Tuesday, 14 July 2026
COMPETITION

บางจากฯ ชูคุณภาพน้ำมัน–มาตรฐานหัวจ่าย!! เดินหน้าตรวจคุณภาพน้ำมัน–หัวจ่ายต่อเนื่อง สร้างความมั่นใจผู้ใช้บริการทั่วประเทศ ครองแชมป์หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐานระดับทองมากที่สุดในไทย ตอกย้ำเติมเต็มลิตร–คุณภาพมั่นใจ

บางจากฯ ครองอันดับ 1 "หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน" ระดับสีทองมากที่สุด

สถานีบริการน้ำมันบางจากครองตำแหน่งสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้รับรอง "หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน" ระดับสีทองซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุด มากที่สุดในประเทศไทย จากโครงการของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ที่ร่วมสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคในมาตรฐานการให้บริการของสถานีบริการน้ำมัน

นายเสรี อนุพันธนันท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บางจากฯ ให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานของสถานีบริการน้ำมันมาโดยตลอดนับตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจ มีการควบคุมและตรวจสอบมาตรฐานของการจ่ายน้ำมัน รวมทั้งคุณภาพน้ำมันอย่างต่อเนื่อง เช่น การกำหนดให้สถานีบริการน้ำมันตรวจสอบมาตรฐานหัวจ่ายสม่ำเสมอ มีหน่วยตรวจสอบมาตรฐานคุณภาพน้ำมันทั่วประเทศ (Mobile Lab)  เป็นต้น เพื่อให้มั่นใจว่าผู้บริโภคจะได้รับน้ำมันครบถ้วน ถูกต้อง คุณภาพเป็นไปตามมาตรฐาน บางจากฯ จึงมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมโครงการรับรอง “หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน” ของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อเป็นการยืนยันมาตรฐานการดำเนินงานของสถานีบริการน้ำมันบางจากเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ให้บริการ บางจากฯ มีแผนให้สถานีบริการน้ำมันบางจากทุกแห่งเข้าร่วมโครงการนี้เพื่อให้ได้รับการตรวจสอบมาตรฐานของหัวจ่ายน้ำมันอย่างสม่ำเสมอจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ โดยปัจจุบันสถานีบริการน้ำมันบางจากได้รับมาตรฐานแล้วเกือบ 2,000 สาขา และได้รับป้ายระดับทองสูงสุดถึง 269 สาขา เป็นแบรนด์น้ำมันที่ได้รับการรับรองป้ายมาตรฐานระดับทองมากที่สุด และยังคงทยอยได้รับการรับรองมาตรฐานดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

นอกจากการควบคุมมาตรฐานการให้บริการแล้ว บางจากฯ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพน้ำมันอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลิตภัณฑ์น้ำมันคุณภาพสูง อาทิเช่น น้ำมันบางจากไฮพรีเมียม 98 +พลัส และไฮพรีเมียม ดีเซล +พลัส เป็นต้น ทั้งยังเป็นพลังงานสะอาด ประหยัดและคุ้มค่าต่อการใช้งาน   ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังมุ่งเพิ่มความคุ้มค่าให้แก่ผู้บริโภคด้วยการจัดโปรโมชันสมนาคุณลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีโปรโมชัน ได้แก่  สมาชิกบางจากกรีนไมลส์ เมื่อเติมน้ำมันบางจากทุกชนิดครบทุก 1,000 บาท รับฟรี น้ำดื่มขวดใหญ่ ขนาด 1.5 ลิตร มูลค่า 14 บาท จำนวน 1 ขวด ตั้งแต่ 1 ถึง 31 กรกฎาคม 2569   และเมื่อเติมน้ำมันบางจากทุกชนิดครบทุก 1,200 บาท รับฟรี แก้วแรงใจ 1 ใบ มูลค่า 49 บาท มี 7 ลายให้สะสม ตั้งแต่ 10 มิถุนายน ถึง 20 กรกฎาคม 2569 ยิ่งไปกว่านั้นในโอกาสครบรอบ 20 ปี บางจากกรีนไมลส์  สมาชิกสามารถใช้คะแนนสะสม 500 คะแนน แลกรับคูปองส่วนลดเติมน้ำมันบางจากมูลค่า 120 บาท เพิ่มขึ้นจากปกติที่แลกได้ 100 บาท  ผ่านแอปพลิเคชันบางจาก สำหรับการเติมน้ำมันบางจากชนิดใดก็ได้ตั้งแต่ 1,000 บาท ขึ้นไปต่อใบเสร็จ ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม ถึง 30 กันยายน 2569  และสามารถใช้คูปองส่วนลดได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569

ดันป้องกันประเทศจากเรื่องความมั่นคง!! ‘วราวุธ’ เปิดเกมใหม่อุตสาหกรรมไทย สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจ 5 หมื่นล้านบาท ชี้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศไม่ใช่แค่ความมั่นคง แต่คือเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย

“วราวุธ” ชู อุตสาหกรรมป้องกันประเทศสู่ New Growth Engine ชี้ตลาดโตแตะ 5 หมื่นล้านบาท หนุน AI-โดรน-Deep Tech สร้างอำนาจอธิปไตยการผลิตไทย ดันอุตสาหกรรมอาหาร เชื่อม อุตสาหกรรมทหาร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “การปรับตัวอุตสาหกรรมไทยและทางเลือกใหม่ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ” ภายในงาน THAIDEF-EX 2026 ว่า อุตสาหกรรมป้องกันประเทศกำลังก้าวจากบทบาทด้านความมั่นคงสู่การเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย โดยมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม การจ้างงาน และการส่งออก ควบคู่กับการเสริมความสามารถในการพึ่งพาตนเองของประเทศ

ปัจจุบันมูลค่าตลาดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยเติบโตจากประมาณ 20,000 ล้านบาทในปี 2558 สู่ระดับกว่า 50,000 ล้านบาทในปี 2569 ขณะที่ประเทศไทยมีโรงงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้กว่า 267 แห่ง โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม 152 แห่ง หรือคิดเป็นราว 57% ของทั้งระบบ สะท้อนถึงความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศในการรองรับการเติบโตระยะต่อไป

นายวราวุธ ระบุว่า โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ และความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก ทำให้ไทยต้องเร่งสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองมากขึ้น โดยอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งด้านความมั่นคงและเชิงพาณิชย์ หรือ Dual-use Technology

หนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพสูงคือ โดรน และอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ซึ่งสามารถต่อยอดสู่ภาคเกษตร การกู้ภัย การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง ขณะที่ยานยนต์หุ้มเกราะและอุตสาหกรรมต่อเรือของไทยเริ่มสร้างโอกาสทางการส่งออกไปยังหลายประเทศ ทั้งในอาเซียน ตะวันออกกลาง และภูมิภาคอื่น

ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน กระทรวงอุตสาหกรรมได้ผลักดันการจัดตั้งเขตปลอดอากรสำหรับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสำเร็จตั้งแต่ปี 2568 เพื่อลดต้นทุนการนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบ พร้อมเดินหน้าปรับปรุงโครงสร้างภาษี ลดขั้นตอนการส่งออกยุทโธปกรณ์ และผลักดันศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

"ประเทศของเราไม่เพียงแต่มีความพร้อมด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ แต่ยังมีความพร้อมในอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเกษตร ที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะอาหารเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง มีอาหาร ก็มีแรงกำลัง หากเราให้การผลักดันไปพร้อมกันให้อุตสาหกรรมอาหารขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทหารไปด้วยกัน ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้นได้" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าว

นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างหารือกับสถาบันการเงินเพื่อพัฒนาแหล่งทุนเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการ และร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนครบวงจร 

สำหรับแผน S-Curve ระยะที่ 3 ช่วงปี 2570-2574 กระทรวงอุตสาหกรรมจะมุ่งขับเคลื่อน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสีเขียว การยกระดับการผลิตผ่านการดึงศักยภาพ Deep Tech Startups และเอสเอ็มอีไทยด้าน AI หุ่นยนต์ ระบบไร้คนขับ และการร่วมทุนต่างประเทศที่เน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง

“เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริง สร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ และยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้เป็นหนึ่งใน New Growth Engine ของเศรษฐกิจไทย ควบคู่กับการสร้างอำนาจอธิปไตยในการผลิตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว” นายวราวุธกล่าว

EECO ปักหมุดเมืองใหม่ภาคตะวันออก!! เปิด Market Sounding ทดสอบความสนใจนักลงทุน 21 ก.ค.นี้ ชวนเอกชนลงทุน PPP กว่า 7.2 หมื่นล้าน มุ่งพัฒนา EECiti เป็นเมืองอัจฉริยะ เน้นยั่งยืน สะอาด เขียว และชาญฉลาด

EECO ดีเดย์ 21 ก.ค. นี้ เปิดเวที Market Sounding รับฟังความเห็นภาคเอกชนชั้นนำไทยและต่างชาติ

พร้อมเชิญชวนลงทุน PPP กว่า 7 หมื่นล้านบาท เดินหน้า EECiti สู่เมืองน่าอยู่อัจฉริยะอย่างยั่งยืน  

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เตรียมจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน (Market Sounding) ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นี้ ณ โรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ เพื่อเป็นเวทีรับฟังข้อเสนอแนะ และทดสอบความสนใจของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ ต่อแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคส่วนกลาง ภายใต้โครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti) พร้อมเชิญชวนให้เอกชนลงทุนในรูปแบบการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ในระยะถัดไป ซึ่งโครงการฯ จะมีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 72,042 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีผู้ประกอบการภาคเอกชน หน่วยงานผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ สถาบันการเงิน หน่วยงานภาครัฐ และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง สนใจเข้าร่วมงานกว่า 100 ราย

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO กล่าวว่า การจัด Market Sounding ครั้งนี้ จะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอข้อมูลความคืบหน้าการพัฒนาโครงการ EECiti ภายใต้แนวคิด Smart & Sustainable "LIVE-WORK-PLAY" City  ซึ่งมีเป้าหมายยกระดับพื้นที่ภาคตะวันออกให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระดับโลก และมุ่งพัฒนาเมืองอัจฉริยะต้นแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้เป้าหมาย Net Zero รวมไปถึงการนำเสนอรายละเอียดเบื้องต้นของแผนการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในโครงการ EECiti รวม 10 ระบบ อาทิ ระบบไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ระบบน้ำประปา ระบบบริหารจัดการน้ำ จัดการขยะ พื้นที่สีเขียวและภูมิทัศน์ส่วนกลาง ซึ่ง EECO อยู่ระหว่างศึกษาและเตรียมดำเนินการลงทุนในรูปแบบ PPP มูลค่าการลงทุนประมาณ 72,042 ล้านบาท

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมสัมมนาสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เสนอข้อสังเกต ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการลงทุน การจัดสรรความเสี่ยง แนวทางการบริการโครงการ และปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน โดย EECO จะได้นำข้อมูลความคิดเห็นต่างๆ ไปปรับปรุงรายละเอียดของโครงการ และจัดทำเอกสารประกอบการคัดเลือกเอกชนให้มีความเหมาะสม เพื่อให้สามารถออกแบบโครงการ PPP ดังกล่าว ที่ตอบโจทย์ภาครัฐ และเอกชน สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยภายหลังการจัด Market Sounding ครั้งนี้ EECO จะเตรียมการเปิดคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งคาดว่าในปี 2571 จะสามารถส่งมอบพื้นที่ให้ผู้ร่วมลงทุนแบบ PPP เพื่อเริ่มก่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคหลักในช่วงแรกทั้ง 10 ระบบดังกล่าวต่อไป 

สำหรับ การจัดสัมมนา Market Sounding เพื่อสร้างมีส่วนร่วมของภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ระยะเริ่มต้นโครงการ EECiti ในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการศึกษาโอกาสและความเป็นไปได้เบื้องต้นในการลงทุนพัฒนาโครงการ EECiti และจะเป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดสู่การพัฒนาโครงการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อก้าวสู่การเป็นเมืองน่าอยู่อัจฉริยะที่รองรับคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง ทั้งในมิติของการลงทุน การอยู่อาศัย และสร้างคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนในอนาคต

'วราวุธ' มอบนโยบายกรมโรงงาน!! ปรับเกณฑ์ Green Industry!! ดันอุตสาหกรรมสีเขียวแข็งแกร่ง สกัดฟอกเขียวเด็ดขาดไม่ผ่อนปรน ยกระดับการวัดผลลดก๊าซเรือนกระจก

“วราวุธ” จี้ กรมโรงงาน ปรับเกณฑ์ยกระดับอุตสาหกรรมสีเขียว ชูธง สกัดผู้ประกอบการฟอกเขียว (Greenwashing) หมดเวลาสร้างภาพรักษ์โลก บอก ไม่ยึดมาตรการ-เพิกถอนสถานะ

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่กระทรวงอุตสาหกรรม  นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “ONE MIND-อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเร่งยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก พร้อมป้องกันไม่ให้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนของประเทศคู่ค้ากลายเป็นอุปสรรคทางการค้าในอนาคต

โดยกระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างปรับปรุงรายละเอียดหลักเกณฑ์การรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry: GI) ให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบก่อนเสนอร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมอย่างเป็นทางการต่อไป

ทั้งนี้ เพื่อให้การยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียวของไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถตอบโจทย์การพัฒนาอุตสาหกรรมควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593 ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของประเทศไทย

ซึ่งนายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้รายงานให้ทราบว่า ขณะนี้ทางคณะอนุกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียวได้จัดทำแนวทางปรับปรุงหลักเกณฑ์ GI เชื่อมโยงกับมาตรฐานสากลอย่างชัดเจน อาทิ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 และมาตรฐานการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก ISO 14064-1 โดยสาระสำคัญ คือ “ผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้” มากกว่าการประกาศนโยบายหรือการสื่อสารภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อม

โดยสถานประกอบการจะต้องแสดงผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม มีการวัดผลเชิงปริมาณ โดยเฉพาะการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร และการกำหนดแผนงานที่ชัดเจนในการมุ่งสู่ Net Zero

ขณะเดียวกัน ยังต้องผ่านการทวนสอบจากหน่วยงานภายนอกตามมาตรฐานสากล มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ และเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบ เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของระบบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวของไทย

“ประเด็นหนึ่งที่สำคัญ คือการกำหนดมาตรการเพิกถอนการรับรองสำหรับสถานประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข เพื่อป้องกันปัญหา การฟอกเขียว(Greenwashing) ที่อาจสร้างภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมโดยไม่มีผลการดำเนินงานรองรับอย่างแท้จริง”

นายวราวุธ กล่าวย้ำว่ากระทรวงยังคงดำเนินมาตรการทางกฎหมายเพื่อควบคุมและลดการปล่อยมลพิษจากโรงงานอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปรับปรุงกฎหมายสิ่งแวดล้อมให้มีความเข้มงวดมากขึ้น อาทิ การยกระดับมาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้า

การกำหนดมาตรฐานการระบายมลพิษจากหม้อน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่เข้มงวดกว่าพื้นที่อื่น เป็นต้น เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่น PM2.5 รวมถึงการควบคุมการปล่อยสารอินทรีย์ระเหยง่ายจากโรงกลั่น โรงแยกก๊าซ โรงปิโตรเคมี และคลังเก็บสารเคมี เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและชุมชนโดยรอบ

ในด้านการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรองรับการปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม ลดภาระและขั้นตอนการดำเนินงานของภาคธุรกิจ รวมถึงจัดทำแอปพลิเคชัน POMS เพื่อเปิดเผยข้อมูลการตรวจวัดมลพิษจากโรงงานแบบเรียลไทม์ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบได้มากขึ้น

ปตท.คว้า 8 รางวัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย!! ตอกย้ำบริหารแกร่ง–ยั่งยืนระดับสากล คว้ารางวัล CEO–CFO–CSR–Investor Relations ยอดเยี่ยม 8 รางวัลระดับเอเชียการันตี ปตท.บริหารโปร่งใส สื่อสารชัด เดินหน้าธุรกิจยั่งยืน

ปตท. คว้า 8 รางวัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย สะท้อนความแข็งแกร่งด้านการบริหารและความยั่งยืนระดับสากล

เมื่อเร็ว ๆ นี้ – นางสาวภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน พร้อมด้วย นางมีนา ศุภวิวรรธน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารชื่อเสียงองค์กรและกิจการเพื่อสังคม และ นายอาภากร ชอุ่มทอง ผู้จัดการฝ่ายผู้ลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เป็นผู้แทน ปตท. รับ 8 รางวัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย ประจำปี 2569 (16th Asian Excellence Award) สะท้อนความโดดเด่นด้านการบริหารองค์กรในระดับสากลภายใต้หลักธรรมาภิบาล การสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างโปร่งใส และการดำเนินธุรกิจบนหลัก “ความยั่งยืนอย่างสมดุล” ควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม

ปตท. ได้รับรางวัลสูงสุดถึง 8 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลซีอีโอยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s Best CEO) รางวัลซีเอฟโอยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s Best CFO) รางวัลซีเอสอาร์ยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s Best CSR) รางวัลนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม (Best Investor Relations Professional) รางวัลบริษัทนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม (Best Investor Relations Company) รางวัลความยั่งยืนแห่งเอเชีย (Sustainable Asia Award) รางวัลความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมยอดเยี่ยม (Best Environmental Responsibility) และรางวัลสื่อสารองค์กรยอดเยี่ยม (Best Corporate Communications)

ทั้งนี้ Asian Excellence Awards จัดโดย Corporate Governance Asia ซึ่งเป็นนิตยสารด้านการเงินของฮ่องกงและเอเชีย มอบให้แก่ผู้นำและองค์กรในภูมิภาคเอเชียที่มีความโดดเด่นด้านการบริหารองค์กร การกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารจัดการทางการเงิน นักลงทุนสัมพันธ์ และการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยพิจารณาจากข้อมูลองค์กรร่วมกับผลสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุน นักวิเคราะห์ และผู้ทรงคุณวุฒิ ทั่วภูมิภาคเอเชี

“ซีพี” เดินหน้าพัฒนาทุนมนุษย์ยุคดิจิทัล!! ‘เจ้าสัวธนินท์’ ถ่ายทอดวิสัยทัศน์นักวิจัยชิงหัว ย้ำ “คน” คือทรัพยากรสำคัญที่สุดขององค์กร ความร่วมมือซีพี–ชิงหัว สะท้อนเทรนด์โลก เชื่อมมหาวิทยาลัยชั้นนำโลกสู่โจทย์จริงภาคธุรกิจ

กรุงเทพฯ — เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) เปิดบ้านต้อนรับนักศึกษาปริญญาเอกจาก มหาวิทยาลัยชิงหัว (Tsinghua University) จำนวน 11 คน ภายใต้โครงการ Tsinghua University  CP Group Ph.D. Internship Program 2026 เปิดโอกาสให้นักวิจัยรุ่นใหม่ร่วมทำงานกับโจทย์จริงของภาคธุรกิจ ผ่านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีกับบริษัทในเครือเป็นเวลา 6 สัปดาห์ พร้อมเปิดเวทีให้ผู้บริหารระดับสูงขององค์กร นำโดย ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ถ่ายทอดวิสัยทัศน์และประสบการณ์การสร้างองค์กรแก่คนรุ่นใหม่ สะท้อนแนวคิดการพัฒนาทุนมนุษย์ควบคู่กับนวัตกรรมในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

โครงการดังกล่าว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 8 สิงหาคม 2569 โดยนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชิงหัวจะเข้าร่วมวิจัยใน 9 โครงการสำคัญ ครอบคลุมเทคโนโลยีที่กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Large Language Models (LLMs), เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology), Food AI, การเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทานค้าปลีก (Retail Smart Supply Chain Optimization), Quantum Intelligence และระบบตรวจจับธุรกรรมผิดปกติด้วย AI โดยทำงานร่วมกับหน่วยธุรกิจต่าง ๆ ของเครือซีพี ได้แก่ CPF, CP AXTRA, Ascend และ True IDC

หนึ่งในไฮไลต์ของโครงการ คือการที่ ธนินท์ เจียรวนนท์ ลงมาพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักศึกษาด้วยตนเอง ถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการสร้างธุรกิจ การบริหารองค์กรท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก และแนวคิดการสร้างคุณค่าร่วมระหว่างธุรกิจกับสังคม พร้อมย้ำว่า "คน" คือทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุดขององค์กร และการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้จากโจทย์ธุรกิจจริง คือรากฐานสำคัญของการสร้างนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในอนาคต

นอกจากเจ้าสัวธนินท์แล้ว โครงการยังได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูงของเครือซีพีหลายคน ซึ่งร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ในมิติต่าง ๆ ของการบริหารธุรกิจและการพัฒนาองค์กร ได้แก่ ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ผู้บริหารด้านยุทธศาสตร์และความยั่งยืนของเครือซีพี ที่บรรยายภาพรวมทิศทางธุรกิจโลก ยุทธศาสตร์ด้านข้อมูล การพัฒนาอย่างยั่งยืน และค่านิยมหลักขององค์กร ขณะที่ พิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล ประธานผู้บริหารทรัพยากรบุคคลของเครือซีพี ถ่ายทอดแนวคิดด้านการพัฒนาบุคลากรและการสร้างประสบการณ์การทำงานในองค์กรระดับโลก

ด้าน ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF และ ธนิศร์ เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจค้าส่ง บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักศึกษาในฐานะผู้นำองค์กรธุรกิจ ที่พร้อมนำผลงานวิจัยไปต่อยอดสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม

ก่อนเริ่มโครงการ นักศึกษาทั้ง 11 คนได้เข้าร่วมการปฐมนิเทศ ณ สำนักงานใหญ่ของเครือซีพี เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างธุรกิจ วัฒนธรรมองค์กร และเป้าหมายของแต่ละหน่วยงาน ก่อนลงพื้นที่ทำงานร่วมกับนักวิจัยและทีมงานของบริษัทตลอดระยะเวลาโครงการ

มหาวิทยาลัยชิงหัวได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และเทคโนโลยี อีกทั้งยังเป็นแหล่งผลิตบุคลากรให้กับองค์กรเทคโนโลยีระดับแนวหน้าของจีนและของโลก ขณะที่เครือซีพียังคงเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ผ่านการลงทุนด้าน AI ดิจิทัลแพลตฟอร์ม และการพัฒนาทุนมนุษย์

เครือซีพระบุว่า ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชิงหัวครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจกับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยรุ่นใหม่ได้ทำงานกับโจทย์จริงของภาคอุตสาหกรรม พร้อมผลักดันให้งานวิจัยสามารถต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรม และมูลค่าทางเศรษฐกิจในอนาคต ความร่วมมือดังกล่าวยังสะท้อนแนวโน้มที่ภาคธุรกิจชั้นนำทั่วโลกให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยสู่การพัฒนาเทคโนโลยีและธุรกิจ โดยเฉพาะในสาขาที่มีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีชีวภาพ และระบบดิจิทัล ซึ่งล้วนเป็นสาขาหลักที่อยู่ในขอบเขตการวิจัยของโครงการนี้

ที่มา : https://www.thailandindepth.com/content/detail/13879

GGC ขับเคลื่อนธุรกิจยั่งยืน!! ยกระดับ B100 สู่เชื้อเพลิงอากาศยาน ขยายผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง รองรับเทรนด์โลก ร่วมมือภาครัฐ-เอกชน สร้างระบบนิเวศ SAF ตั้งเป้าลดคาร์บอน มุ่งสู่ Net Zero ในปี 2593

GGC ยกระดับธุรกิจสู่ความยั่งยืน ผลักดัน B100 สู่เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF)

พร้อมขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง (HVP)

กรุงเทพฯ – บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เดินหน้ายกระดับธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการต่อยอดน้ำมันไบโอดีเซล (B100)  สู่การพัฒนา เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ควบคู่กับการเร่งขยาย พอร์ตผลิต ภัณฑ์ ชีวภาพมูลค่าสูง (High Value Products: HVP) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานรวมถึงความต้องการผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำของตลาดโลก

ดร.กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC กล่าวว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และกฎระเบียบด้าน สิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น GGC มุ่งยกระดับธุรกิจ ด้วยการสร้าง สมดุลระหว่างการเติบโตและความยั่งยืนผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจ (Strengthen Core Business) การขยายการเติบโต สู่ผลิตภัณฑ์ ชีวภาพมูลค่าสูง (Growth Expansion through Bio-based and High Value Products) และการบูรณาการความยั่งยืน เข้ากับการ ดำเนินธุรกิจในทุกมิติ (Integrating Sustainability into Business) เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว

หนึ่งในทิศทางสำคัญของ GGC คือการต่อยอดศักยภาพ ของน้ำมันไบโอดีเซล (B100) สู่การพัฒนาเชื้อเพลิง อากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ชีวภาพไปสู่ผลิตภัณฑ์ มูลค่าสูง (High Value Products: HVP) ที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และเป้าหมาย  การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการบิน ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ทั่วโลกให้ความสำคัญและ มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“การดำเนินการดังกล่าว จะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม ต้องอาศัยรากฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งด้านวัตถุดิบ เทคโนโลยี นโยบาย และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และประเทศในภูมิภาคอาเซียน เพื่อร่วมกันพัฒนา ระบบนิเวศ ของอุตสาหกรรม SAF ให้สามารถเติบโต ได้อย่างยั่งยืน บริษัทฯ พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งในประเทศและในระดับภูมิภาค เพื่อผลักดันการพัฒนา นวัตกรรม และกลไกด้านนโยบาย ที่เอื้อต่อการใช้ เชื้อเพลิง อากาศยานแบบยั่งยืน ตลอดจนสร้างห่วงโซ่อุปทาน ที่เชื่อมโยง ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อรองรับ ความต้องการ ของอุตสาหกรรมการบินในอนาคต โดยประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนมีศักยภาพด้านวัตถุดิบชีวภาพ โดยเฉพาะ “น้ำมันปาล์ม” ซึ่งสามารถต่อยอด สู่การผลิต SAF เพื่อรองรับการใช้ของสายการบินในภูมิภาค ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการบิน สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และเพิ่มมูลค่าให้กับ ทรัพยากร ชีวภาพของประเทศในระยะยาว”

"สำหรับ GGC การพัฒนา B100 สู่ SAF ไม่ใช่เพียงการต่อ ยอดผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าของ อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย สู่พลังงานสะอาดที่มีมูลค่า เพิ่มสูง และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล" ดร.กฤษฎา กล่าว

ขณะเดียวกันบริษัทฯ เดินหน้า ขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ ชีวภาพมูลค่าสูง (High Value Products หรือ HVP) จากฐานธุรกิจเดิม ได้แก่ ไบโอดีเซล แฟตตี้แอลกอฮอล์ และกลีเซอรีน สู่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ อุตสาหกรรม แห่งอนาคต ครอบคลุม 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ (Food & Feed) กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอาง (Cosmetic & Personal Care) กลุ่มผลิตภัณฑ์เภสัชกรรม (Pharmaceutical) และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อใช้งาน ในอุตสาหกรรม (Industrial Application) อาทิ น้ำมันหล่อลื่นชีวภาพ (Bio-lubricant) และตัวทำละลายชีวภาพ (Bio-solvent) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและสอดคล้องกับเมกะเทรนด์ด้านความยั่งยืนของโลก

จากการดำเนินกลยุทธ์ดังกล่าว GGC เชื่อว่าจะส่งผลให้ เกิดการดำเนินงานของบริษัทฯ บรรลุเป้าหมายด้านการเงิน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Emission) ในปี 2573 และมุ่งสู่การ บรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 สะท้อน ความมุ่งมั่น ในการสร้างการเติบโตควบคู่กับการดูแล สิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

เพื่อรองรับการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง GGC ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับห่วงโซ่อุปทานปาล์มน้ำมันของประเทศ ผ่านแนวคิด “สูตร 4-20-25” ที่มุ่งเพิ่ม ผลผลิตปาล์มเป็น 4 ตันต่อไร่ ยกระดับอัตรา การสกัด น้ำมันเป็น 20% เพื่อเป้าหมายลดต้นทุนไบโอดีเซลสู่ระดับ 25 บาทต่อลิตร  โดย GGC จะร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษาวิจัย และกลุ่มเกษตรกร เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม ตลอดห่วงโซ่อุปทานโดยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ยกระดับขีด ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ ของประเทศ อย่างยั่งยืน

"การต่อยอด B100 สู่ SAF และการขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง เป็นอีกก้าวสำคัญ ของประเทศไทย ในการสร้างคุณค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพ ผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยี และความร่วมมือในทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในสิ่งที่ไม่ใช่เส้นทางเดิมๆ เพื่อก้าวข้ามการทำสิ่งที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นจริง พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตที่สมดุลทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นของ GGC ในการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความยั่งยืน และสร้างคุณค่าร่วมให้กับทุกภาคส่วนในระยะยาว" ดร.กฤษฎา กล่าวทิ้งท้าย

ชลบุรีดันท่องเที่ยวสุขภาพ!! เร่งยกระดับสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รับเทรนด์ Wellness Tourism โลกสู่โอกาสเศรษฐกิจใหม่ ยอดใช้จ่ายท่องเที่ยวพุ่ง 6% ปี 69 ธุรกิจโรงแรมปรับตัวสู่ Wellness Hospitality มาตรฐานใหม่

ชลบุรีเร่งยกระดับสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รับโอกาสจากพฤติกรรมนักเดินทางยุคใหม่

พฤติกรรมนักท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังเปลี่ยนจากการเลือกจุดหมายปลายทางเพียงเพื่อพักผ่อน ไปสู่การมองหาประสบการณ์ที่ช่วยฟื้นฟูร่างกาย เติมเต็มจิตใจ และยกระดับคุณภาพชีวิต “Wellness Tourism” หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ จึงกลายเป็นหนึ่งในแนวโน้มสำคัญที่กำลังสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองในกิจกรรม “KTC x Pride Run to Yacht” ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและผู้ประกอบการโรงแรม เพื่อวิเคราะห์บทบาทของ Wellness Tourism ต่อพฤติกรรมการเดินทาง การใช้จ่าย และศักยภาพทางเศรษฐกิจของจังหวัดชลบุรี ซึ่งกำลังพัฒนาสู่การเป็นจุดหมายปลายทางที่เชื่อมโยงสุขภาพ คุณภาพชีวิต และความหลากหลายเข้าด้วยกัน 

ชลบุรีเดินหน้าสู่เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ

ทพญ.ณัฏฐ์ศรัย ชัยจินดารัตน์ อุปนายกสมาคมสมาพันธ์ท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรี และนายกสมาคมการท่องเที่ยวและบริการศรีราชา เกาะสีชัง กล่าวว่า จังหวัดชลบุรีตั้งเป้าเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว 5% จากปี 2568 ซึ่งสร้างรายได้ประมาณ 3.19 แสนล้านบาท พร้อมยกระดับพื้นที่สู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพระดับนานาชาติ โดยให้ความสำคัญกับนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์เฉพาะตัวและมีกำลังใช้จ่ายสูง แม้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะปรับลดประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แต่ชลบุรีและพัทยายังคงมีสัญญาณเชิงบวก โดยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา พื้นที่มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยเกือบ 90%

“ชลบุรีกำลังเปลี่ยนจากเมืองท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน ไปสู่เมืองที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตมากขึ้น ภายใต้แนวคิด ‘Healing is the New Luxury’ ซึ่งเชื่อมโยงสุขภาพ ความยั่งยืน อาหาร ไลฟ์สไตล์ และความหลากหลายทางสังคมเข้าด้วยกัน”

ทพญ.ณัฏฐ์ศรัย กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดกำลังขับเคลื่อนแนวคิด Tourism for All เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม พร้อมพัฒนาแคมเปญเชิงประสบการณ์ อาทิ “Eat the East” และ “60+ Stay Free” รวมถึงส่งเสริมพัทยา ศรีราชา และบางแสน ให้เป็นจุดหมายสำหรับการจัดงานแต่งงานและกิจกรรมของกลุ่ม LGBTQ+ จากทั่วโลก

จากเมืองพักผ่อนสู่ Wellness Destination

นายชัยรัตน์ รัตโนภาส นายกสมาคมสปาแอนด์เวลเนสภาคตะวันออก กล่าวว่า แม้ชลบุรียังไม่ได้รับการจดจำในฐานะ Wellness Destination อย่างเด่นชัดเท่ากับเชียงใหม่ ภูเก็ต หรือสมุย แต่จังหวัดมีองค์ประกอบด้าน Wellness Tourism อยู่แล้ว ทั้งกิจกรรมมาราธอน ไตรกีฬา กิจกรรมทางทะเล และไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่มีความสนใจแตกต่างกัน เพียงแต่ยังขาดการเชื่อมโยงและสื่อสารภายใต้ภาพเดียวกัน ชลบุรียังมีศักยภาพต่อยอดได้อีกมาก จากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม สถานพยาบาล และธุรกิจบริการ ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ชัดเจนและแตกต่างมากขึ้น

“Wellness ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสปาหรือการดูแลสุขภาพ แต่ครอบคลุมถึงการใช้ชีวิต การพักผ่อน การออกกำลังกาย คุณภาพการนอน สุขภาพจิต และกิจกรรมที่สร้างความสุขให้กับผู้คน ด้วยความพร้อมของชลบุรี จังหวัดจึงมีโอกาสพัฒนาจาก Leisure Tourism ไปสู่ Leisure Wellness และต่อยอดสู่ตลาดเฉพาะ เช่น Sleep Tourism ผ่านโรงแรมและบริการที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพการนอนระหว่างการเดินทาง”

เมื่อการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสะท้อนผ่านพฤติกรรมการใช้จ่าย

นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า ข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีในหมวดท่องเที่ยวพบว่า หากไม่นับกรุงเทพมหานคร จังหวัดชลบุรีมียอดใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับ 1 สะท้อนศักยภาพของพื้นที่ในการรองรับนักท่องเที่ยวหลายกลุ่ม ทั้งครอบครัว ผู้เดินทางพร้อมสัตว์เลี้ยง และผู้ที่สนใจกิจกรรมด้านสุขภาพ

ข้อมูลการใช้จ่ายของสมาชิกเคทีซียังชี้ว่า การท่องเที่ยวยังคงเป็นหนึ่งในหมวดสำคัญของผู้บริโภค โดยระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2569 มียอดใช้จ่ายเติบโตอยู่ที่ 6% ขณะที่ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวในหมวดโรงแรมและบริษัทนำเที่ยวเติบโต 3%

นอกจากนี้ ยอดใช้จ่ายในกลุ่มโรงแรมที่มีจุดเด่นด้าน Wellness ในราคาจับต้องได้เติบโตประมาณ 30% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าผู้บริโภคไม่ได้มองหาที่พักเพียงเพื่อการพักผ่อน แต่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตมากขึ้น แนวโน้มดังกล่าวเปิดโอกาสให้จังหวัดชลบุรีต่อยอดความพร้อมด้านโรงแรม กิจกรรมกลางแจ้ง การเดินทาง และบริการสุขภาพ ไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเชิง Wellness ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

Wellness Hospitality มาตรฐานใหม่ของธุรกิจโรงแรม

นางสาวศศิมา พานิชวิบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด โรงแรมอาร์เบอร์ โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ พัทยา กล่าวว่า แนวคิด Wellness Hospitality กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยความต้องการของผู้เข้าพักไม่ได้หยุดอยู่ที่การดูแลร่างกาย แต่ขยายไปถึงการพักผ่อนทางใจ การสร้างสมดุลในชีวิต และการได้ใช้เวลาร่วมกับผู้คนที่มีความสนใจใกล้เคียงกัน

อุตสาหกรรมโรงแรมจึงกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวก ไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการและรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้เข้าพักได้ลึกขึ้น ภายใต้แนวคิดExperience-Driven Hospitality โรงแรมไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงที่พัก แต่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การเดินทาง ส่งผลให้ผู้ประกอบการพัฒนากิจกรรมและบริการใหม่ ๆ ทั้งด้านสุขภาพ กีฬา ไลฟ์สไตล์ และการสร้างคอมมูนิตี้ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน

ในมิติของการท่องเที่ยวที่เคารพความหลากหลาย นางสาวศศิมา กล่าวว่า การเป็น LGBTQ+ Friendly Destination ไม่ได้หมายถึงการจัดกิจกรรมเฉพาะในช่วง Pride Month แต่คือการสร้างวัฒนธรรมการบริการที่เปิดกว้าง เคารพความแตกต่าง และทำให้นักท่องเที่ยวทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่

“สำหรับธุรกิจบริการ ความเข้าใจและการยอมรับความหลากหลายไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของประสบการณ์ที่ดี และเป็นจุดเริ่มต้นของความประทับใจในระยะยาว”

ครม.เคาะ SEA สงขลา–ปัตตานี!! เปิดทาง “จะนะ” เดินหน้าบนสมดุลพัฒนา วางกรอบพัฒนาเศรษฐกิจใต้ตอนล่าง ยกระดับคุณภาพชีวิต–เศรษฐกิจฐานราก–อุตสาหกรรมมูลค่าสูง ดันเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต

ครม.เห็นชอบผลการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาสงขลา-ปัตตานี

ทำเนียบรัฐบาล (16 มิถุนายน 2569) – นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยที่ประชุมมีมติสำคัญรับทราบและเห็นชอบผลการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี

การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นวาระแห่งชาติที่มุ่งพลิกโฉมเศรษฐกิจภาคใต้ตอนล่าง ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาคและของประเทศในอนาคต

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้

1. รับทราบการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environment Assessment : SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี (แผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ) ตามที่ได้รับมอบหมาย จากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2564 รวมระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี 8 เดือน (ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2565 -   28 สิงหาคม 2568)  

ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีมีมติเกี่ยวกับโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ดังนี้ 

คณะรัฐมนตรีมีมติ (4 ตุลาคม 2559 และ 7 พฤษภาคม 2562) อนุมัติในหลักการโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เพื่อพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจเฉพาะ ด้วยการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชน โดยนำร่องในพื้นที่

(1) อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เป็นเมืองต้นแบบ อุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร

(2) อำเภอสุไหงโก - ลก จังหวัดนราธิวาส เป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนระหว่างประเทศ

(3) อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นเมืองต้นแบบการพัฒนาที่พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ซึ่งต่อมาได้ขยายผลไปสู่เมืองต้นแบบที่ 4 อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตเพื่อยกระดับการพัฒนาเชิงพื้นที่ทั้งระบบและครบวงจร ซึ่งต่อมาชาวบ้านเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นเรียกร้องให้หยุดโครงการ นิคมอุตสาหกรรมจะนะ และให้จัดทำ SEA เพื่อเสนอให้ครม.รับทราบเป็นมติครม. หากไม่มีผู้ใดในครม.คัดค้าน ก่อนเดินหน้าโครงการดังกล่าว โดยมีข้อเสนอให้สร้างการพัฒนาอำเภอจะนะที่ยั่งยืนด้วยกระบวนการจัดทำ SEA เพื่อแสวงหารูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจที่หลากหลาย เป็นธรรม กระจายรายได้ และสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อม 

ต่อมา สศช. ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ดำเนินโครงการการจัดทำ SEA สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ วงเงิน 27.95 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 29 ธันวาคม 2565 - 28 สิงหาคม 2568 โดยมีกิจกรรมที่ดำเนินการ เช่น การตรวจสอบพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการพัฒนาการจัดทำแผนการติดตามและประเมินผลของการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์และแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ การจัดเวทีเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสำหรับขั้นตอนการพัฒนาและการประเมินทางเลือก 

การจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ ด้วยกระบวนการ SEA มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ การยอมรับร่วมกัน และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งการดำเนินงานจะใช้รูปแบบการวางแผนแบบบูรณาการ 

2. มอบหมายจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องนำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ ไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนงาน/โครงการ เพื่อการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานีต่อไป 

ยกระดับ “จะนะ” ฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ

หัวใจสำคัญของแผนพัฒนาครั้งนี้ คือการผลักดันอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ให้เป็น “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” (เมืองต้นแบบที่ 4) โดยโครงการดังกล่าวได้รับการออกแบบให้เป็นโมเดลการพัฒนาเชิงพื้นที่แบบครบวงจร มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความกินดีอยู่ดี และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน 

การดำเนินโครงการจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว 

SEA: รากฐานของความสำเร็จและการยอมรับ 

มติ ครม. ที่เห็นชอบให้เดินหน้าผ่านกระบวนการ SEA ถือเป็นนิมิตหมายอันดีของการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง โดยมีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 10 กลุ่ม รวมกว่า 5,000 คน 

กระบวนการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจว่าการพัฒนาจะเกิดความสมดุลในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างความเชื่อมั่น ความโปร่งใส และความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในพื้นที่ 

เดินหน้าแผนแม่บทฯ สู่ความสำเร็จร่วมกัน 

จากความคืบหน้าดังกล่าว ครม. ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนแม่บทฯ ไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่โดยมีเป้าหมายสำคัญ ดังนี้ 

• ยกระดับคุณภาพชีวิตและคุณภาพการศึกษาของเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ 

• สร้างรายได้และโอกาสทางอุตสาหกรรม เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งในระดับ GDP และเศรษฐกิจฐานราก 

• พัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางการค้า การคมนาคมขนส่ง และอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรมูลค่าสูงของภาคใต้ 

โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่สงขลา–ปัตตานี จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาพื้นที่ไปสู่ความสันติสุข ความมั่งคั่ง และการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมสร้างโอกาสและอนาคตที่ดีให้แก่ลูกหลานชาวใต้และประชาชน

รัฐบาลชู กรอ. เป็นกลไกยกระดับประเทศ!! ‘เอกนิติ’ ชี้ S&P คงเครดิตไทยสะท้อนเสถียรภาพการคลัง พร้อมเดินหน้า กรอ. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว ดันไทยสู่การลงทุนยุคใหม่ ชูความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ–การคลังไทย

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2569 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings ได้ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้วางใจที่ระดับ BBB+ พร้อมแนวโน้มมีเสถียรภาพ หรือ Stable Outlook ว่าการคงอันดับครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย และเสถียรภาพด้านการคลัง

พร้อมประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตที่ระดับ 2% ขณะที่เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลจะช่วยสนับสนุนความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบาย และเอื้อต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจรวมถึงการลงทุนตามยุทธศาสตร์ระยะยาวของประเทศ

นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน(18 มิ.ย.2569) สถาบัน IMD ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยมีอันดับดีขึ้น 4 อันดับ จากอันดับที่ 30 ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 26 จากกว่า 70 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งผลการจัดอันดับล่าสุดนี้ มีทั้งจุดแข็ง และจุดอ่อนที่รัฐบาลจะนำมาพิจารณา และหาทางปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นจากการขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐ และเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ซึ่งจะมีการประชุมนัดแรกในวันจันทร์ที่ 22 มิ.ย.2569 นี้

นายเอกนิติ กล่าวว่า  กรอ. จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศไทยในระยะยาว โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ส่วนตนเองเป็นรองประธาน  ซึ่งล่าสุดให้มอบให้ฝ่ายเลขานุการ กรอ. จัดเตรียมวาระการประชุมให้สอดคล้องกับสิ่งที่ทั้งสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Moody's และ สถาบัน IMD ให้ความสนใจคือ ทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไทยในระยะยาว

สำหรับแนวทางการทำงานของ กรอ. ชุดนี้ จะมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างพื้นฐานในหลายด้าน ทั้งด้านพลังงานซึ่งประเทศไทยยังพึ่งพาอยู่มาก ด้านเทคโนโลยี ด้านกำลังคน และแรงงาน และด้านการแก้ไขกฎระเบียบ โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของโครงการ Thailand Fast Pass ที่พิสูจน์แล้วว่าการแก้ไขปัญหาด้านกฎระเบียบสามารถช่วยส่งเสริมการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  และในวันอังคาร ที่ 23 มิ.ย. 2569 จะมีการเปิดตัวโครงการ Thailand Fast Pass อย่างเป็นทางการ เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศไทยให้เห็นเป็นรูปธรรมด้วย

นายเอกนิติ กล่าวว่า การขับเคลื่อนประเทศภายใต้ กรอ. ในระยะต่อไป จะมีการจัดตั้งคณะทำงานย่อยเพื่อขับเคลื่อนใน 4 ด้านหลักๆ  ประกอบด้วยคณะทำงานด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการค้า และความสามารถในการแข่งขัน ด้านกฎหมาย และกฎระเบียบทางธุรกิจ และด้านแรงงาน โดยเชื่อว่าหากดำเนินการอย่างเป็นระบบ ประเทศไทยจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นภายในระยะเวลา 3-4 ปี ทั้งนี้แนวทางการทำงานจะอิงรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และเอกชนเช่นเดียวกับยุครัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุน และให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำ เนื่องจากสถานการณ์โลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวว่า  สำหรับรายละเอียดการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันที่ออกมามีทั้งส่วนที่ปรับตัวดีขึ้น และลดลงนั้น สถาบัน IMD ได้แบ่งการประเมินออกเป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่ ประสิทธิภาพเชิงเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพภาครัฐ ประสิทธิภาพภาคเอกชน และโครงสร้างพื้นฐาน  ซึ่งในด้านประสิทธิภาพเชิงเศรษฐกิจนั้นพบว่าตัวชี้วัดด้านการค้าระหว่างประเทศปรับลดลงจากอันดับ 4 มาอยู่อันดับ 9 เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกสินค้าค่อนข้างมาก ทำให้ขึ้นอยู่กับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ตัวชี้วัดด้านการลงทุนระหว่างประเทศปรับดีขึ้นจากอันดับ 30 มาอยู่อันดับ 24 ซึ่งสอดคล้องกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ส่วนเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงอยู่ที่อันดับ 38 เท่าเดิม

ในขณะที่ด้านประสิทธิภาพภาครัฐอันดับโดยรวมอยู่ที่ 32 เท่าเดิม แต่ตัวชี้วัดด้านการคลังปรับดีขึ้นจากอันดับ 31 มาอยู่อันดับ 29 โดยเฉพาะความง่ายของระบบภาษีที่ดีขึ้นจากอันดับ 8 มาอยู่อันดับ 7 ซึ่งเป็นผลจากการนำระบบดิจิทัลมาใช้มากขึ้น อาทิ ระบบ e-Tax Invoice ที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)  ส่วนตัวชี้วัดด้านกฎหมายธุรกิจซึ่งเกี่ยวข้องกับใบอนุญาตต่างๆ ยังคงทรงตัว และเป็นเรื่องที่นายปกรณ์ต้องเข้ามาดูแลปรับปรุงต่อไป

ทางด้านประสิทธิภาพภาคเอกชนประเทศไทยมีอันดับดีขึ้น โดยตัวชี้วัดด้านศักยภาพของภาคเอกชนปรับขึ้นจากอันดับ 39 มาอยู่อันดับ 37 ส่วนตัวชี้วัดด้านเสถียรภาพภาคการเงินอยู่ที่อันดับ 36 ขณะที่ด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นด้านที่มีอันดับยังไม่ดีนัก โดยเฉพาะด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อมซึ่งอยู่ในอันดับ 56 และด้านการศึกษาซึ่งอยู่ในอันดับ 52

"ตัวชี้วัดที่น่าเป็นห่วงที่สุดในด้านโครงสร้างพื้นฐานคือ ความเข้มข้นในการพึ่งพาพลังงาน หรือ Energy Intensity ซึ่งประเทศไทยอยู่ในอันดับ 67 สะท้อนการพึ่งพาน้ำมัน และก๊าซธรรมชาตินำเข้าในระดับสูง โดยมูลค่าการนำเข้าพลังงานคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 10% ของจีดีพีจึงจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อลดความเสี่ยงของประเทศ" นายเอกนิติ กล่าว 

ผู้สื่อข่าวถามในประเด็นที่เวียดนามเข้าร่วมการจัดอันดับจากสถาบัน IMD เป็นปีแรกและอยู่ในอันดับ 27 ใกล้เคียงกับไทยมาก นายเอกนิติ กล่าวว่า ไทยต้องมองเวียดนามในฐานะพันธมิตร และคู่ค้ามากกว่ามองเป็นคู่แข่ง ซึ่งจากการพบปะกับประธานาธิบดีเวียดนามทั้ง 2 ประเทศมองตรงกันว่าควรมีการพัฒนาร่วมกัน โดยเวียดนามมีความเข้มแข็งด้านเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และกำลังแรงงานด้านวิศวกรรมจำนวนมาก ขณะที่ไทยมีความเข้มแข็งด้านการแปรรูปอาหารและวัตถุดิบ จึงควรร่วมมือกันเพื่อเติบโตไปด้วยกัน

นายเอกนิติ กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้ว่า สถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่วิกฤติด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เป็นวิกฤติด้านเงินเฟ้อ และค่าครองชีพที่ประชาชนยังสัมผัสได้ โดยต้นเหตุของราคาสินค้าที่สูงขึ้นมาจากต้นทุนพลังงานที่แพง ซึ่งเป็นผลจากการที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข

ในส่วนของสถานการณ์ตลาดเงิน และตลาดทุน  ขณะนี้มีเงินทุนไหลเข้าตลาดทุนไทยในระดับสูง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการไหลออกของเงินทุนจากอินโดนีเซีย ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาด้านเสถียรภาพ และวิกฤติทางการคลัง ขณะที่การที่ประเทศไทยยังคงยืนยันในเรื่องวินัยทางการคลัง และความพยายามในการดำเนินนโยบายต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และสะท้อนออกมาในภาพของตลาดทุนไทยที่ปรับตัวดีขึ้นในวันนี้

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/economics/1239170?anf=


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top