Tuesday, 14 July 2026
COMPETITION

พอร์ตต่างประเทศหนุนโต!! BCPG กำไรไตรมาส 1/2569 พุ่ง 373.5% แตะ 722 ล้านบาท แรงหนุนโรงไฟฟ้าสหรัฐฯ–พลังงานลมลาว เดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานสะอาด–โครงสร้างพื้นฐาน

BCPG โชว์ผลงานไตรมาส 1/2569 กำไรสุทธิ 722.3 ล้านบาท เติบโต 373.5% รับแรงหนุนพอร์ตลงทุนต่างประเทศ-โครงการใหม่

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 722.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 373.5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 1,098.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 50.3

การเติบโตของผลการดำเนินงานมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา ซึ่งรับรู้รายได้ค่าความพร้อมจ่าย (Capacity Revenue) ที่สูงขึ้น รวมถึงการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมมอนซูนใน สปป.ลาว ที่เปิดดำเนินการ เชิงพาณิชย์มาตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2568

ในส่วนของรายได้รวมปรับตัวเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากการรับรู้รายได้ของโครงการระบบผลิตความเย็นจากส่วนกลาง (District Cooling System) ซึ่งเป็นการรับรู้รายได้ในช่วงเปิดดำเนินการครั้งแรกจากการโอนกรรมสิทธิ์ของสินทรัพย์ตามเงื่อนไขของสัญญา ในขณะที่มีการรับรู้ต้นทุนขายและบริการในจำนวนเดียวกัน 

นายรวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกสะท้อนถึงการเริ่มต้นปีที่แข็งแกร่งของบริษัทฯ จากโครงการต่างๆ ที่ได้ลงทุนไป ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติที่สหรัฐอเมริกา และโครงการพลังงานลมมอนซูนใน สปป.ลาว ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด บริษัทฯ ได้บรรลุข้อตกลงและรับโอนสินทรัพย์ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา กำลังการผลิตรวม 17.5 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับการจำหน่ายไฟฟ้าในรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภาคเอกชน (Private PPA) ซึ่งจะช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำและเสริมศักยภาพการแข่งขัน โดยบริษัทฯ มุ่งเน้นการบริหารพอร์ตโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความมั่นคงของกระแสเงินสดในระยะยาว

‘โออิชิ’ รุกซิลเวอร์เอจ เปิดตัวบัตรสมาชิกใหม่ 299 บาท รับส่วนลดบุฟเฟต์สูงสุด 30% ทั่วไทย เจาะกลุ่มผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ยกระดับอาหารญี่ปุ่นรักษ์สุขภาพ

โออิชิ รุกตลาดซิลเวอร์ เอจ

เปิดตัว “โออิชิ ซีเนียร์ การ์ด” มอบสิทธิพิเศษสุดคุ้ม

ตอกย้ำแบรนด์ที่เข้าใจและเข้าถึงผู้บริโภคทุกช่วงวัย

บริษัท โออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด หรือ โออิชิ (OISHI) ตอกย้ำภาพลักษณ์ “เจ้าตำรับอาหารญี่ปุ่น” (KING OF JAPANESE FOOD) เดินหน้ากลยุทธ์การตลาดที่มุ่งเน้นการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างตรงใจ ล่าสุด ผนึกกำลังร้านอาหารญี่ปุ่น 3 แบรนด์ชั้นนำ ได้แก่ โออิชิ แกรนด์ (OISHI GRAND), โออิชิ อีทเทอเรียม (OISHI EATERIUM), และ โออิชิ บุฟเฟต์ (OISHI BUFFET) สร้างสรรค์กิจกรรมทางการตลาดเพื่อคืนกำไรให้กับลูกค้าคนพิเศษ พร้อมยกระดับประสบการณ์รับประทานอาหารญี่ปุ่นที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ

ในความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญนี้ โออิชิ แกรนด์, โออิชิ อีทเทอเรียม, และ โออิชิ บุฟเฟต์ ได้เปิดตัวบัตรสมาชิก “โออิชิ ซีเนียร์ การ์ด” (OISHI SENIOR CARD) ซึ่งตั้งใจออกแบบมาเพื่อมอบเอกสิทธิ์เหนือระดับสำหรับลูกค้ากลุ่มซิลเวอร์ เอจ (silver age) หรือผู้สูงวัยที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี ผ่านการรับประทานอาหารที่ปรุงจากวัตถุดิบคุณภาพสูง คัดสรรมาอย่างดี เพื่อให้ทุกมื้อเป็นมากกว่าการรับประทาน แต่เป็นการสร้างความสุขและสีสันในการใช้ชีวิตให้กับผู้สูงวัยยุคใหม่

-สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถสมัครบัตรสมาชิก “โออิชิ ซีเนียร์ การ์ด” ได้ในราคาพิเศษ 299 บาท ตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 ถึง 30 มิถุนายน 2569 โดยจำกัดจำนวนเพียง 3,300 ใบเท่านั้น

-โดยสิทธิประโยชน์หลัก คือ ส่วนลดพิเศษสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ สำหรับการรับประทานบุฟเฟต์ (เฉพาะผู้ถือบัตรสมาชิกฯ และแพ็กเกจที่ร่วมรายการ) ที่ โออิชิ แกรนด์, โออิชิ อีทเทอเรียม, และ โออิชิ บุฟเฟต์ ทุกสาขา ตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2569

การเปิดตัวบัตรสมาชิก “โออิชิ ซีเนียร์ การ์ด” ในครั้งนี้ โออิชิตั้งเป้าหมายที่จะมอบประสบการณ์อาหารญี่ปุ่นที่เหนือระดับ ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพของผู้บริโภคด้วยวัตถุดิบที่สดใหม่และมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและรักษาความเป็นผู้นำในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นอย่างยั่งยืน ทั้งยังเป็นการสร้างแรงขับเคลื่อนสำคัญให้กับอุตสาหกรรมอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยมีความคึกคักและตอบโจทย์เทรนด์การดูแลสุขภาพที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“เพราะเราเชื่อว่า อาหารที่ดี...คือจุดเริ่มต้นของสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง โออิชิจึงพร้อมส่งมอบประสบการณ์อาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียม เพื่อเติมเต็มความสุขให้กับลูกค้าคนพิเศษของเราในทุกช่วงวัย”

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเงื่อนไขการสมัครและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมได้ที่ โออิชิ แกรนด์, โออิชิ อีทเทอเรียม, และ โออิชิ บุฟเฟต์ ทุกสาขา หรือติดตามข้อมูลข่าวสารและโปรโมชันที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊กwww.facebook.com/oishigroup หรือเว็บไซต์ www.oishifood.com

สภาทองคำโลกเผย!! ทองคำลงทุนไทยพุ่งสูงสุดในรอบ 7 ปี ราคาทองคำแตะจุดสูงสุดทั่วโลก ความต้องการทองเพิ่ม 2% ทั่วโลก นักลงทุนแห่ซื้อทองคำแท่งและเหรียญ

สภาทองคำโลกเผย ความต้องการทองคำสำหรับการลงทุนในไตรมาสแรกของประเทศไทย เป็นไตรมาสแรกที่สูงสุดตั้งแต่ปี 2562 โดยราคาทองคำที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ยังคงกำหนดความต้องการทั่วโลก

กรุงเทพฯ 5 พฤษภาคม 2569 – สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) เปิดเผยรายงานแนวโน้มความต้องการทองคำประจำไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 โดยระบุว่า ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญในประเทศไทยพุ่งสูงแตะ 10 ตัน ซึ่งเป็นไตรมาสแรกที่แข็งแกร่งที่สุดของไทยนับตั้งแต่ปี 2562 ด้วยมีมูลค่าที่เติบโตสูงถึง 35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า รายงานยังระบุว่าความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความตึงเครียดทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังคงหนุนความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ความต้องการทองคำทั่วโลกจากทุกภาคส่วน (ซึ่งรวมถึงการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์  หรือ Over-the-counter: OTC) รายไตรมาสนั้นเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 1,231 ตัน แม้ปริมาณความต้องการทองคำจะเพิ่มขึ้นในระดับปานกลาง แต่มูลค่ากลับพุ่งสูงถึงระดับ 1.93 แสนล้านเหรียญสหรัฐ นับว่าเพิ่มขึ้น 74% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นักลงทุนรายย่อยทั่วโลกหันมาสนใจทิศทางราคาทองคำและคุณสมบัติในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ผลักดันให้ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญเพิ่มขึ้นถึง 42% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 474 ตัน

ตลาดอื่นในภูมิภาคเอเชีย อาทิ จีน อินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น มีการซื้อทองคำแท่งและเหรียญเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความต้องการทองคำในปัจจุบัน นอกจากนี้ ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญยังได้รับแรงหนุนจากการเติบโตที่แข็งแกร่งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่เพิ่มขึ้น 14% และ 50% ตามลำดับ

ความต้องการกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนทองคำ (ETF) ที่มีทองคำแท่งเป็นสินทรัพย์อ้างอิงอย่าง ยังคงเป็นบวกในไตรมาสที่ 1 โดยปริมาณการถือครองเพิ่มขึ้น 62 ตัน ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องของกองทุนที่จดทะเบียนในเอเชีย ซึ่งเพิ่มขึ้น 84 ตันตลอดไตรมาส อย่างไรก็ตาม กระแสเงินทุนไหลออกจำนวนมากในเดือนมีนาคม ส่วนใหญ่มาจากกองทุนที่จดทะเบียนในสหรัฐอเมริกา ทำให้ผลการดำเนินงานที่เริ่มต้นอย่างแข็งแกร่งมากในช่วงต้นปีชะลอตัวลง

ในทางกลับกัน ความต้องการทองคำเครื่องประดับลดลงอย่างมาก โดยลดลง 23% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาสู่ระดับ 300 ตัน อันเป็นผลมาจากราคาที่สูงขึ้นตลอดทั้งไตรมาส ความต้องการเครื่องประดับของไทยเป็นไปตามแนวโน้มโลก ลดลง 5% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เหลือ 1.7 ตัน โดยความต้องการทองคำเครื่องประดับอ่อนแอลงในทุกตลาดหลักทั่วโลก และลดลงอย่างเห็นได้ชัดในตลาดจีน (-32%) อินเดีย (-19%) และตะวันออกกลาง (-23%) อย่างไรก็ตาม ในแง่มูลค่า ความต้องการเครื่องประดับกลับเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของผู้บริโภคต่อการซื้อเก็บทองคำ แม้ว่าราคาจะอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก็ตาม การวิเคราะห์ตลาดชี้ให้เห็นว่าการบริโภคเครื่องประดับบางส่วนได้เคลื่อนย้ายไปสู่ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญ โดยเฉพาะในตลาดอย่างจีนและอินเดียที่เครื่องประดับสามารถทำหน้าที่เป็นการลงทุนทางเลือกได้

คุณเซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลก ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า “ความต้องการลงทุนในทองคำของไทยทำผลงานไตรมาสแรกที่โดดเด่นที่สุดนับตั้งแต่ปี 2562 โดยความต้องการทองคำแท่งและเหรียญพุ่งสูงขึ้น 35% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าแตะระดับ 10 ตัน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่านักลงทุนยังคงให้ความตอบรับที่ดีต่อทองคำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลการดำเนินงานที่โดดเด่นของทองคำท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งคาดว่าจะยังคงดำเนินต่อตลอดปี 2569 ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ ประกอบกับแรงผลักดันจากอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงและราคาทองคำที่ยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะสนับสนุนความต้องการด้านการลงทุนและความต้องการจากธนาคารกลางทั่วโลกต่อไป”

ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเป็นแรงหนุนอุปสงค์รวม โดยมียอดซื้อสุทธิรวม 244 ตัน ในไตรมาสที่ 1 การซื้อทองคำมีปริมาณสูงกว่าทั้งไตรมาสก่อนหน้าและค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีสถาบันภาครัฐจำนวนน้อยดำเนินการขายทองคำเพิ่มขึ้น ได้แก่ ธนาคารกลางสาธารณรัฐตุรกี ธนาคารกลางสหพันธรัฐรัสเซีย และกองทุนน้ำมันแห่งชาติสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน กิจกรรมในตลาดตลอดทั้งไตรมาสสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทพิเศษของทองคำในฐานะสินทรัพย์สำรองที่ขาดไม่ได้ และสามารถเข้าถึงได้แม้ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง

อุปทานทองคำโดยรวม เพิ่มขึ้น 2% อยู่ที่ 1,231 ตัน เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ปริมาณการผลิตจากเหมืองแร่ทำสถิติสูงสุดใหม่ในไตรมาสแรก ขณะที่การรีไซเคิลทองคำเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ 5% แม้ว่าราคาทองคำจะอยู่ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการตอบสนองด้านอุปทานที่ค่อนข้างจำกัดและสภาวะตลาดที่ตึงตัวมากขึ้นโดยรวม

คุณหลุยส์ สตรีท (Louise Street) นักวิเคราะห์การตลาดอาวุโส ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า “ความผันผวนของราคาทองคำเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปี 2569 โดยราคาได้พุ่งสูงสุดเกิน 5,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในช่วงเดือนมกราคม ก่อนที่จะมีการปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญแต่อยู่ในกรอบที่ควบคุมได้ ปัจจัยด้านการเคลื่อนไหวของราคาบวกกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ได้ผลักดันให้เกิดความต้องการด้านการลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากนักลงทุนแสวงหาความมั่นคงในรูปแบบของทองคำแท่ง นอกจากนี้ การซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลกยังช่วยชดเชยการขายเชิงกลยุทธ์อีกด้วย”

“แนวโน้มในอนาคตข้างหน้า คาดว่าความเสี่ยงจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ควรจะยังคงเป็นแรงผลักดันความต้องการด้านการลงทุนต่อไป แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงเป็นระยะเวลานานอาจสร้างแรงกดดัน โดยเฉพาะในตลาดตะวันตก คาดว่าการใช้จ่ายด้านเครื่องประดับจะยังคงมีความแข็งแกร่ง แม้ว่าราคาที่สูงจะส่งผลกระทบต่อปริมาณการซื้อขาย ในด้านอุปทาน คาดว่าการผลิตจากเหมืองแร่จะเติบโตในระดับปานกลาง อย่างไรก็ตาม ปัญหาการขาดแคลนพลังงานที่อาจเกิดขึ้นอาจส่งผลให้แนวโน้มดังกล่าวชะลอตัวลง” คุณหลุยส์ สตรีท กล่าวเสริม

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมใน รายงานแนวโน้มความต้องการทองคำไตรมาสที่ 1 ปี 2569 (Gold Demand Trends Q1 2026 Report) ซึ่งรวมถึงข้อมูลรายละเอียดที่ครอบคลุมจาก Metals Focus ได้ที่นี่

สามารถติดตามข้อมูลและข่าวสารจากสภาทองคำโลก ได้ทาง X (Twitter) ที่ @goldcouncil และ LinkedIn

ไทยสำรองน้ำมัน 118 วัน พลังงานไทยชี้สถานการณ์ ตลาดโลกวิตกความตึงเครียด ราคาน้ำมันปรับลดลงต่อเนื่อง กองทุนขาดทุน 63,364 ล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ประจำวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา
-  สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมาคุกรุ่นอีกครั้ง หลังจากกองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากยิงตอบโต้กันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวโทษกันและกัน ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้สร้างความสั่นคลอนต่อข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางอยู่แล้ว แม้ผู้นำสหรัฐฯ จะออกมายืนยันว่าข้อตกลงหยุดยิงยังคงมีผลบังคับใช้ และมีรายงานว่าอิหร่านกำลังพิจารณาข้อเสนอเพื่อยุติสงครามก็ตาม ความขัดแย้งระลอกล่าสุดนี้ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในตลาดโลก ทำให้เกิดความวิตกกังวลอย่างหนักว่าเส้นทางการเดินเรือขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซอาจตกอยู่ในภาวะหยุดชะงัก ซึ่งจะสร้างความเสี่ยงต่ออุปทานและห่วงโซ่การขนส่งน้ำมันทั่วโลก อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความกังวลจากการปะทะกันจะผลักดันให้ทิศทางราคาน้ำมันดิบในช่วงเช้าวันนี้ปรับตัวพุ่งสูงขึ้น แต่หากมองย้อนกลับไปถึงแนวโน้มการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบโลกเมื่อวันก่อนหน้า พบว่าภาพรวมราคาได้ปรับตัวลดลงจากเดิม เนื่องจากในช่วงดังกล่าวนักลงทุนคลายความกังวลลงหลังมีกระแสข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับการหยุดยิงชั่วคราวและการเตรียมเปิดเส้นทางเดินเรือ

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล
- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 118 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 28 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 37 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 28 วัน  
- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1- 6 พฤษภาคม 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 69.76 ล้านลิตร และจำหน่าย 57.23 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
-  คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบให้ปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด 0.85 บาทต่อลิตร เพื่อสะท้อนราคาตลาดโลกที่มีทิศทางอ่อนตัวลง ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล B7 เป็น 39.95 บาท และดีเซล B20 เป็น 32.95 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล 95 อยู่ที่ 42.​45 บาท แก๊สโซฮอล 91 ที่ 42.08 บาท และแก๊สโซฮอล E20 ที่ 35.45 บาท 

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา​ สปป.ลาว  เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 45.19 - 88.04 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 39.95 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย  กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 44.​31 – 114.76 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ติดลบ 63,364 ล้านบาท โดยมีรายรับประมาณวันละ 75.65 ล้านบาท

IRPC หนุนความมั่นคงพลังงานประเทศ รับน้ำมันดิบซาอุดิอาระเบียเข้าสู่กระบวนการผลิต เดินหน้ารักษาเสถียรภาพ รับมือน้ำมันโลกผันผวน หลังรับน้ำมันดิบจาก “เซริฟอส” ย้ำศักยภาพซัพพลายเชนพลังงาน

IRPC เสริมแกร่งความมั่นคงพลังงาน รับน้ำมันดิบจากเรือ “เซริฟอส” เดินหน้าผลิตตามแผนต่อเนื่อง

8 พฤษภาคม 2569 - นายเลอศักดิ์ ทองร่วง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปฏิบัติการ นางสาววนิดา อุทัยสมนภา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ พาณิชยกิจและการตลาด พร้อมคณะผู้บริหาร บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) ลงพื้นที่ท่าเรือ Liquid Cargo Terminal (LCT) เขตประกอบการอุตสาหกรรมไออาร์พีซี จ. ระยอง เพื่อตรวจเยี่ยมการรับน้ำมันดิบจากเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC) “เซริฟอส” ซึ่งขนส่งน้ำมันดิบจากซาอุดิอาระเบียเข้าสู่กระบวนการผลิตของบริษัทฯ โดยสามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ได้อย่างปลอดภัย

การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนศักยภาพของ IRPC ในการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง ภายใต้สถานการณ์พลังงานโลกที่มีความผันผวน โดยบริษัทฯ ดำเนินงานตามมาตรฐานความปลอดภัยและแนวปฏิบัติสากลอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก เพื่อให้สามารถรักษาเสถียรภาพในการผลิตได้อย่างมั่นคง
 
IRPC มุ่งมั่นเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้เสีย ผ่านการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล และการรักษาความต่อเนื่องของการผลิต เพื่อสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานและการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศ

ดีพร้อมลุยยกระดับ SME จัดงานทดสอบตลาดที่นครสวรรค์ รวบรวมสินค้าไฮเทค 3 กลุ่มหลัก ผลักดันอาหารอนาคตและเกษตรแปรรูป สร้างโอกาสตลาดสากลให้ผู้ประกอบการไทย

ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 (DIPROM) ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในการจัดกิจกรรม “ทดสอบตลาดผลิตภัณฑ์” ณ ศูนย์การค้าวี-สแควร์ จังหวัดนครสวรรค์ ขนทัพผู้ประกอบการ Future Food อาหารแห่งอนาคต-Bio-based personal Care and Beauty Product ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม – Agricul Tural Product and Herbs   ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป/พืชเศรษฐกิจและสมุนไพร   คว้าใจผู้บริโภคและ Buyer รายใหญ่ สร้างแรงกระเพื่อมให้เศรษฐกิจฐานรากและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง

ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) รุกเดินหน้ายกระดับผู้ประกอบการไทย จัดกิจกรรม “ทดสอบตลาด (Market Testing)” รวบรวมสุดยอดผลิตภัณฑ์นวัตกรรม จาก 3 โครงการใหญ่ภายใต้การบ่มเพาะของศูนย์ฯ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการพบปะผู้บริโภคจริง และรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อนำไปพัฒนาสินค้าสู่ระดับสากล ณ ศูนย์การค้าวี-สแควร์ จังหวัดนครสวรรค์

นางสาวิตรี ทาจ๋อย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยมีนายศิริเทพ พิริยอุตสาหกร ผู้อำนวยการกลุ่มบริการธุรกิจอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการ และ นางสาวณัฐชานันท์ บวบทอง รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาการส่งเสริมธุรกิจอุตสาหกรรม พร้อมด้วยคุณจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานกรรมการ บริหารบริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ ผู้บริหารในการเจรจาธุรกิจ (Buyer) ว่าที่ร้อยตรี กิตติพันธ์ มูลศรีชัย นายกสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย ,นายชนาธิป โอสถวาณิชย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญรุ่งเรือง ฟาร์มา 168 จำกัด ,นางสาวดวงหทัย เอมอ่อง ผู้จัดการ บริษัท สวอน แอร์ ซีเฟรท จำกัด  ,นายกิติศักดิ์ วิจิตรเวชการ Marketing Manager THE BUBBLES Co.,Ltd. ,นายกันตวีร์ แสงสาย ผู้ก่อตั้งบริษัท คอนซัลติ้งไทย จำกัด (Buyer ผู้เข้าร่วมเจรจาธุรกิจ) และคณะผู้บริหารร่วมในพิธี

นางสาวิตรี ทาจ๋อย เปิดเผยว่า “การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างพื้นที่แห่งโอกาสให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างได้นำผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการพัฒนาด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาทดสอบความต้องการของตลาด (Market Validation) ก่อนที่จะวางจำหน่ายจริงอย่างเต็มรูปแบบ โดยเราเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงตามเทรนด์โลก ได้แก่ อาหารแห่งอนาคต ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม และสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง  สำหรับการจัดงานครั้งนี้ ได้รวบรวมผลิตภัณฑ์ไฮไลต์จาก 3 กิจกรรมหลักประกอบด้วย:

1.   กิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคต (Future Food): สัมผัสเมนูทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและสิ่งแวดล้อม 
-     บริษัท อเนกฟาร์มนกกระทา จำกัด (จังหวัดอ่างทอง)
 เจลลี่ไข่ขาวพร้อมรับประทาน
-     บริษัท เปี่ยมสุขฟาร์ม จำกัด (จังหวัดชัยนาท)
 วิต้า กริก นวัตกรรมอาหารอนาคตจากจิ้งหรีด
-     บริษัท วังบุญชู จำกัด (จังหวัดกำแพงเพชร)
 ชูชูช็อคโกแลตและกราโนล่าบาร์

2.   กิจกรรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามจากพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ : นวัตกรรมความงามจากธรรมชาติที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาอย่างเข้มข้น 
-     หจก.หัตถชา 1982 (จังหวัดนครสวรรค์)
 โทนเนอร์ผิวใส 3 ระดับ นวัตกรรมข้าวหอมใบเตย
-     วสช.คนเอาถ่านบ้านหัวดาน (จังหวัดพิจิตร)
 แฮร์ เซรั่ม นวัตกรรมฟื้นฟูเส้นผมระดับพรีเมียมจากถ่านชาร์โคล

3.  กิจกรรมการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป (พืชเศรษฐกิจหรือสมุนไพร): การแปลงโฉมสินค้าเกษตรและสมุนไพรไทยให้เป็นผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่มีดีไซน์และฟังก์ชันการใช้งานที่ทันสมัย  
-     บริษัท วรรณาวีย์ จำกัด (จังหวัดพิจิตร)
 ใบเตยผงชงดื่มเข้มข้น
-     บริษัท พุทธาพร19 จำกัด (จังหวัดลพบุรี)
 สเปรย์สารสกัดต้นอ่อนทานตะวัน
-     วสช.การเรียนรู้ศาสพระราชาคืนป่าสัก (จังหวัดลพบุรี)
 ผงกล้วยดิบชนิดเม็ด
-     Good Farm Café (จังหวัดกำแพงเพชร)
 ไซรัปกล้วยน้ำว้า
-     พีพีคอมมูนิตี้เอนเตอร์ไพร (จังหวัดชัยนาท)
 สเปรย์ป้องกันยุงตะไคร้ส้มโอ

งานทดสอบตลาดในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดนครสวรรค์ แต่ยังเป็นฐานข้อมูลสำคัญให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมนำไปวิเคราะห์เพื่อกำหนดทิศทางการส่งเสริม SME ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

“ดีพร้อม พร้อมที่จะเป็นพี่เลี้ยงและสะพานเชื่อมโยงให้ SME ไทยไม่เพียงแต่ผลิตสินค้าได้ แต่ต้องขายเป็นและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดสากล โดยเราจะนำผลการทดสอบตลาดในครั้งนี้ไปต่อยอดพัฒนาหลักสูตรและการสนับสนุนในครั้งต่อไป” นางสาวิตรี กล่าวทิ้งท้าย

เผยไทยสำรองน้ำมันเพิ่มเป็น 109 วัน กระทรวงพลังงานรายงาน สถานการณ์พลังงานโลกมีสัญญาณผ่อนคลาย ราคาน้ำมันขายปลีกยังทรงตัวเทียบอาเซียน กองทุนน้ำมันติดลบ 63,439 ล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ประจำวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

-  สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางล่าสุดส่งสัญญาณในทิศทางที่ผ่อนคลายลงอย่างมาก หลังจากมีรายงานว่าสหรัฐอเมริกาและอิหร่านกำลังเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม โดยทางการอิหร่านกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อเสนอและคาดว่าจะให้คำตอบในเร็วๆ นี้ ซึ่งอาจเปิดทางให้การเดินเรือขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาปลอดภัยอีกครั้ง รวมถึงความเป็นไปได้ในการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังคงมีความเปราะบางเนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ ได้เตือนถึงการโจมตีที่รุนแรงขึ้นหากการเจรจาล้มเหลว พัฒนาการเชิงบวกทางการทูตนี้ได้ช่วยลดทอนความกังวลของตลาดเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านการชะงักงันของอุปทานน้ำมันในภูมิภาคได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าในฝั่งของอุปสงค์จะยังคงสะท้อนความแข็งแกร่งผ่านตัวเลขสต็อกน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลดลงก็ตาม จากความหวังที่สงครามอาจใกล้สิ้นสุดลง ส่งผลให้ทิศทางราคาน้ำมันดิบทั้งสองฝั่งในตลาดโลกเมื่อวันก่อนหน้าปรับตัวร่วงลงอย่างหนัก ก่อนที่จะเริ่มเห็นการปรับขึ้นมาได้เล็กน้อยและแกว่งตัวอยู่ในระดับที่มีความผันผวน เนื่องจากนักลงทุนยังคงรอดูความชัดเจนของข้อตกลงอย่างใกล้ชิด

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2569
 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 109 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 28 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 37 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 19 วัน  

- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1- 5 พฤษภาคม 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 68.60 ล้านลิตร และจำหน่าย 56.48 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

-  ราคาน้ำมันขายปลีกยังคงที่​ โดยดีเซล B7 อยู่ที่ 40.80 บาท และดีเซล B20 ที่ 33.80 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล 95 อยู่ที่ 43.30 บาท แก๊สโซฮอล 91 ที่ 42.93 บาท และแก๊สโซฮอล E20 ที่ 36.30 บาท 

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 43.30 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว กัมพูชา  เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 44.97 - 88.15 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 40.80 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย  กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 44.​12 – 116.69 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ติดลบ 63,439.65 ล้านบาท โดยมีรายรับประมาณวันละ 29.89 ล้านบาท
 

‘ดร.ธีรชัย’ อดีต รมว.คลัง ชี้เสี่ยงไม่คุ้ม? เปิดโจทย์ยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ไทย ใครคุ้มกว่า ใครเสี่ยงกว่า ชำแหละแลนด์บริดจ์ เสี่ยงต้นทุนสูง–ดีเลย์–เวนคืนใหญ่ โครงการแลนด์บริดจ์ไม่คุ้มค่า ค่าใช้จ่ายสูงและดีเลย์เรือบ่อย ก่อนชูระนองเป็นฮับโลจิสติกส์แทน

LOGISTIC HUB ชนะขาด Land bridge *โครงการแลนด์บริดจ์ เชื่อมอ่าวไทยกับทะเลอันดามันด้วยราง

1 ไม่คุ้มค่าทางธุรกิจ ค่าใช้จ่ายสูงในการยกคอนเทนเนอร์ลงจากเรือที่ชุมพร ยกขึ้นขนส่งทางรางหรือรถบรรทุก ยกลงที่ระนอง ยกขึ้นเรือที่ระนอง เทียบกับประหยัดเวลาเดินทางเพียงไม่กี่วัน

2 ปัญหาดีเลย์เรือที่มารับจะทำให้มีคอนเทนเนอร์ค้างบนฝั่ง และแทนที่จะใช้เรือลำเดียววิ่งผ่านช่องแคบมะละกา กลับต้องใช้เรือสองลำ แต่ละลำต้องเข้าคิวจอดเทียบท่า

3 ไม่สร้างงานแก่คนท้องถิ่น เพราะจะไม่มีใครเอาคอนเทนเนอร์มาแกะเพื่อเอาสิ่งของสินค้านำออกมาเพื่อทำงานเพิ่มอีกเพียงเล็กๆน้อยๆ

4 เสียธรรมชาติสองด้าน โดยเฉพาะด้านชุมพรที่อาจกระทบไปถึงธุรกิจท่องเที่ยว

5 ต้องเวนคืนที่ดินมหาศาลเพื่อสร้างถนนขนาดใหญ่ ประชาชนกังวลว่ามีนักธุรกิจและนักการเมืองดักซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไรเตรียมไว้แล้ว และแนวคิดให้เอกชนต่างชาติเช่า 99 ปีเป็นเป้าหมายการครองที่ดินเพื่อการพาณิชย์เสียมากกว่า

(ประชาชนเป็นห่วง แค่เกาะพงันและอำเภอปาย รัฐบาลยังป้องกันไม่ได้เลย)

6 รัฐบาลเปิดประมูลให้เอกชนเหมา ไม่มีขบวนการรับฟังข้อกังวลของคนท้องถิ่น และควรรับฟังคำเตือนของคุณสิริกัญญา รองหัวหน้าพรรคประชาชน เตือนให้ระวังการประมูลไปก่อนแล้วขอปรับเงื่อนไขทีหลังเพื่อลดประโยชน์ที่ให้แก่รัฐบาลหรือเพื่อบีบคั้นให้รัฐบาลต้องลงทุนแทนมากขึ้นๆ

*แนวคิดเรื่องทำเป็นคลองลอยฟ้ายกระดับสูงกว่าทะเลเหมือนคลองปานามา

เป็นไปไม่ได้ ลงทุนหนักไม่คุ้มค่า และการยกเรือขึ้นลงในประตูน้ำหลายชั้นจะต้องใช้น้ำจืดมหาศาล ที่ปานามามีทะเลสาปน้ำจืดใหญ่ แต่ชุมพรถึงระนองไม่มีทะเลสาปน้ำจืด

*แนวคิดเรื่องทำเป็นคลองขุดจะเจอปัญหาระดับน้ำทะเลสองด้านไม่เท่ากัน ต้องทำประตูน้ำอย่างน้อยหนึ่งชั้นซึ่งต้องการน้ำจืดเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ เนื่องจากคลองไทยจะเปลี่ยนดุลอำนาจทางทะเล การเมืองโลกจึงยังไม่เอื้ออำนวย แต่ภายหลังจากโครงการ RANONG LOGISTIC HUB เดินหน้าไประยะหนึ่ง ก็อาจหยิบยกเรื่องคลองขุดพิจารณาได้อีก

*โครงการ RANONG LOGISTIC HUB

เชื่อมโลกกับตอนกลางของจีนด้วยเรือ-ต่อ-ราง จากระนองผ่านลาวส่งถึงคุนหมิง

1 แค่เน้นเฉพาะสินค้าที่ใช้ในตอนกลางของจีน ก็มีปริมาณนำเข้าส่งออกพอเพียง จะคุ้มค่าทางธุรกิจทันที ในแผนที่จะเห็นได้ว่าเส้นทางรางระนอง-คุนหมิงนั้น สั้นกว่าผ่านช่องแคบมะละกาไปที่เซี่ยงไฮ้และต่อด้วยรางไปคุนหมิง

2 จีนจะมีทางออกมหาสมุทรอินเดียเป็นครั้งแรก แทนที่จะออกทางมหาสมุทรแปซิฟิกทางเดียว ดังนั้น ไทยสามารถเจรจาให้จีนลงทุนได้

3 สินค้าผลิตในไทยจะมีทางส่งออกเพิ่ม โดยส่งทางรางไปเชื่อมกับรถไฟจีนไปยุโรป รวมไปถึงการนำเข้า

4 สามารถชักชวนโรงงานจีนมาจัดตั้งอุตสาหกรรมแร่ในภาคใต้ของไทย เพื่อแปรรูปแร่ธาตุจากอเมริกาใต้ แอฟริกา อินเดียและปากีสถาน ให้เป็นวัตถุดิบพร้อมใช้งานทั้งในไทย อาเซียน และส่งไปจีน

5 นักธุรกิจในไทยสามารถเป็นคนกลางเชื่อมโยงการค้าอินเดีย-จีน ซึ่งประชาชนทั้งสองประเทศจะมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอีกมาก จำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกันอีกมาก

6 โครงการนี้รัฐบาลไทยจะไม่ใช้วิธีกู้เงิน แต่จะต้องทำเป็นโครงการสองรัฐบาลร่วมกัน โดยใช้รัฐวิสาหกิจสองประเทศ และเจรจาให้จีนออกทุนเกือบทั้งหมด ส่วนไทยลงทุนเพียงเล็กน้อย แต่หุ้นของไทยเป็น Golden share มีสิทธิวีโต้ ส่วนการบริหารท่าเรือน้ำลึกที่ระนองจะต้องอยู่ในควบคุมของไทยและใช้เพื่อการพาณิชย์เท่านั้น เพื่อมิให้กระเทือนการเมืองโลก ระหว่างสหรัฐ จีน และอินเดีย

7 ไม่เสียธรรมชาติด้านชุมพร  ส่วนด้านระนองขณะนี้มีท่าเรืออยู่แล้ว ทั้งนี้ จะต้องมีการหารือกับคนในท้องที่ทุกขั้นตอนเพื่อดูแลป้องกันสิ่งแวดล้อม และทำให้ประโยชน์เกิดแก่ท้องที่อย่างแท้จริง

8 รัฐบาลไทยสามารถเชิญชวนให้ต่างชาติมาลงทุน oil tank farm เพื่อเก็บน้ำมันฉุกเฉิน ไม่ว่าน้ำมันดิบหรือน้ำมันสำเร็จรูป โดยไทยอาจเก็บค่าเช่าในรูปน้ำมันแทนเป็นตัวเงิน รวมไปถึงการสร้างโรงกลั่นเพื่อส่งออก

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

Facebook Thirachai Phuvanatnaranubala

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

(เครดิตภาพตามแหล่งที่แสดงชื่อ)

หมายเหตุ: การกล่าวถึงชื่อบุคคลใดมิใช่เป็นการกล่าวหากระทำความผิด แต่เป็นเพื่อประกอบการบรรยายทางวิชาการเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการในการรักษาประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

และเผยแพร่ในฐานะเป็นความเห็นส่วนตัว มิใช่เกี่ยวกับพรรคการเมืองใด

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1550685879762003&id=100044618165480&rdid=a7s8cWr6mCVtlBCi#

เปิดชีวิต ‘จางจวิ้นเจี๋ย’ จากพนักงานร้านชานมสู่ผู้ก่อตั้ง CHAGEE เรื่องจริงของคนที่เปลี่ยนต้นทุนติดลบเป็นพลังชีวิต ถอดเส้นทาง ‘จางจวิ้นเจี๋ย’ ผู้ปั้น CHAGEE เขย่าวงการชาสมัยใหม่

เปิดประวัติ ‘จางจวิ้นเจี๋ย’ ผู้ก่อตั้ง CHAGEE กับเส้นทางชีวิตที่ไม่ได้หอมเหมือนใบชา

ในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยทายาทมหาเศรษฐีและอัจฉริยะจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ ใครจะเชื่อว่าผู้เขย่าวงการชาระดับโลกอย่าง “CHAGEE” จะเริ่มต้นชีวิตจากศูนย์หรือพูดให้ตรงกว่านั้นคือ “ติดลบ” จากเด็กชายเร่ร่อนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ สู่ผู้ประกอบการที่ค่อยๆ สร้างตัวเองขึ้นมา และพาแบรนด์ชาจีนให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

จางจวิ้นเจี๋ย เกิดเมื่อปี 1993 ในมณฑลยูนนาน เดิมมีชื่อว่า จางจวิน (张军) ชีวิตวัยเด็กของเขาควรเรียบง่ายเหมือนคนทั่วไป แต่เมื่ออายุเพียง 10 ขวบ พ่อแม่เสียชีวิตไล่เลี่ยกัน เขาตึงกลายเป็นเด็กกำพร้าที่ต้องหาทางเอาตัวรอดด้วยตัวเอง ทั้งที่ยังเล็กเกินกว่าจะทำงานได้

ช่วงอายุ 10 – 17 ปี เขาใช้ชีวิตเร่ร่อนอยู่นานถึง 7 ปี ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและไม่มีรายได้แน่นอนิ อาศัยรอนใต้สะพาน ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ หรือแม้แต่ตลาดสด 

ในช่วงเวลานั้น เขาตัดสินใจเปลี่ยนชื่อจาก จางจวิน เป็น “จางจวิ้นเจี๋ย” ซึ่งหมายถึง ผู้มีความสามารถโดดเด่น และรู้จักปรับตัวตามสถานการณ์ ชื่อใหม่นี้จึงเป็นเหมือนคำเตือนใจว่า ต่อให้ชีวิตไม่แน่นอน เขาก็ต้องเดินต่อและลุกยืนให้ได้

ร้านชานม….จุดเริ่มต้นที่มีความหมาย

ปี 2010 เมื่ออายุได้ 17 ปี จางจวิ้นเจี๋ยยุติชีวิตเร่ร่อนและได้งานในร้านชานมแบรนด์ไต้หวันในตำแหน่งพนักงานระดับล่างสุด นับเป็นอาชีพอย่างเป็นทางการครั้งแรกในชีวิต แม้เงินเดือนไม่มาก แต่มีอาหารและที่พักให้ สำหรับเด็กหนุ่มที่เคยไร้บ้าน นั่นคือจุดเริ่มต้นใหม่ที่มีความหมาย

เนื่องจากเขาอ่านหนังสือไม่ออก จึงกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ในการทำงาน แม้แต่รายการส่วนผสมก็ยังดูไม่เข้าใจ การจำสูตร เขียนใบสั่ง หรือเช็กคลังสินค้าจึงเป็นเรื่องยาก

เสียงล้อเลียนจากเพื่อนร่วมงานและความไม่พอใจจากลูกค้าที่ต้องรอนาน กลายเป็นแรงกดดันในทุกวันที่มาทำงาน แต่เขาไม่ได้ท้อถอย จางใช้เวลาพักทั้งหมดไปกับการเรียนรู้ ซื้อสมุดพินอินมาฝึกเขียน เขียนชื่อวัตถุดิบเป็นบัตรคำแปะไว้หน้าเคาน์เตอร์ สูตรที่คนอื่นอ่านครั้งเดียวก็จำได้ เขาต้องทบทวนซ้ำหลายรอบ งานที่คนอื่นทำครึ่งชั่วโมง เขายอมใช้เวลานานกว่านั้นเพื่อให้ถูกต้อง

ตั้งแต่เก้าโมงเช้าจนร้านปิด เขาฝึกชงชาไม่หยุด มือพองจากน้ำร้อนหลายครั้งแต่ไม่เคยบ่น สำหรับเขาร้านชานมเล็กๆ แห่งนั้นไม่ใช่แค่ที่ทำงาน หากเป็นห้องเรียนชีวิตที่สอนทั้งทักษะอาชีพ ความอดทน และวินัย และต่อมาได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของเส้นทางธุรกิจของเขาในอนาคต

จางมักจะสังเกตลูกค้าอย่างละเอียด จดไว้เสมอว่าความหวานระดับใดขายดี ท็อปปิ้งแบบไหนได้รับความนิยม ทุกแก้วที่เสิร์ฟจึงไม่ใช่แค่ยอดขาย แต่คือข้อมูลสำหรับพัฒนาต่อ เขายังอาสาทำงานเบ็ดเตล็ด ตั้งแต่ทำความสะอาด จัดสต๊อก ไปจนถึงอยู่ช่วยงานดึกๆ โดยไม่ปริปากบ่น

ความมุ่งมั่นนี้ทำให้ผู้จัดการร้านค่อยๆ ไว้วางใจและมอบหมายงานให้เขารับผิดชอบมากขึ้น และจางก็ไม่ทำให้ผิดหวัง สาขาที่เขาดูแลเป็นระเบียบมากขึ้น ข้อร้องเรียนลดลง ยอดขายค่อยๆ เติบโต

ช่วงเวลานั้นไม่ได้สอนเขาให้รู้จักแค่การชงชา แต่ทำให้เขาค้นพบทิศทางชีวิต เขาพบว่าตัวเองมีความละเอียดอ่อนต่อรสชาติชา ทั้งสัดส่วน อุณหภูมิ และความสมดุลของรส เขายังใช้เวลาว่างฝึกอ่านเขียน ขอคำแนะนำด้านการบริหาร และศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างจริงจัง

เพียงไม่กี่ปี เขาเติบโตจากพนักงานหน้าร้าน สู่ผู้ช่วยผู้จัดการ และผู้จัดการสาขา การเริ่มต้นจากศูนย์ทำให้เขาเข้าใจทั้งความเหนื่อยของคนทำงาน และกลไกของตลาด ซึ่งเป็นสิ่งที่ล้ำค่ามาก

การตัดสินใจครั้งใหญ่

ปี 2015 จาง จวิ้นเจี๋ยก้าวออกจากวงการชาไปทำงานที่บริษัทหุ่นยนต์อย่าง Shanghai Muye (上海木爷)  (ปัจจุบันคือ Shanghai NOAM Robot Technology Co., Ltd.) ในตำแหน่งรองหัวหน้าฝ่ายความร่วมมือดูแลตลาดเอเชียแปซิฟิก สำหรับคนที่แทบไม่ได้เรียนหนังสืออย่างเป็นระบบ การเข้าสู่ธุรกิจเทคโนโลยีถือเป็นความท้าทายใหญ่ แต่เขาใช้ทักษะการเรียนรู้และการสื่อสารที่สั่งสมมา ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เดินทางเจรจาธุรกิจในหลายประเทศ และได้เรียนรู้ระบบการบริหารแบบมาตรฐานและแนวคิดธุรกิจระดับสากล

ระหว่างทำงานที่เซี่ยงไฮ้ เขาเห็นการเติบโตอย่างรวดเร็วของแบรนด์ชายุคใหม่ จึงตระหนักว่าเครื่องดื่มชาไม่ใช่แค่ของดื่ม หากสามารถผสานวัฒนธรรมและประสบการณ์ได้ ความคิดเรื่องการสร้างแบรนด์จึงเริ่มชัดเจนขึ้น เขาเฝ้าศึกษาตลาด วิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของแต่ละแบรนด์ และกำหนดทิศทางของตนเอง

ประสบการณ์ข้ามสายครั้งนี้ ทำให้เขาเลิกคิดแค่ระดับ “การบริหารร้านร้านเดียว” และเริ่มมองธุรกิจในมุมกลยุทธ์ ซึ่งต่อมากลายเป็นพื้นฐานสำคัญของการขยายแบรนด์ CHAGEE อย่างเป็นระบบในอนาคต

ก่อตั้ง CHAGEE

ปี 2017 เมื่ออายุ 22 ปี จางจวิ้นเจี๋ยตัดสินใจลาออกจากงานรายได้สูง กลับคุนหมิงเพื่อเริ่มต้นธุรกิจของตนเอง เวลานั้นเขาไม่ใช่เด็กเร่ร่อนที่อ่านหนังสือไม่ออกอีกต่อไป หากเป็นคนทำงานที่มีประสบการณ์ในวงการอาหารและเครื่องดื่ม เข้าใจทั้งสินค้า การบริหาร และตลาด เขานำเงินเก็บรวมกับเงินที่ยืมจากเพื่อน เปิดร้านเล็กๆ  และตั้งชื่อว่า “CHAGEE” หรือ “霸王茶姬” ในภาษาจีน โดยวางโพสิชั่นเป็นชาจีนร่วมสมัย

ชื่อแบรนด์ชาได้แรงบันดาลใจจากอุปรากรจีนสุดคลาสสิกเรื่อง Farewell My Concubine (霸王别姬) โลโก้ผสานลวดลายหน้ากากงิ้วกับเส้นสายมินิมอลสมัยใหม่ ภายใต้แนวคิด “ใช้ชาตะวันออก เชื่อมมิตรทั่วโลก” เพื่อผลักดันชาสไตล์จีนสู่เวทีสากล แน่นอนว่าช่วงเริ่มต้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก ทีมงานของ CHAGEE ต้องทำงานในห้องใต้หลังคาขนาดเล็ก กลางวันออกศึกษาตลาด กลางคืนทดลองสูตรและออกแบบเมนู

ปีเดียวกันนั้นเอง ตลาดชายุคใหม่ในจีนมีกระแสร้อนแรง หลายแบรนด์มุ่งสู่ชาผลไม้และชาชีส แต่เขาเลือกจะไม่ตามกระแส หลังประเมินต้นทุนและความยั่งยืน และหันมาพัฒนา “ชานมสดใบชาแท้” วางตำแหน่งระดับกลางถึงสูง พร้อมผสานองค์ประกอบวัฒนธรรมจีนเข้ากับการออกแบบร้าน ทั้งโครงสร้างไม้แบบ “สลักและเดือย” และองค์ประกอบจากงิ้วดั้งเดิม รวมถึงการตั้งชื่อเมนูจากวรรณกรรมจีนคลาสสิก 

ช่วงเริ่มต้นก่อตั้ง CHAGEE เขาเผชิญปัญหาเงินทุนจำกัด แบรนด์ยังไม่เป็นที่รู้จัก และการแข่งขันในตลาดที่ดุเดือด จางจวิ้นเจี๋ยจึงต้องทำหน้าที่หลายอย่างพร้อมกัน ทั้งวางแผนธุรกิจ พัฒนาสินค้า ทำการตลาด และดูแลหน้าร้านด้วยตนเอง เพื่อสร้างความแตกต่าง 

เขาพาทีมลงพื้นที่แหล่งปลูกชาในยูนนาน คัดเลือกใบชาคุณภาพดี และทดลองปรับสูตรซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยมีเป้าหมายคือรักษารสชาติแท้ของชาไว้ ขณะเดียวกันก็ทำให้ถูกใจคนรุ่นใหม่

เขายึดหลักการเรื่อง คุณภาพของวัตถุดิบคือพื้นฐานสำคัญ ตั้งแต่การเก็บเกี่ยว การขนส่ง ไปจนถึงการคัดเลือกนมและส่วนผสมอื่นๆ ล้วนมีมาตรฐานชัดเจน แก้ปัญหาจากฟีดแบกของลูกค้า

เมื่อมีลูกค้าบางส่วนสะท้อนว่าดื่มชาแล้วนอนไม่หลับ เขาไม่มองข้ามเสียงเหล่านั้น แต่ให้ทีมงานใช้เวลากว่าหนึ่งปีทดลองและปรับสูตรหลายร้อยครั้ง พร้อมนำเทคโนโลยีสกัดคาเฟอีนออกจากกาแฟหรือชา โดยใช้ CO₂ ในสภาวะซูเปอร์คริติคัล (ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายทั้งก๊าซและของเหลว) จนสามารถพัฒนาชาลดคาเฟอีนที่ยังคงรสชาติของชาไว้ได้ ขณะเดียวกันก็ลดผลกระทบต่อการนอนหลับ 

ผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ช่วยขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มที่ไวต่อคาเฟอีน และตอกย้ำแนวคิดของเขาว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนต้องอาศัยการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง และเป็นแรงผลักดันให้แบรนด์ปรับตัวและก้าวต่อไปอย่างมั่นคง

วันที่ 17 พ.ย. 2017 ร้านแรกของ CHAGEE เปิดตัวบนถนนอู่อี เมืองคุนหมิง ด้วยจุดยืนความเป็นจีนร่วมสมัยและรสชาติที่โดดเด่น ร้านได้รับการตอบรับดีเกินคาด แต่หลังความสำเร็จระยะแรก เขาก็เผชิญบททดสอบสำคัญ เมื่อการขยายสาขาข้ามพื้นที่ไม่เป็นไปตามคาด กลายเป็นอุปสรรคใหญ่ครั้งแรกของแบรนด์ เจออุปสรรคในตลาดต่างถิ่น ช่วงครึ่งแรกของปี 2021 เขานำทีมบุกตลาดกวางตุ้ง ฝูเจี้ยน และเซี่ยงไฮ้ แต่ด้วยความไม่คุ้นชินพฤติกรรมผู้บริโภคและระบบบริหารที่ยังไม่ลงตัว หลายสาขานอกพื้นที่ต้องปิดตัว แผนขยายธุรกิจจึงสะดุดลง ความล้มเหลวครั้งนั้นทำให้เขาทบทวนอย่างจริงจัง และพบปัญหาหลักคือ “มาตรฐานยังไม่ชัด” และ “ความเข้าใจท้องถิ่นยังไม่พอ” เขาจึงเร่งสร้างระบบมาตรฐานใหม่ ครอบคลุมตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการบริหารหน้าร้าน เพื่อให้รสชาติและคุณภาพเหมือนกันทุกเมือง เขาปรับกลยุทธ์ใหม่ โดยยึดภาคตะวันตกเฉียงใต้เป็นฐาน ก่อนค่อยขยายทั่วประเทศ

เดือนกันยายน 2021 บริษัทได้ย้ายสำนักงานใหญ่สู่นครเฉิงตู ถือเป็นก้าวสำคัญของการเติบโตระดับชาติ

ปี 2022 ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดที่ทำให้หลายแบรนด์ชะลอการลงทุน เขากลับเลือกเร่งขยายสาขา มองว่ายามตลาดชะลอตัวคือจังหวะที่ต้นทุนต่ำและคัดเลือกพันธมิตรได้ดีขึ้น การตัดสินใจที่ดูเสี่ยงนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ภายในสิ้นปี จำนวนสาขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เปิดทางสู่การเติบโตรอบใหม่ของแบรนด์ จากเดิมที่มีอยู่ไม่ถึง 500 สาขา ทะยานสู่กว่า 1,000 สาขา ความกล้าที่จะ “สวนกระแส” คือหัวใจสำคัญที่หล่อหลอมการเติบโตของ CHAGEE ในขณะที่หลายแบรนด์เร่งออกสินค้าใหม่จำนวนมาก จางจวิ้นเจี๋ยกลับยึดแนวคิด “น้อยแต่แม่นยำ” โฟกัสเฉพาะสินค้าหลัก จนเมนูอย่าง ชานมมะลิ (伯牙绝弦) ซึ่งเป็นเมนูซิกเนเจอร์ชาพีชอู่หลง (花田乌龙) และ ชานมดอกหอมหมื่นลี้ (桂馥兰香) กลายเป็นตัวทำรายได้หลักของแบรนด์ ครองสัดส่วนสูงของยอดขายรวม กลยุทธ์นี้ทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ และทำให้ผู้บริโภคจดจำภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

เมื่อชาราคาประหยัดแข่งขันกันด้วยสงครามราคา เขาเลือกยืนบนจุดยืน “คุณภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้” พร้อมยืนยันมาตรฐานวัตถุดิบว่าไม่ใช้ครีมเทียม ไม่ใช้ไขมันพืชสังเคราะห์ และไม่ใช้น้ำมันพืชที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจน และปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดต้นทุนโดยไม่ลดคุณภาพ 

วางหมากในตลาดโลกในขณะที่หลายแบรนด์ยังมุ่งเน้นตลาดในประเทศ เขากลับเริ่มวางหมากระดับสากลตั้งแต่เนิ่นๆ ปี 2018 มีการจัดตั้งฝ่ายธุรกิจต่างประเทศ และเปิดสาขาแรกในมาเลเซีย ปัจจุบันแบรนด์มีสาขาในต่างประเทศมากกว่าสองร้อยแห่ง ครอบคลุมสิงคโปร์ ไทย สหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศ

ปี 2023 นับเป็นจุดเร่งตัวครั้งสำคัญของ CHAGEE ยอดขายรวมตลอดปีทะลุหลักหมื่นล้านหยวน จำนวนสาขาเพิ่มขึ้นจนเกิน 4,500 แห่ง ก่อนจะขยายต่อเนื่องในปี 2024 จนแตะกว่า 6,000 สาขา รายได้ทั้งปีเติบโตอย่างแข็งแกร่งทะลุ 124 ล้านหยวน (ราว 558 ล้านบาท) พร้อมอัตรากำไรสุทธิที่ 20% สะท้อนถึงประสิทธิภาพของโมเดลธุรกิจ

ในปีเดียวกัน จางจวิ้นเจี๋ยยังได้รับเชิญให้ดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระที่ไม่เป็นผู้บริหารของ Haidilao ซึ่งมีเงินเดือนปีละ 1.2 ล้านหยวน (ราว 5.4 ล้านบาท) กลายเป็นหนึ่งในผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ได้รับการยอมรับในแวดวงธุรกิจจีน

เบื้องหลังตัวเลขการเติบโตเหล่านั้น คือคืนวันอันยาวนานของการตัดสินใจและการทบทวน คือความหนักแน่นท่ามกลางเสียงวิจารณ์ และคือบทเรียนจากความล้มเหลวที่เขาไม่เคยปล่อยให้สูญเปล่า ความสำเร็จจึงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะจังหวะเวลา หากเกิดจากความมุ่งมั่นที่ไม่เคยหยุดยั้ง

17 เม.ย. 2025 CHAGEE เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ของสหรัฐอเมริกา โดยราคาปิดวันแรกอยู่ที่ 32.44 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,005 บาท) มูลค่าตลาดเกิน 4 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.8 แสนล้านบาท) ถือเป็นก้าวสำคัญของแบรนด์ชาจีนจากคุนหมิงสู่เวทีโลก

ปัจจุบัน CHAGEE มีสาขาในต่างประเทศ 169 แห่ง โดยสาขาแรกในลอสแอนเจลิสจำหน่ายได้มากกว่า 5,000 แก้วในวันเปิดร้าน ส่วนสาขาในสิงคโปร์มียอดขายต่อเดือนต่อสาขาสูงถึง 1.8 ล้านหยวน (ราว 8.1 ล้านบาท) 

ชีวิตส่วนตัวที่ถูกจับตา

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2025 จางจวิ้นเจี๋ยได้จัดพิธีสมรสกับเกาไห่ฉุน ประธานร่วมของ Trina Solar หรือที่รู้จักกันในฐานะทายาทรุ่นใหม่ของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด 

การจับมือกันของผู้ประกอบการที่เติบโตจากศูนย์กับผู้บริหารหญิงจากตระกูลนักธุรกิจ กลายเป็นเรื่องราวที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงในมิติชีวิตส่วนตัว หากยังสะท้อนถึงการมาพบกันของสองบริษัทมหาชนจากต่างอุตสาหกรรม ซึ่งมีมูลค่ารวมกันหลายหมื่นล้านหยวน 

เรื่องราวของจางจวิ้นเจี๋ย คือบทพิสูจน์ว่า “ต้นทุนชีวิต” ไม่ได้ตัดสินปลายทาง เขาเคยเป็นคนเร่ร่อน  ไม่มีโอกาส อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่เขาเลือกที่จะไม่หยุดอยู่ตรงนั้น CHAGEE จึงไม่ได้เป็นแค่ชื่อของแบรนด์ชาจีนระดับโลก แต่เป็นเสมือนบันทึกเรื่องราวของคนที่เปลี่ยนความลำบากให้กลายเป็นแรงผลักดัน และถ่ายทอดให้ผู้คนได้รู้ว่าหากยังไม่ถึงเป้าหมาย บางทีเราอาจอยู่ใน “ช่วงระหว่างทาง” ที่ต้องอดทนอีกนิดเท่านั้น

อ้างอิง :https://baijiahao.baidu.com/s?id=1849461998076846148&wfr=spider&for=pc 

อ้างอิง :https://zhuanlan.zhihu.com/p/1975294319905767500 

อ้างอิง :https://uptogo.com.tw/%E7%BE%8E%E9%A3%9F/%E9%A3%B2%E6%96%99/%E8%8C%B6%E9%A3%B2/chagee%E6%98%AF%E4%BB%80%E9%BA%BC%E5%93%81%E7%89%8C%EF%BC%9F/?utm_source 

อ้างอิง : https://baijiahao.baidu.com/s?id=1846137404530276961&wfr=spider&for=pc 

อ้างอิง : https://finance.sina.com.cn/stock/stockzmt/2024-08-28/doc-incmenpn1903854.shtml?utm_source 

‘ณัฏฐ์ มงคลนาวิน’ วิเคราะห์แลนด์บริดจ์ แลนด์บริดจ์ถูกชูทางออกภูมิรัฐศาสตร์ ดันไทยเป็นประตูการค้าอินเดีย–ยุโรป แลนด์บริดจ์ไม่ใช่แค่ถนน–ท่าเรือ แต่คือเกมยุทธศาสตร์ เปลี่ยนภาคใต้เป็นระเบียงเศรษฐกิจใหม่

แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้าน: ยุทธศาสตร์พลิกโฉมประเทศไทยบนรอยต่อแห่งโอกาส?

ในฐานะที่ผมวางตำแหน่งตัวเองเป็น นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม ผมได้ติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการแลนด์บริดจ์อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด สิ่งที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่แค่ตัวเลขงบประมาณมหาศาล แต่คือ “เสียงสะท้อนจากหัวใจของคนไทยและพี่น้องในพื้นที่”

 1. Sentiment จากพื้นที่: เสียงส่วนใหญ่ที่สนับสนุน บนความหิวโหยในข้อมูล

จากการรวบรวมข้อมูลล่าสุด รวมถึงผลสำรวจจาก NIDA Poll เกี่ยวกับทัศนคติของคนใต้ต่อโครงการนี้ พบปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมากครับ คือคนไทยและพี่น้องในพื้นที่ภาคใต้ส่วนใหญ่กว่า 67% ให้การสนับสนุนโครงการนี้ เพราะเขามองเห็น "โอกาส" ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและการจ้างงานในบ้านเกิด

ทว่า ปมปัญหาที่ทำให้เกิดความลังเลไม่ใช่การปฏิเสธการพัฒนา แต่คือ “ความหิวโหยในข้อมูลที่ถูกต้อง”

Awareness vs Understanding: ข้อมูลจาก NIDA Poll ระบุชัดเจนว่าคนส่วนใหญ่ (กว่า 54%) "เคยได้ยิน" ชื่อโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ "ไม่เข้าใจรายละเอียด" ของมันจริงๆ

ความหวังแฝงความกังวล: แม้จะสนับสนุนเพราะหวังผลเศรษฐกิจ แต่ประชาชนยังมีความกังวลสูงในเรื่องผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ, ความคุ้มค่าของงบประมาณ และความโปร่งใส

 2. พลิกโมเดลเศรษฐกิจ: การคาดการณ์รายได้และผลตอบแทนตามระยะเวลา

หัวใจสำคัญที่ผมอยากให้ทุกคนเห็นภาพ คือ "การเติบโตของเม็ดเงิน" ที่จะไหลเข้าสู่ประเทศตามแผนการพัฒนา 4 ระยะ (Phasing Strategy):

ช่วงก่อสร้างและเริ่มต้น (2573 - 2576): จะมีการอัดฉีดเงินลงทุนระยะแรกกว่า 522,844 ล้านบาท เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานหลักและเปิดท่าเรือฝั่งชุมพรและระนอง

ช่วงขยายตัว (2574 - 2581): จะมีการลงทุนต่อเนื่องรวมกว่า 393,183 ล้านบาท เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและติดตั้งระบบอัตโนมัติ

เป้าหมายผลตอบแทน (ROI):

- โครงการนี้คาดการณ์ว่าจะสร้างการจ้างงานใหม่รวมถึง 280,000 อัตรา

- ช่วยกระตุ้นให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย ร้อยละ 1.5 ต่อปี

- จากการประเมินของ สนข. อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) จะอยู่ที่ ร้อยละ 11 ถึง 17.38

 มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) สูงถึง 3.07 แสนล้านบาท และคาดว่าจะ คืนทุน (Break-even) ได้ภายใน 24 ปี

 3. ภูมิรัฐศาสตร์โลก (Geopolitics): ทำไมแลนด์บริดจ์จึงเป็นคำตอบ?

โครงการนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการคมนาคม แต่มันคือการแก้ปม “The Malacca Dilemma” หรือวิกฤตการณ์ช่องแคบมะละกาที่ทั่วโลกกำลังกังวล

ความแออัดที่รอวันระเบิด: ช่องแคบมะละกามีเรือผ่านกว่า 90,000 ลำต่อปี และจะเกินขีดจำกัดภายในปี 2573

ความมั่นคงทางพลังงาน: จีนนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบมะละกาถึง 80% แลนด์บริดจ์จึงเป็นเส้นทางสำรองยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของภูมิภาค

 4. พลิกโมเดลเศรษฐกิจ: จาก “ทางผ่าน” สู่ “เขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEC)”

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ผมสนับสนุนโครงการนี้คือแนวคิดการผนวกแลนด์บริดจ์เข้ากับ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC)

สร้างฐานการผลิตในพื้นที่: เราจะไม่ยอมให้แลนด์บริดจ์เป็นเพียงทางผ่าน แต่จะดึงอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อุตสาหกรรมเบา และการเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง เข้ามาลงทุน

จุดเริ่มต้นที่ระนอง: เริ่มต้นเฟสแรกที่ท่าเรือน้ำลึกระนอง เพื่อเป็นประตูการค้าฝั่งอันดามัน เชื่อมสู่ตลาดอินเดียและยุโรปได้โดยตรง ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้ทันที

 5. ความท้าทายที่รัฐต้องตอบโจทย์ให้ชัดเจน

แน่นอนว่าความเสี่ยงย่อมมี และรัฐบาลต้องบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ

ปัญหา Double Handling: ภาคเอกชนกังวลว่าการยกสินค้าขึ้น-ลงรถไฟอาจเสียเวลาเพิ่ม 8-9 วัน และมีต้นทุนเพิ่มถึง 200-300 ล้านบาทต่อเที่ยวเรือ รัฐต้องมีคำตอบเชิงเทคนิคที่ชัดเจน

สิทธิของชุมชน: การเวนคืนที่ดินกว่า 1.5 แสนไร่ และการรักษาป่าชายเลนระนองต้องดำเนินการภายใต้มาตรฐาน ESG ระดับสากล

 มุมมองทางยุทธศาสตร์จากผม ณัฏฐ์ มงคลนาวิน

ผมเชื่อมั่นว่าแลนด์บริดจ์คือ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของคนไทยครับ ชัยภูมิที่ตั้งของไทยคือทรัพย์สินที่ล้ำค่าที่สุด และถึงเวลาแล้วที่เราจะใช้มันเพื่อสร้างอนาคตให้คนรุ่นหลัง โดยโครงการนี้เราจะไม่ได้ใช้เพียงงบประมาณของประเทศเราเองในการดำเนินงาน แต่จะเป็นการเปิดรับเงินลงทุนจากบริษัทเอกชนและพันธมิตรจากต่างประเทศที่จะเข้ามาร่วมขับเคลื่อนความสำเร็จนี้

สิ่งที่รัฐบาลต้องทำในตอนนี้ อ้างอิงจากเสียงสะท้อนใน NIDA Poll คือต้องให้ข้อมูลที่ชัดเจน ตอบคำถามที่ค้างคา และทำให้คนในพื้นที่รู้สึกว่าพวกเขาคือ "เจ้าของโครงการ" อย่างแท้จริง เมื่อวันนั้นมาถึง แลนด์บริดจ์จะเป็นสัญลักษณ์แห่งการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทยครับ

ณัฏฐ์ มงคลนาวิน

นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม

6 พฤษภาคม 2569

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1299385335625682&id=100066626826372&post_id=100066626826372_1299385335625682&rdid=lS7GW1a0KtYmpin0#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top