Tuesday, 14 July 2026
COMPETITION

“เคทีซี” ลุยยกระดับความเป็นธรรม ขับเคลื่อน ESG มุ่งสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ เพิ่มความรู้แรงงานผ่านเวทีพนักงานและหัวหน้า สร้างวัฒนธรรมเปิดโอกาสเท่าเทียมกัน ผลักดันโค้ชและพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ

เคทีซียกระดับ “ความเป็นธรรมในที่ทำงาน” ขับเคลื่อน ESG สร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้และความสุข

ท่ามกลางกระแสการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน (ESG) ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติสิ่งแวดล้อมหรือผลประกอบการ “การดูแลและพัฒนาคน” กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะประเด็น “ความเป็นธรรมในที่ทำงาน” ซึ่งเป็นรากฐานของความไว้วางใจ วัฒนธรรมองค์กร และศักยภาพของบุคลากร

"เคทีซี" หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เดินหน้ายกระดับมิติด้านสังคม (Social) อย่างต่อเนื่อง ผ่านการสร้างองค์กรแห่งความสุขและการเรียนรู้ (Happy & Learning Organization) ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะ ทั้ง Soft Skill และ Hard Skill ควบคู่กับการส่งเสริมความเท่าเทียมและการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมในทุกระดับขององค์กร ล่าสุด เนื่องในโอกาสวันแรงงานที่กำลังจะมาถึง เคทีซีได้จัดเวทีให้ความรู้แก่พนักงานและหัวหน้างานในหัวข้อ “กฎหมายแรงงานและการบริหารจัดการทีมอย่างเป็นธรรม” เพื่อยกระดับความเข้าใจด้านสิทธิ หน้าที่ และแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล โดยได้รับเกียรติจาก นายวรวิทย์ เปรมสมบัติ ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านแรงงานสัมพันธ์ ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และมุมมองเชิงลึก

นายวรวิทย์ กล่าวว่า “ความเป็นธรรมในที่ทำงานไม่ใช่เรื่องนโยบาย แต่คือสิ่งที่คนทำงานต้องรู้สึกได้จริงในทุกวัน ทั้งความชัดเจนของบทบาทหน้าที่ การประเมินผลที่โปร่งใสและการสื่อสารอย่างให้เกียรติ เพราะรายละเอียดเล็กๆ เหล่านี้ คือจุดเริ่มต้นของความไว้วางใจ เมื่อพนักงานเข้าใจเป้าหมายของงาน รู้ว่าตนเองถูกประเมินจากผลงานจริง และได้รับการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ความผูกพันและแรงจูงใจในการทำงานก็จะเกิดขึ้นตามมาอย่างเป็นธรรมชาติ”

“ในระดับองค์กร การดูแลสิทธิพนักงานจึงไม่ควรหยุดเพียงการปฏิบัติตามกฎหมายหรือสวัสดิการพื้นฐาน แต่ต้องยกระดับไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีคุณภาพ ทั้งในมิติของความเป็นธรรม โอกาสในการเติบโต และการทำให้คนทำงานรู้สึกมีคุณค่าในสิ่งที่ทำ เช่น การเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงการพัฒนาอย่างเท่าเทียม และได้รับโอกาสที่สอดคล้องกับศักยภาพของตนเอง”  ขณะเดียวกัน การสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตวิทยาและวัฒนธรรมที่เปิดรับความหลากหลาย คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนกล้าคิด กล้าพูด และมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ องค์กรที่รับฟังโดยไม่ตัดสิน และมองความผิดพลาดเป็นโอกาสในการเรียนรู้ จะสามารถปลดล็อกศักยภาพคนได้อย่างแท้จริง และเมื่อคนรู้สึกว่าองค์กรให้คุณค่ากับคนพอๆ กับผลลัพธ์ ความไว้วางใจ ความผูกพัน และการเติบโตอย่างยั่งยืนก็จะเกิดขึ้นได้จริงในระยะยาว”

ด้าน นางสาวปิยะสุดา แคว้นนนทรีย์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานทรัพยากรบุคคล "เคทีซี" กล่าวว่า “เคทีซีเชื่อว่าความยั่งยืนเริ่มต้นจาก ‘คน’ องค์กรที่เติบโตได้อย่างแข็งแรงต้องให้ความสำคัญกับทั้งผลลัพธ์และวิธีการทำงานร่วมกัน เราจึงมุ่งสร้างวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้ทุกเสียงมีความหมายและได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียม หนึ่งในแนวทางที่เคทีซีให้ความสำคัญ คือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็น เช่น แนวคิด ‘Junior Speaks First’ ที่เปิดโอกาสให้พนักงานรุ่นใหม่ได้สะท้อนมุมมองก่อนในที่ประชุม รวมถึงการผลักดันวัฒนธรรมในการโค้ช (Coaching Culture) ที่ผู้บริหารทำหน้าที่เป็นโค้ช สนับสนุนการเติบโตของพนักงานในทุกช่วงของการทำงาน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องทั้งในมิติทักษะวิชาชีพและทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์” 

ทั้งนี้ เคทีซีมุ่งยกระดับมาตรฐานการดูแลพนักงานให้สอดคล้องกับหลัก ESG อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสร้างสมดุลระหว่าง “ประสิทธิภาพขององค์กร” และ “คุณภาพชีวิตของคนทำงาน” โดยเชื่อว่าเมื่อบุคลากรรู้สึกได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม มีโอกาสพัฒนา และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนองค์กร จะนำไปสู่ความผูกพัน (Engagement) ที่แข็งแรง และเป็นพลังสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ธรรมศาสตร์ชี้ทาง ‘กองทุนแสนล้าน’ 5 แนวทางยกระดับ SME กองทุนแสนล้านช่วยนวัตกรรม เน้นเพิ่มผลิตภาพลดพึ่งพิง ต้องวัดผลจริงปรับตามสถานการณ์

เสนอ 5 แนวทางสร้างความคุ้มค่า หลังกระทรวงอุตฯ ผุดแนวคิด ตั้ง ‘กองทุนแสนล้าน’ ยกระดับ SME
 
นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ กระทรวงอุตฯ จ่อตั้งกองทุนแสนล้านยกระดับ SME ด้วยนวัตกรรม เป็นเรื่องดี พร้อมเสนอ 5 แนวทางดำเนินการเพื่อความคุ้มค่าเงินลงทุน เผยไทยมีหน่วยงานที่ทำงานด้าน SME และนวัตกรรมอยู่มาก ควรใช้โอกาสนี้บูรณาการทั้งระบบ แนะสถานการณ์เร่งด่วนต้องออกมาตรการช่วย SME ให้รอดจากวิกฤตตะวันออกกลางก่อน หากล้มทั้งระบบ กระทบเศรษฐกิจ-ความสามารถในการแข่งขัน
 
รศ. ดร.อัญณิฐา ดิษฐานนท์ อาจารย์ประจำหลักสูตรการบริหารนวัตกรรมและเทคโนโลยี วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมจัดตั้งกองทุนเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมให้กับผู้ประกอบการ SME ภายใต้วงเงินแสนล้านบาทถือเป็นเรื่องที่ดี แต่กระทรวงอุตสาหกรรมต้องระวังไม่ให้กองทุนที่จะตั้งขึ้นมาใหม่นี้ กลายเป็นกล่องงบประมาณอีกใบที่แยกส่วนการทำงานออกไปจากระบบเดิมจน SME เกิดความสับสน ต้องทำเอกสารหรือกรอกข้อมูลซ้ำซ้อนหลายรอบ จนสุดท้ายแล้วเสียเวลาไปกับระบบมากกว่าการแก้ไขปัญหาธุรกิจจริงๆ

รศ. ดร.อัญณิฐา กล่าวว่า หากจะทำให้เกิดความคุ้มค่าต่อเม็ดเงินที่จะลงไปสนับสนุน SME และมีส่วนช่วยในการสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ส่วนตัวมองว่า กระทรวงอุตสาหกรรมและรัฐบาลควรดำเนินการอย่างน้อย 5 ประเด็น ให้สำเร็จ ทั้งนี้ประกอบด้วย

1. งบประมาณที่สนับสนุน SME ต้องไม่ใช่เงินอุดหนุนที่ทำให้เกิดการพึ่งพา หากแต่ต้องเป็นเงินที่ช่วยเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน เพื่อทำให้ SME สร้างผลิตภาพได้มากขึ้น เพราะปัญหาของ SME ไทยไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่ยังมีเรื่องทักษะ การเข้าถึงเทคโนโลยี มาตรฐาน กฎระเบียบ และการเข้าถึงตลาดด้วย ซึ่งจากข้อมูลสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ในปี 2567 พบว่า SME ราว 3.25 ล้านราย หรือคิดเป็น 99.5% ของกิจการ SME ทั้งหมด ครอบคลุมการจ้างงานถึง 13.4 ล้านคน หรือ 68.8% ของการจ้างงานทั้งประเทศ แต่กลับสร้าง GDP ได้เพียง 34.8% เท่านั้น

2. กองทุนต้องมีการวัดผลจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เช่น ผลิตภาพที่เพิ่มขึ้น การผ่านมาตรฐาน การขยายตลาด ไม่ใช่วัดแค่จำนวนโครงการที่อนุมัติ 3. กองทุนต้องมีระบบติดตามและทบทวนเป็นระยะ และหากพบว่าทำแล้วไม่เกิดผลก็ต้องกล้าปรับหรือยุติ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นกองทุนถาวรโดยไม่มีการประเมิน 4. กองทุนต้องไม่ออกแบบการสนับสนุนที่เป็นรูปแบบเดียวกันทั้งระบบ เพราะมีโอกาสสูงที่จะไม่ตอบโจทย์คนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยจากผู้ประกอบการ SME ทั้งหมด มีจำนวน 84.5% เป็นกลุ่ม Micro หรือรายย่อย และแบ่งเป็นขนาดเล็ก 13% และขนาดกลางเพียง 2% ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความพร้อมและความต้องการแตกต่างกันอย่างมาก

5. ต้องทำ one-stop service ของภาครัฐให้เกิดขึ้นจริง และเชื่อมโยงกองทุนกับกลไกนี้ พร้อมกับมีที่ปรึกษา หรือ SME Navigator ช่วยวินิจฉัยและวิเคราะห์ปัญหาที่แท้จริง จัดลำดับความสำคัญ แนะนำเส้นทางการพัฒนาให้เหมาะกับธุรกิจแต่ละราย และส่งต่อไปยังเครื่องมือที่เหมาะสม เช่น คูปองนวัตกรรม/การพัฒนา ทุนเฉพาะด้าน ฯลฯ เพื่อไม่ให้เงินกระจายแบบไร้ทิศทาง แต่ถูกใช้เพื่อยกระดับอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง รวมถึงผู้ประกอบการบางรายยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรพัฒนาตรงไหนก่อน บางรายคิดว่ามีปัญหาการตลาด แต่จริงๆ อยู่ที่ต้นทุนหรือระบบการผลิต จึงไม่ควรปล่อยให้ SME ต้องเดาปัญหาและเลือกโครงการเองทั้งหมด
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีหน่วยงานที่ทำงานด้าน SME และนวัตกรรมอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจ (Depa) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รวมถึงกลไกของมหาวิทยาลัย และอุทยานวิทยาศาสตร์ในภูมิภาค ดังนั้นควรใช้โอกาสนี้ทำให้เกิดการบูรณาการการทำงานร่วมกัน
สำหรับการบูรณาการ ควรเกิดขึ้นใน 3 ระดับ ได้แก่ 1. ระดับนโยบาย ควรมีกลไกกลางที่ทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์ร่วมของประเทศในการพัฒนา SME ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ เพราะโจทย์นี้เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) หรือแม้แต่ภาคเอกชนและมหาวิทยาลัย ซึ่งถ้าไม่มีเจ้าภาพกลาง การทำงานก็จะซ้ำซ้อนเหมือนเดิม

2. ระดับปฏิบัติการ ประเทศไทยควรมี one-stop service journey ที่ SME เข้าถึงได้จากจุดเดียว กรอกข้อมูลครั้งเดียว ประเมินครั้งเดียว และระบบสามารถช่วยคัดกรองและส่งต่อไปยังบริการที่เหมาะสมได้ เช่น เครื่องมือด้านนวัตกรรมของ NIA, โครงการดิจิทัลของ depa, มาตรการภาษีหรือสินเชื่อ โดยใช้ข้อมูลร่วมกัน

3. ระดับส่งมอบบริการจริงถึงตัว SME ตรงนี้ไทยมีต้นทุนที่ดีอยู่แล้ว ทั้งหน่วยงานพัฒนา SME อย่าง สสว. อุทยานวิทยาศาสตร์ ศูนย์บ่มเพาะในมหาวิทยาลัย เครือข่ายหน่วยงานของ อว. และกลไกเชิงพื้นที่อื่นๆ ซึ่งควรถูกใช้เป็นฐานในการทำงานกับ SME แต่ละภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ใช้เฉพาะตอนมีโครงการอบรมหรือกิจกรรมระยะสั้น เพราะการพัฒนา SME ที่ได้ผลจริงต้องมีการติดตามต่อ วินิจฉัยซ้ำ และยกระดับต่อเนื่อง ไม่ใช่เข้าโครงการหนึ่งครั้งแล้วถือว่าจบ

อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งกองทุนมูลค่าแสนล้านบาทถือว่าเป็นมาตรการสนับสนุน SME ในระยะยาว ซึ่งมาตรการระยะยาวจะไม่มีความหมายเลย หากผู้ประกอบการอยู่รอดไม่ถึงวันนั้น ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาล กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งดำเนินการโดยทันทีคือ การออกมาตรการที่เร็ว-ง่าย-ตรง เพื่อช่วยลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ เสริมสภาพคล่อง เช่น การลดภาระค่าใช้จ่ายบางส่วน ชะลอภาระที่กดต้นทุน สนับสนุนเงินหมุนเวียนระยะสั้น หรือช่วยปรับธุรกิจในช่วงวิกฤต ฯลฯ เพื่อช่วยให้ SME ปรับตัวได้ทัน อยู่รอดและผ่านพ้นวิกฤตตะวันออกกลางนี้ไปให้ได้ก่อน

ทั้งนี้ หากปล่อยให้ SME จำนวนมากล้มลงในสถานการณ์นี้ จะกระทบทั้งระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพราะ SME เป็นทั้งฐานของการจ้างงาน ห่วงโซ่อุปทาน และเศรษฐกิจท้องถิ่นจำนวนมาก ดังนั้นสิ่งที่จะตามมาคือ GDP หดตัว การจ้างงานหาย รายได้ครัวเรือนลดลง ปัญหาสังคมจะตามมาอย่างรวดเร็ว โดยผลกระทบจะลามต่อไปถึงระบบการเงินและบริษัทขนาดใหญ่ด้วย เนื่องจาก SME จำนวนมากเป็นซัพพลายเออร์อยู่ในห่วงโซ่การผลิต การลงทุนใหม่จะชะลอตัวลง ส่งผลต่อไปถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง และที่น่ากังวลที่สุดคือ เมื่อผู้ประกอบการรายเล็กล้มจำนวนมาก สิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่คือความเชื่อมั่นและจิตวิญญาณของการเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฟื้นกลับมายากมาก

“การช่วยเหลือไม่ควรเป็นมาตรการเฉพาะหน้าแบบแยกส่วนแล้วจบ รัฐควรใช้จังหวะนี้สร้างระบบ one-stop service ไปพร้อมกัน เพื่อให้ SME ที่เข้ามาขอความช่วยเหลือได้รับทั้งการประคองระยะสั้นและคำแนะนำสำหรับการปรับตัวระยะกลางต่อเลย ไม่ใช่พอหมดวิกฤตก็ต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่เองอีกครั้ง” รศ. ดร.อัญณิฐา กล่าว

ปตท.สผ. ลุยผลิตก๊าซ!! เพิ่มกำลังผลิตถึง 2,720 ล้านลูกบาศก์ฟุต รายได้รัฐไตรมาส 1 กว่า 7,300 ล้านบาท หนุนเสถียรภาพพลังงานในประเทศ ลงทุนโครงการใหม่ในมาเลเซียปี 2571

ปตท.สผ. แจ้งผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569
เพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในระดับสูงสุด รองรับการใช้พลังงานในประเทศ

กรุงเทพฯ, 30 เมษายน 2569 – ปตท.สผ. เผยความคืบหน้าการดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2569 เพิ่มอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติจากโครงการในประเทศในระดับสูงสุด รองรับการใช้พลังงานและช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม เสริมสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานให้กับประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ความผันผวนของพลังงานโลก โดยไตรมาส 1 บริษัทสามารถนำส่งรายได้จากการดำเนินงานให้กับรัฐกว่า 7,300 ล้านบาท

นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า สถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น การดำเนินงานของ ปตท.สผ. จึงให้ความสำคัญกับการเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยให้มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพลังงานในการช่วยบรรเทาผลกระทบต่อการใช้พลังงานของประชาชนและอุตสาหกรรมต่าง ๆ จากวิกฤตพลังงานโลก โดยในระยะที่ผ่านมา บริษัทได้เพิ่มกำลังผลิตก๊าซธรรมชาติเต็มศักยภาพ สู่ระดับการผลิตที่ประมาณ 2,720 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติต่อวันตามสัญญา (Daily Contractual Quantity หรือ DCQ)  ที่ประมาณ 2,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นนั้นโดยหลักมาจากโครงการอาทิตย์ โครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย บี 17-01 โครงการคอนแทร็ค 4  และโครงการจี 2/61  ซึ่งก๊าซธรรมชาติดังกล่าวเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า เพื่อเสริมเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย 

นอกจากนี้ ยังช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศที่มีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าว ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้จากอ่าวไทยยังมีศักยภาพในการเป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่สำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่าง ๆ เช่น พลาสติก วัสดุสังเคราะห์ เส้นใยสังเคราะห์ บรรจุภัณฑ์ ปุ๋ย วัสดุก่อสร้าง และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งช่วยต่อยอดและขับเคลื่อนห่วงโซ่คุณค่าทางเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย 

“ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางพลังงาน และความเป็นอยู่ของประชาชนในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ดังนั้น การบริหารจัดการแหล่งพลังงานภายในประเทศให้มีเสถียรภาพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ปตท.สผ. จึงได้เพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งภายในประเทศขึ้นในระดับสูงสุด เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะเป็นอีกส่วนหนึ่งในการบรรเทาผลกระทบด้านพลังงาน และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ นอกจากนี้  การผลิตก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น ยังสามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับภาครัฐ เพื่อการขับเคลื่อนประเทศด้านต่าง ๆ อีกด้วย”  นายมนตรีกล่าว

สำหรับความคืบหน้าของการดำเนินงานในต่างประเทศ ปตท.สผ. ได้ตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision หรือ FID) เพื่อเริ่มการพัฒนาแหล่งซีรุง และแหล่งเชนด้า ในโครงการมาเลเซีย เอสเค405บี นับเป็นโครงการแรกในประเทศมาเลเซียซึ่งบริษัทผลักดันเข้าสู่ระยะพัฒนา (Development phase) หลังจากที่ได้สำรวจพบแหล่งปิโตรเลียมหลายแหล่งในประเทศมาเลเซีย โดยคาดว่าจะเริ่มการผลิตน้ำมันดิบได้ในปี 2571 ด้วยอัตราการผลิตประมาณ 15,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อรองรับการเติบโตของบริษัทในระยะยาว

ในด้านการดำเนินงานเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูท้องทะเล ภายใต้แนวคิด “ทะเลเพื่อชีวิต” (Ocean for Life) นั้น ปตท.สผ. ได้ร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดสร้างลานประติมากรรมใต้ทะเล Ocean for Life เพื่อเป็นแหล่งปะการังเทียมและจุดดำน้ำแห่งใหม่ที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยประกอบด้วยประติมากรรมรูปสัตว์ทะเลหายาก จำนวน 9 ชิ้น และปะการังเทียมรูปแบบอื่น ๆ รวมทั้งหมด 93 ชิ้น บนพื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร ลานประติมากรรมใต้ทะเลดังกล่าว นอกจากจะช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและเพิ่มความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และสร้างรายได้แก่ชุมชนท้องถิ่นอีกด้วย 

สำหรับผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 2569 ปตท.สผ. มีรายได้รวม 78,841 ล้านบาท (เทียบเท่า 2,491 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยมีปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ยอยู่ที่ 553,369 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2568 โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการผลิตปิโตรเลียมที่เพิ่มขึ้นของโครงการในประเทศ รวมถึงโครงการใหม่ที่เข้าร่วมลงทุนระหว่างปี 2568 ได้แก่ โครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ 18 โครงการแอลจีเรีย ทูอัท และโครงการมาเลเซีย เอสเค408 ขณะที่ราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยอยู่ที่ 46.02 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ส่งผลให้ไตรมาส 1 นี้ บริษัทมีกำไรสุทธิ 11,835 ล้านบาท (เทียบเท่า 376 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

นำส่งรายได้ให้กับรัฐกว่า 7,300 ล้านบาท เพื่อพัฒนาประเทศ 
จากผลการดำเนินงานดังกล่าว ปตท.สผ. ได้นำส่งรายได้ให้กับรัฐในรูปของภาษีเงินได้ ค่าภาคหลวง และส่วนแบ่งผลประโยชน์อื่น ๆ ในไตรมาส 1 ปี 2569 จำนวนกว่า 7,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 6,800 ล้านบาท เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ เช่น การพัฒนาชุมชน การศึกษา และการวิจัยและพัฒนา นอกจากนี้ รัฐยังได้รับส่วนแบ่งจากผลผลิตปิโตรเลียมของโครงการจี 1/61 และจี 2/61 ซึ่งอยู่ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ซึ่งเป็นรายได้ทางตรงจากการผลิตปิโตรเลียมที่รัฐสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศอีกส่วนหนึ่งด้วย

น้ำมันดีเซลพอใช้ 103 วัน!! พลังงานไทยยังตึงตัว สถานการณ์ตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงต่อเนื่องทั่วโลก กองทุนน้ำมันขาดทุนกว่า 6 หมื่นล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

ประจำวันที่ 30 เมษายน 2569

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

-  สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ หลังทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยย้ำว่าสหรัฐฯ จะไม่ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลจนกว่าอิหร่านจะตกลงในประเด็นนิวเคลียร์ ขณะเดียวกัน กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ กำลังเตรียมเสนอแผนปฏิบัติการทางทหารระยะสั้นให้ทรัมป์พิจารณา เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่านเพิ่มเติม ด้านอิหร่านระบุว่าความอดทนต่อมาตรการปิดล้อมมีขีดจำกัด และพร้อมจะตอบโต้หากการปิดล้อมยังดำเนินต่อไป จากสถานการณ์ที่ยังไม่มีทีท่าคลี่คลาย ประกอบกับการที่กลุ่ม OPEC+ มีแนวโน้มเพิ่มกำลังการผลิตได้เพียงเล็กน้อยราว 188,000 บาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกยังคงตึงตัว และราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยราคาปิดวันที่ 29 เมษายน น้ำมัน WTI พุ่งขึ้น 6.95 ดอลลาร์ ปิดที่ 106.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล Brent ปรับขึ้น 6.77 ดอลลาร์ ปิดที่ 118.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน Dubai ปรับลงเล็กน้อย 0.71 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 106.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และการผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 103 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 23 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 38 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 17 วัน  

- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1 - 28 เมษายน 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 74.57 ล้านลิตร และจำหน่าย 54.34 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

- อ้างอิงราคาจาก ปตท. ราคาน้ำมันดีเซล B7 40.20 บาท น้ำมันดีเซล B20 33.20 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล E20 35.45 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล 95 42.45 บาท และน้ำมันแก๊สโซฮอล 91 42.08 บาท

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 47.77 - 88.26 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 40.20 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 43.91 – 119.38 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 ติดลบ 62,853.38 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 118.83 ล้านบาท

ดาสโซลท์-กรู๊ปโรเชร์ จับมือ!! ดันเทคโนโลยี Virtual Twin เร่งพัฒนาสูตร ใช้ AI-3D ลดเวลาทดลอง 20% เสริมความแม่นยำสูตรด้วยดิจิทัล เริ่มที่พืช Ice Plant ในเครื่องสำอาง

Dassault Systèmes (ดาสโซลท์ ซิสเทเมส) และ Groupe Rocher (กรู๊ป โรเชร์) กลุ่มธุรกิจความงามจากฝรั่งเศส เจ้าของแบรนด์ Yves Rocher (อีฟ โรเช) และ Sabon (ซาบอน) ในไทย เดินหน้าความร่วมมือครั้งใหม่ ยกระดับการพัฒนาสูตรเครื่องสำอางจากธรรมชาติด้วยเทคโนโลยี Virtual Twin (แบบจำลองดิจิทัลเสมือนจริง)
 
ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพจากธรรมชาติของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นที่รู้จักในประเทศไทยผ่านแบรนด์ Yves Rocher (อีฟ โรเช) และ Sabon (ซาบอน) เตรียมนำเทคโนโลยีที่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของ Dassault Systèmes (ดาสโซลท์ ซิสเทเมส) มาเร่งกระบวนการวิจัยและพัฒนาเครื่องสำอางให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

-Dassault Systèmes จะพัฒนา Virtual Twin (แบบจำลองดิจิทัลเสมือนจริง) ที่สามารถจำลองและคาดการณ์การทำงานของสารออกฤทธิ์กับผิว เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสูตรผลิตภัณฑ์

-เทคโนโลยีดังกล่าวผสาน Generative AI (ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์), 3D modeling (การสร้างแบบจำลองสามมิติ) และ simulation (การจำลองสถานการณ์) เพื่อช่วยให้ทีมวิจัยสามารถพัฒนานวัตกรรมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้ระยะเวลาในการพัฒนาลดลง 20%
 
กรุงเทพฯ — 27 เมษายน 2569 — Dassault Systèmes(Euronext Paris: FR0014003TT8, DSY.PA) และ Groupe Rocher บริษัทเครื่องสำอางจากฝรั่งเศส ซึ่งเป็นที่รู้จักในไทยผ่านแบรนด์ Yves Rocher (อีฟ โรเช) และ Sabon (ซาบอน) ประกาศความร่วมมือเพื่อยกระดับศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนา ด้วยเทคโนโลยี virtual twins — (แบบจำลองดิจิทัลเสมือนจริง) มาใช้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และผ่านการพิสูจน์แล้วในหลากหลายอุตสาหกรรม
 
Groupe Rocher ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2502   เป็นธุรกิจครอบครัวที่มีรากฐานยาวนานในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพจากธรรมชาติ โดยมีแบรนด์สำคัญ ได้แก่Yves Rocher (อีฟ โรเช), Sabon (ซาบอน), Arbonne (อาร์บอนน์) และ Dr Pierre Ricaud (ดร. ปิแอร์ ริโกด์) ปัจจุบันบริษัทมีนักวิทยาศาสตร์กว่า 200 คน ที่ทำงานวิจัยศักยภาพของพืชอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์องค์ประกอบและกลไกการทำงาน การพัฒนากระบวนการสกัดเชิงนวัตกรรม ไปจนถึงการออกแบบสูตรเครื่องสำอางจากสารออกฤทธิ์เฉพาะ
 
ปัจจุบัน การค้นหาสูตรผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมต้องอาศัยการทดลองในห้องปฏิบัติการเฉลี่ยราว 30 ครั้ง Groupe Rocher จึงตั้งเป้าที่จะเร่งกระบวนการดังกล่าวผ่านความร่วมมือกับ Dassault Systèmes เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานโดยใช้แนวทางเทคโนโลยีใหม่นี้ผสาน Generative AI (ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์), chemical modeling (แบบจำลองทางเคมี) และ simulation (การจำลอง) เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านสารสกัดจากพืช เพื่อสร้างระบบการคาดการณ์ที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของทีมวิจัย ช่วยลดเวลาในการพัฒนา และเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของกระบวนการ
 
เวโรนิก ชวาร์ตซ์-บัวชู (Véronique Schwartz-Boishu) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิทยาศาสตร์ (Chief Scientific Officer) ของ Groupe Rocher กล่าวว่า “กลยุทธ์ด้านนวัตกรรมของเราตั้งอยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ที่เข้มงวด เพื่อให้เราสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งประสิทธิภาพ ความเป็นธรรมชาติ และความยั่งยืนได้อย่างลงตัว ความเชี่ยวชาญของ Dassault Systèmes ในด้าน Virtual Twin และปัญญาประดิษฐ์ จะช่วยให้เราคาดการณ์ประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์ได้แม่นยำยิ่งขึ้น และสามารถพัฒนาสูตรที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นได้ในระยะเวลาที่สั้นลง”
 
ทีมวิจัยของ Dassault Systèmes จะพัฒนาแบบจำลองของสารออกฤทธิ์เฉพาะของ Groupe Rocher รวมถึงแบบจำลองผิว ภายใต้ Virtual Twin as a Service บนแพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE  ด้วยการใช้ Virtual Twin ทาง Groupe Rocher จะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากปฏิสัมพันธ์ของสาร ทดสอบการซึมผ่านของผิว และจำลองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของสูตรผลิตภัณฑ์ได้ตั้งแต่ระยะแรกของการพัฒนา ด้วยความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ที่สูงขึ้น ขีดความสามารถทางเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพ ความคล่องตัว และความเชี่ยวชาญของงานวิจัยและพัฒนา ช่วยลดจำนวนการทดลองลง 20% และช่วยย่นระยะเวลาการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น
 
เอลิซา พริสเนอร์ (Elisa Prisner) รองประธานบริหารฝ่ายกลยุทธ์ อุตสาหกรรม การตลาด และการเปลี่ยนผ่านองค์กร (Executive Vice President, Strategy, Industry, Marketing and Transformation) ของ Dassault Systèmes (ดาสโซลท์ ซิสเทเมส) กล่าวว่า “การแข่งขันที่เข้มข้น อัตรากำไรที่จำกัด และความต้องการของผู้บริโภคที่สูงขึ้น กำลังผลักดันให้บริษัทในอุตสาหกรรมความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลต้องสร้างนวัตกรรมอย่างชาญฉลาด ไม่ใช่เพียงแค่ความรวดเร็วเท่านั้น เทคโนโลยี Virtual Twin ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของเราจะช่วยให้ Groupe Rocher สามารถจำลอง คาดการณ์ และปรับปรุงสูตรผลิตภัณฑ์ได้อย่างมั่นใจ บนสภาพแวดล้อมคลาวด์ที่ปลอดภัย พร้อมสร้างระบบนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดและขยายผลได้ บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์จากพืช”
 
ในระยะแรก ความร่วมมือระหว่าง Dassault Systèmes และ Groupe Rocher จะมุ่งเน้นไปที่พืช Ice Plant (ไอซ์ แพลนต์) ก่อน จากนั้นจึงค่อยขยายไปยังสารออกฤทธิ์อื่น ๆ โดยพืชชนิดนี้มีความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมที่รุนแรง ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกลุ่มชะลอวัยYves Rocher Lift Pro Collagene (อีฟ โรเช ลิฟต์ โปร คอลลาเจน)
 

“มาสด้า” ลุยตลาดใหม่!! ผนึกผู้จำหน่ายทั่วไทยเสริมแกร่ง ตั้งเป้าเติบโต 20% ปีนี้ ลุยยุคเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ เปิดตัวรถใหม่หลากหลายรุ่นเสริมไลน์อัพ

มาสด้าผนึกกำลังผู้จำหน่ายรวมพลังเป็นหนึ่งเดียวขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จ
ONE PASSION, REDEFINE THE FUTURE

กรุงเทพฯ – ประเทศไทย, 27 เมษายน 2569 – มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย และ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น พร้อมผู้จำหน่ายมาสด้าทั่วประเทศ ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างพลังขับเคลื่อนสู่อนาคต พร้อมลุยตลาดอย่างเต็มประสิทธิภาพ จัดงานประชุมผู้จำหน่ายทั่วประเทศประจำปีงบประมาณ 2569 หรือ Mazda National Dealer Conference 2026 ภายใต้ธีม “One Passion, Redefine the Future” ตั้งเป้าเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งที่ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุกระดับด้วยคุณค่าแบรนด์ผ่าน Mazda Signature Experience เพื่อเสริมศักยภาพด้านการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ประกาศปีนี้จะเป็นการก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ มองเป้ายอดจำหน่ายเติบโตเพิ่มขึ้น 20% จากปีที่ผ่านมา ด้วยกลยุทธ์เด็ดและแผนเปิดตัวรถรุ่นใหม่เสริมไลน์อัพอย่างต่อเนื่องอีกหลายรุ่น ตามแนวทาง Multi-solution เพื่อส่งมอบทางเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้าในประเทศไทย และส่งมอบประสบการณ์ความสุขในการขับขี่ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าอย่างแท้จริง

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สิ่งสำคัญที่สุดในการดำเนินธุรกิจของมาสด้า คือการดูแลความสัมพันธ์อันดี ทั้งกับผู้จำหน่าย ลูกค้า และผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน มาสด้าขอขอบคุณผู้จำหน่ายที่ให้การสนับสนุนอย่างดีเยี่ยม และผลักดันให้มาสด้าบรรลุตามแผนการดำเนินธุรกิจในปีที่ผ่านมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับปีนี้ มาสด้าจะยังคงเดินหน้าด้วยกลยุทธ์ Business Transformation เพื่อผลักดันธุรกิจในยุคของยานยนต์ไฟฟ้าแบบเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวทาง Multi-Solution ไม่ว่าวันนี้หรือในอนาคต ถึงแม้รูปแบบพลังงานจะเปลี่ยนไป แต่ดีเอ็นเอของมาสด้าในทุกมิติจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ด้วยการมุ่งเน้นการบริหารงานโดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อส่งมอบ “ความสุขในการขับขี่” และส่งต่อไปถึง “ความสุขในการใช้ชีวิต” อันเป็นปรัชญาของแบรนด์ที่เราให้ความสำคัญ”

ยิ่งไปกว่านั้น ในปีนี้ มาสด้ายังได้เตรียมความพร้อมด้านกลยุทธ์ที่ครอบคลุมรอบทิศทาง ทั้งการตลาด การขาย และการบริการลูกค้า เพื่อสร้างความแข็งแกร่งด้านการแข่งขันในตลาด และบรรลุเป้าหมายด้วยการเป็นแบรนด์ที่ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุกระดับ ซึ่งมาสด้ามุ่งมั่นที่จะก้าวผ่านความท้าทายนี้ ด้วยนโยบายหลักสำคัญ 3 ประการ ประกอบด้วย

- การยึดมั่นในวิสัยทัศน์ของแบรนด์ และ Management Philosophy ถ่ายทอดคุณค่าแบรนด์ ด้วย Brand Value Management อันประกอบด้วย “Radically Human” การให้ความสำคัญกับมนุษย์เป็นศูนย์กลาง “Challenger Spirit” สปิริตที่ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรค และ “Omotenashi” การเอาใจใส่ดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว เพื่อให้มั่นใจว่าคุณค่าของแบรนด์จะถูกถ่ายทอดไปยังลูกค้าในทุก ๆ touchpoint ของการบริการ สิ่งเหล่านี้ คือรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน และเป็นจุดแข็งที่สำคัญของแบรนด์ ที่ถ่ายทอดจากฮิโรชิม่ามาสู่ประเทศไทย เพื่อให้มาสด้าเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าชื่นชอบ

- การพัฒนาความเป็นเลิศด้านการผลิตและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์ของมาสด้าให้กับลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ถึงแม้ว่ามาสด้าจะก้าวเข้าสู่ยุคของพลังงานไฟฟ้า แต่มาสด้าจะยังคงยึดมั่นในเอกลักษณ์ของตนเองไม่เปลี่ยนแปลง ด้วยแนวคิด “Multi-Solution Strategy” และ “Electrification with Mazda-ness” พร้อมกับพัฒนาผลิตภัณฑ์ของมาสด้าให้มีศักยภาพทางการแข่งขันด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้อย่างจริงจัง ควบคู่กับการใช้กลยุทธ์ Model Based Development และ Monozukuri 2.0

- การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งที่เราทำและใส่ใจอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างคุณค่าที่แท้จริงให้กับลูกค้า และดูแลลูกค้าอย่างดีในทุกประสบการณ์ ด้วยวิสัยทัศน์ของมาสด้า ตามวิถีแห่ง OMOTENASHI หรือการบริการที่มาจากใจ “เพราะความสุขของลูกค้า คือ ความสุขของเรา”
สำหรับกลยุทธ์ในด้านต่าง ๆ ของมาสด้าในปีงบประมาณ 2569 ประกอบด้วย


กลยุทธ์ด้านการตลาดและผลิตภัณฑ์: ตั้งเป้าเป็นแบรนด์ที่ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า (Top Customer Experience Provider) พร้อมต่อยอดความสำเร็จทางการตลาดด้วยแนวทาง Business Transformation เพื่อส่งมอบ “ความสุขในการขับขี่” ที่ส่งต่อไปสู่ “ความสุขในการใช้ชีวิต” อันเป็นปรัชญาของแบรนด์ พร้อมเดินหน้าเข้าสู่ยุคของพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ โดยเตรียมเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า BEVs รุ่นที่สองในประเทศไทยในปี 2569 พร้อมกับเดินหน้าตามกลยุทธ์ Multi-solution เพื่อนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้า ด้วยแผนเปิดตัวรถรุ่นใหม่ (All-New) อย่างต่อเนื่องอีกหลายรุ่น
กลยุทธ์ด้านการขาย: สานต่อแผนการบริหารงานด้วย “MAZDA BASICS” ซึ่งเป็นแนวทางในการทำงานของผู้จำหน่ายให้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อผลักดันให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดของลูกค้า พร้อมยกระดับศักยภาพด้านการแข่งขันด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ และตั้งเป้าจำหน่ายเพิ่มขึ้น 20% จากปีงบประมาณ 2568 นอกจากนั้น ในปีนี้ ยังได้วางความพร้อมในการส่งมอบรถ The All-Electric Mazda6e ให้กับลูกค้าแบบครบวงจร ด้วยแผน Mazda6e CX Journey ที่ครอบคลุมตั้งแต่ความพร้อมในการส่งมอบรถ การบริการ การจัดการอะไหล่ และการซ่อมบำรุง รวมถึงกิจกรรม “Premiere Delivery” “Premiere Celebration” ที่มาสด้าตั้งใจสร้างสรรค์ขึ้น เพื่อสร้างประสบการณ์ลูกค้าตั้งแต่ก้าวแรกของการเข้ามาเป็นครอบครัวมาสด้า ไปจนตลอดการครอบครองรถ  

กลยุทธ์ด้านการบริการลูกค้าและพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่าย: เตรียมแผนงานเพื่อสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจ ด้วยกลยุทธ์การรักษาลูกค้า และ MAZDA BASICS เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานทั้งกระบวนการในศูนย์บริการให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกศูนย์บริการ ประกอบกับนำหลักการบริหารความคิดเห็นของลูกค้าเชิงรุกมาเป็นตัวตั้งในการพัฒนาการทำงาน พร้อมยกระดับประสบการณ์แก่ลูกค้าด้วยเอกลักษณ์ของแบรนด์มาสด้าแบบครบวงจรด้วย Mazda Signature Experience เพื่อส่งมอบความสุขให้กับลูกค้าตลอดการเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้า และใช้หลักการจัดการดูแลด้านค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถยนต์ของลูกค้าให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ นอกจากนั้นในปีนี้ มาสด้าตั้งเป้าขยายโชว์รูมและศูนย์บริการ รวมถึงศูนย์ซ่อมสีและตัวถังเพิ่มขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกและรองรับการบริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

ทั้งหมดนี้คือแนวทางการดำเนินธุรกิจของมาสด้าในปีงบประมาณ 2569 มาสด้าจะดำเนินการอย่างเต็มศักยภาพเพื่อบรรลุเป้าหมายในการเป็น Top Customer Experience Provider หรือแบรนด์ที่ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุกระดับ เพื่อนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดของลูกค้ามาสด้า และในปีนี้ มาสด้าจะยังคงมุ่งมั่นอย่างเต็มกำลังในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์ เพื่อส่งมอบ “ความสุขในการขับขี่” ที่นำไปสู่ “ความสุขในการใช้ชีวิต” และท้ายที่สุดคือการส่งมอบความสุขให้กับชีวิตของลูกค้าทุกคน เพื่อยกระดับทุกช่วงเวลาการใช้ชีวิตให้กับลูกค้าของเรา ทั้งวันนี้ และต่อไปในอนาคต เพื่อแทนคำขอบคุณลูกค้าที่เลือกให้มาสด้าเป็นรถยนต์คู่ใจไปตลอดอายุการใช้งาน


บุคคลในภาพ (จากซ้ายไปขวา) คณะผู้บริหาร มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย และ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น

นางสาวจันทรา โพธิ์ทอง ผู้อำนวยการสายงานการเงินและบัญชี, มร. ทาอิจิ ทานากะ ผู้อำนวยการฝ่ายอาเซียน, มร. โซอิจิ ฮิโรตะ ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ, นายศราวุฒิ บรรยงค์กุล ประธานเจ้าหน้าที่สายงานปฏิบัติการ, มร. ฮิโรชิ ชิบะ ผู้จัดการทั่วไป สำนักงานธุรกิจอาเซียน มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น, นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, มร. ทาเคชิ ซาโตะ รองประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน, นายภพนิพิฐ จิรวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและนวัตกรรมดิจิทัล, นายพิเชษฐ์ ปุณณารักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย และ นางสาวชลธิชา ทาระบุตร ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล

ทองคำโลกโต!! ความต้องการเพิ่ม 2% ปี 2026 ทองคำแท่งพุ่ง 42% สะท้อนไม่หยุด นักลงทุนเอเชียนิยมทองคำเพิ่มขึ้น ธนาคารกลางยังคงสะสมทองคำต่อเนื่อง

วันพุธ (29 เม.ย.) รายงานจากสภาทองคำโลกเผยว่าความต้องการทองคำทั่วโลก ซึ่งรวมถึงการซื้อขายแบบนอกตลาดหลักทรัพย์ (OTC) เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 เมื่อเทียบปีต่อปี คิดเป็น 1,231 ตัน ในไตรมาสแรก (มกราคม-มีนาคม) ของปี 2026

รายงานระบุว่าความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำทั่วโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ 42 เมื่อเทียบปีต่อปี อยู่ที่ราว 474 ตัน ซึ่งนับเป็นไตรมาสที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุดเป็นอันดับสอง โดยนักลงทุนชาวเอเชียต่างแห่ซื้อผลิตภัณฑ์การลงทุนในทองคำกันอย่างคึกคัก

สภาฯ ระบุว่าการบริโภคเครื่องประดับอยู่ที่ 300 ตัน ลดลงร้อยละ 23 แต่ระดับการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นร้อยละ 31 บ่งชี้ว่ายังคงมีความเชื่อมั่นต่อเครื่องประดับทองคำในเชิงบวก ขณะที่ธนาคารกลางต่างๆ ยังคงซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยปริมาณทองคำสำรองทั่วโลกเพิ่มขึ้น 244 ตันในไตรมาสแรก

นอกจากนั้น ความต้องการทองคำที่ใช้ในด้านเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 1 คิดเป็น 82 ตัน โดยส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ในไตรมาสแรกนี้ อุปทานทองคำเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 อยู่ที่ 1,231 ตัน โดยเป็นผลมาจากการผลิตจากเหมืองที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ควบคู่กับการรีไซเคิลที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 5

ที่มา : Xinhua

“เคทีซี” ชี้เทรนด์เงิน เลิกเป็นผู้ถูกเลือก สู่เลือกชีวิต 5 เทรนด์เงินใหม่ของคนไทย โฟกัสเงินเหลือมากกว่ายอดรายได้ สุขภาพ-เทคโนโลยีเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงิน

เลิกเป็น “ผู้ถูกเลือกให้พอใช้” สู่ “ผู้เลือกชีวิตที่อยากใช้”

เคทีซีชี้ 5 เทรนด์การเงินใหม่ คนไทยโฟกัส “เงินเหลือ” มากกว่า “เงินเข้า”

เงินเดือนชนเดือน ไม่ได้เป็นแค่คำอธิบายชีวิตคนทำงานอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างชีวิตของคนไทยจำนวนมาก ในวันที่ผู้คนต้องดำเนินชีวิตภายใต้ข้อจำกัดทางการเงิน หนี้ครัวเรือนไทยยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 86.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ณ สิ้นปี 2568 (ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย) ขณะเดียวกันค่าครองชีพโดยเฉพาะอาหารและพลังงาน ยังคงกดดันรายจ่ายประจำอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาพของ “เงินเดือนชนเดือน” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นความจริงของคนไทยจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว เคทีซีมองเห็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่สำคัญ นั่นคือการที่ผู้บริโภคเริ่มตั้งคำถามกับบทบาทของตนเอง จากการเป็น “ผู้ถูกเลือกให้พอใช้” ตามข้อจำกัดของรายรับ ไปสู่การเป็น “ผู้เลือกชีวิตที่อยากใช้” ด้วยการบริหารเงินอย่างมีเป้าหมาย โดยจุดเริ่มต้นไม่ได้อยู่ที่การหาเงินเพิ่มเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้ “เงินเหลือ” กลายเป็นเงื่อนไขขั้นต่ำของคุณภาพชีวิต

ข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายของสมาชิกเคทีซี สะท้อนการเปลี่ยนผ่านนี้อย่างชัดเจน แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้เงินมากขึ้น แต่การใช้จ่ายในหมวดที่สะท้อนคุณค่าในระยะยาวกลับยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะหมวดสุขภาพในปี 2568 มียอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเติบโต 80% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 หมวดฟิตเนสเติบโตมากกว่า 20% ต่อปีต่อเนื่องในช่วง 3–4 ปีที่ผ่านมา ขณะที่หมวดโรงพยาบาลและสุขภาพความงามขยายตัว 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กลุ่มพนักงานออฟฟิศวัย 30–40 ปีในเมืองใหญ่ ที่แม้รายได้อาจไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่กลับเลือกจัดสรรงบประมาณให้กับการดูแลสุขภาพ เช่น การออกกำลังกาย การตรวจสุขภาพประจำปี หรือการใช้บริการด้านสุขภาพเชิงป้องกัน ควบคู่กับการวางแผนการชำระเงินให้สอดคล้องกับรอบรายรับ พฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนการขยับจากใช้เงินให้พอเดือน ไปสู่ใช้เงินเพื่อรักษาคุณภาพชีวิตและทางเลือกในระยะยาว

คำถามไม่ใช่ว่าคนไทยมีเงินมากพอหรือไม่? แต่คือเริ่มใช้เงินเพื่อเลือกชีวิตของตัวเองแล้วหรือยัง? จากอินไซต์ดังกล่าว เคทีซีได้สรุป 5 เทรนด์การเงินสำคัญ ที่กำลังกำหนดพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยในปัจจุบัน

1. “เงินเหลือ” คือ KPI ใหม่ของชีวิต

ผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มวัดความมั่นคงของชีวิตจาก เงินคงเหลือหลังค่าใช้จ่าย มากกว่าตัวเลขรายได้รวม ตัวอย่างเช่น กลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ (First Jobber) ที่เริ่มต้นชีวิตทำงานด้วยการแยกบัญชีเงินใช้และเงินออม ตั้งงบประมาณตามรายรับจริง และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นโดยไม่ลดคุณภาพชีวิต แม้รายได้ยังอยู่ในระดับต้น แต่สามารถมีเงินสำรองอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยลดความเปราะบางทางการเงินและสร้างวินัยระยะยาว

2. กระแสเงินสด สำคัญกว่ายอดเงินในบัญชี

ทักษะการบริหารกระแสเงินสด (Cash Flow) กำลังกลายเป็นทักษะทางการเงินหลักของคนทำงานยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนรอบบิล (Billing Cycle) ให้ตรงกับวันเงินเดือน หรือการเลือกจัดการช่วงเวลาการชำระเงินเพื่อไม่ให้เงินตึงในระยะสั้น ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือ กลุ่มฟรีแลนซ์หรือผู้มีรายได้ไม่สม่ำเสมอ ที่สามารถบริหารสภาพคล่องได้ดี ด้วยการกำหนดลำดับการใช้จ่ายและกันเงินสำรองล่วงหน้า ทำให้ยังคงใช้ชีวิตได้อย่างปกติ โดยไม่ต้องพึ่งพาหนี้ฉุกเฉิน

3. สุขภาพการเงิน เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตในสังคมสูงวัย

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างชัดเจน โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปกว่า 22% ของประชากรทั้งหมดในปี 2568 ทำให้การวางแผนด้านสุขภาพและการเงินกลายเป็นเรื่องเดียวกัน ตัวอย่างคือ กลุ่มคนทำงานวัย 40–50 ปี ที่เริ่มจัดสรรงบประมาณให้กับประกันสุขภาพ การตรวจสุขภาพประจำปี และการดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในอนาคต สุขภาพจึงไม่ใช่ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แต่เป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงในระยะยาว

4. เทคโนโลยีการเงิน ช่วยให้ทุกคนบริหารเงินได้ “เหมือนมืออาชีพ”

ข้อมูลปี 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าปริมาณธุรกรรมผ่าน Mobile Banking ของคนไทยเติบโต 10.6% ต่อปี สะท้อนบทบาทของเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงเครื่องมือบริหารเงินได้ง่ายและแม่นยำขึ้น ตัวอย่างเช่น ครอบครัวคนทำงานที่มีภาระค่าใช้จ่ายหลายด้าน ใช้แอปติดตามรายรับรายจ่ายและระบบแจ้งเตือน เพื่อมองเห็นภาพรวมการเงินแบบเรียลไทม์ ช่วยลดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน และตัดสินใจใช้เงินได้อย่างมีข้อมูลมากขึ้น เทคโนโลยีจึงไม่ได้ทำให้ผู้บริโภค “ใช้จ่ายน้อยลง” แต่ช่วยให้ใช้จ่ายได้อย่างมีทิศทางและควบคุมได้มากขึ้น

5. อิสรภาพทางการเงิน จากความฝันสู่เป้าหมายที่จับต้องได้

แนวคิดอิสรภาพทางการเงิน (Financial Freedom) กำลังกลายเป็นเป้าหมายของคนทำงานในวงกว้าง ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มรายได้สูง ตัวอย่างที่เห็นมากขึ้นคือ พนักงานประจำที่มองหารายได้เสริม หรือใช้ทักษะเฉพาะตัวสร้างรายได้เพิ่มเติม ควบคู่กับการลดภาระหนี้ระยะยาว แนวคิดนี้ทำให้การใช้เงินมีเป้าหมาย และชีวิตไม่ผูกติดอยู่กับรายได้ทางเดียว

ท้ายที่สุด ความแตกต่างระหว่าง “ผู้ถูกเลือก” กับ “ผู้เลือก” ไม่ได้อยู่ที่ใครมีรายได้มากกว่า แต่อยู่ที่ใครสามารถบริหารเงินจนชีวิตมีทางเลือกได้มากกว่า ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ บทบาทของผู้ให้บริการทางการเงินจึงต้องก้าวไกลกว่าการเป็นเพียงแหล่งสินเชื่อ ไปสู่การเป็นผู้ช่วยบริหารชีวิตการเงิน ที่ทำให้ผู้บริโภคคิด วางแผนและใช้จ่ายได้อย่างมีทิศทาง และสิ่งที่ผู้บริโภคได้รับในท้ายที่สุด ไม่ใช่แค่เงินเหลือในบัญชี แต่คืออำนาจในการเลือกชีวิต ที่กำหนดได้ด้วยตนเองอย่างแท้จริง

HYROX ดันเทรนด์ลงทุนสุขภาพ ลงแข่งขันฟิตเนสเรซ ลงทุนเฉลี่ย 2-6 หมื่น เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค ฟิตเกมชีวิตต้องวินัยการเงิน

HYROX กับการเดินทาง 90 วัน สู่ตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีกว่า

บางครั้งการเปลี่ยนแปลงในชีวิต ไม่ได้เริ่มจากการตัดสินใจครั้งใหญ่ แต่อาจเริ่มจากการกดสมัครเพียงครั้งเดียว สำหรับใครหลายคน การเข้าร่วมการแข่งขันฟิตเนสเรซอย่าง HYROX Bangkok 2026 อาจดูเหมือนเป็นเพียงอีกหนึ่งกิจกรรมในปฏิทินชีวิต แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เกิดขึ้นกลับลึกซึ้งกว่านั้น เพราะสิ่งที่กำลังเปลี่ยน ไม่ได้มีแค่ร่างกาย แต่รวมถึง “วิธีใช้ชีวิต” ในทุกวันก่อนถึงเส้นชัย

90 วันที่ไม่ใช่แค่การเตรียมตัว แต่คือการกลับมาใส่ใจตัวเอง
ระยะเวลา 8-12 สัปดาห์ก่อนวันแข่งขัน คือ ช่วงที่หลายคนเริ่มจัดระเบียบชีวิตใหม่อย่างค่อยเป็นค่อยไป การตื่นเช้าอาจไม่ใช่เรื่องฝืนอีกต่อไป การเลือกอาหารกลายเป็นเรื่องที่ตั้งใจมากขึ้น และเวลาหลังเลิกงานเริ่มถูกใช้ไปกับการดูแลตัวเอง แทนที่จะปล่อยผ่านไปอย่างเร่งรีบ และเริ่มจัดสรรงบประมาณใหม่เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้  ช่วงเวลาเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียง “การฝึกซ้อม” แต่คือการสร้างวินัยเล็กๆ ที่สะสมจนกลายเป็นความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

การกลับมาของการแข่งขันฟิตเนสเรซระดับโลก HYROX Bangkok 2026 ระหว่างวันที่ 14–16 สิงหาคม 2569 จึงไม่ได้เป็นแค่เวทีทดสอบความฟิต แต่กำลังสะท้อนเทรนด์ใหม่ของคนเมือง ที่เปลี่ยน “การออกกำลังกาย” ให้กลายเป็น “โปรเจกต์ชีวิต” ที่ต้องเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างจริงจัง ฟิตจริง…ก็ต้องจ่ายจริง เบื้องหลังการลงแข่ง 1 ครั้ง ไม่ได้มีแค่ค่าสมัคร แต่คือการลงทุนกับตัวเองแบบครบวงจร ตั้งแต่คอร์สเทรนเนอร์ อุปกรณ์กีฬา โภชนาการ ไปจนถึงบริการฟื้นฟูร่างกาย

เมื่อการดูแลสุขภาพ กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิธีคิด
ข้อมูลจาก “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สะท้อนว่า ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมลักษณะนี้มีการลงทุนกับตัวเองในหลากหลายมิติ ตั้งแต่การฝึกซ้อม ชุดกีฬา อุปกรณ์ ไปจนถึงการฟื้นฟูร่างกาย โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 20,000–60,000 บาทต่อครั้ง และที่สำคัญ เงินก้อนนี้ไม่ได้จ่ายในวันเดียว แต่ค่อย ๆ กระจายตัวตลอดช่วง 8–12 สัปดาห์ หรือประมาณ 90 วันก่อนวันแข่ง ตัวเลขนี้อาจไม่ได้สะท้อนแค่ “การใช้เงิน” แต่สะท้อนถึง “การให้คุณค่ากับตัวเอง” ในรูปแบบที่ชัดเจนมากขึ้น ในอีกมุมหนึ่ง นี่คือการเปลี่ยนผ่านของพฤติกรรมผู้บริโภค จากการใช้จ่ายเพื่อความพึงพอใจระยะสั้น สู่การใช้จ่ายที่มีเป้าหมาย และสอดคล้องกับชีวิตที่อยากเป็น

มากกว่าการเข้าเส้นชัย คือการเข้าใจตัวเอง
สิ่งที่น่าสนใจของ HYROX ไม่ใช่เพียงการแข่งขันในวันจริง แต่คือการที่สร้างจุดหมายให้กับชีวิตช่วงหนึ่ง  “วิธีคิด” ของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่อาจใช้เงินเพราะอยากลองหรืออยากได้ วันนี้หลายคนเริ่มใช้เงินแบบมีเป้าหมาย เช่น อยากทำเวลาให้ดีขึ้น อยากฟิตขึ้น หรืออยากพิชิตเส้นชัยให้ได้ เมื่อมี “เดดไลน์” จากวันแข่ง การใช้ชีวิตก็เปลี่ยนตามไปด้วย ทั้งการกิน การนอน การซ้อม และแน่นอน…การใช้เงิน นี่คือรูปแบบการใช้จ่ายที่เรียกว่า “การใช้จ่ายตามเป้าหมาย (Goal-based Spending)” ที่ไม่ได้เกิดจากอารมณ์ชั่วคราว แต่เกิดจากความตั้งใจระยะยาว ฟิต = ไลฟ์สไตล์ใหม่ของคนเมือง

ในมุมของเคทีซี เทรนด์นี้สะท้อนว่าการดูแลสุขภาพไม่ได้เป็นแค่กิจกรรมเสริมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “ส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน” โดยในปี 2568 หมวดใช้จ่ายด้านกีฬาของเคทีซีเติบโต 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะกิจกรรมที่มีเป้าหมายชัดเจน เช่น ฟิตเนสเรซ มาราธอน และไตรกีฬา เพื่อตอบรับพฤติกรรมนี้ เคทีซีได้พัฒนาแนวคิด “KTC Wellness: The Journey to Well-being – เส้นทางของชีวิตที่ดี…เริ่มต้นได้ทุกวัน” ที่มองว่าการดูแลสุขภาพไม่ใช่แค่ปลายทาง แต่คือ “การเดินทาง” ที่เริ่มได้ทุกวัน แต่ฟิตอย่างเดียวไม่พอ ต้อง “ฟิตการเงิน” ด้วย แม้การลงทุนกับตัวเองจะเป็นเรื่องที่ดี แต่การใช้จ่ายล่วงหน้าที่เพิ่มขึ้นก็เป็นสิ่งที่ต้องระวัง เพราะค่าใช้จ่ายจำนวนไม่น้อยเกิดขึ้นก่อนวันแข่งจริง หากไม่มีการวางแผน อาจกระทบกับสภาพคล่องในชีวิตประจำวันได้ ดังนั้น นอกจากวินัยในการซ้อมแล้ว “วินัยการเงิน” ก็เป็นอีกเรื่องสำคัญที่ต้องมาคู่กัน เพื่อให้การดูแลสุขภาพไม่กลายเป็นภาระในระยะยาว

จากวันแข่ง…สู่การเปลี่ยนชีวิต
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ HYROX หรือกิจกรรมลักษณะนี้กำลังสร้าง อาจไม่ใช่แค่การแข่งขัน แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดของผู้คนจากการใช้เงินเพื่อ “ความสุขระยะสั้น” สู่การใช้เงินเพื่อ “ผลลัพธ์ระยะยาว” เพราะวันนี้ คนไม่ได้จ่ายเพื่อแค่ “วันแข่ง” แต่จ่ายเพื่อ “เวอร์ชันที่ดีกว่าของตัวเอง” และบางครั้ง การตัดสินใจกดสมัครเพียงครั้งเดียว อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนทั้งร่างกาย ชีวิต…และวิธีใช้เงินไปพร้อมกัน

BCPG ลุยคลังน้ำมัน!! ลงทุนคลังน้ำมันเพชรบุรี เน้นรับโอนสินทรัพย์ธุรกิจเท่านั้น รายได้ 900 ล้านต่อปีประเมินค่าตามกระแสเงินสด สร้างรายได้รองรับพลังงานแสงอาทิตย์

การลงทุนในโครงการคลังจัดเก็บน้ำมันและท่าเทียบเรือ จังหวัดเพชรบุรีของ BCPG

ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลและรายงานข่าวในสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับการลงทุนของบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ในโครงการคลังจัดเก็บน้ำมันและท่าเทียบเรือ จังหวัดเพชรบุรี บริษัทฯ ขอให้ข้อมูลเพื่อประกอบความเข้าใจดังนี้

บริษัทฯ ได้เข้าลงทุนในโครงการดังกล่าวในรูปแบบการเข้าซื้อกิจการ โดยกำหนดให้ผู้ขายจัดตั้งบริษัทใหม่ คือ บริษัท เอเชียลิงค์ เทอมินัล จำกัด (“ALT”) และโอนเฉพาะสินทรัพย์ สิทธิ และสัญญาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจคลังจัดเก็บน้ำมันและท่าเทียบเรือทั้งหมดมาอยู่ภายใต้ ALT เท่านั้น

โครงสร้างการทำธุรกรรมในลักษณะนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การเข้าซื้อกิจการเป็นการรับโอนเฉพาะทรัพย์สินและสิทธิที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยตรง และแยกภาระหนี้สินหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการดำเนินงานในอดีตของผู้ขายออกจากกิจการที่เข้าซื้อ เพื่อให้การประเมินมูลค่าและการดำเนินธุรกิจภายหลังการเข้าลงทุนสะท้อนศักยภาพของกิจการจริงโดยไม่ปะปนกับภาระในอดีต

ภายหลังการโอนแล้วเสร็จ บริษัท บีซีพีจี เอ็นเนอร์ยี โลจิสติกส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ ALT ซึ่งมีเพียงสินทรัพย์ สิทธิ และสัญญาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจดังกล่าว 

การประเมินมูลค่าการลงทุนเป็นไปตามหลักการลงทุนทางธุรกิจทั่วไป โดยพิจารณาจากความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของกิจการ ซึ่งเกิดจากสินทรัพย์ที่สามารถให้บริการได้ และสัญญาเช่าคลังระยะยาวที่ก่อให้เกิดรายได้ระยะยาวในอนาคต การลงทุนดังกล่าวจึงเป็นการพิจารณาบนฐานของกระแสเงินสดและรายได้ที่กิจการสามารถสร้างได้ ไม่ใช่มูลค่าทางกายภาพของสินทรัพย์ โดยปัจจุบัน ALT มีรายได้ประมาณ 900 ล้านบาทต่อปี สะท้อนถึงความสามารถในการดำเนินธุรกิจและสร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง 

ตามหลักการทางบัญชี บริษัทฯ ต้องดำเนินการประเมินมูลค่ายุติธรรมตามมาตรฐานบัญชีให้แล้วเสร็จภายใน 12 เดือนนับจากวันที่ธุรกรรมแล้วเสร็จ โดยบริษัทฯ ได้ดำเนินการประเมินมูลค่ายุติธรรมตามมาตรฐานบัญชีเสร็จสิ้นในไตรมาส 2 ของปี 2567 ทั้งนี้ การประเมินมูลค่ายุติธรรมมิได้เป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดมูลค่าการลงทุนแต่อย่างใด

การลงทุนนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการพัฒนาธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อสร้างรายได้ในระยะยาว โดยธุรกิจคลังจัดเก็บน้ำมันและท่าเทียบเรือสามารถสร้างกระแสเงินสดได้ และเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ช่วยรองรับรายได้ในช่วงที่โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยทยอยสิ้นสุดสิทธิ Adder

การเข้าทำรายการดังกล่าวเป็นธุรกรรมทางธุรกิจตามปกติ โดยผู้ซื้อและผู้ขายดำเนินการอย่างเป็นอิสระ และไม่มีความเกี่ยวข้องกันไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม บริษัทฯ ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยยึดหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top