Tuesday, 14 July 2026
NEWS

นักวิจัย มธ. ชี้ พัฒนาการภาษาเด็ก ศึกษาเด็กเล็กไทยยังจำกัด ต้องสร้างองค์ความรู้เฉพาะชาติ หน่วยงานต้องสนับสนุนงานวิจัย ชวนผู้ปกครองร่วมเป็นอาสาสมัครc

‘พัฒนาการทางภาษา’ ของเด็กไทย ในวันที่นานาชาติให้ความสำคัญตั้งแต่วัยแรกเกิด

แต่งานวิจัยไทยยังค่อยๆ ก้าวตาม

ความสามารถในการ “เรียนรู้ภาษา” จากสภาพแวดล้อมทางภาษาที่อาศัยอยู่และเติบโต คือหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ที่ถูกฝังอยู่ในตัวมนุษย์ตั้งแต่กำเนิด แตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่นที่สื่อสารโดยใช้สัญชาตญาณที่ติดตัวมา

ทันทีที่มนุษย์รับรู้เสียงพูด เป็นวินาทีเดียวกับที่การเรียนรู้ภาษาได้เริ่มต้นขึ้น ก่อนที่สิ่งนั้นจะก่อตัวไปสู่การพัฒนาทางระบบภาษาด้านอื่นๆ เช่น การเปล่งเสียง การเรียนรู้คำ ความหมาย หรือกระทั่งทักษะในการอ่าน

ดังนั้น ทั้งสภาพแวดล้อมทางภาษาและการเลี้ยงดู จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อการกำหนดพัฒนาการทางภาษาของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กที่เสี่ยงต่อการมีความผิดปกติทางการสื่อสารและการเรียนรู้ ซึ่งมีไม่น้อยกว่า 10% ของเด็กไทยทั้งประเทศ เด็กกลุ่มนี้จำเป็นต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดูที่สอดรับกับช่วงพัฒนาการ เพื่อช่วยไม่ให้มีภาวะที่ถดถอยและส่งผลกับการเติบโตในระยะยาว

ในวันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเด็กเกิดน้อย การทำให้เด็กทุกคนเติบโตมาอย่างมีคุณภาพจึงสำคัญมาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ไทยจะไปสู่จุดที่สามารถออกแบบสภาพแวดล้อมอันเหมาะสมสำหรับเด็กทุกคน

ผศ. ดร.จุฑามณี อ่อนสุวรรณ อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และหัวหน้าห้องปฏิบัติการมารคซ์-ซิลซ์ นกฮูกเบบี้แล็บ (MARCS-CILS NokHook BabyLab) ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการด้านพัฒนาการทางภาษาและพฤติกรรมของเด็กเล็กแห่งแรกของประเทศไทย ฉายภาพว่า การศึกษาด้านพัฒนาการทางภาษาของเด็กเล็กในประเทศไทยยังมีอยู่อย่างจำกัด เนื่องจากพัฒนาการในช่วงวัยนี้เกี่ยวข้องกับหลายมิติ ขณะที่งานวิจัยส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักมุ่งเน้นไปที่การวินิจฉัย การรักษา และการบำบัดจากนักจิตวิทยาพัฒนาการและกุมารแพทย์เฉพาะทาง โดยทำอย่างองค์รวม ไม่ได้ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบสำคัญด้านสภาพแวดล้อมทางภาษาและการเลี้ยงดูเท่าที่ควร นอกจากนี้ ข้อมูลหลายส่วนยังเป็นการอ้างอิงองค์ความรู้จากต่างประเทศ

แม้ว่าการศึกษาจากต่างประเทศจะเป็นตัวเลือกที่ดีในสถานการณ์ที่องค์ความรู้ของประเทศไทยมีไม่มาก และยังไม่เป็นระบบที่ชัดเจน แต่ด้วยความแตกต่างทางระบบภาษา ลักษณะทางวัฒนธรรม และบริบทอื่นๆ ที่ไม่เหมือนกัน ทำให้ยังเป็นอุปสรรคต่อการเข้าใจเรื่องพัฒนาการทางภาษาของเด็กไทย

“ประเทศไทยยังต้องการการพัฒนาเกณฑ์กลางในการประเมินและติดตามพัฒนาการทางภาษาและการสื่อสารในหลากหลายมิติของเด็กเล็ก ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยการอ้างอิงเกณฑ์และข้อมูลวิจัยจากต่างประเทศเป็นหลัก ยกตัวอย่างจากประเทศอย่างญี่ปุ่น หรือออสเตรเลีย มีเกณฑ์ติดตามพัฒนาการทางภาษาไว้ตั้งแต่วัยทารก ว่าเด็กช่วงอายุ 4-6 เดือน ควรตอบสนองต่อเสียงพูดประเภทต่างๆ ได้ในระดับใด เพราะหากรอจนถึงอายุ 1 ปีครึ่ง–2 ขวบ แล้วจึงเริ่มพบปัญหาด้านการสื่อสาร ก็อาจหมายถึงพัฒนาการที่เริ่มล่าช้าไป” ผศ. ดร.จุฑามณี กล่าว

นั่นจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ไทยจะต้องมีองค์ความรู้ด้านพัฒนาการทางภาษาของเด็กเล็กเป็นของตัวเอง และควรจะได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากผู้เกี่ยวข้อง ผศ. ดร.จุฑามณี เสนอว่า รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องดำเนินการใน 3 ส่วน เพื่อช่วยสนับสนุนในเรื่องนี้

ประกอบด้วย 1. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการสร้างแพลตฟอร์มกลางที่จะเชื่อมโยงโจทย์วิจัย หรือความต้องการของผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการในเด็กเล็กจากโรงพยาบาลทั่วประเทศกับเครือข่ายนักวิจัยด้านพัฒนาการทางภาษาในเด็ก ซึ่งจะช่วยให้ได้องค์ความรู้ที่เพิ่มขึ้น และเกิดประโยชน์ในการนำไปใช้ต่อยอดด้วย เพราะปัจจุบันการที่นักวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลจะมาเจอกันถือเป็นเรื่องยาก

2. หน่วยงานทางด้านการสนับสนุนทุนวิจัย ควรมีการปรับระบบการให้ทุนวิจัย โดยขยายเวลาของการทำวิจัยจาก 1 – 2 ปี เป็น 4 ปีขึ้นไป เนื่องจากการทำวิจัยในด้านพัฒนาการทางภาษาของเด็กจำเป็นต้องเห็นความต่อเนื่อง และการเก็บรวบรวมข้อมูลกลุ่มตัวอย่างในช่วงยาวจะเกิดประโยชน์สูงสุด

3. การสร้างระบบที่เชื่อมโยงอาสาสมัครกับโครงการวิจัย พร้อมกับสื่อสารสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญการเข้าร่วมโครงการวิจัย เพราะธรรมชาติของคนไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อมีการวิจัยที่ทำในเด็กเล็ก มักจะมีกำแพงความไม่เข้าใจ หรือการมองข้ามการทำวิจัยเหล่านี้ไป ทั้งที่ในหลายประเทศถือเป็นเรื่องปกติมาก และเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้องค์ความรู้ก้าวหน้ามากขึ้น เพื่อนำไปสู่ประโยชน์ในทางปฏิบัติด้วย

ในส่วนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการตั้งห้องปฏิบัติการมารคซ์-ซิลซ์ นกฮูกเบบี้แล็บ ขึ้นตั้งแต่ปี 2559 จากความร่วมมือของคณะศิลปศาสตร์ มธ., MARCS Institute for Brain, Behaviour and Development ออสเตรเลีย, ศูนย์แห่งความเป็นเลิศทางวิชาการด้านสารสนเทศอัจฉริยะ เทคโนโลยีเสียงพูดและภาษา และนวัตกรรมด้านบริการ (CILS) แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ Center for Brain Science (RIKEN CBS) ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเติมเต็มองค์ความรู้ในเรื่องนี้ให้กับประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันทีมวิจัยฯ ประกอบด้วย ผู้ช่วยวิจัย นักวิจัยรับเชิญ และนักศึกษาฝึกงาน

บทบาทของทีมวิจัยฯ คือการศึกษาวิจัยด้านพัฒนาการทางภาษาและพฤติกรรมของเด็กวัยแรกเกิดถึง 2 ปี เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่สำหรับการทำความเข้าใจพัฒนาการทางภาษาของทารก และเด็กเล็กที่ใช้ภาษาไทย รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางภาษาในระยะยาว โดยเริ่มจากการศึกษาในเด็กปกติทั่วไป เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญ ก่อนจะไปสู่กลุ่มเด็กที่เสี่ยงต่อการมีความผิดปกติทางการสื่อสารและการเรียนรู้ และกลุ่มเด็กที่ใช้สองภาษาหรือมากกว่า ซึ่งตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ได้ทำให้ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับพัฒนาการทางภาษาของเด็กเล็กในไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากจำนวนอาสาสมัครเด็กเล็กและผู้ปกครองกว่า 500 รายที่เข้าร่วมโครงการวิจัย ทั้งยังมีการสร้างเครือข่ายและเข้าร่วมประชุมวิชาการร่วมกับนักวิจัยจากนานาประเทศอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ทีมวิจัยฯ ยังมีการผลักดันงานวิจัยให้เกิดผลในทางปฏิบัติด้วย ตัวอย่างเช่น การพัฒนาแบบสำรวจคำศัพท์และภาษาท่าทางของเด็กไทยอายุระหว่าง 8 – 18 เดือน ฉบับเบื้องต้น (Thai CDI: WG ฉบับเบื้องต้น) ซึ่งล่าสุดทางโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์กำลังเตรียมนำไปใช้ร่วมกับการวินิจฉัยของแพทย์ และหลังจากนั้นจะมีการผลักดันให้เกิดการขยายผลไปยังโรงพยาบาลอื่นๆ ต่อไป

“ในอนาคตถ้าสามารถสร้างองค์ความรู้ในการทำความเข้าใจพัฒนาการทางภาษาของเด็กเล็กได้มากพอ จะช่วยสามารถออกแบบแนวทางในการให้คุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ดูแลร่วมสังเกต ประเมิน และให้การเลี้ยงดูที่เหมาะสมที่จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางภาษาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเชื่อมโยงกับพัฒนาการด้านอื่นๆ ด้วย อีกทั้งยังลดความกังวลให้กับคุณพ่อคุณแม่เกี่ยวกับพัฒนาการทางภาษา และการสื่อสารของเด็กเล็ก” ผศ. ดร.จุฑามณี กล่าว

ข้อเท็จจริงประการหนึ่งคือ โครงการวิจัยที่นกฮูกเบบี้แล็บ มธ. ท่าพระจันทร์ มีศักยภาพในการทำวิจัยและพัฒนาการทางภาษาของเด็กไทยได้อีกหลายมิติ หากแต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องอาสาสมัคร จึงทำให้ไม่สามารถขยับได้อย่างก้าวกระโดด “ผศ. ดร.จุฑามณี” จึงขอเชิญชวนผู้ปกครองสมัครเข้ามาเป็นอาสาสมัครทางเพจเฟซบุ๊ก “MARCS CILS NokHook BabyLab นกฮูกเบบี้แล็บ

สำหรับคุณสมบัติ เป็นเด็กเล็กอายุ 4-10 เดือน และ 16-18 เดือน ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก ไม่มีปัญหาด้านการได้ยิน และไม่คลอดก่อนกำหนด ซึ่งผู้ปกครองจะได้พบปะกับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เพื่อรับคำแนะนำและองค์ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับพัฒนาการด้านภาษา ที่จะนำไปประกอบการออกแบบเพื่อเลี้ยงดูบุตรหลานได้อย่างเหมาะสม

ทั้งหมดนี้ หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมกันขับเคลื่อนไป ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่จะเป็นประโยชน์ต่อเด็กไทย สังคม และอนาคตของประเทศโดยรวม เพราะเด็กคืออนาคตของชาติ

นักศึกษารังสิตลุยเวที TEDx Jyoti Singh ขึ้นพูดเวที TEDx เวทีนานาชาติที่คัดเลือกเข้มงวด แสดงวิสัยทัศน์ด้านความสัมพันธ์ สะท้อนศักยภาพนักศึกษาระดับโลก

นักศึกษาการทูต ม.รังสิต สร้างชื่อระดับสากล ได้รับเชิญเป็น Speaker
บนเวที TEDxHarrow Intl School Bangkok 2026

เวทีระดับโลกอย่าง TEDxHarrow Intl School Bangkok 2026 พื้นที่สื่อสารระดับสากลที่ทรงอิทธิพลและจำกัดโอกาสให้เฉพาะผู้ที่มีแนวคิดโดดเด่นและควรค่าแก่การส่งต่อ (Ideas Worth Spreading) กับการก้าวขึ้นสู่เวทีที่มีการคัดเลือกอย่างเข้มข้นในครั้งนี้ นับเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพอันเหนือชั้นของนักศึกษาในรั้วรังสิตที่พร้อมจะแสดงพลังทางปัญญาและวิสัยทัศน์ท่ามกลางการยอมรับจากคนทั่วโลก

Ms. Jyoti Singh นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการพัฒนา (IRD) หลักสูตรนานาชาติ คณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้รับคัดเลือกและรับเชิญให้ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ในฐานะองค์ปาฐก (Speaker) ณ โรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ กรุงเทพฯ โดยการได้รับเชิญให้เป็น Speaker ในครั้งนี้ของ Jyoti Singh ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพที่โดดเด่นของนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต ในการถ่ายทอดเรื่องราวและแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับสังคมในวงกว้าง โดยเฉพาะในมิติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการพัฒนาที่เธอได้ศึกษาอยู่ ตลอดการบรรยายบนเวที Jyoti ได้แสดงให้เห็นถึงทักษะการสื่อสารที่เป็นเลิศและการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของหลักสูตร IRD ที่เน้นให้ผู้เรียนเข้าใจความซับซ้อนของโลกสมัยใหม่และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การก้าวขึ้นสู่เวที TEDx ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จส่วนบุคคล แต่ยังสะท้อนถึงคุณภาพการเรียนการสอนของคณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่มุ่งส่งเสริมให้นักศึกษามี "เสียง" ในระดับสากลและกล้าที่จะแบ่งปันมุมมองเพื่อการเปลี่ยนแปลงโลก

“สำหรับการขึ้นพูดบนเวที TEDx ในครั้งนี้ ฉันได้นำเสนอแนวคิดที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งสอดคล้องกับหัวใจสำคัญของสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการพัฒนา ที่ต้องการให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการเสนอทางออกให้กับประเด็นท้าทายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสิทธิมนุษยชน การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือความร่วมมือระหว่างประเทศ”

อาจารย์ฐานุวัชร์ รินนานนท์ รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้แทนจากคณะการทูตและการต่างประเทศ (SDIS) เปิดเผยว่า "ทางคณะรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ Jyoti Singh ได้เป็นตัวแทนเยาวชนคนรุ่นใหม่ไปแสดงพลังทางความคิดในงาน TEDx ครั้งนี้ การได้รับเกียรติเป็น Speaker ในงาน TEDxHarrow Intl School Bangkok 2026 ของ Jyoti Singh ในฐานะนักศึกษาชั้นปีที่ 2 นับเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า อายุหรือระดับชั้นการศึกษาไม่ใช่ข้อจำกัดในการส่งต่อไอเดียที่มีคุณค่า หากมีความมุ่งมั่นและการสนับสนุนจากสถาบันการศึกษาที่พร้อมเปิดพื้นที่ให้ความเป็นเลิศในทุกด้าน มหาวิทยาลัยรังสิตขอชื่นชมและร่วมเป็นกำลังใจให้ Jyoti ในการสร้างสรรค์ผลงานและเป็นกระบอกเสียงที่สำคัญให้แก่คนรุ่นใหม่ในเวทีระดับนานาชาติต่อไป และนี่คือสิ่งที่สอดคล้องกับนโยบายของคณะที่ต้องการผลักดันให้นักศึกษาไม่ได้มีอยู่เพียงในห้องเรียน แต่ต้องมีความสามารถในการนำเสนอประเด็นสาธารณะและร่วมขับเคลื่อนสังคมด้วยความรู้และจินตนาการ ทั้งนี้ งาน TEDxHarrow Intl School Bangkok 2026 ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการสร้างความตระหนักรู้ และส่งต่อพลังบวกให้กับผู้ฟัง ทั้งในและต่างประเทศ โดยวิดีโอการพูดของ Jyoti จะถูกเผยแพร่ผ่านช่องทางหลักของ TEDx เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจ นี้ไปสู่ผู้คนทั่วโลกต่อไป”

“อินเตอร์ลิ้งค์ฯ” จับมือ “ม.นครพนม” ชูปรัชญา “นำเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศไทย” ยกระดับทักษะเครือข่ายดิจิทัล ปั้นบุคลากรสู่มาตรฐานสากล เสริมแกร่งการศึกษา–เทคโนโลยีเครือข่ายยุคดิจิทัล

บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับ มหาวิทยาลัยนครพนม ยกระดับวงการศึกษา ก้าวเตรียมพัฒนาเทคโนโลยีเครือข่ายยุคดิจิทัล มุ่งมั่นพัฒนาบุคลากร ก้าวเติบโตสู่สากลอย่างมีประสิทธิภาพ

เชื่อมเครือข่ายสถาบัน วันนี้ (20 พฤษภาคม 2569) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) เดินหน้าส่งเสริมความร่วมมือด้านวิชาการ และเทคโนโลยีดิจิทัล โดยได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ร่วมกับมหาวิทยาลัยนครพนม ณ ห้องประชุมแก้วกาญจนา มหาวิทยาลัยนครพนม

โดยได้รับเกียรติจาก นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ และ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม ร่วมลงนาม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และคณาจารย์ของทั้งสองหน่วยงาน ที่ร่วมเป็นสักขีพยานอย่างพร้อมเพรียง 

โดยความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้ระหว่างภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐานระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานระบบสายสัญญาณสื่อสารของไทยให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Digital Transformation ตลอดจนการเติบโตของเทคโนโลยีในอนาคต 

ซึ่งภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันส่งเสริมงานวิจัย นวัตกรรม และการบริการวิชาการแก่สังคม พร้อมทั้งมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีเครือข่าย และระบบสื่อสารข้อมูล จากประสบการณ์จริงให้แก่บุคลากร และนักศึกษา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ และเตรียมความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานในอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งนับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ บมจ.อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ในฐานะผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย และระบบสายสัญญาณของประเทศไทย และมีปรัชญาอันมุ่งมั่นที่จะ “นำเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศไทย” ยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนภาคการศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล ด้วยคุณภาพที่เหนือกว่า จากสินค้าภายใต้แบรนด์ LINK AMERICAN CABLING ร่วมกับวางรากฐานอันมั่นคงในการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมดิจิทัลของประเทศในระยะยาวต่อไป

ไทยทะยาน Top 50 โลก!! StartupBlink จัดอันดับไทยขึ้นที่ 49 โลก ระบบนิเวศสตาร์ตอัปโตแรงสุดรอบ 6 ปี NIA ปลื้มไทยขยับ 4 อันดับ สู่ชาตินวัตกรรม สะท้อนสตาร์ตอัปไทยขยายสู่เมืองรอง

เปิดผลการจัดอันดับดัชนีระบบนิเวศสตาร์ตอัปโลก ประจำปี 2569 (Global Startup Ecosystem Index 2026) จัดโดย StartupBlink แพลตฟอร์มวิจัยและวิเคราะห์ระบบนิเวศสตาร์ตอัประดับโลกจาก 120 ประเทศและกว่า 1,500 เมืองทั่วโลก โดยอาศัยข้อมูลจากพันธมิตรระดับโลก ร่วมกับข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐมากกว่า 100 ประเทศ

-ผลการจัดอันดับที่สำคัญของประเทศไทย ปี 2026

-ประเทศไทยขยับขึ้น 4 อันดับ อยู่ที่อันดับ 49 ของโลก อันดับ 4 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

-ก้าวเข้าสู่ Top 50 ของโลกในรอบ 6 ปี ด้วยอัตราการเติบโต 63%

-เป็นอันดับ 4 ของโลกในกลุ่ม Top 50 ที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด และอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

-ด้าน MedTech อุตสาหกรรมเทคโนโลยีการแพทย์ ไทยก้าวสู่อันดับ 1 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอันดับ 8 ของโลก

-ด้าน AgTech อุตสาหกรรมเทคโนโลยีการเกษตร ไทยก้าวสู่อันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอันดับ 21 ของโลก

- ด้านกิจกรรมส่งเสริมระบบนิเวศสตาร์ตอัป ไทยครองอันดับ 2 ในเอเชีย และอันดับ 20 ของโลก อาทิ กิจกรรมพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งปันประสบการณ์ และการมีส่วนร่วมของระบบนิเวศ

-ด้านการรับรู้และการเป็นที่ยอมรับของระบบนิเวศ (Ecosystem Visibility) ไทยอยู่ในอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับการรับรู้ในระดับสากลต่อสตาร์ตอัปและแบรนด์ต่างๆ ของไทย

- ผลการจัดอันดับระดับจังหวัด

“กรุงเทพมหานคร” เมืองหลวงแห่งระบบนิเวศ

-กรุงเทพมหานคร ขยับขึ้น 5 อันดับ อยู่ที่อันดับ 76 ของโลก และอันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

-กรุงเทพมหานคร ครองอันดับ 1 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสาขา Robotics และอันดับ 17 ของโลก

เมืองรองดาวรุ่งของไทยที่กำลังเติบโต

-เชียงใหม่ มีอัตราการเติบโตสูงเป็นอันดับ 4 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการเป็นศูนย์กลางสำหรับกลุ่ม Digital Nomads และเทคโนโลยีสร้างสรรค์

-ภูเก็ต มีอัตราการเติบโตสูงเป็นอันดับ 5 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกำลังก้าวขึ้นมาเป็นฐานนวัตกรรมด้านการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์

-4 เมืองใหม่ไทยที่ติดอันดับโลกเป็นครั้งแรกในปีนี้ ได้แก่ พัทยา สมุทรปราการ ปทุมธานี และนครปฐม

NIA ยังคงมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนระบบนิเวศสตาร์ตอัปของประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น "ชาตินวัตกรรม" โดยรายงาน Global Startup Ecosystem Index 2026 สามารถดาวน์โหลดได้ที่ https://lp.startupblink.com/report/

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1409179637903924&id=100064357042971&rdid=B6ClMMNceOSCUyW7#

ครม. สั่งยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน!! รัฐบาลยกเลิกมาตรการ ผ.60 นักท่องเที่ยว 93 ประเทศกลับเข้าเกณฑ์เดิม 30 วัน เตรียมแจ้งหน่วยงานดำเนินการ รัฐบาลคืนระบบเดิม คุมเข้มท่องเที่ยว–ธุรกิจระยะสั้น

เมื่อวานนี้ วันที่ 19 พฤษภาคม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติให้ยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน สำหรับนักท่องเที่ยวจากกว่า 90 ประเทศ รวมถึงกรณีของประเทศที่มีสิทธิ์ได้รับวีซ่ามากกว่า 1 ประเภท ก็ให้ยกเลิกเช่นเดียวกัน โดยจะกลับไปใช้หลักเกณฑ์เดิม

หลังจากนี้ จะมีการแจ้งมติดังกล่าวไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้ รายชื่อประเทศและดินแดนที่ผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดา หรือเอกสารที่ใช้แทนหนังสือเดินทาง สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว เพื่อการท่องเที่ยว การทำงาน หรือการติดต่อธุรกิจระยะสั้น โดยได้รับการยกเว้นการตรวจลงตรา และสามารถพำนักอยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกิน 60 วัน หรือที่เรียกว่า ผ.60 มีทั้งหมด 93 ประเทศ

รายชื่อ 93 ประเทศ ยกเลิก ‘ฟรีวีซ่า 60 วัน’ 
กลับไปใช้หลักเกณฑ์เดิม (30 วัน)

- กลุ่มประเทศนอร์ดิก: สวีเดน, เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, ไอซ์แลนด์, นอร์เวย์

- กลุ่มประเทศยุโรป: แอลเบเนีย, อันดอร์รา, ออสเตรีย, เบลเยียม, บัลแกเรีย, โครเอเชีย, ไซปรัส, เช็กเกีย, เอสโตเนีย, ฝรั่งเศส, จอร์เจีย, เยอรมนี, กรีซ, ฮังการี, ไอร์แลนด์, อิตาลี, คอซอวอ, ลัตเวีย, ลิกเตนสไตน์, ลิทัวเนีย, ลักเซมเบิร์ก, มอลตา, โมนาโก, เนเธอร์แลนด์, โปแลนด์, โปรตุเกส, โรมาเนีย, รัสเซีย, ซานมารีโน, สโลวาเกีย, สโลวีเนีย, สเปน, สวิตเซอร์แลนด์, ตุรกี, ยูเครน, สหราชอาณาจักร

- กลุ่มเอเชีย: ภูฏาน, บรูไน, กัมพูชา, จีน, ฮ่องกง, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, คาซัคสถาน, เกาหลีใต้, ลาว, มาเก๊า, มาเลเซีย, มัลดีฟส์, มองโกเลีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ศรีลังกา, ไต้หวัน, อุซเบกิสถาน, เวียดนาม

- กลุ่มตะวันออกกลาง: บาห์เรน, อิสราเอล, จอร์แดน, คูเวต, โอมาน, กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

กลุ่มอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และแคริบเบียน: แคนาดา, คิวบา, โดมินิกา, สาธารณรัฐโดมินิกัน, กัวเตมาลา, จาเมกา, เม็กซิโก, ปานามา, ตรินิแดดและโตเบโก, สหรัฐอเมริกา

- กลุ่มอเมริกาใต้: บราซิล, โคลอมเบีย, เอกวาดอร์, เปรู, อุรุกวัย

- กลุ่มโอเชียเนีย: ออสเตรเลีย, ฟิจิ, นิวซีแลนด์, ปาปัวนิวกินี, ตองกา

- กลุ่มแอฟริกา: มอริเชียส, โมร็อกโก, แอฟริกาใต้

ที่มา ไทยรัฐ - https://www.thairath.co.th/news/politic/2933830
เดลินิวส์ https://www.dailynews.co.th/news/5874610/

‘คิวเรียส คันไป’ ลุยคราฟต์สาเก ยกระดับศิลปะการดื่มด้วยสาเกพรีเมี่ยม คว้าสิทธิ์ "บรุกลิน คุระ" จากนิวยอร์ก จับกลุ่ม GEN ใหม่ขยายตลาดเครื่องดื่ม เสิร์ฟคู่เมนูหลากหลายชาติเพิ่มรสชาติ

“คิวเรียส คันไป” ยกระดับ “ศิลปะแห่งการดื่ม” คว้าคราฟต์สาเก

จากนิวยอร์ก “Brooklyn Kura” เสิร์ฟสายเทส เขย่าตลาดเครื่องดื่มพรีเมี่ยม

นายสกล สุริยะโชติ ผู้ก่อตั้ง และ ผู้เชี่ยวชาญการคัดสรรสาเก (Sake Curator) กลุ่ม คิวเรียส คันไป (Curious Kanpai)  และ นางสาวกุลศิริ ไชยนพกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ คิวเรียส คันไป ร่วมเปิดเผย ถึงผลสำเร็จในการยกระดับธุรกิจของกลุ่ม คิวเรียส คันไป ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำด้านการบริการคัดสรรสาเก  พรีเมี่ยมคุณภาพสูง คว้าสิทธิ์ “บรุกลิน คุระ” (Brooklyn Kura) สาเกพรีเมี่ยมจากแหล่งผลิตในสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ได้รับสิทธิ์การทำตลาดเมื่อปี 2568 และเป็นประเทศที่สองในเอเชียต่อจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อสร้างประสบการณ์การดื่มในประเทศไทย ซึ่งมีวัฒนธรรมที่โดดเด่นด้านการสร้างสรรค์เมนูอาหารที่หลากหลายและปรุงอย่างพิถีพิถัน จากร้านอาหารชั้นนำและบาร์ในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด ศิลปะแห่งการดื่มอย่างมีรสนิยม

“บรุกลิน คุระ เป็นเครื่องดื่มที่อยู่ในเซกเมนต์ “Craft Sake” โดยนำมาจับคู่กับเมนูอาหารหลากหลายสัญชาติไม่จำกัดเฉพาะกับอาหารญี่ปุ่น เราได้สร้างสรรค์เมนูอาหารที่จับคู่กับ บรุกลิน คุระ หลากหลายสัญชาติ ทั้ง ไทยดั้งเดิม ไทยครีเอทีฟ ฝรั่งเศส อิตาเลียน ญี่ปุ่น สแกนดิเนเวีย จีน-ไทย และอีสานฟิวชัน จึงเหมาะที่จะเป็นเครื่องดื่มสำหรับเพิ่มรสชาติให้กับอาหารได้ ซึ่งไม่ได้แข่งกับสาเกญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมโดยตรง” นายสกล กล่าว

ปัจจุบันตลาดเครื่องดื่มในประเทศไทย มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 500,000 ล้านบาท โดยกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีมูลค่าตลาดรวมราว 110,000 ล้านบาท

เปิดเกมรุกขยายฐาน GEN ใหม่  

นางสาวกุลศิริ ไชยนพกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ คิวเรียส คันไป กล่าวว่า “ความเหนือระดับของ “บรุกลิน คุระ” คือการมุ่งสร้างประสบการณ์ให้กับนักดื่ม GEN ใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์การดื่มที่พิถีพิถัน ใส่ใจและมีรสนิยมในการดื่ม ควบคู่กับเมนูอาหารที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง เหมือนเลือกร้านอาหาร เลือกการแต่งตัว ที่ได้ค้นพบว่านักดื่ม GEN ใหม่ มีความสนใจเรื่องราว งานคราฟต์ และการค้นพบ พวกเขาพร้อมลองไวน์ธรรมชาติ จากจอร์เจีย เมสกัลจากโออาซากา หรือ Craft Sake จาก “บรุกลิน คุระ” ไม่ใช่เพราะเทรนด์ แต่เพราะต้องการสัมผัสด้วยประสบการณ์จากการดื่มจริง ๆ เพื่อค้นพบความพิเศษ คนกลุ่มนี้ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ ที่วงการอาหาร และเครื่องดื่มกำลังเปิดกว้างสำหรับคนที่กล้าลอง แต่รอบรู้เรื่องอาหาร หลงใหล และเปิดกว้างกับการสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ เชื่อลิ้นตัวเองมากกว่ายี่ห้อดัง และชอบแชร์ของดีให้เพื่อน”

“สาเก ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ดื่มได้สนุก เข้ากันได้กับอาหารทุกประเภท ทั้ง ส้มตำ ผัดไทย ซีฟู้ดย่าง หรือ อาหารฝรั่งเศสสไตล์บิสโทร ในฐานะที่ คิวเรียส คันไป เป็นบริษัทที่ทำหน้าที่คัดสรรและเผยแพร่ความรู้เรื่องสาเก  บริษัทมุ่งเน้นการสื่อสารโดยให้ความรู้ด้านกลิ่น รสชาติ และ การจับคู่อาหาร ผ่านแพลตฟอร์ม Online  Facebook และ Instagram เป็นหลัก” นางสาวกุลศิริ กล่าว

นำร่อง คราฟต์สาเก 3 ตัวดัง

“บรุกลิน คุระ” นำร่อง สาเก 3 ตัวดังรุ่นเดียวกับการเปิดตัวครั้งแรกในญี่ปุ่นร่วมกับเมนูอาหารหลากหลาย ได้แก่ 1.ออสซิเดนทัล จุนไม/คราฟท์ สาเก (Occidental Junmai/Craft Sake (Dry-Hopped)) คู่กับ ส้มตำ แลมป์เบอร์เกอร์ ทูน่าสเต็กย่าง หมูย่าง 2.แคทสกิล จุนไม ไดกินโจ (Catskills Junmai Daiginjo) คู่กับ ซาชิมิ ซูชิ อาหารทะเล ยำวุ้นเส้น 3.แกรนด์ แพรรี่ จุนไม กินโจ (Grand Prairie Junmai Ginjo) คู่กับ อาหารทะเลย่าง ผัดไทย ชาร์คูเทอรี ทูน่า ทาร์ทาร์ (Tuna Tartare) 

“เรามั่นใจว่าการเปิดตัว “บรุกลิน คุระ” จะได้รับการตอบรับจากกลุ่มผู้รักการดื่มและอาหารในสไตล์ตัวเองทั้งในประเทศไทยและในระดับอาเซียนของกลุ่ม GEN ใหม่ และกลุ่มนักท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว ภายใต้กลยุทธ์การสร้างการรับรู้การถ่ายทอดตำนานสาเก ร่วมกับเมนูอาหารที่หลากหลายในประเทศไทย”

อนึ่ง บริษัทฯ ปฏิบัติ และดำเนินธุรกิจภายใต้กฎหมายควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทย โดยมุ่งมั่นสร้างความเข้าใจ และให้ความรู้เรื่องวัฒนธรรมสาเก รวมถึงศิลปะของการดื่มสาเกอย่างแท้จริงในเมืองไทย

OTOP ไทยครองใจชาวญี่ปุ่น กรมการพัฒนาชุมชนปลื้ม ยอดขาย Thai Festival 2026 ทะลุเป้า พุ่งสวนตลาดญี่ปุ่น ยอดขายกว่า 2 ล้านบาท สะท้อนพลังคราฟต์ไทยบนเวทีสากล

กรมการพัฒนาชุมชน ปลื้ม OTOP ไทยครองใจชาวญี่ปุ่น กวาดยอดขายทะลุเป้า

ต่อยอดออร์เดอร์–เจรจาการค้า ดันสินค้าไทยสู่ตลาดโลก

ระหว่างวันที่ 9–10 พฤษภาคม 2569 ณ สวนโยโยงิ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย นำผู้ประกอบการ OTOP ไทยเข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงานเทศกาลไทย หรือ Thai Festival 2026 ครั้งที่ 26 งานในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อยกระดับสินค้าไทยจาก “สินค้าชุมชน” สู่ “งานคราฟต์ระดับนานาชาติ” ผ่านการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับการออกแบบร่วมสมัย ภายใต้แนวคิด “OTOP Thai Craft: Beat Your Heart” ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีเอกลักษณ์ คุณภาพ และสะท้อนเรื่องราวทางวัฒนธรรมไทย

ในโอกาสนี้ ได้รับเกียรติจากนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยกล่าวว่า งานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว นับเป็นเทศกาลไทยที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 300,000 คนต่อปี

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า การเข้าร่วมงาน Thai Festival 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายโอกาสทางการค้าและสร้างการรับรู้สินค้า OTOP ไทยในตลาดต่างประเทศ สำหรับการนำผู้ประกอบการสินค้า OTOP จากทั่วประเทศกว่า 23 แบรนด์ชั้นนำ เข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้ นับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยตลอด 2 วันของการจัดงาน สามารถสร้างยอดจำหน่ายรวม 2,081,370 บาท แบ่งเป็นยอดจำหน่ายสินค้าภายในงาน 1,966,570 บาท และยอดสั่งซื้อเพิ่มเติม (Order) อีก 114,800 บาท ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท

ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ ระฆังทอง จ.อุบลราชธานี มียอดจำหน่ายสูงกว่า 269,780 บาท รองลงมา ได้แก่ พรีม่าเพิร์ล จ.ภูเก็ต จำหน่ายได้ 177,325 บาท อันดับ 3 กลุ่มแปรรูปผ้าย้อมสีธรรมชาติ Indygo จ.สกลนคร จำหน่ายได้ 111,889 บาท สะท้อนความนิยมของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีคุณภาพ มีอัตลักษณ์ และมีเรื่องราวของผลิตภัณฑ์

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น อาทิ Asia Super Store ซุปเปอร์มาเก็ตไทยขนาดใหญ่ ที่มีสาขาทั้งในโตเกียวและโอซาก้า โดยความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเปิดโอกาสทางการค้าและต่อยอดความร่วมมือในอนาคต ควบคู่กับกิจกรรม Workshop และการสาธิตผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างประสบการณ์ตรงแก่ผู้บริโภค และเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจซื้อสินค้า

ความสำเร็จของการดำเนินงานครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพของสินค้า OTOP ไทยในตลาดต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นผลจากความร่วมมือระหว่างกรมการพัฒนาชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการอย่างเป็นระบบในทุกมิติ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการผลักดันสินค้าไทยสู่เวทีสากลได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

สถาบันไทยลุยกรณีศึกษา ผลักดันกรณีศึกษาธุรกิจในไทยและเอเชีย ลดพึ่งพาตะวันตกเน้นบริบทท้องถิ่น SMU หนุนเขียนกรณีศึกษาตอบโจทย์ตลาดจริง เตรียมพร้อมบัณฑิตรับความท้าทายใหม่

สถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจของไทยผลักดันการเรียนรู้ผ่านกรณีศึกษาในเอเชีย เพื่อส่งเสริมความพร้อมด้านอุตสาหกรรมของบัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษา

โครงการริเริ่มของมหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ (SMU) สนับสนุนนักวิชาการไทยในการพัฒนากรณีศึกษาเพื่อการสอนที่เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น

กรุงเทพ, ประเทศไทย, 13 พฤษภาคม 2569 – มหาวิทยาลัยไทยกำลังเร่งพัฒนากรณีศึกษาทางธุรกิจโดยมุ่งเน้นที่เกิดในประเทศไทยและเอเชีย ทั้งนี้ นักการศึกษาหลายท่านได้ออกโรงเตือนว่าการพึ่งพาตำราเรียนจากตะวันตกมากจนเกินไปทำให้บัณฑิตขาดความพร้อมที่จะเผชิญความท้าทายในโลกธุรกิจที่เป็นจริงทั้งในระดับท้องถิ่นและภูมิภาค

เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่การศึกษาด้านธุรกิจในไทยต้องพึ่งพากรณีศึกษาต่าง ๆ ของตะวันตกเป็นอย่างมาก แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ทำกันทั่วโลก แต่ผู้เชี่ยวชาญการศึกษาชี้ว่าการมุ่งเน้นกรณีศึกษาทางธุรกิจจากตะวันตกมากจนเกินไปก่อให้เกิดความไม่สอดคล้องระหว่างการเรียนรู้ในห้องเรียนและความท้าทายที่ผู้บริหารไทยต้องเจอในภาคปฏิบัติ

มหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ (Singapore Management University: SMU) กำลังทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาในไทยเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยสนับสนุนการพัฒนาตัวอย่างกรณีศึกษาการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น โดยอิงจากสถานการณ์ทางธุรกิจที่เป็นจริงในเอเชีย

ซีลีน ควอค ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย ของ SMU Thailand กล่าวว่า “นักศึกษาในเอเชียกำลังหันมาให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านความมั่นคง ความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ และความสอดคล้องทางเศรษฐกิจมากขึ้นในการเลือกประเทศศึกษาต่อ ท่ามกลางผลกระทบจากนโยบายวีซ่าที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ทวีความรุนแรงในสหรัฐอเมริกาและบางประเทศในยุโรป ด้วยเหตุนี้ทำให้การเรียนรู้ผ่านกรณีศึกษาที่มุ่งเน้นบริบทเอเชียไม่ใช่เพียงแค่ส่วนเสริมอีกต่อไป แต่กลายเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากผู้นำแห่งอนาคตเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนเกี่ยวกับตลาด ความเสี่ยง และปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่พวกเขาจะต้องเผชิญและดำเนินงานท่ามกลางบริบทเหล่านี้ในอนาคต”

การเสริมสร้างศักยภาพของไทยด้านการเขียนกรณีศึกษา

เวิร์กช็อปล่าสุดที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ โดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านการเรียนรู้ผ่านกรณีศึกษาของ SMU (Centre for Case Learning Excellence)  ได้รวบรวมคณาจารย์และผู้ปฏิบัติงานจากภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันพัฒนากรณีศึกษาสำหรับการเรียนการสอนที่สะท้อนบริบททางธุรกิจของประเทศไทย

รศ. ดร. โอลิมเปีย ราเซลา ผู้อำนวยการหลักสูตรการตลาด วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ข้อสังเกตว่า “จากประสบการณ์ตรงของดิฉัน “กรณีศึกษาที่ใช้ในการเรียนการสอนไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเต็มศักยภาพเสมอไป อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการจัดการเรียนการสอนกรณีศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ และเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงความคิดเห็นของตนเอง บรรยากาศในชั้นเรียนจะมีชีวิตชีวา เข้มข้น และสร้างสรรค์”

ดร. พร้อม อุดมเดช ผอ.สำนักบริหารหลักสูตรสถาปัตยกรรมสหวิทยาการนานาชาติ คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า “ปัจจุบัน การศึกษาด้านธุรกิจในประเทศไทยยังขาดแคลนความรู้ด้านการบริหารจัดการโครงการก่อสร้างและการออกแบบอยู่มาก เรายังขาดกรณีศึกษาเฉพาะของไทยในภาคส่วนเหล่านี้ ซึ่งหมายความว่าองค์ความรู้ที่สำคัญนี้มักขาดหายไปจากหลักสูตรการศึกษาด้านธุรกิจ”

อิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของเอเชียกำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการศึกษาด้านธุรกิจ

นักการศึกษาชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเรียนรู้ที่เน้นเอเชียเป็นหลักสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มทางเศรษฐกิจในวงกว้าง เนื่องจากภูมิภาคนี้มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

SMU ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาชั้นนำระดับโลกด้านการสอนโดยใช้กรณีศึกษา จากการจัดอันดับของ Financial Times Research Insights Ranking 2025 และ The Case Centre Impact Index 2025 ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับการประสานงานระดับภูมิภาคในการพัฒนากรณีศึกษา

การสร้างสมดุลระหว่างเทคโนโลยีและการเล่าเรื่อง

ในขณะที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้ถูกนำมาใช้ในกระบวนการค้นหาข้อมูลและตรวจแก้เนื้อหามากยิ่งขึ้น นักการศึกษาได้เตือนว่าความเข้าใจที่ลึกซึ้งของมนุษย์ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการเขียนกรณีศึกษาที่มีประสิทธิภาพ

ดร. ฮาโววี โจชิ ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการเรียนรู้กรณีศึกษาของ SMU ได้กล่าวว่า “กรณีศึกษาที่ดีนั้นขึ้นอยู่กับการเล่าเรื่องและบริบท ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถสนับสนุนกระบวนการนี้ได้ แต่ยังไม่สามารถทดแทนมุมมองของมนุษย์ที่จำเป็นต่อการทำให้เรื่องราวเหล่านี้มีชีวิตชีวาได้”

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การพัฒนาตัวอย่างกรณีศึกษาที่เน้นประเทศไทยและเอเชียเป็นหลักอาจมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพความเป็นผู้นำและความพร้อมของกำลังแรงงาน ด้วยการบูรณาการความเป็นจริงทางธุรกิจในท้องถิ่นเข้ากับการศึกษา ประเทศไทยจะอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบสำหรับการเตรียมความพร้อมให้กับผู้นำในอนาคตที่มีทักษะการตัดสินใจที่จำเป็นในระบบเศรษฐกิจระดับภูมิภาคที่มีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

การพัฒนาอาชีพผ่านหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาของ SMU

หลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาของ SMU มุ่งพัฒนาความเชี่ยวชาญที่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาในสถานการณ์จริงให้แก่ผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่ โดยใช้แนวทางกาเรียนรู้แบบมีปฏิสัมพันธ์และการเรียนผ่านกรณีศึกษา

นักวิชาการในประเทศไทยร่วมถ่ายภาพกับ ดร. ฮาโววี โจชิ หลังเสร็จสิ้นการประชุมเชิงปฏิบัติการ "การพัฒนากรณีศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทเอเชีย" เพื่อเสริมสร้างทักษะการเขียนกรณีศึกษาและพัฒนากรณีศึกษาธุรกิจเอเชียจากสถานการณ์จริงสำหรับการเรียนการสอน

ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ได้โพสต์แสดงความยินดี กับพี่หนุ่ย กาแฟโบราณ เนื่องในลูกสาวสำเร็จการศึกษา MBA จาก Oxford ประเทศอังกฤษ

(20 พ.ค. 69) ดร หิมาลัย ผิวพรรณ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ก ระบุว่า “ขอแสดงความยินดีกับ พี่หนุ่ย กาแฟโบราณ ที่ลูกสาวจบ MBA จาก Oxford ครับ

มจธ. ดันเรือไฟฟ้า!! สร้างโมเดลท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ จับมือชุมชนคลองบางมด พัฒนาสู่วงการ เปลี่ยนเรือหางยาวเป็น E-Boat ลดมลพิษ กทม. หนุนเป้าหมาย Net Zero ระยะยาว

มจธ. จับมือ ชุมชนคลองบางมด ดัน “โมเดลท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” ด้วย “E-Boat” สู่ “กรุงเทพฯ Net Zero”

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

เสียงเรือหางยาวที่เคยดังสนั่น ผสมกลิ่นควันดีเซลที่ลอยฟุ้ง และแรงกระเพื่อมของน้ำที่ซัดเข้าริมตลิ่ง กำลังกลายเป็นอดีตของ “ชุมชนคลองบางมด” ในพื้นที่เขตทุ่งครุและบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เมื่อชาวบ้านในพื้นที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หรือ มจธ. ดัดแปลงเรือเครื่องยนต์สันดาปให้เป็น “เรือไฟฟ้า” หรือ E-Boat ขนาด 8-10 ที่นั่ง สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวและกิจกรรมล่องคลองเชิงอนุรักษ์ ช่วยลดทั้งเสียง ควัน มลพิษ และต้นทุนพลังงานได้กว่า 60 % พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนริมคลอง และต่อยอดสู่ต้นแบบการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของกรุงเทพฯ

การเกิดขึ้นของเรือไฟฟ้าในคลองบางมด นับเป็นจุดเริ่มต้นของ “ต้นแบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ที่เชื่อมเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเข้ากับการท่องเที่ยวชุมชน การสร้างอาชีพใหม่ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนริมคลอง ให้สอดรับกับเป้าหมาย Net Zero ซึ่งกำลังเป็นวาระสำคัญของโลกและประเทศไทย
จุดเริ่มต้นของเรือไฟฟ้ามาจากความต้องการของคนในพื้นที่อย่าง คุณสนธยา เสมทัพพระ หรือ “น้าโบ๋” ชาวบ้านคลองบางมด ที่อยากคืนความเงียบสงบและอากาศบริสุทธิ์ให้กับชุมชน หลังจากเห็นปัญหาเสียงเครื่องยนต์ ควันน้ำมัน และผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนริมคลองมาเป็นเวลานาน

“จุดเริ่มต้นมาจากความต้องการนำความเงียบและอากาศบริสุทธิ์กลับมาสู่คลองบางมด เราคิดว่าหากเปลี่ยนเรือเก่าให้เป็นเรือไฟฟ้าได้ ก็น่าจะช่วยให้คลองน่าอยู่ขึ้น จึงเริ่มศึกษาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า และนำอะไหล่มือสองจากรถอีวีมาปรับใช้กับเรือหางยาวของชุมชน จนพัฒนาเป็นเรือหางยาวไฟฟ้าต้นแบบ ขนาดประมาณ 8-10 ที่นั่ง ซึ่งปัจจุบันใช้งานได้จริง สามารถให้บริการนักท่องเที่ยวล่องเรือชมวิถีชีวิตริมคลองบางมด โดยไม่มีเสียงดังและควันรบกวนเหมือนเดิม” น้าโบ๋กล่าว

น้าโบ๋ เล่าว่า ในช่วงแรกของการพัฒนา ชุมชนได้รับความร่วมมือจากศูนย์ Mobility and Vehicle Technology Research Center หรือ MOVE มจธ. เข้ามาช่วยออกแบบและพัฒนาระบบขับเคลื่อนเรือไฟฟ้า พร้อมให้คำแนะนำทางวิชาการและเทคนิคที่เหมาะสมกับการใช้งานจริง จนสามารถเปลี่ยนเรือเครื่องยนต์เก่าให้กลายเป็นเรือไฟฟ้าได้สำเร็จ ขณะเดียวกันโครงการยังได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA สถานทูตเนเธอร์แลนด์ และกรุงเทพมหานคร ในการพัฒนาเรือโดยสารไฟฟ้าต้นแบบสำหรับสัญจรในคลอง โดยดัดแปลงจากเรือขนขยะของ กทม. นี่คือแนวคิดการนำเรือเก่ากลับมาสร้างมูลค่าใหม่แทนการขายทิ้ง โดย กทม. ยังให้ความสนใจผลักดันให้เขตต่าง ๆ ที่มีเรือเก่า นำแนวคิดนี้ไปต่อยอดเป็นเรือท่องเที่ยวไฟฟ้า เพื่อสร้างเสน่ห์ใหม่ให้การท่องเที่ยวทางน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ ในอนาคต

รองศาสตราจารย์ ดร.ชวิน จันทรเสนาวงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาความเป็นสากล มจธ. กล่าวว่า “การเปลี่ยนมาใช้เรือไฟฟ้า ส่งผลดีทั้งในด้านการลดต้นทุนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถลดต้นทุนด้านพลังงานได้ถึง 60-70% แม้จะมีต้นทุนเริ่มต้นในส่วนของแบตเตอรี่และมอเตอร์ แต่ประเมินว่าจะสามารถคืนทุนได้ภายในประมาณ 3 ปี ขณะเดียวกันยังช่วยลดมลพิษทางเสียง ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และลดมลพิษทางอากาศภายในชุมชนได้”

อีกก้าวสำคัญของโครงการ คือการจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้เรือไฟฟ้าเพื่อชุมชน” ที่บ้านเขียนวาดและภาพพิมพ์ แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการดัดแปลงเรือเครื่องยนต์สันดาปให้เป็นเรือไฟฟ้า รวมถึงการดูแลและซ่อมบำรุงระบบมอเตอร์ไฟฟ้าให้กับชาวบ้าน ช่างเครื่องยนต์ และผู้สนใจทั่วไป รศ. ดร.ชวิน ระบุว่า ศูนย์แห่งนี้จะช่วยให้โครงการไม่หยุดอยู่เพียงเรือไฟฟ้าต้นแบบ 1 ลำ แต่กลายเป็นพื้นที่สร้างทักษะใหม่ให้ชุมชน และอาจต่อยอดสู่ “วิสาหกิจชุมชนด้านเรือไฟฟ้า” ทั้งการปรับปรุงเรือเก่า การดูแลระบบขับเคลื่อน และการให้บริการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดย มจธ. จะช่วยสนับสนุนด้านวิชาการ ในการที่ชุมชนจัดการอบรมการแปลงเรือเครื่องยนต์เป็นไฟฟ้า และหวังว่าจะเป็นต้นแบบซึ่งจะช่วยสร้างอาชีพใหม่ เพิ่มรายได้ให้คนในพื้นที่ และขยายโมเดลนี้ไปยังชุมชนริมคลองอื่น ๆ ของกรุงเทพฯ ในอนาคต

อีกมิติสำคัญของโครงการ คือการเชื่อมเรือไฟฟ้าเข้ากับ “เส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” ภายใต้โครงการ “การร่วมสร้างต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำ เพื่อกรุงเทพเมืองยืดหยุ่นยั่งยืน” ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มจธ. ที่ต้องการยกระดับชุมชนเกษตรเมืองริมน้ำให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม ควบคู่กับการลดคาร์บอนของกรุงเทพฯ โดย ดร.กัญจนีย์ พุทธิเมธี รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ ระบุว่า การลดคาร์บอนในการท่องเที่ยวชุมชนต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่การเดินทาง ผู้ประกอบการ กิจกรรมท่องเที่ยว วัสดุ งานศิลปะ ไปจนถึงประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว และจากการทำงานในพื้นที่พบว่า “การเดินทาง” เป็นกิจกรรมที่ก่อคาร์บอนมากที่สุด การเปลี่ยนมาใช้เรือไฟฟ้าจึงทำให้แนวคิดการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของคลองบางมดเป็นรูปธรรมมากขึ้น

“เมื่อปรับการเดินทางเป็นเรือไฟฟ้า เส้นทางการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของเราก็ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น ปัจจุบันโครงการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการในพื้นที่ ตัวอย่างเช่น วิสาหกิจชุมชนอารยะคลองบางมดสร้างสรรค์  เซฟติสท์ฟาร์ม เป็นต้น โดยออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำรวม 12 เส้นทาง แบ่งเป็นเขตทุ่งครุ 6 เส้นทาง และเขตบางขุนเทียน 6 เส้นทาง เพื่อให้การท่องเที่ยวไม่ใช่เพียงกิจกรรมสร้างรายได้ระยะสั้น แต่เป็นเครื่องมือสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนและการจัดการสิ่งแวดล้อมในระยะยาว” ดร.กัญจนีย์ กล่าว

และล่าสุด เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ร่วมกิจกรรมเปิดตัวเรือไฟฟ้าต้นแบบ E-Boat จากท่าน้ำวัดพุทธบูชาไปยังศูนย์การเรียนรู้บ้านเขียนวาดและภาพพิมพ์ คลองบางมด สะท้อนความสำคัญของโครงการในฐานะต้นแบบที่อาจต่อยอดสู่การพัฒนาการเดินทางทางน้ำและการท่องเที่ยวสีเขียวของกรุงเทพฯ ในระยะต่อไป

กรณีคลองบางมดจึงเป็นมากกว่าโครงการท่องเที่ยวชุมชน แต่เป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจฐานรากแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่จริง ลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างทักษะแรงงานใหม่ และเพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากรท้องถิ่น หากสามารถขยายผลไปยังคลองสายอื่นของกรุงเทพฯ ได้ในอนาคต เรือไฟฟ้าอาจไม่ใช่เพียงทางเลือกใหม่ของการเดินทางทางน้ำ แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้กรุงเทพมหานครเดินหน้าเข้าสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

สวนนงนุชจัดโปร!! พัก 2 คืนแถมฟรี 1 คืน ชมสวนระดับโลกกว่า 60 แห่ง ฟรีโชว์ช้างและศิลปวัฒนธรรมไทย เฉพาะวันหยุดยาวสิ้นพ.ค.-มิ.ย.

เที่ยวคุ้มที่สุดแห่งปี! “สวนนงนุชพัทยา”ตอนรับวันหยุดยาว พัก 2 คืน แถมฟรี 1 คืน  ชมฟรีสวนระดับโลก  และชม2โชว์ฟรี การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย และการแสดงช้างแสนรู้  5 วันเท่านั้น

นายกัมพล ตันสัจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ร่วมพักผ่อนช่วงวันหยุดยาว ระหว่างวันที่ 30–31 พฤษภาคม และ 1–3 มิถุนายน 2569 กับโปรโมชั่นพิเศษ “พัก 2 คืน แถมฟรี 1 คืน” สำหรับห้องพักทุกโซนภายในสวนนงนุชพัทยา ท่ามกลางธรรมชาติและสวนสวยระดับโลก บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่

โปรโมชั่นดังกล่าวเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสบรรยากาศการพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม พร้อมเที่ยวชมสวนสวยมากกว่า 60 สวนฟรี อาทิ สวนลอยฟ้า สวนฝรั่งเศส หุบเขาไดโนเสาร์ เมืองอียิปต์ และมุมถ่ายภาพใหม่ยอดนิยม ที่สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งวัน เหมาะสำหรับครอบครัว คู่รัก และนักท่องเที่ยวทุกวัย

นอกจากนี้ ผู้เข้าพักยังได้รับสิทธิ์เข้าชม การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย และการแสดงช้างแสนรู้  และเข้าชม“พิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ” ฟรี พร้อมเพลิดเพลินกับกิจกรรมและจุดเช็ก อินภายในสวนนงนุชพัทยา ไม่ว่าจะเป็นคาเฟ่แมว สวนพฤกษศาสตร์ขนาดใหญ่ และพื้นที่พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติอันร่มรื่น

รายละเอียด

จองที่พัก 2 คืน ฟรี 1 คืน

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ

ใช้ได้เฉพาะวันที่ 30–31 พฤษภาคม และ 1–3 มิถุนายน 2569

ใช้ได้กับห้องพักทุกโซนภายในสวนนงนุชพัทยา

ฟรีเที่ยวชมสวนสวยมากกว่า 60 สวน บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่

ฟรีเข้าชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ

เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนดสำหรับช่วงวันหยุดยาวนี้ ราคาดังกล่าวไม่รวมอาหารเช้า ไม่รวมที่นอนเสริม  สวนนงนุชพัทยา พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยบรรยากาศการท่องเที่ยวใกล้ชิดธรรมชาติ สวนสวยระดับโลก และกิจกรรมหลากหลายที่สามารถเที่ยวได้ทั้งวันในจุดหมายปลายทางเดียวของเมืองพัทยาเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

จากรักและอาลัย “นิพนธ์” อาลัยรักภรรยา “กัลยา บุญญามณี” เงินทำบุญทั้งหมด มอบให้มูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครรินทร์ จัดพิธีบำเพ็ญกุศล 21-25 พ.ค.

เงินทำบุญงานศพ “กัลยา บุญญามณี”ทั้งหมดมอบให้มูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครรินทร์

นิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เมื่อวานนายกฯอนุทิน ชาญวีระกูล ได้แจ้งต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีถึงการเสียชีวิตของคุณกัลยา บุญญามณี ภรรยาของนิพนธ์ และมารดาของสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

”มีรัฐมนตรีหลายคนแจ้งว่า จะเดินทางไปร่วมงานบุญด้วย ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณผู้หลักผู้ใหญ่ ญาติมิตร พี่น้อง เพื่อนฝูงที่ร่วมแสดงความเสียใจต่อการจากไปของเสาหลักคนหนึ่งในครอบครัว“

นิพนธ์ ได้โพสต์อาลัยรักต่อการจากไปอย่างกะทันหันของภรรยา “สู่สุขคติภพนะขุ้ย ตลอดเวลาขุ้ยทำหน้าที่ภรรยา หน้าที่แม่ของลูกๆ และหน้าที่การงานได้ดีที่สุดแล้ว ไม่ต้องห่วงกังวลสิ่งใดแล้วนะ จะทำทุกอย่างแทนขุ้ยให้ดีที่สุด หลับให้สบายนะ

รักและคิดถึงเสมอ”

นิพนธ์ บอกว่า ในการณ์นี้ ทางคณะเจ้าภาพขอแจ้งให้ทราบว่า กรณีมีผู้ประสงค์จะร่วมทำบุญ ทางคณะเจ้าภาพมีความประสงค์มอบเงินทำบุญทั้งหมดให้แก่ มูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ไม่รับเงินสด โดยสามารถสแกน QR Code ตามรูปสแกนโอนทำบุญได้เลย โดยระบบจะบันทึกว่ามาจากการร่วมทำบุญในนามคุณกัลยา บุญญามณี

“ขอกุศลผลบุญที่กระทำในครั้งนี้ให้ไปถึงคุณกัลยา หอบหิ้วผลบุญเป็นใบเบิกทางไปสู่สัมปรายภพ พบเจอแต่คนที่รักในภพหน้า”

สำหรับพิธีบำเพ็ญกุศลศพคุณกัลยา วันพฤหัสที่ 21 พฤษภาคม จะเคลื่อนย้ายศพมาจากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (มอ.)ไปยังศาลาเฉลิมพระเกียรติ ร.9 วัดแหลมทราย เวลา 14.00 น.รดน้ำศพ เวลา 17.00 น.พระราชพิธีน้ำหลวงอาบศพ เวลา 18.30 น.สวดพระอภิธรรมทุกวัน วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม เวลา 16.00 น.พระราชทานเพลิงศพ

ผลไม้ไทยขึ้นห้างกลางกรุง!! ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง บุกสยามพารากอน จันทบุรีโชว์พลัง Soft Power ผ่านงาน “Thailand, The Land of Tropical Fruits” ดันผลไม้ไทยสู่ Soft Power ระดับโลก

“Thailand, The Land of Tropical Fruits”

อีกหนึ่งภาพสะท้อนพลัง Soft Power ไทย

ที่อบอวลไปด้วยเสน่ห์ของผลไม้เมืองร้อนจากผืนแผ่นดินตะวันออก

งาน “Thailand, The Land of Tropical Fruits” จัดโดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี ณ Gourmet Market สยามพารากอน ใจกลางกรุงเทพมหานคร

โดยได้รับเกียรติจาก นางบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน

ภายในงานได้รวบรวมผลไม้คุณภาพจากจันทบุรีและหลายพื้นที่ของไทย

ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง และผลไม้เมืองร้อนนานาชนิด มาไว้กลางห้างกลางกรุง ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักและอบอุ่น

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือการเชิญเอกอัครราชทูต และผู้แทนทางการทูตจากหลายสิบประเทศเข้าร่วมงาน เพื่อร่วมสัมผัสรสชาติผลไม้ไทยสดๆ จากสวน

และเปิดประสบการณ์เสน่ห์แห่ง “ผลไม้ไทย” ที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นบนเวทีโลก

ไม่ใช่เพียงเทศกาลผลไม้ แต่คือการนำเสนอประเทศไทย ผ่านรสชาติ วัฒนธรรม และความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินไทย

ในวันที่ “ผลไม้ไทย”

กำลังก้าวขึ้นเป็นอีกหนึ่ง Soft Power สำคัญของประเทศ

‘วรภัค’ ฟ้องสื่ออิสระ ‘ทอม ไรต์’ ปมแฉเครือข่ายฟอกเงินระดับโลก หลังถูกโยงเครือข่ายฟอกเงิน ‘เบน สมิธ’ เรียกค่าเสียหาย 48 ล้าน สื่อนอกจับตา ก.ล.ต.ไทยยังนิ่ง


"วรภัค ธัญวงศ์" อดีต รมช.คลัง ฟ้องหมิ่นประมาท "ทอม ไรต์" สื่ออิสระ หลังถูกแฉโยงขบวนการฟอกเงินของ “เบน สมิธ” นัดไต่สวน 22 มิ.ย.-สื่อนอกข้องใจไฉน ก.ล.ต.ยังนิ่ง สำนักข่าว Next News รายงาน

ข่าวเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ว่า เว็บไซต์ https://whalehunting.projectbrazen.com ได้รายงานข่าวว่า นายวรภัค ธัญวงศ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของไทย ได้ยื่นฟ้องหมิ่นประมาททางอาญาต่อนายทอม ไรต์ สื่อมวลชนอิสระ เจ้าของเว็บไซต์ Whale Hunting ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สื่อข่าวที่เคยเปิดโปงการทุจริตกองทุน 1MDB ของมาเลเซีย โดยการฟ้องร้องครั้งนี้ นายวรภัคเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงิน 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 48.84 ล้านบาท จากการรายงานข่าวของ Whale Hunting ที่พาดพิงถึงบทบาทของเขาในเครือข่ายของนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ "เบน สมิธ" ผู้ต้องหาคดีฟอกเงินจากแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นอาชญากรระดับโลก เครือข่ายอาชญากรรมและการแทรกซึมสถาบันการเงินไทย Whale Hunting ระบุว่า เครือข่ายของนายมอเออร์เบอร์เกอร์เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมายหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากศูนย์หลอกลวงในกัมพูชา ซึ่งมีการบังคับใช้แรงงานทาสสมัยใหม่ เพื่อฉ้อโกงเหยื่อทั่วโลก เข้าสู่ระบบการเงินระหว่างประเทศ โดยเครือข่ายดังกล่าวได้ทำการคอร์รัปชันร่วมกับชนชั้นนำของไทยอย่างเป็นระบบ เพื่อฝังตัวเข้าไปในสถาบันการเงินที่มีการกำกับดูแลของประเทศ การสอบสวนของ Whale Hunting ซึ่งอ้างอิงเอกสารหลักฐานที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ระบุว่า ภรรยาของนายวรภัค ธัญวงศ์ ได้รับเงินจำนวน 2.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 94.42 ล้านบาท ในรูปแบบของสกุลเงินดิจิทัล Tether (USDT) โดยเป็นการจ่ายเงินลับซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงเพื่อโอนการควบคุมบริษัท ฟินันเซีย เอ็กซ์ ซึ่งเป็นบริษัทการเงินไทย ให้กับนิติบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นส่วนหน้าของเครือข่ายนายเมาเออร์เบอร์เกอร์ การเข้าครอบงำกิจการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้การดำเนินงานของนายเมาเออร์เบอร์เกอร์ ดูน่าเชื่อถือ

ข้อโต้แย้งทางกฎหมายและการดำเนินคดี แม้ว่าการรายงานข่าวของ Whale Hunting จะนำไปสู่การลาออกจากตำแหน่งในรัฐบาลไทยของนายวรภัคในช่วงปลายปี 2568 แต่ Whale Hunting อ้างว่านายวรภัคกลับพยายามใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อปิดปากสื่อ นายวรภัคยื่นฟ้องคดีในเดือนธันวาคม 2568 โดยมีกำหนดไต่สวนครั้งแรกในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 Whale Hunting ตั้งข้อสังเกตว่าการที่นายวรภัคเลือกยื่นฟ้องคดีในประเทศไทย แทนที่จะเป็นสิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางกฎหมายที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลและเป็นสถานที่ที่ธุรกรรมที่เป็นประเด็นสำคัญเกิดขึ้นนั้น "เป็นเรื่องที่น่าคิด" เนื่องจากสิงคโปร์มีกฎหมายที่ยากต่อการใช้เพื่อข่มขู่สื่อมวลชนมากกว่า ในทางกลับกัน ประเทศไทยถูกจัดอันดับอยู่ในอันดับที่ 77 จาก 143 ประเทศทั่วโลกในด้านหลักนิติธรรมปี 2568 และมีประวัติการใช้กฎหมายหมิ่นประมาททางอาญาเพื่อข่มขู่นักเคลื่อนไหวและนักข่าวมาอย่างยาวนาน 

ความเชื่อมโยงกับเครือข่ายฟอกเงินและการกระทำของเจ้าหน้าที่ Whale Hunting อ้างว่าได้เปิดเผยหลักฐานเพิ่มเติมที่ค้านคำกล่าวอ้างของนายวรภัคที่ว่าเขาเป็นเพียงคนรู้จักกับนายเมาเออร์เบอร์เกอร์ โดยมีการเปิดเผยภาพถ่ายของนายวรภัคที่เดินทางบนเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวของนายมอเออร์เบอร์เกอร์ และภาพลูกชายของเขาบนเรือยอทช์มูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,256 ล้านบาทของนายเมาเออร์เบอร์เกอร์ ซึ่งกรณีนี้นายวรภัคเคยชี้แจงกับสำนักข่าว Next News ไปแล้วว่ารูปถ่ายบนเครื่องบินส่วนตัวนั้นเป็นแค่การบินไปดูไร่กัญชาที่เชียงราย ส่วนภาพลูกชายบนเรือยอทช์ก็ไม่ใช่เรือของนายเมาเออร์เบอร์เกอร์แต่อย่างใด

'วรภัค' ย้ำอีกปัดเอี่ยว 'เบน สมิธ' หลังเจอภาพลูกชายบนเรือยอชท์หรู Whale Hunting ระบุอีกว่ามีหลักฐานว่า นายวรภัคยอมรับว่ารู้จักนายยูจีน แทง ซีอีโอของ Capital Asia Investments (CAI) ซึ่งเป็นบริษัทที่นายเมาเออร์เบอร์เกอร์ใช้เป็นส่วนหน้าในการเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมายหลายพันล้านดอลลาร์ โดย CAI ได้ให้เงินกู้แก่นายวรภัคจำนวน 693 ล้านบาท หรือกว่า 21.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเข้าซื้อหุ้นใน ฟินันเซีย เอ็กซ์  ในนามของเครือข่ายนายเมาเออร์เบอร์เกอร์  แม้ว่านายวรภัคจะเคยกล่าวอ้างว่าทางการสิงคโปร์ไม่พบหลักฐานการกระทำผิดทางอาญาที่ CAI แต่ในวันที่ 5 มีนาคม 2569 ตำรวจสิงคโปร์และธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ได้จับกุมนายยูจีน แทง และนายจอร์จ แทน กรรมการอีกคนของ CAI พร้อมอายัดทรัพย์สินกว่า 124 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4,037.44 ล้านบาท . การสอบสวนพบว่า CAI และนายแทงถูกกล่าวหาว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมและศูนย์หลอกลวง  Whale Hunting ยืนยันว่าเอกสารที่เกี่ยวข้องแสดงให้เห็นถึงความพยายามร่วมกันในการส่งมอบสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของไทยให้กับเครือข่ายอาชญากรรม และการจ่ายเงินหลายล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับนายวรภัคนั้นเป็นส่วนหนึ่งของค่าตอบแทน อนึ่งนายวรภัคได้เคยชี้แจงต่อสื่อมวลชนไปแล้วว่ากรณีการได้รับเงินของภรรยานั้นเป็นแค่เงินที่มาจากการขายหุ้นฟินันเซีย เอ็กซ์เท่านั้นไม่เกี่ยวกับนายเมาเออร์เบอร์เกอร์แต่อย่างใด ปัจจุบัน ศาลไทยได้ออกหมายจับนายมอเออร์เบอร์เกอร์ ซึ่งเชื่อว่าอยู่ในดูไบ และได้อายัดทรัพย์สินหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงหุ้นในบริษัท ฟินันเซีย เอ็กซ์ . กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ยังคงดำเนินการสอบสวนต่อไป อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่นำการสอบสวนการเข้าครอบงำบริษัท ฟินันเซีย เอ็กซ์ กลับยังไม่มีการดำเนินการใดๆ กับนายวรภัค

ที่มา : https://whalehunting.projectbrazen.com/vorapak-sues-whale-hunting-the-high-stakes-fight-for-the-truth/

“ธรรมศาสตร์” จับมือ “สถานทูตอิหร่าน” ไทย–อิหร่านเปิดประตูวิชาการ ธรรมศาสตร์หารือสถานทูตอิหร่าน ดันวิจัยร่วม–แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ขยายมิติเอเชียตะวันตกศึกษา

เมื่อวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2568 ผู้อำนวยการสถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้แทน ได้เข้าพบ ดร. นัสเซอเรดิน ไฮดารี (Dr. Nasseredin Heidari) 

เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย และเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตฯ

ในระหว่างการหารือ ทางสถาบันฯ ได้แสดงความพร้อมที่จะศึกษาและดำเนินการเกี่ยวกับแนวทางความร่วมมือและการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัย รวมถึงศูนย์วิจัยและศูนย์การศึกษาต่างๆ ในอิหร่านกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งนี้ ทางสถาบันฯ ได้มอบทุนการศึกษาในสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาในมิติอนาคต (Future Studies of Southeast Asia) และมีแผนที่จะเพิ่มสาขาวิชาเอเชียตะวันตกศึกษา (West Asian Studies) เข้าไปในหลักสูตร จึงได้ประสานขอความร่วมมือจากทางอิหร่านในด้านเนื้อหาทางวิชาการ

เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย ได้บอกเล่าถึงประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและอิหร่าน พร้อมทั้งสรุปการดำเนินงานของสถานเอกอัครราชทูตฯ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ และขยายความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ กงสุล วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม ให้แก่คณะผู้บริหารของสถาบันฯ ได้รับทราบ นอกจากนี้ ท่านทูตยังได้เสนอแนะให้มีการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของมหาวิทยาลัย ศูนย์วิจัย และคลังสมอง (Think Tanks) ของอิหร่าน ในการทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการแลกเปลี่ยนร่วมกัน ตลอดจนใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางวัฒนธรรมของสถานเอกอัครราชทูตฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มูลนิธิเพื่อการศึกษาและวิจัยอัล-มุสตาฟา (Al-Mustafa Educational and Research Foundation) ซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทยและมีสำนักงานตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร ในการแปลและจัดพิมพ์หนังสือของอิหร่านเป็นภาษาไทย

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบร่วมกันที่จะส่งข้อมูลแนะนำสถาบันฯ และศักยภาพของสถาบันฯ ไปยังกรุงเตหะราน เพื่อพิจารณาและประกาศแนวทางความร่วมมือที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทั้งสองประเทศต่อไป

ในการดำเนินการตามข้อเสนอของผู้อำนวยการสถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกี่ยวกับการแปลหนังสือด้านประเด็นเศรษฐกิจร่วมกันและเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ท่านทูตอิหร่านได้เสนอแนวคิดในการกำหนดและดำเนินโครงการวิจัยร่วมกันภายใต้หัวข้อ "การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างปรัชญาเศรษฐกิจต้านทาน (Philosophy of Resistance Economy) ของท่านผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติอิสลาม อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี กับ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Philosophy of Sufficiency Economy) ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของทั้งสองประเทศ" ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากคณะกรรมการของสถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้ข้อสรุปว่า ท่านทูตอิหร่านจะเป็นผู้จัดทำและนำเขร่างแรก (Initial draft) เป็นภาษาอังกฤษ

อนึ่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถือเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่เป็นอันดับสองของประเทศไทย ที่เปิดสอนในสาขาวิชาการที่หลากหลาย และผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันแห่งนี้ล้วนดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระทรวงการต่างประเทศของไทย

R Iran Embassy in Bangkok Thailand

ที่มา : https://www.facebook.com/100069530857075/posts/1318957177098632/?rdid=k3F32wj4UgKzcLTR#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top