Tuesday, 14 July 2026
COMPETITION

วิกฤตพลังงานโลกไม่สะเทือน!! ปตท. เดินหน้าสู่ Global LNG Player พร้อมเร่ง CCS–ปลูกป่า หนุน Net Zero ประเทศ ลงทุนโรงกลั่นกว่า 1.11 แสนล้าน เพิ่มความยืดหยุ่น รับน้ำมันดิบหลายแหล่งแทนตะวันออกกลาง

ปตท. เดินหน้าช่วยไทยฝ่าวิกฤตพลังงานโลก ดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส เพื่อเติบโตอย่างมั่นคง 

วันนี้ (20 พฤษภาคม 2569) – ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2569 ด้วยกำไรสุทธิ 25,738 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,423 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.4 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 

จากปัญหาความไม่สงบในตะวันออกกลาง ปตท. รับมือสถานการณ์จากการวางรากฐานเครือข่ายธุรกิจการค้าระหว่างประเทศที่มีสำนักงานกระจายอยู่ทั่วโลก ทำให้สามารถปรับการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งต่างๆ ทดแทนจากตะวันออกกลางได้อย่างรวดเร็วอีกทั้งโรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ได้ลงทุนล่วงหน้ากว่า 111,000 ล้านบาท ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาทำให้โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. มีความเสถียรของเครื่องจักร (Reliability) และความยืดหยุ่น (Flexibility) ในการรองรับน้ำมันดิบจากหลากหลายแหล่ง นอกจากนี้การซ้อมแผนฉุกเฉินอย่างสม่ำเสมอ ทำให้กลุ่ม ปตท. รับมือวิกฤตได้ทันที 

กลุ่ม ปตท. ติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศอย่างใกล้ชิด จัดตั้งศูนย์บริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (PTT Incident Command System : PTT ICS) ทันทีเมื่อเกิดวิกฤต เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศ และบริหารจัดการธุรกิจตลอด Supply Chain โดยตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือนในช่วงมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมา โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. เดินเครื่องเต็มกำลังมากกว่า 100% ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย สำหรับธุรกิจปิโตรเคมี บริษัทในกลุ่ม ปตท. เดินเครื่อง ปิโตรเคมีเต็มกำลัง สร้าง Security of Supply ช่วยให้ลูกค้าในอุตสาหกรรมต่อเนื่องตลอดห่วงโซ่อุปทานเม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์ มีวัตถุดิบใช้อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ปตท. ปรับแผนการจัดหาและการผลิตก๊าซธรรมชาติเพื่อจัดส่งให้โรงไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยจัดหา Spot LNG จากประเทศนอกกลุ่มตะวันออกกลางตามที่ได้รับมอบหมายจากภาครัฐ ตลอดจนเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 6 เพื่อให้โรงแยกก๊าซฯ ทุกหน่วยเดินเครื่องได้เต็มกำลัง ทำให้สามารถส่งก๊าซฯ ให้โรงไฟฟ้าและผลิต LPG เข้าสู่ระบบตามแผนอย่างต่อเนื่อง และจัดสรร LPG ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศเป็นหลัก

ในช่วงวิกฤต ปตท. บริหารสภาพคล่องทางการเงินเพื่อรองรับการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยในภาวะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จัดเตรียมสภาพคล่องเพิ่มขึ้นถึง 230,000 ล้านบาท ประกอบด้วยหลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) ประมาณ 63,000 ล้านบาท เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) สำหรับการจัดหาน้ำมันและก๊าซฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 137,000 ล้านบาท เงินค้างชำระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากการชดเชยราคา ประมาณ 35,000 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นถึงกว่า 600 ล้านบาทต่อเดือน หรือประมาณ 7,000 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งมีการเปิดเผยและรายงานข้อมูลต่อหน่วยงานภาครัฐอย่างโปร่งใส และให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม

นอกจากนี้ ปตท. ยังเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจตามแผนกลยุทธ์ โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ประกอบด้วย ธุรกิจ Hydrocarbon ที่เป็นธุรกิจหลักของกลุ่ม ปตท. โดย ปตท.สผ. เร่งสำรวจและผลิต เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศและเติบโตต่างประเทศตามแผน สำหรับ ธุรกิจ LNG ปตท. เร่งขยาย Portfolio มุ่งสู่การเป็น Global LNG Player ตามเป้าหมาย 10 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 และเพิ่มเป็น 15 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2578 ด้านธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ปตท. ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) สนับสนุนการศึกษาความร่วมมือทางธุรกิจของ GC  และ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) (SCGC) ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ P&R Portfolio Reshape ที่มุ่งสร้าง Synergy ยกระดับปิโตรเคมีไทย สู่ National Champion

การดำเนินงานด้านความยั่งยืน ปตท. ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในดัชนี Dow Jones Best-in-Class Index ต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 สะท้อนมาตรฐานการดำเนินงานระดับสากล ภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ดี ควบคู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกกระบวนการดำเนินงาน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ

พร้อมกันนี้ กลุ่ม ปตท. ยังเร่งขับเคลื่อนการลดคาร์บอน ผ่านการพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) โดยมี ปตท.สผ. เป็นผู้นำร่องพัฒนา CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติโครงการอาทิตย์ในอ่าวไทย ซึ่งมีความก้าวหน้าเป็นไปตามแผนงาน ตั้งเป้าเริ่มกระบวนการเก็บกักคาร์บอนในปี 2571 ขณะที่สถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท. มีพื้นที่ปลูกป่าใหม่สะสม ปี 2566 – 2569 กว่า 146,000 ไร่ เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

การดำเนินการ Profit Enhancement Initiatives ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความแข็งแรงภายในให้ทั้งกลุ่ม ปตท. สะท้อนในผลกำไรสุทธิในไตรมาส 1 โดยรวมกว่า 3,000 ล้านบาท  โดยมีความก้าวหน้าในโครงการต่างๆ ตามแผนได้แก่ โครงการ MissionX พร้อมทั้งขับเคลื่อน Digital Transformation ผ่านโครงการ AXIS โดยมุ่งเน้นการนำ Digital Tools และ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน นอกจากนี้ยังเดินหน้าเสริมความร่วมมือด้าน Supply Chain และ Marketing ทั้งในและต่างประเทศผ่านโครงการ P1 และ D1  รวมถึงโครงการ Asset Monetization (A1) เพื่อบริหารการใช้สินทรัพย์ในกลุ่ม ปตท. ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งการดำเนินงานด้าน Financial Excellence (F1) เพื่อรักษาวินัยทางการเงินและบริหารสภาพคล่องกระแสเงินสดของกลุ่ม ปตท. อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว 

การดำเนินงานด้านสังคม ปตท. มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย ควบคู่การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม พร้อมเคียงข้างสังคมไทยในยามวิกฤตต่างๆ โดยช่วยลดภาระค่าครองชีพด้านพลังงานของประชาชน เบื้องต้นมีมูลค่ารวมประมาณ 13,000 ล้านบาท อีกทั้งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ส่งเสริมผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงวัย เกษตรกร และชุมชนให้มีอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ ที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้อนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตรา 2.30 บาทต่อหุ้น โดยเป็นเงินปันผลจ่ายสำหรับผลประกอบการประจำปี 2.10 บาทต่อหุ้น และเพิ่มเงินปันผลพิเศษเป็นครั้งแรกอีก 0.20 บาทต่อหุ้น พร้อมอนุมัติวงเงินกู้เพื่อสำรองการดำเนินงานและการขยายงานในอนาคต ในขณะเดียวกันยังคงรักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด และได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่แข็งแกร่งเทียบเท่าประเทศ (BBB+) สะท้อนฐานะการเงินแข็งแกร่งพร้อมรองรับการขยายงานตามกลยุทธ์ในอนาคตและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น

ปตท. ยึดมั่นในวิสัยทัศน์ “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน” พร้อมยืนหยัดดูแลความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ บริหารจัดการพลังงานอย่างเต็มศักยภาพ และดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศผ่านความท้าทายและก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

อีอีซีเดินหน้า!! กพอ. เห็นชอบ Smart Logistics ฉะเชิงเทรา คาดลงทุน 1,350 ล้านบาท เชื่อมลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ชูศักยภาพอุตสาหกรรม–สมุนไพร–โครงสร้างพื้นฐาน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 1/2569 วันที่ 20 พฤษภาคม 2569
ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ชั้น 3 ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เป็นเลขานุการการประชุมฯ ทั้งนี้ กพอ. ได้พิจารณา และมีมติในเรื่องที่สำคัญ ดังนี้

1. เห็นชอบ การประกาศเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม ได้แก่ เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ สมาร์ท
โลจิสติกส์ (ฉะเชิงเทรา) เนื้อที่ประมาณ 29 ไร่ บริเวณถนนสุขุมวิท หลักกิโลเมตรที่ 72 อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ได้แก่ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ด้านบริการโลจิสติกส์ต้นแบบที่นำเทคโนโลยี และนวัตกรรมขั้นสูง มาให้บริการเป็นศูนย์กระจายสินค้าที่ทันสมัย (International Distribution Center : IDC)ที่ให้บริการกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ส่งออก/นำเข้าสินค้าระหว่างประเทศที่ต้องการความแม่นยำสูง ที่มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย อาทิ เทคโนโลยี 5G ระบบติดตาม GPS การใช้หุ่นยนต์ AGV (Automated Guided Vehicle) การใช้ชั้นวางอัตโนมัติ (ASRS) หรือชั้นวางอัจฉริยะ และการประมวลผลข้อมูลด้วย AI (Artificial Intelligence) คาดว่าจะเกิดเงินลงทุนในพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าว ประมาณ 1,350 ล้านบาท เกิดการจ้างงานประมาณ 350 คน รวมทั้งเกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญจากผู้ประกอบกิจการ เพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้งานยกระดับงานบริการโลจิสติกส์อัจฉริยะ (Smart Logistics) ต่อไป

2.  รับทราบ ผลการศึกษาโครงการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่ สกพอ. ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของการกำหนดให้ จังหวัดปราจีนบุรี เป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพิ่มเติม โดยมีความโดดเด่นด้านทำเลที่ตั้ง ข้อได้เปรียบเชิงพื้นที่และความสอดคล้องกับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สามารถเชื่อมต่อกับพื้นที่อีอีซี มีโรงงานร้อยละ 25 ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการเป็นเมืองสมุนไพรที่สามารถต่อยอดอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ด้านโครงสร้างพื้นฐาน มีถนนเชื่อมโยงพื้นที่อีอีซี และกรุงเทพ ผังเมืองและนิคมอุตสาหกรรมสามารถรองรับการลงทุนใหม่ได้ในอนาคต และด้านความพร้อมทรัพยากรน้ำและแรงงานที่มีเพียงพอสำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายระยะเร่งด่วนภายใน 1 – 2 ปี ที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และมีโครงการสำคัญ คือ การจัดการขยะชุมชน ด้วยการจัดตั้งโรงไฟฟ้าจากขยะอย่างครบวงจร การจัดการน้ำเสียชุมชน และการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อรักษาสมดุลระหว่างอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ทั้งนี้ กพอ. เห็นชอบในหลักการ ในการกำหนดให้จังหวัดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพิ่มเติม โดยขอให้ สกพอ. รับความเห็นและข้อสังเกตต่างๆ จากกรรมการ กพอ. ไปจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม และนำมาเสนอ กพอ. พิจารณาอีกครั้งเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป 

นอกจากนั้น กพอ. ได้รับทราบความคืบหน้าการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดย สกพอ.
ได้ขับเคลื่อนให้เกิดการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ รวม 46 แห่ง (รวมที่อยู่ในระหว่างรอเสนอ ครม. เพื่อทราบ 7 แห่ง) การให้บริการแบบเบ็ดเสร็จครบวงจรของสกพอ. (EEC OSS) ที่สามารถให้บริการแล้วมากกว่า 50 รายการคำขอ ครอบคลุมการขอจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ การขอรับสิทธิประโยชน์ และการขออนุมัติอนุญาตตามกฎหมายได้ 7 ฉบับ อาทิ การขุดดินถมดิน การก่อสร้างอาคาร และด้านสาธารณสุข เป็นต้น รวมถึงความคืบหน้าในการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค การพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการเชื่อมโยงประโยชน์การลงทุนสู่พื้นที่และชุมชน

ปตท.สผ.ผนึก OQEP ประเทศโอมาน ปตท.สผ.จับมือ OQEP ร่วมพัฒนา ยกระดับความรู้ด้านปิโตรเลียม แลกเปลี่ยนประสบการณ์และบุคลากร ผลักดันธุรกิจเติบโตระยะยาว

ปตท.สผ. และ OQEP ของโอมาน ผนึกความร่วมมือพัฒนาองค์ความรู้ด้านปิโตรเลียม

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล (ซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. และ Mr. Mahmoud Al Hashmi (ขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OQ Exploration and Production New Ventures LLC (OQEP) ของประเทศโอมาน ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MoU) เพื่อยกระดับความร่วมมือในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และการศึกษาโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือด้านต่าง ๆ ในอนาคต ทั้งในประเทศไทย ประเทศโอมาน และในต่างประเทศ โดยครอบคลุมการแลกเปลี่ยนความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดี รวมถึงการพัฒนาบุคลากร ระบบดิจิทัลแบบบูรณาการ และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงการเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และการเพิ่มขีดความสามารถของทั้ง 2 องค์กรเพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว พิธีลงนามจัดขึ้นในงานประชุม Oman Petroleum & Energy Show (OPES) ณ ประเทศโอมาน

บีโอไอลุยยานยนต์ บีโอไอหนุนไทยสู่ EV Hub อาเซียน เวที BOI Symposium ดึงนักลงทุนจากจีนญี่ปุ่นยุโรป เน้นเทคโนโลยีและซัพพลายเชนแบบ Smart and Green นักลงทุน 500 คน ร่วมงาน SUBCON Thailand 2026

บีโอไอร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) (ที่ 4 จากซ้าย) เปิดเวที BOI Symposium เพื่อตอกย้ำบทบาทไทยสู่การเป็น EV Hub ของอาเซียนภายในงาน SUBCON Thailand 2026 โดยมี China EV100 องค์กร Think Tank ด้านยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของจีน พร้อมผู้บริหารบริษัทยานยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับโลกจากจีน ญี่ปุ่น และยุโรปที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ร่วมสะท้อนทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Smart and Green Mobility งานดังกล่าวเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต ระบบซัพพลายเชน และโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการเชื่อมเข้าสู่ซัพพลายเชนระดับโลก เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคตของภูมิภาค โดยมีนักลงทุนและผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 500 คน ณ ไบเทค บางนา กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้

ไทยช่วยไทยพลัสมาแล้ว!! รัฐบาลลุยเยียวยาค่าครองชีพ ของแพง เงินเฟ้อ ว่างงาน อนุมัติไทยช่วยไทยพลัส 1.76 แสนล้าน ก่อนค่าครองชีพลากเศรษฐกิจดิ่ง

ครม. เคาะ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ 1.76 แสนล้าน รับมือวิกฤติของแพง เงินเฟ้อพุ่ง-ว่างงาน

วันที่ 19 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมครม. มีมติอนุมัติโครงการไทยช่วยไทยพลัส โดยใช้วงเงิน 176,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่คณะกรรมการกลั่นการใช้จ่ายเงินกู้เสนอ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนและธุรกิจรายย่อย โดยมุ่งหวังที่จะช่วยดูแลไม่ให้กำลังซื้อของประชาชนหดตัวมากจนเกินไป ซึ่งจะเป็นการตัดวงจรไม่ให้ธุรกิจต้องปิดกิจการและเกิดการเลิกจ้างงาน เพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน

นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่วิกฤติระลอกที่ 3 หลังจากวิกฤติพลังงานและสงครามที่ยังคือ วิกฤติของแพง โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดในเดือนเมษายนที่ขยับสูงขึ้นถึง 2.9% และมีโอกาสสูงมากที่อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งอาจสูงแตะระดับ 5%

นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤติระดับโลกที่ทุกฝ่ายกำลังกังวลเรื่องราคาผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐอเมริกา (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้นมากในวันนี้ ทิศทางดังกล่าวเป็นการยืนยันจากมุมมองของนักการเงินและนักเศรษฐศาสตร์ว่า ตลาดการเงินโลกกำลังคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง

นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากไม่สามารถหยุดยั้งวิกฤติของแพงในครั้งนี้ได้ จะนำไปสู่ภาวะวิกฤติต่อเนื่องคือวิกฤติกำลังซื้อ เนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นจะทำให้มูลค่าเงินในกระเป๋าของประชาชนลดลง และส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้คนที่มีรายได้น้อย รวมถึงธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีกำไรสะสมในอดีตมารองรับแรงกระแทก

ใช้น้ำมันไตรมาสแรกปี 69 พุ่ง 5.3% !! เบนซิน-ดีเซล-Jet A1 โต สะท้อนเศรษฐกิจเดินเครื่อง แต่ NGV ยังทรุดต่อเนื่อง ใช้ลดลง 14.3% ตามจำนวนรถจดทะเบียนที่หดตัวต่อเนื่อง

สถานการณ์การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 (มกราคม-มีนาคม)

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เผยภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 ปริมาณการใช้อยู่ที่ 166.77 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยน้ำมันเตาเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 น้ำมันกลุ่มเบนซินเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4 น้ำมันดีเซลหมุนเร็วเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7 น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 ขณะที่ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) มีปริมาณการใช้ลดลงร้อยละ 14.3 โดยมีรายละเอียดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิดเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ดังนี้

ปริมาณการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน เฉลี่ยอยู่ที่ 33.21 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4 โดยน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 21.12 ล้านลิตร/วัน สาเหตุมาจากส่วนต่างราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ซึ่งในเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 31.80 บาท/ลิตร ขณะที่ในช่วงเดียวกันของปีก่อนราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 33.82 บาท/ลิตร มีส่วนต่างอยู่ที่ 2.02 บาท/ลิตร จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 สูงขึ้นจากปีก่อน และน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.13 บาท/ลิตร อันเนื่องมาจากการปรับส่วนต่างราคาน้ำมันและการรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้ E20 ให้มากขึ้น เพื่อลดการใช้สัดส่วนน้ำมันเบนซินพื้นฐานและเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตในประเทศ รวมทั้งน้ำมันเบนซินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 0.39 ล้านลิตร/วัน ขณะที่การใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 85 มีปริมาณการใช้ลดลงมาอยู่ที่ 6.53 ล้านลิตร/วัน และ 0.04 ล้านลิตร/วัน ตามลำดับ 

ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เฉลี่ยอยู่ที่ 72.33 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาที่ 72.33 ล้านลิตร/วัน ขยายตัวจากปัจจัยความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่สร้างความไม่แน่นอนต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก ส่งผลให้ในเดือนมีนาคมมีการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 5 ครั้ง รวม 10.80 บาท/ลิตร ความต้องการใช้น้ำมันจึงขยับตัวสูงขึ้นก่อนการปรับราคาในแต่ละรอบ ดังนั้นปริมาณการจำหน่ายในภาพรวมจึงเพิ่มสูงขึ้นชั่วคราวตามกลไกการปรับตัวของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม แม้ภาวะต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจะเป็นแรงกดดันสำคัญ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงสามารถรักษาระดับการขยายตัวได้สอดคล้องกับการประมาณการของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่ระบุว่าทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังคงฟื้นตัวและขยายตัวที่ร้อยละ 1.61 ขณะที่ปริมาณการใช้ดีเซลหมุนเร็วบี 20 ลดลงมาอยู่ที่ 0.003 ล้านลิตร/วัน ซึ่งเป็นการกลับมาจำหน่ายหลังจากมีการชะลอการจำหน่ายไปตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2568 อันเป็นผลจากการบริหารจัดการภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาล ที่มุ่งเพิ่มความสะดวกและเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ใช้รถที่รองรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 ควบคู่ไปกับเป้าหมายในการควบคุมต้นทุนด้านพลังงาน เพื่อบรรเทาภาระของภาคประชาชนและผู้ประกอบการ

ปริมาณการใช้ Jet A1 เฉลี่ยอยู่ที่ 20.04 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน จากปริมาณจำนวนเที่ยวบินเดือนมกราคม-มีนาคม เฉลี่ยอยู่ที่ 83,043 เที่ยว เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 5.80 2 ประกอบกับการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 8.94 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน3 แต่ยังคงมีปัจจัยท้าทายจากสถานการณ์ด้านราคาพลังงานที่กระทบต่อต้นทุนในการบริการและการดำเนินงาน โดยวิทยุการบินแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมการบินยังคงมีแนวโน้มเติบโตเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แม้การเติบโตจะต่ำกว่าแนวโน้มเดิมก่อนเกิดสถานการณ์ความขัดแย้ง

ปริมาณการใช้น้ำมันเตา เฉลี่ยอยู่ที่ 6.03 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 ซึ่งเป็นการขยายตัวจากปริมาณการใช้น้ำมันเตาสำหรับเรือเดินสมุทร สอดคล้องกับมูลค่าการส่งออกของไทยในภาพรวม 3 เดือนแรก ปี 2569 ที่ขยายตัวร้อยละ 17.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักขับเคลื่อนการส่งออกยังคงเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เติบโตตามความต้องการสินค้าเทคโนโลยี AI และ Data Center ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปริมาณการใช้ LPG เฉลี่ยอยู่ที่ 17.84 ล้านกก./วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ภาคปิโตรเคมี ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 7.34 ล้านกก./วัน ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.10 ล้านกก./วัน ขณะที่ภาคขนส่งลดลงมาอยู่ที่ 2.27 ล้านกก./วัน และภาคอุตสาหกรรมลดลงมาอยู่ที่ 2.129 ล้านกก./วัน

ปริมาณการใช้ NGV เฉลี่ยอยู่ที่ 2.16 ล้านกก./วัน ลดลงร้อยละ 14.3 โดยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับจำนวนรถจดทะเบียน NGV สะสมที่ลดลงร้อยละ 19.1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ปริมาณการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ยอยู่ที่ 1,042,838 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 2.1 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้ารวม 78,261 ล้านบาท/เดือน โดยเป็นการลดลงของการนำเข้าน้ำมันดิบที่มีการนำเข้าอยู่ที่ 1,011,340 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 2.9 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 76,137 ล้านบาท/เดือน ขณะที่น้ำมันสำเร็จรูป (น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันอากาศยาน และ LPG) มาอยู่ที่ 31,498 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 33.7 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 2,124 ล้านบาท/เดือน

ปริมาณการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เฉลี่ยอยู่ที่ 126,711 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 16 โดยเป็นการส่งออกน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และ LPG คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวม 11,511 ล้านบาท/เดือน โดยปริมาณการส่งออกมีแนวโน้มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมาตรการระงับการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2569 เพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง

กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน

ธนาคารใหญ่ขึ้น แต่เศรษฐกิจจริงอาจเล็กลง? เปิดคำถามควบรวม KTB–ttb กับอนาคตเครดิตไทย แก้ถูกจุดหรือซ้ำเติมเศรษฐกิจ ไทยต้องเพิ่มการแข่งขันการเงิน ไม่ใช่เร่งควบรวมธนาคาร

จากกระแสข่าวที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอแนวคิดการควบรวมระหว่าง Krung Thai Bank และ ttb bank ผมเห็นว่าเป็นประเด็นที่ควรถูกพิจารณาอย่างรอบด้าน เพราะอาจเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงกับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน และอาจส่งผลกระทบต่อศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

สิ่งสำคัญคือ ปัจจุบันระบบธนาคารไทยเองก็มีระดับการแข่งขันที่ค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่มีระบบการเงินเปิดและมีผู้เล่นหลากหลายกว่า การควบรวมเพิ่มเติมอาจยิ่งเพิ่มการกระจุกตัวของภาคการเงิน และลดแรงจูงใจในการแข่งขันทั้งด้านอัตราดอกเบี้ย นวัตกรรมทางการเงิน และการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจรายเล็ก

ในทางเศรษฐศาสตร์ ประเทศที่มีจำนวนธนาคารและสถาบันการเงินน้อย หรือมีลักษณะ Banking Oligopoly สูง มักเผชิญปัญหาสำคัญหลายประการ ได้แก่

1. Spread ระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้สูง

   เมื่อการแข่งขันต่ำ ธนาคารมักไม่มีแรงกดดันมากพอในการแข่งขันด้านราคา ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME สูงกว่าที่ควรจะเป็น

2. การส่งผ่านนโยบายการเงินจากธนาคารกลางทำได้ช้าลง

   แม้ธนาคารกลางจะลดดอกเบี้ยนโยบาย แต่ธนาคารพาณิชย์อาจไม่ได้ส่งผ่านต้นทุนทางการเงินที่ลดลงไปยังผู้กู้ได้เต็มที่ ทำให้ Monetary Transmission Mechanism มีประสิทธิภาพลดลง

3. Credit Creation และ Money Creation เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ

   เมื่อระบบการเงินมีการแข่งขันต่ำ ธนาคารมักเลือกปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าความเสี่ยงต่ำและกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ขณะที่ SME และธุรกิจใหม่เข้าถึงเครดิตได้ยาก ส่งผลให้การลงทุนใหม่ การจ้างงาน และ GDP Growth ชะลอตัวในระยะยาว

คำถามสำคัญคือ เหตุใดเศรษฐกิจไทยจึงเติบโตต่ำต่อเนื่อง แม้ประเทศไทยจะมีระบบ Payment Infrastructure ที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ทั้ง PromptPay, QR Payment และ Mobile Banking

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ “สภาพคล่อง” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “การสร้างและการส่งผ่านเครดิต” (Credit Creation & Credit Transmission) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจสมัยใหม่

เศรษฐกิจยุคปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเงินสดเพียงอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วย “เครดิต” ผ่านระบบธนาคารและสถาบันการเงิน เมื่อธนาคารปล่อยสินเชื่อ จะเกิดเงินฝากใหม่ เกิดการลงทุนใหม่ การจ้างงานใหม่ และนำไปสู่ GDP ที่ขยายตัวในที่สุด ดังนั้น ความสามารถในการสร้างเครดิตของระบบการเงิน จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อศักยภาพการเติบโตของประเทศ

งานศึกษาของ OECD เรื่อง “Post-Crisis Changes in Banking and Corporate Landscapes: The Case of Thailand” ชี้ให้เห็นว่า หลังวิกฤตปี 1997 ระบบธนาคารไทยมีแนวโน้มระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) ขณะที่ธนาคารขนาดใหญ่มีแนวโน้มเลือกปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าความเสี่ยงต่ำและกลุ่มทุนขนาดใหญ่เป็นหลัก

ขณะเดียวกัน งานวิจัยของ Thammasat Review เรื่อง “Synergizing Economic Growth and Financial Stability: The Role of Banking Institutional Setup in Thailand” ยังระบุว่า ระบบธนาคารไทยเริ่มมีลักษณะ “Detached from the Real Economy” กล่าวคือ สภาพคล่องยังอยู่ในระบบ แต่เครดิตกลับไม่ได้ไหลเข้าสู่เศรษฐกิจจริงอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะภาค SME และธุรกิจใหม่

กรณีศึกษาจากต่างประเทศก็สะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน ญี่ปุ่นหลังฟองสบู่แตกในช่วงทศวรรษ 1990 แม้ธนาคารจะมีสภาพคล่องสูงและดอกเบี้ยใกล้ศูนย์ แต่เศรษฐกิจกลับเติบโตต่ำเป็นเวลานาน เนื่องจากธนาคารไม่กล้าปล่อยสินเชื่อใหม่ เกิดภาวะ “Broken Credit Transmission Mechanism” หรือกลไกการส่งผ่านเครดิตสู่เศรษฐกิจจริงอ่อนแรง

ในทางกลับกัน สหรัฐอเมริกามีระบบการเงินที่หลากหลายกว่า ทั้ง Regional Banks, Venture Capital, Capital Market และ Fintech ทำให้การเข้าถึงทุนของธุรกิจใหม่และ Startup มีความยืดหยุ่นสูงกว่า แม้ระบบจะมีความผันผวนมากกว่า แต่ก็ช่วยสนับสนุน Innovation และ GDP Growth ได้ดีกว่าในระยะยาว

ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยควรให้ความสำคัญ อาจไม่ใช่การทำให้ธนาคารมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่คือการเพิ่ม “Financial Deepening” ของระบบเศรษฐกิจ ผ่านการแข่งขันทางการเงิน การเปิดทางให้ Virtual Bank, Digital Lending, Fintech และระบบ Credit Scoring สมัยใหม่ เพื่อให้เครดิตสามารถไหลเข้าสู่ SME และเศรษฐกิจจริงได้มากขึ้น

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประเทศที่เติบโตได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่ประเทศที่มีเพียงธนาคารขนาดใหญ่ แต่คือประเทศที่ระบบการเงินสามารถสร้างและกระจายเครดิตไปยังเศรษฐกิจจริงได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

ดร.พลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์

อดีตเลขา รัฐมนตรีพาณิชย์

EECiti เดินหน้า!! EECO ลงนาม MOU กับ Zhuhai Hengqin ดัน EECiti สู่เมืองอัจฉริยะระดับโลก รองรับอุตสาหกรรมขั้นสูงและประชากร 3.5 แสนคน ดึงทุนจีนร่วมศึกษาโครงสร้างพื้นฐาน–เมืองอัจฉริยะ–นวัตกรรม

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) ขอนำส่งข่าวประชาสัมพันธ์ การลงนาม MOU ร่วมกับ บริษัทชั้นนำจากจีน เพือขับเคลื่อนโครงการ EECiti ดังเอกสารแนบ

EECO ลงนาม MOU กับ Zhuhai Hengqin Jingtongrongzhi Technology

ดึงบริษัทชั้นนำจีน สร้างโอกาสการลงทุนเมืองใหม่อัจฉริยะ (EECiti) ในพื้นที่อีอีซี

เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2569 ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

(EECO) นายกาจฐิติ วิวัธวานนท์ กงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว และ Mr. Chen Yue International Investment Director บริษัท Zhuhai Hengqin Jingtongrongzhi Technology Information Co., Ltd. ได้ร่วมพิธีลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุนในโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti) ระหว่าง EECO กับ Zhuhai Hengqin Jingtongrongzhi Technology โดยมีผู้บริหารจากประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมเป็นพยาน ณ ห้องประชุม Conference 1 – 2 สำนักงาน EECO กรุงเทพฯ 

 โดย MOU ฉบับนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่าง สกพอ. และ บริษัท Zhuhai Hengqin Jingtongrongzhi Technology Information Co., Ltd. ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเดินทางเยือนสาธารณประชาชนจีน

ของคณะผู้แทน EECO เพื่อจัดกิจกรรมความร่วมมือกับภาคเอกชนชั้นนำของจีน และลงนาม MOU เมื่อเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งได้หารือแนวทางการเตรียมความพร้อมดึงดูดนักลงทุนในโครงการ “EECiti” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ต่อไป 

ทั้งนี้ ข้อตกลงตามวัตถุประสงค์ของ MOU ดังกล่าว สะท้อนถึงความต้องการของบริษัท ที่จะดำเนินการศึกษาการคัดเลือกพื้นที่ และการจัดทำรายงานศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน เพื่อหาโอกาสการเข้าร่วมลงทุนในการพัฒนาโครงการ EECiti ซึ่งจะมุ่งเน้น 4 ด้าน ได้แก่ (1) การพัฒนาอุตสาหกรรมและนวัตกรรม (2) การร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และระบบสาธารณูปโภค (3) การพัฒนาและก่อสร้างโครงการเมืองอัจฉริยะอย่างครบวงจร และ(4) การบริหารจัดการเมือง

สำหรับ โครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ หรือ EECiti จะเป็นศูนย์กลางธุรกิจและบริการ รองรับการลงทุนคลัสเตอร์อุตสาหกรรมขั้นสูง และจะพัฒนาให้เป็นเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ 1 ใน 10 ของโลก สามารถรองรับประชากรเข้าอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น ประมาณ 350,000 แสนคน ในระยะเวลา 10 ปี ช่วยลดความแออัดในชุมชนเมือง เกิดการสร้างงานทางตรงไม่น้อยกว่า 200,000 ตำแหน่ง พัฒนาให้เกิดแรงงานที่มีทักษะสูงและประชาชนมีรายได้สูงขึ้น โดยคาดว่าจะมีมูลค่าการจ้างงานถึง 1.2 ล้านล้านบาท ภายในปี 2580

‘บีโอไอ” ไฟเขียว PCB ลุยเฟส 2 3 ผู้ผลิต PCB ใหญ่จีน-ไต้หวัน ลงทุนเพิ่มกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท จ้างงานเพิ่ม 5 พันคนรับ AI-Data Center ยกระดับไทยฐานผลิตอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

บีโอไออนุมัติ 3 โครงการใหญ่ PCB ขยายลงทุนเฟสสอง 2 หมื่นล้าน เชื่อมห่วงโซ่ AI–Data Center

บีโอไอไฟเขียว 3 โครงการใหญ่ “คอมเปค – มัลติฟายน์ไลน์ – โกลด์ เซอร์คิท” ผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) อันดับต้นๆ ของโลกจากจีนและไต้หวัน ขยายลงทุนต่อเนื่องเฟสสองอีกกว่า 22,000 ล้านบาท จ้างงานเพิ่มกว่า 5 พันคน รองรับการเติบโตของ AI–Data Center พร้อมยกระดับไทยสู่ฐานผลิตอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Printed Circuit Board: PCB) ชั้นนำระดับโลก 3 ราย ได้แก่ บริษัท คอมเปค เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท มัลติ-ฟายน์ไลน์ อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด และบริษัท โกลด์ เซอร์คิท อีเลคโทรนิคส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งทั้งสามบริษัทได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยมีเงินลงทุนในเฟสแรกรวมกันกว่า 35,000 ล้านบาท จ้างงานบุคลากรไทยกว่า 7,000 คน และในครั้งนี้ ได้รับอนุมัติให้ลงทุนเพิ่มเติมในเฟสสองอีกกว่า 22,000 ล้านบาท โดยจะมีการจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่มเติมกว่า 5,000 คน เพื่อรองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น AI Server ที่ใช้ใน Data Center ระบบสื่อสารความเร็วสูง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการยกระดับสู่ฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงและห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาค

บริษัท คอมเปค เทคโนโลยี (Compeq Technology) ผู้ผลิต PCB ระดับโลกจากจีน โครงการนี้เป็นการผลิต Flexible PCB ซึ่งเป็นแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถโค้งงอได้ มีจุดเด่นด้านการประหยัดพื้นที่ น้ำหนักเบา และทนทานต่อการดัดงอ เหมาะสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ เช่น แล็ปท็อป สมาร์ตโฟน สมาร์ตวอตช์ หูฟังไร้สาย และอุปกรณ์ IoT บริษัทมีเงินลงทุนในเฟสแรก 13,000 ล้านบาท และจะลงทุนเพิ่มเติมในครั้งนี้อีก 9,170 ล้านบาท ตั้งโรงงานอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย (สุวรรณภูมิ) จังหวัดสมุทรปราการ

บริษัท มัลติ-ฟายน์ไลน์ อิเล็กทรอนิกส์ (Multi-Fineline Electronics) เป็นบริษัทในเครือของ Dongshan Precision (DSBJ) จากประเทศจีน เป็นผู้นำในการผลิต PCB ทั้งชนิด Multilayer PCB และ Flexible PCB เพื่อป้อนให้กับลูกค้ารายใหญ่ในกลุ่มเทคโนโลยี AI และ Data Center อาทิ Apple, META, Microsoft และ Tesla บริษัทมีเงินลงทุนในเฟสแรก 14,000 ล้านบาท และจะลงทุนเพิ่มเติมในครั้งนี้อีก 5,800 ล้านบาท ตั้งโรงงานอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี 

บริษัท โกลด์ เซอร์คิท อีเลคโทรนิคส์ (Gold Circuit Electronics) เป็นผู้ผลิต PCB ระดับโลกจากไต้หวัน ประกอบกิจการออกแบบ วิจัยและพัฒนา และผลิต PCB แบบครบวงจร ทั้งชนิด Multilayer และ High Density Interconnect (HDI) โดย HDI PCB มีความสำคัญอย่างมากกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ เป็นแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ชนิดพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการติดตั้งชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากในพื้นที่จำกัด ส่งผลให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ส่งสัญญาณรวดเร็วขึ้น และการใช้พลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น บริษัทมีเงินลงทุนในเฟสแรก 8,000 ล้านบาท และจะลงทุนเพิ่มเติมในครั้งนี้อีก 7,230 ล้านบาท ตั้งโรงงานอยู่ที่เขตอุตสาหกรรม 304 จังหวัดปราจีนบุรี

“ผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ระดับโลกทั้ง 3 รายนี้ ได้ตัดสินใจเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตขนาดใหญ่ในไทยช่วงปี 2567-2568 หลังจากนั้นไม่ถึง 2 ปี ก็ขยายการลงทุนต่อเนื่องครั้งใหญ่ในเฟสสอง แสดงถึงการเติบโตของตลาด และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของไทย ทั้งในด้านระบบนิเวศอุตสาหกรรมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ตลอดจนความสะดวกในการลงทุนผ่านกลไก Thailand FastPass ซึ่งจะช่วยเร่งรัดกระบวนการอนุมัติ อนุญาตต่าง ๆ โดยการขยายการลงทุนครั้งนี้ มีความสำคัญต่อการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงและดิจิทัลของภูมิภาค” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2566 – 2568) มีผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และวัตถุดิบสำหรับ PCB ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน จำนวน 222 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 320,078 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากจีน ไต้หวัน ฮ่องกง และญี่ปุ่น ส่งผลให้ปัจจุบันไทยก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิต PCB อันดับหนึ่งในอาเซียน และอันดับ 5 ของโลก

“แสนสิริ” รุกหนัก!! ยืนหนึ่งตลาดบ้านลักซ์ชัวรีกว่า 20 ปี เปิดตัวเศรษฐสิริใหม่ 2 โครงการ เน้นล็อกต้นทุนก่อนราคาวัสดุพุ่ง ดันโอกาสกู้เต็ม 100% สนับสนุนตลาดบ้านหรู

แสนสิริ ชู ‘เศรษฐสิริ’ ยืนหนึ่งเจ้าตลาดกว่า 20 ปี

เปิดตัวโครงการแรกปี 69 “เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ”

โอกาสทอง "ล็อกต้นทุนเดิม พร้อมแรงหนุน LTV กู้เต็มร้อย"

แสนสิริ โชว์ความสำเร็จ กว่า 2 ทศวรรษ ‘เศรษฐสิริ’ กับบทพิสูจน์นิยามแห่งความสำเร็จที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ตอกย้ำความสำเร็จด้วยมูลค่าโครงการสะสมกว่า 98,000 ล้านบาท

รุกหนักปี 69 เตรียมเปิดโครงการใหม่ภายใต้แบรนด์ เศรษฐสิริ 2 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 5,500 ล้านบาท ประเดิมเปิดตัว ‘เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ’ 

ชี้ช่องคนซื้อบ้าน "ล็อกต้นทุนเดิม ก่อนราคาใหม่พุ่ง" พร้อมแรงหนุน LTV กู้เต็มร้อย

จากซ้าย: แคน-อติรุจ กิตติพัฒนะ พิธีกรชื่อดังและลูกบ้านเศรษฐสิริ ร่วมด้วย ภัคพริ้ง การุญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย

แสนสิริ ตอกย้ำเบอร์หนึ่งอสังหาฯ ไทย และผู้นำตลาดลักซ์ชัวรี โชว์ความแข็งแกร่งแบรนด์ ‘เศรษฐสิริ’ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี กับพอร์ตโฟลิโอสะสมกว่า 45 โครงการ มูลค่ารวม 98,000 ล้านบาท ล่าสุดผนึกกำลัง ‘มิตซุย ฟุโดซัง’ ปักหมุดแลนด์มาร์คใหม่ทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ เปิดตัว “เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” มูลค่า 3,000 ล้านบาท ชูดีไซน์ Berlin พร้อมวิวทะเลสาบใจกลางโครงการ ในราคาที่ดีที่สุด เริ่มต้นเพียง 16.99 ล้านบาท

หากจะกล่าวถึงแบรนด์บ้านเดี่ยวที่ยืนหยัดคู่กับความสำเร็จของคนไทยมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ชื่อของ ‘เศรษฐสิริ’ ย่อมถูกยกให้เป็น Industry Benchmark หรือบรรทัดฐานของตลาดบ้านระดับลักซ์ชัวรี ด้วยการทำความเข้าใจอินไซต์ของผู้ซื้อที่ลึกซึ้ง ทำให้แบรนด์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ ‘บ้าน’ แต่คือ ‘Portrait of Success’ หรือภาพสะท้อนความสำเร็จในทุกจังหวะชีวิต

ภัคพริ้ง การุญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงหัวใจสำคัญที่ทำให้เศรษฐสิริครองใจผู้บริโภคมาอย่างยาวนานว่าเกิดจากความประณีตและการปรับตัวให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายในทุกยุคสมัย โดยเฉพาะกลุ่ม Young Successor อาทิ Content Creator, เจ้าของแบรนด์คนรุ่นใหม่, เจ้าของธุรกิจออนไลน์ หรือแพทย์รุ่นใหม่ ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องการบ้านที่สะท้อนตัวตนและมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา (Value Appreciation)

“เศรษฐสิริไม่ได้ขายแค่พื้นที่ แต่เราส่งมอบความมั่นใจผ่าน 5 แกนหลัก ทั้งงานดีไซน์ที่ประณีต, ทำเลศักยภาพที่เชื่อมต่อทุกความสะดวก, ระบบรักษาความปลอดภัย LIV-24, บริการหลังการขายอันดับ 1 จากพลัส พร็อพเพอร์ตี้ และสังคมคุณภาพ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้เราแตกต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจน” ภัคพริ้ง กล่าว

สำหรับการรุกตลาดในปี 2569 แสนสิริ วางแผนเปิดโครงการใหม่ภายใต้แบรนด์เศรษฐสิริ 2 โครงการ มูลค่ารวม 5,500 ล้านบาท ประเดิมด้วยโปรเจกต์ไฮไลต์ “เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” บ้านเดี่ยวระดับลักซ์ชัวรีภายใต้ความร่วมมือกับ มิตซุย ฟุโดซัง เอเชีย ดีเวลลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) มูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาท บนทำเลตอนเหนือของกรุงเทพฯ ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดดเด่นด้วยดีไซน์ใหม่ สไตล์ Berlin ที่เน้นความเรียบหรู ทรงพลัง และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวครั้งแรกในย่านรามอินทรา โดยไฮไลต์สำคัญคือบ้านขนาดใหญ่พิเศษ 504 ตารางเมตร บนทำเลวิวทะเลสาบหน้าเลค (Lakefront) ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่สวยที่สุดในโครงการ เตรียมเปิดให้สัมผัสความภูมิใจนี้ ในวันพรีเซล 9-10 พฤษภาคม 2569 นี้

นอกจากคุณภาพและความสวยงามของโครงการแล้ว ยังเป็นเรื่อง ‘โอกาสทางการเงิน’ ที่ไม่ควรปล่อยให้หลุดมือ โดยมองว่าปัจจุบันคือจังหวะที่ดีที่สุด ในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนทั้งมาตรการ LTV ที่ช่วยให้กู้ได้เต็ม 100% และอัตราดอกเบี้ยบ้านในไทยที่ถือว่าต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลก

“การตัดสินใจในตอนนี้ คือการบริหารกระแสเงินสดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะนอกจากจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว ยังเป็นการ ‘ล็อกต้นทุนบ้านในราคาเดิม’ ก่อนที่จะมีการปรับราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงขึ้นอีก 5-10% ในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาบ้านในอนาคตพุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

ทางด้านมุมมองจากนักวิเคราะห์ สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุณแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า “ถึงแม้ว่าตลาดบ้านจัดสรรในกรุงเทพมหานคร อาจจะอยู่ในช่วงที่เผชิญกับปัจจัยลบหลายอย่าง แต่กลุ่มของบ้านจัดสรรในระดับราคา 10 – 30 ล้านบาท ยังเป็นกลุ่มของบ้านจัดสรรที่มีกำลังซื้อหรือได้รับความสนใจต่อเนื่อง โดยบ้านในระดับราคา 10 – 30 ล้านบาทต่อยูนิต อาจจะเรียกได้ว่าเป็นกลุ่มหลักของบ้านจัดสรรในระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาทต่อยูนิตขึ้นไป เพราะมีสัดส่วนที่มากกกว่า 70% ของบ้านในระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาทต่อยูนิตขึ้นไป โดยกลุ่มผู้ซื้อส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีอายุไม่มากนัก หรือประมาณ 30 – 35 ปี ซึ่งมีรายได้สูง ประสบความสำเร็จจากการทำงานหรือธุรกิจ รวมไปถึงกลุ่มที่ขยายครอบครัว นอกจากนี้ยังเป็นกลุ่มตลาดบ้านจัดสรรที่มีการแข่งขันสูงพอสมควร เนื่องจากการสำรวจตลาดจะเห็นได้ชัดว่าการโอนกรรมสิทธิ์ของบ้านจัดสรรในระดับราคานี้มีจำนวนที่ลดลงในอัตราที่ต่ำกว่าบ้านจัดสรรที่มีราคาต่ำกว่า ผู้ประกอบการหลายรายจึงพยายามเข้ามาแย่งกำลังซื้อในกลุ่มนี้ ในด้านทำเลที่ตอนนี้มีความน่าสนใจ นอกจากจะเป็นย่านชานเมืองทางทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานครแล้ว ทำเลทางทิศเหนือของกรุงเทพมหานครอย่างย่านจตุโชติก็น่าสนใจ เพราะมีทางด่วน ถนนวงแหวนกาญจนาภิเษกที่ทำให้การเข้าถึงกรุงเทพมหานครชั้นในทำได้ไม่ยากนัก ไม่ไกลจากเส้นทางรถไฟฟ้า มีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมรวมไปถึงศูนย์การค้า โรงพยาบาล และโรงเรียนานาชาติ ในทำเลและพื้นที่โดยรอบที่เป็นเหมือน 1 ในปัจจัยสำคัญของโครงการที่อยู่อาศัยราคาแพงไปแล้ว นอกจากนี้ การออกแบบและจัดวางผังการใช้ประโยชน์รวมไปถึงในด้านต่างๆ ของบ้านจัดสรรในระดับราคานี้ยังต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าของพื้นที่ใช้สอย โดยมองว่าบ้านในระดับราคานี้ต้องตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยรวมไปถึงการลงทุนในระยะยาว”

สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมธนารักษ์ที่พบว่าราคาที่ดินในย่านนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงปีละ 8-12% ขณะที่ข้อมูลจากพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ระบุว่าราคาบ้านเดี่ยวกลุ่มรีเซล (Resale) ยังมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องถึงปีละ 7-9% ตอกย้ำว่าแบรนด์เศรษฐสิริคือ ‘A True Legacy of Wealth’ หรือ ‘มรดกแห่งความมั่งคั่ง’ ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างแท้จริง

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมแห่งความสำเร็จที่ ‘เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ’ บ้านขนาดใหญ่พิเศษ 504 ตารางเมตร บนทำเลหน้าเลค ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่สวยที่สุดในโครงการ เตรียมเปิดให้สัมผัสความภูมิใจนี้ในวันพรีเซล 9-10 พฤษภาคม 2569 นี้ เริ่ม 16.99 - 30 ล้านบาท* ลงทะเบียนเลือกแปลงสวยก่อนใคร ได้ที่ https://siri.ly/Y3rame4


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top