Tuesday, 14 July 2026
COMPETITION

ปริมาณสำรองยืน 113 วัน ตลาดน้ำมันโลกคลายกังวล พลังงานไทยมั่นคง ดีเซลผลิตได้เกินจำหน่าย กองทุนติดลบ 63,469 ล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ประจำวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

-  สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวก หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศระงับปฏิบัติการ "Project Freedom" หรือภารกิจคุ้มกันเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซชั่วคราว โดยระบุถึงความคืบหน้าในการเจรจาข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการโจมตีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้วยขีปนาวุธและโดรนจากฝ่ายอิหร่านก็ตาม พัฒนาการดังกล่าวทำให้นักลงทุนในตลาดโลกคลายความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมัน ท่ามกลางความหวังว่าเส้นทางการขนส่งพลังงานที่สำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซอาจกลับมาเปิดใช้งานได้และมีน้ำมันไหลเวียนสู่ตลาดอีกครั้ง ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาวะตึงตัวของตลาดหลังจากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องหลายสัปดาห์ จากความหวังเรื่องการคลี่คลายของอุปทานนี้ ส่งผลให้ทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเมื่อวันก่อนหน้าเผชิญแรงเทขายจนร่วงลงอย่างชัดเจน 

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 

6 พฤษภาคม 2569

 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 113 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 28 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 39 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 21 วัน  

- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1- 4 พฤษภาคม 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 68.70 ล้านลิตร และจำหน่าย 52.64 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

-  ราคาน้ำมันขายปลีกยังคงที่​ โดยดีเซล B7 อยู่ที่ 40.80 บาท และดีเซล B20 ที่ 33.80 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล 95 อยู่ที่ 43.30 บาท แก๊สโซฮอล 91 ที่ 42.93 บาท และแก๊สโซฮอล E20 ที่ 36.30 บาท 

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 43.30 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 45.15 - 88.75 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 40.80 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย  กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 43.99 – 120. 04 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ติดลบ 63,469. 54 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 15.54 ล้านบาท

Traveloka เผยเทรนด์นักท่องเที่ยวไทย!! นักเดินทางไทยรอโปรฯเลขเบิ้ล ใช้งานพุ่ง 49% ช่วง Double Day มูลค่าการทำธุรกรรมโต 70% 5.5 Epic Sale ดึงลูกค้าเพิ่ม

Traveloka เผยนักท่องเที่ยววางแผนทริปช่วง “Double Day” ดันยอดการใช้งานพุ่งสูงถึง 49%

การท่องเที่ยวในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องที่ตัดสินใจแบบฉับพลันอีกต่อไป นักท่องเที่ยวชาวไทยกำลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการวางแผนท่องเที่ยวให้กลายเป็นการจองแบบรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม โดยแคมเปญ "Double Day" หรือ "วันเลขเบิ้ล" มีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกช่วงเวลาในการจอง มากกว่าการเลือกสถานที่ปลายทางเพียงอย่างเดียว

กรุงเทพฯ 30 เมษายน 2569 - พฤติกรรมการจองท่องเที่ยวของคนไทยกำลังเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่จองแบบทันทีทันใด ปัจจุบันนักท่องเที่ยวชาวไทยหันมาวางแผนการเดินทางให้สอดคล้องกับช่วงเวลาของแคมเปญส่งเสริมการขายมากขึ้น โดยเฉพาะแคมเปญ "Double Day" อย่าง 1.1, 2.2 และ 5.5 ซึ่งไม่เพียงแต่มีอิทธิพลต่อสิ่งที่ผู้บริโภคเลือกจอง เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อช่วงเวลาที่ตัดสินใจจองอีกด้วย

ข้อมูลล่าสุดจาก Traveloka เผยว่าแคมเปญเหล่านี้กำลังเปลี่ยนรูปแบบการจองในภูมิภาคอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในปี 2568 เมื่อผู้บริโภคชาวไทยเข้าใช้แพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่องในช่วงแคมเปญ Double Day ส่งผลให้ยอดการเข้าใช้งานเพิ่มขึ้นถึง 49% ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงธันวาคม

เพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงนี้ Traveloka ได้ปรับปฏิทินการตลาดในปี 2569 ด้วยการเพิ่มความถี่ของแคมเปญในช่วงไตรมาสแรกของปี โดยลูกค้า Traveloka ตอบรับเป็นอย่างดี ส่งผลให้ฐานลูกค้าในสิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม มีมูลค่าการทำธุรกรรมโดยรวมเติบโตสูงถึง 70% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่มีนัยสำคัญของพฤติกรรมผู้บริโภครูปแบบใหม่นี้

อเล็กซ์ จุง หัวหน้าฝ่ายการตลาดของ Traveloka กล่าวว่า "ผู้ใช้งานของเราชอบวางแผนเดินทางในวันที่มีเลขสวยหรือมีความหมายพิเศษ เราจึงต้องการเป็นแบรนด์แรกที่พวกเขานึกถึงในช่วงเวลาเหล่านั้น เมื่อเราปรับกลยุทธ์การตลาดให้ตรงกับพฤติกรรมนี้ เราไม่เพียงตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า แต่ยังสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ดีให้กับพวกเขาอีกด้วย"

จากการจองทันที สู่การ "รอจังหวะดีล"
นักท่องเที่ยวไทยยังคงติดตามเทรนด์สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมยอดนิยมทั่วโลก แต่พฤติกรรมการจองได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ปัจจุบัน แทนที่จะจองทันทีเมื่อพบที่ ๆ ชอบ นักท่องเที่ยวกลับเลือกที่จะรอก่อน เพราะรู้ว่าช่วงไหนมักจะมีโปรโมชัน จึงชะลอการตัดสินใจจองเพื่อรอจังหวะที่มีดีลออกมา สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่านักท่องเที่ยวไทยวางแผนการเดินทางอย่างรอบคอบมากขึ้น โดยการรอดีลไม่ใช่แค่โชคดีที่ได้มาเพิ่มเติมอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการตัดสินใจ

การวางแผนการเดินทางในปัจจุบันเป็นไปตามปฏิทินโปรโมชัน
แคมเปญ Double Day ไม่ใช่แค่โปรโมชันธรรมดาอีกต่อไป แต่กลายเป็นจุดสำคัญที่นักท่องเที่ยวรอคอยตลอดทั้งปี แทนที่จะเป็นเพียงส่วนลดครั้งเดียว วันเหล่านี้กลายเป็น "สัญญาณให้จอง" สำหรับนักท่องเที่ยวที่วางแผนไว้แล้ว โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่

'เส้นทางเอเชียตะวันออก': การจองล่วงหน้าสำหรับทริปใหญ่
สำหรับการเดินทางต่างประเทศ นักท่องเที่ยวมักวางแผนล่วงหน้าอย่างรอบคอบ ในช่วง Double Day Traveloka พบว่ามีการจองไปยัง ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง และเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้นอย่างมาก นักเดินทางใช้โอกาสนี้จองระดับพรีเมียมในจุดหมายยอดนิยมที่มักจะเต็มตลอดทั้งปี

การท่องเที่ยวในประเทศ: เพิ่มทั้งความถี่และคุณภาพ
สำหรับการท่องเที่ยวภายในประเทศ แคมเปญ "Double Day" ช่วยให้การท่องเที่ยวกลายเป็นกิจกรรมที่ทำได้บ่อยขึ้น จุดหมายยอดนิยม ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ ชลบุรี และเชียงราย ยังคงครองใจนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง สถานที่เหล่านี้ได้ประโยชน์จากแนวคิด "จองเลย ไปเร็ว ๆ นี้" ที่นักเดินทางใช้ดีลเพื่ออัปเกรดที่พักให้ดีขึ้น หรือเพิ่มความถี่ในการเที่ยวในประเทศให้มากขึ้น
 
5.5 สัญญาณของช่วงเวลาจองยอดนิยมครั้งต่อไป
จากพฤติกรรมการจองที่เปลี่ยนไป Traveloka กำลังเพิ่มแคมเปญใหม่ด้วย 5.5 Epic Sale ที่จะมาถึงในวันที่ 4-8 พฤษภาคม 2569 โดยวันที่ 5 พฤษภาคม (5.5) เป็นวันจองสูงสุด นักเดินทางจะได้รับโปรโมชันมากมาย อาทิ ส่วนลดเที่ยวบินสูงสุด 25,555 บาท คูปองลดราคาพิเศษสูงสุด 50% ค่าโดยสารเริ่มต้นเพียง 555 บาท และที่พักพร้อมประสบการณ์การท่องเที่ยวเริ่มต้นเพียง 55 บาท

5.5 ไม่ได้เป็นเพียงแคมเปญเดี่ยว แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่า เมื่อนักท่องเที่ยวเริ่มมองหาโอกาสหลายครั้งตลอดทั้งปี เพื่อจองเที่ยวบิน ที่พัก และประสบการณ์ท่องเที่ยวในราคาที่คุ้มค่ามากขึ้น

กฎใหม่ของการเดินทาง: จังหวะเวลาคือทุกอย่าง
ข้อสรุปที่ชัดเจนคือราคายังคงเป็นปัจจัยสำคัญ แต่จังหวะเวลาก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กันในการตัดสินใจเดินทาง

แคมเปญ Double Day จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของส่วนลดอีกต่อไป แต่กำลังกำหนดรูปแบบการวางงบประมาณ การวางแผน และการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวไทยในการเปลี่ยนแรงบันดาลใจในการเดินทางให้กลายเป็นความจริง

แม้ว่าความต้องการเดินทางจะยังคงถูกขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ แต่นักเดินทางที่ฉลาดที่สุดไม่ได้แค่เลือกว่าจะไปที่ไหน แต่เลือกด้วยว่าจะจองเมื่อไร โดย Traveloka แพลตฟอร์มท่องเที่ยวครบวงจรชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แนะนำให้นักเดินทางวางแผนล่วงหน้า และใช้ประโยชน์จากช่วงโปรโมชันพิเศษเหล่านี้ เพราะการจองในช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วยให้ได้ความคุ้มค่ามากขึ้น และทำให้ความฝันในการเดินทางเป็นจริงได้

“บีโอไอ” ไฟเขียวลงทุน อนุมัติ 6 โปรเจกต์ใหญ่ มูลค่า 9.5 แสนล้านบาท 'ติ๊กต๊อก' นำทัพดาต้าเซ็นเตอร์ เร่งเน้นพลังงานสะอาดและไฟฟ้า

บีโอไอไฟเขียว 6 โครงการ ลงทุนกว่า 9 แสนล้าน ‘ติ๊กต๊อก’ นำทัพลงทุนใหญ่ ปักหมุดไทยฐานหลักภูมิภาค

บอร์ดบีโอไอ อนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 6 โครงการ มูลค่า 9.5 แสนล้านบาท “ติ๊กต๊อก” ทุ่มลงทุนครั้งใหญ่ ปักหมุดไทยฐานธุรกิจหลักในภูมิภาค พร้อมไฟเขียวเพิ่ม 9 โครงการเข้าระบบ Thailand FastPass และจับมือกระทรวงพลังงาน เร่งขับเคลื่อนกลไกพลังงานสะอาดและแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า เพื่อรองรับการลงทุนระยะยาว

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้อนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 6 โครงการ มูลค่ารวม 958,168 ล้านบาท พร้อมคัดเลือกโครงการลงทุนสำคัญเข้าสู่ระบบ Thailand FastPass อีก 9 โครงการ เพิ่มเติมจากล็อตแรก 16 โครงการ และเห็นชอบแนวทางเร่งรัดแผนผลิตและจ่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับการลงทุน โดยให้ความสำคัญกับการผลักดันกลไกพลังงานสะอาด ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าทั้งระบบ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน และตอบโจทย์การลงทุนยุคใหม่ที่มุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น

อนุมัติ 6 โครงการใหญ่ ลงทุนกว่า 9.5 แสนล้านบาท

- กิจการ Data Center และการเก็บและประมวลผลข้อมูล (Data Hosting) 3 โครงการ รวมมูลค่า 913,838 ล้านบาท ได้แก่

1) บริษัท ติ๊กต๊อก ซิสเต็ม (ประเทศไทย) จำกัด เงินลงทุน 842,350 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา เป็นการขยายการลงทุนติดตั้ง Server เพิ่มเติม เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำหรับการเก็บและประมวลผลข้อมูลของผู้ใช้ในภูมิภาค รองรับความต้องการใช้บริการของลูกค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาก โดยในโครงการนี้ บริษัทจะพัฒนาหลักสูตรด้าน Digital Literacy และ e-Commerce เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย และยกระดับศักยภาพบุคลากรดิจิทัลของประเทศด้วย

2) บริษัท สกายไลน์ ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด ในเครือ DAMAC Group
กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีรายใหญ่จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เงินลงทุน 46,869 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา รองรับกำลังการใช้ไฟฟ้าของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (IT Load) รวม 200 เมกะวัตต์

3) บริษัท บริดจ์ ดาต้า เซ็นเตอร์ ไอไอโอ (ประเทศไทย) จำกัด เงินลงทุน 24,619 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี รองรับ IT Load รวม 134 เมกะวัตต์

- กิจการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล ของบริษัท เพียวไซเคิล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ได้รับสิทธิเพียงรายเดียวในการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลจากบริษัท Procter & Gamble ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของโลก และเลือกไทยเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อรองรับตลาดในเอเชีย เงินลงทุน 8,180 ล้านบาท ตั้งโรงงานอยู่ที่จังหวัดระยอง

- กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ของบริษัท ด่านขุนทด วินด์ วัน จำกัด เงินลงทุน 4,728 ล้านบาท ขนาด 89.7 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา

- กิจการผลิตโพแทสเซียมคลอไรด์ ของบริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) เงินลงทุน 31,422 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชัยภูมิ โดยโพแทสเซียมคลอไรด์ที่ผลิตในโครงการจะเป็นสารสำคัญในการนำไปผลิตแม่ปุ๋ยโพแทส

เดินหน้าอนุมัติ Thailand FastPass ล็อต 2

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบคัดเลือกโครงการลงทุนรายสำคัญเข้าสู่ระบบเร่งรัดการลงทุน Thailand FastPass ล็อต 2 เพิ่มอีก 9 โครงการ เงินลงทุนรวม 52,104 ล้านบาท ต่อเนื่องจากล็อตแรกที่ให้ไปแล้ว 16 โครงการ ทำให้ปัจจุบันมีโครงการสำคัญที่เข้าสู่ระบบ Thailand FastPass แล้วทั้งสิ้น 25 โครงการ เงินลงทุนรวม 223,216 ล้านบาท โดยทุกโครงการจะได้รับสิทธิในการเร่งรัดกระบวนการอนุมัติ/อนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น บีโอไอ กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมฯ (สผ.) กรมศุลกากร และหน่วยงานด้านไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกและผลักดันให้การลงทุนเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

เร่งผลักดันกลไกพลังงานสะอาด – จัดหาไฟฟ้ารองรับการลงทุน

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือร่วมกับกระทรวงพลังงานและสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า ครอบคลุมทั้งการจัดหาไฟฟ้าในระยะเร่งด่วนเพื่อรองรับการลงทุนที่กำลังเข้ามาสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกที่เริ่มมีข้อจำกัดของระบบส่งไฟฟ้า การเร่งประกาศแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) เพื่อให้เกิดการลงทุนที่พร้อมรองรับเทคโนโลยีพลังงานใหม่และความต้องการไฟฟ้าในอนาคต รวมถึงการเร่งผลักดันกลไกการจัดหาพลังงานสะอาดในราคาที่แข่งขันได้ ทั้งมาตรการ Direct PPA ที่จะเปิดให้เอกชนซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้โดยตรง ขณะนี้อยู่ระหว่างการกำหนดหลักเกณฑ์การเข้าร่วมและอัตราค่าบริการโครงข่ายไฟฟ้า และที่ประชุมรับทราบอัตราค่าไฟฟ้าสีเขียวแบบเจาะจงแหล่งที่มา (Utility Green Tariff 2: UGT2) เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานสะอาดให้ภาคเอกชน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติให้บีโอไอประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนพลังงานสะอาด เช่น การผ่อนคลายเงื่อนไขการขอใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า (พค. 2) สำหรับ Solar Rooftop ของผู้ประกอบการต่างชาติ และการเร่งกำหนดแนวทางสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (IPS) เพื่อให้การลงทุน Solar Farm และพลังงานสะอาดสามารถดำเนินการได้อย่างคล่องตัวและสอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

“ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ยังมีความผันผวนสูง การลงทุนในประเทศไทยโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของไทยในการก้าวขึ้นเป็น Tech Hub ของภูมิภาค บีโอไอให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบนิเวศที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับการลงทุนระยะยาว โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ทั้งด้านการยกระดับทักษะบุคลากร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะระบบไฟฟ้าและพลังงานสะอาด การพัฒนาซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมใหม่ ๆ รวมทั้งการอำนวยความสะดวกผ่านกลไก Thailand FastPass ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาการอนุมัติและอนุญาต เพื่อให้เกิดการลงทุนจริงเร็วที่สุด” นายนฤตม์ กล่าว

น้ำมันไทยสำรองพอ 104 วัน!! จับตาวิกฤตฮอร์มุซดันราคาดิบโลกพุ่ง น้ำมันดิบเสี่ยงทะลุ 120 ดอลลาร์ กองทุนน้ำมันติดลบ 6.3 หมื่นล้าน ไทยผลิตดีเซลเกินยอดจำหน่าย แต่กองทุนยังติดลบ

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ประจำวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

-  สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงมีความผันผวนสูงและได้รับผลกระทบโดยตรงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน โดยประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อตลาดคือความพยายามล่าสุดของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในการเตรียมเข้าคุ้มกันและนำทางเรือสินค้าที่ติดค้างออกจากช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางการเจรจาสันติภาพที่เริ่มมีสัญญาณเชิงบวก อย่างไรก็ตาม การที่เส้นทางขนส่งพลังงานซึ่งคิดเป็น 20% ของอุปทานโลกยังคงถูกปิดกั้น ได้สร้างความกังวลอย่างหนักต่อห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกปิดตลาดและยังคงเคลื่อนไหวในระดับที่สูงมาก โดยข้อมูลล่าสุด ณ 4 พฤษภาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบ Brent เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 114.44 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบ WTI อยู่ที่ระดับ 106.42 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Dubai ทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 102.81 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทั้งนี้ นักวิเคราะห์และสถาบันการเงินชั้นนำประเมินว่า หากความพยายามในการเปิดเส้นทางเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซล่าช้าหรือไม่ประสบผลสำเร็จ อาจเป็นปัจจัยเร่งให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ในระยะสั้น ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและอัตราเงินเฟ้อทั่วโลก

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 

5 พฤษภาคม 2569

 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 104 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 23 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 39 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 17 วัน  

- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1- 3 พฤษภาคม 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 74.13 ล้านลิตร และจำหน่าย 55.60 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

-  ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงมีความผันผวนค่อนข้างสูง

ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีก ดีเซล B7 อยู่ที่ 40.80 บาท และดีเซล B20 ที่ 33.80 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล 95 อยู่ที่ 43.30 บาท แก๊สโซฮอล 91 ที่ 42.93 บาท และแก๊สโซฮอล E20 ที่ 36.30 บาท 

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 43.30 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 45.22 - 88.54 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 40.80 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย  กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 40.80 – 119.76 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ติดลบ 63,458.15 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 78.09 ล้านบาท

“เบทาโกร” อัปเกรดอาหารสัตว์ ยกระดับสูตรพรีเมียมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ผสานโภชนาการครบถ้วนเพื่อสุขภาพดี เสริมภูมิคุ้มกันนวัตกรรม 3X Biotics ราคาจับต้องง่าย ดีไซน์ทันสมัยโดนใจ

เบทาโกรยกระดับผู้นำอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียม 

ปรับสูตรผลิตภัณฑ์ใหม่ เติมเต็มโภชนาการเพื่อเพื่อนรักสี่ขา

กรุงเทพฯ – 30 เมษายน 2569 – บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ “BTG” บริษัทอาหารครบวงจรชั้นนำของไทย เดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งพอร์ตสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยง เปิดตัวผลิตภัณฑ์สูตรอัปเกรดใหม่ ครอบคลุมทั้งกลุ่มพรีเมียมและสแตนดาร์ด ภายใต้แบรนด์ Perfecta และ DOG n joy ตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์คุณภาพที่ให้ความสำคัญด้านคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตสัตว์เลี้ยงที่ดีแบบครบวงจร ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรักสัตว์ยุคใหม่

Perfecta แบรนด์อาหารสุนัขและแมวระดับพรีเมียม ยกระดับการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงสู่มาตรฐาน Human Grade เทียบเท่าอาหารคน พร้อมนำเสนอสูตร Wellness ใหม่ แบบ All-in-1 ที่ผสานแนวคิด Healthy, Beauty และ Safety ไว้อย่างลงตัว โดยพัฒนาร่วมกับนักโภชนาการและสัตวแพทย์ชั้นนำ Healthy ด้วยเนื้อไก่สดคุณภาพมาตรฐานเบทาโกร ผ่านกระบวนการความร้อนชั้นเดียวเพื่อคงคุณค่าสารอาหาร เสริมซูเปอร์ฟู้ด 6 สี ช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ พร้อม 3X Biotics (Pre, Pro, Post Biotics) เสริมสร้างสมดุลลำไส้ เพิ่มวิตามินและแร่ธาตุจากเดิม 1.5 เท่า ตามมาตรฐาน AAFCO Beauty ด้วยน้ำมันปลาแซลมอนที่มี Omega 3 & 6 บำรุงผิวหนังและขนสวยเงางาม Safety ปลอดภัยด้วยสูตรปราศจากกลูเตน ข้าวโพด ข้าวสาลี สีสังเคราะห์ สารกันบูด และผลพลอยได้จากสัตว์ ครบจบในสูตรเดียว มั่นใจได้ถึงการใส่ใจคุณภาพตั้งแต่วัตถุดิบ กระบวนการผลิต เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนของสัตว์เลี้ยงแสนรัก

ด้านแบรนด์ DOG n joy ผลิตภัณฑ์อาหารสุนัขระดับมาตรฐาน อัปเกรดสูตรใหม่เช่นกันเพื่อตอบโจทย์น้องหมาสายแอกทีฟ ให้พร้อมลุยทุกกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ ชูจุดเด่นด้วยวัตถุดิบหลักเนื้อสัตว์แท้เป็นอันดับ 1 และใช้เนื้อสัตว์ชนิดเดียว (Single Animal Protein) ช่วยให้ย่อยง่าย ลดอาการแพ้ ผนวก 3 พลังเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง เสริมซินไบโอติกส์ช่วยปรับสมดุลลำไส้และระบบขับถ่าย ขมิ้นชันที่ช่วยลดการระคายเคือง พร้อมวิตามินและแร่ธาตุจำเป็น 23 ชนิดที่ช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง

โดยทั้งผลิตภัณฑ์ Perfecta และ DOG n joy สูตรอัปเกรดใหม่นี้ ยังมาพร้อมดีไซน์บรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัยและโดนใจผู้เลี้ยงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังผ่านการทดสอบความอร่อยจากศูนย์นวัตกรรมสัตว์เลี้ยงของเบทาโกร เพื่อให้น้องหมาและน้องแมวทานได้อย่างเอร็ดอร่อย มั่นใจได้ในคุณค่าสารอาหาร โซเดียมต่ำ และราคาที่เข้าถึงได้ง่าย 

นายสมชาญ ศุภปีติพร ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจสัตว์เลี้ยง บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการดูแลและใส่ใจสัตว์เลี้ยงมากขึ้น โดยเฉพาะการเลือกอาหารคุณภาพที่ช่วยเสริมสุขภาพที่ดีและอายุที่ยืนยาว สะท้อนถึงสถานะของสัตว์เลี้ยงได้ถูกยกระดับให้เป็นสมาชิกสำคัญของครอบครัว และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในปัจจุบัน เบทาโกรจึงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบรับความต้องการของผู้เลี้ยงยุคใหม่ และตอกย้ำบทบาทการเป็นผู้นำตลาดด้านอาหารสัตว์เลี้ยงคุณภาพ และโภชนาการที่เชื่อถือได้”

กลุ่มธุรกิจสัตว์เลี้ยงของเบทาโกรผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงที่รวมถึงขนมขบเคี้ยวสำหรับสุนัขและแมว ภายใต้แบรนด์ Perfecta, DOG n joy, CAT n joy และ BingoStar โดยจำหน่ายผ่านช่องทางต่าง ๆ อาทิ ร้านค้าปลีกจำหน่ายอาหารสัตว์ โรงพยาบาลสัตว์และคลินิกสัตวแพทย์ ห้างสรรพสินค้า และแพลตฟอร์มออนไลน์

ฟังให้ลึกก่อนตัดสิน!! แนวคิดองค์กรยุคใหม่ ลด Blind Spot เพิ่มคุณค่าร่วมทุกฝ่าย ยกระดับบริการเข้าใจลูกค้า สร้างความปลอดภัยทางความคิด

เมื่อ “การฟังที่ดี” ช่วยทั้งคนทำงาน ลูกค้าและสังคม

ในวันที่โลกการทำงานต้องเผชิญความซับซ้อนรอบด้าน ตั้งแต่เศรษฐกิจที่ผันผวน เทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว ไปจนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่คาดเดาได้ยากขึ้น “การตัดสินใจที่ดี” ขององค์กรไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่า องค์กรสามารถ เข้าถึงข้อมูลที่แท้จริง ได้มากเพียงใด และหนึ่งในข้อมูลที่ทรงพลังที่สุดกลับเป็นข้อมูลที่…ไม่เคยถูกพูดออกมา

หนึ่งในความท้าทายสำคัญขององค์กรไทยในวันนี้ คือ “ข้อมูลที่ไม่เคยถูกพูดออกมา” จากคนทำงานหน้างาน ซึ่งมักเกิดจากวัฒนธรรมการทำงานที่รีบตัดสิน จนทำให้พนักงานลังเลที่จะแสดงความคิดเห็นหรือสะท้อนความเสี่ยง แนวคิด “We listen, but we don’t judge” จึงไม่ใช่เพียงกระแสในโลกออนไลน์ แต่สะท้อนโจทย์เชิงโครงสร้างขององค์กรยุคใหม่ ที่ต้องสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยทางความคิด” (Psychological Safety) เพื่อให้ทุกเสียงมีโอกาสถูกได้ยิน ก่อนที่ปัญหาจะขยายตัว

การฟัง: กลไกสำคัญของธุรกิจ ไม่ใช่แค่ Soft Skill
สำหรับ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) องค์กรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนโดยการใช้ Coaching มองว่า “การฟัง” ซึ่งเป็นหัวใจของการ Coaching ไม่ใช่เพียงทักษะด้านบุคคล แต่เป็น Business Enabler ที่เชื่อมโยงกับคุณภาพการตัดสินใจและประสิทธิภาพองค์กรโดยตรง แนวทางนี้ช่วยให้องค์กรสามารถลดต้นทุนจากความผิดพลาดซ้ำซ้อน เพิ่มความคล่องตัว และยกระดับประสบการณ์ลูกค้าได้ในระยะยาว ซึ่งการฟังถูกนำมาใช้ใน 3 ระดับสำคัญ คือ

ระดับทีม: เปิดพื้นที่ให้พนักงานสะท้อนปัญหาและความเสี่ยงได้ตั้งแต่ต้น
ระดับองค์กร: เชื่อมข้อมูลจากหลายมุมมอง เพื่อลด Blind Spot ในการตัดสินใจ
ระดับลูกค้า: เข้าใจความต้องการที่แท้จริง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์ 

เมื่อการฟังสร้างคุณค่าร่วมของทุกฝ่าย (Shared Value)

วัฒนธรรมการฟังที่ดี ไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะภายในองค์กร แต่ส่งผลเชิงบวกต่อผู้มีส่วนได้เสียในวงกว้าง “พนักงาน” มีพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็น ลดความเครียด และเพิ่มคุณภาพการทำงาน “องค์กร” เห็นปัญหาเร็ว ตัดสินใจแม่นยำ ลดความสูญเสียจากความผิดพลาด “ลูกค้า” ได้รับบริการที่เข้าใจความต้องการจริง ไม่ใช่การคาดเดา “สังคม” ได้องค์กรที่โปร่งใส รับฟัง และเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ ตามแนวคิด ESG ในมิติ Social

เริ่มต้นจากพฤติกรรมเล็กๆ ที่เปลี่ยนทั้งองค์กร
การสร้างวัฒนธรรม “ฟังโดยไม่ตัดสิน” สามารถเริ่มได้ทันทีในชีวิตการทำงานประจำวัน สำหรับผู้นำเปลี่ยนคำถามจาก “ใครผิด” เป็น “เกิดอะไรขึ้น” ฟังให้ครบก่อนสรุป และแยกปัญหาคนออกจากปัญหาระบบ ใช้การตั้งคำถามเพื่อเปิดมุมมอง แทนการรีบให้คำตอบ สำหรับพนักงาน กล้าสะท้อนเมื่อไม่เข้าใจหรือเห็นความเสี่ยง ไม่ปล่อยให้ปัญหาเล็กสะสมจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ รับผิดชอบต่อสิ่งที่สื่อสาร เพื่อให้การฟังนำไปสู่การแก้ไขจริง

“We listen, but we don’t judge” จึงไม่ใช่เพียงประโยคที่ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์ แต่เป็นหลักคิดที่องค์กรสามารถนำมาใช้ เพื่อยกระดับทั้งคุณภาพการทำงาน การตัดสินใจ และความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน เพราะในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรที่ฟังได้ลึกกว่า มักสร้างคุณค่าได้มากกว่า ทั้งต่อคนทำงาน ลูกค้า และสังคมในระยะยาว

ผนึกกำลังแก้วิกฤตพลังงาน!! จากปัญหาต้นทุนสู่โจทย์ความมั่นคงพลังงาน วุฒิสภาเปิดเวทีฟังเสียงเอกชน–โลจิสติกส์–เอสเอ็มอี ถกทางออกวิกฤตพลังงานไทย ลดแรงกดดันต้นทุนธุรกิจ

วุฒิสภาเปิดโต๊ะกลม "ไขวิกฤตพลังงานไทย" ผนึกกำลังภาคีรัฐ-เอกชน หาทางรอดต้นทุนพุ่ง

กรุงเทพฯ– เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ณ วุฒิสภาได้จัดเวทีเสวนาครั้งสำคัญ “วุฒิสภา...ไขปัญหาวิกฤตพลังงานไทย” เพื่อระดมความเห็นจากทุกภาคส่วนในการหาทางออกวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

การรวมตัวครั้งสำคัญของผู้นำนโยบายและภาคเศรษฐกิจ
งานเสวนาเริ่มต้นอย่างเป็นทางการโดยได้รับเกียรติจาก นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานกล่าวเปิดการอภิปราย และ นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา กล่าวต้อนรับคณะตัวแทนจากสมาคมนำเข้าสินค้าไทย และสมาคมการค้าส่งเสริมการส่งออกและการลงทุน (กสสท.)

โดยมีผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานหลักเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างคับคั่ง ดังนี้:
นายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน
นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

ดร. คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
ดร. คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย (PEIT)
นายจิระเดช ห้วยหงษ์ทอง นายกสมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย
ดร. สุนทร ผจญ นายกสมาคมขนส่งสินค้านำเข้า–ส่งออก
ดร. ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย
*นายเมธวิน อังคทะวานิช ผู้อำนวยการอภิปราย (ช่วงบ่าย)

พร้อมด้วยตัวแทนจาก สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.), คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.), ภาควิชาการ และผู้ประกอบการภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง

เจาะลึกปมปัญหาและข้อเสนอแนะ
ประเด็นหลักในการเสวนามุ่งเน้นไปที่ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น และความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจส่งออกและโลจิสติกส์ โดยที่ประชุมได้เสนอแนวทางแก้ไขเบื้องต้น อาทิ:
การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
การเร่งส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว
การกำหนดนโยบายที่ชัดเจน เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถวางแผนธุรกิจได้อย่างแม่นยำ

มิติใหม่แห่งความร่วมมือ
บรรยากาศการเสวนาเป็นไปอย่างเปิดกว้างและสร้างสรรค์ นอกจากนี้ คณะผู้เข้าร่วมยังได้รับเกียรติเข้าร่วมรับฟังการประชุมในห้องวุฒิสภา ซึ่งมีการถ่ายทอดสดในบางช่วงเวลา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของวุฒิสภาในการเป็นเวทีกลางเพื่อเชื่อมโยงปัญหาของภาคประชาชนและเอกชน สู่การแก้ไขปัญหาในระดับนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

ที่มา : https://peita.org/th/news/147216-050569

รายได้พอหรือยัง? จากความมั่นคงในงาน สู่ความมั่นคงทางการเงิน โจทย์ใหม่แรงงานไทยปี 2569 ‘ความยืดหยุ่น’คือกุญแจแก้โจทย์การเงิน

เมื่อ “การมีงาน” ไม่ได้แปลว่า “มั่นคง” อีกต่อไป

เนื่องในเดือนพฤษภาคมของทุกปีเป็นวันที่สังคมไทยหันกลับมาให้ความสำคัญกับแรงงานในฐานะกำลังสำคัญของเศรษฐกิจ แต่ในวันแรงงานปี 2569 คำถามของคนทำงานจำนวนไม่น้อยอาจไม่ใช่เพียง “ยังมีงานทำหรือไม่” หากเป็น “รายได้ที่มีอยู่ วันนี้ยังพอรับมือกับความไม่แน่นอนข้างหน้าได้แค่ไหน”

ว่างงานต่ำสวนทางความกังวล: เมื่อ ‘ตัวเลขสถิติ’ ไม่เท่ากับ ‘ความรู้สึกมั่นคง’

แม้ภาพรวมตลาดแรงงานไทยยังดูแข็งแรงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แต่อัตราว่างงานที่อยู่ในระดับต่ำไม่ได้แปลว่าความกังวลของคนทำงานจะลดลงตามไปด้วย ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่าอัตราว่างงานไทยอยู่ที่ 1.0% ในไตรมาส 3 ปี 2567 และ 0.9% ในเดือนมีนาคม 2568 สะท้อนว่าคนส่วนใหญ่ยังมีงานทำอยู่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่และค่าครองชีพที่ยังกดดัน ทำให้ความมั่นคงทางการเงินของครัวเรือนไทยยังเป็นโจทย์สำคัญ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัว 1.5% ซึ่งชะลอลงจากปีก่อน และเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 0.3% 

นิยามใหม่ของความเสี่ยง ไม่ใช่แค่ ‘ตกงาน’ แต่คือ ‘รายได้ที่โตไม่ทันรายจ่าย’

โจทย์ของมนุษย์เงินเดือนในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “ตกงาน” แต่คือการอยู่กับรายได้ประจำท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพ ภาระหนี้ครัวเรือน ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน หรือแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่โตช้ากว่าที่หลายคนคาดหวัง ภาพนี้ทำให้คำว่า “ความเปราะบางทางการเงิน” กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น แม้ในกลุ่มคนที่ยังมีงานประจำและรายได้สม่ำเสมอก็ตาม

ในบริบทเช่นนี้ สิ่งที่คนทำงานต้องบริหารอาจไม่ใช่แค่รายรับรายจ่ายรายเดือน แต่รวมถึง “ความสามารถในการตั้งรับ” เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน เพราะในโลกการทำงานยุคใหม่ ความมั่นคงไม่ได้วัดจากการมีงานเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าระบบการเงินส่วนบุคคลแข็งแรงพอหรือไม่เมื่อรายจ่ายมาเร็วกว่ารายได้ หรือเมื่อแผนชีวิตต้องเปลี่ยนกะทันหัน

ติดอาวุธ ‘ความยืดหยุ่น’: 3 กลยุทธ์บริหารเงินในยุคเศรษฐกิจโตช้า

สำหรับเคทีซี ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าคนทำงานยุคนี้ต้องการเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นมากกว่าที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการรักษาวินัยเครดิต การจัดการกระแสเงินสดให้ดีขึ้น หรือการใช้สิทธิประโยชน์ทางการเงินเพื่อพัฒนาทักษะของตนเองในระยะยาว

1. การรักษาเครดิต หนึ่งในเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเพราะประวัติทางการเงินที่ดีไม่ได้มีความหมายเฉพาะเวลาขอสินเชื่อ แต่ยังเป็นแต้มต่อในการเข้าถึงทางเลือกทางการเงินที่เหมาะสมเมื่อจำเป็น ช่วยให้คนทำงานมีพื้นที่ในการตัดสินใจมากขึ้นในช่วงเวลาที่สภาพคล่องตึงตัว

2. การบริหารกระแสเงินสด โดยเฉพาะรายจ่ายก้อนใหญ่ที่อาจกระทบเงินสำรองในระยะสั้น การเลือกใช้เครื่องมือที่ช่วยกระจายภาระจ่ายอย่างมีวินัย เช่น โปรแกรมผ่อนชำระอัตราดอกเบี้ย 0% ในสินค้าที่จำเป็น สามารถช่วยรักษาสมดุลของเงินสดในมือได้ โดยไม่ทำให้คุณภาพชีวิตสะดุดในช่วงที่ความไม่แน่นอนยังสูง

3. การลงทุนกับทักษะใหม่ ก็เป็นอีกด้านของความมั่นคงทางการเงินที่สำคัญไม่แพ้กัน ในโลกการทำงานที่การแข่งขันสูงขึ้น ความสามารถด้านภาษา ความรู้เฉพาะทาง หรือการเรียนรู้เพิ่มเติม อาจกลายเป็นปัจจัยที่ช่วยต่อยอดโอกาสใหม่ทางอาชีพและรายได้ในอนาคต สำหรับผู้บริโภคบางกลุ่ม การนำคะแนนสะสมหรือสิทธิประโยชน์ที่มีอยู่มาใช้กับการเรียนรู้หรือการซื้อหนังสือ จึงไม่ใช่เพียงการใช้สิทธิ แต่เป็นการเปลี่ยนทรัพยากรเดิมให้กลายเป็นทุนระยะยาว

วันแรงงานปี 2569 จึงอาจไม่ใช่เพียงวันแห่งการตระหนักถึงคุณค่าของแรงงานในระบบเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นจังหวะสำคัญให้คนทำงานกลับมาทบทวนว่า นอกจากความมั่นคงของงานแล้ว ตนเองได้สร้าง “ความมั่นคงทางการเงิน” ไว้มากพอแล้วหรือยัง เพราะในโลกที่ความเสี่ยงไม่ได้มาในรูปแบบเดิมเสมอไป คนที่พร้อมกว่าอาจไม่ใช่คนที่มีรายได้สูงที่สุด แต่คือคนที่จัดการเงินของตัวเองได้ยืดหยุ่นที่สุ

ไทยขึ้นแท่นฐานผลิตไบโอพลาสติก!! GC–Cargill เปิดโรงงาน NatureWorks ใช้อ้อยไทยผลิต PLA ครบวงจร ชูไบโอพลาสติกหนุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ดันไทยสู่ฮับไบโอพลาสติกมูลค่าสูงของภูมิภาค

GC ต่อยอดไทยสู่ฐานการผลิตไบโอพลาสติก
เพิ่มทางเลือกเม็ดพลาสติกที่ไม่ได้มาจากฟอสซิล
เปิดโรงงาน NatureWorks แห่งใหม่ ผลิต PLA ครบวงจร ในเอเซีย
 
กรุงเทพฯ – 5 พฤษภาคม 2569 – บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากล เพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิต เดินหน้าขยายธุรกิจคาร์บอนต่ำภายใต้กลยุทธ์การสร้างความสมดุลระหว่างธุรกิจและความยั่งยืน (Sustainable Portfolio) ผ่านการร่วมทุนใน NatureWorks ผู้ผลิตไบโอพลาสติก ประเภทโพลีแลคติกแอซิด (Polylactic Acid : PLA) ใหญ่ที่สุดในโลก โดยวันนี้โรงงานแห่งที่ 2 ได้เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการแล้ว ณ โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมไบโอพลาสติกของไทย สามารถตอบสนองทิศทางของโลกเรื่องความยั่งยืน
 
การเปิดดำเนินการโรงงานแห่งใหม่นี้ สะท้อนวิสัยทัศน์ของ GC ในการมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านนวัตกรรม ประสิทธิภาพการใช้งาน และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดย NatureWorks ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง GC และ Cargill นับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ ตอบรับความต้องการของตลาดที่ให้ความสำคัญกับวัสดุทางเลือก และเพิ่มความยืดหยุ่นของซัพพลายเชนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านความหลากหลายของวัตถุดิบ ท่ามกลางความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

โรงงานแห่งนี้เป็นโรงงานผลิตไบโอพลาสติก ประเภท PLA แห่งที่ 2 ของ NatureWorks ภายใต้ชื่อทางการค้า Ingeo™ โดยใช้เทคโนโลยีไบโอพลาสติกระดับโลก และใช้น้ำตาลจากอ้อยที่ปลูกในประเทศไทยเป็นวัตถุดิบ 100% จนได้ไบโอพลาสติก PLA ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 75,000 ตันต่อปี สะท้อนศักยภาพของการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำในประเทศ ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับภาคเกษตรกรรมไทย และเชื่อมโยงสู่การใช้งานในอุตสาหกรรมอื่น ๆ Ingeo™ PLA ของ NatureWorks เป็นไบโอพลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้ในสภาวะที่เหมาะสม มีคาร์บอนฟุตปริ้นท์ต่ำ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายประเภท เช่น นำไปผลิตเป็นถุงชา แคปซูลกาแฟ บรรจุภัณฑ์อาหาร อุปกรณ์และของใช้ภายในบ้าน เช่น ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์สำนักงาน เคสโทรศัพท์ เคสเครื่องสำอาง ผ้าอ้อม ผ้าเช็ดทำความสะอาด หน้ากากอนามัย  รวมถึงเส้นพลาสติกที่ใช้ในงานพิมพ์ชิ้นงานสามมิติ (3D Printing) ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของการคิดค้นนวัตกรรมต่าง ๆ เป็นต้น ทั้งนี้ Ingeo™ PLA ของ NatureWorks ได้รับการรับรองจากมาตรฐานสากลในหลายมิติ ทั้งด้านวัตถุดิบชีวภาพและคาร์บอนหมุนเวียน เช่น USDA BioPreferred รวมถึงด้านวัตถุดิบยั่งยืนผ่าน ISCC PLUS เป็นต้น
 
นายสาโรจน์ พุทธธรรมวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีมูลค่าเพิ่ม GC กล่าวว่า “โรงงานแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ NatureWorks ที่สะท้อนทิศทางการเติบโตของวัสดุคาร์บอนต่ำในระดับโลก ท่ามกลางโลกที่มีความผันผวนสูง วัสดุชีวภาพเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะอีกหนึ่งโซลูชั่นที่ช่วยเสริมความยืดหยุ่นให้ภาคอุตสาหกรรม GC เชื่อมั่นว่า NatureWorks จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ Sustainable Portfolio พร้อมยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมไบโอพลาสติกของไทยสู่ระดับภูมิภาคเอเซีย”
 
ด้าน ดร. ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า “โรงงานผลิตไบโอพลาสติกแห่งนี้ถือเป็นการลงทุนที่มีความหมายต่อประเทศไทยอย่างยิ่ง เพราะเป็นการต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบทางการเกษตรของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและเสริมความมั่นคงให้กับภาคการผลิตในระยะยาว ควบคู่กับการสร้างงาน กระจายรายได้สู่ภูมิภาค และพัฒนาให้พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านไบโอเทคโนโลยีในอนาคต อีกทั้งยังสอดคล้องกับการขับเคลื่อน Bioeconomy และโมเดลเศรษฐกิจ BCG  ของประเทศ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตไบโอพลาสติกที่สำคัญของโลก”
 
ขณะที่ นายอิริค ริพเพิล (Mr. Erik Ripple) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ NatureWorks กล่าวว่า “การเปิดโรงงานที่นครสวรรค์ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายกำลังการผลิตไบโอพลาสติกประเภท PLA เพิ่มเติมจากฐานการผลิตแห่งแรกของเรา ตั้งอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา การมีฐานการผลิตแห่งใหม่ในประเทศไทยจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการตอบสนองความต้องการใช้ไบโอพลาสติก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิภาคเอเซีย พร้อมสามารถสนับสนุนลูกค้าในการใช้วัสดุที่ยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร ควบคู่กับการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่วัสดุหมุนเวียนที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำกว่า และเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานของวัสดุยั่งยืนในภูมิภาคเอเชีย”
 
โรงงานผลิตไบโอพลาสติกแห่งใหม่นี้ ได้รับการออกแบบให้สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ Ingeo™ ได้หลากหลายเกรด เพื่อตอบสนองการใช้งานในอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การเปิดดำเนินการของโรงงานดังกล่าว ยังตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตวัสดุชีวภาพมูลค่าสูงในภูมิภาค และสะท้อนศักยภาพของความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม และภาครัฐ ในการร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

“เอ็มจี” โชว์นวัตกรรม!! เปิดตัว IM LS8 SUV หรู MG4 URBAN ยอดขายพุ่ง เทคโนโลยีล้ำหน้ายกระดับ ขยายตลาด EV ครึ่งปีหลัง

เอ็มจี ยกทัพยนตรกรรมล้ำสมัยโชว์ศักยภาพในงาน Beijing Auto Show 2026
ประเดิมด้วย 2 ไฮไลท์เด็ด IM LS8 และ MG4 URBAN

ปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน – 28 เมษายน 2569 - บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ถ่ายทอดความยิ่งใหญ่ของบริษัทแม่อย่าง SAIC MOTOR CORPORATION ผ่านนวัตกรรมยานยนต์ระดับโลกในงาน Beijing Auto Show 2026 โดยในปีนี้นำ 2 ไฮไลท์สำคัญอย่าง IM LS8 เอสยูวีเรือธงรุ่นล่าสุดจาก IM Motors ที่เต็มเปี่ยมด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต กับความโดดเด่นของการเป็น “Flagship SUV ที่ครบจบในคันเดียว” และ MG4 URBAN จาก เอ็มจี ที่อัปเกรดความคุ้มค่าขึ้นอีกขั้น พร้อมด้วยทัพยนตรกรรมล้ำสมัยหลากเซกเมนต์ครอบคลุมทั้งระดับพรีเมียมและรุ่นที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคนมาร่วมจัดแสดงด้วยการตกแต่งจากศิลปินชื่อดัง สะท้อนศักยภาพด้านนวัตกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่

เริ่มต้นด้วยไฮไลท์แรกที่ได้รับความสนใจกับ IM LS8 ยนตรกรรมอัจฉริยะจาก IM Motors ซึ่งเผยโฉมสู่สาธารณชนอย่างเป็นทางการ พร้อมเสริมความแกร่งและความหลากหลายให้กับไลน์อัปผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ IM 

IM LS8 นิยามใหม่ของ “Flagship SUV ที่ครบจบในคันเดียว” มอบประสบการณ์ระดับพรีเมียมพร้อมระบบอัจฉริยะที่เต็มศักยภาพ
IM LS8 ได้รับการพัฒนามาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานครบครัน ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย คุณภาพระดับพรีเมียม และมาตรฐานการผลิตจากผู้ผลิตชั้นนำ เพื่อตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่ที่ต้องการความคุ้มค่าแบบครบจบในคันเดียว ด้านเทคโนโลยี IM LS8 มอบประสบการณ์การควบคุมรถที่แม่นยำพร้อมโครงสร้างความปลอดภัยระดับสูง

ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ IM AD ได้รับการพัฒนาโดย NVIDIA ประสิทธิภาพสูง ทำงานร่วมกับ LiDAR ความละเอียดสูง ตรวจจับวัตถุได้ไกลสูงสุด 300 เมตร พร้อมแพลตฟอร์มจาก Momenta ที่ช่วยให้ระบบสามารถใช้งานได้ทุกเส้นทางและพร้อมอัปเกรดสู่ระบบขั้นสูงในอนาคต

สมรรถนะเหนือระดับ พลิกมาตรฐาน SUV ขนาดใหญ่ให้ขับง่าย และประสบการณ์หรูหราระดับใหม่ของ IM LS8
IM LS8 ยกระดับมาตรฐานของ SUV ขนาดใหญ่ด้วยสมรรถนะการขับขี่ขั้นสูงอย่าง Digital Chassis ที่มอบทั้งความนิ่งในการทรงตัว ระบบเลี้ยว 4 ล้ออัจฉริยะ รองรับมุมเลี้ยวสูงสุด ±24 องศา ส่งผลให้รถเอสยูวีขนาดกว่า 5 เมตร มีรัศมีวงเลี้ยวเพียง 4.85 เมตร ให้ความคล่องตัวเทียบเท่ารถขนาดเล็กอย่าง Eco car และรองรับการใช้งานในพื้นที่จำกัดได้อย่างง่ายดาย 

เทคโนโลยีขับเคลื่อน “Super Range Extender” ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน
IM LS8 โดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อนแบบ Extended Range รุ่นใหม่ ที่ให้ทั้งพลังแบบเครื่องยนต์ V8 แต่ให้ความเงียบกับผู้โดยสารในแบบรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ สามารถวิ่งได้กว่า 1,000 กิโลเมตรต่อการเติมน้ำมันหนึ่งครั้ง พร้อมระบบชาร์จเร็ว 800V ที่ช่วยให้การใช้งานในชีวิตประจำวันสะดวกยิ่งขึ้น 

ภายในงาน IM MOTORS ยังได้นำรถยนต์ทุกรุ่นครบเซกเมนต์มานำเสนอ ได้แก่
IM LS6 โดดเด่นในฐานะ SUV อัจฉริยะขนาดใหญ่แบบ 5 ที่นั่ง กับวงเลี้ยวแคบสุดที่ 5.09 เมตร
IM LS8 สะท้อนนิยามของ Flagship ที่ครบจบในคันเดียว กับวงเลี้ยวแคบสุดที่ 4.85 เมตร
IM LS9 ที่สุดของมาตรฐาน SUV ระดับพรีเมียม 6 ที่นั่ง กับวงเลี้ยวแคบสุดที่ 4.95 เมตร
IM 5 ที่สุดของความคล่องแคล่ว กับ Premium e-Intelligent Sedan กับวงเลี้ยวแคบสุดที่ 4.99 เมตร 

โดดเด่นด้วยดีไซน์ป็อปอาร์ต สะท้อนตัวตนที่มีสไตล์ สู่ MG4 URBAN ที่แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์
อีกหนึ่งรุ่นไฮไลท์อย่าง MG4 URBAN ที่นำนวัตกรรมความฉลาดในรถระดับพรีเมียมมาอยู่ในระดับรถที่เข้าถึงได้ง่าย ต่อยอดสู่การใช้งานจริง ด้วยยอดขายที่เติบโตต่อเนื่องกว่า 10,000 คันต่อเดือน ติด Top 3 ใน B Segment และมีผู้ใช้งานสะสมมากกว่า 80,000 ราย รวมถึงการขยายสู่ตลาดต่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักรและออสเตรเลียที่ในครั้งนี้ได้รับการยกระดับรอบด้านพร้อมการอัปเกรดครั้งใหญ่ทั้งด้านดีไซน์ เทคโนโลยี และอุปกรณ์อำนวยความสะดวก เพิ่มสีตัวถังใหม่ Ice Crystal Blue และ Almond Beige เสริมด้วยหลังคาดำแบบ Floating Roof และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 17 นิ้ว ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ภายในงาน เอ็มจี ได้นำรถบางส่วนมาตกแต่งโดยได้รับแรงบันดาลใจการออกแบบจากศิลปินชื่อดังอย่าง Jacky Tsai ศิลปินร่วมสมัยชาวจีนที่มีฐานอยู่ในลอนดอน (UK)และถือว่าเป็นหนึ่งในศิลปินที่ “นำวัฒนธรรมตะวันออก ป็อปอาร์ตตะวันตก” มาผสมผสานกันทำให้รถมีรายละเอียดที่โดดเด่นมากขึ้น

เอ็มจี เตรียมเสริมทัพตลาดอีวี จ่อเปิดตัว MG 4X และ MG 07
และในช่วงครึ่งปีหลัง เอ็มจี ยังมีแผนขยายพอร์ตโฟลิโอให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นด้วยการเสริมไลน์อัปผลิตภัณฑ์ด้วยการเตรียมเปิดตัว MG 4X เอสยูวีไฟฟ้าอีกหนึ่งรุ่น ที่มาพร้อมเทคโนโลยีการขับขี่ และ MG 07 สปอร์ตคูเป้พลังงานใหม่ ซึ่งนับเป็นรุ่นแรกที่ติดตั้งระบบขับขี่อัจฉริยะขั้นสูงจาก Momenta รองรับการขับขี่อัตโนมัติในเมือง (Urban NOA) และการใช้งานแบบไร้รอยต่อจากจุดเริ่มต้นจนถึงที่หมาย 

ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมและสัมผัสประสบการณ์จริงของยนตรกรรมรุ่นต่าง ๆ จาก เอ็มจี และ IM Motors ได้ที่งาน Beijing International Auto Show 2026 ระหว่างวันที่ 26 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 ณ อาคาร A4 ศูนย์แสดงสินค้านานาชาติกรุงปักกิ่ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top