Tuesday, 14 July 2026
NEWS

DSI รับหนังสือคดี “แอ็คมี่” เหรียญ ACT ผู้เสียหายร้องเร่งออกหมายแดง อายัดทรัพย์คืนประชาชน ตรวจเส้นทางเงินภรรยาดารา ปมหลอกลงทุนคริปโต

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม พร้อมด้วยเก่ง สุเชษฐ์ ผู้ช่วย และกลุ่มผู้เสียหาย เข้ายื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยมี น.ส.อรุณศรี วิชชาวุธ ผอ.กองบริหารคดีพิเศษ เป็นผู้รับหนังสือ เพื่อขอให้เร่งรัดดำเนินคดีกับ วรวัฒน์ นาคแนวดี หรือ แอ็คมี่ ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีฉ้อโกงประชาชนจากการหลอกลงทุนคริปโทเคอร์เรนซี ACT ซึ่งมีผู้เสียหายนับพันคน มูลค่าความเสียหายคาดว่าสูงถึงหลักพันล้านบาท

พร้อมขอให้เจ้าหน้าที่ขยายผลไปยังบุคคลใกล้ชิดที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง และตรวจสอบเส้นทางการเงินภรรยาซึ่งเป็นดาราช่องดัง พร้อมติดตามความคืบหน้าการออก “หมายแดง” (Red Notice) ตำรวจสากล เพื่อประสานจับกุมตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดี จากนครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

นายแทนคุณ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 กลุ่มผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความต่อกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จากกรณีการถูกนายแอ็คมี่ วรวัฒน์ หลอกให้ลงทุนในเหรียญคริปโต ACT แพลตฟอร์ม WOWBIT และ1000X.live รวมถึงโปรเจกต์ BUYBACK ซึ่งมีผู้เข้าแจ้งความจำนวนมาก มีมูลค่าความเสียหายแล้วกว่า 100 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึงระดับพันล้านบาท จึงเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษ ส่งผลให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ส่งเรื่องให้ดีเอสไอรับไปดำเนินการต่อ วันนี้ตนกับกลุ่มผู้เสียหายจึงได้มาติดตามคดี พร้อมมอบข้อมูลเพิ่มเติมให้กับดีเอสไอ เพื่อใช้ในการสืบสวนขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินของบุคคลใกล้ชิด เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

"ทางผู้เสียหายตั้งไว้ 3 ประเด็น ให้กับทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ ประกอบด้วย 1.ต้องติดตามนำตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดีที่ไทย 2.ให้ขยายผลไปยังผู้กระทำความผิดรายอื่น ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ชิดหรือเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ 3.ทรัพย์สินที่ได้มาจากการฉ้อโกงประชาชน อยากให้เจ้าหน้าที่เร่งอายัด เพื่อที่จะไว้เฉลี่ยคืนแก่ผู้เสียหาย เนื่องจากเส้นทางการเงินที่มีการกระทำความผิดค่อนข้างชัดเจน เพราะผู้เสียหายโอนเงินไปลงทุนตามบัญชีธนาคารที่ระบุไว้จริง จึงอยากให้เร่งอายัดทันทีไม่ต้องรอให้คดีถึงที่สุด เพราะแค่ในตอนนี้ก็ทราบแล้วว่าเริ่มมีการแปรสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดบ้างแล้ว"

นายแทนคุณ กล่าวต่อว่า พวกเราขอเรียกร้องให้ดีเอสไอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการดำเนินคดีกับนายแอ็คมี่ วรวัฒน์และบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการออกหมายแดง เพื่อหยุดยั้งการกระทำความผิดและป้องกันความเสียหายที่อาจขยายวงกว้าง เนื่องจากแม้ผู้ต้องหาจะอยู่ระหว่างหลบหนีและพำนักอยู่ที่ดูไบ แต่ยังคงมีพฤติการณ์ไลฟ์สดชักชวนประชาชนลงทุนในเหรียญ ACT อย่างต่อเนื่อง โดยมีการกล่าวอ้างความเชื่อมโยงกับผู้มีอิทธิพลทั้งในและต่างประเทศอีกด้วย

ยกระดับซาเล้ง!! ยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า เพื่อเชื่อมโยงสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน สนับสนุนงานวิจัยและเทคโนโลยีรีไซเคิล หวังลดปริมาณขยะและเพิ่มรายได้คนเก็บขยะ

วันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 งานยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า “กลไกสำคัญสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน” ภายใต้โครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า จัดขึ้นโดยความร่วมมือจากองค์กรภาคีเครือข่ายที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโครงการฯ ได้แก่ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สมาคมความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติก และขยะอย่างยั่งยืน (PPP Plastics) และ สมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า พร้อมด้วยองค์กรภาคธุรกิจที่ร่วม

สนับสนุุนการดำเนินงานโครงการฯ ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร โดยงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมยกระดับมาตรฐานของซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าในทุกมิติทั้งด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย วิชาชีพ การดำเนินธุรกิจ และสิ่งแวดล้อม รวมถึง การเพิ่มอัตราการรีไซเคิล อันเป็นกลไกสำคัญในการร่วมแก้ไขปัญหาขยะของประเทศไทยบนพื้นฐานของการจัดการขยะอย่างยั่งยืนตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมโยงสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem)

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและนายกสมาคม PPP Plastics ได้กล่าวต้อนรับและกล่าวถึงที่มาความสำคัญของโครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า กล่าวว่า “หนึ่งในปัญหามลพิษด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความท้าทายในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน คือ ปัญหาขยะและการจัดการขยะ ถ้าหากไม่มีระบบจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพและเพียงพอจะทำให้มีขยะหลุดรอดออกสู่สิ่งแวดล้อมซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศบนบกและระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึง ห่วงโซ่อาหารและชีวิตมนุษย์ โดยแนวทางหนึ่งที่เป็นที่ยอมรับว่า

เป็นทางออกสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน คือ การจัดการขยะตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) แต่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมจำเป็นต้องมีการจัดการและเเยกขยะอย่างถูกวิธี ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดวงจรการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ โดยในบริบทของสังคมไทยพบว่ากลไกสำคัญกลไกหนึ่งที่ช่วยให้มีการเก็บวัสดุใช้แล้วกลับเข้าสู่ระบบ คือ การรับและเก็บวัสดุรีไซเคิลโดยซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า เพื่อเชื่อมโยงระบบรวบรวมวัสดุรีไซเคิลและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับและเพิ่มศักยภาพการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมบนพื้นฐานของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล ซึ่งเป็นที่มาของโครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า โดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้รับทุนวิจัยจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) และการสนับสนุนจากองค์กรภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ให้ดำเนินงาน

โครงการวิจัย “โครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า” โดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยในฐานะหน่วยงานที่ได้รับทุนสนับสนุนการดำเนินงานโครงการฯ ได้มีดำเนินการพัฒนาระบบฐานข้อมูลการลงทะเบียนซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าและการยกระดับมาตรฐานของซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าในทุกมิติ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจรีไซเคิลไทยได้นำองค์กรความรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรมนำไปใช้ในการพัฒนาและต่อยอดในการประกอบอาชีพให้มีประสิทธิภาพและมีมาตรฐาน เพราะซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการนำวัสดุรีไซเคิลคุณภาพดี หมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบให้เกิดการจัดการขยะอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเชื่อมโยงสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem) ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ภายในงานได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.จินตวัฒน์ ไชยชนะวงศ์ ที่ปรึกษาแผนงานเศรษฐกิจหมุนเวียน หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน มาเป็นประธานกล่าวเปิดงานและกล่าวถึงบทบาทของ บพข. ในการร่วมขับเคลื่อนกลไกสำคัญสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem) กล่าวว่า “หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) โดยแผนงานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ถือเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากระบบ Linear Economy ไปสู่ระบบที่เน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านบทบาทหลัก

คือ 1) การให้ทุนวิจัยและพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ 2) การสร้าง Circular Supply Chain 3) การขับเคลื่อนมาตรฐานและกฎระเบียบ 4) การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่

ตัวอย่างการขับเคลื่อน Circular Economy Ecosystem ของ บพข. ที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าผ่านกลไกสำคัญ เช่น Smart Recycling Hub: สนับสนุนการสร้างศูนย์บริหารจัดการขยะอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีคัดแยกและเชื่อมโยงเครือข่ายจัดการวัสดุรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ PMUC Zero Burn to Earn (เลิกเผา เป๋าตุง): สร้าง Ecosystem และส่งเสริมเทคโนโลยีเปลี่ยนเศษวัสดุทางการเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรแทนการเผาที่สร้างมลพิษ การสนับสนุนกลุ่มซาเล้ง: ยกระดับมาตรฐานอาชีพและนำระบบดิจิทัลมาช่วยบริหารจัดการต้นทางขยะ เพื่อดึงกลุ่มซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืน

บพข. จึงไม่ได้มีบทบาทเพียงผู้สนับสนุนทุนวิจัย แต่ทำหน้าที่เป็น "ตัวเชื่อม" ระหว่างภาคนโยบาย ภาควิชาการ และภาคธุรกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจหมุนเวียนไม่ใช่แค่เรื่องการรักษ์โลก แต่เป็นเรื่องของ "ความสามารถในการแข่งขัน"

นอกจากนี้ ได้มีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ National Framework on Building Circularity Ecosystemโดย นายทวีชัย เจียรนัยขจร ผู้อำนวยการส่วนลดและใช้ประโยชน์ของเสีย กรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า “เผยทิศทาง "กรอบการทำงานระดับชาติเพื่อการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน" มุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า ซึ่งเป็นกลุ่มแรงงานนอกระบบให้เข้ามาเป็นเครือข่ายศูนย์รวบรวมและคัดแยกขยะ (MRF) ที่มีมาตรฐานเพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบความรับผิดชอบที่ขยายเพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR) ภาคบังคับ

หวังแก้ปัญหาวิกฤตขยะบรรจุภัณฑ์ที่ปัจจุบันมีจุดรั่วไหลและถูกกำจัดทิ้งสูงถึง 75% พร้อมผลักดันเป้าหมายระดับชาติในการนำบรรจุภัณฑ์เป้าหมายเข้าสู่ระบบรีไซเคิลอย่างสมบูรณ์ 100% ภายในปี 2027 เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนร่วมกัน”

ช่วงการเสวนาหัวข้อ “Driving Circularity Ecosystem” โดย องค์กรภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วนที่ได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโครงการฯ เพื่อยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าให้มีความครอบคลุมในทุกมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความเชื่อมโยงสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem) ดังนี้

นายวีระ ขวัญเลิศจิตต์ ผู้อำนวยการบริหารสมาคมความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติก และขยะอย่างยั่งยืน (PPP Plastics) กล่าวว่า “ความคุ้นเคยกับแนวคิดการนำทรัพยากรมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ เมื่อนำไปใช้งานแล้วก็ทำการทิ้ง หรือที่เรียกว่าเศรษฐกิจเชิงเส้น สิ่งที่ตามมาคือจำนวนขยะที่มากมาย เมื่อขาดการบริหารจัดการที่เหมาะสมจึงสั่งสมจนเป็นปัญหา แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ถูกนำเสนอเป็นแนวทางแก้ไข โดยทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนเพื่อประโยชน์สูงสุด เมื่อพิจารณาระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน จะพบว่ามีหลากหลายภาคส่วน

ที่เกี่ยวช้อง และแต่ละภาคส่วนก็มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ หลายภาคส่วนก็มีการบริหารจัดการจากภาครัฐและภาคธุรกิจอย่างเป็นระบบ ขณะที่ซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าซึ่งเป็นหน่วยป้อน (Feeder) หนึ่งที่นำวัตถุดิบเข้าสู่ระบบการหมุนเวียนและมีความสำคัญยังต้องการการส่งเสริม ดังนั้น การยกระดับมาตรฐานของซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่านี้จะช่วยให้ผู้ประกอบอาชีพธุรกิจรีไซเคิลไทยมีความรู้ มีรายได้เพิ่ม และมีส่วนร่วมในระบบนิเวศอย่างมีประสิทธิภาพ”

นายพิรุณ เหมะรักษ์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง กล่าวว่า “อบจ.ระยอง เดินหน้ายกระดับ “ระยองโมเดล: พลิกวิกฤตขยะสู่ต้นแบบระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy Ecosystem) มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการแปรรูปขยะมูลฝอยเป็นเชื้อเพลิงทดแทน (Refuse Derived Fuel: RDF) การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิง RDF โดยการทำงานแบบบูรณาการระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อลดปริมาณการฝังกลบให้เป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม”

นายฉัตรณพัฒน์ เทียนมงคล เลขาธิการสมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า กล่าวว่า “เราร่วมกับพันธมิตรในการสร้างระบบขึ้นทะเบียนซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าที่มีความน่าเชื่อถือและนำสมาชิกที่ขึ้นทะเบียนมายกระดับเพื่อเป็นนักจัดเก็บเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนได้จริง มีระบบบริหารจัดการทั้งด้านซอฟแวร์และการจัดการหน้างานจริงที่สามารถขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานรัฐและเอกชนในการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายที่ยั่งยืน ตอบโจทย์ความต้องการสังคม ชุมชน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างเพื่อเชื่อมโยงกับทุกฝ่ายที่สนใจมาร่วมขับเคลื่อนไปด้วยกัน สร้างความน่าเชื่อถือในอาชีพผลักดันการสร้างคุณภาพชีวิตและสวัสดิการต่าง ๆ ให้กับคนทำงาน ทำอาชีพนี้ ทั้งนี้ เพื่อทำให้เกิดผู้ร่วมอุดมการณ์รายใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น วันนี้เรามีคนทิ้งมากกว่าคนเก็บหลายเท่าตัว ซึ่งในอนาคตอาจจะเกิดภาพคนมาสมัครขึ้นทะเบียนขอเป็นซาเล้งนักจัดเก็บขยะเพื่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากก็ได้”

การบรรยายในหัวข้อ Flagship Project “Smart Recycling Hub Project” โดย นายคงศักดิ์ ดอกบัว ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สถาบันพลาสติก กล่าวว่า “โครงการ Thailand Flagship: Smart Recycling Hub Project เป็นโครงการนำร่องระดับประเทศที่มุ่งยกระดับระบบการจัดการขยะและรีไซเคิลพลาสติกแบบครบวงจร เพื่อตอบโจทย์ปัญหาขยะที่ยังไม่ได้รับการคัดแยกและนำกลับมาใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งพัฒนาศูนย์นวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียนครบวงจร (Material Recover Facilities; MRF) ให้เป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจหมุนเวียนในการเพิ่มอัตราการคัดแยกและมูลค่าของพลาสติกรีไซเคิล โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง สำหรับกรุงเทพมหานคร โครงการนำร่องในเขตหนองแขมจะรองรับขยะประมาณ 100 ตันต่อวัน พร้อมสนับสนุนการลดการฝังกลบผ่านการส่งเสริมการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ทั้งนี้ โครงการคาดว่าจะช่วยลดปริมาณขยะที่ไม่ได้รับการจัดการได้ประมาณ 14,600 ตันต่อปี และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากขยะราว 140 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งยังสามารถพัฒนาเป็นต้นแบบเพื่อขยายผลในรูปแบบเครือข่าย MRF เพื่อยกระดับระบบจัดการขยะของประเทศในระยะยาว”

และการบรรยายในหัวข้อ “PRO-Thailand Network” ร่วมภาครัฐ ภาคเอกชน ขับเคลื่อนนโยบาย EPR โดยนางสาวมยุรี อรุณวรานนท์ ผู้จัดการโครงการ เครือข่ายองค์กรความร่วมมือจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน PRO-Thailand Network กล่าวว่า “เครือข่ายองค์กรความร่วมมือจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน” (Packaging Recovery Organization Thailand Network) หรือ “PRO-Thailand Network” เป็นกลุ่มความร่วมมือโดยสมัครใจที่นำโดยภาคอุตสาหกรรม ก่อตั้งขึ้นในปี 2562 เพื่อริเริ่มการขับเคลื่อนให้เกิดการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน โดยยึดหลักการขยายความรับผิดชอบไปยังผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) ในประเทศไทย ด้วยการสนับสนุนจากบริษัทสมาชิกซึ่งได้แก่ บริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โคเบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสไอจี คอมบิบล็อก จำกัด บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด

ระหว่างปี 2563 ถึง 2568 เครือข่ายฯ ได้ให้การสนับสนุนการคัดแยกและรวบรวมบรรจุภัณฑ์ประเภทขวดพลาสติก PET กว่า 71,500 ตัน กล่อง UHT กว่า 2,400 ตันและซองพลาสติกประเภท flexible และ Multi-Layer Packaging: MLP กว่า 2,800 ตัน ภายใต้โครงการนำร่องส่งเสริมการเก็บรวบรวมบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค โดยในปี 2568 โครงการฯ ได้ทำการทดลองรีไซเคิลซองพลาสติกประเภท flexible และ Multi-Layer Packaging: MLP ด้วยวิธี mechanical recycling เป็นครั้งแรกได้ถึง 100 ตัน โครงการฯ ได้รับความร่วมมือจากผู้คัดแยก ร้านรับซื้อรายย่อยและร้านรวบรวบวัสดุรีไซเคิลขนาดใหญ่กว่า 700 รายทั่วประเทศและเครือข่าย PRO-Thailand Network ยังเป็นหนึ่งในหน่วยงานภาคเอกชนหลักในคณะกรรมการขับเคลื่อนการจัดการบรรจุภัณฑ์ตามหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) ในประเทศไทย พร้อมทั้งทำงานร่วมกับพันธมิตรในภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนากฎหมายการจัดการบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน”

นอกจากนี้ ได้มีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบลงทะเบียนสำหรับซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า โดย นายอัคคภพ จันทรศรีวงศ์ ฝ่ายบริหารด้านเทคโนโลยี สมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่ากล่าวว่า “การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบลงทะเบียนสำหรับซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในการจัดเก็บ ค้นหา และบริหารจัดการข้อมูลสมาชิกอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และทันสมัย ซึ่งจะช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถมองเห็นภาพรวมการบริหารงานในระดับพื้นที่ได้อย่างชัดเจน พร้อมมุ่งยกระดับศักยภาพและมาตรฐาน

การดำเนินงานผ่านการบันทึกข้อมูลด้านขยะอย่างละเอียดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้เป็นมาตรฐานมากยิ่งขึ้น โดยระบบนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลขยะทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อบูรณาการเป็นฐานข้อมูลกลาง (Big Data) ระดับประเทศที่จะช่วยสนับสนุนการวางแผนจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป”

และโครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าได้มีการจัดทำคู่มือหลักสูตรการฝึกอบรมเพื่อยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า นำเสนอข้อมูลโดย นางสาวภิญญดา เจริญสิน ผู้อำนวยการฝ่ายเครือข่ายสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า “โครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าได้มีการพัฒนาคู่มือหลักสูตรการฝึกอบรมเพื่อให้ผู้ประกอบกิจการธุรกิจรีไซเคิลได้รับความรู้ ความเข้าใจ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความปลอดภัย อาชีวอนามัย วิชาชีพ การดำเนินธุรกิจ และสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาศักยภาพให้เกิดการยกระดับมาตรฐานของซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าให้กลายเป็นหนึ่งในกลไกหลักสำคัญในการนำวัสดุรีไซเคิลคุณภาพดีหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบให้เกิดการจัดการขยะอย่างยั่งยืน”

ท้ายนี้ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้มีการนำเสนอเกี่ยวกับ “ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อยกระดับมาตรฐานให้กับผู้ประกอบการธุรกิจรีไซเคิลไทยอย่างยั่งยืน” กล่าวว่า “ผู้ประกอบการธุรกิจรีไซเคิลไทยทั้งกลุ่มซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าเป็นฟันเฟืองกลไกที่สำคัญในระดับเชิงพื้นที่ในแต่ละท้องถิ่นของประเทศในการจัดเก็บและรวบรวมวัสดุรีไซเคิลนำกลับเข้าสู่ระบบการผลิตซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้งนี้ การจะขับเคลื่อนกลุ่ม Informal Sector ทั้งกลุ่มซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างเป็นระบบและได้มาตรฐานจำเป็นต้องมีการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าทั้งในระดับนโยบาย กฎระเบียบ มาตรการ ข้อบังคับของระดับประเทศและระดับท้องถิ่นให้มีความสอดคล้องและรองรับต่อการทำงานในระดับปฎิบัติการในเชิงพื้นที่ได้จริงและเป็นรูปธรรม โดยควรมีการสร้างระบบการลงทะเบียนซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าที่เชื่อมโยงกันในระดับประเทศ เพื่อให้เกิดการรับรองสถานะและขึ้นทะเบียนวิชาชีพให้กับผู้ประกอบการธุรกิจรีไซเคิลเพื่อนำเข้าสู่ระบบที่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ เพื่อสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการธุรกิจรีไซเคิลที่อยู่ในระบบสามารถที่จะเข้าถึงแหล่งความรู้ แหล่งเงินทุน และเทคโนโลยีที่เอื้อประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึง การพัฒนาองค์ความรู้และความเข้าใจในการประกอบอาชีพเพื่อยกระดับทักษะแรงงานในการคัดแยกวัสดุรีไซเคิลให้มีประสิทธิภาพ และควรใช้ “มาตรการจูงใจทางการเงินและภาษี” สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจรีไซเคิลที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง เพื่อสร้างมาตรฐานวิชาชีพที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ในระยะยาวอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน”

งานวิจัย “หลอดเลือดดำหญิงตั้งครรภ์” คว้ารางวัล ผลงานวัดค่าหลอดเลือดดำใหญ่หญิงตั้งครรภ์ และหลังคลอดได้รับรางวัลระดับประเทศ จัดประชุมวิชาการเวชศาสตร์มารดาทารก สะท้อนศักยภาพแพทย์ไทยไม่หยุดพัฒนา

งานวิจัยค่าหลอดเลือดดำใหญ่ในหญิงตั้งครรภ์ คว้ารางวัลเวทีแพทย์ระดับประเทศ”

งานวิจัยนี้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของ “หลอดเลือดดำใหญ่” ในหญิงตั้งครรภ์และช่วงหลังคลอด เพื่อสร้างค่ามาตรฐานทางการแพทย์ที่ช่วยให้แพทย์สามารถประเมินภาวะไหลเวียนเลือดและสุขภาพของมารดาได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจมีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอดในอนาคต

ขอแสดงความยินดีกับ  

พญ.พรสินี เจริญวัฒนาโรจน์  

แพทย์ประจำบ้านชั้นปีที่ 3 สาขาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา  โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา

พร้อมด้วย  

อ.พญ.ธนนันท์ จงสมบูรณ์สุข  

และ อ.พญ.อรอนงค์ นุ่มเจริญ  

อาจารย์ที่ปรึกษา

ในโอกาสได้รับ “รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1”  จากการประกวดผลงานวิจัยรูปแบบ Poster Presentation  

ภายในงานประชุมวิชาการประจำปี ครั้งที่ 16 พ.ศ. 2569

จากผลงานวิจัยเรื่อง  

“Reference Ranges for Maternal Inferior Vena Cava Diameter and Collapsibility Index in Singleton Pregnancy and Early Postpartum”

การประชุมวิชาการจัดขึ้นภายใต้แนวคิด  

“C.A.R.E. : Collaboration, Advancement, Research, Excellence”  

ระหว่างวันที่ 6–8 พฤษภาคม 2569  

ณ โรงแรมไบรท์ตัน แกรนด์ พัทยา จังหวัดชลบุรี  

จัดโดย สมาคมเวชศาสตร์มารดาทารกในครรภ์ (ไทย)

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์ไทยในการสร้างงานวิจัยที่มีคุณค่า และสามารถต่อยอดสู่การยกระดับมาตรฐานทางการแพทย์ในอนาคต

เชิดชูคนทำดี!! ประธานสวนนงนุชพัทยา คว้ารางวัลเกียรติยศคนหนังสือพิมพ์ 2569 ตอกย้ำผลงานสวนพฤกษศาสตร์ระดับโลก ยกย่องบทบาทสร้างคุณค่าต่อสังคมไทย

ประธานสวนนงนุชพัทยา เข้ารับรางวัล “เกียรติยศคนหนังสือพิมพ์” ประจำปี 2569 รางวัลอันทรงคุณค่าแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม ประเทศชาติ และวงการสื่อมวลชน

วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ หอประชุมเมืองไทยประกันชีวิต ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดพิธีมอบรางวัล “เกียรติยศคนหนังสือพิมพ์” ประจำปี 2569 เพื่อเชิดชูบุคคลผู้สร้างคุณประโยชน์ต่อวิชาชีพสื่อมวลชน การศึกษา สังคม และประเทศชาติ

โดยมี นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีและผู้มอบรางวัล ขณะที่ นายนคร วีรประวัติ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินีอุปถัมภ์ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน สำหรับผู้ได้รับรางวัลเกียรติยศ ประจำปี 2569 ด้านบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์แก่วิชาชีพสื่อมวลชน การศึกษา สังคม และประเทศชาติ มีจำนวน 3 ท่าน ได้แก่

นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี ผู้พลิกโฉมสวนผลไม้ธรรมดาให้กลายเป็นสวนพฤกษศาสตร์ระดับโลก มีชื่อเสียงด้านการสะสมพันธุ์ไม้หายากมากกว่า 18,000 ชนิด รวมถึงการสร้างประติมากรรมรูปสัตว์และอาณาจักรไดโนเสาร์ จนได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 10 สวนที่สวยที่สุดในโลก อีกทั้งยังได้รับรางวัลจากการประกวดงาน Chelsea Flower Show ต่อเนื่อง 5 ปี พร้อมทั้งก่อตั้งโรงเรียนพัฒนาทักษะอาชีพและกีฬา เพื่อส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาเยาวชนไทย

   2.ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนและเผยแพร่หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในระดับสากล

   3.นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง อธิบดีอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน ผู้ทุ่มเทอุทิศตนในการให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ภายหลังพิธีมอบรางวัล นายกัมพล ตันสัจจา ได้กล่าวขอบคุณสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่มอบรางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้ พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม ประเทศชาติ และวงการท่องเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง จากนั้นผู้ได้รับรางวัลทั้ง 3 ท่าน ได้ร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกร่วมกับ นายชวน หลีกภัย  นายกสมาคม และคณะกรรมการสมาคมฯ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจ

ดร.ปิติชี้ “Cebu Plan” !! ไทยยกเลิกMOU2544 กัมพูชาขยับเกมภูมิรัฐศาสตร์ ดันฟิลิปปินส์เป็นเหยื่อพยาน จับตาพลังงานอ่าวไทยใกล้หมดเวลา

กับดัก Cebu: ถอดรหัสแผนกัมพูชา ล้อมกรอบไทยบนเวทีโลก

การประกาศยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ปี 2544 (MOU 2544) โดยรัฐบาลไทยเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2026 ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่าน (Inflection Point) ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ความมั่นคงและเศรษฐกิจของภูมิภาคอ่าวไทย การฉีกกรอบความร่วมมือที่มีอายุกว่าสองทศวรรษทิ้งไป ไม่ได้นำไปสู่สภาวะสุญญากาศทางการทูตแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม มันกลับเป็นเสมือนเสียงระฆังที่เปิดฉาก “เกมภูมิรัฐศาสตร์ทางทะเล” (Maritime Geopolitics) ระลอกใหม่ ที่ซับซ้อน แหลมคม และอันตรายกว่าเดิม

ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ความเคลื่อนไหวที่สร้างแรงกระเพื่อมมากที่สุดไม่ใช่การเผชิญหน้าทางทหาร แต่คือการปรับกระบวนทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ของกัมพูชา ที่ละทิ้งการเจรจาทวิภาคี (Bilateralism) ที่ตนเองตกเป็นรองในทุกมิติ สู่การเดินเกมระดับภูมิภาคผ่านสิ่งที่เรียกว่า “เซบูโมเดล” (Cebu Model) ซึ่งเป็นการเปิดโต๊ะประชุม 3 ฝ่ายระหว่าง ไทย กัมพูชา และฟิลิปปินส์ ณ เมืองเซบู

บทวิเคราะห์นี้ ผู้เขียนทดลองจำลองสถาปัตยกรรมทางความคิด แผนการณ์ที่ซ่อนเร้น และเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของพนมเปญ ภายใต้ปฏิบัติการลากไทยขึ้นสู่เวทีโลก เพื่อชิงความได้เปรียบเบ็ดเสร็จในพื้นที่ทับซ้อน (Overlapping Claims Area - OCA) ที่มีมูลค่ามหาศาลทางเศรษฐกิจ

1. อวสานทวิภาคี และปฐมบท “โลกาภิวัตน์ทางกฎหมาย” (Legal Internationalization)

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กัมพูชาตระหนักดีถึงสถานะที่เสียเปรียบของตนเองบนโต๊ะเจรจาสองฝ่าย หากเปรียบเทียบในมิติของขนาดเศรษฐกิจ (GDP) ขีดความสามารถในการฉายอำนาจ (Power Projection) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความพร้อมด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ไทยมีไพ่เหนือกว่าในทุกประตู การที่ไทยมีเครือข่ายท่อก๊าซและโรงแยกก๊าซที่ชายฝั่งภาคตะวันออกพร้อมอยู่แล้ว ทำให้ไทยสามารถกำหนดจังหวะก้าวของการเจรจาได้เสมอ

เมื่อไทยตัดสินใจยกเลิก MOU 2544 กัมพูชาจึงพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการเปลี่ยน “สนามรบ”

แผนการณ์แรกที่ถูกนำมาใช้คือยุทธศาสตร์ “โลกาภิวัตน์ทางกฎหมาย” (Legal Internationalization) โดยยกระดับข้อพิพาทจากความขัดแย้งของเพื่อนบ้าน ให้กลายเป็นประเด็นระดับนานาชาติที่ต้องใช้กฎกติกาโลกเป็นตัวตัดสินผ่าน อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS)

กัมพูชาได้เริ่มเดินหมากที่แยบยลผ่านกระบวนการ “ประนีประนอมภาคบังคับ” (Compulsory Conciliation) ภายใต้ภาคผนวก 5 ของ UNCLOS แม้พนมเปญจะทราบดีว่าไทยได้ทำคำประกาศสงวนสิทธิตามมาตรา 298 ซึ่งทำให้ไม่สามารถนำเรื่องเขตแดนทางทะเลไปสู่กลไกที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (Binding Decision) อย่างศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือศาลกฎหมายทะเล (ITLOS) ได้ แต่เป้าหมายที่แท้จริงของกัมพูชาไม่ใช่ "คำพิพากษา" แต่คือ "การสร้างบรรทัดฐาน" (Norm Setting)

ผลการพิจารณา และคำตัดสินภายใต้กระบวนการเหล่านี้ แม้จะไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย แต่จะมีน้ำหนักมหาศาลในทางการเมืองระหว่างประเทศ หากรายงานดังกล่าวมีการอ้างอิงถึงความชอบธรรมของเส้นอ้างสิทธิปี 1972 ของกัมพูชาแม้เพียงเสี้ยวเดียว กัมพูชาจะใช้เอกสารฉบับนี้เป็น “อาวุธทางการทูต” เพื่อตีกรอบไทยให้กลายเป็นฝ่ายที่ขัดขืนต่อกฎกติกาโลกทันที

2. ถอดรหัส “เซบูโมเดล”: ทำไมหมากกระดานนี้ต้องเป็นฟิลิปปินส์?

การดึงบุคคลที่สามเข้ามาในสมการความขัดแย้งเป็นยุทธวิธีคลาสสิก แต่การเลือก ฟิลิปปินส์ให้มาเป็นเจ้าภาพและพยานในการเริ่มต้นกระบวนการที่เมืองเซบู ถือเป็นศิลปะขั้นสูงทางการทูต กัมพูชาไม่ได้ต้องการแค่สถานที่ประชุม แต่กำลังแสวงหา “พยานผู้เชี่ยวชาญที่มีเครดิตทางกฎหมายสูงสุดในภูมิภาค”

รัศมีแห่งชัยชนะทางกฎหมายทะเล (The Halo of PCA 2016): ในบริบทของอาเซียน ฟิลิปปินส์คือหัวหอกที่ยืนหยัดต่อสู้เพื่อ UNCLOS อย่างแข็งกร้าวที่สุด ชัยชนะของฟิลิปปินส์เหนือจีนในศาลอนุญาโตตุลาการ (PCA) เมื่อปี 2016 ทำให้มะนิลาได้รับการยอมรับอย่างสูงจากชาติตะวันตก เช่นเดียวกัน คำตัดสินของ PCA ไม่มีผลบังคับทางกฎหมายระหว่างประเทศ จีนเองก็ไม่ได้ยอมรับกระบวนการมาตั้งแต่ต้น แต่ฟิลิปปินส์ก็ใช้คำตัดสินเหล่านี้กดดันจีนในเวทีนานาชาติ ดังนั้นการดึงฟิลิปปินส์มาร่วมวง คือการสร้างภาพลักษณ์ให้กัมพูชาดูเป็น “ผู้พิทักษ์กฎหมายทะเล” และกดดันทางอ้อมให้ไทยต้องระมัดระวังท่าที ไม่ให้ดูเหมือนเป็นผู้รังแกประเทศที่เล็กกว่าเฉกเช่นที่พญามังกรเคยทำในทะเลจีนใต้

นิยามใหม่แห่ง “ผลลัพธ์ที่เป็นธรรม” (Equitable Solution): กัมพูชาหวังจะใช้เวที 3 ฝ่ายนี้ สร้างฉันทามติเชิงหลักการเพื่อลดทอนอิทธิพลของเกาะกูดในการลากเส้นแบ่งเขตแดน โดยใช้มาตรฐานสากลที่ฟิลิปปินส์ยึดถือมาเป็นเครื่องมือเจรจา

สร้างพหุภาคีนิยมแบบกลุ่มย่อย (Mini-lateralism): นี่คือการตีกรอบความขัดแย้งใหม่ ให้กลายเป็น "ประเด็นความมั่นคงทางทะเลของอาเซียน" การเปิดประตูบานนี้เท่ากับเปิดทางให้มหาอำนาจภายนอกและองค์กรระหว่างประเทศ มีความชอบธรรมที่จะเข้ามาสังเกตการณ์หรือแทรกแซงในอนาคต

3. นาฬิกาที่นับถอยหลัง: Energy Transition และวิกฤต Stranded Assets

ภายใต้เกมการเมืองระหว่างประเทศ แรงขับเคลื่อนที่แท้จริงและทรงพลังที่สุดคือ “เศรษฐศาสตร์พลังงาน” กัมพูชากำลังถูกบีบคั้นด้วยกรอบเวลาแห่งยุค การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) 

โลกกำลังมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero การลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังถูกตัดลดจากสถาบันการเงินทั่วโลก พนมเปญรู้ดีว่าก๊าซธรรมชาติใต้ทะเลอ่าวไทย ซึ่งคาดว่ามีมูลค่าหลักล้านล้านบาท มี “หน้าต่างแห่งโอกาสทางเศรษฐกิจ” เหลืออยู่ไม่เกิน 15-20 ปีเท่านั้น หากไม่สามารถนำทรัพยากรเหล่านี้ขึ้นมาใช้ได้ภายในทศวรรษ 2040 ขุมทรัพย์เหล่านี้จะหมดมูลค่าและกลายเป็นเพียง สินทรัพย์ที่ถูกทิ้งร้าง (Stranded Assets) อยู่ใต้ก้นทะเลตลอดกาล

ยุทธศาสตร์ที่เซบูจึงถูกออกแบบมาเพื่อ Decoupling หรือการแยกส่วนประเด็นที่ซับซ้อนออกจากประเด็นที่ทำกำไรได้ กัมพูชาต้องการผลักดันให้เกิด พื้นที่พัฒนาร่วม (Joint Development Area - JDA) ให้เร็วที่สุด โดยแยกขาดจากการเจรจาเรื่องการปักปันเขตแดน (Delimitation) กัมพูชา (หรือจะให้ชัดเจนกว่า คือ ผู้นำกัมพูชา) ต้องการ "เงินสด" (เพราะพึ่งจะสูญเสียแหล่งรายได้สีเทาขนาดมหาศาลไปเมื่อไม่นานมานี้จากกวาดล้างขบวนการสีเทา) เพื่อนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบนบก และต้องการ "ความมั่นคงทางพลังงาน" เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยิ่งไปกว่านั้น กัมพูชาพร้อมที่จะประนีประนอมในข้อตกลงเชิงพาณิชย์ หรือแม้แต่ยอมจ่ายค่าผ่านท่อเพื่อใช้โครงสร้างพื้นฐานของไทย แลกกับการนำก๊าซขึ้นมาเปลี่ยนเป็นเงินตราให้เร็วที่สุด

4. การบริหารจัดการภาพลักษณ์: ชาตินิยมเชิงยุทธศาสตร์ของ ฮุน มาเนต

ในมิติเศรษฐศาสตร์การเมืองภายในประเทศ “เซบูโมเดล” ถูกใช้งานเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรม (Legitimacy) ที่ทรงประสิทธิภาพสำหรับผู้นำรุ่นใหม่อย่าง ฮุน มาเนต

การก้าวขึ้นสู่อำนาจของฮุน มาเนต จำเป็นต้องได้รับการพิสูจน์วิสัยทัศน์ที่แตกต่างจากยุคของบิดา การเปลี่ยนผ่านจากการทูตแบบนักเลงโต มาสู่การทูตเชิงกฎหมายและภาพลักษณ์ที่สากลขึ้น ทำให้ได้รับการยอมรับจากชนชั้นกลางกัมพูชา การที่สามารถดึงให้ฟิลิปปินส์และโลกเข้ามาจับจ้องไทยได้ ถูกกลไกสื่อของรัฐนำเสนอในฐานะ "ชัยชนะทางการทูต" อันยิ่งใหญ่

ชาตินิยมที่ถูกบริหารจัดการ (Managed Nationalism): กัมพูชาใช้การฉีก MOU 2544 ของไทย เป็นเชื้อไฟในการปลุกกระแสชาตินิยมอย่างเป็นระบบ สร้างวาทกรรมว่า "ไทยผู้ยิ่งใหญ่กำลังบีบคั้นกัมพูชา" การสร้างศัตรูร่วมจากภายนอก เป็นกลไกคลาสสิกในการสร้างเอกภาพภายใน ลดทอนแรงเสียดทานทางการเมือง เบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาปากท้อง และรวมศูนย์อำนาจไว้ที่พรรค CPP ได้อย่างแยบยล

5. ภูมิรัฐศาสตร์มหาอำนาจ: การขยับร่มเงาจากปักกิ่ง สู่การแทรกแซงของวอชิงตัน

ประเด็นที่ตอกย้ำความเฉียบคมของ “Cebu Plan” คือการเล่นแร่แปรธาตุกับขั้วมหาอำนาจ (Superpower Balancing) เดิมที กัมพูชามักถูกประชาคมโลกตีตราว่าเป็นรัฐบริวารที่แนบแน่นกับจีน (Client State) ไม่ว่าจะเป็นการให้ทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน หรือความคลุมเครือเรื่องฐานทัพเรือเรียม (Ream Naval Base)

ทว่า การเลือกฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็น “พันธมิตรทางสนธิสัญญาหลักของสหรัฐอเมริกา" (US Treaty Ally) เข้ามาเป็นตัวกลาง สะท้อนภาพการปรับสมดุลใหม่ (Re-balancing) ที่ลึกซึ้ง

ไพ่ดึงอเมริกาตีกรอบไทย: กัมพูชากำลังส่งสัญญาณถึงวอชิงตันว่า พนมเปญพร้อมที่จะกระจายความสัมพันธ์และเปิดพื้นที่ทางการทูตให้ชาติตะวันตก การนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการที่ฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพ ย่อมหมายถึงการเปิดประตูให้สหรัฐฯ เข้ามามีส่วนรับรู้และอาจขยายบทบาทเข้ามาในอ่าวไทย แผนนี้เป็นการสร้าง "เกราะป้องกันตัว" สกัดกั้นไม่ให้ไทยกล้าใช้มาตรการบีบคั้นทางเศรษฐกิจขั้นรุนแรง หรือการแสดงสัญลักษณ์ทางทหารในพื้นที่พิพาท เพราะหากไทยทำเช่นนั้น จะเท่ากับเป็นการท้าทายเครือข่ายพันธมิตรของมหาอำนาจตะวันตกที่กัมพูชาจงใจดึงเข้ามาเป็นพยาน

บทสรุป: กระบวนทัศน์ใหม่บนน่านน้ำที่เชี่ยวกรากของไทย

“Cebu Plan” หรือยุทธศาสตร์กัมพูชาหลังปี 2026 คือการยกระดับศิลปะการเจรจาระหว่างประเทศอย่างสมบูรณ์แบบ กัมพูชากำลังใช้ UNCLOS เป็นดาบ ใช้ความน่าเชื่อถือของฟิลิปปินส์เป็นโล่ ใช้แรงกดดันจากการเปลี่ยนผ่านพลังงานของโลกเป็นนาฬิกาจับเวลา และใช้ความกระหายทรัพยากรเป็นเหยื่อล่อ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างอำนาจต่อรองเพื่อปันผลประโยชน์ (Monetization) จากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยให้ได้มากที่สุด และเร็วที่สุด

สำหรับประเทศไทย นี่คือบททดสอบเชิงยุทธศาสตร์ที่ท้าทายที่สุดครั้งหนึ่ง การรับมือกับเกมนี้ ไม่สามารถใช้มิติทางทหาร ท่าทีชาตินิยมขวาจัด หรือความเย่อหยิ่งจากขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าได้อีกต่อไป

ไทยจำต้องปรับกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่:

1. ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเล: ต้องแม่นยำในการตีความ UNCLOS โดยเฉพาะมาตรา 74 และ 83 รวมถึงการสงวนสิทธิตามมาตรา 298 ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางกฎหมายภายในประเทศ

2. ยุทธศาสตร์การสื่อสารระดับโลก (Global Strategic Communication): ต้องช่วงชิงพื้นที่สื่อสารในเวทีสากล ชี้แจงให้ประชาคมโลกเห็นถึงความชอบธรรมในการปกป้องอธิปไตยของไทย โดยไม่ตกหลุมพรางจากการโบ้ยของกัมพูชาว่าไทยเป็น “ผู้รังแก” และกัมพูชาเป็น ”ผู้ถูกรังแก“

3. ความยืดหยุ่นเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง: ต้องหาจุดสมดุลระหว่างการปกป้องเขตแดน กับการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ก่อนที่ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยจะกลายเป็นสิ่งไร้ค่า

4. การสกัดกั้นอิทธิพลภายนอก: ต้องดำเนินวิเทโศบายอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อพิพาททวิภาคีทางทะเลนี้ กลายเป็นรอยร้าวที่เปิดทางให้มหาอำนาจขั้วใดขั้วหนึ่ง เข้ามาฝังรากอิทธิพลเหนือผลประโยชน์แห่งชาติในอ่าวไทยได้อย่างถาวร

พื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย ณ วันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของเส้นแบ่งเขตแดนบนแผนที่อีกต่อไป แต่คือกระดานหมากรุกสามมิติ ที่มีเดิมพันเป็นความมั่นคงทางพลังงาน เสถียรภาพทางการเมือง และอำนาจอธิปไตยของชาติในระเบียบโลกใหม่ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

อ่านบทขยายความ และแนวทางรับมือของประเทศไทยในฉบับเต็มได้ที่ 

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=10163909375482225&id=625882224

ข้อสงวนสิทธิ์ (Disclaimer): ทัศนะและข้อวิเคราะห์ที่ปรากฏในบทความนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของ รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ในฐานะรองศาสตราจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เท่านั้น มิได้เป็นการวิเคราะห์ แสดงความคิดเห็น หรือสะท้อนจุดยืนในฐานะหรือตำแหน่งงานอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) และมูลนิธิอาเซียน (ASEAN Foundation) แต่อย่างใด

ดร.ปิติ ศรีแสงนาม

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10163911598352225&id=625882224&rdid=FXU1ingbpjrgnzdR#

นศ.มจธ. ปั้นแอปท่องเที่ยว!! ดันแอป "ล่อง" เจาะท้องถิ่นไทย AI ปัดหาที่เที่ยว-กระจายรายได้ เจ๋งชนะเลิศเวทีนักประดิษฐ์ ขยายทั่วไทย-สู่ต่างประเทศ

นศ.มจธ. เจ๋งปั้นแอป "Long : ล่อง" ปัดหาที่เที่ยวชุมชน ดึงเงินลงรากหญ้า-พลิกโฉมท่องเที่ยวไทย

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังเป็น “เรือธง” ทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยในปี 2568 ไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวมประมาณ 2.70 ล้านล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่าภาคการท่องเที่ยวยังเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของประเทศ แต่โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ทำให้รายได้รวมเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่คือการทำอย่างไรให้เม็ดเงินกระจายลงไปถึงชุมชนและผู้ประกอบการรายเล็กได้มากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

เพื่อแก้ปัญหานี้ กลุ่มนักศึกษาจาก SMART LAB มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จึงพัฒนาแอปพลิเคชัน “ล่อง (Long) ไกด์ท่องเที่ยวคู่ใจ ด้วยภูมิปัญญาประดิษฐ์ที่เข้าใจทุกไลฟ์สไตล์การเดินทาง” นวัตกรรมท่องเที่ยวที่เปลี่ยนการค้นหาสถานที่ให้สนุกเหมือนแอปหาคู่ โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ช่วยออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนแบบเฉพาะบุคคล ดึงนักท่องเที่ยวออกจากจุดยอดนิยมเดิม ๆ ในตัวเมืองไปสู่ร้านเล็กและแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่นที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ ช่วยทั้งกระจายรายได้และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ชุมชน พร้อมกันนี้ ผลงานดังกล่าวยังได้รับ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 กลุ่มการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากเวที Thailand New Gen Inventors Award 2026 (I-New Gen Award 2026) ในงานวันนักประดิษฐ์ 2569 ซึ่งจัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ตอกย้ำศักยภาพของนวัตกรรมไทยที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจท้องถิ่นได้จริง

จุดเริ่มต้นของแอป “ล่อง” เกิดจากการลงพื้นที่ภาคเหนือและพบปัญหาชัดเจนว่า รายได้จากการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลัก ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวชุมชนกลับมีนักท่องเที่ยวไปไม่ถึงและมีรายได้ไม่มากพอ นับเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของการท่องเที่ยวไทยมาอย่างยาวนาน โดย ศวิษฐ์ โกสียอัมพร (โฟล์ค) นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ระบุว่า Pain Point นี้เป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้ทีมพัฒนาแอป “ล่อง” ขึ้นมาเป็นนวัตกรรมระบบแนะนำการท่องเที่ยวด้วยปัญญาประดิษฐ์ พร้อมออกแบบให้ใช้งานง่ายในรูปแบบการปัดเลือกสถานที่ที่ต้องการได้ง่าย ๆ เพื่อช่วยให้นักท่องเที่ยวค้นพบสถานที่อันซีนที่น่าตื่นตา นอกเหนือจากจุดท่องเที่ยวยอดนิยมเดิม ๆ พร้อมออกแบบให้ใช้งานง่ายในรูปแบบการปัดเลือกสถานที่ที่ต้องการได้ง่าย ๆ เพื่อช่วยให้นักท่องเที่ยวค้นพบสถานที่อันซีนที่น่าตื่นตา นอกเหนือจากจุดท่องเที่ยวยอดนิยมเดิม ๆ

“จุดเด่นของแอปคือการใช้ AI จัดเส้นทางท่องเที่ยวแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Travel) ตามสไตล์ที่ผู้ใช้ต้องการ เช่น สายสังสรรค์หรือสายชอบความสงบ แล้วคำนวณเส้นทางให้เหมาะกับความสนใจจริง แนวทางนี้ไม่เพียงช่วยให้การท่องเที่ยวสนุกและตรงใจมากขึ้น แต่ยังเป็นนวัตกรรมที่ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน สร้างโอกาสให้ร้านค้าและแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่นที่ไม่ค่อยมีตัวตนบนแพลตฟอร์มหลัก และตอบโจทย์การลดความเหลื่อมล้ำตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ได้” นายศวิษฐ์ กล่าวถึงจุดแข็งของนวัตกรรม

ในส่วนระบบหลังบ้าน นายภูริณัฐ พลอาสา (นาโน) นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ผู้ดูแลระบบ AI และกระบวนการคิดวิเคราะห์ อธิบายถึงหัวใจสำคัญของแอปว่า "เราใช้ AI ที่เรียกว่า Multi-agent โดยนำโมเดลชื่อ Qwen จากประเทศจีนมาทำการปรับแต่งใหม่ เพื่อให้ AI เรียนรู้พฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทยมากขึ้น นอกจากนี้ระบบเรายังเป็นแบบ Real-time หากระหว่างเดินทางเกิดฝนตกหรือมีอุบัติเหตุ เส้นทางจะเปลี่ยนให้อัตโนมัติทันที ซึ่งเป้าหมายของผมคืออยากให้มันไปสู่ตลาดจริง เห็นคนไทยใช้จริง ไม่ใช่แค่เป็นเพียงต้นแบบ หรือ POC (Proof of Concept) เท่านั้น"

โจทย์ที่สำคัญมากอีกเรื่องคือ “การเข้าถึงข้อมูลชุมชน” ที่ต้องอาศัยความละเอียดและการทำงานกับพื้นที่จริง โดยชลยา เครือวุฒิกุล (วาวา) นักศึกษาชั้นปีที่ 1 จากสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (ฟีโบ้) ผู้รับหน้าที่รวบรวมข้อมูลและประสานงานชุมชน เล่าว่า ความท้าทายคือการค้นหาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวแนวท้องถิ่นหรือร้านชาวบ้านจริง ๆ ทำได้ยาก เพราะข้อมูลบนโลกออนไลน์ส่วนใหญ่มักเป็นสถานที่ดัง ทำให้ต้องใช้วิธีโทรศัพท์สอบถามและตรวจสอบข้อมูลด้วยตัวเอง เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่นำมาใช้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้จริง ไม่ใช่เพียงข้อมูลเชิงโฆษณา ขณะเดียวกันยังมองถึงการต่อยอดเชิงธุรกิจ โดยลงรายละเอียดเรื่องระบบเหรียญสะสมและโปรโมชันต่าง ๆ ให้ชัดเจนมากขึ้น เพราะเป็นจุดสำคัญที่จะช่วยจูงใจให้คนใช้แอป และช่วยให้ร้านค้าชุมชนมีลูกค้าเพิ่มขึ้นได้จริง

แอป “ล่อง” ไม่ได้แค่แนะนำที่เที่ยว แต่ถูกออกแบบให้เกิดการใช้จ่ายจริงในชุมชนผ่านระบบ “แชะ-เช็ก-ช่วย” โดยนักท่องเที่ยวที่เดินทางถึงจุดหมายและเช็กอินด้วยภาพผ่าน GPS จะได้รับเหรียญสะสมในแอปเพื่อนำไปใช้เป็นส่วนลดในร้านค้าชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ ช่วยกระตุ้นให้คนไปถึงพื้นที่จริงและใช้จ่ายกับร้านเล็กจริง ขณะเดียวกันในระยะแรกโครงการยังไม่เก็บค่าธรรมเนียมจากร้านค้ารายย่อย เพื่อให้ชุมชนตั้งตัวและเรียนรู้การใช้ระบบก่อน แล้วจึงค่อยพัฒนาไปสู่การเก็บค่าคอมมิชชันในอัตราเล็กน้อยในอนาคต ทำให้แอป “ล่อง” มีบทบาทมากกว่าแพลตฟอร์มท่องเที่ยวทั่วไป เพราะเป็นทั้งเครื่องมือพานักท่องเที่ยวเข้าหาชุมชนและกลไกช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ร้านค้ารายเล็กอย่างเป็นรูปธรรม

รศ. ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล และหัวหน้าห้องปฏิบัติการวัสดุฉลาด (SMART LAB) มจธ. อาจารย์ที่ปรึกษา  สะท้อนว่า “นวัตกรรมอย่างแอป ‘ล่อง’ จะไม่เกิดขึ้นเลย หากทำงานกันเฉพาะวิศวกร แต่เพราะ SMART LAB เป็นพื้นที่ที่รวมนักศึกษาหลายคณะมาทำงานร่วมกัน จึงเกิดการผสานความถนัดของแต่ละคน จนพัฒนาเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ตอบโจทย์จริง ทั้งด้านเทคโนโลยี การออกแบบ ประสบการณ์ผู้ใช้ และการใช้งานในภาคท่องเที่ยว”

ขณะนี้แอป “ล่อง” เริ่มทดลองใช้แล้วในพื้นที่นำร่อง ได้แก่ เชียงใหม่ (ม่อนแจ่ม, แม่กำปอง) กรุงเทพฯ และภูเก็ต โดยทีมวิจัยเตรียมขอทุนเพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกและพัฒนาระบบต่อเนื่อง พร้อมตั้งเป้าขยายการใช้งานให้ครอบคลุมทุกจังหวัดของไทย และต่อยอดสู่ต่างประเทศในอนาคต

Liberator เปิดเวที Investment Forum 2026 จัดสัมมนาใหญ่ “โลกใหม่ โอกาสใหม่” เปิดมุมมองลงทุนยุค AI วันที่ 23 พ.ค. นี้ ชวนจับโอกาสลงทุนโลกใหม่ ถอดรหัสระเบียบโลกใหม่–ธุรกิจโตซ่อนเร้น–AI

Liberator เปิดเวทีใหญ่ “Liberator Investment Forum 2026”
ชวนมองหาโอกาสลงทุนในโลกใหม่ กับกูรูธุรกิจ การลงทุน 
และ AI ชั้นนำของไทย

บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด หรือ Liberator เตรียมจัดงานสัมมนาการลงทุนครั้งใหญ่ “Liberator Investment Forum 2026: โลกใหม่ โอกาสใหม่ ลงทุนอย่างไรให้ออกดอกออกผล” ในวันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00 – 17.30 น. ณ ห้องพญาไท 3–4 ชั้น 6 โรงแรมอิสติน แกรนด์ พญาไท เพื่อเปิดมุมมองใหม่ให้กับนักลงทุนไทย ท่ามกลางโลกการลงทุนที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ระเบียบโลกใหม่ โมเดลธุรกิจแห่งอนาคต และบทบาทของ AI ที่กำลังเข้ามายกระดับการตัดสินใจลงทุน

งานครั้งนี้ถูกออกแบบภายใต้แนวคิดที่ต้องการให้นักลงทุนมองเห็นโอกาสก่อนใคร ผ่าน 3 แกนหลักสำคัญ คือ ระเบียบโลกใหม่กับการลงทุนยุคใหม่ การเจาะธุรกิจนอกสายตาทั่วโลกเพื่อคัดโมเดลที่ใช่ และการก้าวสู่โลกการลงทุนแห่งอนาคตด้วย AI โดยรวบรวมผู้บริหาร นักธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญชั้นนำมาร่วมถอดรหัสการเปลี่ยนแปลงและค้นหาศักยภาพการเติบโตในระยะยาวที่คนส่วนใหญ่อาจยังมองข้าม

เริ่มต้นงานด้วยช่วง Welcome & Vision | LIBERATOR MOVE 2026 โดยคุณวทันยา บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด ที่จะมาถ่ายทอดวิสัยทัศน์และทิศทางในการเดินหน้าปลดล็อกโอกาสการลงทุนให้คนไทย พร้อมยกระดับประสบการณ์ให้เข้าถึงง่าย ทันสมัย และตอบโจทย์นักลงทุนยุคใหม่มากยิ่งขึ้น ต่อเนื่องด้วย 3 Session หลัก ได้แก่ 

Session 1 - World Changing Opportunities: ระเบียบโลกใหม่ สู่การลงทุนยุคใหม่ วิเคราะห์โครงสร้างโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ทั้งมิติเศรษฐกิจ และเทคโนโลยี เพื่อค้นหาโอกาสใหม่ในการลงทุน โดยคุณวทันยา บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Liberator พร้อมด้วยเหล่ากูรู-ผู้นำทางความรู้ด้านการลงทุนแห่งอนาคตระดับแถวหน้าของเมืองไทย ที่จะมาร่วมถอดรหัสทิศทางโลกเพื่อการวางกลยุทธ์ที่เหนือกว่า 

Session 2 - Hidden Growth Model: เจาะธุรกิจนอกสายตาทั่วโลก คัดโมเดลที่ใช่ก่อนใคร ค้นหาโอกาสจากโมเดลธุรกิจนอกกระแสที่คนส่วนใหญ่มองข้ามผ่านประสบการณ์จริงของ คุณณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ Founder & CEO Ookbee, นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ Co-Founder & CEO RISE และ คุณวรภัทร ชวนะนิกุล Chief Strategy Officer & Chief Financial Officer บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด และ Chief Executive Officer บริษัท Singha Venture Capital Fund Limited 

Session 3 - AI Investment Frontier: ก้าวสู่โลกการลงทุนแห่งอนาคตด้วย AI ชี้ให้เห็นว่า AI เปลี่ยนการวิเคราะห์และตัดสินใจลงทุนอย่างไร โดย นพ.จักรินทร์ สราญฤทธิชัย นักลงทุนสาย Hybrid เจ้าของเพจหุ้นพอร์ตระเบิด, คุณบรรพต ธนาเพิ่มสุข ผู้ก่อตั้งช่องรายการ TAM-EIG (ถามอีก กับอิก) และ คุณสุธน สิงหสิทธางกูร ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนหุ้นไทย เวียดนาม และจีน

Liberator เชื่อมั่นว่าในโลกที่เปลี่ยนเร็ว ที่การลงทุนไม่ใช่เพียงการเลือกสินทรัพย์ การอ่านทิศทางโลกให้ขาดและมีเครื่องมือที่แม่นยำคือหัวใจสำคัญของการลงทุน งาน Liberator Investment Forum 2026 จึงเป็นเวทีแห่งโอกาสที่จะเปลี่ยนความเข้าใจให้กลายเป็นผลตอบแทนที่จับต้องได้จริง
 
ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 โดยลูกค้า Liberator สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี และสำหรับบุคคลทั่วไปสามารถเข้าร่วมงานได้เพียงเปิดบัญชีกับ Liberator

เปิดบัญชีลงทุนและรับสิทธิเข้าร่วมฟรีวันนี้ที่
[คลิก] https://go.liberator.co.th/xlnX/OAC26
ติดตามข่าวสารการเงิน การลงทุน และสิทธิพิเศษ ได้ที่
Facebook: Liberator Securities
YouTube: Liberator Securities
Instagram: liberator_securities
Line OA: @Liberator

นักวิชาการ มธ. ชี้เลิกฟรีวีซ่า!! หนุนยกเลิกวีซ่า 60 วันต่อคุณภาพ เปิดช่องนักท่องเที่ยวพารวยและทุนเทา เสนอเก็บค่าเหยียบแผ่นดินและทวิภาคี รับแรงกระทบน้อยในช่วงชะลอท่องเที่ยว

นักวิชาการ มธ. เชียร์เลิกฟรีวีซ่า 60 วัน ช่วยดันภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

เสนอเครื่องมือใหม่ดึง นทท.คุณภาพ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ หนุนยกเลิก “ฟรีวีซ่า 60 วัน” ช่วยสกัด นทท. คุณภาพต่ำทำลายภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย ระบุขณะนี้โอกาสดีที่จะดำเนินการ เหตุท่องเที่ยวทั่วโลกชะลอตัว ผลกระทบไม่มาก พร้อมเสนอเครื่องมือควบคู่ เช่น ค่าเหยียบแผ่นดิน – ฟรีวีซ่าทวิภาคีบางประเทศ และสำหรับประเทศที่มีการเปิดเส้นทางการบินใหม่ ส่วน “เก็บค่าออกประเทศ-Exit Fee” ในหลักการรับได้ แต่ต้องไม่สร้างภาระให้กับคนที่เดินทางไปทำงาน ตปท.

 ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า เห็นด้วยที่รัฐบาลจะพิจารณายกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน พร้อมกับปรับกลยุทธ์ในการให้ฟรีวีซ่าในรูปแบบอื่นๆ เพราะการให้ฟรีวีซ่าเหมารวมกับทุกประเทศมีข้อเสียคือเปิดช่องให้กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำเข้ามาในประเทศ และอาจมีการแย่งอาชีพคนไทย รวมถึงเปิดให้กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เน้นจุดหมายปลายทางราคาประหยัด-ใช้จ่ายต่ำเข้ามาในปริมาณมาก หรือกระทั่งกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ หรือกลุ่มทุนเทาแฝงตัวเข้ามา

ศ.วิทวัส กล่าวว่า หลังโควิด-19 ประเทศไทยได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวมาเน้นนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงมากขึ้น มาตรการฟรีวีซ่าจึงเหมือนเป็นการเปิดประตูให้นักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำเข้ามา ซึ่งการที่มีนักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำหรือนักท่องเที่ยวที่เน้นจุดหมายปลายทางราคาประหยัดเข้ามาในประเทศจำนวนมาก ย่อมมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ และการยกระดับ หรือดึงดูดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลายจุดจะมีปริมาณนักท่องเที่ยวมากเกินไปจนเกินขีดความสามารถในการให้บริการหรือการจัดการ หรือส่งผลให้ค่าครองชีพในพื้นที่นั้นๆ พุ่งสูงขึ้น เช่น กรณีที่เกิดขึ้นช่วงหนึ่งที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ฯลฯ ไปจนถึงการเกิดกลุ่มทุนจากต่างประเทศเข้ามาซื้อ หรือเช่าพื้นที่เพื่อเปิดให้บริการด้านต่างๆ ให้กับนักท่องเที่ยวชาติเดียวกัน หรือชาติอื่นๆ รวมถึงการเกิดทัวร์ศูนย์เหรียญ

นอกจากนี้ ส่วนตัวคิดว่าขณะนี้เป็นจังหวะที่ดีที่จะดำเนินการยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน เพราะปัจจุบันทั่วโลกกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตพลังงานที่ทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น การท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศอยู่ในภาวะชะลอตัวอยู่ การปรับเปลี่ยนนโยบายช่วงนี้จึงส่งผลกระทบน้อยกว่าช่วงที่มีการท่องเที่ยวคึกคัก ขณะที่ผู้ประกอบการก็จะได้มีเวลาปรับตัว และวางแผน เพื่อรองรับกับการยกเลิกฟรีวีซ่าในครั้งนี้ด้วย

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจำเป็นต้องหาเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูงเพิ่มเติม และลดจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพต่ำควบคู่ด้วย เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือค่าเหยียบแผ่นดิน (Travel Fee) โดยอาจนำไปจัดสรรเป็นกองทุนสำหรับพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว หรือกองทุนการดูแลรักษาพยาบาลของนักท่องเที่ยว ซึ่งก็น่าจะช่วยให้ไทยได้ทั้งนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพสูงขึ้น และลดภาระค่าใช้จ่ายจากภาษีของรัฐที่ต้องมาดูแลนักท่องเที่ยวทางอ้อม

นอกจากนี้ ควรพิจารณาให้ฟรีวีซ่าชั่วคราวเป็นรายประเทศ เช่น ทำเป็นทวิภาคีต่างฝ่ายต่างทำฟรีวีซ่าให้กันและกัน หรือมีการกำหนดเงื่อนไขอื่น อาทิ กำหนดให้มีการลงทะเบียนคัดกรองล่วงหน้าแบบที่เกาหลีหรือญี่ปุ่นทำ ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่หลายประเทศทำ ซึ่งหากเห็นว่าคนของประเทศใดแฝงเข้ามาหรือไม่ใช่นักท่องเที่ยวจริงแต่อาศัยประโยชน์จากฟรีวีซ่าก็ทำการยกเลิกเป็นกรณีๆ ไปได้ รวมถึงการให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) วางแผนร่วมกับการบินไทย เพื่อให้ฟรีวีซ่ากับบางพื้นที่ที่เป็นการเปิดเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่ๆ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ยังจำเป็นต้องพิจารณาปรับสมดุลการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพระดับกลาง และระดับต่ำเข้ามาบ้าง เพราะจริงๆ นักท่องเที่ยวที่เน้นจุดหมายปลายทางราคาประหยัดก็มีโอกาสที่จะช่วยสร้างเศรษฐกิจระดับฐานรากได้พอสมควร ด้วยการไปจับจ่ายใช้สอยจากร้านค้าตามท้องถิ่น หรือพักโรงแรมระดับรองที่มีส่วนใหญ่คนไทยเป็นเจ้าของจริงๆ ขณะที่ธรรมชาติของกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจะเน้นพักโรงแรมห้าดาว ซึ่งมักอยู่ในเครือข่ายของบริษัทต่างชาติ หรือแม้แต่อาหารก็เป็นของนำเข้าจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่

ศ.วิทวัส กล่าวอีกว่า แนวคิดการเก็บค่าธรรมเนียมขาออกนอกสำหรับคนไทยที่เดินทางออกนอกประเทศ หรือ Exit Fee เพื่อนำรายได้มาส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ ส่วนตัวคิดว่าในเชิงหลักการเป็นสิ่งที่รับได้ เพราะเป็นการสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประเทศโดยลดการพึ่งพางบประมาณแผ่นดิน และช่วยสร้างรายได้ให้รัฐบาลด้วยอีกทาง รวมถึงเกิดผลกระทบกับคนไม่มาก ทว่า ก็ควรมีการกำหนดเงื่อนไขไม่ให้กระทบกับผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อทำงาน หรือองค์กรธุรกิจที่จำเป็นต้องให้พนักงานเดินทางไปต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง

อีกทั้ง ทางรัฐบาล และกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เองก็ควรจัดสรรเงินส่วนหนึ่งที่จัดเก็บได้ทำเป็นแคมเปญ หรือโครงการเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรอง หรือพื้นที่ที่ปัญหาด้านเศรษฐกิจ เช่น คูปองเงิน โครงการไทยเที่ยวไทย รวมถึงอาจมีการอุดหนุนเงินให้สำหรับการท่องเที่ยวรายคนอีกส่วน ก็น่าจะช่วยให้คนที่พอมีกำลังทรัพย์จะไปท่องเที่ยวนอกประเทศมีทางเลือก และรู้สึกว่าได้อะไรคืนกลับมาจากเงินที่เสียไปตอนออกนอกประเทศ

ประกาศรายชื่อแล้ว!! เด็กและเยาวชนดีเด่นกรุงเทพมหานคร กทม. แจ้งผู้ได้รับคัดเลือก “ประกายเพชร” ครั้งที่ 21 เข้ากลุ่มไลน์ ติดตามข่าวสาร–ส่งผลงาน ผู้ได้รับรางวัลส่งข้อมูลได้ถึง 16 พฤษภาคม 2569

ประกาศผลการคัดเลือกเด็กและเยาวชนดีเด่นกรุงเทพมหานคร (ประกายเพชร) ครั้งที่ 21

-ให้ผู้ที่ได้รับคัดเลือกเข้าไลน์กลุ่ม

เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสาร และส่งผลงานและความสำเร็จเพื่อรวบรวมจัดทำหนังสือ

-ส่งได้ตั้งแต่วันนี้ - 16 พฤษภาคม 2569

ที่มา : https://www.facebook.com/100064836184942/posts/1436309685206891/?rdid=teRhNjdU0TMrpdtr#

ม.ธนบุรี จัดจิตอาสา ร่วมกลุ่ม UNITE Thailand พัฒนานักศึกษา ผสานกิจกรรมจิตอาสาเข้าหลักสูตร ส่งเสริมความรับผิดชอบสู่ชุมชน มุ่งสร้างประโยชน์แก่สังคมโดยรอ

ม.ธนบุรี ร่วมกับกลุ่ม UNITE Thailand นำกิจกรรม “จิตอาสา” ส่งเสริมเยาวชนไทยรับใช้สังคม

มหาวิทยาลัยธนบุรี ผนึกความร่วมมือกับกลุ่ม UNITE Thailand นำนักศึกษาร่วมงานจิตอาสา ภายใต้ปรัชญา University For All หรือมหาวิทยาลัยเพื่อปวงชน ที่จะให้บริการประชาชนและชุมชน ส่งเสริมการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ พัฒนาทางด้านจิตใจสู่ความเป็นมนุษย์ ไม่เห็นแก่ตัว พร้อมนำความรู้ไปพัฒนาประเทศ ล่าสุดมีแนวคิดพัฒนาความร่วมมือทางด้านจิตอาสา เข้าสู่การดำเนินงานของทางกิจการนักศึกษา ควบคู่กับหลักสูตรการเรียนการสอน โดยที่ผ่านมาได้มีการนำนักศึกษาไปร่วมโครงการฯ กับกลุ่ม UNITE Thailand ที่ จ.กาญจนบุรี และที่โรงเรียนวัดไผ่เงินโชตนาราม เขตบางคอแหลม กทม. ในกิจกรรมสอนภาษาอังกฤษและศิลปะ ภายใต้โครงการ เยาวชนคนกล้าฝัน

ดร.บัญชา เกิดมณี อธิการบดี มหาวิทยาลัยธนบุรี กล่าวว่า “การร่วมทำกิจกรรมจิตอาสากับกลุ่ม UNITE Thailand ทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้นอกสถานที่ เป็นของจริงจากสังคมภายนอกที่เป็นรูปธรรม สร้างการจดจำที่ดีให้เกิดขึ้นตลอดชีวิต ซึ่งไม่สามารถศึกษาได้จากในห้องเรียน โดยในอนาคตทางมหาวิทยาลัยฯ มีโครงการจะพัฒนาความร่วมมือกับกลุ่ม UNITE Thailand ในเข้าสู่การดำเนินงานของทางกิจการนักศึกษา ควบคู่กับหลักสูตรการเรียนการสอน นอกจากนี้ทางมหาวิทยาลัยฯ ยังได้มีการทำประโยชน์ให้สังคมอีกหลายอย่าง อาทิ การมอบที่ดิน 1 แปลง ในซอยเพชรเกษม 110 ให้กับทางสำนักงานอนามัย กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ประชาชนโดยรอบที่เป็นกลุ่มรากหญ้าได้ใช้ประโยชน์ ในการสร้างสำนักงานอนามัยเพื่อใช้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น อาทิ เมื่อเกิดโรคไข้หวัดใหญ่ ก็จะสามารถเป็นจุดคัดกรองก่อนส่งตัวผู้ป่วย สู่โรงพยาบาลภาครัฐที่มีขนาดใหญ่ต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์มาก คาดว่าจะสร้างแล้วเสร็จในปี 2570 อีกสิ่งหนึ่งที่ได้ทำก็คือการไม่มีคอนวีเนียนสโตร์ หรือร้านสะดวกซื้อต่างๆ ของบริษัทฯ ภายนอก มาตั้งภายในมหาวิทยาลัย รวมทั้งศูนย์อาหารต่างๆ ทั้งนี้เพราะไม่ต้องการให้นักศึกษามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น รวมถึงต้องการใช้มี SMEs เกิดขึ้นในชุมชนโดยรอบ สามารถค้าขายและเลี้ยงตัวเองได้”

ด้าน น.ส.เมษาวดี สุขกรี อาจารย์ประจำสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจดิจิทัล มหาวิทยาลัยธนบุรี ได้กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาที่ได้เข้าร่วมงานกับกลุ่ม UNITE Thailand มานานกว่า 2 ปี ทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้เรื่องการมีพื้นที่ เพื่อเปิดโอกาสให้กับตัวเอง ในการดึงทักษะการเป็นผู้นำ, การจัดการงานเฉพาะหน้า, ความคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ ได้ออกมาใช้ในพื้นที่จริง ทำให้รู้ถึงศักยภาพตัวเอง และสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ เนื่องจากจะมีแนวทางในการจัดกิจกรรมหรือนำเสนอ เกิดเป็นแบบแผนที่จะนำไปใช้ในโครงการอื่นๆ ได้ในอนาคต ปัจจุบันทางมหาวิทยาลัยฯ มีนโยบายที่เกี่ยวข้องและเป็นส่วนหนึ่งกับชุมชน คอยช่วยเหลือและสนับสนุนในด้านต่างๆ อาทิ โครงการหอยแมลงภู่ เข้าไปช่วยจัดทำแพ็คเกจ ยืดอายุผลิตภัณฑ์ให้อยู่ได้นานตลอดการขนส่ง เพื่อส่งเสริมต่อยอดสร้างรายได้ รวมถึงเข้าไปให้ความรู้เรื่องโซเชียลมีเดีย เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้า”

มาที่ ดร.รัตนา แซ่เล้า ผู้ได้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดล แผนกธรรมศาสตร์ ด้านการศึกษา ประจำปี 2549 และผู้ริเริ่มกลุ่ม UNITE Thailand กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยธนบุรีเป็นกำลังสำคัญของกลุ่ม UNITE Thailand ทางท่านผู้บริหาร ดร. บัญชา เกิดมณี อธิการบดี และ ดร. นภวรรณ แย้มชุติ รองอธิการบดี ให้ความสำคัญกับกิจกรรมเพื่อสังคม และสนับสนุนกิจกรรมของเราเป็นอย่างดีเรื่อยมา ส่วนคณาจารย์ และนักศึกษาก็เป็นแกนหลักในการลงพื้นมี เป็นคนมีความรู้ ความสามารถ เข้ากับเยาวชนในพื้นที่ได้ดี สามารถในการเข้าถึงแต่ละชุมชนที่เราไปทำกิจกรรมด้วย ทางกลุ่ม UNITE Thailand รู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทำงานกับทีมงานมหาวิทยาลัยธนบุรีที่มีคุณภาพ และมีน้ำใจ เสียสละเพื่อส่วนรวม”

นักวิชาการ มธ. แนะเพิ่มมาตรการ!! ลดไฟถนนช่วยประหยัดพลังงาน ชี้ใช้ข้อมูลอุบัติเหตุชี้จุดเสี่ยง เสนอเพิ่มเครื่องหมายจราจรสะท้อนแสง ดึงเอกชนร่วมแลกลดหย่อนภาษี

เมื่อวันที่ 1 พ.ค. นักวิชาการ มธ. แนะเพิ่มมาตรการ ควบคู่ ‘ลดแสงสว่างถนน’
ชี้ดึง ‘เอกชน’ ประหยัดไฟแลกภาษีดีกว่า
 
นักวิชาการธรรมศาสตร์ เผยลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนน 1 พ.ค. 69 ที่ผ่านมา เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ “กรมทางหลวง” ควรมีมาตรการความปลอดภัยอื่น เช่น ใช้เครื่องหมายจราจรบนพื้น – สติกเกอร์สะท้อนแสงร่วมด้วย เพื่อชะลอความเร็วในจุดเสี่ยง ระบุมาตรการนี้ประหยัดพลังงานได้ไม่มาก แนะรัฐบาลคุยเอกชนขอลดใช้ไฟบางส่วน แลกลดหย่อนภาษี ช่วยได้มากกว่า
 
ดร.เกียรติบดินทร์ หวังเลิศพาณิชย์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า มาตรการลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำเพื่อประหยัดพลังงานตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งกรมทางหลวงชนบทจะเริ่มใช้ในวันที่ 1 พ.ค. 2569 นี้ ถือเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในสถานการณ์ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานจากการสู้รบในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาปิดไฟแสงสว่างบนถนนจำเป็นต้องใช้ข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนร่วมด้วย ส่วนตัวคิดว่ากรมทางหลวงชนบทเองอาจไม่ได้เก็บข้อมูลในส่วนนี้ไว้ทั้งหมดทุกพื้นที่ มีเฉพาะจุดที่มีความเสี่ยง หรือเกิดอุบัติเหตุซ้ำกันบ่อยครั้ง ซึ่งการขาดข้อมูลดังกล่าวก็จะส่งผลต่อการประเมิน และการวางแผนในการปิดไฟแสงสว่างในแต่ละพื้นที่ ดังนั้น กรมทางหลวงชนบท จึงควรพิจารณาใช้องค์ประกอบอื่นๆ เพื่อเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ขับขี่เกิดความปลอดภัยมากขึ้นด้วย เช่น เครื่องหมายจราจรบนพื้นทาง สำหรับทำให้ผู้ขับขี่ต้องชะลอความเร็วลงร่วมด้วยในบางพื้นที่ หรือสติกเกอร์สะท้อนแสง

ทั้งนี้ หากวางแผนดำเนินมาตรการดังกล่าวได้ดี รวมถึงคำนวณปริมาณไฟฟ้าแสงสว่างที่สมดุลกันระหว่างช่วงที่ปิดและช่วงที่เปิด ก็ไม่น่าจะเพิ่มความเสี่ยงในเรื่องความปลอดภัยทางถนน เนื่องจากหากไปดูรายละเอียดมาตรการดังกล่าวจะพบว่าไม่ใช่การปิดไฟของถนนทางหลวงสนิททั้งหมด แต่เป็นการปิดไฟแสงสว่างบางดวงในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งยังทำให้ผู้ใช้รถยนต์บนท้องถนนทางหลวง และใกล้เคียงมองเห็นเส้นทาง หรือมีทัศนวิสัยที่เพียงพอในการเตรียมตัวเพื่อความปลอดภัยได้ และจริงๆ นอกจากแสงสว่างบนท้องถนนแล้วก็ยังมีแสงสว่างจากรถยนต์ของผู้ขับขี่เองด้วย

ดร.เกียรติบดินทร์ กล่าวต่อไปว่า แม้จะเป็นมาตรการที่เข้าใจได้ และมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ แต่หากพิจารณาสัดส่วนของพลังงานที่ประหยัดได้จากการลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนท้องถนน หากมองเป็นภาพรวมระดับประเทศอาจจะได้เพียงเล็กน้อย ฉะนั้น ถ้าต้องการจะลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่าง เพื่อให้การประหยัดพลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทางรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเดินหน้าเจรจาขอความร่วมมือกับภาคเอกชนที่ประกอบธุรกิจศูนย์การค้า หรือร้านสะดวกซื้อที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ให้มีการพิจารณาลดใช้ไฟฟ้าในบางส่วน เพราะศูนย์การค้า หรือร้านสะดวกซื้อเหล่านี้มีสาขาค่อนข้างเยอะ และกระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งหากทุกร้านทำได้ก็ช่วยได้ค่อนข้างเยอะ

นอกจากนี้ รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาขอความร่วมมือไปถึงภาคอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าจำนวนมากๆ ที่สามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ เช่น ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ฯลฯ ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก แต่หากมีการออกมาตรการเสริมที่สร้างแรงจูงใจได้ก็น่าจะทำให้ภาคเอกชนเองหันมาพิจารณาและช่วยดำเนินการได้ อย่างถ้าง่ายสุดก็คือ มาตรการการลดหย่อนภาษี ที่ก็ถือเป็นทางเลือกที่น่าจะช่วยได้อย่างดี

“ธรรมชาติของทุกคนหากให้ความร่วมมือในการดำเนินการอะไรก็คาดหวังว่าจะได้อะไรตอบแทนมาบางอย่าง ฉะนั้น ถ้ารัฐบาลจะขอความร่วมมืออย่างเดียวอาจไม่ทำให้นโยบายสำเร็จได้ จำเป็นต้องให้คนที่มาร่วมมือได้รับอะไรบางอย่างด้วย ซึ่งจะช่วยให้นโยบาย หรือมาตรการต่างๆ เดินหน้าไปได้ง่ายกว่า” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า การออกมาตรการสร้างแรงจูงใจดังกล่าวถ้าลงไปถึงขั้นภาคครัวเรือนได้ก็จะยิ่งดี เช่น การจัดประกวดถนนปลอดภัย โดยกำหนดเงื่อนไขว่าถ้าชุมชนไหนสามารถช่วยจัดระเบียบถนนได้อย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ภายใต้การลดการใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนนได้ดี ชุมชนนั้นๆ ก็จะได้รับงบประมาณสนับสนุนสำหรับการพัฒนาพื้นที่

กสม. เปิดเวทีแก้วิกฤตฝุ่น!! ผนึกกำลังวางแนวทางแก้ PM 2.5 ชูสิทธิชุมชน-กระจายอำนาจลงท้องถิ่น เสนอกฎหมายอากาศสะอาด รื้อโครงสร้างงบฯ ดันแก้ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม

กสม. เปิดเวทีถกทางออกวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ชู “สิทธิชุมชน-กระจายอำนาจ” ดัน กม.อากาศสะอาด หวังรื้อโครงสร้างงบประมาณ-แก้ปัญหาข้ามพรมแดน

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดเวทีเสวนา “ผนึกกำลังผ่าทางออกวิกฤตฝุ่น PM 2.5: การคุ้มครองสิทธิและก้าวต่อไปของกฎหมายอากาศสะอาด” ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ เพื่อเป็นเวทีกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูล มุมมอง ประสบการณ์ และข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 และไฟป่าในประเทศไทย รวมถึงพิจารณาทิศทางของกฎหมายอากาศสะอาดในอนาคต โดยมีตัวแทนจากหลากหลายกลุ่มเข้าร่วม ทั้งภาคการเมือง หน่วยงานรัฐ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์จากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พรประไพ กาญจนรินทร์ กล่าวเปิดการเสวนาโดยเน้นย้ำว่า วิกฤตฝุ่น PM 2.5 ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัญหาที่กระทบต่อสิทธิมนุษยชน สุขภาพ และสิทธิทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง การที่รัฐบาลส่งร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด กลับเข้าสู่สภาฯ ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ แต่การผลักดันยังต้องดำเนินต่อไป พร้อมย้ำว่าการแก้ปัญหาต้องมองให้ครอบคลุม ไม่ใช่เพียงการพุ่งเป้าโทษชาวบ้านเพียงอย่างเดียว

"เมื่อวานนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ส่งร่างกฎหมายอากาศสะอาดกลับไปที่สภาแล้ว ในเบื้องต้นงานเราก็คงน้อยลงนิดหนึ่ง เพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องไปผลักดันให้รัฐบาลส่งเรื่องไปที่รัฐสภาอีก ถือเป็นก้าวแรก แต่คงไม่ใช่ก้าวเดียว เพราะเส้นทางยังอีกยาวไกลในการที่เราจะผลักดันเรื่องนี้ อย่างที่ทราบกันว่า วิกฤตฝุ่น PM 2.5 มีมาโดยตลอดและทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เท่าที่รับฟังมา ฝุ่น PM 2.5 มาจากไฟป่าเพียงส่วนหนึ่ง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากโรงงานอุตสาหกรรมและภาคส่วนอื่น ๆ ด้วย ซึ่งคงต้องมาหารือกัน และแน่นอนว่าฝุ่น PM 2.5 ไม่ได้กระทบแค่สิ่งแวดล้อม แต่กระทบถึงชีวิต สุขภาพ ตลอดจนเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม เพราะเมื่ออากาศไม่ดี ก็ไม่มีใครอยากมาท่องเที่ยวหรือจัดกิจกรรม นำไปสู่การซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้แย่ลงไปอีก และเหตุที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพราะเรื่องของสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชน ซึ่งสหประชาชาติได้รับรองแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของ กสม. ที่ต้องขับเคลื่อนและผลักดันเรื่องนี้ร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ โดย กสม. ทำเรื่องนี้มาต่อเนื่องหลายปี ตั้งแต่ปี 2566 2567 2568 จนถึง 2569 เมื่อตอนต้นปีเราก็ส่งหนังสือย้ำไปอีกครั้ง”

เสียงสะท้อนจากพื้นที่: กระจายอำนาจ-เคารพวิถีชุมชน

ในเวทีช่วงเช้า เป็นการเสวนาหัวข้อความก้าวหน้าและความท้าทายในการแก้ไขปัญหาฝุ่นและไฟป่าในประเทศไทย

ดำเนินรายการโดย กิตติ สิงหาปัด ผู้ประกาศข่าวช่อง 3 การเสวนาเริ่มต้นจากการให้ตัวแทนจากพื้นที่ได้สะท้อนความท้าทายในการจัดการไฟป่า โดยก่อชิ  เพชรไพรพนาวัลย์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ สะท้อนปัญหาว่า การบังคับใช้มาตรการห้ามเผาเด็ดขาดเป็นการฝืนธรรมชาติของป่าบางประเภท (เช่น ป่าเต็งรัง) ทำให้เกิดการสะสมของเชื้อเพลิง เมื่อเกิดไฟป่าจึงมีความรุนแรงและควบคุมยาก นอกจากนี้ การถ่ายโอนภารกิจการจัดการไฟป่าให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ยังขาดความเบ็ดเสร็จ ทั้งในด้านอำนาจการสั่งการและงบประมาณ จึงเสนอให้มีการกระจายอำนาจและงบประมาณลงสู่ท้องถิ่นโดยตรง เพื่อให้ อปท. สามารถร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนการบริหารจัดการไฟป่าและเชื้อเพลิงที่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ เดโช ไชยทัพ จากมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ) ชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการเชิงบวกในการจัดการไฟป่าที่มีหลายภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อท้าทายสำคัญบางประการ จึงมีข้อเสนอให้มีการกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบเชิงพื้นที่ให้ชัดเจนระหว่างชุมชนและหน่วยงานรัฐ การปรับความเข้าใจที่แตกต่างกันในเรื่อง "การบริหารจัดการเชื้อเพลิง" เพื่อลดความขัดแย้ง โดยใช้กรณีศึกษาการใช้แอปพลิเคชัน "Fire-D" ในจังหวัดเชียงใหม่ที่ประสบความสำเร็จในการควบคุมพื้นที่เผาไหม้ การปรับปรุงระบบงบประมาณให้สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ โดยให้ อปท. และองค์กรชุมชนเป็นหน่วยรับงบประมาณโดยตรง รวมถึงการเร่งรัดแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องสิทธิในที่ดินทำกินในเขตป่า เพื่อเปลี่ยนผ่านระบบเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาไฟไปสู่ระบบที่ยั่งยืน

ด้านพฤ โอ่โดเชา แกนนำชาวปกากะญอ สะท้อนความเหลื่อมล้ำทางความรู้และอำนาจระหว่างรัฐ สังคมเมือง และกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในป่า การจัดการป่าต้องพิจารณาบริบทของ "คน" ที่อยู่ร่วมกับป่าด้วย วิถีชีวิตและระบบนิเวศน์บางประเภทมีความจำเป็นต้องใช้ไฟ เช่น การทำไร่หมุนเวียน ซึ่งมีระบบการทำแนวกันไฟเพื่อควบคุมไม่ให้ลุกลาม นโยบายลดการใช้ไฟแบบเหมารวมและการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ทำให้ชาวบ้านกลายเป็นผู้กระทำผิดและต้องลักลอบจุดไฟ ซึ่งส่งผลให้ไฟป่ารุนแรงขึ้นเนื่องจากขาดการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เสนอให้รัฐเปิดใจรับฟังและเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนเพื่อหาแนวทางร่วมกัน

ส่วนนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผู้อำนวยการสำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ยอมรับว่าสถานการณ์ไฟป่าในปีนี้มีความรุนแรงมากเนื่องจากการสะสมของเชื้อเพลิงและสภาพอากาศที่แห้งแล้งยาวนาน กรมอุทยานฯ ได้ปรับแนวทางโดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนมากขึ้น มีการจ้างงานชาวบ้านเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังไฟป่ากว่า 1,690 เครือข่าย และทำความเข้าใจถึงความจำเป็นในการใช้ไฟตามวิถีชีวิต อย่างไรก็ตาม ยังคงประสบปัญหาพฤติกรรมการลักลอบเผาเพื่อการล่าสัตว์ หรือผู้ที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก

ด้านสมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา ระบุว่าความรุนแรงของไฟป่าในปีนี้เกิดจากภาวะฝนทิ้งช่วงยาวนาน ทำให้ไฟขยายตัวจนเกินขีดความสามารถของกลไกรัฐที่จะควบคุมได้ พร้อมเสนอแนะให้รัฐต้องเพิ่มขีดความสามารถและลงทุนในหน่วยดับไฟป่ามืออาชีพให้มีอุปกรณ์และกำลังพลที่เพียงพอ ส่วนการบริหารจัดการเชื้อเพลิงต้องระบุวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน เช่น เผาเพื่อเศรษฐกิจ หรือ เผาเพื่อลดเชื้อเพลิง และไม่อนุญาตให้เผาในป่าเต็งรังซึ่งก่อให้เกิดฝุ่นควันเกินมาตรฐาน และควรพัฒนาระบบทำแนวกันไฟที่มีประสิทธิภาพสูง มีจุดสำรองน้ำ และให้ชุมชนสร้างเส้นทางลาดตระเวนได้ ตลอดจนบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับกลุ่มที่ลักลอบเผาป่าเพื่อล่าสัตว์

ส่วนปริศนา  พรหมมา จากสภาลมหายใจเชียงใหม่ เสนอให้เลิกเหมารวมสาเหตุของไฟป่า ต้องแยกแยะการจัดการไฟระหว่างพื้นที่เกษตรที่สูง ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และวิถีชีวิตชุมชน และเสนอให้แก้ปัญหาแอปพลิเคชัน "Fire-D" ที่มักไม่อนุมัติการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ทำให้เกิดการลักลอบเผาจนควบคุมไม่ได้ พร้อมทั้งควรผลักดันให้ อปท. เป็นเจ้าภาพทำแผนระดับพื้นที่ร่วมกับกรมป่าไม้ แต่ปัจจุบันยังประสบปัญหาขาดแคลนงบประมาณในการดำเนินการ และควรยกระดับศักยภาพอาสาสมัครระดับหมู่บ้านกว่าพันทีมให้มีความเข้มแข็งและปลอดภัย ตลอดจนให้ความสำคัญกับแหล่งกำเนิดมลพิษลำดับที่สองของแต่ละจังหวัด เช่น ยานพาหนะ และภาคอุตสาหกรรม

ด้าน ดร.เจน  ชาญณรงค์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ เห็นด้วยว่าต้องจัดทำแผนที่จำแนกประเภทของไฟ โดยพุ่งเป้าไปที่การแก้ปัญหา "ไฟเพื่อการล่าสัตว์" ซึ่งสร้างความเสียหายรุนแรงที่สุด พร้อมเสนอแนวทางการแก้ไขที่ต้นเหตุด้วยการสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำ ดิน และสิทธิในที่ดินทำกินให้แก่ชุมชน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานราก นอกจากนี้ยังเสนอให้ใช้กลไกการจ่ายค่าตอบแทนระบบนิเวศ (Payment for Ecosystem Services - PES) เพื่อสร้างแรงจูงใจในการรักษาป่า สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ ได้เริ่มดำเนินการบูรณาการร่วมกับจังหวัดต้นลมเพื่อปรับช่วงเวลาการเผาภาคการเกษตร ไม่ให้ฝุ่นพัดเข้าสู่เมือง ซึ่งประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี

ทางด้าน ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม. ประกาศพร้อมเป็นเจ้าภาพบูรณาการแก้ปัญหาในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยเน้นย้ำถึงการแก้ปัญหาเชิงระบบโดยอาศัยข้อมูลและเทคโนโลยีแบบ Real-time (ดาวเทียม โดรน เซนเซอร์) เพื่อระบุแหล่งกำเนิดฝุ่นอย่างแม่นยำ ปัญหาฝุ่นมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และปัญหาอื่น ๆ เช่น ยาเสพติด ทุนสีเทา พร้อมทั้งระบุว่ารัฐบาลมีแนวคิดผลักดันนโยบายเศรษฐกิจเกื้อกูลนิเวศ (Nature Positive Economy) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) นำเศษวัสดุการเกษตรมาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อลดการเผา โดยจะนำร่องในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน และเน้นย้ำถึงการแยกประเด็นการแก้ปัญหาออกจากความขัดแย้งทางการเมือง เพื่อให้เกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ผ่าทางตันด้วยโครงสร้างและ กม.อากาศสะอาด

ช่วงบ่ายเป็นการเจาะลึกทางออกวิกฤตฝุ่นและทิศทางของร่างกฎหมายอากาศสะอาดในอนาคต ดำเนินรายการโดย ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ไพสิฐ พาณิชย์กุล ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ (ศวอ.) ชี้ว่าการแก้ปัญหาด้วยการดับไฟเป็นเพียงการแก้ที่ปลายเหตุ โครงสร้างปัญหาฝุ่น PM 2.5 ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ ระบบราชการ ฐานข้อมูล เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ปัญหาที่พบในระดับพื้นที่คือ ขาดเจตจำนงทางการเมือง (Political Will) กลไกรัฐทำงานแบบเดิม ขาดความต่อเนื่องของผู้บริหาร และระบบงบประมาณไม่เอื้อต่อการป้องกัน เสนอให้ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดเป็นเครื่องมือในการสร้างระบบนิเวศทางการเมืองที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหา นำบทเรียนจากแต่ละพื้นที่มาปรับใช้ (Lesson Learned) กำหนดเป้าหมายจัดการพื้นที่ซ้ำซาก (Point Source) และปรับปรุงระบบงบประมาณให้เหมาะสมกับแหล่งกำเนิดมลพิษแต่ละประเภท

ด้าน ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม และอดีตประธานคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนร่างกฎหมายว่าด้วยอากาศสะอาด สำนักงาน ป.ย.ป. ชี้ให้เห็นความล้มเหลวของการประกาศวาระแห่งชาติ 7 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากเน้นแก้ปัญหาเพียง 3 เดือนในช่วงวิกฤต และงบประมาณไม่สอดคล้องกับแผน เสนอสูตร "8-3-1" คือ ทำงานเชิงรุก 8 เดือน ตั้งรับอย่างมีประสิทธิภาพ 3 เดือน และขับเคลื่อน 1 Big Project ให้มีงบประมาณเบ็ดเสร็จครบวงจร นำเสนอแนวคิด "เศรษฐกิจเกื้อกูลนิเวศ (Nature Positive Economy)" เช่น การปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวโพดเป็นป่าเศรษฐกิจหรือเกษตรมูลค่าสูง โดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ เช่น มาตรการทางภาษี และ BOI เป็นแรงจูงใจ เพื่อแก้ปัญหาความยากจน ควบคู่กับการลดมลพิษ

สำหรับประเด็นร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด เชาว์ลิต แจ้งอักษร ผู้อำนวยการส่วนพัฒนากฎหมาย กรมควบคุมมลพิษ อธิบายสาระสำคัญของร่างกฎหมายอากาศสะอาด (273 มาตรา) ซึ่งมุ่งรับรองสิทธิการเข้าถึงอากาศสะอาดของประชาชน โดยมีกลไกสำคัญ ได้แก่ ระบบคณะกรรมการหลายระดับเพื่อบูรณาการนโยบายและการปฏิบัติ การกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศและควบคุมมลพิษจาก 7 แหล่งกำเนิด (อุตสาหกรรม คมนาคม เกษตร ป่าไม้ ภาคเมือง มลพิษข้ามแดน และอื่นๆ) การประกาศ "เขตเฝ้าระวัง" และ "เขตประสบมลพิษทางอากาศ" ให้อำนาจผู้บริหารท้องถิ่นสั่งระงับกิจกรรมก่อปัญหาได้ มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ เช่น ภาษีอากาศสะอาด ระบบฝากไว้ได้คืน และกองทุนอากาศสะอาด การกำหนดความรับผิดทางแพ่ง (ผู้ก่อผลกระทบต้องรับผิดชอบ รวมถึงสถาบันการเงินที่สนับสนุน) และบทลงโทษทางอาญาที่รุนแรง

ขณะที่ รศ.ดร.คนึงนิจ  ศรีบัวเอี่ยม นายกสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ เตือนให้ระวังความเสี่ยงในกระบวนการนิติบัญญัติที่อาจทำให้ร่างกฎหมายบิดเบือนไปจากเจตนารมณ์เดิม เน้นย้ำว่า พ.ร.บ. อากาศสะอาด ต้องไม่เป็นเพียงเครื่องมือทางการเมือง หรือกฎหมายฟอกเขียว แต่ต้องเป็นเครื่องมือในการบูรณาการนโยบายและการเรียนรู้ทางสังคม กฎหมายนี้ใช้หลัก "สิทธิเป็นฐาน (Rights-based)" ซึ่งก่อให้เกิดหน้าที่ของรัฐที่ต้องปกป้องคุ้มครอง และความรับผิดชอบของผู้ก่อปัญหา พร้อมอ้างอิงถึงการยอมรับในระดับสากลต่อโครงสร้างของร่างกฎหมายฉบับภาคประชาชน

ด้านวีระศักดิ์  โควสุรัตน์ ที่ปรึกษาสภาลมหายใจ กรุงเทพมหานคร ระบุว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มีนวัตกรรมที่น่าสนใจคือการบัญญัติแนวคิด "เขตภูมิศาสตร์อากาศ (Airshed)" และการให้ศาลรับฟังหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาบังคับใช้ในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงการเขียนกฎหมายตีกรอบบังคับให้ทุกหน่วยงานต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่ออุดช่องโหว่การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ ยังเสนอให้ขับเคลื่อนการทำงานด้วยหลัก 3T (Talent, Technology, Tolerance) และแนะแนวทางแก้ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดนโดยไม่พึ่งพารัฐต่อรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ให้ดึงภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วม

ด้านธนะสิทธิ์ เมธพันธ์เมือง กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษามาตรการและแนวทางการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาไฟป่า และติดตามปัญหาวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5). สภาผู้แทนราษฎร ยืนยันความตั้งใจของคณะกรรมาธิการในการรวบรวมข้อมูลอย่างรอบด้านภายในกรอบเวลาที่จำกัด รับทราบถึงปัญหาความซ้ำซ้อนของอำนาจหน้าที่ ปัญหาการขาดแคลนงบประมาณ และปัญหาขาดกำลังคน เช่น เจ้าหน้าที่เหยี่ยวไฟมีเพียง 250 คนทั่วประเทศ กรรมาธิการฯ จะนำข้อเสนอเชิงโครงสร้าง การส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน และการจัดสรรงบประมาณเชิงป้องกัน ไปผลักดันในรัฐสภา เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการที่เป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ตัวแทนจากกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ ยังได้เสริมถึงกลไกการเจรจาระหว่างประเทศ โดยระบุว่ากำลังผลักดันยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy) และศูนย์ประสานงานเพื่อตรวจจับจุดความร้อนในภูมิภาค เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม

ด้านวิพัฒนชัย  วิมหิน สภาองค์กรชุมชน จังหวัดขอนแก่น เสนอให้กระจายอำนาจการจัดการปัญหาฝุ่นควันสู่ระดับจังหวัดเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมอย่างเป็นรูปธรรม แทนการรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง พร้อมทั้งเน้นย้ำความสำคัญของการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับร่างกฎหมายอากาศสะอาดให้แก่ประชาชนในพื้นที่ เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

ในช่วงท้าย ศยามล  ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สรุปการเสวนา พร้อมย้ำว่า กสม. จะรวบรวมข้อเสนอแนะเชิงมาตรการบริหาร ทั้งการบูรณาการงบประมาณเชิงป้องกัน (Finance Based Solution) การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการเกษตร และการจัดการเชื้อเพลิงที่สอดคล้องกับวิถีชุมชน เพื่อส่งมอบต่อรองนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลต่อไป โดย กสม. จะยังคงยืนหยัดเป็นกระบอกเสียงให้แก่กลุ่มคนเปราะบางและชุมชนในพื้นที่ เพื่อให้การแก้ปัญหาวิกฤตฝุ่นละอองเกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1317258180594574&id=100069312125516&rdid=DJDauK7IPNpy8D2A#

พระกรุณาธิคุณต่อผู้ป่วยมะเร็ง สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒนฯ จัดสรรยาอิมครานิบ 690,000 เม็ด แก่ผู้ป่วยมะเร็งทั่วประเทศ หนุนบริการสาธารณสุขทั่วไทยพัฒนา

ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปพระราชทาน “รางวัล
ศรีสวางควัฒน” ประจำปี ๒๕๖๘ และพระราชทานยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้า “อิมครานิบ ๑๐๐” จำนวน ๖๙๐,๐๐๐ เม็ด แก่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อจัดสรรให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งทั่วประเทศ

วันพฤหัสบดีที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๐๐ น. ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เสด็จไปในพิธีพระราชทาน “รางวัลศรีสวางควัฒน” ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ แก่หน่วยงานสาธารณสุขที่มีความเป็นเลิศด้านบริการทางการแพทย์ และพิธีพระราชทานยารักษาโรคมะเร็ง “โครงการยารักษาโรคมะเร็งเฉลิมพระเกียรติ ๖๙ พรรษา” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ จำนวน ๖๙๐,๐๐๐ เม็ด แก่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น ๓ อาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ โดยมีศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ , นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข , นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เฝ้ารับเสด็จฯ โอกาสนี้ พระราชทานพระวโรกาสให้ ดร.ฐากูร พานิช รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เข้าเฝ้าถวายสูจิบัตร และศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กราบทูลรายงานการจัดโครงการฯ และเบิกผู้แทนหน่วยงานสาธารณสุขเข้ารับพระราชทานรางวัลศรีสวางควัฒน ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ ตามลำดับ

โครงการ “รางวัลศรีสวางควัฒน” เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย  เพื่อน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณและเทิดพระเกียรติ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี  องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และสืบสานพระปณิธานในการส่งเสริมให้โรงพยาบาลทั่วประเทศ พัฒนาการบริการที่มีประสิทธิภาพแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยในทุกท้องถิ่นห่างไกลให้มีโอกาสเข้าถึงการบริบาลด้านสาธารณสุขด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยมีคุณภาพและได้มาตรฐาน จัดขึ้นครั้งแรกในปี ๒๕๖๔ และดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยดำเนินการสรรหาและคัดเลือกหน่วยงานบริการด้านสาธารณสุขที่ให้บริการทางการแพทย์อย่างมีมาตรฐานทุกระดับ ซึ่งมีความทุ่มเทในการพัฒนาระบบบริการประชาชนที่เป็นเลิศ อุทิศตนในการปฏิบัติงานด้วยความเสียสละ อุตสาหะ และทุ่มเท เป็นรางวัลอันทรงคุณค่า เป็นเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีขององค์กรสาธารณสุข มอบให้แก่หน่วยงานที่สืบสานการดำเนินงานตามพระปณิธาน อันเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่องค์กรท่างการแพทย์และการสาธารณสุข ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจและเป็นต้นแบบให้แก่องค์กรสาธารณสุขอื่นที่ดำเรงการพัฒนาในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์สูงสุดอันจะเกิดแก่ประชาชนต่อไป

สำหรับรางวัลศรีสวางควัฒน ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ ได้แบ่งการสรรหาสถานพยาบาลออกเป็น ๔ ประเภท โดยมีหน่วยงานที่ได้เข้ารับพระราชทานรางวัล จำนวน ๑๒ หน่วยงาน แบ่งตามประเภทรางวัล ดังนี้
๑. ประเภทโรงพยาบาลศูนย์ และ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช (ระดับ รพศ.) ได้แก่ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย
๒. ประเภทโรงพยาบาลทั่วไปและ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช (ระดับ รพท.) ได้แก่ โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส
๓. ประเภทโรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช (ระดับ รพช.) ได้แก่ โรงพยาบาลทรายทองวัฒนา อำเภอทรายทองวัฒนา จังหวัดกำแพงเพชร
๔ ประเภทโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้แก่ สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา นวมินทราชินี ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

และรางวัลสำหรับโรงพยาบาล ๘ แห่ง ที่ผ่านการคัดเลือกเข้ารอบสุดท้าย แบ่งตามประเภทโรงพยาบาล ประกอบด้วย ประเภทโรงพยาบาลศูนย์ (ระดับ รพศ.) ได้แก่ โรงพยาบาลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และโรงพยาบาลชลบุรี อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ประเภทโรงพยาบาลทั่วไป (ระดับ รพท.) ได้แก่ โรงพยาบาลสุโขทัย อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย และโรงพยาบาลมะการักษ์ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรีประเภทโรงพยาบาลชุมชน (ระดับ รพช.) ได้แก่ โรงพยาบาลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี และโรงพยาบาลนิคมคำสร้อย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร และประเภทโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้แก่ สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ ตำบลไร่ใต้ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี และสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ ตำบลบ้านคลองพลู อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี จากนั้นทรงมีพระดำรัส แก่บุคลากรด้านสาธารณสุขที่เข้าร่วมพิธีพระราชทานรางวัลศรีสวางควัฒนในครั้งนี้เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการมุ่งมั่นปฏิบัติงานด้วยความอุตสาหะและทุ่มเทเพื่อประโยชน์สูงสุดอันเกิดแก่ประชาชนสืบไป

โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พระราชทานพระวโรกาสให้นายแพทย์จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เข้าเฝ้ารับพระราชทานยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้าชนิดเม็ด อิมครานิบ ๑๐๐ ในพิธีพระราชทานยารักษาโรคมะเร็ง “โครงการยารักษาโรคมะเร็งเฉลิมพระเกียรติ ๖๙ พรรษา” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ จำนวน ๖๙๐,๐๐๐ เม็ด เพื่อจัดสรรให้แก่ผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า นับเป็นการหยิบยื่นโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่ทันสมัยอย่างเท่าเทียม จากนั้น พระราชทานพระวโรกาสฉายพระรูปร่วมกับคณะกรรมการโครงการและผู้ที่ได้รับพระราชทาน“รางวัลศรีสวางควัฒน” ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ และคณะผู้บริหาร บุคลากรโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมด้วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รวม ๓ ชุด และทอดพระเนตรการจัดแสดงนิทรรศการผลงานของโรงพยาบาลที่ได้รับพระราชทานรางวัลศรีสวางควัฒน ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ตามลำดับ

อนึ่ง ด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงประจักษ์แจ้งว่า “สุขภาวะของประชาชน” คือรากฐานสำคัญยิ่งในการพัฒนาประเทศ ทรงมีพระนโยบายมุ่งมั่นสถาปนาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ให้เป็นเสาหลักแห่งการสาธารณสุขของชาติ ผนวกกับพระอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และการเภสัชกรรม จึงได้ทรงสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาให้สามารถต่อยอดสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรมและทรงก่อตั้งโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดําริ ที่พระตำหนักพิมานมาศ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๖๓ เพื่อเติมเต็มนิเวศวิจัยการแพทย์ การเภสัชกรรม และมะเร็งวิทยาให้สมบูรณ์อย่างยั่งยืน โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดําริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็งแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานวิธีการที่ดีในการผลิตยาและการกระจายยาตามมาตรฐานสากล (PIC/s GMDP) มีศักยภาพด้านการวิจัยทางเภสัชกรรมสามารถนำองค์ความรู้จากการวิจัยมาต่อยอดเป็นการผลิตระดับอุตสาหกรรม เพื่อให้มียารักษาโรคมะเร็งเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศไทย ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการนำเข้ายาจากต่างประเทศ พระกรุณาธิคุณนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาองค์ความรู้ เสริมทักษะความชำนาญในการพัฒนาตำรับ การผลิต การควบคุมคุณภาพ การประกันคุณภาพ การทดสอบทางเภสัชวิทยา และการขึ้นทะเบียนยารักษาโรคมะเร็งให้แก่บุคลากรและองค์กรที่เกี่ยวข้อง สนองแนวพระดำริในการเพิ่มขีดความสามารถด้านเภสัชอุตสาหการ และเทคโนโลยีเภสัชกรรมแก่ประเทศไทยให้พร้อมรองรับการวิจัย และการผลิตยารักษาโรคมะเร็ง นับเป็นการสร้างความมั่นคงทางยาให้กับประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงให้ความสำคัญต่อการดูแลผู้ป่วยในทุกมิติ ครอบคลุมการรักษาโรคมะเร็งทุกรูปแบบ โดยยารักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้าที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซีนไคเนส เป็นหนึ่งในยาที่ทรงสนพระทัยเนื่องจากเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูง มีอาการข้างเคียงต่ำ ใช้รักษาโรคมะเร็งได้หลากหลายชนิด เป็นที่ยอมรับจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยาอย่างกว้างขวาง สำหรับยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้าชนิดเม็ด “อิมครานิบ ๑๐๐" ถือเป็นยามะเร็งมุ่งเป้าตำรับแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย โดยได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ และได้รับการบรรจุไว้ในบัญชีนวัตกรรมไทย เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๙ ด้วยน้ำพระทัยที่ทรงห่วงใยในพสกนิกรเป็นอเนกประการ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ จึงทรงมีพระวินิจฉัยพระราชทานยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้า อิมครานิบ ๑๐๐ (IMCRANIB 100) จำนวน ๖๙๐,๐๐๐ เม็ด แก่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อจัดสรรให้แก่ผู้ป่วยที่ทุกข์ทรมานจากโรคร้ายอย่างทั่วถึง ทรงหยิบยื่นโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่ทันสมัยแก่ประชาชนชาวไทยอย่างเท่าเทียม ขจัดซึ่งอุปสรรคด้านเศรษฐานะ เพื่อให้พสกนิกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นดังพระปณิธานอันแน่วแน่ นับเป็นพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ต่อปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ


ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1448179180677748&id=100064570394286&rdid=qmfSPTkaFVIKH5Un#

EGCO รับรางวัลอนุรักษ์ศิลป์ ศูนย์เรียนรู้ขนอมได้รางวัลดีมาก จากสมาคมสถาปนิกสยามฯ สะท้อนการรักษามรดกสถาปัตย์ ส่งเสริมการเรียนรู้ชุมชนและเยาวชน

นายธวัช หิรัณจารุกร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานปฏิบัติการ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในพิธีพระราชทานรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม ประจำปี 2566 - 2567 ซึ่งจัดโดย สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เนื่องในโอกาสที่ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมได้รับพระราชทานรางวัล “อนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม ประจำปี 2567 ประเภท ก. งานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชน ระดับดีมาก” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช พัฒนาขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง EGCO Group โรงไฟฟ้าขนอม และ ESCO ในกลุ่มเอ็กโก ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจไฟฟ้า วิศวกรรม การก่อสร้าง การบำรุงรักษาและเดินเครื่องโรงไฟฟ้า และ บริษัท ซีเอ็มโอ จำกัด (มหาชน) ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและการพัฒนาเนื้อหานิทรรศการและพิพิธภัณฑ์ ได้รับการพิจารณาให้ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม ประจำปี 2567 ประเภท ก. งานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชน ระดับดีมาก จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ สะท้อนความสำเร็จของการปรับเปลี่ยนประโยชน์ใช้สอยจากโรงไฟฟ้าเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ในฐานะแหล่งผลิตไฟฟ้าสำคัญของภาคใต้ ตลอดจนการออกแบบและพัฒนาพื้นที่อย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านพลังงาน กระบวนการผลิตไฟฟ้า ตลอดจนการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลระหว่างโรงไฟฟ้า ชุมชน และสิ่งแวดล้อม สำหรับเยาวชน ชุมชน และผู้สนใจทั่วไป

สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงเหตุผลที่พิจารณาให้ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมได้รับรางวัลครั้งนี้ว่า “ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมเป็นงานสถาปัตยกรรมในยุคอุตสาหกรรมด้านการผลิตไฟฟ้าที่หาได้ยากยิ่งในประเทศไทย เป็นอาคารที่มีคุณค่าทั้งทางประวัติศาสตร์และทางวิชาการ ที่ยังคงมีความแท้ในเรื่องของรูปทรง องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม จึงมีศักยภาพอย่างสูงที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ การอนุรักษ์เพื่อนำมาใช้เป็นศูนย์เรียนรู้ในครั้งนี้แสดงออกให้เห็นถึงความตั้งใจ ความตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของอาคาร มีกระบวนการในการออกแบบอย่างครบถ้วนและเลือกเทคนิควิธีการอนุรักษ์ที่เหมาะสม การจัดแสดงภายในอาคารยังสามารถรักษาความแท้ไว้เพื่อสื่อความหมายได้อย่างน่าสนใจ มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ภายในอย่างสร้างสรรค์ รวมทั้งมีแผนบริหารจัดการโครงการอย่างชัดเจน เป็นการอนุรักษ์ที่ส่งผลดีต่อสังคมชุมชนโดยรอบ และเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเยาวชนและประชาชนต่อไป”

ภายในศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม จัดแสดงนิทรรศการถาวร จำนวน 7 โซน ครอบคลุมความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไฟฟ้า กระบวนการผลิตไฟฟ้า การรักษาสิ่งแวดล้อม และการอยู่ร่วมกันของโรงไฟฟ้าและชุมชนโดยมุ่งเน้นให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม ผ่านเทคนิคการนำเสนอที่น่าสนใจและทันสมัย นอกจากนี้ ศูนย์เรียนรู้ฯ ได้พัฒนาระบบการเยี่ยมชมเสมือนจริง (Virtual Exhibition) เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น และ จัดกิจกรรมสัปดาห์วิทยาศาสตร์เป็นประจำทุกปี เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในกลุ่มเด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดใกล้เคียง

ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม เปิดให้เยี่ยมชมทุกวันอังคาร-วันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. (หยุดวันอาทิตย์ วันจันทร์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์) เยาวชนและนักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าชมล่วงหน้าได้ที่เว็บไซต์ https://varpevent.com/museum/khanom/ โทร. 098 014 2249 หรือติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก www.facebook.com/KhanomLearningCenter

ไทยควรถอดบทเรียนจีน? จีนชู Basic Research ปูทางครบวงจรต้นน้ำถึงปลายน้ำ รับศึก Tech War ชี้องค์ความรู้ต้นน้ำคือกุญแจสู่เทคโนโลยีอนาคต เสริมอีโคซิสเต็มนวัตกรรม หวังลดพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ ไทยต้องสร้างฐานวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ก่อนหวังแข่งนวัตกรรมโลก

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค อุอิ มุมิ ได้กล่าวว่า

จีนประกาศ เน้น วิจัยวิทยศาสตร์พื้นฐาน !!

เออ เป็นอะไรที่แบบผมอยากเห็นในประเทศไทยมากๆ เพราะสิ่งที่ Xi กล่าว "basic research is the origin of the entire scientific system and the matter switch for all technological issues" มันไม่มีอะไรเกินจริงเลย

ต่อให้ผมต้องพูดรอบที่ล้าน ก็ต้องพูดว่า เทคโนโลยีทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ระบบ GPS NMR อื่นๆ นั้นล้วนมาจากการเข้าใจธรรมชาติพื้นฐาน ซึ่ง ณ ตอนนั้นองค์ความรู้อาจจะยังไม่ได้โดนหยิบเพื่อเอาไปต่อยอดเป็น "ประโยชน์" แบบทันที (ประโยชน์ก็ต้องนิยามให้ดี หากจะนิยามว่า ทำให้ชีวิตดีขึ้น อำนวยความสะดวก มันก็ได้ แต่หากจะบอกว่า มันทำให้เราฉลาดขึ้น ลดพื้นที่ของความไม่รู้มากขึ้น มันก็ได้เช่นกัน)

สมัยก่อนผมเคยได้ยินว่า จีน ลงทุนซื้อ อุปกรณ์อะไรที่เขาสนใจ แล้วจากนั้นถอดออกทุกอย่างเพื่อดูว่าทำงานยังไง จากนั้นก็ทำการสร้างเรียนแบบ ปรับปรุงให้ดีขึ้น และที่ผ่านมาหากทำจริง ผมว่าเขาก็ประสบความสำเร็จมากๆเลยนะครับ เพราะตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นรถ EV / Robot/ AI ผมว่าจีนนี้มาเบอร์ต้นๆ เอาเฉพาะ EV ผมเห็นข่าวว่า รถในเครือญี่ปุ่นออกมายอมรับว่า แพ้แล้ว ไม่น่าจะสู่จีนได้ หรือแม้กระทั้ง Musk เอง มีคนเคยถามถึง BYD ในสมัยเริ่มใหม่ เขาหัวเราะ แต่ตอนนี้ก็ไม่แน่ใจว่าจะยังหัวเราะได้มั้ย

สิ่งที่ Xi ออกมาประกาศนี้ผมว่ามันมีความสำคัญ เพราะมันจะยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมไปอีกขั้น เพราะหากจีนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ต้นน้ำได้ นั้นหทายความว่า ในอนาคตเขาไม่ต้องพึงใครละ(ถ้าต้องก็คงน้อยมาก) เพราะมันจะครบ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งมันคือ Ecosystem ที่เหมาะ (ทั้งนี้ในแง่ของการทำจริง ก็คงมีอุปสรรคแน่นอน อะไร ยังไง ก็ว่าไป เช่น งานวิจัยสายพื้นฐานนี้มันเห็นผลช้า และต้องการอิสระทางความคิด มันไม่ใช่ Quick win แต่มัน "จำเป็น")

สำหรับมุมมองผม เท่าที่ผมมีเพื่อนและรู้จักนักวิจัยจีน ผมก็เห็นได้เลยว่าเขาสนับสนุนวิจัยพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ เพราะสายงานวิจัยที่ผมทำอยู่อันหนึ่ง เช่น integrable systems เนี้ย ถามว่ามันมีประโยชน์ยังไง จะนำไปสู้นวัตกรรมยังไง ตอบยากมากๆ แต่ก็เห็นมีการจัดประชุมวิชาการเรื่องพวกนี้อย่างต่อเนื่องและสนับสนุนโดยัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐของเขา

ถ้าจะมองลงไปที่ Future Tech อย่างพวก Quantum Tech ผมว่าจีนก็เป็นผู้เล่นที่มีบทบาทมากๆเลย เขาลงทุนทำวิจัยทางด้านนี้แบบจริงจัง มีสถาบัน ห้องแลปวิจัย หรือ startup หลากหลาย หรือว่าง่ายๆ เขาก็ลงไปเล่นใน Tech war ณ ตอนนี้เหมือนกัน

กลับมาดูประเทศไทย ผมเห็น อว ประกาศยุทธศาสตร์เรื่อง Tech war ออกมาเหมือนกัน ผมว่าถือเป็นอะไรที่ดีมากๆ (ก็ต้องดูกันไปยาวๆ เพราะเพิ่มเริ่มต้น) เห็นพูดถึงเรื่องงานวิจัยพื้นฐานด้วย ก็หวังเป็นอย่างมากกว่าจะเพิ่มเม็ดเงินทางด้านงานวิจัยให้มากขึ้น และสร้าง Ecosystem ที่ทำให้คนเก่งอยากทำงานในประเทศ(อันนี้สำคัญมากๆ แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะทำงานที่ไหน ก็คนไทยอยู่ดี)

เจาะลงมาอีกนิด วิทยาลัยเพื่อการค้นคว้าระดับรากฐาน (IF) นั้นก็เป็นหนึ่งสถานที่ในไทยที่เน้นการทำงานวิจัยพื้นฐานจริงๆ ด้านฟิสิกส์ทฤษฎี เช่น

- Gravity

- Cosmology

- Field theory

- Quantum information/Quantum Tech

ก็ต้องขอบคุณมหาวิทยาลัยนเรศวรที่เห็นถึงความสำคัญของงานวิจัยส่วนนี้และส่งเสริม ทำให้เกิด Ecosystem เล็กๆตรงนี้ได้ และผมมองว่า IF จะเป็นส่วนช่วยในการสร้างกำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐาน อีกทั้งยังเป็นที่สำหรับน้องเยาวชนที่สนใจเรื่องฟิสิกส์ในบริบทต่างๆ อีกด้วย

สุดท้าย ผมมองว่าใน Tech war นี้เราคงต้องเลือกว่า เราจะไปอยู่ตรงไหน เพราะเราคงไม่สามารถเอาชนะเจ้าใหญ่ได้ เช่น เราคงจะไปสร้างเครื่อง Quantum Computer แข่งกับเจ้าใหญ่ที่เขาทำ น่าจะยาก แต่หากมีความร่วมมือ แล้วเน้นไปที่พัฒนา Algorithm น่าจะมีโอกาศมากกว่า

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10164921372731948&id=776826947&post_id=776826947_10164921372731948&rdid=rInP7jwElMrVzRik#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top