดี่ยว และคู่ผสม

ประเภทหญิงเดี่ยว “น้องส้ม” สรัลรักษ์ วิทิตศานต์ มือ 106 ของโลก น้องสาว “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยม ไล่ต้อน อิชารานี บารูอาห์ มือ 39 ของโลกจากอินเดีย 21-8, 21-15 คว้าแชมป์ไปครอง พร้อมรับเงินรางวัล 8,250 เหรียญสหรัฐฯ หรือราว 2.7 แสนบาท

ส่วนประเภทคู่ผสม ภูวนัตถ์ หอบรรลือกิจ จับคู่กับ ฟุ้งฟ้า กอบธรรมกิจ มือ 7 รายการ พ่าย หม่า สี เสียยง กับ ฉิน หุย จี๋ จาก จีน 22-20, 18-21, 19-21 รับเงินปลอบใจ 4,180 เหรียญสหรัฐฯ หรือราว 1.3 แสนบาท

ขอบคุณภาพจาก – Banthongyord Badminton School

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10397190


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top