Saturday, 17 October 2026
NEWS

จากเด็กไทยสู่เวทีโลก ‘เนเน่ รอยัล’ ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ ชี้โอกาสทุนการศึกษาต่อเนื่อง ร่วม True สร้างระบบสนับสนุนคนเก่งไทยวัยรุ่น เปลี่ยน Talent เป็น Global Asset สู่ระดับโลก เปิดแนวคิดลงทุน "Talent Capital" อย่างยั่งยืน

เจ้าสัวธนินท์มองเห็นอะไรใน ‘เนเน่ รอยัล’

เมื่อการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด อาจไม่ใช่ธุรกิจ แต่คือ “คน” เรื่องของ “เนเน่ รอยัล” หรือ แพรว–รัตติกานต์ อำลอย เด็กสาวไทยวัย 16 ปี ที่ก้าวขึ้นไปแสดงความสามารถบนเวที America’s Got Talent 2026 อาจดูเผิน ๆ เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวของเด็กไทยเก่งที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทใหญ่

แต่ถ้ามองลึกลงไปอีกนิดเรื่องนี้อาจกำลังสะท้อน “วิธีคิด” ของนักธุรกิจคนหนึ่งที่ใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างธุรกิจจากร้านขายเมล็ดพันธุ์ จนกลายเป็นเครือธุรกิจขนาดใหญ่ระดับโลก คนนั้นคือ “ธนินท์ เจียรวนนท์”

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าทำไมเจ้าสัวธนินท์ถึงสนับสนุนเนเน่?

แต่อาจต้องถามใหม่ว่า “เจ้าสัวกำลังมองเห็นอะไรในเด็กคนนี้?” ไม่ได้มองเห็นแค่ “เด็กเก่ง” แต่มองเห็น “ของดีที่พร้อมโต” ก่อนหน้าที่เรื่องราวของเนเน่จะได้รับความสนใจในวงกว้าง True Corporation ได้เข้าไปเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการรายแรกของเนเน่ในการเดินทางไปแข่งขัน America’s Got Talent 2026 โดย True ระบุแนวคิดไว้ชัดเจนว่า นอกจากพรสวรรค์แล้ว “โอกาสและแรงสนับสนุน” คือพลังสำคัญที่ช่วยให้เด็กไทยไปได้ไกลขึ้น

ต่อมา วันที่ 6 กันยายน 2569 ศุภชัย เจียรวนนท์ ร่วมกับ True และมูลนิธิปลูกปัญญา ประกาศมอบ “ทุนการศึกษา เนเน่ รอยัล” อย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนเยาวชนไทยที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ

หากมองด้วยสายตาธุรกิจ นี่น่าสนใจมากเพราะเนเน่ไม่ใช่เด็กที่มีคนมาหยิบขึ้นมาสร้างตั้งแต่ศูนย์

-เธอมี Talent

-เธอฝึกฝน

-เธอเดินทางไปแข่งขัน

-เธอพิสูจน์ตัวเองต่อผู้ชมต่างประเทศ

พูดภาษาธุรกิจง่าย ๆ คือ ตลาดเริ่มบอกแล้วว่า “ของชิ้นนี้มีศักยภาพ” หน้าที่ของคนที่มีทุนและเครือข่าย จึงไม่จำเป็นต้องกลับไปเริ่มต้นสร้างใหม่ทั้งหมด แต่คือ ทำอย่างไรให้สิ่งที่ดีอยู่แล้ว โตได้เร็วกว่าเดิม และนี่อาจเป็นวิธีคิดที่ธนินท์ เจียรวนนท์ คุ้นเคยมาทั้งชีวิต

คำถามหนึ่งของเจ้าสัว บอกอะไรได้มาก

“นิค วิเชียร ฤกษ์ไพศาล” คนทำงานวงการเพลงมายาวนาน เล่าถึงโอกาสที่ได้พูดคุยกับธนินท์ เจียรวนนท์ เป็นเวลาราว 2-3 ชั่วโมง เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ เจ้าสัวธนินท์ไม่ได้เพียงถามสารทุกข์สุกดิบของศิลปิน แต่สนใจถึงการเปลี่ยนแปลงของวงการบันเทิงยุค Social Media และ TikTok

ที่สำคัญคือ เขาตั้งคำถามว่า

จะทำอย่างไรให้ศิลปินประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้นและพร้อมที่จะให้การสนับสนุน โดยฝากแนวคิดเรื่องความทุ่มเท ความต่อเนื่อง และความอดทนไว้กับศิลปินรุ่นใหม่ด้วย ลองคิดดูดี ๆ คำถามนี้ไม่ใช่คำถามของ “ผู้บริจาค” แต่เป็นคำถามแบบเดียวกับที่นักธุรกิจถามกับกิจการหนึ่งว่า “ของดีอยู่แล้ว แล้วเราจะทำให้มัน Scale ได้อย่างไร?”

นี่จึงอาจเป็นหัวใจของเรื่องทั้งหมด จาก Venture Capital สู่ “Talent Capital” เวลา Startup รายหนึ่งมีเทคโนโลยีดี มีทีมดี และเริ่มมีลูกค้านักลงทุน Venture Capital ไม่ได้เข้าไปคิดสินค้าให้ใหม่ตั้งแต่ต้น

-เขาเติม

-เงินทุน

-Connection

-ความรู้

-ตลาด

-Technology

และ Network

เพื่อให้บริษัทที่น่าจะใช้เวลา 10 ปีในการเติบโต อาจโตได้ใน 3-5 ปี แล้วถ้าเราเปลี่ยนคำว่า Startup เป็น “คน” ล่ะ? เด็กคนหนึ่งมี Talent ทำไมเราจะสร้างระบบแบบเดียวกันไม่ได้?

**Talent

+ Capital

+ Media

+ Network

+ Technology

+ Opportunity

= Global Talent**

นี่อาจเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและถ้ามองแบบนี้ สิ่งที่ CP หรือ True สนับสนุนเนเน่จึงไม่ใช่เพียง Sponsorship แต่มันใกล้เคียงกับการทำหน้าที่เป็น “Talent Accelerator” หรือในภาษาธุรกิจอาจเรียกได้ว่า Talent Capital สิ่งที่น่าสนใจคือ นี่ไม่ได้เกิดกับเนเน่คนเดียว ใน True Academy Fantasia 2026 ผู้สมัครที่ไม่ได้ผ่านเข้าสู่ 12 คนสุดท้ายถึง 84 คน ได้รับทุนการศึกษาคนละ 50,000 บาท รวม 4.2 ล้านบาท จากศุภชัย เจียรวนนท์

เดือนกันยายน 2569 True ยังเดินหน้าเปิด “The Voice TRUEgether” ซึ่งรวม The Voice Thailand, The Voice Celebrity และครั้งแรกกับ The Voice Teens สำหรับเยาวชนอายุ 13-19 ปี อีกด้วย

เมื่อเอาเรื่องเหล่านี้มาต่อกันภาพเริ่มเปลี่ยนจาก “บริษัทสนับสนุนรายการบันเทิง” เป็น “บริษัทกำลังสร้างระบบค้นหาและพัฒนา Talent” และยิ่งน่าสนใจเมื่อย้อนกลับไปดูว่า CP ให้ความสำคัญกับเรื่อง “สร้างคน” มานานแล้ว ในโอกาสครบรอบ 100 ปีของเครือ CP ธนินท์ยังพูดถึงภารกิจของตัวเองในการสร้างคนและปรับองค์กรให้พร้อมกับโลกยุคใหม่ โดยมองไปถึงการขยายธุรกิจระดับโลกในอีก 100 ปีข้างหน้า

ดังนั้นเรื่องเนเน่อาจเป็นเพียง “ภาพเล็ก” ของความคิดที่ใหญ่กว่านั้น ประเทศไทยอาจไม่ได้ขาด Talent

คำถามที่น่าคิดต่อสำหรับประเทศไทยคือตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เรามักพูดว่า “เด็กไทยเก่ง” “คนไทยมีความสามารถ” “เด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” แต่เมื่อมีเด็กเก่งเกิดขึ้นจริง เรามีระบบอะไรช่วยเขาบ้าง?

เด็กบางคนร้องเพลงเก่ง บางคนเล่นกีฬาเก่ง บางคนเขียนโปรแกรมเก่ง บางคนวาดรูปเก่ง บางคนคิดธุรกิจเก่ง บางคนสร้าง Content เก่ง แต่กว่าจะถูกค้นพบ อาจต้องดิ้นรนด้วยตัวเองเป็นสิบปี บางคนเลิกเสียก่อน บางคนไม่มีเงิน บางคนไม่มี Connection บางคนไม่รู้ว่าจะเดินทางต่ออย่างไร สุดท้ายประเทศไทยจึงอาจไม่ได้มีปัญหาเรื่อง “ไม่มีคนเก่ง” แต่มีปัญหาว่า “เรามองเห็นคนเก่งช้าเกินไป” และเมื่อเห็นแล้ว “เราเร่งให้เขาโตไม่เป็น”

สิ่งที่เจ้าสัวอาจกำลังเห็น

หากอ่านจากสิ่งที่ธนินท์ เจียรวนนท์ สนใจและตั้งคำถามกับคนในวงการบันเทิง ผนวกกับการเคลื่อนไหวของธุรกิจในเครือ สิ่งหนึ่งที่พอจะตีความได้คือคนเก่งหนึ่งคนอาจมีมูลค่าต่อประเทศมากกว่าที่เราเคยคิด

ในอดีต เวลาเราพูดถึงทรัพย์สินของประเทศ เราคิดถึง ที่ดิน โรงงาน น้ำมัน แร่ธาตุ เครื่องจักร แต่เศรษฐกิจใหม่มีสินทรัพย์อีกประเภทหนึ่งที่จับต้องไม่ได้ นั่นคือ

-Talent

-Creativity

-Intellectual Property

-Content

-Brand

และ Attention

ศิลปินหนึ่งคนอาจขายเพลงให้คนทั่วโลก นักกีฬาเพียงคนเดียวอาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศมหาศาล Creator คนหนึ่งอาจมีผู้ติดตามมากกว่าสถานีโทรทัศน์ทั้งสถานี นี่คือเศรษฐกิจที่ “คนหนึ่งคน” สามารถกลายเป็น Global Asset ได้

เจ้าสัวอาจไม่ได้กำลัง “ให้ปลา” มีคำพูดคลาสสิกว่า ให้ปลาใครกิน เขาอิ่มหนึ่งวันสอนเขาจับปลา เขาอิ่มไปตลอดชีวิตแต่ในโลกปัจจุบันอาจมีขั้นที่สาม คือ เจอคนที่จับปลาเก่งอยู่แล้ว แล้วเอาเรือ เครื่องมือ เทคโนโลยี เงินทุน และตลาดโลกให้เขา จากคนจับปลาเก่งคนหนึ่ง เขาอาจสร้างอุตสาหกรรมขึ้นมาได้

นี่ต่างหากอาจเป็นบทเรียนจากเรื่องของเนเน่

และนี่อาจเป็นสิ่งที่ “เจ้าสัวไทย” คนอื่นทำได้เช่นกัน ลองจินตนาการว่าประเทศไทยมีนักธุรกิจและบริษัทขนาดใหญ่ 100 ราย ถ้าแต่ละรายไม่ได้ทำ CSR เพียงการแจกทุนทั่วไป แต่เลือกค้นหาเด็กหรือคนไทยที่มีศักยภาพจริง ๆ บริษัทละ 10 คน เท่ากับประเทศไทยจะมี Talent 1,000 คน ที่ได้รับ ทุน Mentor Network Media Technology และตลาด

บางคนอาจไม่สำเร็จแต่นั่นเป็นธรรมชาติของการลงทุนถ้ามีเพียง 5% ก้าวขึ้นเป็น Global Talent ประเทศไทยก็จะได้คนระดับโลกถึง 50 คน และบางทีนี่อาจสร้างผลตอบแทนต่อประเทศมากกว่าโครงการประชาสัมพันธ์จำนวนมากเสียอีก

จาก “ทุนการศึกษา” สู่ “ทุนสร้างคน” สิ่งที่น่าคิดต่อที่สุดจากเรื่องธนินท์–เนเน่ จึงอาจไม่ใช่จำนวนเงินที่สนับสนุน แต่คือ “วิธีคิด” เราเคยชินกับการให้ทุนเพื่อให้เด็กเรียน แต่โลกใหม่อาจต้องมีทุนอีกประเภทหนึ่งทุนเพื่อทำให้คนเก่ง ไปได้ไกลที่สุดเท่าที่ศักยภาพของเขาจะพาไป เด็กเรียนเก่ง ส่งไปมหาวิทยาลัยระดับโลกเด็กเทคโนโลยี ส่งเข้าห้อง Lab ระดับโลก นักกีฬา ส่งไป Academy ระดับโลก

Creator ให้ทุนสร้าง Content ระดับโลก นักดนตรี ให้ Producer และ Network ระดับโลกนักธุรกิจรุ่นใหม่ ให้ Capital และ Mentor ระดับโลกเพราะสุดท้ายแล้ว ประเทศที่มีคนเก่งมากที่สุด อาจไม่ใช่ประเทศที่เกิดคนเก่งมากที่สุด แต่อาจเป็น ประเทศที่มองเห็นคนเก่งเร็วที่สุด และสร้างระบบให้คนเหล่านั้นเติบโตได้ดีที่สุด

เรื่องของ “เนเน่ รอยัล” จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของเด็กหญิงคนหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนจากเจ้าสัวใหญ่แต่มันกำลังโยนคำถามที่ใหญ่กว่านั้นกลับมายังประเทศไทยว่า ถ้าเรามีคนเก่งอยู่เต็มประเทศแล้ว

เรามี “ระบบ” ที่ดีพอที่จะทำให้เขาไปถึงระดับโลกหรือยัง? และบางที นี่อาจเป็นสิ่งที่นักธุรกิจวัยเก๋าอย่างธนินท์ เจียรวนนท์ มองเห็นก่อนคนอื่นอีกครั้ง เพราะตลอดชีวิตของนักธุรกิจ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการรู้ว่า

“อะไรดี” แต่คือการมองให้ออกว่า “อะไรดี แล้วถ้าเราเติมสิ่งที่ขาดเข้าไป มันจะโตได้อีกแค่ไหน”

วันนี้สิ่งนั้นอาจไม่ใช่ไก่ ไม่ใช่เมล็ดพันธุ์ ไม่ใช่ร้านสะดวกซื้อ และไม่ใช่โทรคมนาคม แต่อาจเป็นสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด “คน” และหากประเทศไทยเริ่มมอง “คนเก่ง” เป็นการลงทุนระยะยาวของประเทศอย่างจริงจัง เรื่องของเนเน่ อาจไม่ได้สร้างเพียงศิลปินระดับโลกหนึ่งคน แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของวิธีคิดใหม่ว่า

“อย่ารอให้คนไทยเก่งไปถึงโลกด้วยตัวเอง ถ้าเรามีพลังพอ ก็ควรช่วยส่งเขาไปให้ถึง”

THE STATES TIMES

8 กันยายน 2482 รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลย์สงคราม ออกประกาศ ให้คนเคารพธงชาติและเพลงสรรเสริญพระบารมี กำหนดให้ประชาชนเคารพธงชาติ เน้นความสำคัญของเพลงชาติและเพลงสรรเสริญ

รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลย์สงคราม ได้ออกประกาศให้คนเคารพธงชาติและเพลงสรรเสริญพระบารมี ชี้ สิ่งเป็นสิ่งสำคัญประจำชาติพึงได้รับการเชิดชูเคารพ

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรัฐนิยมฉะบับที่ 4 เรื่องการเคารพ ธงชาติ, เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี ลงวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2482 มีเนื้อหาใจความว่า (หัวข้อประกาศและเนื้อหาในประกาศสะกดตามต้นฉบับ)

“ด้วยรัฐบาลได้พิจารณาเห็นว่า ธงชาติ เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นสิ่งสำคัญประจำชาติพึงได้รับการเชิดชูเคารพของชาวไทยทั้งมวล จึงประกาศเป็นรัฐนิยมไว้ดังต่อไปนี้

๑. เมื่อได้เห็นการชักธงชาติขึ้นรือลงจากเสาประจำสถานที่ราชการตามเวลาปกติ หรือได้ยินเสียงแตรเดี่ยวหรือนกหวีดเป่าคำนับหรือให้อาณัติสัญญาณการชักธงชาติขึ้นหรือลง ให้แสดงความเคารพโดยปฏิบัติตามระเบียบเครื่องแบบหรือตามประเพณีนิยม

๒. เมื่อได้เห็นธงไชยเฉลิมพล ธงเรือรบ ธงประจำกองยุวชนทหาร หรือธงประจำกองลูกเสือ ซึ่งทางการเชิญผ่านมาหรืออยู่กับที่ประจำแถวทหาร หรือหน่วยยุวชน หรือลูกเสือ ให้แสดงความเคารพโดยปฏิบัติตามระเบียบเครื่องแบบ หรือตามประเพณีนิยม

๓. เมื่อได้ยินเพลงชาติ ซึ่งทางราชการบรรเลงในราชการก็ดี ซึ่งบุคคลบรรเลงในงานพิธีอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี ให้ผู้ที่ร่วมงานหรือที่อยู่ในวงงานนั้นแสดงความเคารพโดยปฏิบัติตามระเบียบเครื่องแบบหรือตามประเพณีนิยม

๔. เมื่อได้ยินเพลงสรรเสริญพระบารมี ซึ่งทางราชการบรรเลงในราชการก็ดี ซึ่งบุคคลบรรเลงในโรงมหรสพหรือในงานสโมสรใด ๆ ก็ดี ให้ผู้ที่ร่วมงาน หรือที่อยู่ในวงงาน หรือในโรงมหรสพนั้นแสดงความเคารพ โดยปฏิบัติตามระเบียบเครื่องแบบหรือตามประเพณีนิยม

๕. เมื่อได้เห็นผู้ใดไม่แสดงความเคารพดังกล่าวในข้อ ๑–๒–๓ และ ๔ นั้น พึงช่วยกันตักเตือนชี้แจงให้เห็นความสำคัญแห่งการเคารพธงชาติ เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี
ประกาศมา ณ วันที่ ๘ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๒

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_952

PEA ก้าวสู่อนาคต!! ครบรอบ 66 ปีแห่งความไว้วางใจ เน้นเทคโนโลยี AI และพลังงานสะอาด ขยายระบบไฟฟ้าครอบคลุมทั่วประเทศ เตรียมพร้อมตลาดไฟฟ้ายุคใหม่อย่างยั่งยืน

PEA ครบรอบ 66 ปี แห่งความไว้วางใจ ประกาศก้าวใหม่ “Powering Every Life” ขับเคลื่อนพลังงานไทยสู่อนาคต

วันที่ 7 กันยายน 2569 นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นประธานการแถลงข่าวเนื่องในโอกาสวันสถาปนาการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ครบรอบ 66 ปี ภายใต้แนวคิด “66 ปี แห่งความไว้วางใจ กฟภ. เติมพลังให้ทุกชีวิต” (66 Years of Trust PEA Powering Every Life) ณ สำนักงานใหญ่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยมีคณะผู้บริหาร พนักงาน และสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน

ตลอด 66 ปี PEA ทำหน้าที่จัดหาและให้บริการไฟฟ้าแก่ประชาชน พร้อมสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและสังคม ปัจจุบันกำลังก้าวสู่บทบาท “ผู้ให้บริการพลังงานแห่งอนาคต” ด้วยการผสานเทคโนโลยีดิจิทัล AI นวัตกรรม และพลังงานสะอาด เพื่อยกระดับระบบไฟฟ้าและบริการให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของภาคพลังงาน

ยกระดับโครงข่าย รับ Energy Transition

PEA ยกระดับระบบจำหน่ายสู่ Smart Grid และ Grid Modernization เพื่อรองรับ Solar Rooftop รถยนต์ไฟฟ้า (EV) Data Center และพลังงานหมุนเวียน โดยนำ Smart Meter และระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) มาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารโครงข่าย รวมถึงเตรียมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Direct PPA และการเชื่อมต่อพลังงานสะอาด

“AI GOES” ยกระดับการทำงานและบริการ

PEA นำ AI มาประยุกต์ใช้ภายใต้แนวคิด “AI GOES” ครอบคลุมการบริหารโครงข่าย การปฏิบัติงาน การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาธุรกิจ และบริการประชาชน เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดขั้นตอน และยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการ

ไฟฟ้าต้องเข้าถึงทุกคน

PEA ขยายระบบไฟฟ้าให้ครอบคลุมครัวเรือนและพื้นที่ทำกิน สนับสนุนคุณภาพชีวิตและโอกาสทางเศรษฐกิจ สำหรับพื้นที่ห่างไกลใช้ Solar Energy ร่วมกับ BESS เป็นทางเลือกในการจัดหาไฟฟ้า เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงพลังงานอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

เตรียมระบบสำหรับตลาดไฟฟ้ายุคใหม่

PEA พัฒนา Energy Trading Platform (ETP) และ TPA Platform เพื่อรองรับการซื้อขายพลังงานสะอาดและการใช้โครงข่ายในรูปแบบใหม่ โดยคำนึงถึงความโปร่งใส เป็นธรรม และประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้า

บริการดิจิทัล สะดวกในทุกขั้นตอน

PEA Smart Plus และ PEA e-Service ช่วยให้ผู้ใช้ไฟฟ้าจัดการบริการได้ง่ายผ่านช่องทางดิจิทัล ตั้งแต่ชำระค่าไฟ ยื่นคำร้อง ตรวจสอบการใช้ไฟฟ้า รับ e-Bill/e-Receipt การแจ้งเตือน ตลอดจนบริการด้าน Solar Rooftop และยานยนต์ไฟฟ้า

สู่ “Sustainable Energy Utility for ALL”

PEA วางเป้าหมายจาก Digital and Green Grid สู่ Smart Energy Solution และ “Sustainable Energy Utility for ALL” มุ่งสร้างระบบพลังงานที่มั่นคง สะอาด มีประสิทธิภาพ และเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรม พร้อมสนับสนุนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

66 ปีแห่งความไว้วางใจ คือรากฐานของก้าวต่อไป

PEA จะต่อยอดความไว้วางใจที่ได้รับจากประชาชน ด้วยเทคโนโลยี Smart Grid, AI พลังงานสะอาด และนวัตกรรม เพื่อให้พลังงานไฟฟ้าเป็นมากกว่าความสว่าง แต่เป็นพลังที่สร้างโอกาส ยกระดับคุณภาพชีวิต และเสริมศักยภาพเศรษฐกิจไทย

66 Years of Trust.
PEA Powering Every Life.

ข่าว/ภาพ: กองสื่อสารภาพลักษณ์องค์กร

ตร.ภูเก็ต ชี้พื้นที่ส่วนตัว ไม่ต้องขออนุญาต!! เตรียมกำลัง 50 นาย ดูแลเทศกาลปีใหม่ชาวยิวป่าตอง ย้ำจัดในพื้นที่ส่วนตัวและต้องปฏิบัติตาม เบื้องต้นไม่มีนัดหมายต่อต้าน ตำรวจย้ำผู้ร่วมงานต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

ผู้การภูเก็ต สุดยอด เตรียมกำลัง ตร. 50 นาย ดูแลงานใหญ่ยิวป่าตอง แจงจัดในพื้นที่ส่วนตัวไม่ต้องขออนุญาต

ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมดูแลความปลอดภัยงานเทศกาลปีใหม่ของชาวยิว หลังตัวแทน “ชาบัด ป่าตอง” ประสานขอกำลังเจ้าหน้าที่เข้าดูแลการจัดกิจกรรมจำนวน 2 จุด มีผู้เข้าร่วมรวมประมาณ 1,000 คน

เบื้องต้นตำรวจเตรียมกำลังประมาณ 50 นาย กระจายดูแลความปลอดภัยทั้งภายในบริเวณงานและพื้นที่โดยรอบ รวมถึงอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและเฝ้าระวังเหตุที่อาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อย

ผู้การฯ ภูเก็ตชี้แจงว่า กิจกรรมจัดขึ้นภายในพื้นที่ส่วนบุคคล จึงไม่เข้าข่ายต้องยื่นขออนุญาตจัดงานในพื้นที่สาธารณะ อย่างไรก็ตาม ผู้จัดได้ประสานตำรวจเพื่อขอกำลังดูแลความปลอดภัยไว้แล้ว

ส่วนกระแสคัดค้านในพื้นที่ จากรายงานด้านการข่าวขณะนี้ยังไม่พบการนัดหมายรวมตัวต่อต้านอย่างเป็นทางการ แต่ตำรวจจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำว่าผู้จัดงานและผู้เข้าร่วมต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1598904058934219&id=100064439212441&rdid=de44huka6HLo4QQQ#

‘อนุทิน’ เซ็นเนรเทศชาวฝรั่งเศส รายที่ 2!! นายกฯ ลงนามคำสั่งเนรเทศ ผู้ต้องหา คดีข่มขู่-ทำร้ายร่างกาย ศาลเกาะสมุยพิพากษาผิดชัดเจน มีสิทธิอุทธรณ์ภายใน 7 วัน

อนุทิน เซ็นคำสั่งเนรเทศ รายที่ 2 ไล่ชาวฝรั่งเศส หลังศาลเกาะสมุยพิพากษาผิดจริง คดีข่มขู่ทำร้ายร่างกาย ชี้พฤติการณ์เป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อย มีสิทธิอุทธรณ์ภายใน 7 วัน

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 2354/2569 เรื่อง เนรเทศ นายเควิน ดิมิโน (MR. KEVIN DIMINO) ออกไปนอกราชอาณาจักร

ด้วยปรากฏว่า นายเควิน ดิมิโน สัญชาติฝรั่งเศส มีพฤติกรรมข่มขู่ คุกคาม ทำร้ายร่างกาย ก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น สร้างความแตกแยกทางเชื้อชาติและศาสนา รวมถึงในหมู่นักท่องเที่ยวอย่างรุนแรง ทั้งยังมีพฤติกรรมคึกคะนองอันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่นอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย

ประกอบกับศาลจังหวัดเกาะสมุยมีคำพิพากษาว่า นายเควิน ดิมิโน มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), ( และมาตรา 158/1 วรรคสอง พิพากษาปรับ 10,000 บาท

จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 5,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 พร้อมริบของกลาง

พฤติกรรมดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี และความผาสุกของประชาชน จึงมีความจำเป็นต้องเนรเทศออกนอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ. 2499
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ. 2499 ประกอบกับข้อ 4 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจึงมีคำสั่งเนรเทศ นายเควิน ดิมิโน สัญชาติฝรั่งเศส ออกไปนอกราชอาณาจักร

อนึ่ง หาก นายเควิน ดิมิโน ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้ มีสิทธิอุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งเนรเทศ หรือขอมิให้ส่งตัวออกไปนอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ. 2499 ภายใน 7 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งนี้

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2157360075159734&set=gm.1393840436237646&idorvanity=849053944049634

คำพิพากษาจุดกระแสโซเชียล!! ศาลชี้หน้าบ้านนอกรั้วคือพื้นที่ส่วนกลาง หมู่บ้านจัดสรรห้ามจอดรถกีดขวางสิทธิผู้อื่น จอดรถกีดขวาง ผิดกฎหมาย นิติบุคคลหมู่บ้านต้องบังคับกฎจอดรถจริงจัง

หน้าบ้านตัวเองก็จอดไม่ได้ ทนายความ เผย ศาลชี้ชัด พื้นที่นอกรั้วบ้านในหมู่บ้านจัดสรร ถือเป็นพื้นที่ส่วนกลาง ห้ามจอดรถกีดขวาง จุดกระแสถกเถียงสนั่นโซเชียล

วันนี้ (6 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก “ทนายความ สกุลเพชรวงศ์” เผยแพร่คำพิพากษาคดี จอดรถยนต์ บนถนนหมู่บ้าน ใจความว่า

ศาลมีคำพิพากษา ว่า จำเลยนำรถยนต์มาจอดบริเวณหน้าบ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนกลาง และพื้นที่นอกรั้วบ้านถือเป็นพื้นที่ส่วนกลาง มีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน จำเลยจะใช้พื้นที่ส่วนกลางโดยไม่คำนึงสิทธิของผู้อื่นไม่ได้ อันเป็นการใช้สิทธิให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น ห้ามจำเลยนำรถยนต์มาจอดกั้นขวางพื้นที่ส่วนกลาง และชำระค่าเสียหาย 1,500 บาท

ภายหลังเรื่องดังกล่าวถูกเผยแพร่ มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่สะท้อนปัญหาการจอดรถหน้าบ้านในหมู่บ้านจัดสรร พร้อมตั้งคำถามถึงการบังคับใช้กฎระเบียบของนิติบุคคลหมู่บ้าน

บางรายระบุว่า กำลังประสบปัญหากับนิติบุคคลหมู่บ้าน เนื่องจากมีกฎระเบียบเป็นลายลักษณ์อักษรห้ามลูกบ้านจอดรถหน้าบ้าน แต่เพื่อนบ้านยังคงนำรถมาจอดเป็นประจำ จนทำให้เข้า-ออกบ้านลำบาก และเคยเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนมาแล้ว พร้อมสอบถามว่าสามารถดำเนินคดีกับนิติบุคคลและลูกบ้านที่ฝ่าฝืนได้หรือไม่

ขณะที่อีกหลายรายเห็นด้วยกับคำพิพากษา โดยระบุว่า ก่อนซื้อบ้านฝ่ายขายมักแจ้งว่าพื้นที่หน้าบ้านไม่สามารถใช้เป็นที่จอดรถได้ แต่กลับไม่สามารถบังคับใช้กฎกับลูกบ้านบางรายที่นำรถมาจอดหน้าบ้านหรือบริเวณสวนสาธารณะได้

นอกจากนี้ ยังมีผู้แสดงความคิดเห็นว่า “กฎระเบียบของหมู่บ้านจัดสรรสร้างวินัยให้สังคมดีขึ้น” และมองว่า คำพิพากษาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบ ขณะที่บางรายตั้งข้อสังเกตถึงลูกบ้านที่อ้างว่า “จ่ายค่าส่วนกลางแล้ว ทำไมจะจอดหน้าบ้านตัวเองไม่ได้” พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพสิทธิในการใช้พื้นที่ส่วนกลางร่วมกัน

ที่มา : https://mgronline.com/crime/detail/9690000087388

‘วุฒิศักดิ์’ ถูกถกเรื่องกฎหมาย!! รักษาการ 4 ปี สะเทือนธรรมาภิบาล ม.รามฯ ถูกจี้เปิดมติแต่งตั้ง–ฐานกฎหมายให้ชัด กรอบเวลา 6 เดือนชัดเจน สังคมรอคำตอบจากมหาวิทยาลัย

ตอบคำถาม “วุฒิศักดิ์” รักษาการอธิการบดี ม.รามฯ ยาวนาน ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

”วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์“ รักษาการอธิการบดี ม.รามคำแหงนาน 4 ปี น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย?
เรามาเปิดกฎหมายแม่บท-คำวินิจฉัยกฤษฎีกา มัดกรอบ 6 เดือนมีอยู่จริง

เรื่องของ “รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง” ไม่ควรจบลงง่าย ๆ ด้วยคำว่า ทำได้หรือทำไม่ได้ แต่ต้องย้อนกลับไปดูว่า กฎหมายให้อำนาจไว้แค่ไหน และให้อำนาจนั้นมี “วันหมดอายุ” หรือไม่

กรณี ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรักษาราชการแทนอธิการบดี ม.รามคำแหงต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี จึงเกิดคำถามใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า

“รักษาการ” ตามกฎหมาย หมายถึงการรักษาการชั่วคราวระหว่างรออธิการบดีตัวจริง หรือสามารถรักษาการต่อเนื่องไปได้เรื่อย ๆ จนกลายเป็นสภาพปกติ?

เมื่อเปิดกฎหมายแม่บทและเอกสารทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กลับพบว่าประเด็น “กรอบเวลา 6 เดือน” ไม่ใช่เรื่องที่ลอยมาจากอากาศ หากแต่มีฐานทางกฎหมายให้หยิบขึ้นมาตั้งคำถามอย่างจริงจังได้

พ.ร.บ.ปี 2514 วันนี้ใช้ไม่ได้แล้ว ถูกยกเลิกไปโดย พรบ.มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 2541

ประเด็นแรกต้องเคลียร์กันให้ชัดเสียก่อน การอ้าง พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ.2514 เพื่ออธิบายสถานะในปัจจุบัน อาจทำให้เข้าใจผิด เพราะกฎหมายฉบับดังกล่าวถูกยกเลิกแล้ว โดยมาตรา 3 (1) แห่ง พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน

ดังนั้น ถ้าจะวัดว่าการรักษาราชการแทนอธิการบดีในวันนี้ทำได้แค่ไหน ต้องกลับมาดู พ.ร.บ.2541 เป็นหลัก
และตรงนี้เองที่เรื่องเริ่มน่าสนใจ มาตรา 25 โยงตรงไปมาตรา 39

พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ.2541 มาตรา 25 วรรคสอง วางกลไกไว้ว่า ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี สภามหาวิทยาลัยสามารถแต่งตั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัยที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด ให้เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีได้

แต่กฎหมายไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น ท้ายมาตรา 25 วรรคสอง ยังระบุให้นำ มาตรา 39 วรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม

แล้วมาตรา 39 วรรคสองว่าอย่างไร? ใจความสำคัญอยู่ที่การกำหนดว่า การรักษาราชการแทนในตำแหน่งอื่นนั้น “ต้องไม่เกินหกเดือน”

นี่จึงเป็นจุดที่ต้องจับตา
เพราะหากคำว่า “โดยอนุโลม” หมายถึงการนำหลักเกณฑ์ดังกล่าวมาปรับใช้กับกรณีที่ใกล้เคียงกัน กรอบเวลา 6 เดือนก็ย่อมเป็นข้อจำกัดที่ต้องนำมาพิจารณากับการรักษาราชการแทนอธิการบดีด้วย

คำถามจึงไม่ได้อยู่แค่ว่า
“สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจแต่งตั้งรักษาการหรือไม่?”แต่ต้องถามต่อว่า
“อำนาจนั้นมีขอบเขตแค่ไหน และเมื่อครบกำหนดแล้วสามารถตั้งคนเดิมต่อได้หรือไม่?”

สองคำถามนี้ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญกฤษฎีกาเคยวางหลักไว้แล้ว

เรื่องนี้ยิ่งน่าสนใจเมื่อพบว่า ปัญหาการรักษาราชการแทนที่ลากยาว ไม่ใช่เรื่องใหม่

มีความเห็นของ คณะกรรมการกฤษฎีกา ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาลักษณะดังกล่าว ได้แก่ เรื่องที่ 716/2552 และ 670/2553

สาระสำคัญของแนววินิจฉัยที่ถูกหยิบมาอ้าง คือ การรักษาราชการแทนมีลักษณะเป็น มาตรการชั่วคราว เพื่อไม่ให้การบริหารราชการเกิดสุญญากาศ ระหว่างรอการแต่งตั้งเลือกตั้งแต่งตั้งหรือสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งตัวจริง

และเมื่อกฎหมายกำหนดระยะเวลาไว้ ระยะเวลาดังกล่าวย่อมมีความหมาย
ไม่ใช่กำหนดไว้เพื่อให้รู้สึกว่า “ประมาณ ๆ หกเดือนก็แล้วกัน”

ที่สำคัญคือ แนวคิดเรื่องการตั้งบุคคลเดิมให้รักษาการซ้ำ ๆ เพื่อให้การรักษาการดำเนินต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด ย่อมต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง เพราะอาจทำให้ สถานะชั่วคราวกลายเป็นสถานะถาวรในทางปฏิบัติ

ตรงนี้แหละที่เป็นหัวใจของเรื่อง ถ้า 6 เดือนคือกรอบ แล้ว 4 ปีคืออะไร?

เมื่อกลับมามองกรณี ม.รามคำแหง จึงเกิดคำถามที่ชาวรามฯ และสังคมควรได้รับคำตอบอย่างตรงไปตรงมาหากกฎหมายกำหนดกลไกการรักษาราชการแทนไว้เพื่อแก้ปัญหาชั่วคราว หากกฎหมายมีการโยงไปยังมาตรา 39 วรรคสอง ซึ่งกำหนดกรอบเวลาไม่เกิน 6 เดือน

หากแนวความเห็นของกฤษฎีกาก็ให้ความสำคัญกับหลักการว่า “รักษาการ” ต้องมีจุดสิ้นสุด
แล้วการรักษาการต่อเนื่องหลายปี จะอธิบายด้วยฐานกฎหมายข้อใด?
นี่คือคำถาม ไม่ใช่การตัดสินล่วงหน้าว่าใครผิด

เพราะคำตอบสุดท้ายต้องดูเอกสารจริงด้วยว่า สภามหาวิทยาลัยมีมติแต่งตั้งอย่างไร แต่งตั้งกี่ครั้ง อาศัยบทบัญญัติใด และแต่ละครั้งมีเหตุผลทางกฎหมายรองรับอย่างไร

ยังมี “กฎชั้นรอง” ที่ต้องตอบอีก เรื่องไม่ได้จบเพียง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2541

ยังมีแนวปฏิบัติด้านธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2564 ซึ่งกำหนดกรอบการรักษาการอธิการบดีไว้ที่ 180 วัน และขยายได้อีกครั้งไม่เกิน 90 วัน

ถ้าหลักเกณฑ์นี้นำมาใช้กับกรณีใด กรอบเวลาก็ยิ่งชัดขึ้นไปอีกว่า การรักษาการไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ลากยาวแบบไม่มีเส้นชัย

อีกประเด็นคือ ประกาศ ก.บ.ม. มหาวิทยาลัยรามคำแหง ลงวันที่ 30 กันยายน 2564 ข้อ 9 (6) ที่เกี่ยวข้องกับสถานะของผู้รักษาการและการพ้นจากตำแหน่งเมื่อพ้นจากการเป็นบุคคลในสังกัดมหาวิทยาลัย

ประเด็นนี้จึงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ละเอียดว่า ปัจจุบัน ผศ.วุฒิศักดิ์ มีสถานะเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยในรูปแบบใด มีสัญญาจ้างหรือไม่ และสถานะดังกล่าวสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้หรือไม่

เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ “วุฒิศักดิ์ จะอยู่ต่อหรือไม่”
แต่เป็นเรื่องของ หลักธรรมาภิบาลและหลักนิติธรรมในมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่ที่กฎหมายและกติกาถูกอธิบายอย่างชัดเจนที่สุด ไม่ใช่พื้นที่ที่ปล่อยให้เกิดคำถามว่า ตำแหน่ง “รักษาการ” สามารถยืดออกไปได้อีกกี่ปี

ถ้าทำได้จริง ก็ต้องบอกสังคมให้ชัดว่า อาศัยกฎหมายมาตราไหน

ถ้าตั้งซ้ำได้ ก็ต้องอธิบายว่า อะไรคือฐานอำนาจที่ทำให้ตั้งซ้ำได้โดยไม่ขัดกับกรอบ 6 เดือน
.
และถ้ากฎหมายกำหนดกรอบเวลาไว้จริง ก็ต้องตอบให้ได้ว่า
เหตุใด สภามหาวิทยาลัยจึงไม่ตั้งกรรมการสรรหาอธิการบดีตัวจริง ให้สามารถเดินหน้าให้แล้วเสร็จได้ภายในกรอบเวลาที่กฎหมายวางไว้

สุดท้ายแล้ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่“วุฒิศักดิ์รักษาการมานานแค่ไหน?” แต่คือ“กฎหมายให้อำนาจรักษาการได้นานแค่ไหน?”

และถ้าคำตอบของกฎหมายคือ 6 เดือนจริงหรือไม่

4 ปีที่ผ่านมานั้น ต้องมีคำอธิบายทางกฎหมายที่หนักแน่นกว่าคำว่า “สภามหาวิทยาลัยมีมติ”
เพราะมติของสภาฯ ก็ยังต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย

นี่จึงเป็นเรื่องที่ ม.รามคำแหงควรเปิดเอกสารให้สังคมเห็นกันตรง ๆ มติแต่งตั้งรักษาการทุกครั้งอยู่ที่ไหน? อาศัยกฎหมายมาตราใด? ครบ 6 เดือนแล้วทำอย่างไร? มีการแต่งตั้งซ้ำกี่ครั้ง?
และเหตุใดการสรรหาอธิการบดีตัวจริงจึงยังไม่เกิด

ตอบ 5 คำถามนี้ได้ เรื่อง “รักษาการ 4 ปี” ก็จะไม่ต้องเถียงกันด้วยความรู้สึกอีกต่อไป กระทรวงอุดมศึกษา (อว.) ก็ไม่ควรยิ่งนอนใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น และดำรงอยู่

เพราะสุดท้าย กฎหมายพูดว่าอย่างไร เอกสารก็ต้องตอบอย่างนั้น และทุกองคาพยพต้องรับผิดชอบตามกฎหมายกำหนด

ปคม.รวบอินฟลูเอนเซอร์ดัง ‘บูม แอกซิโอ’ ลวงสาว 17 ถ่ายคลิปลง OnlyFans จับได้บ้านพักย่านพระยาสุเรนทร์ ผู้ต้องหาเผยแพร่คลิปลามกเด็ก3 ปี รายได้เดือนละกว่าแสนบาทจากช่องนี้

รวบหนุ่มอินฟลู คนดัง ลวงสาว 17 ถ่ายสื่อลามก ลง OnlyFans

ตำรวจ ปคม.ร่วมกันจับกุมนายณาญภัทร หรือ “บูม แอกซิโอ” อายุ 32 ปี อินฟลูเอ็นเซอร์ชื่อดัง ข้อหาค้ามนุษย์ด้วยการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการผลิตหรือเผยแพร่วัตถุหรือสื่อลามกเด็กอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี ,ครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเพศสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ส่งต่อซึ่งสื่อลามกอนาจารเด็กแก่ผู้อื่น,เพื่อความประสงค์แห่งการค้า,พรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเสียจากบิดา มารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย

พาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม,กระทำการชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร,นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้

จับได้ที่บ้านพักย่านถนนพระยาสุเรนทร์ 26 แขวงบางชัน เขตคลองสามวา พร้อมยึดของกลางโทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง ,เสื้อผ้าที่ปรากฏในคลิปลามกอนาจาร,สมุดบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ 1 เล่ม
สืบเนื่องจากชุดสืบสวน กก.1 บก.ปคม. ตรวจพบบัญชีชื่อ “บูม แอกซิโอ” หรือ “บูม58″ในแพลตฟอร์มเอ็กซ์(X หรือ Twitter เดิม)มีผู้ติดตามสูงถึง 316,900 ราย โพสต์คลิปวิดีโอการมีเพศสัมพันธ์แบบสั้น ๆเร้าอารมณ์ดึงดูดความสนใจกลุ่มเป้าหมาย ก่อนเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจเข้าถึงฉบับเต็มในแพลตฟอร์ม OnlyFans ที่ปิดการควบคุมการเข้าถึง

จากการสืบสวนพบว่า เจ้าของบัญชี คือ นายณาญภัท มักใช้ห้องพักภายในโรงแรม ย่านลาดพร้าว เป็น “สตูดิโอผลิตสื่อลามก” ถ่ายทำคลิปลามกอนาจาร สร้างคอนเทนต์ ก่อนจะโพสต์เผยแพร่ลงในแพลตฟอร์ม OnlyFans ทุกค่ำวันศุกร์ เดือนละ 4 คลิป ทำมานานกว่า 3 ปี ตั้งแต่ปลายปี 2566 จนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ยังพบว่าช่วงกลางปี 2568 มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอขณะกำลังมีเพศสัมพันธ์กับเด็กหญิงอายุ 17 ปี อันเป็นการแสวงหาผลประโยชน์จำหน่ายสื่อลามกเด็กผ่านช่องทางออนไลน์ มีการเรียกเก็บเงินสมาชิกในการรับชม เข้าข่ายความผิดฐานค้ามนุษย์และการผลิตสื่อลามกเด็ก

พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับและหมายค้น จับกุมและยึดของกลางดังกล่าว สอบสวนรับสารภาพ นำตัวพร้อมของกลางส่งกก.1.บก.ปคม.ดำเนินคดี

จากการตรวจสอบของกลาง มีข้อมูลไฟล์ภาพและคลิปวิดีโอและสื่อลามกอนาจาร ถูกเก็บไว้จำนวนมาก รวมทั้งหลักฐานเงินค่าสมาชิกบนแพลตฟอร์ม OnlyFans พบรายได้จากการผลิตสื่อลามกอนาจารผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าวรวมมูลค่ามากกว่า 3,000,000 บาท เฉลี่ยเดือนละ 1.2.แสนบาท ที่ผ่านมายังคงลงคลิปวิดีโออย่างต่อเนื่องจนกระทั่งถูกจับกุม

‘โอปอล สุชาตา’ ส่งท้ายตำแหน่ง Miss World ในชุดไทยศิวาลัย สีขาวครีม ปักลายสวนแห่งการเติบโต โชว์เอกลักษณ์ไทยอย่างทรงคุณค่า สะกดสายตาเวทีโลก ส่งต่อมงให้สาวจากโดมินิกัน

ไม่เคยทำให้คนไทยผิดหวัง!
‘โอปอล’ สวมชุดไทยศิวาลัย โชว์ความงดงาม ทรงคุณค่า เอกลักษณ์ความเป็นไทยที่ไม่มีชาติใดเหมือน อำลาตำแหน่ง Miss World ส่งมอบ ‘มงฟ้า‘ ให้สาวงามจากโดมินิกัน

เรียกว่านำเสนอความเป็นไทยให้โลกรู้ได้แบบตะโกนสุดๆ สำหรับสาวงามระดับ ‘มงฟ้า’ อย่าง ‘โอปอล สุชาตา ช่วงศรี’ Miss Wolrd 2025 ซึ่งได้อำลาตำแหน่งอย่างเป็นทางการในเวทีการประกวด Miss Wolrd 2026

โดยโอปอลได้สวม ‘ชุดไทยศิวาลัย’ สีขาวครีม ในช่วงการส่งมอบมงกุฎ Miss World ให้กับ Joheirry Mola สาวงามจากสาธารณรัฐโดมินิกัน ซึ่งเรียกได้ว่างดงาม ทรงคุณค่า เป็นการแสดงออกถึงเอกลักษณ์ของความเป็นไทยที่ไม่มีชาติใดเหมือน
สำหรับชุดไทยศิวาลัยนี้ เป็นผลงานการออกแบบจาก ‘วนัช กูตูร์’ ห้องเสื้อชั้นนำของไทย ซึ่งได้ระบุรายละเอียดของชุดว่า

‘ชุดไทยศิวาลัย "The Garden of Purpose"
จากเมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง...สู่วันที่สวนผลิบาน และการส่งต่อมงกุฎ“
สำหรับค่ำคืนแห่งการอำลาตำแหน่ง Miss World 2025 ชุดไทยศิวาลัยสีขาวครีมชุดนี้ได้รับการออกแบบให้เป็นเสมือนบทสรุปของการเดินทางตลอดหนึ่งปี ถ่ายทอดผ่านผ้าไหมยกลำพูนสีขาวครีม ยกดิ้นเงินและดิ้นทอง พร้อมงานปักลวดลายต้นไม้ กิ่งก้านใบไม้ และดอกไม้ที่กำลังผลิบาน

ลวดลายเหล่านี้มีความหมายเชื่อมโยงกลับไปยังช่วงหนึ่งของการประกวด Miss World 2025 เมื่อคุณโอปอลใช้ภาพของ "การดูแลสวน" เป็นอุปมาในการอธิบายถึงการดูแล หล่อเลี้ยง และสร้างการเติบโตอย่างยังยืน

ขณะที่ ดิ้นเงินและดิ้นทองที่เป็นส่วนของผ้าไหมยกดอก ทำหน้าที่เชื่อมสองโลกเข้าด้วยกัน ประกายเงินรับกับความเย็นของคริสตัลและมงกุฎ ส่วนประกายทองนำความอบอุ่นและความวิจิตรแบบไทยเข้ามาประสาน ทำให้ชุดยังคงมีอัตลักษณ์ของชุดไทยศิวาลัย อย่างชัดเจน & เมื่อมงกุฎอยู่บนศีรษะ ประกายสีฟ้าและสีขาวจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงด้านบน แต่ถูกนำลงมาสะท้อนซ้ำผ่านคริสตัลบนตัวชุดราวกับแสงจากมงกุฎค่อย ๆ ไหลลงสู่ผืนผ้า แตกแขนงเป็นกิ่ง ก้าน และผลิบานกลายเป็นดอกไม้ที่งดงามทั่วทั้งตัวชุด
และนี่คือความหมายสำคัญที่สุดของชุด

หากวันแห่งการประกวดคือวันที่เธอหว่านเมล็ดพันธุ์คืนอำลาตำแหน่ง ก็คือวันที่สวนแห่งนั้นผลิบานอย่างสมบูรณ์

Vanus Couture
Desiged by Dr.Sun Soodket‘

ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก Vanus Couture

ที่มา : https://www.facebook.com/100093665827832/posts/964195076712678/?rdid=ZZF74POmn41ILDg3#

DPU เปิดประสบการณ์เรียน จัดกิจกรรมให้เด็กรุ่นใหม่ลองเรียนก่อนเลือกคณะ เสนอโอกาสพัฒนาทักษะสู่อาชีพจริง ร่วมพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญและรุ่นพี่ พร้อมขยายกิจกรรมสู่ต่างจังหวัด

DPU Experience Day เปิดประสบการณ์ Dek70 “ลองก่อนเลือก กับคณะที่ใช่” พร้อมต่อยอดทักษะสู่โลกการทำงานในอนาคต

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดงาน DPU Experience Day ภายใต้แนวคิด “ลองก่อนเลือก รู้ก่อนใคร กับคณะที่ใช่ที่ DPU” เปิดพื้นที่ให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ปวช. และ ปวส. ได้ค้นหาความสนใจและพัฒนาศักยภาพของตนเอง ผ่านการทดลองเรียน และลงมือทำกิจกรรมจริงจากหลากหลายคณะและสาขาวิชา ก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทางการศึกษาต่อเพื่อก้าวเข้าสู่อาชีพในอนาคต

นายธีรพงษ์ สิขเรศตระกูล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด DPU กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของการจัดงานครั้งนี้คือการให้นักเรียน “เข้าใจตัวเองก่อนเลือกคณะ” เพราะต้นทุนที่แพงที่สุดของการเรียนคือเวลา หากเลือกเรียนในสิ่งที่ไม่ตรงกับความสนใจ อาจทำให้เสียโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง ดังนั้นการได้ทดลองสัมผัสประสบการณ์จริง พูดคุยกับอาจารย์ รุ่นพี่ และผู้ที่ทำงานในสายอาชีพนั้น ๆ จะช่วยให้นักเรียนตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ภายในงาน DPU Experience Day

นักเรียนจะได้ออกแบบเส้นทางการค้นหาตัวเองผ่าน 3 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ 1. Conversation of a Lifetime การพูดคุยเพื่อค้นหาความสนใจและศักยภาพของตนเอง 2. Answer of a Lifetime การทำความเข้าใจเส้นทางการเรียนและอาชีพที่ตอบโจทย์ชีวิต และ 3. Journey of a Lifetime การวางแผนอนาคตและต่อยอดไปสู่เป้าหมาย พร้อมเลือกสำรวจเส้นทางการศึกษา 5 กลุ่ม ได้แก่ Innovation-เทคโนโลยีและนวัตกรรม, Social-การพัฒนาสังคม, Global-ภาษา ธุรกิจ และการเชื่อมโยงกับโลกสากล, Creative-ความคิดสร้างสรรค์และการสร้างผลงานจริง และ Wellness-สุขภาพและคุณภาพชีวิต โดยแต่ละกลุ่มเชื่อมโยงไปสู่คณะ สาขาวิชา และตัวอย่างอาชีพในอนาคต เพื่อให้นักเรียนเห็นภาพตั้งแต่ “รู้จักตัวเอง” ไปจนถึง “เลือกเส้นทางอนาคต” ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

โดยในงานมี ดร.อธิษฐ์กร นิยมเดชาธีรฉัตร หรือ ดร.แบท นักจิตวิทยาองค์กร (Positive Psychologist) และ Professional Action Learning Coach คนแรกของประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาภาวะผู้นำ มาช่วยให้นักเรียนสำรวจความสนใจและความชอบของตนเอง ก่อนเข้าสู่กิจกรรมของแต่ละคณะ จากนั้นนักเรียนจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ทั้งการทดลองปฏิบัติงานจริง เวิร์กช็อป พูดคุยกับอาจารย์ รุ่นพี่ และศิษย์เก่าที่ทำงานอยู่ในสายอาชีพต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนเห็นภาพเส้นทางการเรียนและการทำงานอย่างรอบด้าน

ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด DPU กล่าวอีกว่า DPU ให้ความสำคัญกับการเตรียมนักศึกษาให้พร้อมสำหรับตลาดแรงงานในอนาคต โดยบูรณาการ AI เข้ากับการเรียนการสอนในทุกหลักสูตร พร้อมส่งเสริมการทำโครงงานร่วมกันระหว่างนักศึกษาต่างคณะ การฝึกงานกับสถานประกอบการ และการพัฒนาทักษะสำคัญ เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) การทำงานร่วมกับผู้อื่น (Collaboration) และความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น (Empathy) ผ่านศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพ(Potentialigence Center) เพื่อให้นักศึกษารู้จักตนเองและเตรียมพร้อมเข้าสู่โลกการทำงาน

นอกจากนี้ DPU ยังมีความร่วมมือกับบริษัทและองค์กรต่าง ๆ มากกว่า 3,000 แห่ง และจากการเก็บข้อมูลของมหาวิทยาลัย พบว่านักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาประมาณ 95% มีงานทำทันทีหลังจบการศึกษา สะท้อนแนวทางการพัฒนานักศึกษาที่เชื่อมโยงการเรียนกับโลกการทำงานจริง

นายธีรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับ DPU Experience Day จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก มีนักเรียนและอาจารย์แนะแนวจากโรงเรียนต่าง ๆ เข้าร่วมงานมากกว่า 1,000 คน ซึ่งในปีนี้ DPU เตรียมขยายรูปแบบ DPU Experience Day ไปยังต่างจังหวัดเป็นครั้งแรก โดยมีแผนจัดกิจกรรมที่ จ.อุบลราชธานี ในช่วงปลายปี 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนในต่างจังหวัดได้เข้าถึงประสบการณ์การเรียนรู้และทดลองลงมือทำจริง ก่อนขยายไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ต่อไป สำหรับนักเรียนที่ยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกคณะหรือมหาวิทยาลัยใด DPU ขอเชิญชวนให้มาร่วมค้นหาตัวเองและทดลองสัมผัสประสบการณ์จริงก่อนตัดสินใจ โดยสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรม DPU Experience Day และ Open House ที่จะมีขึ้นในโอกาสต่อไปได้ทาง www.dpu.ac.th และช่องทางโซเชียลมีเดียของ DPU ทุกช่องทาง

ด้าน น.ส.ธนวรรณ ปรียานนท์ นักเรียนจากวิทยาลัยนาฏศิลป์ ผู้ร่วมงาน DPU Experience Day กล่าวว่า สนใจเข้าศึกษาที่ DPU เนื่องจากมีหลักสูตรด้านการบิน สอดคล้องกับความฝันที่อยากเป็นแอร์โฮสเตส และมีคุณพ่อเป็นวิศวกรการบิน จึงได้ศึกษาข้อมูลและเลือกเข้าร่วมกิจกรรม DPU Experience Day เพื่อได้มาทดลองสัมผัสบรรยากาศและประสบการณ์จริง ภายในงานได้เรียนรู้เกี่ยวกับการอพยพและการปฏิบัติตัวบนเครื่องบิน ทำให้เห็นภาพการเรียนและเส้นทางสู่อาชีพชัดเจนยิ่งขึ้น อีกทั้งยังประทับใจบรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยที่อบอุ่นและเป็นกันเอง การดูแลของอาจารย์และรุ่นพี่ที่ให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน ทั้งด้านหลักสูตร สภาพแวดล้อม และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ทำให้มั่นใจว่า DPU เป็นสถานที่ที่เหมาะกับการเรียนและการพัฒนาตนเองเพื่อไปสู่เป้าหมายในอนาคต และตัดสินใจสมัครเข้าเรียนที่ DPU แน่นอนแล้ว

MALEE ส่ง MAS ปักธง Deep-Tech ความงาม–สุขภาพ!! ชูระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์ระดับโลก โชว์ที่ Vitafoods Asia 2026 เป้าเป็นผู้นำโลกด้านห่อหุ้ม ดันไทยศูนย์กลางความงามเอเชีย

MAS สร้างปรากฏการณ์หน้าใหม่ เขย่าอุตฯ ความงาม-สุขภาพ ในงาน Vitafoods Asia 2026
ปักหมุด 4 นวัตกรรม พร้อมโชว์ศักยภาพ "Beauty-from-Within" เต็มรูปแบบ

ประกาศเป้าหมายผู้นำเทคโนโลยีห่อหุ้มและนำส่งสารสำคัญระดับโลก ดันไทยสู่ Hub ความงามเอเชีย
‘บมจ.มาลีกรุ๊ป’ หรือ MALEE นำมาลี แอพพลายด์ ไซเอ็นซ์ (MAS) จัดทัพเทคโนโลยีการห่อหุ้มและระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์ ร่วมโชว์ศักยภาพในงาน “Vitafoods Asia 2026” มหกรรมแสดงสินค้าและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โภชนเภสัช และสารสกัดเพื่อสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ปักหมุด 4 นวัตกรรมใหม่ “ป้องกัน UV, ผิวกระจ่างใส, ชะลอวัย, ระบบเผาผลาญ” สร้างปรากฏการณ์หน้าใหม่ “Beauty-from-Within” ระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์เพื่อความงาม สุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีมีคุณภาพแห่งอนาคต เขย่าวงการอุตสาหกรรมความงามและสุขภาพ พร้อมเปิดฉาก Business Matching ดึงผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมอย่างคึกคัก วางเป้าหมายก้าวสู่ผู้นำเทคโนโลยีการห่อหุ้มและระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์ในระดับโลก พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยก้าวสู่ Hub ความงาม สุขภาวะ และการแพทย์ของเอเชีย

นายเอกรินทร์ พินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายธุรกิจเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เปิดเผยว่า มาลีกรุ๊ป วางยุทธศาสตร์ มาลี แอพพลายด์ ไซเอ็นซ์ ‘Malee Applied Sciences’ (MAS) เป็นหนึ่งใน New S-Curve ด้าน Deep-Tech และ Science-based Innovation เพื่อขยายธุรกิจสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและความงาม รับกับโอกาสและศักยภาพตลาดสารสกัดเฉพาะในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ความงาม (Beauty) ระดับโลก ที่เชื่อมโยงกับสุขภาพและสุขภาวะแบบองค์รวม (Health & Wellness) และกำลังเข้าสู่ช่วงเติบโตครั้งสำคัญโดยเส้นแบ่งระหว่าง “ความงาม” และ “สุขภาพ” กำลังเชื่อมเข้าหากันมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ต้องการเพียงผลิตภัณฑ์ดูแลรูปลักษณ์ภายนอก แต่ให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคเชิงรุก ความงามจากภายใน การชะลอวัยอย่างมีสุขภาพดีและมีอายุยืนยาว ที่สำคัญคือมีระบบเผาผลาญที่ดี เปิดโอกาสให้นวัตกรรมที่เชื่อมวิทยาศาสตร์ด้านความงามและสุขภาพเข้าด้วยกัน

ทั้งนี้ มาลีกรุ๊ป วางกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ MAS ครอบคลุมระบบนำส่งทั้ง 2 เส้นทางสำคัญ ได้แก่ 1. ระบบนำส่งทางผิวหนัง (Topical Delivery System) วัตถุดิบสารสำคัญสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงาม เครื่องสำอาง และเวชสำอาง (Beauty, Cosmetic และ Cosmeceutical) มุ่งเน้นการนำส่งสารสำคัญผ่านผิวหนัง ชั้นผิว รูขุมขน และเส้นผม 2.ระบบนำส่งทางการรับประทาน (Oral Delivery System)วัตถุดิบสารสำคัญสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Health & Wellness มุ่งแก้ไขข้อจำกัดด้านความคงตัว การละลาย การดูดซึม และการนำส่งสารอาหาร (Vitamin and Bioactive Compounds) ให้สามารถแสดงศักยภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยวางเป้าหมาย MAS สร้างสายธารนวัตกรรมต่อเนื่อง และธุรกิจสารสกัดวิทยาศาสตร์ที่อัตรากำไรสูง ให้เป็นแหล่งรายได้ใหม่ของมาลีกรุ๊ป พร้อมสร้างทรัพย์สินทางปัญญาจากประเทศไทยที่ขยายสู่ตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน และวางเป้าหมายก้าวสู่ผู้นำเทคโนโลยีการห่อหุ้มและระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์ในระดับโลก (Global Leader in Encapsulation & Advanced Delivery System Innovation)

ล่าสุด MAS ประกาศศักยภาพความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมที่ก้าวข้ามจากระบบนำส่งสำหรับเครื่องสำอาง สู่เทคโนโลยีสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อบำรุงผิวพรรณและความงามจากภายในร่างกาย (Beauty-from-Within) อย่างเต็มรูปแบบ ในงาน “Vitafoods Asia 2026” มหกรรมแสดงสินค้าและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โภชนเภสัช และสารสกัดเพื่อสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดย MAS จัดทัพนวัตกรรมตอกย้ำการเป็น "ผู้นำเทคโนโลยีการห่อหุ้มและระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์" (Advanced Encapsulation & Delivery System Innovation) ภายใต้แกนหลัก "Advanced Delivery System for the Future of Beauty, Health & Wellness" นวัตกรรมระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์เพื่อความงาม สุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีมีคุณภาพแห่งอนาคต

ดร.ศุภเกียรติ คำบุทอง​ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาลี แอพพลายด์ ไซเอ็นซ์ จำกัด หรือ ‘Malee Applied Sciences (MAS) กล่าวว่า ภายในงาน Vitafoods Asia 2026 ครั้งนี้ MAS โชว์ศักยภาพหัวใจสำคัญ LIPOPLEX DUALSPHERE® Technology หรือนวัตกรรมระบบห่อหุ้มและนำส่งสารสำคัญที่ MAS พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยปกป้องสารสำคัญ เพิ่มความคงตัว และออกแบบการปลดปล่อยอย่างเหมาะสม โดยสามารถพัฒนาวิตามินและสารออกฤทธิ์ในรูปแบบ Liposome เช่น Liposomal Vitamin C และ Liposomal Glutathione ที่มีอนุภาคขนาดระดับนาโน ซึ่งผลการทดสอบของระบบนำส่งสามารถนำส่งสารสำคัญเข้าสู่เซลล์ เพิ่มการดูดซึมของสารสำคัญได้มากกว่า 10 เท่า ซึ่งสะท้อนแนวคิดของ MAS ที่ไม่ได้มุ่งเพียงการค้นหาสารสำคัญ แต่ต้องการเพิ่มศักยภาพของสารเหล่านั้นผ่าน Delivery System Innovation โดยมีนวัตกรรม 4 ไฮไลต์ ที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ ดังนี้

UVABlox® นวัตกรรมความงามจากภายใน (Beauty-from-Within) ที่ผสานผล Maqui Berry, Red Orange และวิตามินซีชนิดลิโพโซม เพื่อช่วยปกป้องผิวจากภาวะเครียดออกซิเดชันที่เกิดจากรังสียูวี (UV-induced oxidative stress) และดูแลผิวพรรณจากภายในร่างกาย สร้างผิวแข็งแรงไม่คล้ำดำง่าย พิสูจน์จริงด้วยผลงานวิจัยในมนุษย์
PHEONIQUE® นวัตกรรม White Tomato ที่อุดมด้วย Phytoene และ Phytofluene มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด ส่วน Liposomal Glutathione ช่วยเพิ่มการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายให้ดีขึ้น เพื่อผิวขาว สว่าง กระจ่างใสและผิวสุขภาพดี จากผลงานวิจัยทางคลินิกพบผิวสว่างกระจ่างขึ้นภายใน 14 วัน
POMECAP® นวัตกรรมจากผลทับทิม (Pomegranate) ผสาน Liposomal Vitamin C มุ่งตอบโจทย์การชะลอวัย (Anti-aging) ผิวเรียบเนียน (skin smoothness) และการชะลอวัยอย่างมีสุขภาพดี (Healthy Aging)
SUGALOC® นวัตกรรมสุขภาพควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและระบบเผาผลาญ (Metabolic Health) ที่นำระบบนำส่งสารสำคัญมาประยุกต์ใช้ เพื่อสนับสนุนการดูแลสมดุลน้ำตาลและกลไกที่เกี่ยวข้องกับ GLP-1 จากผลวิจัยทางคลินิกในมนุษย์กับกลุ่มอาสาสมัครคนไทย พบว่ากลุ่มอาสาสมัครสามารถลดระดับน้ำตาลได้สูงสุด 38%

การขับเคลื่อนนวัตกรรมในเวที “Vitafoods Asia 2026” สะท้อนศักยภาพของ MAS ที่นำ Technology Platform เดียวมาต่อยอดเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตั้งแต่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ออกแบบมาเพื่อบำรุงผิว ผม เล็บ ความงามที่เริ่มจากการดูแลสุขภาพภายใน (Beauty-from-Within) และการชะลอวัยแบบมีสุขภาพดี เน้นคุณภาพชีวิตในวัยที่มากขึ้น (Healthy Aging) สุขภาพของระบบเผาผลาญในร่างกาย (Metabolic Health) รวมไปถึงสุขภาพความงามแบบองค์รวมของร่างกาย (Holistic wellbeing and beauty) ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดสำคัญของ Health & Wellness ในอนาคต โดยภายในบูธ MAS เปิดกิจกรรม Business Matching ซึ่งในได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างคึกคัก ทั้งจากกลุ่มลูกค้าธุรกิจ (B2B) ทั้งเจ้าของแบรนด์ ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร การรับจ้างผลิต (OEM) รวมทั้งผู้ที่ต้องการต่อยอดสู่โมเดลการพัฒนาร่วมกัน (ODM) อาทิ ระบบนำส่งที่ออกแบบเฉพาะสูตรหรือแบรนด์ ที่ช่วยสร้างความแตกต่างให้กับลูกค้า

ดร.ศุภเกียรติ กล่าวว่า MAS กำลังปรับเปลี่ยนจากช่วงการพัฒนาเทคโนโลยีไปสู่ช่วงการเร่งนำสินค้าสู่เชิงพาณิชย์ โดยนำแพลตฟอร์มเทคโนโลยี ที่ได้ทำจากการวิจัยและวางรากฐานมาต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจความงามและเวชสำอาง (Beauty & Cosmeceutical) มีผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายเชิงพาณิชย์ 12 รายการ ครอบคลุมนวัตกรรมในด้านต่างๆ อาทิ การทำให้ผิวกระจ่างใส (Skin Brightening) การชะลอวัยและการยืดอายุผิว (Anti-aging & Longevity) และสารสกัดชีวภาพจากผลผลิตเกษตรหมุนเวียน (Upcycled Bioactive Ingredients) และเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในงาน in-cosmetics Asia 2026 ช่วงปลายปี และต่อเนื่องถึงปี 2570 รวมอีกประมาณ 8 ผลิตภัณฑ์
โอกาสการเติบโตของ MAS รับกับตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและความงามยังเปิดกว้างอีกมาก ข้อมูลจากระดับโลก คาดการณ์ตลาดความงามเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี แตะ 590,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 โดย Southeast Asia เป็นภูมิภาคที่เติบโตโดดเด่น ส่วนตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั่วโลกจะขยายจาก 228,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 เป็น 431,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2576 เติบโตเฉลี่ย 9.5% โดยเอเชียแปซิฟิกเติบโตเร็วที่สุด (อ้างอิงข้อมูล McKinsey) ขณะที่ตลาดประเทศไทย ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีมูลค่าราว 3,037 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 5,764 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2576 เติบโตเฉลี่ย 9.6% สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคไทยถึง 40% รับประทานวิตามินหรืออาหารเสริมเป็นประจำสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 30% และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อผิว ผม เล็บ มีสัดส่วนถึง 19.6% ของตลาดอาหารเสริมไทยในปี 2568 สะท้อนการเติบโตของแนวคิด Beauty-from-Within อย่างชัดเจน

“การเข้าร่วม Vitafoods Asia 2026 เป็นเวทีที่โชว์นวัตกรรมให้กับผู้ประกอบการต่างประเทศ ได้เห็นศักยภาพของเทคโนโลยีไทยที่พัฒนาขึ้นเอง MAS มุ่งจะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมความงามไทยจาก “ทรัพยากรท้องถิ่นไทย” ร่วม “นวัตกรรมระดับโลก” โดยเป็นกลไกสำคัญในการผลักดัน T-Beauty จากทรัพยากรท้องถิ่นไทยสู่นวัตกรรมระดับโลก ด้วยการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไทย (upcycle natural materials) มาเป็นสารออกฤทธิ์ชีวภาพมูลค่าสูง ยกระดับด้วยเทคโนโลยีการห่อหุ้มและระบบนำส่งขั้นสูงที่พิสูจน์ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ขณะเดียวกันมุ่งสร้างระบบนิเวศความงามที่มีหลักฐานรองรับร่วมกับนักวิจัย การพัฒนาสินค้านวัตกรรมผ่าน OEM/ODM และแบรนด์ความงาม พร้อมผลักดันการใช้สารสำคัญในปริมาณที่ให้ผลตามงานวิจัยทางคลินิก เพื่อสร้างมาตรฐานและความน่าเชื่อถือใหม่ให้ T-Beauty เป้าหมายคือยกระดับจาก “ผู้ผลิตและวัตถุดิบในประเทศไทยสู่สินค้ามาตรฐานโลก” พิสูจน์ด้วยวิทยาศาสตร์ เชื่อถือได้ และร่วมขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นศูนย์กลางความงาม สุขภาวะ และการแพทย์ของเอเชีย”ดร.ศุภเกียรติ กล่าว

“บีไอจี” ขยายฟลีทพลังงานสะอาด!! สนับสนุนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เพิ่ม จับมือสแกนเนียเพิ่มรถ Euro5 ขนส่งแก๊สคาร์บอนต่ำต่อเนื่อง 24 ชม. มุ่งสร้างอนาคตสะอาดยั่งยืน

บีไอจี รองรับการเติบโตกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์-ดาต้าเซ็นเตอร์ หนุนความต้องการแก๊สคาร์บอนต่ำ
ล่าสุดขยายฟลีทขนส่ง ร่วมมือ สแกนเนีย เพิ่มรถพลังงานสะอาด Euro5
มั่นใจประสิทธิภาพ ปลอดภัยสูง หนุนขนส่งแก๊สได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ไม่ขาดตอน

การขยายการลงทุนและการเติบโตกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดาต้าเซ็นเตอร์ ดันความต้องการแก๊สคาร์บอนต่ำ ด้าน บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส ผู้นำการผลิตและนวัตกรรมแก๊สอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของประเทศไทย พร้อมรับยอดขายพุ่ง ล่าสุดเร่งเดินหน้าลงทุนขยายฟลีทรถขนส่งต่อเนื่อง สนองความต้องการของสายการผลิตลูกค้า 24 ชั่วโมง พร้อมร่วมมือ สแกนเนีย เพิ่มรถพลังงานสะอาด Scania Super Euro5 เพื่อขนส่งแก๊สอุตสาหกรรมทั่วประเทศ มั่นใจช่วยหนุนหัวใจหลักการขนส่งแก๊ส ด้วยจุดแข็งด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัยและความคุ้มค่า

นายยอดชัย ไชยทัพ ที่ปรึกษาฝ่ายบริหารซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (BIG : บีไอจี) เผยว่า บีไอจี เป็นผู้นำการผลิตและนวัตกรรมแก๊สอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นแก๊สอุตสาหกรรม แก๊สทางการแพทย์ แก๊สพิเศษและโซลูชันด้านเทคโนโลยีแก๊สครบวงจร โดยมีบริษัท Air Products and Chemicals, Inc. ผู้ผลิตและจำหน่ายแก๊สอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีพลังงานสะอาดชั้นนำระดับโลกเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งนอกจากการผลิตแก๊สอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำแล้ว บริษัทฯ ยังมีการลงทุนพัฒนาธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ "มุ่งสร้างอนาคตที่สะอาดกว่า" (Generating a Cleaner Future) ในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและนวัตกรรมใหม่ อาทิ โครงการโรงแยกอากาศจากพลังงานความเย็นของ LNG ร่วมกับ ปตท. และเป็นผู้บุกเบิกผลิต กรีนไฮโดรเจน (Green Hydrogen) รายแรกของไทย เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงร่วมในการผลิตไฟฟ้า โดยตั้งเป้าหมาย 3-5 ปี สู่การเป็นผู้นำด้าน Low-Carbon Industrial Gas & Energy Solutions เต็มรูปแบบ

โครงสร้างกลุ่มลูกค้าของ บีไอจี นั้น มีความหลากหลายครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมเหล็กและโลหะ ปิโตรเคมี โรงกลั่น ยานยนต์ อาหารและเครื่องดื่ม ไปจนถึงโรงพยาบาลและภาคสาธารณสุข โดยกลุ่มลูกค้าที่มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น คือ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ที่ได้รับปัจจัยบวกจากการขยายการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูงในประเทศ โดยมีความต้องการใช้แก๊สอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Industrial Gas) เพื่อตอบรับเทรนด์ความยั่งยืนและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม

ด้วยเหตุนี้ทำให้การผลิตและการขนส่งแก๊สของ บีไอจี ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการขนส่งและโลจิสติกส์ถือเป็นอีกหัวใจสำคัญ เนื่องจากแก๊สอุตสาหกรรมเป็นวัตถุดิบหลักที่มีกระบวนการผลิตที่ต้องใช้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง จึงห้ามเกิดความหยุดชะงักและจากการที่แก๊สอุตสาหกรรมเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวดทำให้ต้องดูแลการขนส่งให้ปลอดภัยเป็นพิเศษ ซึ่งปกติการขนส่งแก๊สมี 2 รูปแบบ คือ ผ่านท่อส่งแก๊สในนิคมอุตสาหกรรม (เช่น ปิโตรเคมีและโรงกลั่น) และขนส่งผ่านฟลีทรถบรรทุกขนส่งเฉพาะทาง ซึ่งต้องแยกตามลักษณะการผลิตภัณฑ์ เช่น แก๊สไฮโดรเจนและ LNG ที่มีความไวไฟสูง หรือแก๊สไนโตรเจนเหลวและออกซิเจนเหลว ทำให้การกำกับดูแลมาตรฐานความปลอดภัย ทั้งตัวรถ อุปกรณ์ ถังบรรจุ พนักงานขับรถ การตรวจสอบสภาพรถและการควบคุมการปฏิบัติงานตลอดกระบวนการเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด นอกจากความปลอดภัยแล้ว รถที่ใช้ในการขนส่งต้องเชื่อถือได้ว่ามีประสิทธิภาพสูงทั้งการใช้งาน การประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความพร้อมของการบริการและคุ้มค่าต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน

ล่าสุดทาง บีไอจี ได้มีการขยายและเพิ่มรถเข้ามาในฟลีทขนส่ง โดยจับมือกับสแกนเนีย ในฐานะพันธมิตรในการส่งมอบรถ Scania Super Euro5 เพิ่มอีก 7 คัน ทำให้ปัจจุบันมีรถขนส่งแก๊สในฟลีทประมาณ 82 คัน ซึ่งส่วนใหญ่ของฟลีทเป็นรถสแกนเนีย โดยรถที่ใช้จะมีการเปลี่ยนทุก 6-7 ปี เมื่ออายุรถถึงกำหนดหรือมีการซื้อเพิ่มเมื่อธุรกิจมีการขยายตัว ซึ่งการเลือกใช้รถสแกนเนีย เป็นอันดับแรก เพราะตอบโจทย์ในทุกประเด็นของการขนส่งแก๊ส ทั้งเรื่องสมรรถนะ ประสิทธิภาพเครื่องยนต์ ระบบความปลอดภัย สามารถติดตั้งระบบและอุปกรณ์เสริมด้านความปลอดภัยเพิ่มติมจากมาตรฐานของรถ อาทิ ระบบอินเตอร์คอมแจ้งเตือนคนขับเมื่อเข้าสู่พื้นที่เสี่ยงหรือมีอุบัติเหตุด้านหน้า ฯลฯ นอกจากคุณสมบัติดังกล่าวแล้วรถ Scania Super Euro5 ยังประหยัดน้ำมัน สอดรับกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน โดยรถล็อตใหม่จะช่วยประหยัดพลังงานได้ 5-10% ซึ่งจะสามารถนำไปคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิตได้ในอนาคต

ส่วนการทำงานร่วมกับ สแกนเนีย มากว่า 30 ปี เป็นความสัมพันธ์แบบพันธมิตรที่เข้าใจในลักษณะการดำเนินธุรกิจของ บีไอจี เป็นอย่างดี พร้อมให้การสนับสนุนการใช้งาน การให้คำปรึกษาและดูแลหลังการขาย รวมถึงจัดฝึกอบรมให้กับพนักงานขับรถขนส่งอย่างต่อเนื่อง ทำให้พนักงานขับรถขนส่งของมีความรู้ ความชำนาญและมีจิตสำนึกด้านความปลอดภัยควบคู่กัน ส่วนในเรื่องการบริการ สแกนเนีย มีเครือข่ายศูนย์บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ช่วยในการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน การวางแผนดูแลรถตามระยะ และการจัดหาอะไหล่ทำให้รถพร้อมปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยความมีมาตรฐานที่สูงทำให้บริหารจัดการรถเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นใจทั้งต่อพนักงานขับรถขนส่ง บริษัทฯ และลูกค้า

นายยอดชัย ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากความพร้อมของรถและมาตรฐานความปลอดภัยที่ดีแล้ว พนักงานขับรถขนส่งก็ถือเป็นส่วนสำคัญ เพราะทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยคน ดังนั้นเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพ ทางบริษัทฯ จึงกำหนดให้รถหนึ่งคันมีพนักงานขับรถ 2-3 คน แล้วแต่ระยะทาง โดยจำกัดชั่วโมงการทำงานมาตรฐานไม่เกิน 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (สูงสุดไม่เกิน 72 ชั่วโมง) เพื่อป้องกันความเหนื่อยล้า พร้อมสร้างขวัญและกำลังใจแก่พนักงานด้วยสวัสดิการ คุณภาพชีวิต กองทุนและการจัดกิจกรรมเยี่ยมบ้านครอบครัวพนักงาน ในการร่วมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยมุ่งสู่อุบัติเหตุเป็นศูนย์ พร้อมมีระบบมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ สำหรับพนักงานที่ทำสถิติขับขี่ปลอดภัยต่อเนื่องสะสมครบ 1 ล้านกิโลเมตรโดยไม่มีอุบัติเหตุ ควบคู่ไปกับการพัฒนาสู่ระบบจัดเที่ยวรถอัตโนมัติ (Auto Scheduling) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการบริหารจัดการในอนาคตอีกด้วย

KJL เปิดนวัตกรรม!! ต้อนรับคณะสถาปัตย์ฯ KMITL เชื่อมโยง Design กับ Technology เสริมสร้างนวัตกรรมในอุตสาหกรรม เปิดโลกความรู้ที่ KiN แคมปัส

KJL เปิดโลกนวัตกรรม “KiN” ต้อนรับนักศึกษาสถาปัตย์ฯ “KMITL” เชื่อม Design x Technology สู่การต่อยอดนวัตกรรมในโลกอุตสาหกรรม

นายเกษมสันต์ สุจิวโรดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กิจเจริญ เอ็นจิเนียริ่ง อีเลคทริค จำกัด (มหาชน) หรือ KJL ให้การต้อนรับคณะอาจารย์และนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ (หลักสูตรนานาชาติ) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง “KMITL” ในโอกาสเข้าเยี่ยมชม “KJL Innovation Campus (KiN)” ศูนย์กลางนวัตกรรมและการเรียนรู้ด้านการออกแบบและโซลูชันโลหะครบวงจรของ KJL

ภายในกิจกรรม คณะอาจารย์และนักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์จริงผ่านพื้นที่สำคัญ อาทิ KJL Metal Design Lab & Metal Total Solution, KJL Electrical Experience Hub & Showcase, R&D Center และ Co-creation Workshop Space พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการออกแบบ นวัตกรรม และเทคโนโลยี เพื่อต่อยอดสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ “KJL Innovation Campus (KiN)” ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน KJL สู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม พร้อมสร้าง “Innovation Ecosystem” ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคการศึกษาเข้ากับศักยภาพของภาคอุตสาหกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และร่วมพัฒนาแนวคิดใหม่ ๆ สู่โซลูชันที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงและการเปลี่ยนแปลงของโลกอุตสาหกรรมในอนาคต ณ KJL Innovation Campus (KiN) เมื่อเร็ว ๆ นี้

อัดอั้น 280 วันกลางทะเล!! ทหารอเมริกันเมาปลิ้น ก่อเหตุทะเลาะวิวาทกลางผับพัทยา ถูกไล่ลงเรือ USS Abraham Lincoln สงบสติอารมณ์ทันที พลเมืองดีรีบแจ้ งให้เจ้าหน้าที่ระงับเหตุ

ทหารสหรัฐฯ 2 นายก่อเหตุทะเลาะวิวาทใกล้บาร์เมืองพัทยา หลังเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln เข้าเทียบท่าพักผ่อน 5 วัน พลเมืองไทยรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าระงับเหตุ ก่อนส่งตัวทั้งคู่กลับขึ้นเรือและลงโทษกักบริเวณตลอดช่วงที่เหลือ เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บรุนแรง

วันนี้ (4 ก.ย.) ดิ อินดิเพนเดนต์ และ MS NOW รายงานว่า เกิดเหตุทหารอเมริกัน 2 นายก่อเหตุวิวาทขณะมึนเมาใกล้บาร์แห่งหนึ่งในเมืองพัทยา ช่วงเวลาประมาณ 01.30 น. ของเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln เข้าเทียบท่าเพื่อแวะพักผ่อน 5 วัน ถือเป็นการพักผ่อนหลังจากปฏิบัติภารกิจในทะเลมายาวนานเป็นประวัติการณ์ถึง 286 วัน

หลังเกิดเหตุ พลเมืองไทยได้แจ้งเจ้าหน้าที่เข้าเข้าระงับเหตุ และนำตัวทหารทั้งสองไปยังศูนย์ปฏิบัติการร่วมไทย-สหรัฐฯ ก่อนส่งตัวกลับขึ้นเรือทันที โดยทหารทั้งคู่ถูกลงโทษกักบริเวณอยู่บนเรือตลอดช่วงเวลาแวะพักที่เหลือ

ด้านเจ้าหน้าที่ไทยระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยจากอาการมึนเมา และไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บรุนแรงทหารสหรัฐฯ 2 นายก่อเหตุเมาทะเลาะวิวาทกลางพัทยา ถูกส่งกลับเรือ USS Abraham Lincoln ทันที

ที่มา : https://mgronline.com/onlinesection/detail/9690000086858

ไม่ต่อใบอนุญาต “สุสานชาวยิว”!! อบต.เสม็ดใต้ จ.ฉะเชิงเทรา แจงชัด โครงการฝังร่าง 1,200 หลุมถูกคัดค้าน รั้วล้อมที่ดินไม่ได้รับอนุญาตฝังศพ ยืนยันชัดไม่มีผลกระทบชุมชนแหล่งน้ำ

กรณีกระแสข่าวการจัดตั้ง “สุสานชาวยิว” ในพื้นที่ ต.เสม็ดใต้ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งมีการเผยแพร่ข้อมูลว่าอาจรองรับการฝังร่างได้ถึง 1,200 หลุม ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เกิดความกังวลและออกมาคัดค้าน โดยเฉพาะประเด็นผลกระทบต่อชุมชนและแหล่งน้ำใกล้เคียง

ล่าสุด นายก อบต.เสม็ดใต้ ยืนยันว่า ใบอนุญาตจัดตั้งสุสานเดิมหมดอายุตั้งแต่ปี 2566 และการขอต่อใบอนุญาตไม่ผ่านเกณฑ์ พร้อมย้ำว่า อบต.ไม่ได้อนุญาตให้มีการฝังศพในพื้นที่ การก่อสร้างที่เห็นเป็นเพียงรั้วล้อมที่ดินเท่านั้น

ขณะที่จังหวัดฉะเชิงเทราได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและยืนยันว่า จะไม่มีการต่อใบอนุญาต ทำให้โครงการดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการฝังศพได้ตามกระแสข่าวที่เผยแพร่ในโลกออนไลน์.

ที่มา : https://www.facebook.com/100035437312032/posts/1751995775991649/?rdid=qEAg2JIFuZIXMXtW#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top