Friday, 28 August 2026
NEWS

27 มิถุนายน 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว สยามมีรัฐธรรมนูญฉบับแรกอย่างเป็นทางการ จุดเริ่มต้นระบอบรัฐธรรมนูญของสยาม

วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงลงพระปรมาภิไธยและพระราชทาน “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475” ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของสยาม ภายหลังเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังคณะราษฎรได้ยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบที่มีรัฐธรรมนูญเป็นกติกาสูงสุดของประเทศ การพระราชทานรัฐธรรมนูญในวันที่ 27 มิถุนายน จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมีกรอบทางกฎหมายรองรับ และเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบรัฐธรรมนูญในสยามอย่างเป็นทางการ

ชื่ออย่างเป็นทางการของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475” ประกาศใช้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 มีทั้งหมด 39 มาตรา และใช้บังคับจนถึงวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ก่อนมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ฉบับถาวรในเวลาต่อมา

สาระสำคัญที่สุดของธรรมนูญการปกครองฉบับนี้อยู่ที่มาตรา 1 ซึ่งบัญญัติว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” ข้อความดังกล่าวถือเป็นถ้อยคำทางการเมืองที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเปลี่ยนหลักการพื้นฐานของรัฐ จากเดิมที่อำนาจสูงสุดอยู่ที่พระมหากษัตริย์ มาสู่หลักการที่ยืนยันว่าอำนาจสูงสุดเป็นของราษฎร์

นอกจากนี้ ธรรมนูญฉบับชั่วคราวยังวางโครงสร้างผู้ใช้อำนาจแทนราษฎรไว้ 4 ส่วน ได้แก่ กษัตริย์ สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมการราษฎร และศาล ซึ่งเป็นการเริ่มกำหนดโครงสร้างอำนาจรัฐในระบบใหม่ โดยให้มีสภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์กรสำคัญในการควบคุมกิจการของประเทศ และให้คณะกรรมการราษฎรทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน

ในเชิงประวัติศาสตร์ วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงเป็นช่วงต่อสำคัญระหว่าง “การยึดอำนาจ” กับ “การจัดระเบียบการปกครองใหม่” เพราะหลังเหตุการณ์ 24 มิถุนายน ประเทศจำเป็นต้องมีหลักกฎหมายรองรับสถานะของสถาบันการเมืองใหม่ ธรรมนูญฉบับชั่วคราวจึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมจากระบอบเดิมไปสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ

แม้ธรรมนูญฉบับนี้จะถูกเรียกว่า “ฉบับชั่วคราว” และมีระยะเวลาบังคับใช้เพียงไม่กี่เดือน แต่ความสำคัญของมันยิ่งใหญ่อย่างมาก เพราะเป็นเอกสารทางกฎหมายฉบับแรกที่ประกาศหลักอำนาจอธิปไตยของราษฎรในสยาม และเป็นจุดเริ่มต้นของสถาบันการเมืองสมัยใหม่ เช่น สภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี และการใช้อำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญ

ในอีกด้านหนึ่ง เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนความซับซ้อนของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองไทย เพราะเป็นช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยอมรับการเปลี่ยนแปลงเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ขณะที่คณะราษฎรก็พยายามวางกติกาใหม่ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ภายหลังการประกาศใช้ธรรมนูญฉบับชั่วคราว ได้มีการจัดตั้งสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมการราษฎรขึ้นตามบทบัญญัติของธรรมนูญ เพื่อทำหน้าที่บริหารและวางรากฐานการเมืองรูปแบบใหม่ ก่อนที่ต่อมาจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และประกาศใช้ในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ซึ่งภายหลังกลายเป็นวันรัฐธรรมนูญของไทย

ธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2475 จึงเป็นเอกสารที่มีความหมายทั้งในเชิงกฎหมายและเชิงสัญลักษณ์ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามสำคัญในสังคมไทยว่า อำนาจสูงสุดของประเทศควรอยู่ที่ใคร รัฐควรถูกปกครองด้วยกติกาแบบใด และประชาชนควรมีบทบาทอย่างไรในระบอบการเมืองใหม่
แม้เส้นทางประชาธิปไตยไทยหลังจากนั้นจะไม่ได้ราบรื่น และต้องเผชิญทั้งรัฐประหาร ความขัดแย้งทางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญหลายครั้ง แต่วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ยังเป็นหมุดหมายที่ไม่อาจมองข้าม เพราะเป็นวันที่หลักการรัฐธรรมนูญถูกประกาศใช้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย

27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เป็นวันที่สยามมีธรรมนูญการปกครองฉบับแรก และเป็นวันที่แนวคิดเรื่องอำนาจสูงสุดของราษฎรได้รับการบันทึกไว้ในกฎหมายสูงสุดของประเทศเป็นครั้งแรก

เหตุการณ์นี้จึงมิใช่เพียงหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมือง แต่เป็นจุดตั้งต้นของการเมืองไทยยุคใหม่ เป็นวันที่รัฐธรรมนูญเริ่มกลายเป็นหัวใจของการปกครอง และเป็นวันที่สยามก้าวเข้าสู่ระบอบรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ

จุฬาฯ เดินหน้าสร้างผู้นำอนาคต!! ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ผงาดอันดับ 19 ของโลกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้วยงานวิจัยและเครือข่ายนานาชาติ สะท้อนวิสัยทัศน์สู่เวทีสากล

จุฬาฯ ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ผงาดขึ้นอันดับ 19 ของโลก สะท้อนวิสัยทัศน์อธิการบดีนำไทยสู่เวทีสากล

กรุงเทพฯ — จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสร้างชื่อเสียงครั้งยิ่งใหญ่ให้แก่วงการการศึกษาไทยบนเวทีระดับโลก หลังผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกครั้งล่าสุดประกาศอย่างเป็นทางการ โดยจุฬาฯ สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ทะยานขึ้นสู่อันดับที่ 19 ของโลก ซึ่งถือเป็นอันดับที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัย และเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญที่สะท้อนถึงความสำเร็จในการบริหารงานภายใต้วิสัยทัศน์ของอธิการบดี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัขร

ความสำเร็จในครั้งนี้เป็นผลสัมฤทธิ์โดยตรงจากการขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกของอธิการบดี ที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพวิชาการ การสร้างสรรค์งานวิจัยและนวัตกรรมที่มีผลกระทบสูง (High Impact) ต่อสังคม ตลอดจนการขยายเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและองค์กรชั้นนำระดับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ จุฬาฯ ยังได้ปรับปรุงระบบนิเวศทางการศึกษาให้ทันสมัย รองรับการเรียนรู้แห่งอนาคต จนได้รับคะแนนประเมินที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดในด้านชื่อเสียงทางวิชาการ (Academic Reputation) และการยอมรับจากผู้จ้างงานในระดับสากล (Employer Reputation)

ศาสตราจารย์ ดร. วิเลิศ ภูริวัขร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า “การที่จุฬาฯ ก้าวขึ้นมาสู่อันดับที่ 19 ของโลกในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นความภาคภูมิใจของชาวจุฬาฯ เท่านั้น แต่เป็นความสำเร็จของประเทศไทยที่พิสูจน์ให้เห็นว่าสถาบันอุดมศึกษาไทยมีศักยภาพแข่งขันในระดับสากลได้อย่างเต็มภาคภูมิ ขอขอบคุณคณาจารย์ บุคลากร นิสิต และศิษย์เก่าทุกท่าน ที่ร่วมแรงร่วมใจขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยด้วยความมุ่งมั่นมาโดยตลอด จากนี้ไป จุฬาฯ จะยังคงเดินหน้าพัฒนาการศึกษาและสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมไทยและสังคมโลกอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อรักษามาตรฐานความสำเร็จนี้และเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป”

การก้าวกระโดดสู่ท็อป 20 ของโลกในครั้งนี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำจุดยืนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการเป็น "มหาวิทยาลัยแห่งชาติในระดับโลก" (National World-Class University) ที่พร้อมสร้างผู้นำแห่งอนาคตและสร้างองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ

Shopee พร้อมหนุน OTOP ไทย!! นายกฯ ชู SMEs เป็นกำลังสำคัญเศรษฐกิจไทย ฝาก Shopee ช่วยขยายโอกาสบน e-commerce ย้ำคุ้มครองผู้ประกอบการไทย จากการแข่งขันไม่เป็นธรรมบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

นายกฯ ฝาก Shopee ดัน OTOP ไทย สู่ตลาดออนไลน์และต่างประเทศ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล หนุน SMEs

นายคริส เฟิง ประธานบริษัท Sea Limited และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Shopee พร้อมคณะ เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล การยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย และการขยายความร่วมมือด้านการลงทุนในประเทศไทย

นายคริส เฟิง กล่าวแสดงความอาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมยืนยันความพร้อมเดินหน้าความร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการพัฒนาทักษะดิจิทัลและ e-commerce ให้กับผู้ประกอบการไทย รวมทั้งการผลักดันสินค้าไทยสู่ตลาดโลกผ่านโครงการ Shopee International Platform (SIP) และ Shopee Global Sales นอกจากนี้ ยังแสดงความสนใจขยายการลงทุนและความร่วมมือทางธุรกิจด้านอื่นๆในประเทศไทย เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและการสร้างงานในระยะยาว

นายกฯ กล่าวว่า SMEs และผู้ประกอบการรุ่นใหม่คือกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย รัฐบาลจึงเดินหน้าสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุน การลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ การยกระดับทักษะดิจิทัล และการสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เป็นธรรม โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้หารือแนวทางการพัฒนาระบบ Virtual Banking ซึ่งเป็นอีกกลไกสำคัญในการยกระดับระบบการเงินดิจิทัลของประเทศ พร้อมแสดงความสนับสนุนให้ผู้มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านธุรกิจการเงินเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนและพัฒนาธุรกิจธนาคารดิจิทัลในประเทศไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและนวัตกรรมทางการเงิน ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนรายย่อยที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินในระบบ สามารถเข้าถึงได้สะดวกมากขึ้น เพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพและขยายธุรกิจ

ในตอนท้าย นายกฯได้เชิญชวน นายคริส เฟิง ให้ไปร่วมงาน OTOP Midyear 2026 พร้อมขอให้ช่วยโปรโมทสินค้า OTOP ของไทย โดยเน้นย้ำถึงคุณภาพที่ดีของสินค้า และเชื่อมั่นว่าสินค้าไทย จะเป็นที่ชื่นชอบในตลาดต่างประเทศ ซึ่งนายคริส เฟิง ยินดีและพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยมองเห็นช่องทางการตลาดสำหรับสินค้าไทยเช่นกัน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1493253569503642&id=100064570394286&rdid=RrU8LF452fmsccDi#

Delta Compressor ต่อยอดเครื่องผลิตไนโตรเจนอุตสาหกรรม ช่วยโรงงานผลิตใช้เอง ลดต้นทุนสูงสุด 80% พร้อมเชื่อม Delta Smart Application มอนิเตอร์การทำงานเรียลไทม์เจ้าแรกในไทย

     Delta Compressor เดินหน้าต่อยอดเทคโนโลยีเครื่องจักรอุตสาหกรรมสู่ระบบเครื่องผลิตไนโตรเจน ชูจุดแข็งช่วยโรงงานผลิตไนโตรเจนใช้เอง ลดต้นทุนจากการซื้อไนโตรเจนภายนอก พร้อมเป็นเจ้าแรกในไทยที่มีระบบติดตามการทำงานของเครื่องผลิตไนโตรเจนแบบเรียลไทม์ผ่าน Delta Smart Application เช่นเดียวกับระบบมอนิเตอร์เครื่องปั๊มลมที่บริษัทพัฒนามาก่อนหน้า ช่วยให้โรงงานตรวจสอบสถานะการทำงานได้ตลอดเวลา เพิ่มความมั่นใจด้านประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และความปลอดภัยในระยะยาว

     นายธวัชชัย อัฐปัน กรรมการบริหาร บริษัท เดลต้า คอมเพรสเซอร์ (เอเซีย) จำกัด เปิดเผยว่า เครื่องผลิตไนโตรเจนเป็นหนึ่งในระบบสนับสนุนสำคัญของโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ยา เครื่องสำอาง งานโลหะ งานเหล็ก รวมถึงอุตสาหกรรมพลังงานและการขนส่งน้ำมัน เนื่องจากไนโตรเจนเป็นก๊าซที่มีบทบาทสำคัญทั้งในด้านคุณภาพสินค้า กระบวนการผลิต และความปลอดภัย

     สำหรับโรงงานที่ต้องใช้ไนโตรเจนอย่างต่อเนื่อง การผลิตไนโตรเจนใช้เองถือเป็นทางเลือกที่ช่วยลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับการซื้อไนโตรเจนจากภายนอก โดยทั่วไปต้นทุนการซื้อไนโตรเจนอาจอยู่ที่ประมาณ 15-20 บาทต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่การผลิตใช้เองด้วยเครื่องผลิตไนโตรเจนของเดลต้าอาจลดต้นทุนเหลือประมาณ 5 บาทต่อลูกบาศก์เมตร ทำให้โรงงานขนาดเล็กสามารถประหยัดต้นทุนได้สูงสุดประมาณ 80% และโรงงานขนาดใหญ่ประหยัดได้ประมาณ 60-65%

     “การผลิตไนโตรเจนใช้เองไม่เพียงช่วยลดต้นทุนต่อลูกบาศก์เมตร แต่ยังช่วยให้โรงงานควบคุมปริมาณการใช้งานได้ดีขึ้น ลดการพึ่งพาการจัดส่งจากภายนอก และเพิ่มความต่อเนื่องให้กับกระบวนการผลิต โดยเฉพาะโรงงานที่มีความต้องการใช้ไนโตรเจนเป็นประจำในสายการผลิต” นายธวัชชัยกล่าว

     หลักการทำงานของเครื่องผลิตไนโตรเจนจะทำงานร่วมกับเครื่องปั๊มลม โดยเครื่องปั๊มลมทำหน้าที่ดูดอากาศเข้าสู่ระบบ ซึ่งในอากาศมีไนโตรเจนอยู่ประมาณ 78-80% จากนั้นเครื่องผลิตไนโตรเจนจะแยกออกซิเจนและก๊าซอื่น ๆ ออก เพื่อให้ได้ไนโตรเจนสำหรับนำไปใช้ในกระบวนการผลิตของโรงงาน

     ด้านนายพัชร์พล พชรวรณวิชญ์ กรรมการบริหาร บริษัท เดลต้า คอมเพรสเซอร์ (เอเซีย) จำกัด กล่าวว่า ไนโตรเจนมีคุณสมบัติเป็นก๊าซเฉื่อย ไม่ทำปฏิกิริยากับธาตุอื่นได้ง่าย จึงถูกนำไปใช้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมอาหารที่ใช้ไนโตรเจนเพื่อลดการสัมผัสกับออกซิเจน ช่วยชะลอปฏิกิริยาออกซิเดชันและยืดอายุสินค้า งานโลหะและงานเหล็กที่ใช้ไนโตรเจนเพื่อลดการเกิดสนิม รวมถึงระบบขนส่งน้ำมันที่ต้องควบคุมความเสี่ยงจากออกซิเจน

     “เครื่องผลิตไนโตรเจนไม่ใช่เพียงการติดตั้งเครื่องจักรหนึ่งเครื่อง แต่ต้องอาศัยการออกแบบทั้งระบบให้เหมาะกับการใช้งานจริงของแต่ละโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นปริมาณการใช้ คุณภาพของไนโตรเจน ความต่อเนื่องของระบบ และความปลอดภัย ซึ่งเป็นจุดที่เดลต้ามีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญมาอย่างต่อเนื่อง เดลต้าจึงให้ความสำคัญกับ Engineering Design ตั้งแต่การออกแบบ ติดตั้ง ไปจนถึงบริการหลังการขาย เพื่อให้ลูกค้าได้ระบบที่ใช้งานได้จริง คุ้มค่า และปลอดภัยในระยะยาว” นายพัชร์พลกล่าว

     อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของเครื่องผลิตไนโตรเจนจาก Delta Compressor คือการเชื่อมต่อกับ Delta Smart Application ซึ่งช่วยให้ลูกค้าและทีมช่างของเดลต้าสามารถติดตามสถานะการทำงานของเครื่องผลิตไนโตรเจนได้แบบเรียลไทม์ ทั้งการตรวจสอบสถานะการทำงาน การแจ้งเตือนความผิดปกติ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดูแลบำรุงรักษา ช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดการณ์ล่วงหน้า

     “เดลต้าเป็นเจ้าแรกในไทยที่พัฒนาระบบติดตามการทำงานของเครื่องผลิตไนโตรเจนแบบเรียลไทม์ได้จริงผ่าน Delta Smart Application ทำให้ลูกค้าไม่ได้เพียงซื้อเครื่องผลิตไนโตรเจนไปใช้งาน แต่ยังมีระบบที่ช่วยดูแล ตรวจสอบ และเพิ่มความมั่นใจให้กับการผลิตในทุกวัน” นายธวัชชัยกล่าว

    “เดลต้าให้ความสำคัญกับการออกแบบทางวิศวกรรมเป็นพิเศษ เพื่อให้เครื่องผลิตไนโตรเจนสามารถทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพ เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของโรงงาน และรองรับการใช้งานในระยะยาว” นายพัชร์พลกล่าวทิ้งท้าย

มศว ย้ำสอบท้องถิ่นต้องโปร่งใสและเป็นธรรม!! สำนักทดสอบฯ มศว ยืนยันความเป็นกลาง ดำเนินการสอบด้วยความสุจริตและรอบคอบ พร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ ยืนหยัดไม่สนับสนุนความไม่เป็นธรรม

แถลงการณ์เรื่อง การดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น
สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ยืนยันว่าได้ดำเนินการตามบทบาทและหน้าที่ด้วยความสุจริต รอบคอบ และเป็นกลางทางวิชาการ โดยไม่สนับสนุนหรือยินยอมต่อการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม หรือส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการสอบแข่งขัน และพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบเพื่อความถูกต้อง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1484152357086737&id=100064759594309&rdid=nZdKXzT5Bd6kdWnp#

กลุ่มโรงกลั่นฯ แจง “ค่าการกลั่น”!! ราคาพลังงานโลกผันผวน โรงกลั่นไทยย้ำต้องรักษากำลังผลิตในประเทศ ลดเสี่ยงนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป ย้ำร่วมภาครัฐดูแลประชาชน

กลุ่มโรงกลั่นฯ ย้ำบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงาน ร่วมภาครัฐ ดูแลผลกระทบจากความผันผวนราคาพลังงาน

จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกผันผวนอย่างมาก กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้เดินเครื่องโรงกลั่นอย่างต่อเนื่องและเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้มีน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอต่อความต้องการของประเทศ และสนับสนุนภาครัฐในการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานและลดผลกระทบต่อประชาชน

อุตสาหกรรมโรงกลั่นเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ มีบทบาทในการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และการดำรงชีวิตของประชาชน หากประเทศไทยไม่สามารถรักษาศักยภาพการผลิตภายในประเทศไว้ได้ จะต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดแคลนพลังงานและความผันผวนของราคาในช่วงวิกฤต

ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของตลาดโลก ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปจึงอ้างอิงราคาตลาดโลกตามกลไกการค้าเสรีเช่นเดียวกับประเทศส่วนใหญ่ ราคาพลังงานจึงเปลี่ยนแปลงตามภาวะอุปสงค์และอุปทาน สถานการณ์เศรษฐกิจโลก ตลอดจนเหตุการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา

การกำหนดราคาน้ำมันที่แตกต่างจากตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ อาจก่อให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาด การลักลอบนำเข้าหรือส่งออกน้ำมัน และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

สำหรับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น เป็นกลไกสำคัญของภาครัฐในการดูแลเสถียรภาพด้านราคาพลังงานและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนในช่วงที่ราคาพลังงานผันผวน โดยไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่ออุดหนุนต้นทุนการดำเนินงานหรือรับประกันผลกำไรของผู้ประกอบการโรงกลั่นแต่อย่างใด

Gross Refinery Margin (GRM)
นางรุ่งนภา จันทร์ชูเกียรติ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เห็นความสำคัญของการสื่อสารต่อสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานโลกมีความผันผวนสูง และส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนภาคธุรกิจ และการดำเนินนโยบายด้านพลังงานของประเทศ

หนึ่งในประเด็นที่ควรทำความเข้าใจให้ตรงกัน คือความหมายของคำว่า GRM หรือ Gross Refinery Margin ซึ่งแปลตรงตัวได้ว่า “ส่วนต่างขั้นต้นของโรงกลั่น”

ที่ผ่านมา ในภาษาไทยมักเรียก GRM ว่า “ค่าการกลั่น” อย่างไรก็ดี คำดังกล่าวอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ เพราะคำว่า “ค่า” อาจถูกตีความว่าเป็นค่าบริการ หรือเป็นรายได้ที่โรงกลั่นได้รับโดยตรง

เพื่อให้การสื่อสารมีความชัดเจนมากขึ้น จึงควรใช้คำว่า GRM หรือ “ส่วนต่างขั้นต้นของโรงกลั่น” เป็นคำหลัก แทนการใช้คำว่า “ค่าการกลั่น” เพียงลำพัง

GRM คือ ส่วนต่างเบื้องต้นระหว่างมูลค่าผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปกับราคาน้ำมันดิบที่ใช้เป็นวัตถุดิบ ยังไม่ใช่ตัวเลขสุดท้ายของผลประกอบการ เพราะยังมีต้นทุนอื่นที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม

ตัวอย่างสำคัญในช่วงสถานการณ์ตะวันออกกลางคือ War Risk Premium หรือพรีเมียมความเสี่ยงจากสงคราม ซึ่งเป็นต้นทุนจริงที่เกิดขึ้นในการจัดหาน้ำมันดิบ ทั้งจากความเสี่ยงด้านแหล่งผลิต เส้นทางขนส่ง ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย และความไม่แน่นอนของอุปทาน

ดังนั้น การดูเฉพาะ GRM ดิบ อาจทำให้เห็นตัวเลขส่วนต่างสูงกว่าภาพต้นทุนจริงที่โรงกลั่นต้องรับ

จากตัวเลขล่าสุด ช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2569 หากหัก War Risk Premium แล้ว ตัวเลข Adjusted GRM จะปรับลดลง ดังตารางที่ 1
ตารางที่ 1: ค่าการกลั่นที่ประกาศโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)
หน่วย: บาทต่อลิตร ม.ค. 69 ก.พ. 69 มี.ค. 69 เม.ย. 69 พ.ค. 69
ค่าการกลั่น (GRM) 2.18 2.08 7.23 11.81 6.13
Adjusted GRM
(ค่าการกลั่นหลังหัก - - 4.11 4.27 1.41
War Risk Premium)

ที่มา: สนพ.
กล่าวได้ว่า War Risk Premium ที่สะท้อนผ่านการปรับตัวเลขมีขนาดประมาณ 3.12 บาทต่อลิตรในเดือนมีนาคม 7.54 บาทต่อลิตรในเดือนเมษายน และ 4.72 บาทต่อลิตรในเดือนพฤษภาคม 2569

ตัวเลขนี้ช่วยให้เห็นว่า ในภาวะวิกฤติพลังงาน GRM ที่ดูสูงขึ้นไม่ได้สะท้อนเฉพาะส่วนต่างของโรงกลั่นเท่านั้น แต่ยังมีต้นทุนความเสี่ยงจากสงครามที่เกิดขึ้นจริงและต้องนำมาพิจารณาร่วมด้วย

ดังนั้น Adjusted GRM หรือ “GRM ที่ปรับหักต้นทุนความเสี่ยงแล้ว” จึงช่วยให้การอ่านสถานการณ์ใกล้เคียงต้นทุนจริงมากกว่า GRM ดิบ แม้ยังไม่ใช่ผลประกอบการสุทธิของโรงกลั่นก็ตาม

โรงกลั่นต้องรับความเสี่ยงเต็มรูปแบบจากความผันผวนด้านราคา
ภายใต้ระบบการค้าเสรี โรงกลั่นต้องรับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ ราคาผลิตภัณฑ์ อัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนทางการเงิน และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ด้วยตนเอง

เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โรงกลั่นอาจได้รับผลเชิงบวกในบางช่วงเวลา แต่เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวลดลง โรงกลั่นก็อาจเผชิญผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันจำนวนมากเช่นเดียวกัน

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือช่วงความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนในปี 2565–2566 ซึ่งแม้โรงกลั่นจะได้รับผลเชิงบวกในช่วงแรกจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายและราคาน้ำมันปรับลดลง หลายโรงกลั่นกลับเผชิญผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันและผลประกอบการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนว่า ธุรกิจโรงกลั่นเป็นธุรกิจที่มีความผันผวนสูงและต้องเผชิญความเสี่ยงจากตลาดโลกตลอดเวลา มิใช่ธุรกิจที่ได้รับการรับประกันผลตอบแทนจากภาครัฐ

ความมั่นคงทางพลังงานต้องอาศัยการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
อุตสาหกรรมโรงกลั่นต้องลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือของระบบการผลิต การปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับความต้องการพลังงานในอนาคต

หากการลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นลดลง หรือผู้ประกอบการไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ประเทศอาจต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปมากขึ้น มีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนพลังงานในช่วงวิกฤต และมีต้นทุนพลังงานที่ผันผวนมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชาชน ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

ดังนั้น การพิจารณานโยบายหรือมาตรการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมโรงกลั่น ควรพิจารณาจากผลประกอบการสุทธิ ต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง และภาระการลงทุนที่จำเป็นต่อการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว ไม่ใช่พิจารณาจากค่าการกลั่นเพียงตัวเลขเดียว

พร้อมร่วมมือภาครัฐดูแลประชาชนและรักษาเสถียรภาพพลังงาน
นางรุ่งนภา กล่าวว่า "กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกับภาครัฐและทุกภาคส่วน เพื่อพิจารณาแนวทางหรือมาตรการที่เหมาะสมในการบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานในช่วงสถานการณ์ผิดปกติ โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการดูแลประชาชน การรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน และการส่งเสริมการลงทุนที่จำเป็นต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว"

"กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม เชื่อมั่นว่า การดำเนินนโยบายบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง กลไกตลาดที่เป็นธรรม และการรักษาสมดุลระหว่างผู้บริโภคกับภาคการลงทุน จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรักษาความมั่นคงทางพลังงานและความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างยั่งยืน" นางรุ่งนภา กล่าวทิ้งท้าย

ส.อ.ท. จับมือ มศว ลงนาม MOU!! ปั้นกำลังคน–นวัตกรรม ดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยสู่อนาคต ผนึกกำลังภาคอุตสาหกรรมและการศึกษา ยกระดับคนไทยด้วย Upskill–Reskill พัฒนาหลักสูตร วิจัย นวัตกรรม ตอบโจทย์อุตสาหกรรมจริง

ส.อ.ท. จับมือ มศว ลงนาม MOU ยกระดับกำลังคน นวัตกรรม และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยสู่อนาคต

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(มศว) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Understanding: MOU) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนากำลังคน การศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม ตลอดจนการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ณ หอดนตรีและการแสดงอโศกมนตรี 2 ชั้น 4 อาคารนวัตกรรม : ศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 

พิธีดังกล่าวได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โดยมีคณะผู้บริหาร คณาจารย์ ผู้ประกอบการ และผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรมเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคการศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ 5I ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะ I2 ด้าน Innovation & Creative Industry ที่มุ่งส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ให้กับประเทศ

ขณะที่ ศาสตราจารย์ ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคน องค์ความรู้ และนวัตกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ โดยเชื่อว่าการพัฒนาการศึกษาในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันพัฒนาหลักสูตร การวิจัย และการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับสาระสำคัญของความร่วมมือ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จะทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงเครือข่ายภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการ สนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ ความต้องการด้านกำลังคน และแนวโน้มการพัฒนาอุตสาหกรรม รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจในการพัฒนาหลักสูตร การฝึกงาน สหกิจศึกษา และโครงการพัฒนานวัตกรรมร่วมกับสถานศึกษา

ขณะที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จะนำศักยภาพด้านการศึกษา การวิจัย และการบริการวิชาการ มาร่วมพัฒนาหลักสูตร งานวิจัย และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม เปิดโอกาสให้นิสิตได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะการรเรียนรู้เชิงประสบการณ์  ผ่านการฝึกงาน สหกิจศึกษา อันจะนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยในระดับสากล 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ขจีพร วงศ์ปรีดี คณบดีวิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดจากเจตนารมณ์ร่วมกันในการ พัฒนาศักยภาพกำลังคนผ่านกระบวนการ Upskill และ Reskill สร้างองค์ความรู้ ฐานข้อมูล และผลงานวิจัย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อัญมณีและเครื่องประดับ รวมถึงการส่งเสริมการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม

ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) ได้กล่าวถึงการดำเนินโครงการแรกภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว คือ “โครงการยกระดับทักษะฝีมือแรงงานในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล” ภายใต้กรอบแนวคิด “Jewelry BLAST” ซึ่งมุ่งพัฒนาศักยภาพกำลังคนตลอดห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรม ตั้งแต่การพัฒนาวัสดุอัญมณีขั้นสูง กระบวนการผลิตอย่างยั่งยืน การออกแบบเชิงสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปจนถึงการพัฒนาแบรนด์และการตลาดเชิงกลยุทธ์ เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่การแข่งขันในระดับสากล

ภายใต้โครงการดังกล่าว สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจะทำหน้าที่เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกำหนดความต้องการด้านทักษะและสมรรถนะกำลังคน ตลอดจนสนับสนุนการนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้จริงในสถานประกอบการ ขณะที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยวิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จะรับผิดชอบการพัฒนาหลักสูตร การถ่ายทอดองค์ความรู้ การวิจัย และการสร้างนวัตกรรมร่วมกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับผลิตภาพแรงงาน ความสามารถในการสร้างนวัตกรรม และคุณภาพผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการไทย

ความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคการศึกษากับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันสร้างบุคลากรคุณภาพ พัฒนานวัตกรรม และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมอย่างยั่งยืน

ส.อ.ท. ดันอุตสาหกรรม!! เดินหน้ายุทธศาสตร์อุตสาหกรรมไทย ผสานวิทย์-นวัตกรรม-ทุนคน เสนอกองทุนและเทคโนโลยีลึก ร่วมมือ อว.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรม

ส.อ.ท. หารือ อว. เดินหน้ายุทธศาสตร์ “The New Chapter of Thai Industry” ยกระดับอุตสาหกรรมไทย ด้วย Deep Tech-นวัตกรรม-ทุนมนุษย์สมรรถนะสูง

กรุงเทพฯ — นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมคณะผู้บริหาร เข้าหารือกับ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด อว. เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับอุตสาหกรรมไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนากำลังคน ณ ห้องประชุมชั้น 1 สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน)

การหารือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ “The New Chapter of Thai Industry” ของ ส.อ.ท. เข้ากับกลไกสนับสนุนของกระทรวง อว. ในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านจากฐานการผลิตแบบรับจ้างผลิต หรือ OEM ไปสู่การเป็นเจ้าของเทคโนโลยี ทรัพย์สินทางปัญญา และแบรนด์นวัตกรรมของไทย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลก การแข่งขันด้านเทคโนโลยี และการขยายตัวของ AI ในภาคอุตสาหกรรม

นางพิมพ์ใจ ได้นำเสนอกรอบยุทธศาสตร์ 5I เพื่อเป็นทิศทางในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ประกอบด้วย 1. Intelligent Industry การยกระดับสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะด้วย AI และ Automation 2. Innovation and Creative Industry การสร้างนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาของไทย 3. International Alliance and Network การเชื่อมโยงไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก 4. Industrial Infrastructure Reform การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ และพลังงาน รวมถึง 5. Inclusive Sustainability การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ ภายใต้แนวทางดังกล่าว ส.อ.ท. ได้เสนอความร่วมมือสำคัญกับกระทรวง อว. ใน 4 เรื่องหลัก ได้แก่
1. New Chapter of Thai Industry Fund
กองทุนเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเป็นการร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนการลงทุนและยกระดับภาคอุตสาหกรรมผ่าน 5 กลไกหลัก ได้แก่ Tech Startup Investment, SMEs Transformation Investment, Industry Sector Development, Innovation and Industry Enablement และ Fund and Portfolio Management โดยมุ่งให้เกิดการลงทุนที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมจริง เพิ่มผลิตภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม และเชื่อมโยงผลงานวิจัยไทยสู่การใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม

2. In-Licensing Strategic Technology
การเร่งรัดการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยผ่านการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีสำคัญจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ ยานยนต์และระบบราง เทคโนโลยีชีวภาพ เซมิคอนดักเตอร์ เครื่องจักร และวัสดุขั้นสูง เป็นต้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการสร้าง New Growth Engines และลดข้อจำกัดด้านองค์ความรู้หรือสิทธิบัตรในระยะยาว

3. Improving Productivity with Industry 4.0
การเพิ่มผลิตภาพอุตสาหกรรมไทยด้วย Smart Manufacturing และ Industry 4.0 โดยต่อยอดจากแพลตฟอร์ม Thailand i4.0 Index เพื่อประเมินและยกระดับโรงงานไทยสู่ความเป็นอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ผ่านกระบวนการ Assessment, Solutioning และ Implementation ร่วมกับ System Integrator และพันธมิตรด้านเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และพัฒนาโครงการที่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จริง

4. Human Capital Development
การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงเพื่ออุตสาหกรรม โดยมุ่งสร้างแรงงานที่สามารถทำงานร่วมกับ AI และเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านรูปแบบ Non-degree และ Micro-credentials รองรับทั้งการ Upskill แรงงานในสถานประกอบการ และการ Reskill และ New skill สำหรับบุคคลที่ต้องการเข้าสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย

โดยให้ความสำคัญกับสาขาเกษตรและอาหารแห่งอนาคต ความมั่นคงและไซเบอร์ พลังงานสะอาด สุขภาพและการท่องเที่ยว รวมถึง Smart Manufacturing

ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน ได้แสดงความพร้อมในการเป็นพันธมิตรกับ ส.อ.ท. เพื่อผลักดันการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรม โดยเฉพาะการใช้กลไกกองทุนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ ววน. เป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิจัย พร้อมเสนอแนวทาง Strategic Leverage หรือการใช้การลงทุนและการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่เป็นเครื่องมือเจรจาให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะ และการสร้างองค์ความรู้ให้กับประเทศไทย

ทั้งนี้ ส.อ.ท. และกระทรวง อว. จะร่วมกันจัดทำรายละเอียดแผนงานและโครงการให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เพื่อปรับแนวทางการสนับสนุนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ และยกระดับประเด็นการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยสู่การขับเคลื่อนในระดับประเทศต่อไป

ส.อ.ท. เชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่ของไทย ที่เชื่อมโยงความต้องการของภาคเอกชนกับศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก สร้างเทคโนโลยีของตนเอง และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

“อย่าหลงเชื่อ AI แต่ต้องใช้ AIให้เป็น”

เมื่อวานนี้ “ผมได้รับเกียรติเป็นประธานเปิดงาน DigiCommerce Service Expo ณ ศูนย์การประชุมแห่ง
ชาติสิริกิติ์ และบรรยายพิเศษในหัวข้อ “พลิกอนาคตประเทศไทยสู่ยุคใหม่ (Thailand Beyond Next)” ว่าด้วยโอกาสของประเทศไทยในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางภูมิภาคด้าน AI-Commerce, ซัพพลายเชนอัจฉริยะ และเทคโนโลยีผู้บริโภคแห่งอนาคต”

ภายในงาน “ผมมีโอกาสพูดคุยกับผู้จัดงานและผู้ประกอบการจากประเทศจีนหลายท่าน จึงได้ทราบว่าสมาคมด้านโลจิสติกส์ของจีนมีมากกว่า 3,000 สมาคม และหลายแห่งกำลังมองหาประเทศไทยเป็นจุดหมายสำคัญในการจัดงานและขยายธุรกิจในภูมิภาค”

ได้สะท้อนมุมมองอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่ควรเป็นเพียงตลาดปลายทางของสินค้า แต่ควรเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่สร้างคุณค่าร่วมกัน ผมจึงเชิญชวนให้ผู้ประกอบการจีนทำงานร่วมกับผู้ประกอบการไทยและ Local Supply Chain ของประเทศ โดยผมยินดีช่วยประสานความร่วมมือผ่านเครือข่ายของหอการค้าไทย เพื่อให้เกิดการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

ในช่วงบ่าย ผมได้เดินทางไปบรรยายเรื่องปัญญาประดิษฐ์ให้กับนักลงทุนของ LH ณ โรงแรม Rosewood Bangkok สิ่งที่น่าชื่นใจคือ แม้หลายท่านจะไม่ได้อยู่ในแวดวงเทคโนโลยีโดยตรง แต่กลับมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับ AI อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และทิศทางการแข่งขันของโลกยุคใหม่ หลายความคิดเห็นและข้อมูลที่ได้รับมีคุณค่าอย่างยิ่ง

เหตุการณ์ทั้งสองเวทีในวันเดียวกัน ทำให้ผมมั่นใจมากขึ้นว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการเปลี่ยนแปลง เรามีทั้งโอกาสจากกระแสการลงทุนระดับโลก ความพร้อมของภาคธุรกิจ และบุคลากรที่มีศักยภาพ

สิ่งสำคัญในวันนี้ คือการที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน นำข้อมูล ข้อเท็จจริง และสัญญาณจากตลาดโลกมาร่วมกันกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถคว้าโอกาสจากคลื่นเทคโนโลยีลูกใหม่ได้อย่างเต็มศักยภาพ

ผมเชื่อว่า หากเราร่วมมือกันอย่างจริงจัง ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามการเปลี่ยนแปลงของโลก แต่สามารถก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี และนวัตกรรมของภูมิภาคได้ในอนาคตอันใกล้

‘บิ๊กแป๊ะ’ เขียนถึง ‘มาดามแป้ง’!! มาดามแป้งรับหนี้ที่ไม่ได้ก่อ แต่เลือกแก้ปัญหาเพื่อศักดิ์ศรีบอลไทย หลังคดีลิขสิทธิ์ยืดเยื้อเกือบ 10 ปี จบปมลิขสิทธิ์ประวัติศาสตร์

‘บิ๊กแป๊ะ’ เขียนถึง ‘มาดามแป้ง’

คุยแต่เรื่องบอลโลกมาหลายวันแล้ว วันนี้ขอคุยถึงเรื่องราวดีๆของบอลไทย
ถ้าไม่ใช่ เพราะฟุตบอลโลก ฟีเวอร์ ข่าวนี้มีสิทธิ์ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับ
ผมกำลังพูดถึง การเคลียร์หนี้สินที่สมาคมฟุตบอลฯ ในยุคที่ พล.ต.อ สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง กับพรรคพวก ก่อไว้จากการไป “หักดิบ” ลิขสิทธิ์ฟุตบอลไทย ชนิดที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่ชอบมาพากล แต่สุดท้ายก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสัมปทาน โดยไม่สนใจว่าจะมีความถูกต้องชอบธรรม หรือไม่อย่างไร ?

จากนั้นก็มีการฟ้องร้องตามมา และหลังจากใช้เวลาเกือบ 10 ปี ในที่สุด ศาลสถิตย์ยุติธรรม ก็มีคำพิพากษาให้ สมาคมฟุตบอลฯ แพ้คดี และชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินก้อนใหญ่ถึง 360 ล้านบาท
แต่กฎแห่งกรรมที่ว่าด้วย กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมคืนสนองไม่มีจริง!

เพราะหนี้สิน 360 ล้านบาทก้อนนี้ แทนที่ บิ๊กอ๊อด พล.ต.อ สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง กับ คณะสภากรรมการในยุคนั้น จะต้องรับผิดชอบหามาชดใช้

กลับกลายเป็นว่า มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ ซึ่งเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลฯ แทน บิ๊กอ๊อด ต้องมารับภาระหนี้สินที่ผูกพันตามมาด้วย ตามกฎหมาย

เมื่อผลจากการที่ ทฤษฎีกฎแห่งกรรมไม่มีจริง
ทำให้ มาดามแป้ง เสมือนตกอยู่ในสถานการณ์ เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง แถมยังต้องเอากระดูกไปแขวนคอ เข้าให้อีก

ยิ่งคิดยิ่งช้ำ มันคือความยุติธรรมที่ไม่เป็นธรรมกับเธอเอาเสียเลย !

ผมคิดเองเออเองว่า ถ้าเธอจะไม่อยู่รับภาระที่เธอไม่ได้ก่อก็เป็นความชอบธรรม ที่ทำได้ !
แต่แล้ว
การแถลงข่าวร่วมกัน 3 ฝ่าย คือ สมาคมฟุตบอลฯ ทรูวิชั่นส์ ในนามของเจ้าหนี้ร่วมซินิแพล็กซ์ และ สยามสปอร์ต ซินดิเคท คู่กรณีโดยตรง ที่เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
เธอไม่ยอมหนีปัญหา

เธอแสดงความรับผิดชอบ และเธอจบมันได้ ในที่สุด
มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ สยบทุกปัญหาที่ค้างคากับเจ้าหนี้ทั้ง 2 ราย ได้อย่างหมดจด สง่างาม และสมศักดิ์ศรี อย่างที่สุด !!!

สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เป็นหนี้น้ำใจแห่งความเสียสละของเธอ อย่างชนิดที่ชดใช้เท่าไหร่ ก็ไม่มีวันหมดนางฟ้า แห่งวงการฟุตบอลไทย !

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1634599192001654&id=100063547655365&post_id=100063547655365_1634599192001654&rdid=6OFHV3lZv2xM4a1o#

Delta Compressor เดินหน้าปฏิวัติเครื่องปั๊มลมอุตสาหกรรม ชู “Delta Smart Application” ระบบติดตามเรียลไทม์เจ้าแรกในไทย เตรียมต่อยอด AI Chatbot ยกระดับโรงงานสู่ยุคดิจิทัล

     Delta Compressor เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องปั๊มลมอุตสาหกรรม รับเทรนด์โรงงานยุคดิจิทัล เปิดเกมรุกผ่าน “Delta Smart Application” แอปพลิเคชันติดตามการทำงานเครื่องปั๊มลมแบบเรียลไทม์ ช่วยลดความเสี่ยงเครื่องจักรหยุดทำงานกะทันหัน พร้อมยกระดับบริการหลังการขายด้วยระบบออนไลน์เต็มรูปแบบ ล่าสุดเตรียมต่อยอดสู่ AI Chatbot เพื่อช่วยวิเคราะห์อาการเบื้องต้น และเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการลูกค้าในอนาคต

     นายพัชร์พล พชรวรณวิชญ์ กรรมการบริหาร บริษัท เดลต้า คอมเพรสเซอร์ (เอเซีย) จำกัด เปิดเผยว่า เครื่องปั๊มลมถือเป็นหัวใจสำคัญของโรงงานอุตสาหกรรม เนื่องจากทำหน้าที่สร้างแรงดันลมเพื่อขับเคลื่อนระบบการผลิต หากเครื่องปั๊มลมหยุดทำงาน ย่อมส่งผลกระทบต่อเครื่องจักรในสายการผลิตทั้งหมด และอาจสร้างความเสียหายต่อกระบวนการผลิตของโรงงานในวงกว้าง

     ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เดลต้าในฐานะผู้ให้บริการด้านการพัฒนา ติดตั้ง และดูแลระบบเครื่องปั๊มลมอุตสาหกรรม ได้มีโอกาสผลิตและติดตั้งเครื่องปั๊มลมขนาดใหญ่ให้กับบริษัทชั้นนำ รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศไทยหลายแห่ง โดยเฉพาะกลุ่มโรงงานที่มีระบบการผลิตต่อเนื่องและต้องใช้ลมอัดเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตขนาดใหญ่ ทำให้บริษัทเข้าใจถึงความสำคัญของความเสถียรในการดำเนินงานของโรงงานเป็นอย่างดี เครื่องปั๊มลมในกลุ่มนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์สนับสนุนการทำงาน แต่เป็นหนึ่งในระบบสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุน ประสิทธิภาพ และความต่อเนื่องของสายการผลิต

     จากประสบการณ์ดังกล่าว  บริษัทฯ พบว่า ปัญหาใหญ่ที่หลายโรงงานเผชิญคือ เครื่องปั๊มลมเกิดความเสียหายโดยไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ ส่งผลให้สายการผลิตหยุดชะงักและเกิดต้นทุนแฝงจำนวนมาก ทั้งด้านเวลา การซ่อมบำรุง และโอกาสทางธุรกิจที่สูญเสียไป ทำให้บริษัทเริ่มพัฒนาระบบติดตามการทำงานของเครื่องปั๊มลมแบบออนไลน์ เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถมองเห็นสถานะการทำงานของเครื่องจักรได้ตลอดเวลา และลดความเสี่ยงก่อนเกิดปัญหาจริง

     “เราอยากเปลี่ยนมุมมองของเครื่องปั๊มลม จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องจักรผลิตลม ให้กลายเป็นเครื่องจักรอัจฉริยะที่สามารถสื่อสารข้อมูลกับผู้ใช้งานได้แบบเรียลไทม์ และช่วยให้โรงงานบริหารจัดการพลังงานและระบบการผลิตได้แม่นยำมากขึ้น ซึ่งในช่วงแรกบริษัทฯ พัฒนาระบบติดตามผ่านเว็บไซต์ก่อน แต่พบว่ายังไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริงของลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าในโรงงานที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลรวดเร็วผ่านมือถือ จึงเป็นที่มาของการพัฒนา “Delta Smart Application” ที่สามารถใช้งานบนมือถือได้ ช่วยให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบข้อมูลเครื่องปั๊มลมได้สะดวกมากขึ้นแบบเรียลไทม์” นายพัชร์พลกล่าว

     ด้านนายธวัชชัย อัฐปัน กรรมการบริหาร บริษัท เดลต้า คอมเพรสเซอร์ (เอเซีย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบัน Delta Smart Application เปิดให้บริการเข้าสู่ปีที่ 2 แล้ว และได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าในภาคอุตสาหกรรม โดยมีลูกค้าใช้งานประมาณ 60 แห่งทั่วประเทศ ขณะที่จำนวนเครื่องปั๊มลมที่เชื่อมต่อกับระบบมีราว 200 เครื่อง เนื่องจากหลายโรงงานติดตั้งเครื่องปั๊มลมหลายเครื่องภายในระบบการผลิตเดียวกัน

     สำหรับระบบการทำงานของ Delta Smart Application แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ “Delta Smart Visions” สำหรับติดตามและมอนิเตอร์การทำงานของเครื่องปั๊มลม และ “Delta Smart Service” สำหรับบริหารจัดการบริการหลังการขาย โดยทั้งลูกค้าและทีมช่างของบริษัทสามารถเห็นข้อมูลชุดเดียวกันแบบเรียลไทม์ โดยภายในระบบ ลูกค้าสามารถตรวจสอบข้อมูลสำคัญของเครื่องปั๊มลมได้อย่างครบถ้วน ทั้งสถานะการทำงาน อุณหภูมิ การใช้ไฟฟ้า ความดัน ชั่วโมงการทำงาน รวมถึงกราฟแสดงผลย้อนหลัง เพื่อนำไปใช้วิเคราะห์รูปแบบการใช้งานและวางแผนบำรุงรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ระบบยังรองรับการแจ้งเตือน รวมถึงการติดตามประวัติการเข้าบริการของทีมช่าง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบ ซ่อมบำรุง หรือเปลี่ยนอะไหล่ พร้อมภาพถ่ายก่อนและหลังการให้บริการ ทำให้ข้อมูลทั้งหมดถูกจัดเก็บไว้อย่างเป็นระบบตลอดอายุการใช้งานของเครื่องจักร

     “จุดสำคัญคือ ลูกค้าและทีมช่างของ Delta จะเห็นข้อมูลเดียวกันพร้อมกันแบบเรียลไทม์ บางครั้งทีมช่างสามารถตรวจพบความผิดปกติได้ก่อนลูกค้าด้วยซ้ำ ทำให้สามารถติดต่อเข้าแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วขึ้น ลดโอกาสที่เครื่องจักรจะหยุดทำงานกะทันหัน และจุดเด่นสำคัญของ Delta Smart Application คือ การนำข้อมูลจากเครื่องจักรมาวิเคราะห์แนวโน้มและคาดการณ์ความผิดปกติล่วงหน้า ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญในการลดความเสี่ยงของโรงงานอุตสาหกรรมในยุคที่ทุกวินาทีของการผลิตมีต้นทุน” นายพัชร์พลกล่าว

     “Delta เป็นเจ้าแรกในประเทศไทยที่คิดและพัฒนาระบบติดตามการทำงานเครื่องปั๊มลมแบบเรียลไทม์ได้จริง แตกต่างจากแอปพลิเคชันทั่วไปที่เป็นเพียงช่องทางให้ข้อมูลสินค้า และเรากำลังพัฒนา AI และ Chatbot เพื่อเข้ามาช่วยตอบคำถามด้านบริการลูกค้า รวมถึงเพิ่มความสามารถด้านการคาดการณ์ความผิดปกติของเครื่องจักร ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวได้ในเร็ว ๆ นี้” นายธวัชชัยกล่าว

     “เป้าหมายของ Delta Compressor ไม่ใช่แค่การขายเครื่องจักร แต่คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเปลี่ยนโลกของเครื่องปั๊มลมแบบเดิม ให้กลายเป็นเครื่องจักรยุคใหม่ที่สามารถสื่อสาร วิเคราะห์ และช่วยให้โรงงานก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัลได้อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมต่อยอดสู่การเป็นผู้นำด้านเครื่องปั๊มลมในประเทศไทย และขยายสู่ระดับเอเชียในอนาคต” นายพัชร์พลกล่าวปิดท้าย

ISTAF ไม่ลงโทษวินัย 7 นักตะกร้อไทย ชี้ ทีม เอ และ บี มีส่วนเกี่ยวข้องน้อย

“ISTAF ไม่ลงโทษวินัย 7 นักตะกร้อไทย ชี้ ทีม เอ และ บี มีส่วนเกี่ยวข้องน้อย

ขณะที่กระบวนการทางวินัยต่อนักกีฬา 5 คนของทีม ซี รวมถึงโค้ชและผู้จัดการทีมที่เกี่ยวข้อง จะยังคงดำเนินต่อไป เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและพิจารณาความรับผิดชอบผ่านกระบวนการที่เป็นอิสระและเป็นกลาง”

FB : สนามตะกร้อ
https://www.facebook.com/100044275247263/posts/1558130032339490/?rdid=S3Snm13SvZIXlQ29#

“บ้านปู” ผสานก๊าซธรรมชาติ–ไฟฟ้าครบวงจร!! ชูบทบาท Energy Architect ออกแบบพลังงาน มั่นคง ยั่งยืน รับยุค AI และดิจิทัล เชื่อมสินทรัพย์คุณภาพในหลายประเทศ เสริมแกร่งรับโลกพลังงานแห่งอนาคต

บ้านปูผสานความครบวงจรของธุรกิจก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้า เสริมแกร่งตอบโจทย์โลกพลังงานแห่งอนาคต

เมื่อโลกเผชิญความท้าทายจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน นิยามของ “ความมั่นคงทางพลังงาน” จึงกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่มุ่งเน้นการจัดหาเชื้อเพลิงและไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ สู่การสร้างระบบพลังงานที่สามารถส่งมอบพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง มีเสถียรภาพ และมีความน่าเชื่อถือ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการใช้พลังงานที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความพร้อมด้านพลังงานจึงไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่กำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและภาคธุรกิจทั่วโลก ขณะเดียวกันความท้าทายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังผลักดันให้ระบบพลังงานแห่งอนาคตต้องสามารถสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำไปพร้อมกัน

ด้วยประสบการณ์ในธุรกิจพลังงานมากกว่า 4 ทศวรรษ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย ได้พัฒนาพอร์ตธุรกิจที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงาน ตั้งแต่แหล่งพลังงานต้นน้ำ การผลิตไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงการนำเสนอเทคโนโลยีและโซลูชันด้านพลังงานในหลายประเทศทั่วโลก พร้อมขับเคลื่อนการลดการปล่อยคาร์บอน ทำให้บริษัทฯ สามารถเชื่อมโยงศักยภาพของธุรกิจต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ตอบโจทย์ความต้องการของโลกยุคใหม่

นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เรามองตัวเองทำหน้าที่เหมือนผู้ออกแบบพลังงานหรือ Energy Architect ที่พร้อมขยายขีดความสามารถด้านพลังงานของโลกอย่างมีความรับผิดชอบ ด้วยความเชี่ยวชาญที่ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงาน ทำให้เราสามารถมองเห็นความเชื่อมโยงขององค์ประกอบต่าง ๆ ในระบบ และออกแบบโซลูชันพลังงานที่ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคง ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนไปพร้อมกัน เราเชื่อว่าความสามารถในการผสานจุดแข็งจากธุรกิจที่หลากหลาย เทคโนโลยี และองค์ความรู้จากหลายภูมิภาค จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างคุณค่าและโอกาสการเติบโตในโลกยุค AI”

หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของบ้านปูคือการมีธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจร ซึ่งก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ที่สหรัฐอเมริกา เราได้นำเทคโนโลยีมาต่อยอดการสร้างคุณค่าผ่านการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization, and Sequestration: CCUS) ที่พัฒนาสู่การจำหน่ายก๊าซธรรมชาติที่มีคาร์บอนเป็นกลาง (Carbon-Sequestered Gas: CSG) ก๊าซที่ได้มาจะถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า จึงถือเป็นการเชื่อมต่อสู่ธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบ โดยผสานการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewables) เข้ามาเสริม ทำให้สามารถส่งมอบพลังงานที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความมั่นคงและการลดการปล่อยคาร์บอน สอดคล้องกับความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นในภาคธุรกิจ ขณะที่เรานำเอาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) เข้ามาช่วยรักษาสมดุลของระบบ รองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน และเพิ่มความยืดหยุ่นของโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อให้การซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) มีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเสริมความสามารถทางการแข่งขันของกลุ่มบ้านปูในตลาดไฟฟ้าเสรี (Merchant Market) การมีห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงานที่ครบวงจรดังกล่าว ทำให้บ้านปูมีความพร้อมในการรองรับคลื่นการเติบโตใหม่ของโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรม Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งต้องการพลังงานที่สามารถตอบโจทย์ได้พร้อมกันทั้งด้านความคุ้มค่าของต้นทุน ความต่อเนื่องและความน่าเชื่อถือในการจ่ายพลังงาน ตลอดจนการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ

ความสามารถในการสร้างมูลค่าของธุรกิจก๊าซธรรมชาติและธุรกิจไฟฟ้า มาจากการผสานจุดแข็งของธุรกิจที่เชื่อมโยงกันตลอดห่วงโซ่คุณค่าพลังงาน โครงสร้างธุรกิจที่ครบวงจรดังกล่าวไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและเสริมความสามารถในการแข่งขัน แต่ยังช่วยสร้างกระแสเงินสดจากสินทรัพย์ที่มีคุณภาพในตลาดสำคัญ อาทิ สหรัฐอเมริกา จีน ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินทรัพย์ การวิเคราะห์ข้อมูล และการตัดสินใจทางธุรกิจ ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดและต่อยอดองค์ความรู้จากการดำเนินธุรกิจในหลากหลายภูมิภาค เพื่อสร้างคุณค่าจากโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมพลังงานโลก และเพิ่มความพร้อมของระบบพลังงานสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต

บ้านปูยังคงยึดมั่นในการสร้างการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน การพัฒนาเศรษฐกิจ และการขับเคลื่อนสู่อนาคตพลังงานที่ยั่งยืน ผ่านการลงทุนในธุรกิจที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานการยกระดับประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพด้านพลังงานและสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว ในวันที่โลกต้องการพลังงานมากกว่าที่เคย และในขณะเดียวกันก็ต้องการพลังงานที่สะอาด ยืดหยุ่น และเชื่อถือได้มากขึ้น บ้านปูยังคงเดินหน้าต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านพลังงาน เทคโนโลยี และความเข้าใจในตลาดพลังงานระดับโลก เพื่อร่วมสร้างระบบพลังงานแห่งอนาคตที่สามารถรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับทุกภาคส่วนในระยะยาว

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ขอเชิญเข้าร่วม “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)”

เรื่อง “พลิกอนาคตประเทศไทย: ฝ่าวิกฤต PM2.5 ภาคเหนือ สู่ความมั่นคงน้ำทั่วไทย” 

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2569

⏰ เวลา 09.00 – 12.00 น.

📍 ณ ห้องประชุมใหญ่  World Ballroom ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

 ✏️ลงทะเบียนเข้าร่วมได้ที่ https://researchexporegistration.com  โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ 

พบกับ

🔹 พิธีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) "การบูรณาการความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน" 

🔹 ปาฐกถาพิเศษ *“การเปลี่ยนผ่านสู่ความมั่นคงด้านน้ำของประเทศไทย: ความท้าทายเชิงระบบและทางออกเชิงวิจัย” โดย ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ประธาน PC น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด”

🔹 ปาฐกถาพิเศษ “หยุดฝุ่น : ประเทศไทยพร้อม ‘ลงมือทำ’ หรือยังติดกับดักวาทกรรม?” โดย ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์  ประธาน PC “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5" 

🔹 เสวนา “พลิกอนาคตประเทศไทย: ฝ่าวิกฤต PM2.5 ภาคเหนือ สู่ความมั่นคงน้ำทั่วไทย” 

📞 สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2561-2445 ต่อ 469, 471

24 มิถุนายน 2475 วันเปลี่ยนแผ่นดินสยาม คณะราษฎรยึดอำนาจ เปลี่ยนแปลงการปกครอง จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย

วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นหนึ่งในวันสำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อ “คณะราษฎร” กลุ่มนายทหาร ข้าราชการ และพลเรือน ได้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยาม จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการปกครองประเทศ
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จแปรพระราชฐานประทับอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน คณะราษฎรได้เคลื่อนกำลังเข้าควบคุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญในพระนคร รวมถึงสถานที่ราชการ เส้นทางคมนาคม และระบบการสื่อสาร เพื่อป้องกันการตอบโต้จากฝ่ายรัฐบาลเดิม

หนึ่งในภาพจำสำคัญของเช้าวันนั้น คือการรวมกำลังที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งกลายเป็นพื้นที่ประกาศเจตนารมณ์ของคณะราษฎรต่อสาธารณะ การดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจของรัฐให้มีรัฐธรรมนูญเป็นกติกาสูงสุด และให้ประชาชนมีสถานะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

ก่อนปี พ.ศ. 2475 สยามปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดิน แม้ในสมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 จะมีการปฏิรูประบบราชการ การศึกษา กฎหมาย และโครงสร้างรัฐให้ทันสมัยมากขึ้น แต่การเมืองการปกครองยังไม่ได้มีรัฐธรรมนูญหรือสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

คณะราษฎรประกอบด้วยบุคคลจากทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน หลายคนได้รับการศึกษาในต่างประเทศ และได้รับอิทธิพลจากแนวคิดรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ซึ่งแพร่หลายในโลกสมัยใหม่ พวกเขาเห็นว่าสยามควรปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองให้สอดคล้องกับกระแสโลก และลดการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ภายหลังการยึดอำนาจ คณะราษฎรได้ประกาศหลัก 6 ประการ เป็นแนวทางสำคัญในการบริหารประเทศ ได้แก่ การรักษาเอกราช ความปลอดภัยของประเทศ เศรษฐกิจ ความเสมอภาค เสรีภาพ และการศึกษา หลักการเหล่านี้สะท้อนความพยายามของคณะราษฎรที่จะวางรากฐานรัฐสมัยใหม่ โดยให้รัฐมีหน้าที่ดูแลความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของประชาชน

การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงมิใช่เพียงการเปลี่ยนตัวผู้มีอำนาจ แต่เป็นการเปลี่ยนหลักคิดทางการเมืองของประเทศ จากระบบที่อำนาจสูงสุดอยู่ที่พระมหากษัตริย์ มาเป็นระบบที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และมีรัฐธรรมนูญเป็นหลักกำหนดอำนาจหน้าที่ของสถาบันการเมืองต่าง ๆ

หลังเหตุการณ์ 24 มิถุนายน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยอมรับการเปลี่ยนแปลง และต่อมาได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกของสยามในปีเดียวกัน นับเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบรัฐธรรมนูญและการเมืองสมัยใหม่ของไทย แม้เส้นทางประชาธิปไตยหลังจากนั้นจะเต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งรัฐประหาร ความขัดแย้งทางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญหลายครั้ง

เหตุการณ์ 2475 ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกตีความแตกต่างกันในสังคมไทย บางฝ่ายมองว่าเป็น “อภิวัฒน์สยาม” ที่เปิดประตูให้ประชาชนเข้าสู่การเมืองสมัยใหม่ ขณะที่บางฝ่ายมองว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านอำนาจที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และนำไปสู่ปัญหาทางการเมืองต่อเนื่องในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมองจากมุมใด เหตุการณ์นี้ยังคงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ไม่อาจลบออกจากหน้าประวัติศาสตร์ไทยได้

ความสำคัญของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 อยู่ที่การทำให้คำว่า “รัฐธรรมนูญ” กลายเป็นศูนย์กลางของการปกครองไทย และทำให้แนวคิดเรื่องประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยเริ่มมีที่ทางในโครงสร้างทางการเมืองของประเทศ แม้การนำแนวคิดดังกล่าวไปปฏิบัติจริงจะเผชิญอุปสรรคมากมาย แต่จุดเริ่มต้นของการเมืองไทยยุคใหม่ก็เกิดขึ้นในวันนั้น

ในเชิงประวัติศาสตร์โลก เหตุการณ์ 2475 เกิดขึ้นในยุคที่หลายประเทศกำลังปรับตัวเข้าสู่ระบอบการเมืองสมัยใหม่ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และความคิดทางการเมือง สยามเองก็ไม่อาจแยกตัวออกจากกระแสโลกได้ การเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงสะท้อนทั้งแรงกดดันภายในประเทศและอิทธิพลของโลกภายนอก

สำหรับประเทศไทย วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงเป็นวันที่ควรศึกษาอย่างรอบด้าน เพราะเป็นเหตุการณ์ที่มีทั้งความหวัง ความขัดแย้ง ความเปลี่ยนแปลง และบทเรียนทางการเมือง การเข้าใจเหตุการณ์นี้ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการยกย่องหรือปฏิเสธฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรมองให้เห็นบริบทของยุคสมัย เหตุผลของผู้ก่อการ ผลกระทบต่อสถาบันทางการเมือง และเส้นทางประชาธิปไตยไทยที่ตามมา
วันนี้จึงเป็นโอกาสให้สังคมไทยทบทวนความหมายของรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และหน้าที่ของพลเมือง เพราะหัวใจของการเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่ได้อยู่ที่เหตุการณ์ในเช้าวันเดียวเท่านั้น แต่อยู่ที่คำถามสำคัญว่า ประเทศควรถูกปกครองด้วยกติกาแบบใด และประชาชนควรมีบทบาทอย่างไรต่ออนาคตของบ้านเมือง

24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทย วันที่คณะราษฎรยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบรัฐธรรมนูญ เป็นวันที่สยามก้าวเข้าสู่การเมืองยุคใหม่ และเป็นวันที่ยังคงส่งผลต่อการถกเถียงเรื่องประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตย และอนาคตของประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top