Tuesday, 14 July 2026
NEWS

แดนเสือเหลืองยังเป็นถิ่นเมย์!! “เมย์ รัชนก” ยืนระยะระดับโลก 10 ปี จากมือ 1 โลกปี 2016 สู่แชมป์ Malaysia Masters 2026 พิสูจน์ความเก๋าและวินัยระดับโลก

สถิติไร้พ่ายที่แดนเสือเหลือง “เมย์ รัชนก” กับแชมป์ 100% ในนัดชิง และความเก๋าในวัย 31 ปี

ต่าย-ไท่ ซื่อหยิง (Tai Tzu-ying), มาริน (Carolina Marin) และ ยู่เฟย (Chen Yufei) คือรายชื่อของยอดนักแบดระดับท็อปของโลกที่ "เมย์" รัชนก เคยปราบมาแล้วทั้งหมดในรอบชิงชนะเลิศที่ประเทศมาเลเซียครับ การต้องดวลกับคู่แข่งระดับนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมย์ก็สามารถงัดฟอร์มเก่ง จัดการเอาชนะได้เสมอเมื่อต้องลงแข่งในรอบไฟนอลที่นี่

สิ่งที่น่าสนใจและแฟนแบดมินตันต้องยกนิ้วให้เลยก็คือ วินเรท 100% เต็มของเมย์เมื่อทะลุเข้าถึงรอบชิงที่มาเลเซียครับ เมื่อไหร่ก็ตามที่เมย์หลุดเข้าไปถึง รอบชิงชนะเลิศซึ่งเกิดขึ้นทั้งหมด 5 ครั้ง (รวมทั้งรายการ Open และ Masters) เมย์กวาดแชมป์ได้เรียบทั้ง 5 ครั้งแบบไม่เคยพลาดท่าให้ใครเลยในรอบชิง

ย้อนกลับไปในแชมป์แรกเมื่อปี 2016 ชัยชนะที่มาเลเซียโอเพ่นในวันนั้นมีความหมายมากกว่าแค่การได้ถ้วยรางวัล เพราะมันคือแมตช์ประวัติศาสตร์ที่ทำให้เธอสร้างสถิติคว้าแชมป์ 3 รายการติดต่อกันใน 3 สัปดาห์ และส่งผลให้คะแนนสะสมของเธอพุ่งขึ้นไปรั้งตำแหน่งมืออันดับ 1 ของโลกได้เป็นครั้งแรก ถือเป็นความสำเร็จสูงสุดของนักแบดมินตันไทยในเวลานั้น สร้างกระแสเมย์ฟีเวอร์ในบ้านเราได้อย่างดี

นอกจากนี้ สื่อยังตีแผ่สถิติจาก BWF ว่าทัวร์นาเมนต์นี้ เมย์ทำความเร็วลูกตบได้สูงที่สุดในฝ่ายหญิงที่ 372 กิโลเมตร/ชั่วโมง ความสำเร็จนี้ได้รับการยกย่องจนมีการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ

พอเอามาเทียบกับปัจจุบัน เมย์ในวัย 31 ปี ก็ยังคงรักษาร่างกายและคว้าแชมป์ Malaysia Masters 2026 มาครองได้สำเร็จ ระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมามันพิสูจน์ให้เห็นเลยครับว่า เมย์ยืนระยะในวงการแบดมินตันระดับโลกได้ยาวนานมาก

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1501884988650316&id=100064864860978&post_id=100064864860978_1501884988650316&rdid=bgjVfxU0aTOAJYZ3#

‘หมอยง’ ย้ำไม่ต้องตื่นตระหนก!! ชี้โควิดสิงคโปร์ไม่น่ากระทบไทย เหตุสายพันธุ์ NB.1.8.1 ไทยเคยระบาดแล้ว ผู้เชี่ยวชาญชี้คนไทยมีภูมิแล้ว เน้นป้องกันพื้นฐานแทนตื่นตระหนก

โควิด 19 ที่กำลังระบาดอยู่ที่สิงคโปร์ มีผลต่อประเทศไทยหรือไม่

มีข่าวเผยแพร่ว่าโควิด 19 กำลังระบาดอย่างมากที่สิงคโปร์ โดยเฉพาะสายพันธุ์ NB.1.8.1

สายพันธุ์นี้ระบาดอย่างมากในประเทศไทยเมื่อปีที่แล้ว ในช่วงหลังสงกรานต์ปีที่แล้ว จนถึงตลอดฤดูฝน และเริ่มมาลดลง ปลายปี มาจนถึงขณะนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าแปลกมาก ทำไมสิงคโปร์จึงระบาดด้วยสายพันธุ์ NB.1.8.1 เพราะในปัจจุบันทั่วโลกสายพันธุ์ได้แปรเปลี่ยนไปมากแล้ว จนถึง อักษร R โดยเฉพาะ RV.1 อย่างไรก็ตามสายพันธุ์ไม่ได้มีความสำคัญอะไรมาก เพราะไม่ได้เพิ่มความรุนแรงขึ้น และประชากรส่วนใหญ่ก็มีภูมิคุ้มกันเก่าอยู่แล้ว ดังนั้นสายพันธุ์ของสิงคโปร์จึงไม่น่าจะมีผลกับประเทศไทย เพราะเราเคยระบาดมาแล้ว

การระบาดในสิงคโปร์เป็นการระบาดประจำฤดูกาล ถ้ามองย้อนกลับไปในทุกปี สิงคโปร์ก็จะมีโควิด 19 ระบาดมากในช่วงเดือนนี้อยู่แล้ว

สำหรับประเทศไทย  2 ปีที่ผ่านมาการระบาดของโควิด 19 เห็นได้ชัดเจนจะระบาดหลังสงกรานต์ตั้งแต่ปลายเมษายนเป็นต้นไปและขึ้นสูงมากในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนหลังจากนั้นก็จะเริ่มค่อยๆลดลงในเดือนสิงหาคม และพบได้ประปรายมาโดยตลอด

ส่วนสายพันธุ์ที่ระบาดในประเทศไทย จากรูปทั้ง 2 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดว่า สายพันธุ์ที่ระบาดในสิงคโปร์ NB.1.8.1 ได้ระบาดในประเทศไทยตั้งแต่ปีที่แล้ว ช่วงต้นปี และได้ผ่านพ้นไปหมดแล้ว ดังแสดงในรูป สายพันธุ์ที่จะระบาดในปีนี้จึงไม่น่าจะเป็นสายพันธุ์นี้ 

แต่ในปีนี้เป็นที่ผิดสังเกต อาจจะด้วยอากาศที่ร้อนมาก สงกรานต์ก็เล่นกันปกติ มีประชากรจำนวนมากออกมาเล่นน้ำกัน แต่หลังสงกรานต์กลับไม่พบมีการระบาดใหญ่ของโควิด 19  โควิด 19 เพิ่งจะเริ่มพบมากในช่วงนี้และจะมากขึ้นไปอีกโดยเฉพาะเป็นช่วงนักเรียนเปิดเทอม นักเรียนจะเป็นตัวเร่งขยายจำนวนโรคให้เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว และเชื่อว่าเป็นการระบาดพร้อมกับโรคไวรัสทางเดินหายใจตัวอื่นๆ เช่นไข้หวัดใหญ่ และ rhinovirus หรือไข้หวัดธรรมดา

สายพันธุ์ ขณะนี้เรากำลังติดตามอยู่และจะมาเผยแพร่ให้ทราบต่อไปเชื่อว่าน่าจะเป็นสายพันธุ์ที่ขยับขึ้นมา มากกว่าที่จะเป็น NB.1.8.1 อย่างแน่นอน ส่วนสายพันธุ์จั๊กจั่น (cicada) องค์การอนามัยโลกได้กล่าวถึงว่าเป็นสายพันธุ์ที่เฝ้าระวังเมื่อ 2 เดือนก่อน ขณะนี้สายพันธุ์นี้ไม่ได้แผลงฤทธิ์อะไร และก็ได้หายไป อย่างไรก็ตามความรุนแรงของโรค ก็เหมือนโรคทางเดินหายใจทั่วๆไป

ยอดผู้ป่วยที่รายงาน เข้ากระทรวงจะน้อยกว่าความเป็นจริงมาก เช่นถ้าเราตรวจพบกันเองที่บ้านหรือไม่ได้ตรวจ ก็จะไม่ได้มีการแจ้งเข้ากระทรวง พวกที่แจ้งจะเป็นการพบที่โรงพยาบาลเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้ตัวเลขต่ำกว่าความเป็นจริงมากๆ

อย่างไรก็ตามอัตราการตรวจพบในโรคทางเดินหายใจ ทางศูนย์เราได้ทำการอยู่โดยเฉพาะไวรัสที่ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจ 8 ชนิด และคงจะได้รายงานให้ทราบ

สำหรับประเทศไทยคงจะไม่ต้องตื่นตระหนก เพราะโรคนี้ไม่ได้รุนแรงขึ้น อัตราการเสียชีวิตก็คงเช่นเดียวกับไข้หวัดใหญ่ ประชากรไทยเกือบทั้งหมดมีภูมิต้านทานต่อโรคนี้แล้ว จึงทำให้ความรุนแรงของโรคลดลง ส่วนในเด็กส่วนใหญ่ติดเชื้ออาการจะไม่รุนแรง และสร้างภูมิต้านทานขึ้น ยกเว้นเด็กเล็กมาก แต่โดยทั่วไปเด็กเล็กก็จะได้ภูมิคุ้มกันที่ส่งต่อจากมารดามาในช่วง 6 เดือนแรกแล้ว

เราทุกคน มีหน้าที่ช่วยลดการระบาดของโรคลง โดยเฉพาะในเด็กนักเรียน สิ่งที่ควรทำก็คงเป็นเช่นเดียวกับในช่วงที่มีการระบาดใหญ่ของโควิด 19  ความสำคัญอยู่ที่การล้างมือให้ถูกวิธี 5 ขั้นตอน การใช้แอลกอฮอล์ในกรณีที่ไม่สามารถล้างมือได้ การใส่หน้ากากอนามัยในสถานที่ชุมชน เช่นจะขึ้นรถไฟฟ้าที่มีคนหนาแน่น สำหรับเด็กนักเรียน ในภาวะปกติไม่มีความจำเป็นต้องใส่หน้ากากอนามัย แต่เราจะให้ผู้ป่วยหรือผู้รู้สึกว่าไม่สบายจะต้องใส่หน้ากากอนามัยเพื่อลดการกระจายของโรค คนปกติดี ไม่มีความจำเป็นต้องใส่ แต่ถ้าจะใส่เป็นเพื่อนก็ไม่ได้ว่ากัน การรับประทานอาหารที่สะอาด ใช้ช้อนกลางก็คงจะต้องปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัด

เมื่อโรคมีความรุนแรง ลดลงเหมือนโรคทางเดินหายใจทั่วไป และระบาดตามฤดูกาล ความจำเป็นในการให้วัคซีนก็ลดลงอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับไข้หวัดใหญ่ วัคซีนโควิด 19 มีราคาแพงกว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ถึง 10 เท่า ถ้าใครจะฉีดต้องเสียเงินเอง วัคซีนไข้หวัดใหญ่ใช้มานานแล้วกว่า 50 ปี วัคซีนโควิด 19 เพิ่งใช้ในช่วงที่มีการระบาด ไวรัสมีการแปรเปลี่ยนสายพันธุ์อย่างรวดเร็ว บริษัทต่างๆจึงไม่ได้มีการพัฒนาวัคซีนให้ทันต่อสายพันธุ์ที่มีการระบาด และอาการข้างเคียงของ วัคซีนโควิด 19 ก็มีมากกว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เห็นได้จากเป็นไข้หลังฉีดมีมากกว่า ดังนั้นความจำเป็นในการฉีดวัคซีนโควิด 19 จึงไม่มี เมื่อเทียบกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ยังต้องฉีดอยู่ทุกปี

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ

ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์

ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

25 พฤษภาคม 2569

ที่มา : https://www.facebook.com/100000978797641/posts/36032073663075138/?rdid=jxZPGIWnJGATs30j#

KINN Natto ผนึกมหิดล!! วิจัยโภชนเภสัชจากนัตโตะ–ข้าวยีสต์แดง ครั้งแรกในไทย รับสังคมสูงวัย ดูแลไขมันในเลือดคนไทย มุ่งเสริมสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด

คินน์ จับมือมหาวิทยาลัยมหิดล วิจัย “โภชนเภสัชจากนัตโตะและข้าวยีสต์แดง” ครั้งแรกในไทย ที่มุ่งหวังช่วยดูแลสุขภาพคนไทยภายใต้สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 — บริษัท คินน์เวิลด์ไวด์ จำกัด ผู้นำด้านโภชนเภสัชเสริมอาหาร ภายใต้แบรนด์ คินน์ นัตโตะ (KINN Natto) โดย ดร.ศิริพร อริยพุทธรัตน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คินน์ เวิลด์ไวด์ จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางการวิจัยกับ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดย รองศาสตราจารย์ ดร. สราวุธเทพานนท์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อดำเนินโครงการวิจัยเรื่อง “ผลของโภชนเภสัชเสริมอาหารที่มีส่วนผสมจากนัตโตะและข้าวยีสต์แดง ต่อการเปลี่ยนแปลงระดับไขมันในเลือดในผู้ใหญ่ไทยที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง”

การศึกษาดังกล่าวนับเป็น งานวิจัยด้านโภชนเภสัชในรูปแบบนี้ครั้งแรกของประเทศไทย มุ่งสร้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับศักยภาพของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากธรรมชาติในการส่งเสริมสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ตลอดจนมุ่งหวังที่จะช่วยดูแลส่งเสริมสุขภาพของประชาชนไทยในยุคสังคมสูงวัย

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทการทำงานร่วมกันระหว่างภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาไทย ในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น ศูนย์กลางสุขภาพและการมีอายุยืนยาวแห่งเอเชีย (Longevity Hub) สอดรับทิศทางการพัฒนาประเทศสู่สังคมผู้สูงอายุคุณภาพ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพอย่างยั่งยืน

ดร.ศิริพร กล่าวว่า คินน์เชื่อมั่นว่าการมีสุขภาพดีสามารถส่งต่อได้ ในบริบทที่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs โดยเฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยต้นทุนทางเศรษฐกิจด้านสาธารณสุข กลายเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทย ในกลุ่มวัยทำงาน การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จึงเป็นหัวใจสำคัญ เรามุ่งพัฒนาโภชนเภสัชจากนัตโตะ โดยมีวัตถุประสงค์ในการช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนแก่คนไทย

ดร.ศิริพร กล่าวว่า ในด้านการดำเนินงานวิจัย อยู่ภายใต้ความร่วมมือของ รองศาสตราจารย์ ดร. สราวุธ เทพานนท์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมุ่งศึกษาทั้ง ประสิทธิผลและความปลอดภัย ของโภชนเภสัชที่มีส่วนผสมจาก นัตโตะและข้าวยีสต์แดง ต่อระดับไขมันในเลือด เพื่อสร้างองค์ความรู้เชิงประจักษ์ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงเวชศาสตร์ป้องกันได้อย่างเป็นระบบ

ดร.ศิริพร กล่าวว่า ข้อมูลจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) มากกว่า 41 ล้านคนทั่วโลก ขณะที่ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคกลุ่มนี้กว่า 420,000 คนต่อปี โดยส่วนใหญ่เกิดจากโรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนของการสร้างเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน แบรนด์ คินน์นัตโตะ (KINN Natto) พัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบนฐานของวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ ผสานนวัตกรรมจากประเทศญี่ปุ่น ภายใต้แนวคิด “จากการรักษา…สู่การป้องกันและฟื้นฟู” (Preventive & Restorative Medicine) มุ่งลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกช่วงวัยด้วยศาสตร์โภชนเภสัชจากธรรมชาติ

“ความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้ จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมภาคเอกชน สอดรับกับการพัฒนาประเทศสู่ศูนย์กลางสุขภาพของภูมิภาค และเป็นฐานสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพอย่างยั่งยืนในระยะยาว” ดร.ศิริพร กล่าว

ดราม่าตะกร้อโลกเดือด!! ตะกร้อไทยเสี่ยงโดนลงโทษ เลขาฯ ISTAF ชี้เหตุไทย–มาเลเซีย “น่าอับอาย” หลังปฏิเสธแข่งต่อเกมชิงโลกกับมาเลเซีย เตรียมสอบปมตะกร้อไทยไม่แข่งต่อ

เลขาฯสหพันธ์ตะกร้อโลกชี้ เหตุการณ์ไทยมาเลเซีย เป็นเรื่องน่าอับอาย พร้อมเตรียมลงดาบตะกร้อไทย 

สหพันธ์ตะกร้อนานาชาติ (ISTAF) เตรียมดำเนินการกับทีมชาติไทย หลังเหตุการณ์ไม่ยอมแข่งขันต่อในช่วงท้ายของเซตตัดสิน ทีม C นัดชิงชนะเลิศ ศึกตะกร้อชิงแชมป์โลก ที่สนามติติวังซา กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อคืนที่ผ่านมา

ดาโต๊ะ อับดุล ฮาลิม คาเดอร์ เลขาธิการสหพันธ์ตะกร้อนานาชาติ เปิดเผยว่า ทางสหพันธ์จะมีการสอบสวนอย่างละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว หลังทีมไทยแสดงความไม่พอใจต่อคำตัดสินของผู้ตัดสิน “โมฮัมเหม็ด ราดี เช เม” ที่มองว่า “ภูตะวัน โสภา” เหยียบเส้นก่อนขึ้นฟาด ทำให้มาเลเซียได้แต้มสำคัญตีเสมอ 14-14

นอกจากนี้ ISTAF ยังระบุว่า จะมี “บทลงโทษที่เหมาะสม” ต่อประเทศไทย โดยผลการสอบสวนจะถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร ISTAF ในวันที่ 28 หรือ 30 พฤษภาคมนี้

ฮาลิม คาเดอร์ กล่าวว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างมาเลเซียกับไทยเมื่อคืนนี้ที่กัวลาลัมเปอร์ เป็นเรื่องที่น่าอับอายอย่างมาก ผมไม่สามารถโทษผู้ตัดสินได้ เพราะพวกเขาต้องทำหน้าที่ในเกมที่ยากมาก”

พร้อมยืนยันว่า ISTAF จะดำเนินการสอบสวนอย่างเต็มรูปแบบ ก่อนสรุปแนวทางดำเนินการต่อไป

ที่มาของข่าว : Stadium Astro 1

https://www.facebook.com/100044275247263/posts/1531217388364088/?rdid=S6nd2ruiV0PV3Wop#

“หมวดลัคกี้–หมวดนน” 2 นักเรียนนายร้อยไทยจบ West Point สหรัฐฯ โชว์ผลงานเด่นทั้งวิชาการ–ผู้นำ พร้อมเหรียญ Norwegian Ruck March โชว์ศักยภาพผู้นำรุ่นใหม่ของกองทัพบก

วันนี้ ที่รอคอย!!  2 นักเรียนนายร้อยไทย  จบจาก รร.นายร้อย Westpiont สหรัฐฯ แล้ว 

“Pete Hegseth” กห.สหรัฐฯสวมสูท นำ Salute

“ผช.ทูตทบ.- บิ๊กติ๊ก“ ร่วมยินดี

”หมวดลัคกี้-หมวดนน“

Pete Hegseth รมว.กลาโหม สหรัฐฯ​ ยืนตะเบ๊ะ ในพิธีสำเร็จการศึกษาของโรงเรียนนายร้อย ทบ.สหรัฐฯ West Point (USMA - United States Military Academy) รัฐ New York

สำนักผช.ทูตทหารบกไทย ประจำวอชิงตันดีซี. เผยว่า ปีนี้ มี2 นักเรียนนายร้อยไทย รุ่นปี 2026 จบการศึกษา 2 นาย คือ น้องลัคกี้ นนร. พีรวัส ชูศักดิ์  ตท.62 จปร.73 ซึ่งมีผลการเรียนในเกณฑ์ดีเยี่ยมและมีผลงานที่โดดเด่นทั้งในด้านการทหารและภาวะผู้นำ

โดยสำเร็จหลักสูตร Air Assault ณ West Point และได้รับเหรียญ Norwegian Ruck March (เดินแบกเป้ระยะทาง 18 ไมล์ ภายใน 4 ชั่วโมงครึ่ง)

นอกจากนี้  ยังได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานชมรม International Cadets of West Point และได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสมาคมเชิดชูเกียรติ Phi Sigma Iota จากผลการเรียนภาษาจีนที่ยอดเยี่ยม

และ “น้องนน” นนร. นนทยศ พชรพงศ์เพลิน  ตท.62 จปร.73  มีผลการเรียนในเกณฑ์ดีเยี่ยม โดยมีชื่ออยู่ในทำเนียบ Dean's List ทุกภาคการศึกษา จนได้รับเลือกเข้าสมาคมเชิดชูเกียรติทั้ง Pi Mu Epsilon (คณิตศาสตร์) และ Upsilon Pi Epsilon (คอมพิวเตอร์) สามารถคว้าเครื่องหมาย West Point Recondo Badge จากการฝึกภาคฤดูร้อน และได้รับเหรียญ Norwegian Ruck March (เดินแบกเป้ 18 ไมล์ ภายใน 4 ชั่วโมงครึ่ง) พร้อมทั้งดำรงตำแหน่งประธานชมรม International Cadets of West Point ร่วมด้วย

งานนีั เสธ.มด พันเอก กิติศักดิ์ กาญจนะวสิต ผชท.ทบ.ไทย/วอชิงตัน  และ ครอบครัวของน้องๆ มาร่วมพิธี  และแสดงความยินดี รวมทั้ง บิ๊กติํก พลเอก สิโรจน์ ชูศักดิ์  คุณพ่อของ ว่าที่ ผู้หมวดลัคกี้ ด้วย ที่ โรงเรียนนายร้อย ทบ.สหรัฐฯ West Point (USMA - United States Military Academy)

ที่มา : https://www.facebook.com/100001454030105/posts/27123040993994335/?app=fbl

Lonely Loud Fest คัมแบ็ก!! ตอบโจทย์คนขี้เหงาเต็มที่ รวมศิลปินดังทั้ง NONT TANONT และ 4EVE เตรียมบัตร Early Bird 1 มิ.ย.นี้ จัดใหญ่ 20 ก.ย. ที่ UNION HALL

“Lonely Loud Fest 2” คัมแบ็กเปิดตี้คนขี้เหงา

รวมตัวท็อปสายฮีลใจ ปักหมุดรอกดบัตร Early Bird 1 มิถุนายนนี้

หลังสร้างปรากฏการณ์ “เทศกาลของคนขี้เหงา” จนกลายเป็นงานมิวสิกเฟสติวัลที่ถูกพูดถึงอย่างมากบนโลกโซเชียล ทั้งบรรยากาศสุดอบอุ่น โมเมนต์ฮีลใจ และเสียงเพลงที่เข้าถึงทุกความรู้สึกของคนฟัง ล่าสุด “Lonely Loud Fest” พร้อมกลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่กับ “Lonely Loud Fest 2” ที่ครั้งนี้อัปเกรด เติมความเลิศมากกว่าเดิม และไลน์อัปศิลปินแบบจัดเต็ม พร้อมเนรมิตค่ำคืนแห่งความเหงาให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความสุขอีกครั้ง

จากกระแสตอบรับถล่มทลายในครั้งแรก ทำให้การกลับมาของ “Lonely Loud Fest 2” กลายเป็นหนึ่งในมิวสิกเฟสติวัลที่แฟนเพลงรอคอย โดยครั้งนี้เตรียมเปิดพื้นที่ให้คนขี้เหงาได้ปลดปล่อยทุกความรู้สึก ผ่านคอนเซ็ปต์เทศกาลที่อยากชวนทุกคนมาตะโกนบอกโลกว่า “เราอยู่ได้นะ!” ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหน ก็มาสนุกและฮีลใจไปพร้อมกันได้ ด้วยเพลงฮิต เพลงเศร้า เพลงรัก โดย “Lonely Loud Fest 2” จะจัดขึ้นในวันที่ 20 กันยายนนี้ ณ UNION HALL, UNION MALL พร้อมขนทัพศิลปินแถวหน้าของเมืองไทยมาร่วมบรรเทาความเหงา ไม่ว่าจะเป็น NONT TANONT, INK WARUNTORN, BOWKYLION, PUN, 4EVE และ POLYCAT ภายในงานยังเตรียมกิจกรรม มุมถ่ายรูป และเซอร์ไพรส์อีกเพียบ ที่จะทำให้ Lonely Loud Fest 2 ไม่ใช่แค่มิวสิกเฟสติวัลทั่วไป แต่คือประสบการณ์แห่งความสุขที่แฟนเพลงจะได้กลับบ้านพร้อมความทรงจำดี ๆ อีกครั้งแน่นอน

แฟนเพลงเตรียมตัวให้พร้อม เพราะบัตร Early Bird ราคาเพียง 799 บาท จากราคาปกติ 1,299 บาท จะเปิดจำหน่ายวันที่ 1 มิถุนายนนี้ เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป และเปิดขายถึงวันที่ 30 มิถุนายนเท่านั้น ทาง TICKET MELON  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง FACEBOOK / X / Instagram /TikTok : RS Multimedia & Entertainment #LonelyLoudFest2 #NONTTANONT #INKWARUNTORN #BOWKYLION #PUN #4EVE #POLYCAT 

มจธ. จับมือ กฟน. ลงนามสัญญาสร้างพลังงานทดแทนใหม่ ติดตั้งบำรุงรักษาโซลาร์เซลล์ 3 แห่ง ตั้งเป้าคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2583 ผสานเทคโนโลยีในวิทยาเขตยั่งยืน

มจธ. จับมือ กฟน. ลงนามสัญญาการให้บริการติดตั้งและบำรุงรักษาอุปกรณ์ประหยัดพลังงานในระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก มุ่งเป้าการบริหารจัดการพลังงานทดแทนอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ลงนามสัญญาการให้บริการติดตั้งและบำรุงรักษาอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ในระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก เพื่อยกระดับการใช้พลังงานสะอาดภายในสถาบันการศึกษา ณ อาคารสำนักงานอธิการบดี มจธ

การลงนามสัญญาโดย รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
และนางสาวภัทรา สุวรรณเดช รองผู้ว่าการธุรกิจการไฟฟ้านครหลวง พร้อมผู้บริหารทั้งสองฝ่ายเป็นสักขีพยาน

ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งเน้นการยกระดับการใช้พลังงานสะอาดในสถาบันการศึกษา ผ่านการติดตั้ง
ระบบโซลาร์เซลล์และการดูแลบำรุงรักษาอุปกรณ์ ทั้ง 3 พื้นที่การศึกษา (มจธ.บางมด มจธ.บางขุนเทียน และ อาคารเคเอกซ์) เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และถูกต้องตามมาตราฐานของระบบการจัดการพลังงานอันเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเป็นมหาวิทยาลัยที่ยั่งยืน (Sustainable University)  ซึ่งตอบสนองต่อการประกาศเจตนารมณ์ การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของ มจธ. ภายในปี พ.ศ. 2583 (KMUTT Carbon Neutrality 2040)

การขับเคลื่อนในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังเป็นการนำความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการพลังงานในระดับปฏิบัติการ บูรณาการระบบให้เข้ากับการดำเนินการทุกด้านของมหาวิทยาลัยพร้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้เป็นแนวปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SEP for SDGs) มากไปกว่านั้นมหาวิทยาลัยฯ จะเป็นแหล่งเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ สนับสนุนการเรียนการสอน การวิจัย และการพัฒนานวัตกรรมในอนาคต ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงการผสานศักยภาพระหว่างภาคการศึกษาและหน่วยงานด้านพลังงานไฟฟ้าได้อย่างลงตัว โดยก่อให้เกิดทั้งประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจจากการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว และประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและตอบรับการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศชาติ

สำนักพระราชวังแจ้ง พระราชพิธีวิสาขบูชา 30-31 พ.ค. เปิดขายบัตรชมพระบรมมหาราชวัง “งดเข้าชมพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนา” แต่งกายสุภาพเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ

ระหว่างวันที่ 30 - 31 พฤษภาคม 2569  มีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา พุทธศักราช 2569

สำนักพระราชวัง ขอแจ้งการเข้าพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสตาราม ดังนี้

เปิดการจำหน่ายบัตรเข้าชมฯ ตั้งแต่เวลา 08.30 - 12.00 น.

งดเข้าชม พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตลอดทั้งวัน

เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ได้ตั้งแต่เวลา 08.00 - 12.00 น. (จุดคัดกรองในอุโมงค์ทางเดินลอด ถนนหน้าพระลาน ปิดเวลา 11.00 นฺ)

โปรดแต่งกายสุภาพ

- เข้าปราสาทพระเทพบิดรสุภาพบุรุษห้ามสวมกางเกงยีนส์ สุภาพสตรีต้องสวมกระโปรงหรือผ้านุ่ง

- เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯ ชุดสุภาพไว้ทุกข์

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1461482126014120&id=100064570394286&rdid=aDsxpien6D9ui6DY#

กองทัพเรือจับมือ ปตท. !! เรือหลวง–UAV–ระบบ C4ISR พร้อมรบ ทัพเรือซ้อมคุ้มกันเรือพาณิชย์ในอ่าวไทยตอนบน ปตท. ใช้ระบบ Real-Time ติดตามเรือพาณิชย์–รับมือภัยทางทะเล ย้ำกำลังทางเรือคือเกราะมั่นคงเศรษฐกิจไทย

กองทัพเรือฝึกคุ้มครองเรือพาณิชย์และเส้นทางคมนาคมทางทะเล ร่วม ปตท. ย้ำความสำคัญกำลังทางเรือต่อความมั่นคงเศรษฐกิจของประเทศ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วันนี้ (22 พฤษภาคม 2569) ระหว่างเวลา 08.00 – 12.00 น. กองทัพเรือได้ดำเนินการฝึกควบคุมเรือ (Harbor Control) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกภาคสนาม/ภาคทะเล (FTX) ร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อพัฒนาขั้นตอนการประสานการปฏิบัติ และซักซ้อมความเข้าใจในกลไกการควบคุมและการประสานงานระหว่างกองทัพเรือ บริษัท ปตท. บริษัทเจ้าของเรือ และเรือพาณิชย์ ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการร่วมกันรักษาความปลอดภัยของเส้นทางคมนาคมทางทะเลเข้า–ออกประเทศ

ในการฝึกครั้งนี้ บริษัท ปตท.ฯ ได้จัดเรือบรรทุกน้ำมัน Eagle Kuching สัญชาติมาเลเซีย ระวางขับน้ำ 107,481 ตัน เข้าร่วมการฝึก โดยกองทัพเรือภาคที่ 1 ได้จัดกำลังเข้าร่วม ประกอบด้วย เรือหลวงเจ้าพระยา เรือหลวงคำรณสินธุ์ เรือ ต.112 และอากาศยานไร้คนขับ (UAV) พื้นที่การฝึกอยู่บริเวณอ่าวไทยตอนบน โดยมีการใช้ระบบติดตามเป้าในทะเล และระบบ C4ISR ของกองทัพเรือ มาใช้ในการควบคุมสั่งการและติดตามสถานการณ์การฝึกแบบ Real-Time โดยมีผู้แทนจากศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และบริษัท ปตท.ฯ เข้าร่วมติดตามการฝึก ณ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือภาคที่ 1 ซึ่งการฝึกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

โฆษกกองทัพเรือกล่าวเพิ่มเติมว่า การฝึกดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความมั่นคงทางทะเล ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการคุ้มครองเรือพาณิชย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรักษาความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานทางทะเลที่สำคัญของประเทศ อาทิ แท่นขุดเจาะน้ำมัน ท่อส่งพลังงาน ท่าเรือน้ำลึก และเส้นทางลำเลียงสินค้าและพลังงานทางทะเล ซึ่งล้วนมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ

จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางในช่วงที่ผ่านมา แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า หากเกิดความไม่มั่นคงในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขนส่งสินค้า ราคาพลังงาน และเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง ประเทศไทยในฐานะประเทศที่พึ่งพาการค้าทางทะเลและการนำเข้าพลังงาน จึงจำเป็นต้องมีกำลังทางเรือที่มีความพร้อม มีขีดความสามารถในการควบคุมสถานการณ์ และสามารถคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กองทัพเรือจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังทางเรือ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการรักษาความมั่นคงทางทะเล การคุ้มครองเส้นทางคมนาคมทางทะเล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเศรษฐกิจ การขนส่ง และความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในทุกสถานการณ์

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

ชายแดนสุรินทร์ตึง!! ทบ. เผยเสียงปืน 5 นัดชายแดนสุรินทร์ ฝ่ายไทยไม่ตอบโต้ ยึดกฎการใช้กำลัง ชี้กัมพูชาเจตนาก่อกวน ขัดถ้อยแถลงร่วมฯ เตรียมประท้วงผ่านชุดประสานงาน

ทบ. เผยเหตุเสียงปืน 5 นัดชายแดนสุรินทร์ ชี้กัมพูชาเจตนาก่อกวน ขัดถ้อยแถลงร่วมฯ ด้านกองกำลังสุรนารีย้ำหน่วยในพื้นที่ยึดกฎการใช้กำลังพร้อมรับสถานการณ์

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เผยว่าวานนี้ (21 พ.ค. 69) กองทัพบก ได้รับรายงานจาก  ร้อย.ทพ.2603 กองกำลังสุรนารี ขณะจัดกำลังพลปฏิบัติภารกิจปรับปรุงที่มั่นเสริมความมั่นคง บริเวณหลักเขตแดนที่ 18 อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ โดยเมื่อเวลาประมาณ 1420 น. กำลังพลได้ยินเสียงปืนเล็กจำนวน 5 นัด ดังมาจากทางทิศใต้ ระยะทางประมาณ 600 เมตร ซึ่งอยู่ในพื้นที่ควบคุมของฝ่ายกัมพูชา หลังจากนั้น กำลังพลได้หยุดฟังและตรวจการณ์อย่างละเอียด ไม่ปรากฏสิ่งผิดปกติ จึงได้ปฏิบัติภารกิจต่อไป

เหตุการณ์ดังกล่าว ฝ่ายเราไม่มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ และไม่มีการยิงโต้ตอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นการเปิดเผยที่ตั้งและการวางกำลังของฝ่ายเรา ทั้งนี้ กองกำลังสุรนารีสั่งการให้เฝ้าระวังและพร้อมปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังตามสถานการณ์อย่างเคร่งครัด

สำหรับการกระทำของฝ่ายกัมพูชาดังกล่าว แม้จะมีลักษณะเป็นการก่อกวนจากระยะไกล แต่จัดเป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อถ้อยแถลงร่วมฯ อย่างชัดเจน ซึ่งกองกำลังสุรนารี จะได้แจ้งเตือนและประท้วงฝ่ายกัมพูชาถึงการกระทำที่ละเมิดข้อตกลงดังกล่าว ผ่านช่องทางชุดประสานงานในพื้นที่ต่อไป

นักวิชาการ มธ.หวั่นยกเลิก VISA E-8 เกาหลีใต้ขึ้นบัญชีดำ 4 จ. ในไทย แนะเจรจาปรับเงื่อนไขด่วน เสนอมาตรการแก้ไข 5 ด้าน สะท้อนเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอ

นักวิชาการ มธ. หวั่นเกาหลีใต้ ยกเลิก “VISA E-8” อย่างถาวร

แนะถกปรับเงื่อนไข ชง 5 มาตรการแก้ปัญหา

นักวิชาการธรรมศาสตร์ หวั่นเกาหลีใต้ยกเลิก “VISA E-8” อย่างถาวร สังเวยแรงงานไทยหนีนายจ้างจนถูก Blacklist 4 จังหวัด แนะเร่งเจรจาปรับเงื่อนไข พร้อมเสนอ 5 มาตรการแก้ปัญหา ระบุปัญหา “ผีน้อย” สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยไม่แข็งแรง

รศ. ดร.กิริยา กุลกลการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า สิ่งที่น่ากังวลจากเหตุการณ์เกาหลีใต้ขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ห้ามนำเข้าแรงงานภาคเกษตรและประมงตามฤดูกาลภายใต้ VISA E-8 ตลอดปี 2569 จาก 4 จังหวัดของประเทศไทย ได้แก่ อุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม และชัยภูมิ เนื่องจากพบปัญหาแรงงานหลบหนีนายจ้าง คือความเสี่ยงที่เกาหลีใต้จะพิจารณายกเลิก VISA E-8 อย่างถาวร เนื่องจากแรงงานไทยที่ถูก Blacklist นี้ ถือเป็นแรงงานกลุ่มแรกภายใต้โครงการความร่วมมือในการส่งแรงงานไทยไปทำงานในภาคเกษตร/ประมงแบบระยะสั้น 5 เดือนที่เกาหลีใต้ ซึ่งทางกระทรวงแรงงานไทยกับท้องถิ่นเกาหลีใต้ MOU กันไปเมื่อปี 2566 ซึ่งจากเดิมจะมีแค่ระบบ EPS (Employment Permit System) หรือ VISA E-9 สำหรับแรงงานต่างชาติในภาคอุตสาหกรรมที่เป็นการจ้างงานระยะยาว

“เกาหลีใต้เขาฉลาดมากเวลาทำเรื่องนี้ เขาจะไม่ได้พึ่งพาแต่แรงงานของประเทศไทยอย่างเดียว ตัวอย่างเช่นระบบ EPS ทางเกาหลีใต้ก็มีการทำ MOU กับ 17 ประเทศเลย ซึ่งพอไทยมีอัตราการหลบหนีของแรงงานสูง เขาก็จะจัดสรรโควตาในรอบถัดไปให้กับประเทศไทยน้อยลง และเมื่อมามีการเปิดโครงการใหม่ในรอบนี้ก็มาเจอแบบนี้อีก เขาก็ใช้วิธีคล้ายคลึงกัน แต่คราวนี้ Blacklist ทั้งจังหวัดเลย” รศ. ดร.กิริยา กล่าว

รศ. ดร.กิริยา กล่าวว่า รัฐบาลไทยและกระทรวงแรงงานจำเป็นต้องเร่งขอโทษเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการ และพูดคุยเจรจาต่อรองให้ได้ พร้อมกันนั้นก็ควรจะวางแผนปรับเงื่อนไขของ VISA E-8 หรือดำเนินการอื่นๆ เพื่อจะได้ไปเสนอถึงทางออกที่ไทยต้องการแก้ไขด้วย โดยอาจพิจารณาดำเนินการใน 5 ประเด็นสำคัญ

ทั้งนี้ ประกอบด้วย

1. การสร้างระบบจ้างงานรองรับในช่วงที่แรงงานไทยกลับจากทำงานที่เกาหลีใต้แล้วผ่านโครงการทางเกษตรในระดับพื้นที่/ชุมชน เพื่อสร้างความมั่นคงในช่องว่างที่เหลือ 7 เดือน รวมถึงอีกด้านก็จะเป็นการพัฒนาท้องถิ่นด้วย

2. การพิจารณาทำข้อตกลงกับนายจ้างเกาหลีใต้ว่าให้จ่ายเงินเดือนงวดสุดท้ายหลังกลับถึงไทยเท่านั้น 3. เพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัยของแรงงานไทย โดยอาจมีการตรวจตราแรงงานไทยที่ไปทำงานที่เกาหลีใต้อย่างสม่ำเสมอ และหากพบความเสี่ยงที่จะไม่ปลอดภัย ก็อาจเปิดช่องให้เปลี่ยนนายจ้างได้

4. เพิ่มเงื่อนไขสร้างแรงจูงใจผ่านการกำหนดแรงงานไทยที่เคยไปทำงานมาแล้ว และปฏิบัติอย่างถูกกฎหมายได้รับการพิจารณาเป็นกลุ่มแรกที่จะได้ไปทำต่อในรอบปีถัดไป

5. หารือกับทางเกาหลีใต้เพื่อขอเพิ่มสัดส่วนการส่งแรงงานไทยในช่องทางอื่นๆ เนื่องจากความต้องการของแรงงานไทยมีค่อนข้างมาก แต่ช่องทาง และจำนวนที่เกาหลีใต้เปิดรับแรงงานไทยนั้นมีค่อนข้างน้อย แม้จะเป็นไปได้ค่อนข้างยาก แต่ถ้าพอเปิดช่องทางเพิ่มได้ก็ถือว่าเป็นประโยชน์มากแล้ว

รศ. ดร.กิริยา กล่าวต่อไปว่า สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้แรงงานไทยมีการหลบหนีไปจำนวนมากในครั้งนี้ ส่วนตัวคิดว่าเกิดจากระยะเวลาที่ค่อนข้างสั้นของ VISA E-8 ที่กำหนดไว้เพียง 5 เดือน ซึ่งอาจทำให้แรงงานไทยจำนวนหนึ่งรู้สึกไม่คุ้มค่า หรือต้องการรายได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาวจึงตัดสินใจหลบหนีนายจ้างเกาหลีใต้ และไปทำงานที่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ ที่ได้รับค่าตอบแทนดีกว่า หรือสภาพการทำงานดีกว่าในภาคการเกษตร/ประมง หรืออีกด้านคือด้วยความเป็นโครงการใหม่ เรื่องสภาพการทำงาน หรือรายได้อะไรต่างๆ ไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง รวมถึงนายจ้างที่อาจจะไม่ดีก็เป็นได้

“จริงๆ เรื่องนี้ก็สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยด้วย คือค่าจ้างของไทย และเกาหลีใต้ต่างกันมาก คือทำที่ไทยภาคเกษตรอาจจะได้ 1 หมื่นบาท แต่ถ้าเกาหลีใต้อย่างต่ำๆ เลย 5 หมื่นบาท ถ้าเป็นภาคอุตสาหกรรมการผลิตได้ 7 หมื่น และมีโอทีด้วยอาจสูงถึง 1 แสนบาท ฉะนั้นการที่นายกฯ บอกปัดว่าไม่ช่วย หรืออะไรต่างๆ แต่ถ้ามองอีกมุมจะโทษแรงงานที่หลบหนีอย่างเดียวก็คงไม่ได้ เพราะด้านหนึ่งเศรษฐกิจไทยก็ไม่แข็งแรงด้วย ควรต้องได้รับการแก้ไข” รศ. ดร.กิริยา กล่าว

LISA ร่วมแจมเพลง “Goals” ฟีฟ่าปล่อยเพลง “Goals” ประกอบฟุตบอลโลก 2026 ดึง LISA ร่วมงานกับ Anitta–Rema สะท้อนพลังดนตรีข้ามทวีป

LISA ร่วมด้วย! ปล่อยแล้วเพลงประกอบการแข่งขัน ฟุตบอลโลก "Goals"

ฟีฟ่าปล่อยเพลงใหม่ Goals ซึ่งเป็นเพลงประกอบการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2026 ออกมาแล้ว โดยเพลงนี้มีศิลปินระดับโลกชาวไทย LISA ร่วมแจมกับอีก 2 ศิลปินชื่อดัง

ช่องยูทูบของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ได้ปล่อยเพลงใหม่นามว่า Goals ซึ่งเป็นเพลงประกอบการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2026 ออกมาแล้ว โดยเพลงนี้มีศิลปินระดับโลกชาวไทยอย่าง LISA (ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล) ร่วมแจมด้วย

สำหรับเพลง Goals เป็นเพลงเร็วแนวอิเล็กโทรป็อปที่ถูกแต่งขึ้นมาเพื่อเสริมบรรยากาศในสนามกีฬาให้คึกคักยิ่งขึ้น โดยตัวเพลงนั้นขับเคลื่อนด้วยจังหวะกลองที่ดังกระหึ่ม และใช้เสียงซินธิไซเซอร์ที่คมชัด รวมถึงมีท่อนฮุคที่ผู้ฟังสามารถร้องตามได้

เพลงนี้เป็นการผสมผสานวัฒนธรรมเพื่อให้เข้ากับภาพลักษณ์กีฬาระดับโลก โดยมีลิซ่าเป็นตัวแทนจากเอเชีย, Anitta (บราซิล) เป็นตัวแทนลาตินอเมริกา และ Rema (ไนจีเรีย) เป็นตัวแทนแอฟริกา

ทั้งนี้ ศิลปินทั้ง 3 รายจะร่วมขึ้นแสดงในพิธีเปิดการแข่งขันฟุตบอลโลกหนนี้ร่วมกับ เคที เพอร์รี, Future และ Tyla ที่สนามโซฟี สเตเดียม ในวันที่ 12 มิถุนายน ส่วนเพลง Goals สามารถฟังได้ 

https://www.youtube.com/watch?v=safzyuZNCGI

ที่มา :  https://www.khaosod.co.th/sports/news_10253874

2C2P ชี้อีคอมเมิร์ซโตแรง!! ตลาดอีคอมเมิร์ซอาเซียนขยายตัว 85.4% เอสเอ็มอีไทยเพิ่มใช้ชำระเงินดิจิทัล ระบบการชำระเงินดิจิทัลโต 97% ภายในปี 2572 เอสเอ็มอีกว่า 3 ใน 4 จะขยายตลาดต่างประเทศ

2C2P เผยรายงานเจาะลึกอีคอมเมิร์ซอาเซียนขยายตัวก้าวกระโดด

สะท้อนเอสเอ็มอีไทยตื่นตัว รับเทรนด์ชำระเงินดิจิทัล

ทูซีทูพี บาย แอนทอม (2C2P by Antom) ผู้นำแพลตฟอร์มการชำระเงินแบบครบวงจรชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบริษัทในเครือของแอนทอม (Antom) เผยรายงานล่าสุดจาก IDC บริษัทวิจัยข้อมูลตลาดชั้นนำ ภายใต้หัวข้อ “How Southeast Asia Buys and Pays 2026: Unlocking SMEs’ Potential” ชี้ตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเดินหน้าเติบโตอย่างร้อนแรง โดยคาดว่าจะขยายตัวสูงถึง85.4% แตะมูลค่า 9.38 ล้านล้านบาท (หรือประมาณ 2.9 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ) ภายในปี 2572 หรือเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 13.2% ในช่วงปี 2567–2572 ซึ่งจะส่งผลให้อาเซียนก้าวขึ้นเป็นตลาดอีคอมเมิร์ซที่เติบโตเร็วที่สุดอันดับ 2 ของโลก รองจากอินเดีย 

นายวรฉัตร ลักขณาโรจน์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท ทูซีทูพี บาย แอนทอม (2C2P by Antom) กล่าวว่า “ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมรองรับพฤติกรรมการชำระเงินที่มีความซับซ้อนและแตกต่างกันในแต่ละประเทศ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 2C2P by Antom ในฐานะผู้นำแพลตฟอร์มการชำระเงินแบบครบวงจรชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้มุ่งพัฒนาโซลูชันการชำระเงิน พร้อมส่งมอบองค์ความรู้เพื่อเสริมศักยภาพให้กับธุรกิจทุกขนาดได้สามารถบริหารจัดการระบบการชำระเงินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในภูมิภาค ทั้งในด้านการสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มากกว่า 50% ในหลายประเทศหลัก และการจ้างงานที่คิดเป็น 64.6%  ของกำลังแรงงานทั้งหมด[1] อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการจำนวนมากยังคงเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวสู่การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล ดังนั้น การมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย และรองรับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละตลาด จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถแข่งขันและเติบโตได้ในระยะยาว”

“ความซับซ้อนของระบบการชำระเงินในแต่ละประเทศยังถือเป็นอีกประเด็นหลักที่กำลังกลายเป็นความท้าทายสำหรับธุรกิจที่ต้องการขยายการเติบโตในระดับภูมิภาค ซึ่งภาคธุรกิจต้องการโซลูชันที่จะเข้ามาช่วยให้การบริหารจัดการเงินง่ายขึ้น รองรับรูปแบบการชำระเงินที่มีความหลากหลายในแต่ละตลาด และเปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถดำเนินธุรกิจในตลาดต่างประเทศได้อย่างไร้รอยต่อ ซึ่งปัจจุบัน แพลตฟอร์มการชำระเงินระดับองค์กร   ของ 2C2P by Antom สามารถทำให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถเชื่อมต่อระบบผ่าน Single API เดียว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการการชำระเงิน ปลดล็อกโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และก้าวสู่การเติบโตอย่างเต็มศักยภาพในเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค” นายวรฉัตร กล่าวเพิ่มเติม

รายงานจาก IDC ยังเผยอีกว่า การชำระเงินดิจิทัลมีแนวโน้มที่จะก้าวขึ้นมาเป็นช่องทางหลักของธุรกรรมอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดว่าจะคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 97% ของธุรกรรมทั้งหมดภายในปี 2572 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 89% โดยแรงหนุนสำคัญมาจากการเติบโตของระบบการชำระเงินภายในประเทศ (Domestic Payments) และกระเป๋าเงินดิจิทัล (Mobile Wallet) โดยเฉพาะในตลาดสำคัญ อย่าง อินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม 

ทั้งนี้ ระบบการชำระเงินภายในประเทศคาดว่าจะเติบโตถึง 104% แตะมูลค่า 2.98 ล้านล้านบาท (หรือประมาณ 9.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) ภายในปี 2572 ก้าวขึ้นแซงหน้าการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต-เดบิต และกลายเป็นช่องทางการชำระเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่กระเป๋าเงินดิจิทัล มีแนวโน้มขยายตัว 107% แตะ 2.56 ล้านล้านบาท (หรือประมาณ 7.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) และในด้านบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง หรือ Buy Now Pay Later (BNPL) ยังถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุด ด้วยอัตราการเติบโตสูงถึง 174% มีมูลค่าตลาดแตะ 6.11 แสนล้านบาท (หรือประมาณ 1.89 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) ภายในปี 2572 

ข้อมูลของธนาคารโลก ยังระบุว่า ประชากรกว่า 56% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการบัตรเครดิต-เดบิต ส่งผลให้ดิจิทัลเพย์เมนต์เข้ามามีบทบาทสำคัญในการลดข้อจำกัดด้านการเข้าถึงบริการทางการเงิน และช่วยเติมเต็มช่องว่างของโครงสร้างพื้นฐานระบบธนาคารแบบดั้งเดิมในหลายประเทศทั่วภูมิภาค 

รายงานฉบับนี้ยังได้เผยอินไซต์เกี่ยวกับกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งคาดว่าจะมีสัดส่วนสูงถึง 58% ของตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2572 โดยการศึกษาครั้งนี้ได้สำรวจกลุ่มเอสเอ็มอี จำนวน 600 รายใน 6 ประเทศทั่วภูมิภาค ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม เพื่อศึกษาทั้งในประเด็นที่ธุรกิจให้ความสำคัญ การนำดิจิทัลเพย์เมนต์มาปรับใช้ ตลอดจนความพร้อมในการรองรับเทรนด์การชำระเงินรูปแบบใหม่

ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มเอสเอ็มอีกว่า 66% ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มีการจำหน่ายสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการกว่า 1 ใน 3 ยังคงพึ่งพาการใช้เงินสดเป็นหลักในการดำเนินธุรกิจขณะที่ 63% มองว่าระบบการชำระเงินที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันยังไม่ตอบโจทย์ และจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยน เพื่อรองรับพฤติกรรมการชำระเงินของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

อย่างไรก็ตาม ความซับซ้อนของระบบ ความกังวลด้านการฉ้อโกง ค่าธรรมเนียมที่อยู่ในระดับสูง และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีของ SME ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่าเอสเอ็มอีไทยหันมาใช้ระบบชำระเงินดิจิทัลมากขึ้น เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ การค้าข้ามพรมแดน และการเติบโตของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย โดยกลุ่มเอสเอ็มอีไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับการขยายตลาดและการพัฒนาโซลูชันด้านการชำระเงินในสัดส่วนเท่ากันที่ 31% ตามมาด้วยการบริหารจัดการทางการเงินที่ 25%

อย่างไรก็ตาม เอสเอ็มอีไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายสำคัญในการดำเนินธุรกิจ โดย 36% ระบุว่าค่าธรรมเนียม ที่อยู่ในระดับสูงเป็นอุปสรรคสำคัญ ขณะที่ 28% กังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านการฉ้อโกง และอีก 28% มองว่า การเชื่อมต่อระบบยังมีความซับซ้อน 

ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันจะมีเอสเอ็มอีเพียง 49% ที่ดำเนินธุรกิจการค้าข้ามพรมแดน แต่มากกว่า 3 ใน 4 มีแผนขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศภายใน 2 ปีข้างหน้า โดย IDC ประเมินว่า หากเอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงตลาดอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนได้มากขึ้นจะสามารถสร้างมูลค่าการขายเพิ่มขึ้นได้ถึง 6.73 แสนล้านบาท (หรือประมาณ 2.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) ภายในปี 2572

สถานทูตจีนขอสอบสวนถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม คดีเรียกค่าไถ่พลเมืองจีนในไทย จีนเรียกร้องไทยเข้มบังคับใช้กฎหมาย หลังพลเมืองถูกกักขังเรียกค่าไถ่ในจังหวัดสระแก้ว หลังเกิดคดีกักขังเรียกค่าไถ่ในไทย

โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยตอบคำถามผู้สื่อข่าว กรณีพลเมืองจีนถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวและเรียกค่าไถ่ในจังหวัดสระแก้ว ประเทศไทย

ถาม: เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้เกิดเหตุการณ์ที่พลเมืองจีนถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวและเรียกค่าไถ่ในจังหวัดสระแก้ว ประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยมีความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าวอย่างไร?

ตอบ: สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ให้ความสำคัญต่อกรณีดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง โดยได้ติดต่อสอบถามรายละเอียดของคดีจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของฝ่ายไทยในทันที พร้อมทั้งเรียกร้องให้ฝ่ายไทยดำเนินการสอบสวนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เป็นธรรม และโปร่งใส เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงของคดีโดยเร็ว และนำตัวผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ฝ่ายจีนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าฝ่ายไทยจะเสริมสร้างการกำกับดูแลด้านการบังคับใช้กฎหมายและการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนสิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของพลเมืองจีนในประเทศไทย  รักษาสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ รวมถึงความร่วมมือฉันมิตรระหว่างจีนและไทย

สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ออกประกาศเตือนพลเมืองจีนที่พำนักอยู่ในประเทศไทยหรือผู้ที่วางแผนจะเดินทางมายังประเทศไทยอีกครั้ง ให้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของไทยอย่างเคร่งครัด เพิ่มความระมัดระวังด้านความปลอดภัย และใส่ใจต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตน หากเกิดเหตุฉุกเฉิน โปรดรีบแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และติดต่อสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่จีนประจำประเทศไทยเพื่อขอความช่วยเหลือโดยเร็ว

ที่มา : Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย 

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1402355991922410&id=100064440681953&rdid=zdJRAug9jdp3CzMx#

เจาะคลาส ICT ม.รังสิต!! วิทยาลัยนานาชาติ ม.รังสิต เปลี่ยนห้องเรียนเป็นแล็บนวัตกรรม เปลี่ยนทฤษฎีไอทีเป็นโปรเจกต์อัจฉริยะ ฝึกคิดวิเคราะห์ตอบโจทย์อนาคต

เจาะลึกคลาสเรียน ICT วิทยาลัยนานาชาติ ม.รังสิต เปลี่ยนห้องเรียนเป็นแล็บนวัตกรรม ปั้นโปรเจกต์ IoT อัจฉริยะ ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในอนาคต

ในยุคที่เทคโนโลยีไม่ได้อยู่แค่ในหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่กำลังแทรกซึมเข้าไปอยู่ในทุกอณูของการใช้ชีวิต หลักสูตรวิทยาการสารสนเทศและเทคโนโลยีการสื่อสาร วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต (RIC) จึงผลิกโฉมการเรียนการสอนแบบเดิมๆ มาสู่รูปแบบ “Learning by Doing” ผ่านซีรีส์เวิร์กชอปสุดเข้มข้น “Workshop 5 Success” เปลี่ยนภาพจำการเรียนทฤษฎีไอทีที่น่าเบื่อ ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่จับต้องได้จริง “จากเซนเซอร์ตัวจิ๋ว สู่ระบบอัจฉริยะระดับสากล”

บรรยากาศภายในห้องเรียนเต็มไปด้วยความคึกคักและพลังงานของคนรุ่นใหม่ นักศึกษาต่างจดจ่ออยู่กับบอร์ดไมโครคอนโทรลเลอร์ สายไฟ และเซนเซอร์หลากหลายชนิด ซึ่งตลอดการเดินทางของซีรีส์เวิร์กชอปทั้ง 5 เซสชัน พวกเขาได้เริ่มต้นตั้งแต่นับหนึ่งในการทำความรู้จักกับ Smart Environment Monitoring System หรือระบบตรวจวัดสภาพแวดล้อมอัจฉริยะ โดยแบ่งการเรียนรู้ออกเป็นขั้นตอนที่สนุกและท้าทาย ดังนี้:

1. เซสชันการตรวจวัดพื้นฐาน: นักศึกษาได้ลองติดตั้งเซนเซอร์ DHT11 เพื่ออ่านค่าอุณหภูมิและความชื้น รวมถึงเซนเซอร์ LDR เพื่อวัดความเข้มของแสง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของระบบ Smart Home

2. เซสชันการตรวจจับความเคลื่อนไหว: การประยุกต์ใช้เซนเซอร์ Ultrasonic เพื่อวัดระยะทางและการเคลื่อนที่ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเป็นระบบรักษาความปลอดภัยหรือระบบจอดรถอัจฉริยะได้

3. เซสชันการเชื่อมต่อและแสดงผล: เมื่อข้อมูลถูกเก็บรวบรวมได้แล้ว ความท้าทายคือการทำให้ "ข้อมูลพูดได้" ผ่านหน้าจอ LCD และการส่งข้อมูลข้ามผ่านเครือข่าย WiFi

ไฮไลท์สำคัญของเซสชันสุดท้ายคือการบูรณาการทุกอย่างเข้าด้วยกันผ่านบอร์ด NodeMCU ESP8266 นักศึกษาไม่ได้เพียงแค่ทำให้อุปกรณ์ทำงานได้ แต่ต้องทำให้มัน “คุยกับเราได้” ผ่านระบบ Cloud โดยการสร้าง Dashboard บนเว็บไซต์ ช่วยให้พวกเขาสามารถติดตามสถานะของสภาพแวดล้อมได้แบบเรียลไทม์ และที่เจ๋งไปกว่านั้นคือการสามารถ "สั่งการจากระยะไกล" ผ่านโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลก เมื่อนักศึกษาลองกดเปิด-ปิดไฟ หรือตรวจสอบอุณหภูมิในห้องผ่านเบราว์เซอร์แล้ว เห็นผลลัพธ์เกิดขึ้นทันทีในห้องแล็บ คือเครื่องยืนยันว่าทักษะทางด้าน IoT (Internet of Things) ของพวกเขาไม่ใช่แค่เรื่องในตำราอีกต่อไป การเรียนการสอนในสไตล์นี้ไม่เพียงแต่ให้ความรู้ทางเทคนิค แต่ยังปลูกฝังการคิดวิเคราะห์เชิงระบบ และความภูมิใจในฐานะ “นักสร้าง” ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ตลาดแรงงานเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังมองหา Workshop 5 Success ครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าแค่กิจกรรมเสริมหลักสูตร แต่เป็นก้าวสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นว่าที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต เราสร้างบัณฑิตที่พร้อมจะเปลี่ยนโลกด้วยเทคโนโลยี และเปลี่ยนจินตนาการให้กลายเป็นความจริงที่จับต้องได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top